ข้อควรระวัง:ในการใช้สมุนไพรเป็นยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่2009

 การใช้สมุนไพรที่ถูกต้อง ต้องศึกษาก่อน ถึงข้อดี ข้อเสีย อาจมีอาการแพ้ที่เกิดจากสมุนไพร แม้จะเกิดขึ้นได้น้อยก็ตาม  

ปัจจุบัน ข่าวคราวเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009  ยังคงเป็นหัวข้อยอดฮิต ยึดหน้าสื่อทุกประเภทอย่างต่อเนื่อง แม้ทางการจะไม่ให้กระทรวงสาธารณสุขประกาศตัวเลขจำนวนผู้ป่วย และผู้เสียชีวิตแบบรายวัน  แต่ก็ดูเหมือนความวิตกกังวลของผู้คนก็ยังมิได้ลดหายไปแต่ประการใด

ช่วงนี้ กรกฏาคม 2552  สังเกตว่า มีคนเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009  กันมากขึ้น เพราะ แม้เชื้อจะไม่แรงมาก แต่มันแพร่เร็ว และค่าใช้จ่ายสูง ท้าทายทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหมด ไม่ว่าจะเป็นระดับรัฐบาล โรงพยาบาล หมอ พยาบาล และที่สำคัญที่สุดคือ การดูแลตัวเองของทุกคน เพราะผู้เชี่ยวชาญบอกว่า นี่เป็นช่วง "ขาขึ้น" ของการระบาด
นพ.เรวัติ วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์
กล่าววันที่ 27 กรกฎาคม2552 ว่า จากการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ขยายวงการระบาดไปทั่วประเทศ ในขณะนี้ คาดว่าประเทศไทยจะมีผู้ติดเชื้อโรคนี้จริงๆมาก 5- 6 แสนคน 
 และคาดการณ์ อาจมีการระบาดของโรคระลอกสองในเดือนส.ค.-ต.ค.นี้ แต่ด้วยประสบการณ์ของแพทย์ที่มีแนวทางในการรักษา และประชาชนก็ช่วยกันดูแลตัวเองเป็นอย่างดีแล้ว  ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขแล้ว คงจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและอัตราการเสียชีวิตลงได้
ข้อดี ที่มากับการระบาดนี้คือ
ปรากฏการณ์ที่ผู้คนตื่นตัวในเรื่องการดูแลสุขภาพร่างกายและสุขอนามัยของตนเองอย่างไม่เคยมีมาก่อน การรณรงค์เรื่อง "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ" นั้น ได้ผลอย่างน่าพอใจ กลายเป็นเรื่องเคร่งครัดของทุกครอบครัวที่สมาชิกทุกคนยินยอมพร้อมใจทำตามอย่างไม่มีเงื่อนไข

"ฮีโร่พันธุ์ใหม่ใส่ใจสวมหน้ากากอนามัย"


ผลไม้และผักที่มีวิตามินซีสูงๆ เช่น ฝรั่ง มะม่วง มะละกอ  พุทรา มะกอก เงาะ แคนตาลูป  ผักคะน้า กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ พริกทุกชนิด มะละกอดิบ ผักกาดและผักที่มีใบสีเขียวทั้งหลาย จะขายดีมาก  วิตามินซีมีประโยชน์ในการป้องกันโรค เพราะนอกจากจะทำให้ผิวหนังแข็งแรง ยังช่วยลดอาการ อาการหวัด เช่นน้ำมูกไหล จาม เจ็บแสบคอได้  เมื่อรู้สึกว่าจะเป็นหวัด วิตามินซีเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้ดี  เป็นการประกันตัวเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้ไปอีกเปลาะหนึ่ง

สมุนไพรไทย เป็นทางเลือกหนึ่งในการนำมาใช้รักษาและป้องกันเบื้องต้นได้  สมุนไพรไทยมีหลายชนิดมีสรรพคุณหลายอย่าง ที่สามารถต้านเชื้อไวรัสได้ดี เช่น คาวตองหรือพูลคาว ฟ้าทะลายโจร ยาห้ารากหรือจันทลีลา และยาเขียวหอมสำหรับเด็ก ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือ สมุนไพรฟ้าทะลายโจร ดีกว่ายาปฏิชีวนะ ตรงที่ไม่เกิดการง่วงนอน ไม่เกิดการดื้อยา และยัง ป้องกันตับ จากสารพิษหลายชนิด เช่น จากยาแก้ไข้พาราเซตามอล หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม


โรงพยาบาลอภัยภูเบศร อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า ประชาชนหลังทราบข่าว ฟ้าทะลายโจร ซึ่งมีสารแอนโดรกราโฟไลด์ ซึ่งมีฤทธิ์ในการลดการอักเสบของเซลที่ติดเชื้อไวรัส สามารถใช้ป้องกันและรักษาไข้หวัดใหญ่ได้ ที่ร้านสมุนไพรของ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศ

สมุนไพรอื่นๆ ที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อไวรัสได้  รองลงมา ได้แก่ ขิง มีสรรคุณลดจำนวนเชื้อไวรัสได้  มีฤทธิ์อุ่น และกระเทียม
จากการศึกษาในห้องแลปพบว่า กระเทียมดอง มีสรรพคุณเหมือนวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ นอกจากนี้   จากการทดลองของคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า สมุนไพรที่มีฤทธิ์แก้ไข้หวัดใหญ่ยังมี น้ำกระเจี๊ยบ ขมิ้นอ้อย มะระ และฟักข้าว ซึ่งมีฤทธิ์ต้านไวรัสเหมือยาโอเซลทามีเวียร์
สมุนไพรเหล่านี้หากเริ่มมีอาการเป็นหวัดก็สามารถช่วยได้ ในช่วง 1-2 วันแรก แต่หากอาการไม่ดีขึ้นจึงไปพบแพทย์
แต่การกินสมุนไพรทุกชนิด ก็ต้องระวังเหมือนกัน เพราะบางคนก็จะมีอาการแพ้ได้
ทางกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้มีเอกสารเผยแพร่ ข้อดี ข้อเสีย ของการใช้ สมุนไพรต่างๆที่มีฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Herbs with anti-influenza activity)   โดยจะขอยกมาเผยแพร่ย่อๆดังนี้...

1.ฟ้าทะลายโจร
Andrographis paniculata (Burm. F) Wall. ex Nees วงศ์ACANTHACEAE
ได้รับเลือกเป็นสุดยอดสมุนไพรไทยแห่งปี 48  มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ฤทธิ์ต้านอักเสบ ฤทธิ์ลดไข้ บรรเทาอาการหวัด ดีกว่าการใช้ ยาปฏิชีวนะในคนที่เป็นหวัดบ่อยๆ ร้อนในบ่อยๆ เนื่องจากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิต้านทานอ่อนลง
สาเหตุสำคัญก็เนื่องมาจากในฟ้าทะลายโจรเองมีสารออกฤทธิ์เรียกว่า แอนโดรกราฟโฟไลด์ (Andrographolide) ที่ให้ผลในการลดไข้ ต้านอาการอักเสบ ลดอาการจากการหวัด
ส่วนผลต่อไวรัส สมุนไพรตัวนี้จะมีผลไปลดการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส จึงทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่เซลล์ของคนเราได้ยากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีฤทธิ์ไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายเราตามปกติ ส่งผลให้ร่างกายของเราต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้ดียิ่งขึ้น

ศ.นพ.วิษณุ ธรรมลิขิตกุล ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศึกษาพบว่า เมื่อให้ผู้ป่วยที่มีอาการไข้เจ็บคอรับประทานฟ้าทะลายโจรแคปซูล ในวันที่ 3 หลังรักษาผู้ป่วยหายจากไข้และอาการเจ็บคอไม่ต่างจากกลุ่มที่ได้รับยาพาราเซตามอ  
หากเป็นผลิตภัณฑ์ขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) บรรจุ 375 มิลลิกรัม รับประครั้งละ 5 แคปซูล  ถ้าแคปซูลที่มีปริมาณ 500 มิลลิกรัม ก็รับประทานครั้งละไม่เกิน 3 แคปซูล

องค์การอนามัยโลก  จึงได้แนะนำให้ใช้ฟ้าทะลายโจรในการบรรเทาอาการหวัดในเอกสาร WHO monographs of selected medicinal plants Volume 2 ภายใต้ monograph "Herba Andrographidis"

ข้อห้ามและอาการแพ้:: 
แต่สำหรับบางคน  จะก่อให้เกิดอาการ รู้สึกหนาว รู้สึกเฉื่อยชา เนื่องจากฟ้าทะลายโจรเป็นพืชเย็น นอกจากนี้ ก็มีปวดท้อง ท้องเดินคลื่นไส้ วิงเวียน ใจสั่น เบื่ออาหาร ผื่นคัน เป็นลมพิษได้
นอกจากนี้ ห้ามใช้ในสตรีตั้งครรภ์และให้นมบุตร  ห้ามใช้ในการบรรเทาอาการไข้หรือเจ็บคอจาการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus group A  ซึ่งมีอาการรุนแรง ซึ่งการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มนี้อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น ไข้รูห์มาติค โรคหัวใจรูห์มาติคและไตอักเสบ


2.ขิง --Zingiber officinale Rosc./ Ginger-แก้ไอ และขับเสมหะ ฝนกับน้ำมะนาวแทรกเกลือ ใช้กวาดคอหรือจิบบ่อย ๆ บางคน มีอาการแสบร้อนกลางอก และในทางเดินอาหาร

3.ผักคาวตอง/ พลูคาวตอง Houttuynia cordata Thunb. วงศ์ Saururaceaeใช้ผักคาวตองเป็นส่วนประกอบในตำรับยารับประทาน สำหรับยับยั้งและทำลายเซลล์มะเร็ง เพิ่มภูมิต้านทาน และสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัส แต่อาการแพ้ ยังไม่ปรากฏ

4.จันทลีลา-  แก่นจันทน์ขาว แก่นจันทน์แดง บอระเพ็ด รากปลาไหลเผือก มีฤทธิ์ลดไข้ มีรสขมมาก อาการแพ้ ยังไม่ปรากฏ นอกจาก มีรสขมมาก

5.บอระเพ็ด- Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook. F. & Thoms. มีฤิทธิ์แก้ไข้ได้ แต่อ่อนกว่าแอสไพริน แต่ใช้นานๆ จะมีเอนไซม์ในตับสูงขึ้น ห้ามใช้กับผู้ป่วยโรคตับ ไต หรือสตรีมีครรภ์ ห้ามใช้ติดต่อกันนานๆ

6.ยาเขียวหอม--   แก้ไข้สำหรับเด็ก แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ยามีรสขมเย็น ยังไม่มีรายงานอาการแพ้

7.กระเทียม--Allium sativum L. วงศ์ Liliaceae เป็นสมุนไพรกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Immunomodulator / Immunostimulant) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกระเทียมที่มีสาร allicin  คนที่กินกระเทียมเป็นประจำ  มีโอกาสเป็นหวัดน้อยกว่า  และเมื่อเป็นหวัดแล้วหายเร็วกว่าคนที่ไม่ชอบกิน   มีอาการไม่พึงประสงค์ถ้ากินสดๆ คือ รสเผ็ดร้อนมาก ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นแรง ร้อนที่คอและกลางอก  ลมหายใจและกลิ่นตัวแรง

8.กระเจี๊ยบแดง-- Hibiscus sabdariffa L. วงศ์ MALVACEAE  ส่วนที่ใช้คือ ใบ ละลายเสมหะ แก้ไอลดการอักเสบ ต้านไวรัสเริม ไข้หวัดใหญ่ ขับเมือกมันในลำไส้ ทำให้โลหิตไลเวียนดี ช่วยย่อยอาหาร หล่อลื่นลำไส้ ขับปัสสาวะ เป็นยาระบายและบำรุงธาตุ น้ำจากดอกกระเจี๊ยบ ถ้ากินส่วนสกัดนี้ในขนาดสูงและในระยะเวลานาน อาจทำให้เป็นพิษต่อตับได้


9.มะแว้ง Solanum trilobatum L. วงศ์ Solanaceae เป็นพืชผักที่ใช้เป็นอาหารและเป็นยา ผลสดรับประทาน เป็นผัก ซึ่งผลของมะแว้ง จะช่วยบำรุงธาตุทำให้เจริญอาหาร สำหรับ ประโยชน์ทางยา ในตำรับยาแผนโบราณทั้งไทย และต่างประเทศ ได้กล่าวถึงสรรพคุณของ มะแว้งไว้ในการใช้ เป็นยาแก้ไอขับเสมหะ และกระทรวงสาธารณสุขได้มีประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2511 ระบุยา "ประสะมะแว้ง" ให้เป็นยาสามัญ ประจำบ้าน แผนโบราณ สำหรับใช้แก้ไอ ขับเสมหะ ไม่พบว่าก่อให้เกิดอาการเป็นพิษอย่างใด

10.มะระขี้นก-- Momordica charantia L. วงศ์Cucurbitaceae ลดน้ำตาลในเลือด แก้ไอ แก้ไข้ แก้ร้อนใน แต่ไม่ควรใช้กับสตรีมีครรภ์ บางทีเกิดอาการชักในเด็กได้ อาจจะมีสารที่ทำให้เกิดความเป็นพิษต่อตับ

