คุณสมบัติการเป็นผู้นำ ที่ใครก็ได้สามารถมีและสร้างได้โดยไม่จำกัดระดับ

 คุณสมบัติการเป็นผู้นำ 

คุณสมบัติการเป็นผู้นำ ที่ใครก็ได้สามารถมีและสร้างได้โดยไม่จำกัดระดับ

-----------------------------------------------------------------

"ผู้นำการเมือง" แต่งและเรียบเรียงโดย ดร.ณรงค์ สินสวัสดิ์  (คัดมาบางส่วน)

 

เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันว่าผู้นำผู้นำจำเป็นที่จะต้องมีคุณสมบัติอย่างที่มนุษย์ธรรมดาอาจจะมีหรือไม่มีก็ไม่สำคัญอะไร แต่ถ้าเป็นหัวหน้าแล้ว ผู้นำควรจะต้องมี บางคนว่าผู้นำนั้นจะต้องพูดเก่ง บางคนว่าผู้นำต้องเป็นผู้กว้างขวางอย่างที่เขาเรียกว่าใจถึง บางคนว่าผู้นำจะต้องเป็นนักฉวยโอกาส บางคนเช่น แมคเคียเวลลี กล่าวว่า ผู้นำควรจะเป็นทั้งสิงโตและสุนัขจิ้งจอกในเวลาเดียวกัน คือ จะต้องเป็นคนกล้าใช้อำนาจเด็ดขาดและจะต้องมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว บางคนว่าผู้นำจะต้องมีโชคค่อนข้างดี คือ โชคชะตาเข้าข้าง ใครจะปองร้ายก็จะแคล้วคลาดทำอะไรก็ให้มีเหตุบังเอิญ ทำให้ประสบความสำเร็จอยู่เสมอ อยู่ดี ๆ มีราชรถมาเกย ฟังแล้วดูมีเหตุผลทั้งนั้น ออร์ดเวย์ ทีด ซึ่งเคยเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้พยายามรวบรวมคุณสมบัติที่สำคัญ ๆ ที่เขาคิดว่าผู้นำควรจะมีได้แก่

1. พลังกายและพลังประสาท ผู้นำที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นจะต้องมีพลังกายและพลังประสาทที่มีความเข้มแข็ง ในเมื่อใคร ๆ จำนวนมากก็อยากเป็นผู้นำ เพราะฉะนั้นคนที่จะถีบตัวเองขึ้นมาเหนือคนอื่น ๆ จำเป็นจะต้องมีพลังขับดัน ความอดทน และความสมบูรณ์อย่างยิ่งทั้งกายและใจมากว่าคนธรรมดาสามัญ และประสิทธิภาพในการทำงานของผู้นำจะมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นเป็นอย่างมากอยู่กับความเข้มแข็งของร่างกายและความเข้มแข็งของประสาท

ผู้นำที่เข้มแข็งทั้งทางกายและใจ ก็จะสามารถกระตุ้นให้บรรดาผู้เลื่อมใสพลอยมีความเข้มแข็งและทะมัดทะแมงมากขึ้น แม้ในคนธรรมดานั้น ก็จะรู้สึกได้เลยว่าการทำงานของเราจะหย่อนสมรรถภาพทันทีหากว่าเรารู้สึกเหนื่อยหน่าย ทำงานอย่างซังกะตายหรือที่เราเรียกว่าความเซ็ง สิ่งเหล่านี้เป็นศัตรูสำคัญของผู้นำที่ดี

นอกจากนั้นผู้นำจะต้องทำงานที่ต้องใช้พลังงานและพลังใจมากกว่าคนธรรมดาทั่วไป งานของผู้นำไม่ใช่งานที่มี่ความสนุกเพลิดเพลิน แต่เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับคนทั้งชาติ เกี่ยวข้องกับความ่คอขาดบาดตาย จึงจะเห็นได้ว่าคนเป็นผู้นำแล้วมักจะแก่เร็วกว่าปกติ อย่างที่เราก็คงจะเห็นตัวอย่างได้ ผมจะหงอกเร็ว ริ้วรอยบนใบหน้าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งบางครั้งชวนให้เกิดความสมเพชเวทนาแก่คนทั่วไปเสียด้วยซ้ำ ผู้นำจะต้องใช้เวลาทำงานมากาชั่วโมงกว่าคนธรรมดา ต้องใช้สมองคิดมากกว่าคนธรรมดา และจะต้องใช้สมาธิในการทำงานอย่างยิ่ง และบางครั้งถ้ามีเหตุฉุกเฉินสำคัญขึ้นก็อาจจะต้องทำงานใช้พลังกายและประสาทที่ใช้มากอยู่แล้วให้มากขึ้นไปอีก