11.หอม-- Allium ascalonicum L.วงศ์ Alliaceae ชื่ออื่นๆ ปะเซอก่อ ปะเซะส่า หอมแดง หอมไทย หอมบัว หอมเล็ก หอมหัว Multiplier shallot, Shallot
มีสารก่อกลายพันธุ์ฤทธิ์อ่อนๆ  แต่ฤทธิ์จะสูงขึ้นเมื่อถูกกระตุ้นด้วยเอนไซม์ในร่างกาย เมื่อสลายสารนี้ด้วยเอนไซม์ b-glucuronidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่พบที่ลำไส้ใหญ่ พบว่าฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์จะรุนแรงเพิ่มขึ้น
หัวหอม มีรสฉุน ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ช่วยย่อยและเจริญอาหาร แก้บวมน้ำ แก้อาการอักเสบต่างๆ ขับพยาธิ ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ตำรายาไทยใช้หัวหอมแดง ผสมรวมกับเหง้าเปราะหอมสุมหัวเด็ก แก้หวัดคัดจมูก และกินเป็นยาขับลม



  การใช้สมุนไพรเป็นยา ที่ถูกต้อง ต้องศึกษาก่อน ถึงข้อดี ข้อเสียที่อาจจะมี สรุปคือ
1. ใช้ให้ถูกต้น สมุนไพรมีชื่อพ้องหรือซ้ำกันมากและบางท้องถิ่นก็เรียกไม่เหมือนกัน
2. ใช้ให้ถูกส่วน ต้นสมุนไพรไม่ว่าจะเป็นราก ใบ ดอก เปลือก ผล เมล็ด จะมีฤทธิ์ไม่เท่ากัน บางทีผลแก่ ผลอ่อนก็มีฤทธิ์ต่างกันด้วย บางส่วนใช้เป็นยาได้ บางส่วน ใช้ไม่ได้
3. ใช้ให้ถูกขนาด สมุนไพรถ้าใช้น้อยไป ก็รักษาไม่ได้ผล แต่ถ้ามากไปก็อาจเป็นอันตราย หรือเกิดพิษต่อร่างกายได้
4. ใช้ให้ถูกวิธี สมุนไพรบางชนิดต้องใช้สด บางชนิดต้องปนกับเหล้า บางชนิดใช้ต้มจะต้องรู้วิธีใช้ให้ถูกต้อง
5. ใช้ให้ถูกกับโรค เช่น ท้องผูกต้องใช้ยาระบาย ถ้าใช้ยาที่มีฤทธิ์ผาดสมานจะทำให้ท้องผูกยิ่งขึ้น

อาการแพ้ที่เกิดจากสมุนไพร เกิดขึ้นได้น้อย เพราะสมุนไพรมิใช่สารเคมีชนิดเดียวเช่นยาแผนปัจจุบัน ฤทธิ์จึงไม่รุนแรง (ยกเว้นพวกพืชพิษบางชนิด) แต่ถ้าเกิดอาการแพ้ขึ้นควรหยุดยาเสียก่อน ถ้าหยุดแล้วอาการหายไป  อาการที่เกิดจากการแพ้ยาสมุนไพร มีดังนี้

1. ผื่นขึ้นตามผิวหนังอาจเป็นตุ่มเล็กๆ ตุ่มโต ๆ เป็นปื้นหรือเป็นเม็ดแบนคล้ายลมพิษ อาจบวมที่ตา (ตาปิด) หรือริมฝีปาก (ปากเจ่อ) หรือมีเพียงดวงสีแดงที่ผิวหนัง
2. เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน (หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง) ถ้ามีอยู่ก่อนกินยาอาจเป็นเพราะโรค
3. หูอื้อ ตามัว ชาที่ลิ้น ชาที่ผิวหนัง
4. ประสาทความรู้สึกทำงานไวเกินปกติ เช่นเพียงแตะผิวหนังก็รู้สึกเจ็บ ลูบผมก็แสบหนังศีรษะ ฯลฯ
5. ใจสั่น ใจเต้น หรือรู้สึกวูบวาบคล้ายหัวใจจะหยุดเต้น และเป็นบ่อยๆ
6. ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเหลืองและเมื่อเขย่าจะเกิดฟองสีเหลือง (เป็นอาการของดีซ่าน)
ใครที่มี อาการเหล่านี้  แสดงถึงอันตรายร้ายแรงต้องรีบไปหาแพทย์  และการใช้สมุนไพรเพื่อเป็นยารักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

อ้างอิงข้อมูลจาก-- กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
                     -- การใช้คู่มือยา จากสมุนไพร
                     -- สถาบันวืจัยสมุนไพร
                    --  คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

ความเห็น

อ.ลูกหว้า
เขียนเมื่อ Mon Jul 27 2009 17:19:30 GMT+0700 (ICT)

พี่ศศินันท์คะ....หว้าทานฟ้าทะลายโจรทุกมื้อค่ะ เพราะตอนนี้นักศึกษาก็เริ่มเป็นกันเยอะแล้วค่ะ น่ากลัวมากๆเลย นอกจากนี้ก็ออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงและก็ทานวิตามินซี 1000 มิลลิกรัมทุกวัน ก็พยายามป้องกันตัวเท่าที่ทำได้ คิดถึงนะคะ

Sila Phu-Chaya
เขียนเมื่อ Mon Jul 27 2009 17:30:18 GMT+0700 (ICT)
  • ศิลาอ่านบันทึกพี่ศศินันท์แล้ว ก็ไปแวะซื้อฟ้าทะลายโจรที่ท่าพระจันทร์ค่ะ ของหมอปริญญา น่าจะใช้ได้นะคะ (ไม่อยากเข้าคิวของอภัยภูเบศร์ค่ะ)
  • ตอนนี้ทานวิตะมินซีและออกกำลังกายทุกวันค่ะ
  • ปกติเป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว จึงค่อนข้างระมัดระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ กะว่าถ้าทำท่าเป็นหวัด ก็ขอลาพักอยู่บ้านทันทีค่ะ อิอิ ...ใส่ใจสุขภาพ ไม่ได้อู้งานเน๊อะ...
  • ขอบพระคุณมากค่ะ มีข้อมูลดี ๆ ให้ชาว G2K เสมอเลยค่ะ
Sasinand
เขียนเมื่อ Mon Jul 27 2009 17:55:35 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะอาจารย์อ.ลูกหว้า

ไม่ได้คุยกันนาน คิดถึงจังค่ะ ดูรูป ยังสวยเหมือนเดิม
พี่ว่า ตอนนี้พวกเรา ต้องดูแลตัวเองกันให้มากๆ ให้มีสุขภาพที่ดี มีภูมิคุ้มกันมากๆ
ฟ้าทะลายโจร  ใช้ได้ดีทีเดียว

เมื่อเย็นวาน โดนละอองฝน ตกค่ำ รู้สึกแสบคอ และจามหลายหน ใจไม่ดี รีบกิน ฟ้าทะลายโจรมื้อละ 4 เม็ด เย็น และก่อนนอน รีบนอนแต่หัวค่ำ ตอนเช้า รู้สึกดีขึ้น เช้า-กลางวัน กินไปอีก 2 มื้อแล้ว รู้สึกดีขึ้นมาก แต่มีไข้ ไม่เพลีย ไม่ปวดหัว คิดว่า พรุ่งนี้ คงหาย
สรรพคุณของสมุนไพรนี้ดีจริงๆ  แต่ก็อดอยากจะรู้ไม่ได้ว่า มีคนแพ้ยาสมุนไพรไหม เพราะยาและอาหารทุกชนิดในโลก มีคนที่แพ้เสมอ เลยได้บันทึกนี้มาค่ะ และเลยถือโอกาส เอามาเล่าให้พวกเรา ด้วยค่ะ

กฤษณา
IP: xxx.122.241.49
เขียนเมื่อ Mon Jul 27 2009 18:09:18 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ

ฟ้าทะลายโจร นี่ สุดยอดค่ะ เพิ่งกินไป 3 วันเหมือนกัน บรรเทาอาการหวัด เจ็บคอ ได้ดีมาก ขอยืนยัน

พรพรรณ
IP: xxx.122.2.124
เขียนเมื่อ Mon Jul 27 2009 18:22:58 GMT+0700 (ICT)

ตามคุณกฤษณาเข้ามาค่ะ เพิ่งทราบค่ะ ว่า สมุนไพร แพ้ได้เหมือนกัน แต่ก็ยังดีกว่า ยาแผนปัจจุบัน ถึงแพ้ ก็มีฤทธิ์จึงไม่รุนแรง

คิม นพวรรณ
เขียนเมื่อ Mon Jul 27 2009 18:35:48 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ

  • เด็ก ๆ กำลังให้ความสนใจกับโครงงานพืชสมุนไพรค่ะ
  • ให้หาตามที่มีอยู่ในโรงเรียน  มาร่วมกลุ่มกันปลูกเป็นแปลงใหม่ ใส่ใจกับการดูแลรักษาให้มากขึ้น
  • ครูคิมแพ้ฝักมะรุม ยอดอ่อนไม่แพ้ค่ะ และอีกอย่างแพ้ตำลึง  มีอาการเดียวกันคือท้องเสียรุนแรงค่ะ
  • ขอขอบพระคุณสำหรับข้อมูล  จะให้เด็ก ๆเข้ามาเรียนรู้ด้วยค่ะ
Sasinand
เขียนเมื่อ Mon Jul 27 2009 18:36:29 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณกฤษณา 4
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านอีกตามเคย
ได้ ข่าวว่า เป็นหวัด คงหายแล้วนะคะ น่าจะเป็นเพราะฟ้าทะลายโจรนี่เอง แต่อย่าประมาทนะคะ ต้องพักผ่อน และบำรุงร่างกายให้แข็งแรง และใช้หน้ากากอนามัยด้วย เวลาไปในที่แออัดนะคะ
ตอนนี้ ไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นกันมากขึ้น เพราะ แม้เชื้อจะไม่แรงมาก แต่มันแพร่เร็ว และท้าทายทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหมด ไม่ว่าจะเป็นระดับรัฐบาล โรงพยาบาล หมอ พยาบาล และที่สำคัญที่สุดคือ การดูแลตัวเองของทุกคน เพราะขณะนี้ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า นี่เป็นช่วง "ขาขึ้น" ของการระบาดค่ะ  ก.ค 2552

มีข่าวว่า ทางกระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ เปิดห้องปฏิบัติการ"ผ่าศพ" เก็บข้อมูลผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ค้นหาสาเหตุตายทั้งที่ไม่มีโรคประจำตัว พร้อมหาแนวทางการรักษาให้รอดตาย

คาดว่าไทยจะมีผู้ติดเชื้อโรคนี้จริงๆ มากกว่า 5 - 6 แสนคนแล้ว คงจะต้องมีมาตรการรับมือการระบาดระลอก 2 ในเดือนส.ค.2552นี้ด่วนแล้วค่ะ

Sasinand
เขียนเมื่อ Mon Jul 27 2009 18:40:02 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะอาจารย์ Sila Phu-Chaya
คนที่เป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว อาจจะแพ้หรือไม่แพ้สมุนไพรบางอย่างก็ได้ค่ะ
สำหรับพี่เอง  แพ้กระเทียมค่ะ  ร้อนในปากและคอมาก คลื่นไส้ อิ่มทันทีเลยค่ะถ้ากำลังทานอาหารอยู่ ออกไปนั่งผะอืด ผะอมอยู่นาน
จริงๆ คนที่ทานกระเทียมเป็นประจำ เขาชอบมากนะคะ เขาบอกว่า ไม่ค่อยเป็นหวัด เพราะเป็นสมุนไพรกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Immunomodulator / Immunostimulant)

ปัจจุบันนี้ มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกระเทียมที่มีสาร allicinหลายยี่ห้อค่ะ คนที่กินกระเทียมเป็นประจำ มีโอกาสเป็นหวัดน้อยกว่าจริงค่ะ  และเมื่อเป็นหวัดแล้วหายเร็วกว่าคนที่ไม่ชอบกิน

แต่กระเทียม มีอาการไม่พึงประสงค์ถ้ากินสดๆ คือ รสเผ็ดร้อนมาก ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นแรง ร้อนที่คอและกลางอก ลมหายใจและกลิ่นตัวแรงค่ะ

เรื่องกระเจี๊ยบก็เช่นกัน ปกติ กระเจี๊ยบเขียว มีโรคมาก กระเจี๊ยบแดง ก็คงเช่นกัน สารฆ่าแมลงตกค้าง น่าจะมีไม่น้อยค่ะ
พี่เองเคยส่งกระเจี๊ยบเขียวไปญี่ปุ่นอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่ไหวค่ะ โดนตรวจมากมาย เพราญี่ปุ่นกลัวสารตกค้าง บางทีก็โดนตีกลับด้วย จะไปซื้อมาต้มน้ำดื่ม ต้องให้แน่ใจนะคะว่า มีที่มา ที่ไปอย่างไร

พิเชษฎ์
IP: xxx.121.137.125
เขียนเมื่อ Mon Jul 27 2009 18:49:26 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ

ผมกินกระเทียมไม่ได้ครับ คลื่นไส้มากๆ และร้อนในคอด้วย เป็นเพราะอะไรครับ

บวร
เขียนเมื่อ Mon Jul 27 2009 18:51:38 GMT+0700 (ICT)

แหล่งเรียนรู้ของคุณ"ครู"Sasinand

บันทึกสุดสร้างสรรค์อ่านถ้วนทั่ว

ให้ข้อมูลความรู้ใกล้-ไกลตัว

ทุกครอบครัวอ่านได้พร้อมใช้งาน

Sasinand
เขียนเมื่อ Mon Jul 27 2009 19:13:47 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณพรพรรณ 5

เรื่องสมุนไพร เราสามารถแพ้ได้เหมือนกันค่ะ เหมือนคนที่แพ้ ดอกไม้ใบหญ้า หรือผักผลไม้ต่างๆ  แต่ก็ยังดีกว่า ยาแผนปัจจุบัน ถึงแพ้ ก็มีฤทธิ์จึงไม่รุนแรง

จริงๆแล้ว เราสามารปลูกพืชสมุนไพรกัน ในรูปของสวนครัว และสามารถ แต่งสวนให้ความสวยงามไม่แพ้ไม้ประดับค่ะ ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง 
เวลามีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ  เราสามารถที่จะพึ่งพาพืชสมุนไพรได้  ที่ดินแม้เพียงเล็กน้อย หรือใช้กระถางก็เพียงพอกับการปลูกสมุนไพรได้ ขอเพียงเลือกชนิดที่เหมาะสมกับที่ดิน สภาพแวดล้อมและความชำนาญในการปลูกเท่านั้น

สมุนไพรที่อยากแนะนำให้มีประจำบ้านชนิดแรกคือ ว่านหางจระเข้ สมุนไพรที่มีประโยชน์มากมาย คือใช้ใบของมันปอกเปลือกออกเหลือแต่วุ้น ล้างยางออกแล้วใช้ประคบแผลโดนไฟ หรือน้ำร้อนลวกได้เป็นอย่างดีค่ะ  แผลจะไม่พองอย่างน่าประหลาด

กล้วยเป็นพืชที่มีประโยชน์มหาศาล ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ใบ, ผล, ลำต้น, ปลี, หรือกระทั่งก้านกล้วย ผลมีสรรพคุณทางยามาก ผลอ่อนมีรดฝาดใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย ผลสุกของกล้วยเช่น กล้วยน้ำว้า เป็นยาระบาย และยังเป็นอาหารอ่อนๆสำหรับคนป่วย คนชรา และเด็กเล็กๆ
ผลกล้วยหอมมีแร่ธาตุสูงเหมาะสำหรับทุกคน  กล้วยปลูกง่ายขึ้นได้แทบทุกสภาพดิน ชอบดินร่วน ต้นกล้วยให้ร่มเงาดีและใบไม่ร่วงเลอะเทอะค่ะ


Sasinand
เขียนเมื่อ Mon Jul 27 2009 19:27:27 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณครูครูคิม 6
ดีใจจริงที่ครูคิมเข้ามาเยี่ยมค่ะ

คุณครูบอกว่า เด็ก ๆ กำลังให้ความสนใจกับโครงงานพืชสมุนไพร  มาร่วมกลุ่มกันปลูกเป็นแปลงใหม่ ใส่ใจกับการดูแลรักษาให้มากขึ้น
เป็นเรื่องที่ดีนะคะ

ได้ข่าวว่า ฝรั่งเศสให้ทุน ม.นเรศวร วิจัยสมุนไพรไทยรักษาความดันโลหิตค่ะ
อ่านจากข่าวว่า รศ.ดร. มณฑล สงวนเสริมศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร  เปิดเผยถึงการพัฒนางานวิจัยสมุนไพรตัวใหม่ที่ได้รับเงินสนุนสนุนได้รับการสนับสนุนทุน 175,500 ยูโร หรือกว่า 8 ล้าน 5 แสนบาท จากรัฐบาลประเทศฝรั่งเศส
เพื่อดำเนินโครงการไบโอเอเชีย (BIO - Asia) เป็นเวลา 3 ปี (พ.ศ.2551-2553) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำงานวิจัยร่วมและสานต่อความสัมพันธ์ที่มีมายาวนาน ของ 3 มหาวิทยาลัย
ได้แก่ มหาวิทยาลัยฟร้องกงเต้ (ฝรั่งเศส) มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยการแพทย์ซินเจียง (จีน)
โดยเปิดโอกาสให้นักวิจัยได้เข้าฝึกอบรม ทำวิจัยในต่างประเทศ (ระยะสั้น) แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี เทคนิควิธีการวิจัย แลกเปลี่ยนโปรแกรมการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษา
ทั้งนี้ได้มุ่งเน้นศึกษาวิจัยเรื่องยาสมุนไพรในตำรายาของไทยและของจีน โดยอาศัยเครื่องมือวิธีการสมัยใหม่จากประเทศฝรั่งเศสจากต่างประเทศ 

ที่น่าสนใจ คือหัวข้อวิจัยว่าด้วยความปลอดภัยในการใช้ยาสมุนไพร การทำนายการเกิดพิษ การเกิดอันตรกิริยาของสมุนไพรกับเอนไซม์ในตับ รวมถึงการหาตัวยาในสารสกัดสมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดความดันหรือควบคุมเอนไซม์อาร์จีเนส อันจะเป็นแนวทางในการค้นพบสารหรือตัวยาใหม่ เพื่อรักษาโรคความดันโลหิตสูง
แสดงว่า สมุนไพร นั้น ก่อให้เกิดการแพ้ หรือผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ เช่นกันค่ะ

คุณครูแอ๊ว
เขียนเมื่อ Mon Jul 27 2009 20:28:53 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ..พี่ศศินันท์คะ..

อ่านบันทึกนี้แล้วได้ความรู้ดีจัง..คิดถึงคุณแม่ท่านจะใช้ต้นฟ้าทะลายโจรประมาณ 8 ใบทานกับน้ำร้อนเวลาหวัด..แต่แอ๊วลองแล้วขมมากๆเลยค่ะเห็นท่าจะยอมแพ้..ไปใช้ยาอื่นดีกว่า....

คิดถึงพี่ศศินันท์นะคะ..สบายดีนะคะ..

ขอบคุณค่ะ..^^

Sasinand
เขียนเมื่อ Mon Jul 27 2009 20:46:04 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณพิเชษฐ์ 9
คุณแพ้กระเทียมเหมือนดิฉันเลยค่ะ เราก็เว้นไปเสียก็ได้ค่ะ

อีก อย่างหนึ่ง ที่ดิฉันไม่แพ้ แต่ไม่ชอบเลยค่ะ  คือ มะแว้งสดๆ  เพราะขมเกินไป ทั้งๆที่ๆบ้านปลูก มีเยอะแยะ ผู้ใหญ่ไปเก็บมาจิ้มน้ำพริกค่ะ บอกว่า ตอนแรก ขม แต่ต่อมา หวานค่ะ

มะแว้ง Solanum trilobatum L. วงศ์ Solanaceae 
เป็นพืชผักที่ใช้เป็นอาหารและเป็นยา ผลสดรับประทาน เป็นผัก ซึ่งผลของมะแว้ง จะช่วยบำรุงธาตุทำให้เจริญอาหาร ถ้าเป็นเม็ดๆผ่านกรรมวิธีแล้ว อย่างนี้ ทานได้ค่ะ
มะแว้งใช้ เป็นยาแก้ไอขับเสมหะได้ดีค่ะ
แต่คิดว่า ยา "ประสะมะแว้ง"  เป็นยาสามัญ ประจำบ้าน แผนโบราณ สำหรับใช้แก้ไอ ขับเสมหะ ไม่พบว่าก่อให้เกิดอาการเป็นพิษอย่างใด

การระบาด ของไข้หวัดใหญ่ 2009 นี้ มีข้อสังเกต คือ

1.ผู้คนตื่นตัวเรื่องอนามัยส่วนบุคคลกันมากขึ้น
ทุกคนหันมาใส่ใจกับการรณรงค์เรื่อง "ของร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ" กันอย่างเคร่งครัดมากขึ้น เดิมทีเดียว พวกเราละเลยกันไปมาก

2.ตื่นตัวเรื่องความรู้
ผู้คนใส่ใจเรื่องข้อมูลที่ทางการออกมาหลายระลอก ในสื่อทุกสื่อ
เมื่อก่อนเรื่องการสวมหน้ากากอนามัย เป็นเรื่องของคนเป็นหมอหรือเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลเท่านั้นที่ต้องสวม เพราะต้องสัมผัสกับผู้ป่วยจำนวนมาก  แต่ปัจจุบันนี้ การดูแลและป้องกันตัวเองด้วยการใส่หน้ากากอนามัย กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนเริ่มเข้าใจ และเต็มที่จะที่จะทำแล้ว เพราะมันเกี่ยวกับความปลอดภัย ของตนเอง

3. ช่วยประหยัดเงิน   ช่วงนี้ ผู้คนก็หลีกเลี่ยงไม่อยากไปในสถานที่แออัดผู้คนเบียดเสียด ก็เลยงดกิจกรรมไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า ไม่ไปโรงภาพยนตร์หรือสถานที่สุมเสี่ยงทั้งหลาย  ก็เลยมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น

4.ครอบครัวใกล้ชิดกันมากขึ้น
เนื่อง จากเพราะไม่อยากไปไหน ก็เลยต้องทำกิจกรรมภายในบ้าน เช่น ทำอาหารรับประทานเอง  ชวนกันทำกิจกรรมครอบครัวภายในบ้าน เป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว

5.บรรดาผู้ประกอบการผลิตหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ รวมถึงยาสมุนไพรต้านหวัดทั้งหลาย ต่างก็ยิ้มกันไปตามๆกัน ทุกวิกฤติ ยังมีโอกาสเสมอ

Sasinand
เขียนเมื่อ Mon Jul 27 2009 21:01:58 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีและขอบคุณๆ บวร มากค่ะ 10
ไม่ทราบว่า คุณจะรู้สึกว่า ข้อมูลในบันทึกจะมากไปไหมคะ

จริงๆแล้ว การเขียนบันทึก ดิฉัน เขียนไว้เพื่ออ่านเองด้วย หรือภายหลังลืมไป ก็จะมาค้นเองค่ะ พร้อมกับเขียนเผื่อคนบางคน ที่อยากจะทราบข้อมูลละเอียดหน่อยในเรื่องที่ดิฉันสนใจ   เขาจะได้ไม่เสียเวลามาก  เพราะมีข้อมูลบางส่วนให้แล้ว

พอดี ตัวเองกินยาสมุนไพร ฟ้าทะลายโจรอยู่ค่ะ เป็นหวัดนิดหน่อย เลยเป็นแรงบันดาลใจ ให้ค้นรายละเอียดต่ออีกนิดหนึ่ง
จริงๆ ยาที่เป็นสมุนไพร ก็สามารถ ก่อให้เกิดการแพ้ หรือผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ได้เช่นกัน
ก่อนจะกิน ต้องดูฉลากให้ดี การกินก่อน หรือหลังอาหาร ก็จะมีผลด้วยนะคะ  และยิ่งถ้าไปค้นหลักฐาน ความเป็นพิษ ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ พิษต่อเซลล์ พิษต่อตัวอ่อนและผู้ตั้งครรภ์  สำหรับยา แต่ละอย่างด้วย  ก็จะยิ่งดีเลยค่ะ

Sasinand
เขียนเมื่อ Mon Jul 27 2009 21:35:06 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณครู คุณครูแอ๊ว  13

ฟ้าทะลายโจร ถ้าทานแบบเป็นแคปซูล ไม่ขมเลยค่ะ พี่ทานอยู่ตอนนี้ เป็นหวัดคัดจมูก แสบๆคอนิดหน่อย ไม่แพ้ด้วย

แต่สมุนไพรอย่างอื่นๆ พอมาศึกษาแล้ว ที่ไม่น่ามีอะไร แต่พอวิจัยออกมาแล้ว มีผลข้างเคียงเหมือนกันค่ะ เช่น ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน มีการทดสอบนำสารสีเหลืองที่สกัดจากเหง้ามาทดสอบ พบว่ามีพิษต่อเซลล์ปานกลาง 
มีการทดสอบให้ผู้ที่ตั้งครรภ์กินขมิ้นอ้อย (ไม่ได้ระบุชนิดสารสกัด) พบว่ามีผลทำให้แท้งได้


ตอนนี้ มีนักวิจัยไทยจับมือสวิตเซอร์แลนด์ ทดสอบขมิ้นชันฆ่าเชื้อโปรโตซัวขึ้นสมอง สาเหตุโรคเหงาหลับที่พบมากในแอฟริกา เตรียมพร้อมรับมือ เผื่อเชื้อข้ามถิ่นเข้าไทย

ศ.อภิชาต สุขสำราญ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า ทางภาควิชามีโครงการร่วมกับมหาวิทยาลัย Glasgow ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทดสอบสารสำคัญจากขมิ้นชันในสัตว์ทดลอง

เพื่อศึกษาความเป็นพิษและการออกฤทธิ์ทำลายโปรโตซัวในตระกูลปรสิต ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเหงาหลับแอฟรีกา (Sleeping Sickness)

โรคเหงาหลับแอฟรีกา หรือโรคไข้แกมเบียน (gambian fever) พบในแถบแอฟริกา แม้ว่ายังไม่พบในประเทศไทย แต่ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อน รวมทั้งการเดินทางข้ามถิ่นของทั้งคนและสัตว์ที่เป็นพาหะ
เรื่องการวิจัยนี้ เป็นเรื่องสำคัญนะคะ
เพราะเชื้อโรค มันข้ามถิ่นไป มา ได้สบาย ดู โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นต้น จากเม็กซิโก แป๊บเดียว มาถึงไทย จนเป็นเรื่องใหญ่ อยู่ทุกวันนี้ค่ะ
ที่เล่านี้ เจตนาจริงๆ จะเล่าว่า แม้แต่ ขมิ้นชัน ก็ให้ผลข้างเคียง ที่ไม่พึงประสงค์ได้ค่ะ

นันทา
เขียนเมื่อ Mon Jul 27 2009 21:46:04 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ

เป็นบันทึกที่มีประโยชน์ดีมากค่ะ  ที่บ้านจะมีหนังสือเกี่ยวกับสมุนไพรไทย และเกี่ยวกับประโยชน์ของผัก ผลไม้ และธัญพืชไว้จำนวนมากค่ะ เมื่อสองสามปีที่ผ่านมาไม่ค่อยสบายค่ะ ทานยาเยอะมากเพราะมีอาการหลายโรคค่ะ ปัจจุบันก็ต้องไปพบหมอที่โรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 3 ท่านค่ะ แต่ละท่านจะให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพและกายภาพบำบัดตัวเองค่ะ เมื่ออาการดีขึ้น สุนันทาก็มาสนใจดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรไทยบ้าง  พร้อมทั้งบำบัดด้วยการนวดผ่อนคลายและออกกำลังกายด้วยการเดิน จากเดินช้า ๆ บนหญ้า และเริ่มเร็วขึ้น ปัจจุบันอาการก็เริ่มดีขึ้น หมอนรองกระดูกเสื่อมก็กายภาพบำบัดในท่าที่คุณหมอแนะนำ และเดินออกกำลังทุกวัน เดี๋ยวนี้เดินเร็ววันละ ประมาณ 5 - 6 กม. ค่ะ เริ่มดีขึ้น แต่คุณหมอก็บอกว่า เมื่ออาการดีขึ้นคนไข้ต้องดูแลตัวเอง ไม่ควรนั่งนาน และก้มกระทันหันหรือเร็วเกินไป

คุณแม่แนะนำให้ทานฟ้าทะลายโจรป้องกันหวัดค่ะ ท่านบอกว่าท่านยังทานได้ค่ะ ไม่ขำค่ะ แต่สุนันทา ขอทานชนิดเม็ดค่ะ

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ น่ะค่ะ

 

กิติยา เตชะวรรณวุฒิ
เขียนเมื่อ Tue Jul 28 2009 10:38:18 GMT+0700 (ICT)
Sasinand
เขียนเมื่อ Tue Jul 28 2009 11:55:52 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณกิติยา เตชะวรรณวุฒิ 18

ตอนนี้ เรื่องโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ยังยึดหน้า 1 ของสื่อทุกฉบับนะคะ
เมื่อ 2-3 วันก่อน....นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มีการเชิญนักวิชาการเข้าหารือเกี่ยวกับการให้คลินิกเอกชนจ่ายยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ให้กับผู้ป่วย เพื่อแก้ปัญหาผู้ป่วยได้รับยาช้าทำให้เสียชีวิต

แต่ข่าววันนี้ 28-07-2552 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือ องค์การอนามัยโลกไวรัสสัตว์สู่คน กล่าวว่า ...
นักวิชาการส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า การกระจายยาลักษณะนี้ไม่ถูกต้อง.... ทั้งนี้ การจะกระจายยาในลักษณะเช่นนี้ได้คลินิกจะต้องผ่านเกณฑ์หลักๆ 4 ข้อ คือ
1.มีความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับโรคนี้
2.แพทย์ในคลินิกจะต้องสามารถให้คำแนะนำกับผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำงานเป็นกะทำให้ไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้ตลอดเวลาเช่นในโรงพยาบาล เนื่องจากการรักษาโรคนี้จำเป็นต้องติดตามผู้ป่วยสม่ำเสมอ และให้คำแนะนำหากมีอาการรุนแรงขึ้นให้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล
3.คลินิกต้องมีความสามารถในการแยกผู้ป่วยไข้หวัดและผู้ป่วยที่ไม่ใช่ผู้ป่วยไข้หวัด
และ 4.ต้องมีระบบการรายงานข้อมูลผู้ป่วยให้กับกระทรวงสาธารณสุขอย่างชัดเจน ซึ่งคลินิกในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามเกณฑ์ดังกล่าว

"สาเหตุที่จะต้องกระจายยาให้กับคลินิก เป็นเพราะนักการเมืองอยากได้คะแนนเสียง เพราะคิดว่าการให้ยากับผู้ป่วยเร็วที่สุด จะลดอัตราการเสียชีวิตได้ ทั้งที่ผู้ป่วยไข้หวัดที่มาพบแพทย์ไม่ได้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทุกราย อาจเกิดการให้ยาเกินความจำเป็น"ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า ข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ว่า ผู้ป่วยเสียชีวิต เนื่องจากการรับยาช้าศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวด้วยว่า นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการกระจายให้กับคลินิก แต่ถูกล็อบบี้จากฝ่ายการเมือง คิดว่า หากดำเนินการเช่นนี้แล้วจะดี สร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน
เมื่อจำเป็นต้องเห็นด้วย คณะอนุกรรมการจึงได้กำหนดเงื่อนไขคลินิกที่จะสามารถจ่ายยาโอเซลทามิเวียร์ให้กับผู้ป่วยไว้อย่างชัดเจน คือ ต้องมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ข้างต้นทั้ง 4 ข้อ

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ผู้ป่วยเสียชีวิตอาจไม่ใช่ เนื่องจากการได้รับยาช้า ต้องพิจารณาถึงเรื่องวิธีการให้ยาด้วย
โดยเฉพาะในกรณีผู้ป่วยที่ไม่สามารถกินยาเม็ดได้ ต้องนำผงยามาผสมกับน้ำแล้วให้ทางท่อสายยาง อาจทำให้การดูดซึมเข้าร่างกายได้ไม่ดี บวกกับที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่สามารถตรวจชันสูตรศพผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ได้แม้แต่รายเดียว จึงไม่ทราบว่าผู้เสียชีวิตมีเชื้อที่ดื้อยาด้วยหรือไม่

"การเสียชีวิตของผู้ป่วยอาจมาจากสาเหตุอื่น เพราะถ้ารู้ว่าปัญหาอยู่ที่การให้ยาช้า การแก้ปัญหาต้องให้ความรู้บุคลากรทางการแพทย์ ไม่ใช่ปล่อยให้กระจายยากระจัดกระจาย เพราะปัจจุบันไม่ใช่ระยะรุนแรงของโรค

ถ้ามีการให้และเกิดการดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ ก็ไม่มีมาตรการรองรับ ก็จะตายกันทั้งประเทศ หมดทางรักษา เนื่องจากเมื่อเชื้อดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ ต้องให้ยาซานามิเวียร์ ซึ่งไทยยังผลิตเองไม่ได้ และยามีราคาแพงมาก ไม่สามารถซื้อมาให้กับผู้ป่วยได้ครอบคลุมทั้งหมด หากเกิดการระบาดใหญ่ในอนาคต"ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

อ่านแล้ว เห็นว่า ทางการเมือง กับทางการแพทย์ คงต้องมาแถลงข่าวร่วมกันดีกว่านะคะ  มิฉะนั้น ประชาชน จะสับสน แต่ข้อสำคัญที่สุดของเราคือ เราต้องดูแลตัวเอง ให้ดีที่สุดก่อนค่ะ อีกข้อหนึ่งคือ เรื่อง ยานี้ มีทั้งประโยชน์และมีทั้งโทษ แน่นอนค่ะ ไม่ว่า ยาอะไร

Sasinand
เขียนเมื่อ Tue Jul 28 2009 13:32:08 GMT+0700 (ICT)

 สวัสดีค่ะคุณ. สุนันทา  17

เรื่องสมุนไพรนี่ แต่ก่อนก็ไม่ได้สนใจนัก เพราะเหมือนกับยังไม่ค่อยมีการวิจัยอะไรอย่างจริงจัง เราก็ไม่ทราบว่า ทานแล้ว จะมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง แต่เดี๋ยวนี้ ก้าวหน้าไปมากค่ะ มีการวิจัย มีการรับรองทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยหน่วยงานที่เชื่อถือได้ ก็เลยลองทานดูบ้างค่ะ
แต่ไม่ว่า จะเป็นยาอะไร ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ควรทานทั้งนั้นนะคะ ให้ร่างกายรักษาตัวเอง สร้างภูมิคุ้มกัน ขึ้นมาเอง จะดีที่สุดค่ะ

พอมีเรื่องโรคไข้หวัด 2009   แพร่ระบาดในประเทศไทย ทำให้ผู้ประกอบการเข้ามาขอยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตรเกี่ยวกับวิธีการสกัด สารประกอบจากสมุนไพรไทย เพื่อใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสมากขึ้น โดยมีทั้งคนไทย และต่างชาติ

พืชสมุนไพรที่มีผู้มาขอยื่นจดสิทธิบัตรมีทั้งหมด 6 ชนิด ได้แก่ สารสกัดจากสมุนไพรฟ้าทลายโจร หอมแดง ขิง ขมิ้นชัน ไพรหญ้างวงช้าง (มีรูปในบันทึก ที่คู่กับหอมแดง)

ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า กรมจะรับจดเฉพาะวิธีการที่ได้มาซึ่งสารสกัดจากสมุนไพรเหล่านี้ แต่หากเป็นการนำสมุนไพรมาทำเป็นแคปซูนจะไม่เกี่ยวข้องกับกรม
เพราะการจดสิทธิบัตรจะจดได้เฉพาะการทำให้เกิดการกระบวนการ หรือวิธีการในการสกัดสาร ซึ่งต้องเป็นการคิดค้นใหม่เท่านั้

ตอนนี้ ได้กับตัวเอง คือเป็นหวัด น้ำมูกไหล แสบคอและปวดศรีษะค่ะ 
 ก็กินฟ้าทะลายโจรยี่ห้อที่เชื่อถือได้ มีกรรมวิธีทำที่สะอาด ไปมื้อละ 4 เม็ด  4 มื้อ กะจะกินให้ครบ 3 วัน กินวิตามินซีเสริมอีกตามควร
ขณะที่เขียน กินยามา 2 วัน  ดีขึ้นมาก  อาการป่วยของตัวเอง อยู่ในช่วงขาลง ไม่แสดงอาการ แต่เชื้อยังตายไม่สนิท ต้องให้ถึง 72 ช.ม.ก่อน หลังจากนั้น จะบำรุงร่างกายแบบเต็มสตีมไปอีกให้ครบ 7 วัน ตอนนี้ เชื้อหมดไปจากร่างกายแน่นอน
คนเราไม่เป็นหวัดเลย คงไม่ได้ จะไม่มีภูมิคุ้มกัน แต่ ก็อย่าชะล่าใจให้เป็นเลยเถิดไปใหญ่โต จนถึงกับต้องใช้ยาแรงๆ เป็นดีที่สุด ไม่ว่า ยา อะไร มีผลข้างเคียงทั้งนั้น อย่างน้อยที่สุด ก็มีผลกับ ตับ ของเรานะคะ

แสงแห่งความดี...
เขียนเมื่อ Tue Jul 28 2009 13:35:05 GMT+0700 (ICT)

สวัสดี ครับ

ผมมา ทำเครื่องหมายไว้ก่อน ทำงานช่วงบ่าย

ตั้งใจไว้ เมื่อ break  ต้องมาอ่านทันที

ขอบพระคุณมาก ครับ

เอาดอกไม้ จาก น้ำตกกรุงชิง มาฝากครับ

 

Sasinand
เขียนเมื่อ Tue Jul 28 2009 14:47:51 GMT+0700 (ICT)

 สวัสดีค่ะ คุณ แสงแห่งความดี  21
ใจเดียวกันค่ะ เพิ่งไปเยี่ยมคุณมาก่อนหน้านี้แป๊บเดียวเอง

จากการที่ไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดนี้ มีปรากฏการณ์อย่างหนึ่ง ที่ไม่เคยมีมาก่อน คือเรื่องสมุนไพรฟ้าทะลายโจร เพราะคนเริ่มกลัวโรคนี้กันจริงๆ
ยาแผนใหม่ก็ยังผลิตได้ไม่เพียงพอ กินแล้วจะหายหรือเปล่าก็ไม่ทราบ จะมีผลข้างเคียงตามมาหรือไม่
แต่คนส่วนใหญ่ก็รู้อยู่แล้วว่า ฟ้าทะลายโจรมีสรรพคุณในการรักษาโรคนี้ เพราะที่ผ่านมาก็มีงานวิจัยทั่วโลกร่วม 100 ชิ้นออกมายืนยัน แต่คนไม่ค่อยสนใจจะใช้
ตอนนี้ คนหันมาใช้สมุนไพรนี้แล้วค่ะ
และใช้ได้ผลดี พี่เอง ก็กำลังใช้อยู่ แต่เป็นหวัดธรรมดานะคะ
มีคนเขียนไปถาม ที่คณะเภสัชฯ ม. มหิดลว่า ...
ฟ้าทะลายโจร มีพิษต่อตับหรือไม่
คำตอบคือ...อาการข้างเคียงที่เกิดจากทานฟ้าทะลายโจร ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ คือ ท้องผูก และ กล้ามเนื้อเปลี้ย ไม่มีผลต่อตับ
แต่ส่วนตัว ก็ไม่ชอบกินยาอะไรมากไปค่ะ เพราะยังไง คงต้องมีผลไม่ดีแน่ๆ แต่จะมากหรือไม่ ไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับว่า กินมากเท่าใด นานเท่าใดด้วย

พ.ญ. อัจฉรา เชาวะวณิช
เขียนเมื่อ Tue Jul 28 2009 16:27:06 GMT+0700 (ICT)

เข้ามาหาความรู้ค่ะ

ดีใจที่มีการใช้ยาไทยมากขึ้นเพราะจะลดการซ้อยาจากต่างประเทศค่ะ หลังจากการระบาดมีข้อดีคือคนไทยอาจจะใช้ยาปฏิชีวนะน้อยลงเพราะทางการแนะนำไว้ว่าไม่จำเป็นต้องกิน ก่อนการระบาดคนไข้จะขอยาอักเสบเยอะมากค่ะ การกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ถ้ารณรงค์จริงจังจะทำให้ลดโรคอีกมากมายค่ะ