เมื่องานมันหนักอย่างนี้ จึงมีความจำเป็น อย่างยิ่งที่ผู้นำจะต้องมีความเข้มแข็งด้านพลานามัยและความเข้มแข็งในระบบประสาท จึงจะทำให้เขาสามารถมีความกระตือรือร้นที่จะทำงานประดังทับถมเข้าอย่างไม่หยุดยั้ง ออร์เวย์ ทีด กล่าวว่า พลังกายและพลังประสาทของคนเรานั้น มีอิทธิพลมาจาก 3 ทางด้วยกัน คือ อิทธิจากกรรมพันธุ์ อิทธิพลมาจากการเลี้ยงดูในวัยเด็ก และเนื่องจากวิธีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายในชีวิตประจำวัน

ถ้าจะดูความสำคัญของอิทธิพลของกรรมพันธุ์และการเลี้ยงดูในวัยเด็กแล้ว ออร์เวย์ ทีด กล่าวว่า ข้อยกเว้นย่อมจะต้องมี แต่เขาขอให้ดูว่าโดยทั่วไปแล้วผู้นำมักจะสูงกว่าและหนักกว่าคนทั่วไปโดยเฉลี่ยมักจะมาจากพ่อแม่ที่ฉลาดและแข็งแรง และมักจะถูกเลี้ยงดูในวัยเด็กในครอบครัวที่ค่อนข้างสบายเป็นครอบครัวที่ให้การเลี้ยงดูทางอาหารอย่างเพียงพอ และให้ความดูแลรักษาสุขภาพของเด็กอย่างพอเพียง และเด็กได้มีโอกาสใกล้ชิดหรือสังสรรค์กับครอบครัวอื่น ๆ หรือคนอื่น ๆ นอกจากครอบครัว จึงฉลาดกว่าคนธรรมดาโดยทั่วไป ถ้าคนสามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาเหนือกว่าคนอื่น ๆ เมื่ออยู่ในวัยหนุ่มมักจะสามารถรักษาความเหนือกว่าคนอื่นไปจนตลอดชีวิต ที่นี่มาถึงข้อที่สาม คือ หมายความว่าเมื่อบุคคลที่มีกรรมพันธุ์มาแบบหนึ่ง และมีการอบรมเลี้ยงดูอย่างใดอย่างหนึ่งจนกระทั่งเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่เต็มที่แล้วก็ยังมีวิธีการซึ่งสามารถใช้พลังกายและประสาทเท่าที่ตนมีอยู่ให้เป็นประโยชน์ได้มากที่สุด ซึ่งวิธีการนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการดำเนินชีวิตประจำวันนั่นเอง เช่น การบริโภค การหลับนอน พฤติกรรมทางเพศ ความวิตกกังวล ฯลฯ

บุคคลควรจะรู้จักระบบต่าง ๆ ของร่างกาย รู้จักที่จะคอยหมั่นตรวจเช็คสุขภาพ คอยดูว่าเกิดการป่วยไข้ ปวด เหนื่อยหน่าย ขาดสมาธิ โกรธง่าย นอนไม่หลับหรือเปล่า สิงเหล่านี้จะต้องได้รับการแก้ไขเยียวยารักษาเมื่อเกิดการผิดปกติ เพราะมันจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของบุคคลตกต่ำลง ผู้นำที่จะมีประสิทธิภาพเหมาะในการนำจะต้องมีสุขภาพดี พักผ่อนเพียงพอ และรู้สึกสดชื่นอยู่เสมอ เขาจะต้องมีวันพักหยุดงานเพื่อที่จะได้พักผ่อนแลละผ่อนคลายความตึงเครียดลง