 กว่าจะเป็นวัฒนธรรมของชาติไทยในการกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือไม่แน่ใจจริงๆค่ะว่าจะทำได้

ร้านอาหารใหญ่ๆบางแห่งถ้าไม่ขอช้อนกลางมักจะไม่ให้มาค่ะ

ขอบคุณคุณพี่ที่ไปเยี่ยมค่ะและขอชมข้อมูลที่นำเสนอมีประโยชน์แก่ชาวGotoknowค่ะ

pa_daeng
เขียนเมื่อ Tue Jul 28 2009 17:09:07 GMT+0700 (ICT)
  • สวัสดีค่ะ อาจารย์
  • ป้าแดงก็รู้สึกครั่นเนื้อครั้นตัวค่ะตอนนี้ เลยกิน วิตามินซีไป 2พันมิลลิกรัมค่ะ หาฟ้าทะลายโจรไม่ได้ เดี๋ยวว่าจะเข้านอนแล้ว
  • ขอบคุณอาจารย์ค่ะ
เมียวดี
เขียนเมื่อ Tue Jul 28 2009 23:53:30 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณ P Sasinand

  • มาอ่านความรู้เรื่องของไข้หวัดค่ะ
  • อ่านในความคิดเห็นเหมือนได้คุยกัน แต่ได้ความรู้มากเลยค่ะ
  • ที่โรงเรียนมีนักเรียนเป็นหวัด 2009 ด้วยค่ะ แต่เราก็พยายามที่จะรณรงค์ให้ความรู้ คำแนะนำในการปฎิบัติต่อตนเอง และผู้อื่น สำหรับผู้ที่ไม่เป็นและคัดกรองเด็กทุกวันค่ะ
  • ขอบคุณค่ะสำหรับทึกนี้ได้อ่านก่อนนอนด้วยค่ะ
วันเพ็ญ / Wanpen
เขียนเมื่อ Wed Jul 29 2009 00:31:09 GMT+0700 (ICT)

ได้ความรู้มากขึ้น และเป็นประโยชน์มากค่ะ

แผ่นดิน
เขียนเมื่อ Wed Jul 29 2009 07:03:16 GMT+0700 (ICT)

ท้ายที่สุดแล้ว...
ผมก็ยังหวนคิดถึงวาทกรรมเดิมๆ ที่คุ้นชินมาตั้งแต่เด็กอยู่ดี..

"กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น"

"กินข้าวเป็นหลัก  กินผักเป็นยา..."

...

ขอบคุณครับ

Sasinand
เขียนเมื่อ Wed Jul 29 2009 09:41:58 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณหมอ พ.ญ. อัจฉรา เชาวะวณิช  23

ดีใจจริง ที่คุณหมอมาเยี่ยม เรียกว่า คุณหมอตัวจริงมาเองเลยนะคะ พี่ก็เขียนไปตามประสบการณ์ที่ตอนนี้ ป่วยเป็นหวัดและกินยา ฟ้าทะลายโจรอยู่ กับค้นคว้าเพิ่มเติมค่ะ

 ปัจจุบัน ที่มีไข้หวัดระบาดนี้ ก็เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของตัวเองเหมือนกันค่ะ ที่หันมาใช้ยาสมุนไพร ปกติไม่ได้ใช้ค่ะ เพราะไม่ค่อยมั่นใจ ในการวิเคราะห์ วิจัย   แต่การใช้ ก็จะไม่ใช้บ่อย และไม่อยากใช้ สมุนไพรหลายๆตัวมารวมกัน เพราะไม่ทราบการออกฤทธิ์ร่วมของสมุนไพร ไปค้นมาได้คำตอบอย่างนี้ค่ะ....จากคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล

 : การผสมสมุนไพรที่แก้อาการโรคเดียวกันเข้าด้วยกันนั้นจะทำให้ฤทธิ์ในการรักษาโรคนั้นมากขึ้นหรือไม่  เข้าใจว่า ตอนนี้ ยัง ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
คงต้องรอ  การรวมสมุนไพรเป็นตำรับยาสมุนไพร ที่มีการมีการทำศึกษาวิจัยและทดสอบตำรับยาอีกครั้งถึงฤทธิ์ในการรักษาโรค

เกรงว่า ผลของการทดสอบอาจออกฤทธิ์เสริมกันหรือหักล้างกัน ก็ได้  การใช้ยาสมุนไพร ก็ต้องระวังเหมือนกันนะคะ

Sasinand
เขียนเมื่อ Wed Jul 29 2009 09:47:45 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณแดงpa_daeng [มณีแดง คนสวย แซ่เฮ] 25

อ้าว ป่วยเหมือนพี่เลย แต่ตอนนี้ พี่ค่อยยังชั่วมากแล้วค่ะ พี่ว่าเมื่อเราเป็นหวัดธรรมดา ฟ้าทะลายโจร Andrographis paniculata ( Burm.f. ) Wall. ex Nees  ที่มีชื่อเรียกว่า ซีปังกี ฟ้าทะลาย หรือหญ้ากันงู  ช่วย ได้มากๆค่ะ แต่ต้องพักผ่อนมากๆ และวิตามินซี ทั้งเป็นแบบสดๆ ที่ได้จากผักและผลไม้ กับจากที่เป็นเม็ดๆ ช่วยได้  ตอนนี้  ฟ้าทะลายโจร ได้บรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติของประเทศไทยค่ะ

สาเหตุสำคัญก็เนื่องมาจาก  ฟ้าทะลายโจรเองมีสารออกฤทธิ์เรียกว่า แอนโดรกราฟโฟไลด์ (Andrographolide) ที่ให้ผลในการลดไข้ ต้านอาการอักเสบ ลดอาการจากการหวัด 

ส่วน ผลต่อไวรัส สมุนไพรตัวนี้ จะมีผลไปลดการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส จึงทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่เซลล์ของคนเราได้ยากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีฤทธิ์ ไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายเราตามปกติ ส่งผลให้ร่างกายของเราต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้ดียิ่งขึ้น

คุณแดง....ลองไปหาซื้อมาทานนะคะ  ขอให้หายเร็วๆค่ะ

ฟ้าทะลายโจร ไม่ได้ดี สำหรับทุกคน....เรื่องสมุนไพร นี่ต้องระวัง มีข้อห้ามซ่อนอยู่เยอะเหมือนกัน ไม่ว่า ยา อะไร ก่อนกิน ต้องระวัง..

ข้อห้ามและอาการแพ้::  สำหรับบางคน จะก่อให้เกิดอาการ รู้สึกหนาว รู้สึกเฉื่อยชา เนื่องจากฟ้าทะลายโจรเป็นพืชเย็น นอกจากนี้ ก็มีปวดท้อง ท้องเดินคลื่นไส้ วิงเวียน ใจสั่น เบื่ออาหาร ผื่นคัน เป็นลมพิษได้
นอกจากนี้ ห้ามใช้ในสตรีตั้งครรภ์และให้นมบุตร

ห้ามใช้ในการบรรเทาอาการไข้หรือเจ็บคอจาการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus group A
 ซึ่งมีอาการรุนแรง ซึ่งการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มนี้อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น ไข้รูห์มาติค โรคหัวใจรูห์มาติคและไตอักเสบ
ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  
ต.ท่างาม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี 037-211-289

goody krub
เขียนเมื่อ Wed Jul 29 2009 09:53:34 GMT+0700 (ICT)

หวัดดีคับ อ.ศศินันท์

โห..ได้ข้อมูลที่ดี และมีประโยชน์มากเลยคับ

ตอนนี้คุณย่าท่านส่งฟ้าทลายโจรมาให้คุณพ่อทานคับ เพราะเห็นคุณพ่อเจ็บคออยู่..

ส่วนคุณแม่ เลือกที่จะทานน้ำขิง และรักษาร่างกายให้อบอุ่นเสมอคับ

ตัวกู๊ดดี้เอง..ก็นอนหลับกลางคืนให้ได้ 10-11 ชม. ส่วนกลางวันที่ รร.ก็ประมาณ 1 ชม.อยู่แล้ว (แต่ส่วนใหญ่กลางวันไม่ค่อยยอมนอนคับ คุณครูรายงานมา ชอบนั่งดูคุณครูทำงาน)

แล้วที่สำคัญกู๊ดดี้จะออกกำลังกายหลังเลิกเรียนกับคุณพ่อคุณแม่ทุกวันคับ

ตอนนี้ที่บ้านก็กลัวหวัด 2009 กันมาก แต่คิดว่ารักษาตัวเองด้วยการดูแลตัวเองเป็นที่ดีที่สุดคับ

ขอบพระคุณสำหรับแหล่งข้อมูลที่ละเอียดและมีประโยชน์อย่างนี้คับ

 

ขอบคุณคร๊าบบบบ...

ภูสุภา
เขียนเมื่อ Wed Jul 29 2009 09:56:32 GMT+0700 (ICT)

สวัสดี ค่ะ Pee Sasinant

สวัสดีไว้ก่อนค่ะ ว่างทำงานช่วงบ่าย มาอ่านอีกที

ขอบคุณมากค่ะ

เอา picture มาฝากค่ะ

 

นายประจักษ์ ปานอินทร์
เขียนเมื่อ Wed Jul 29 2009 10:14:24 GMT+0700 (ICT)

เห็นคนอื่นใช้ดี  อยากดีก็ใช้บ้าง  สภาพร่างกายที่แตกต่าง  บันทึกนี้ดีมีการใช้สมุนไพรที่ถูกต้อง ต้องศึกษาก่อน ถึงข้อดี ข้อเสีย อาจมีอาการแพ้ที่เกิดจากสมุนไพร แม้จะเกิดขึ้นได้น้อยก็ตาม   เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้วว่าน สมุนไพรกำลังดัง กินโดยรู้เท่าไม่ถึงการจริงๆ มีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นมากมาย ก็ยังคิดว่าเป็นโรคโน้นโรคนี่ต่อไปอีก ถ้าไม่มี GTK ไม่มีบันทึกนี้ก็คง  โง่ ไปอีกนาน  ขอบพระคุณ

Sasinand
เขียนเมื่อ Wed Jul 29 2009 11:05:14 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณ เมียวดี  25

ดีจัง ที่ได้ทราบว่า เป็นบันทึกอ่านก่อนนอน เมื่อคืน อ่านจบหรือเปล่าคะ อาจจะง่วงหลับไปก่อนก็ได้ อิๆๆๆ เพราะค่อนข้างยาวนิดนึง แต่ก็เป็นข้อมูลที่ตัวเองอยากรู้ และบันทึกไว้กันลืม เผื่อทุกท่านที่อยากรู้ด้วยค่ะ
ตอนนี้ ทราบข่าวว่า รัฐบาลประเทศต่างๆ พยายามหาทางรับมือกับปัญหาการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ด้วยแนวทางหลากหลาย
ทั้งสั่งวัคซีนหลายสิบล้านโด๊ส พร้อมทั้งร่างแผนกักกันผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสเอช1เอ็น1 ชนิดเอ หวังว่าจะยุติการแพร่ระบาดของไวรัสชนิดนี้ได้ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายยิ่งกว่านี้

องค์การอนามัยโลก (ฮู) ก็เตือนว่า ประชากรทั่วโลกจำนวน 6.8 พันล้านคน เผชิญภาวะเสี่ยงติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009

ไวรัสนี้  ส่งผลกระทบกับบางประเทศในระดับที่รุนแรงกว่าประเทศอื่นๆ
ที่มีการระบาดมากๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ละตินอเมริกา อเมริกากลางและอเมริกาใต้ เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงสุดจากการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009  อังกฤษ สเปน ญี่ปุ่น

ส่วนประเทศ ที่มีการระบาดน้อย ทั้งๆ ที่มีพลเมืองมาก เช่น จีน ประเทศในตะวันออกกลาง  ยุโรปตอนกลางและยุโรปตะวันออก 
ส่วนไทยเรา มีการระบาดไม่น้อยเหมือนกันนะคะ พวกเราต้องระวังกันให้มากๆค่ะ

กานต์
เขียนเมื่อ Wed Jul 29 2009 11:08:23 GMT+0700 (ICT)

เข้ามาอ่านเพื่อหาทางป้องกันตนเองคะ

ขอบคุณมากคะ

Sasinand
เขียนเมื่อ Wed Jul 29 2009 11:40:01 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณ วันเพ็ญ 26

เรื่องการล้างมือบ่อยๆในวันหนึ่งๆนี่ เป็นการป้องกันที่ดีมากนะคะ

พอดี อ่านพบ เรื่องโรงเรียนลับแลพิทยาคม อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลิตเจลล้างมือเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ใช้กันเองภายในโรงเรียน หลังสินค้าขาดตลาดและมีราคาแพง

 โดยเด็กๆมัธยมของโรงเรียน รวมกลุ่มกับเพื่อนศึกษาการผลิตเจลล้างมือทางอินเตอร์เน็ต และซื้ออุปกรณ์ทดลองทำ
มีความพิเศษกว่าเจลล้างมือทั่วไป คือมีส่วนผสมของสมุนไพร เช่น ใบเตย มะกูด ที่หาง่ายในท้องถิ่น ซึ่งมีคุณสมบัติถนอมผิว ไม่เหนียว ทำให้เจลมีกลิ่นหอม พร้อมปรับแต่งสีด้วยพืช เช่นดอกอัญชันให้สีม่วง ภายใต้ชื่อ LP เจล 2009 เตรียมขยายผลไปแนะนำผู้ปกครองใช้ เพราะมีต้นทุนเพียงหลอดละ 14 บาท

โดยโรงเรียนลับแลพิทยาคมเป็นต้นแบบการผลิต และจัดกิจกรรมรณรงค์การป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทั้งนิทรรศการ ประกวดแต่งคำขวัญ ส่งเสริมการออกกำลังกาย เป็นหนึ่งแนวทางในการควบคุมการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 พิสูจน์ได้จากโรงเรียนดังกล่าวยังไม่พบผู้ป่วยแม้แต่รายเดียว

 น่าชื่นชมจริงๆ อยากให้ทุกโรงเรียน เป็นอย่างนี้ ทั่วประเทศเลย
การดูแลป้องกันตัวเอง สำคัญที่สุดนะคะ

Panda
เขียนเมื่อ Wed Jul 29 2009 11:49:45 GMT+0700 (ICT)
  • ขอบคุณมากครับสำหรับข้อแนะนำดี ๆ ครับ
  • เลยทำให้ช่วงนี้ ฟ้าทะลายโจร ขาดตลาด และขึ้นราคากัน
Sasinand
เขียนเมื่อ Wed Jul 29 2009 12:10:12 GMT+0700 (ICT)

 สวัสดีค่ะคุณพนัส แผ่นดิน  27
เรื่องวาทกรรมคุ้นชินมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นเรื่องจริงค่ะ พี่เห็นด้วยมากๆ

"กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น"
"กินข้าวเป็นหลัก กินผักเป็นยา...

สมุนไพรหลายๆชนิด ที่ฮือฮากันมากในตอนนี้ คนโบราณก็เคยใช้กันมาแล้วทั้งนั้น เพียงแต่ ไม่มีการเจาะลึกลงไปถึงขั้นข้อดี ข้อเสียอย่างละเอียด  หรือมีหลักฐานการวิจัยยืนยัน เหมือนปัจจุบันเท่านั้น
เพราะเมื่อถามถึงเหตุผลว่า ทำไม ถึงเป็น เช่นนั้น เช่นนี้ ท่านก็มัก ตอบให้แจ่มแจ้งไม่ได้ มักจะบอกว่า ก็ ใช้กันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ซึ่งบางที ทำให้พี่ไม่มั่นใจจะใช้ด้วยตัวเองเท่าใด
แต่ตอนนี้ เริ่มใช้ เป็นเรื่อง เป็นราวแล้วค่ะ

ไม่นับการใช้อย่างธรรมชาติๆมากๆมานานแล้ว โดยคุณแม่ เป็นคนสอนค่ะ  เช่น จิบน้ำมะนาวกับน้ำผึ้งแก้ไอ
เอาหัวหอมมาใส่ในน้ำร้อน แล้วคลุมโปง สูดแก้หวัด ทำให้จมูกโล่ง
กินยาเขียว แก้ไข้
ดื่มน้ำซุปไก่ร้อนๆ ทำให้สบายขึ้น มีกำลังขึ้น ในยามไม่สบาย
กินแกงป่า ให้จมูกโล่งๆ เพราะมีพริกเผ็ดๆ
ใช้น้ำมะนาวกับเกลือกวาดคอ เป็นต้น
อย่างที่ดังมากอยู่พักหนึ่ง คือ มะรุมแคปซูล ว่าสามารถลดโคเลสเตอรอลได้...
พี่เอง ก็ยังไม่มั่นใจ ได้แต่อ่านหนังสือ....แต่มีรายงานการวิจัยจากคณะเภสัชฯ ม.มหิดล ว่าสารสกัดของส่วนใบ มีผลลดระดับคอเลสเตอรอลและลดการเกิด plaque ในหลอดเลือดของหนูแรทและกระต่ายที่ได้รับอาหารที่มีไขมันสูง

แต่อย่างไรก็ตามงานวิจัยของมะรุมมีเพียงแต่การทดลองในสัตว์ ยังไม่มีงานวิจัยในคน จึงไม่ควรรับประทานในปริมาณมาหรือติดต่อกันนานเกินไป ซึ่งอาจเกิดการสะสมสารบางอย่าง แล้วก่อให้เกิดพิษต่อร่างกาย เพราะมีรายงานความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง พบว่าทำให้เกิดการแท้งได้ค่ะ
(บทความเรื่อง "มะรุม: พืชสมุนไพรหลากประโยชน์" โดยรองศาสตราจารย์ วิมล ศรีศุข ซึ่งอยู่ในจุลสารข้อมูลสมุนไพรฉบับ 26(4) ที่กำลังจะนำมาเผยแพร่สู่ประชาชนในเดือนกรกฎาคม 2552)

Sasinand
เขียนเมื่อ Wed Jul 29 2009 12:21:36 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับน้อง goody krub 30
น้องโตขึ้นมาก 3 ขวบเศษแล้ว ซีนะครับ คงพูดเก่งและซนมาก แต่อย่างอแงนะครับ คุณแม่จะปวดหัว
ตอนนี้ ไปโรงเรียน ระวัง เพื่อนคนไหนเป็นหวัด อย่าไปอยู่ใกล้เขาตอนเขาจามหรือไอ จะติดกัน หมั่นล้างมือบ่อยๆด้วย ถึงแม้ จะเป็นหวัดธรรมดา แต่ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ต้องเป็นหวัดบ่อยๆ เพราะไม่อยากให้น้องกินยาบ่อยๆ ไม่ดีหรอกนะคะ

พักนี้ ฝนตกบ่อยๆ หากศีรษะเปียกฝน รีบเช็ดให้แห้งทันที แต่ถ้าจะให้ดีวิ่งไปให้คุณแม่ อาบน้ำสระผมไปเลย จากนั้นรีบเช็ดและเป่าให้แห้งโดยเร็ว เพื่อทำให้อุณหภูมิเปลี่ยน และเจ้าเชื้อไวรัสหวัดจะแบ่งตัวได้ลำบาก ทำให้รอดพ้นจากการเป็นหวัด ต้องรีบทำให้ร่างกายอบอุ่นเข้าไว้

ทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ๆ เช่น ฝรั่ง ส้ม แอปเปิ้ล ที่สำคัญ อย่าลืมออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอนะคะ  
เพราะถ้าร่างกายเราแข็งแรงซะอย่าง  หวัดก็ยากจะมากล้ำกรายได้ 

Sasinand
เขียนเมื่อ Wed Jul 29 2009 12:34:16 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณหมอ ภูสุภา  31
ดีใจที่เข้ามาทักทาย รูปสวยมากนะคะ แต่พูดจริงๆ ประสาท ราชวังของเขาสวยสู้เราไม่ได้หรอก พี่เคยไปมาหลายแห่ง แต่สวนเขาสวยมากค่ะ ชอบมาก แม้จะเป็นแบบสวนประดิษฐ์ ก็สวยไปอีกแบบ

ที่ญี่ปุ่น ตอนนี้ ได้ข่าวว่า เป็นหนึ่งในหลายประเทศของเอเชียที่ได้รับผลกระทบจากไข้หวัดใหญ่รุนแรงที่สุด มีรายงานผู้ติดเชื้อ 4,462 ราย แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

แต่ที่ไทย แนวโน้มระบาดลดลง ทั้งใน กทม. รวมทั้งการแพร่ระบาดทั่วประเทศในสัปดาห์ที่ผ่านมา (กลาง ก.ค. )มีแนวโน้มลดลง
ตอนนี้ มีมาตรการใหม่ ไฟเขียวจ่าย"ทามิฟลู"ผ่านคลินิกค่ะ
เพราะ จากการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญพบมีผู้ติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในไทยแล้วมากกว่าที่รายงาน
เพราะมีรายงานการติดเชื้ออย่างเป็นทางการเพียง 8 พันคนเท่านั้น ส่วนตัวเลขผู้เสียชีวิต สธ.จะแถลงวันนี้ (29 ก.ค.)
เลยมีการกำหนดมาตรการแจกจ่ายยา "ทามิฟลู" ให้แก่คลินิกเพื่อจ่ายยาให้ผู้ป่วยแทน
โดยมีเงื่อนไข เช่น ผู้มีอำนาจสั่งยาได้ต้องเป็นแพทย์เท่านั้น
คลินิกที่เข้าโครงการต้องขึ้นทะเบียนกับ สธ. และต้องมีระบบการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาล

สาเหตุที่ต้องให้คลินิกสั่งจ่ายยาได้ เนื่องจากสถิติพบว่าผู้เสียชีวิตจากเชื้อ 80-90% ได้รับยาหลังติดเชื้อ 6-7 วันไปแล้ว ถือว่าช้าไปและทำให้มีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก
เลยถือโอกาส รายงานให้คุณหมอทราบค่ะ...

Sasinand
เขียนเมื่อ Wed Jul 29 2009 12:55:47 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะอาจารย์ นายประจักษ์~natadee 32

จริงๆอย่างที่อาจารย์บอกค่ะ...คนเราส่วนใหญ่ ก็ตามๆกันไป เห็นคนอื่นใช้ดี  ก็ใช้บ้าง แต่สภาพร่างกายของคนเราแตกต่างกัน ก่อนจะใช้ ต้องศึกษาดูก่อน  ถึงข้อดี ข้อเสีย อาจมีอาการแพ้ที่เกิดจากสมุนไพร แม้จะเกิดขึ้นได้น้อยก็ตาม

คล้ายๆกับเรื่องของ มะรุม
ในภาพรวมของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการวิจัยในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองพบว่า มะรุมมีฤทธิ์ที่น่าสนใจมากมาย เช่น ฤทธิ์ลดความดันโลหิต ต้านการเกิดเนื้องอก ต้านมะเร็ง ลดระดับคอเลสเตอรอล ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ป้องกันตับอักเสบ ต้านออกซิเดชัน ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดระดับน้ำตาล และฤทธิ์ต้านการอักเสบ

 แต่จะมีการศึกษาในคนเพียงชิ้นเดียว  โดยมีเพียงรายงานเกี่ยวกับการใช้ยา Septillin ® ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากพืช 6 ชนิด ได้แก่ มะรุม บอระเพ็ด จิตรลดา มะขามป้อม ชะเอมเทศ Balsamodendron mukul (พืชอินเดีย) และเปลือกหอยสังข์ โดยพบว่า Septillin ® ให้ผลดีทางคลินิกในเด็กซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน และการติดเชื้อที่ผิวหนัง
รายละเอียด อยู่ที่นี่ค่ะ
จริงๆ ตัวเอง ชอบทานแกงส้มมะรุม และทานมาตลอด เร็วๆนี้ มีคนเอาเม็ดมะรุม มาให้อมชุ่มๆคอ ก็หวานดีค่ะ แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก  เพราะแกะออกมา ยาก หน่อย
แต่ถ้าเป็นสรรพคุณอย่างอื่นๆ  ถ้าจะให้แน่ใจจริงๆ คงต้องรอ ผลการวิจัยจาก คน ให้มากขึ้นอีกหน่อยนะคะ

  

Sasinand
เขียนเมื่อ Wed Jul 29 2009 13:06:15 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณกานต์รวี คีรีมาศ  34

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ
ที่เกิดบันทึกนี้ขึ้นมา เพราะเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค.  ไปโดนละอองฝน  พอตกค่ำ รู้สึกแสบคอ และจามหลายหน ใจไม่ดี รีบกิน ฟ้าทะลายโจร เพราะมีคนให้มา แนะนำว่าดีมาก  พอดี ไม่อยากกินยาแผนปัจจุบันด้วย  และรีบนอนแต่หัวค่ำ
ตอนเช้า รู้สึกดีขึ้น เช้า-กลางวัน กินไปอีก 2 มื้อแล้ว รู้สึกดีขึ้นมาก ไม่มีไข้ ไม่เพลีย ไม่ปวดหัว  กินยาไป 2.5 วัน ก็หายเลยค่ะ

สรรพคุณของสมุนไพรนี่ดีจริงๆ แต่ก็อดอยากจะรู้ไม่ได้ว่า มีคนแพ้ยาสมุนไพรไหม เพราะยาและอาหารทุกชนิดในโลก มีคนที่แพ้เสมอ
พอดีไปอ่านพบว่า   รศ.ดร. มณฑล สงวนเสริมศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดเผยถึงการพัฒนางานวิจัยสมุนไพรตัวใหม่ที่ได้รับเงินสนุนสนุนได้รับการ สนับสนุนทุน 175,500 ยูโร หรือกว่า 8 ล้าน 5 แสนบาท จากรัฐบาลประเทศฝรั่งเศส

เพื่อดำเนินโครงการไบโอเอเชีย (BIO - Asia) เป็นเวลา 3 ปี (พ.ศ.2551-2553)
ที่น่าสนใจ คือหัวข้อวิจัยว่าด้วย ความปลอดภัยในการใช้ยาสมุนไพร การทำนายการเกิดพิษ การเกิดอันตรกิริยาของสมุนไพรกับเอนไซม์ในตับ
แสดงว่า สมุนไพร นั้น ก่อให้เกิดการแพ้ หรือผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ได้ เช่นกัน
การจะกิน ต้องดูฉลากให้ดี การกินก่อน หรือหลังอาหาร ก็จะมีผลด้วย ถ้าไปค้นหลักฐาน ความเป็นพิษ ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ พิษต่อเซลล์ พิษต่อตัวอ่อนและผู้ตั้งครรภ์ ได้ก็ยิ่งดีขึ้นไปอีกค่ะ 

Sasinand
เขียนเมื่อ Wed Jul 29 2009 13:11:46 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะอาจารย์Panda  36