ไม่แต่เพียงการรักษาพลังกายและพลังประสาทให้เข้มแข็งอยู่เสมอเท่านั้น ผู้นำจะต้องรู้จักใช้พลังงานอยู่อย่างฉลาด ผู้นำจำนวนมากสูญเสียพลังงานไปอย่างไม่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า เพราะใช้พลังงานเหล่านั้นอย่างผิดๆ เช่น ใช้เวลาและพลังกายและพลังสมองไปในเรื่องรายละเอียดมากเกินไปซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของผู้นำ มีพลังงานเท่าไรก็ใช้ไปจนหมดในเรื่องราวต่าง ๆ ที่ประดังเข้ามา ไม่ใส่ใจกับการทำให้ตนมีพลานามัยที่เข้มแข็ง มีสติสัมปชัญญะที่ปกติ และมีความสามารถจูงใจให้คนอื่นทำงานให้กับตน

ในด้านความต้องการทางเพศหรือพลังงานทางเพศนั้น ถ้าผิดปกติก็อาจจะทำให้จิตใจผิดปกติไปได้ด้วย หรือการที่มีความต้องการทางเพศมากเกินไปก็อาจจะทำให้เสียพลังงานและเวลาในการทำงานไปได้ ต่อมและอวัยวะในร่างการที่สำคัญ เช่น ตับ ต่อมไทรอยด์ ความดันโลหิต โรคกระเพาะอาหาร ถ้าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผิดปกติอาจจะทำให้บุคคลนั้นเป็นหัวหน้าที่ดีไม่ได้ นอกจากนั้นภรรยาของผู้นำก็มีความสำคัญ ถ้าเป็นคนขี้บ่นจู้จี้จุกจิกกวนใจ ก็อาจจะทำให้อารมณ์ของผู้นำเสียไปได้โดยง่าย แต่ถ้าภรรยาพูดเพราะอ่อนหวาน น่ารักคอยเอาใจเป็นเพื่อน ไม่บ่นจู้จี้ ผู้นำก็จะกระปรี้กระเปร่าดีขึ้น

ผู้นำควรจะทำงานด้วยท่าทีที่เข้มแข็ง กระตือรือร้น เพราะจะทำให้ผู้ตามมีความเข้มแข็งและกระตือรือร้นตามไปด้วย ผู้นำที่ใช้แต่เหตุผล ปัญญาความคิดอย่างเดียว แต่มีท่วงท่าที่ไม่กระฉับกระเฉงดูเนือย ๆ แล้ว ผู้ตามก็จะเนือยไปด้วย

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ผู้นำควรจะมีคือ เมื่อผิดหวังจะต้องไม่เสียกำลังใจ และจะต้องกล้าเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามที่มี่ความเก่งกล้าอย่างไม่พรั่นพรึง ซึ่งทั่งสองประการเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้นำที่จะประสบความสำเร็จ และเพื่อที่จะมีคุณสมบัติทั้งสองประการนี้ ผู้นำจะต้องมีพลังกายและพลังประสาทที่เข้มแข็ง

2. รู้จุดมุ่งหมายและแนวทางในการนำประเทศ คุณสมบัติประการที่สองของผู้นำที่ดีคือ การที่มีจุดมุ่งหมายและแนวทางสำคัญ ๆ ของการที่จะบริหารประเทศ ผู้นำควรที่จะรู้ว่าเขาต้องการนโยบายอย่างไร ควรจะทำอะไรให้เสร็จก่อนหลังอย่างไร ซึ่งหมายความว่า ผู้นำแม้ในช่วงเวลาก่อนที่จะมีโอกาสเป็นผู้นำ ก็ควรจะมีนโยบายอย่างแจ้งชัดว่าเขามีเป้าหมายอย่างไรสำหรับประเทศถ้าเขาได้เป็นผู้นำ และจะสามารถพาประเทศไปให้บรรลุเป้าหมายนั้นได้อย่างไร นอนจากนั้น เขาจะต้องยึดมั่นเป็นเวลานานพอสมควรต่อสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นเป้าหมายที่ดีของประเทศ รวมทั้งวิธีการที่เขาคิดว่าจะพสประเทศไปสู่เป้าหมายที่เขาเห็นดีงาม เป้าหมายและวิธีการของเขานี้จะเป็นผลขึ้นมาได้อย่างจริงจัง ถ้า 1 เป้าหมายและวิธีกรนั้นมีแน่นอน 2 คนอื่นสามารถที่จะเข้าใจหรืออธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ 3 คนอื่นนอกจากจะเข้าใจแล้วจะต้องเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าดี 4 ผู้นำต้องยึดมั่นอย่างแข็งขัน อย่างจริงใจ และพยายามกระทำให้เป้าหมายและวิธีการไปสู่เป้าหมายนั้นได้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา

ซึ่งเรื่องนี้จะเห็นว่าผู้นำจำนวนมากไม่มีเป้าหมายและวิธีการที่แน่ชัด หรือบางทีไม่มีเอาเสียเลย คนที่อยากได้อำนาจขึ้นมาเพียงเพื่ออย่างได้อำนาจหรือเสริมสร้างเกียรติและความมั่งคั่งมีเป็นจำนวนมาก เพราะมนุษย์ธรรมดาก็มีธรรมชาติที่อยากจะมีอำนาจอยู่แล้ว ถ้าตนเองเห็นเขามีความสามารถจะเอาอำนาจมาไว้ในกำมือมือได้ เพราะเขามีพวกพ้อง มีบริวารมาก หรือมีคนนับถือมาก ก็จะพยายามเข้าช่วงชิงอำนาจทางการเมือง ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อได้อำนาจมาแล้วจะนำไปใช้ในทิศทางใด แต่ผู้นำที่ดีนั้นจะต้องมีจุดมุ่งหมายและวิธีการที่แน่นอนเสียก่อน อำนาจที่ได้มานอกจากจะตอบสนองธรรมชาติมนุษย์ที่ต้องการอำนาจแล้ว ก็ยังเพื่อที่จะเป็นเครื่องมือพาประเทศไปสู่จุดหมายบางประการ โดยวิธีการที่เขาได้วางไว้เมื่อก่อนที่เขาจะได้เป็นผู้นำเสียอีก ตัวอย่างเช่น ฮิตเลอร์ เลนิน คานธี คาสโตร รู้อย่างแน่ชัดตั้งแต่ยังไม่ได้อำนาจมาว่าถ้าได้อำนาจมาแล้ว เขาจะมีเป้าหมายอะไรสำหรับประเทศ และมีวิธีการอย่างไร เพื่อจะไปสู่จุดหมายนั้น ๆ และที่แน่นอนก็คือ ผู้นำจะต้องสามารถทำให้คนอื่น ๆ เห็นดีเห็นชอบกับเป้าหมายและแนวทางที่เขามีอยู่ด้วย

3. ความกระตือรือร้น นอกจากผู้นำจะต้องมีเป้าหมายและแนวทางแน่นอนแล้ว เขายังจะต้องมีความแข็งขันที่อยากจะให้แผนการของเขานั้นได้บรรลุผลขึ้นมา จะต้องเต็มไปด้วยความหวังและกำลังใจที่จะบากบั่นเอาชนะอุปสรรคนอกจากนั้น ผู้นำจะต้องรู้สึกสนุกในการดำเนินการไปตามแผนของเขา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะรวมเรียกว่า ความกระตือรือร้น ซึ่ง ออส์ด เวย์ ทีก ถือว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญมากอีกประการหนึ่งของผู้นำที่ดี ความกระตือรือล้นของผู้นำอย่างจริงจังต่อแผนการของเขานั้นมีความสำคัญ เพราะมันจะทำให้เขาได้ยึดมั่นกับแผนการนั้น และถ้าเขามีความกระตือรือร้น คนใกล้ชิดก็จะมีความกระตือรือร้นตามไปด้วย ซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยให้แผนการของเขาดำเนินการอย่างราบรื่น