ขอบคุณที่มาเยี่ยม อาจารย์ สบายดีนะคะ
ที่ดิฉันเป็นหวัด ตอนนี้ สบายดีแล้วค่ะ อยู่ในระยะพักฟื้น
ฟ้าทะลายโจร ใช้ได้ดีมากค่ะ
แต่อย่ากินป็นเวลานานเกิด 7 วัน อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ ถ้ามีอาการเจ็บคอ ให้กินติดกัน 5 วัน
ทางเลือกอีกทาง นั่นคือกินกระเทียมสดๆ ทุกวันก็สามารถแก้หวัดได้ชะงัก และไม่มีผลข้างเคียงด้วย
แต่ตัวเอง คงกินไม่ได้ค่ะ เพราะแพ้กระเทียม กินสดๆแล้ว คลื่นไส้มาก ร้อนในคอ ร้อนที่กลางอกข้างใน จะอาเจียน แต่ถ้าเป็นกะเทียมเจียว จะไม่เป็นไร ชอบเสียอีก

สมุนไพรไทย ฟ้าทะลายโจรดังมาก องค์การอนามัยโลก ได้แนะนำให้ใช้ฟ้าทะลายโจรในการบรรเทาอาการหวัดในเอกสาร WHO monographs of selected medicinal plants Volume 2 ภายใต้ monograph "Herba Andrographidis" ด้วยนะคะ

goody krub
เขียนเมื่อ Thu Jul 30 2009 12:52:03 GMT+0700 (ICT)

ตอนนี้กู๊ดดี้อายุได้ 3 ขวบ 21 วันคับ..นับแบบเป๊ะๆๆ เลย 555

กู๊ดดี้ไม่คอยยอมให้หวัดมากล่ำกรายเลยคับ.. หรือ หากเวลาเป็นหวัดคุณแม่ก็จะให้นอนมากๆๆ และทานน้ำมากๆๆ คับ หยดยูคาลิปตัสก่อนอน ก็หายเองเลย ไม่ต้องพึ่งยาเหมือนที่อาจารย์บอกมาเลยคับ

ตอนนี้ที่บ้านจะมีเก้าอี้ 2 ชั้น วางไว้ให้กู๊ดดี้ในห้องน้ำหน้าเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าคับ กู๊ดดี้ก็เลยบ้าเห่อ ปีนขึ้นไปล้างมือบ่อยๆ คับ เพราะเวลาปีนแล้วดูตัวสูงดี อิอิ ((ถ้าไม่ตกลงมาซะก่อน))

ตอนนี้กู๊ดดี้ก็เริ่มมีปัญหาบ้างเหมือนกันคับ ในเรื่องการไม่ยอมเข้าเรียนภาษาอังกฤษกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งทั้ง 2 อย่างเป็นสิ่งที่กู๊ดดี้ชอบเรียนรู้เอามากๆ

กู๊ดดี้จะบอกคุณครูว่า "ขอคิดดูก่อนคับ เพราะลูกเป็นแล้ว เดี๋ยวกลับบ้านลูกก็ได้เล่น" บอกอย่างงี้เลยคับ คุณครูรายงานมา

เพราะตอนนี้ที่ รร.สอนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ counting 1- 5 และ colour ซึ่งกู๊ดดี้ค่อนข้างจะแม่นเรื่องตัวเลข 1- 20 และสีเอามากๆ ทั้งไทย อังกฤษ เหมือนกู๊ดดี้จะไม่ยอมเรียนสิ่งที่ตัวเองรู้แล้ว แบบนั้นน่ะคับ

ที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ก็พยายามเกลี่ยกล่อมหลายวิธี จนตอนนี้วิธีสุดท้ายที่งัดเอามาใช้คือ "หากไม่เข้าเรียนพร้อมกับเพื่อน ลูกก็จะอดเล่นคอมที่บ้าน และจะอดเล่นของเล่นด้วยคับ" เพิ่งตกลงกันไป ไม่รู้วันจันทร์หน้าจะยอมเรียนหรือเปล่าคับ หรือกู๊ดดี้จะขอคิดดูก่อนอีก..เฮ้อ..

ขอบพระคุณอาจารย์มากคับ (คุณพ่อคุณแม่เริ่มหนักใจ ...))

Sasinand
เขียนเมื่อ Sun Aug 02 2009 10:34:43 GMT+0700 (ICT)

 สวัสดีค่ะคุณแม่น้องกู๊ดดี้ goody krub 43

ลูกน่ารักจังเลยค่ะ และดูว่าจะแข็งแรงมากด้วย แต่เด็กๆ 3 ขวบก็อย่างนี้ค่ะ ยังเอาแน่นอนอะไรไม่ค่อยได้ แต่เขาจะเริ่มเข้าใจเหตุผล ของเรื่องต่างๆแล้วนะคะ แต่บางทีเอาแต่ใจ  ทำเป็นไม่ยอมเข้าใจ ทั้งๆที่เข้าใจ ต้องใจเย็นๆค่ะ ค่อยๆสอน เดี๋ยวก็ดีเองค่ะ
เวลาไปโรงเรียน สอนลูกให้ล้างมือบ่อยๆนะคะ ถ้าเกิดเป็นหวัด น้ำมูกไหล มีไข้ ก็ให้หยุดเถอะค่ะ เด็กอายุเท่านี้ ไม่ต้องเรียนเนื้อหาอะไรมาก การเล่น คือการเรียนอยู่แล้วนะคะ
 

ถ้าคุณแม่น้องกู๊ดดี้ เกิดเป็นหวัด และอยากทานยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร  ก็มีข้อต้องดูนิดนึงนะคะ
ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) บรรจุ 375 มิลลิกรัม กินครั้งละ 5 แคปซูล ถ้าแคปซูลที่มีปริมาณ 500 มิลลิกรัม ก็กินครั้งละไม่เกิน 3 แคปซูลนะคะ อย่ากินนานเกิน 7 วันค่ะ อาจมีผลข้างเคียง เช่น มือเท้าชา กล้ามเนื้ออ่อนแรงค่ะ
พี่เองชอบดื่มน้ำขิง  บ่อยๆ กับทำกับข้าวที่ใส่กระเทียมเยอะๆ ก็จะช่วยได้อีกค่ะ

Sasinand
เขียนเมื่อ Fri Aug 07 2009 19:34:00 GMT+0700 (ICT)

มีข้อมูลเรื่องสมุนไพรต้านโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มเติมคือ...

ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร   เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ปราจีนบุรี  ระบุว่าปัจจุบันมีผลการศึกษาและวิจัยฟ้าทะลายโจรจนสามารถสกัดในรูปแบบแคปซูล เช่นในไต้หวันพบว่าฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบของเซลล์หลอดลมจากการจับตัวของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าสมุนไพรอื่นๆ

เพราะออกฤทธิ์ยับยั้งโปรตีนในเชื้อโรคทำให้เชื้อโรคแบ่งตัวไม่ได้หรือแพร่พันธุ์ไม่ได้นั่นเองที่สำคัญคือช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวทำลายเชื้อโรคได้ดีขึ้น


สำหรับขิงและกระเทียมมีฤทธิ์ช่วยลดจำนวนไวรัสในร่างกายได้เช่นกัน โดยกระเทียมมีชื่อว่าสารอัลลิซิน (allicin) เป็นสารอินทรีย์กำมะถันซึ่งฆ่าเชื้อหลากชนิดได้ดีกว่าเพนิซิลลินและเตตร้าซัยคลินซึ่งเป็นยาแก้อักเสบที่ใช้โดยทั่วไป
จากข้อมูลของฝ่ายวิชาการสถาบันการแพทย์แผนไทย และยังช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคได้ด้วยในจีนเคยมีแพทย์ทดลองใช้กระเทียมสกัดฉีดเข้ากระแสเลือดเพื่อรักษาโรคสมองอักเสบจากเชื้อ Cryptococcus ที่มาจากนกพิราบได้

ส่วนในขิงมีสารที่ให้รสเผ็ดร้อนอย่างจินเจอรอล และโชกาออลที่ช่วยบรรเทาหวัดและไข้หวัดใหญ่
ในหอมใหญ่ หอมแดง มีสารเคอร์ซิติน(Quercetin) ที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันส่วนน้ำมันจากกะเพรามีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตหรือกำจัดเชื้อโรคได้หลายชนิด น้ำคั้นสดยังใช้ทาภายนอกแก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อนได้ด้วย

นอกจากนี้ยังมีแมงลักคา ซึ่งมีสารประเภท Terpenoidsมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ได้หลายอย่าง รวมถึงซาลโมเนลลามีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสต่างๆ
ทางสถาบันวิจัยสมุนไพรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เคยวิจัยมาตั้งแต่ปี 2007ว่ามีคุณสมบัติต้านหวัดใหญ่ได้เทียบเท่ายาต้านไวรัสทามิฟลูเลยทีเดียวและยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน หญ้าปักกิ่ง เถาวัลย์เปรียง

และบอระเพ็ดก็มีฤทธิ์ช่วยปรับปรุงและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้
ส่วนขมิ้นอ้อย มะระ และฟักข้าว คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ศึกษาพบว่าเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เหมือนวัคซีนที่ช่วยป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้เช่นเดียวกับคาวตองหรือภูคาว

ซึ่งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.)กระทรวงวิทยาศาสตร์กำลังให้ความสนใจและสนับสนุนให้เอกชนทำวิจัยเพื่อใช้พัฒนายาสู้ไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 อยู่เช่นกัน
เพราะคาวตองมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อโรคได้ทั้งเชื้อราแบคทีเรียและไวรัส

นอกเหนือจากนี้ยังพืชสมุนไพรที่อาจไม่มีอยู่ในบ้านเราแต่น่าจะหาซื้อได้ตามสโตร์หรือห้างสรรพสินค้า เช่น สมุนไพรจำพวกโสมโสมเกาหลีหรือโสมไซบีเรียก็ได้มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันและบำรุงร่างกายเหมือนกัน
ส่วนชา TaeTree เป็นสมุนไพรมีชื่อของออสเตรเลียได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ทั่วโลกมานาน ใช้ดื่มปรกติหรือสกัดน้ำมันซึ่งมีสารชื่อว่า Terpenan-4-o l สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสและเชื้อราได้โดยไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงจึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์หลายอย่างและใช้รักษาหวัดด้วย

"เอคินาเชีย" (Echinacea purpurea)ชื่อนี้อาจจะไม่คุ้นเคยกัน เป็นไม้ประดับมีดอกสีม่วงอมแดงที่ชาวตะวันตกใช้เป็นสมุนไพรเพื่อรักษาและป้องกันหวัดช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายมานานกว่าศตวรรษแล้วมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อต่างๆได้ทั้งเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และไวรัส

ในขณะที่เห็ดหลินจือหรือบ้างเรียกว่าเห็ดหมื่นปีหรือเห็ดอมตะมีสารสกัดที่ช่วยให้ร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีนอกเหนือจากช่วยต้านและยับยั้งมะเร็ง

สำหรับพืชที่ให้วิตามินซีสูงก็ไม่ควรมองข้าม เช่น ดอกขี้เหล็กบ้าน มะขามป้อม กระเจี๊ยบแดง กะหล่ำปลีพริก ฝรั่ง ส้ม และมะนาว เพราะเราสามารถนำมาใช้ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันหรือทำให้เม็ดเลือดขาวที่เป็นตัวกำจัดเชื้อโรคทำงานดีขึ้นได้ซึ่งเคยมีการศึกษาพบว่าวิตามินซีช่วยบรรเทาความรุนแรงลดระยะเวลาของการเป็นหวัด และช่วยบรรเทาอาการแพ้ต่างๆได้

เช่นกรณีน้ำมะขามป้อมมีสารโพลีฟีนอลที่ออกฤทธิ์เหมือนวิตามินซีและค้นพบแล้วว่าสารชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านและทำลายไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ด้วยส่วนในน้ำกระเจี๊ยบแดงมีสารแอนโธไซยานิน มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสทำลายเชื้อไว้รัสได้ดี ช่วยลดปริมาณไวรัสเข้าสู่ร่างกายส่วนดอกขี้เหล็กบ้าน
เมื่อเร็วๆนี้ทางกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยแนะนำให้รับประทาน เพราะช่วยสร้างภูมิต้านทาน ป้องกันโรคหวัดใหม่ได้ด้วยเป็นผักพื้นบ้านของไทยที่มีวิตามินซีมากที่สุดถึง 484 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก100 กรัม

พืชและสมุนไพรดังกล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งเท่านั้นจากที่มีอยู่มากมายที่เราจะนำมาใช้รับมือกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ แม้จะไม่ได้ผล 100%อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้
อย่างไรก็ตามจะคิดพึ่งพาพืชและสมุนไพรเพียงด้านเดียวคงไม่ได้ยังจำเป็นต้องทำอย่างอื่นร่วมด้วย ทั้งการรับประทานอาหารให้หลากหลายได้สัดส่วน ลดความเครียด พักผ่อนให้พอเพียง และหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด

และอย่าลืมกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือและสวมหน้ากากเมื่อเป็นหวัดหรืออยู่ในที่ชุมชนเพื่อให้การป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ผลดียิ่งขึ้น... 

อิน
IP: xxx.173.187.143
เขียนเมื่อ Wed Aug 19 2009 21:19:25 GMT+0700 (ICT)

มาทำ “หน้ากากอนามัย” ใช้เองกันเถอะ! เจอกันที่ อีเมลที่แสดง

Sasinand
เขียนเมื่อ Thu Aug 20 2009 16:01:24 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณอิน
ตอนนี้ คนที่ใช้หน้ากากอนามัย รู้สึกไม่แปลกแยกแล้วค่ะ คนก็ไม่มองอย่างแปลกๆแบบเดิมอีกแล้ว แต่คิดว่า เขาอนามามัยดี และรับผิดชอบต่อสังคมดีเสียอีก ถ้าเขาเป็นฝ่ายเป็นหวัดเอง

มีเรื่องน่าสนใจมาฝากคือ..

อาจารย์ประกอบ อุบลขาว ได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์หมอแผนไทยทางภาคใต้ ซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั่วประเทศ
ในการรับมืออย่างไรดีกับไข้หวัดใหญ่ 2009 อาจารย์แนะว่าให้ใช้ยาปรับธาตุตามฤดูกาลบำรุงร่างกาย

อย่างในฤดูฝนก็ดื่มน้ำตรีกฏุกเป็นหลัก ขับไล่ลมให้เดินสะดวก ช่วยให้ร่างกายทำงานได้ปกติ ร่างกายก็แข็งแรงไม่เจ็บไม่ป่วย
หรือแนะดื่มน้ำตะไคร้ ช่วยขับลม ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ เป็นการช่วยขับสิ่งไม่พึงประสงค์ที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายออกทางเหงื่อและ ปัสสาวะ
เป็นหลักการง่ายๆ ปรับธาตุเจ้าเรือนให้สมดุล ใช้เครื่องดื่มสมุนไพรและอาหารผักพื้นบ้านให้สอดคล้องกับธาตุเจ้าเรือนและฤดูกาล

Sasinand
เขียนเมื่อ Thu Aug 20 2009 16:07:35 GMT+0700 (ICT)

ต่อค่ะ...

ธาตุดิน เกิดเดือน ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม กิน ฝาด หวาน มัน เค็ม

ธาตุน้ำ เกิดเดือน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน กิน เปรี้ยว ขม

ธาตุลม เกิดเดือน เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กิน เผ็ดร้อน

ธาตุไฟ เกิดเดือน มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม กิน ขม เย็น จืด

ฤดู ฝนเจ็บป่วยจากธาตุลม ปวดเมื่อยเนื้อตัว ขับถ่ายไม่ออก หายใจติดขัด แน่นหน้าอก แนะกินน้ำขิง ตะไคร้ กระชาย หรือผัดฉ่า ผัดขิง ต้มยำน้ำใส ปรับธาตุลมให้เดินสะดวก ขับเคลื่อนการทำงานของธาตุอื่นๆ

ฤดู หนาว เจ็บป่วยจากธาตุน้ำ อากาศเย็น ทำให้หายใจเอาความเย็นเข้าไป เกิดปอดบวม เป็นไข้หวัดได้ง่าย เสมหะกำเริบ ใช้รสเปรี้ยวของน้ำส้ม มะนาว กระเจี๊ยบ หรืออาหารประเภทยำที่มีรสเปรี้ยวนำ ปรับธาตุน้ำ

ฤดู ร้อน เจ็บป่วยจากธาตุไฟเป็นเหตุ มักร้อนใน กระหายน้ำ เบื่ออาหาร ใช้รสขมบำรุงธาตุไฟ อย่างน้ำใบบัวบก หรือร้อนเกินไปใช้น้ำที่มีรสเย็น จืด ดับไฟ เช่น แตงโม อาหารที่เด่นในฤดูนี้ก็มีข้าวแช่

หรือในระหว่างวันตลอด 24 ชั่วโมงก็ยังแบ่งย่อยได้อีก สามารถเลือกหาน้ำสมุนไพรปรับธาตุในประจำวันได้ คือ

ช่วงเช้าเวลา 06.00-10.00 น.มักมีอาการของธาตุน้ำกำเริบ เช่น เจ็บคอ มีเสมหะเหนียวข้น แนะดื่มน้ำที่มีรสเปรี้ยวปรับ

ช่วงสายเวลา 10.00-14.00 น.เป็น เวลาที่ธาตุไฟทำงาน น้ำย่อยเรียกหาอาหาร ก็ต้องกินอาหารให้ตรงเวลา ธาตุไฟในร่างกายโดดเด่นกว่าธาตุอื่น อาจใช้น้ำสมุนไพร ใบบัวบก ใบเตย ปรับธาตุ

ช่วงเวลา 14.00-18.00 น.เป็น ช่วงเวลาที่ลมมาแทนที่ ได้เวลาลมสว้าน แน่นหน้าอก หาวเรอ ลมพิการ ไม่อยากทำงานอยากนอนท่าเดียว แน่นหน้าอกมากเข้าก็พานลมจับ ก็ต้องใช้น้ำที่มีรสเผ็ดร้อนอย่าง ขิง ข่า ตะไคร้ ตามใจชอบ หรือละลายยาหอมชงดื่มช่วยให้ลมทำงาน

หลัก การอย่างนี้แนะตามหลักทฤษฎีการแพทย์แผนไทย ดูเหมือนจะป่วยแต่ไม่ป่วย ซึ่งถ้าเข้าใจในหลักการดูแลสุขภาพตนเอง ก็สามารถเลือกหาเครื่องดื่มหรืออาหารช่วยตัวเองได้ด้วยวิธีง่ายๆ

สำหรับ เทคนิคการดูแลสุขภาพของอาจารย์ประกอบ อุบลขาว ท่านได้สั่งสมจากประสบการณ์ที่เป็นหมอพื้นบ้านมายาวนาน ที่น่าสนใจอาจารย์จะแนะนำให้ใช้สมุนไพรที่หาได้ง่ายๆ ไม่ต้องใช้ตัวยาหลายตัว และอาจารย์ได้รวบรวมเป็นเล่มร่วมกับหมอร่วม รัตนะ และหมอฉิ้น มโนเรศ ซึ่งเป็นหมอพื้นบ้านภาคใต้ไว้ในหนังสือ ตำรับยาแผนไทยภาคใต้ และได้นำเทคนิคการดูแลสุขภาพด้วยยาสมุนไพรบางส่วน และภูมิปัญญาอันน่าทึ่งมารวบรวมไว้ ซึ่งจะนำเสนออาการที่มักพบโดยทั่วไป ได้แก่

ปวดตามข้อ ใช้ประเทียมดองน้ำผึ้งอย่างน้อย 7 วัน กินวันละ 5-6 กลีบ แก้ปวดหัวข้างเดียว (ไมเกรน) กระเทียม 10-20 กลีบ กินสด โรคหอบ เอาใบมะขาม 3 ถ้วย หัวกระเทียม 1 ถ้วย พริกไทย 1 ถ้วย ยาดำ 1 ถ้วย เกลือทะเล 1 ถ้วย เถาบอระเพ็ด 1 ถ้วย ตำให้แหลกปั้นเป็นเม็ดกิน นอนไม่หลับ เอาผิวมะกรูด รากชะเอม เฉียงพร้า ไพล ขมิ้นอ้อย น้ำหนักเท่ากัน บดเป็นผงชงละลายน้ำร้อนหรือต้มรับประทาน ความดันโลหิตสูง เอาตะไคร้ทั้งใบ ต้น ราก จำนวน 5 ต้นต้มกิน มีอาการขี้หลงขี้ลืม เอาพริกไทยขาวบดชงกับน้ำร้อนกิน แก้เหนื่อยมาก เอาใบมะกอกเพสลาด 1 กำมือ ตำให้แหลกผสมน้ำซาวข้าว คั้นเอาน้ำกิน แก้ทอนซิลอักเสบ เอาใบหนุมานประสานกาย 7 ใบ ต้มกินน้ำหรือเคี้ยวอม ปัสสาวะไม่ออก เอาผักบุ้งแดงต้มกับน้ำตาลทรายแดงกิน

Sasinand
เขียนเมื่อ Thu Aug 20 2009 20:02:35 GMT+0700 (ICT)

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าจะเป็นการนำยาสมุนไพร มาเพื่อรักษาโรค ไม่ใช่เพื่อใช้เป็นยาปรับธาตุตามฤดูกาลบำรุงร่างกาย อาจต้องดูให้ดีก่อน
มีการให้สัมภาษณ์ขัดๆกันอยู่บ้าง...

"ฟ้าทะลายโจร" แค่ยาเสริม ชูสมุนไพร "5 ราก" แก้หวัดพันธุ์ใหม่ได้ผลชะงัด

นพ.นรา นาควัฒนานุกูล อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงกรณียาสมุนไพรตำรับ"หลวงปู่ทวด"ที่มีส่วนผสมสมุนไพรไทย 9 ชนิด ว่า
จน ถึงขณะนี้ ยังไม่มียาตำรับแพทย์แผนไทยชนิดใดที่สามารถรักษาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แทนยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ หรือยาซานามิเวียร์ได้

"แม้แต่ฟ้าทะลายโจร ก็มีสรรพคุณป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลได้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามไปยังนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร
ส่วน ใหญ่ให้ข้อมูลตรงกันว่า สูตรยาสมุนไพรไทยดังกล่าวมีความปลอดภัย แต่ยังไม่มีรายงานผลการวิจัยทางการแพทย์รองรับอย่างเป็นทางการว่าจะต้องกิน ในปริมาณเท่าใดจึงจะป้องกันไข้หวัดได้" นพ.นรา กล่าว

สรุป เรื่องสมุนไพร ก็ต้องดูให้ดีๆก่อนจริงๆ

Sasinand
เขียนเมื่อ Mon Sep 14 2009 15:05:46 GMT+0700 (ICT)

อ่านพบว่า พญ.อรุณี ธิติธัญญานนท์ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล ที่มีประสบการณ์ทำงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสไข้หวัดใหญ่ ที่มีเพียงไม่กี่คนในประเทศไทยพญ.อรุณีได้รับมอบหมายให้ถอดรหัสพันธุกรรม "ไวรัสตั้งต้น" และ "ไวรัสวัคซีน" ที่ได้จากห้องทดลองวัคซีนขององค์การเภสัชกรรม
ในเรื่องยาสมุนไพรฟ้ทะลายโจรก็เช่นกัน
  พญ.อรุณี ธิติธัญญานนท์ นักวิจัยภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากการที่ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ส่งสมุนไพรฟ้าทลายโจร มาทดสอบเรื่องการออกฤทธิ์ในการต้านไวรัส H1N1
ผลการทดสอบในหลอดทดลองที่มีเชื้อไวรัสตัวนี้ ในปริมาณเท่ากัน ปรากฏว่า ในหลอดทดลองที่ใส่ฟ้าทลายโจรลงไปนั้นเมื่อเวลาผ่านไป หลอดที่ใส่ฟ้าทลายโจรลงไปจะมีไวรัสเหลืออยู่น้อยกว่าหลอดที่ไม่ใส่ แต่เป็นเพียงผลเบื้องต้น ยังไม่สามารถสรุปออกมาชัดเจน แต่ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี และต่อจากนี้ก็จะทำการทดลองเพิ่มเติมเพื่อหากลไกการออกฤทธิ์ของสารในสมุนไพรชนิดนี้
แสดงว่า ฟ้าทะลายโจร มีฤทธิ์ในการควบคุมการเจริญเติบโตและลดปริมาณเชื้อไวรัสไข้หวัดได้จริง แต่คงต้องมีการวิจัยและทดลองเพิ่มเติมอีก

บัวทิพย์
IP: xxx.58.229.152
เขียนเมื่อ Mon Nov 23 2009 01:47:11 GMT+0700 (ICT)

สวีสดีค่ะ

ขอขอบคุณเจ้าของบันทึก ที่นำสาระดีๆ มาให้ได้อ่านค่ะ

ตอนนี้ย้ายมาอยู่ต่างประเทศ และช่วงหนาวรู้สึกว่าหนาวมาก

และปวดหลัง ตอนกลางคืนแน่นหน้าอกค่ะ พอทานน้ำขิงร้อน

ก็รู้สึกดีขึ้น และอยู่ที่นี่จะทานพริกไทยบ่อยมาก จะมีผล

ข้างเคียงไหมคะ และรู้สึกผิวและผมจะเสียมาก หลังจากอยู่

นี่มา หนึ่งปี และมีตุ่มสิวขึันตามหลังค่ะ อยู่บ้านเราไม่เคยเป็น

เลย พอจะมีอะไรแนะนำบ้างไหมคะ

verona italy

Sasinand
เขียนเมื่อ Thu Dec 17 2009 20:44:15 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณบัวทิพย์

คุณบอกว่า ตอนนี้ย้ายมาอยู่ต่างประเทศ และช่วงหนาวรู้สึกว่าหนาวมาก และปวดหลัง ตอนกลางคืนแน่นหน้าอกค่ะ พอทานน้ำขิงร้อนก็รู้สึกดีขึ้น และอยู่ที่นี่จะทานพริกไทยบ่อยมาก ...

ดิฉันเองก็เคยไปอยู่ต่างประเทศ พอเปลี่ยนอากาศ รู้สึกร่างกายดูแปลกๆไป คงต้องอยู่ให้เคยชินสักพักหนึ่ง
เรื่องพริกไทย ไม่น่ามีมีปัญหาอะไรนะคะ จะทำให้ไม่หนาวเสียอีก ถ้าไม่แพ้พริกไทย บางคนรู้สึกร้อนมาก ทานไม่ค่อยดี
ส่วนเรื่องสิว ตามประสบการณ์ของดิฉัน น่าจะเป็นที่ผิวแห้งไป ผิวอักเสบ เป็นตุ่มขึ้นมาค่ะ ทาครีมให้ชุ่มชื้นหน่อยนะคะ

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกที่เกี่ยวข้อง
    บันทึกก่อนนี้
    บันทึกใหม่กว่า