4. ความเป็นมิตรและความรัก ผู้นำที่ดีควรจะทำให้ผู้ตามโดยเฉพาะคนใกล้ชิดมีความรู้สึกว่า นอนจากเขาจะเป็นผู้นำแล้ว เขายังเป็นเพื่อนที่มีความผูกพันกับผู้ตาม ให้ความรักใคร่สนินสนม ฮิตเลอร์อาจจะดูเป็นผู้โหดร้ายในสายตาของคนชนชาติอื่น ๆ แต่สำหรับคนเยอรมันจำนวนมาก ฮิตเลอร์ได้การนับถือและรักใคร่อย่างจริงใจ เมื่อมีโอกาสเขาจะทักทายปราศรัยกับคนทั่วไป รับช่อดอกไม้จากเด็ก ๆ จับแก้มเด็ก ๆ เวลากล่าวคำปราศรัยก็พยายามถ่ายทอดความรักของเขาที่มีต่อคนเยอรมันทั้งปวง โดยเฉพาะคนใกล้ชิดกับฮิตเลอร์แล้วฮิตเลอร์จะให้ความสนิทสนมรักใคร่แม้แต่คนปรุงอาหาร เวลาเจ็บป่วยก็ส่งดอกไม้ไปให้ บางครั้งก็ไปด้วยตนเอง

นึกถึงผู้นำบางคนเวลารับประทานอาหารกลางวัน อาหารเย็น ก็จะต้องถามว่าคนขับรถได้รับประทานอาหารแล้วหรือยัง เวลาไปในที่ไกล ๆ ก็ซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ ฝากคนใกล้ชิด ย่อมเป็นของแน่ที่ผู้นำคนนั้นจะต้องเป็นคนที่คนใกล้ชิดของเขาให้ความเคารพรักใคร่อย่างจริงจัง กิตติศัพย์ความประพฤติเหล่านี้จะถูกกล่าวขวัญไปในหมู่ของคนที่ไม่ใช่บริวาร และเมื่อคนอื่น ๆ ได้ฟังก็ย่อมจะต้องมองผู้นำไปทางดี การรู้จักกับครอบครัวของบริวารใกล้ชิด การคอยสอบถามถึงความเป็นอยู่ของครอบครัวของคนใกล้ชิด ก็เป็นเครื่องแสดงถึงความรักใคร่สนิทสนมที่ผู้นำให้ต่อคนใกล้ชิด ซึ่งก็จะเพิ่มความรักใคร่นับถืออย่างจริงจังที่บริวารมีต่อผู้นำมากขึ้น

5. ความน่าเชื่อถือ ผู้ตามจะต้องมีความรู้สึกไว้วางใจผู้นำของตน พวกเขาต้องการความเชื่อมั่นว่าผลประโยชน์ของพวกเขาจะปลอดภัยภายใต้การดำเนินการของผู้นำ นั่นคือพวกเขาจะต้องเชื่อว่าผู้นำจะต้องไม่ทรยศ หลอกลวงพวกเขา หักหลังพวกเขา และจะต้องเชื่อว่าผู้นำคงจะไม่เบื่อหน่ายทอดทิ้งหน้าที่ไปเสียก่อนที่งานจะสำเร็จ นอนจากนั้น บรรดาผู้ตามจะต้องรู้สึกว่าผู้นำของเขาไม่มีความประพฤติอันไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ กล่าวโดยย่อก็คือ ผู้ตามจะต้องรู้สึกว่าผู้นำนั้น ไว้ใจได้ และเป็นคนที่ สัญญาอะไรแล้วต้องทำให้สำเร็จ

ที่น่าสังเกตก็คือ ในเรื่องความประพฤติเสื่อมเสียนั้นเป็นเรื่องที่ขึ้นกับสังคม ผู้นำในบางประเทศอาจจะมีภรรยาน้อยได้หลายคนก็ไม่ถือว่ามีความประพฤติเสื่อมเสีย แต่ในบางสังคม เช่น สหรัฐอเมริกา การไม่มีชีวิตครอบครัวที่ราบรื่นต้องหย่าร้าง หรือมีเรื่องสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับคนอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาก็อาจจะถือได้ว่ามีความประพฤติเสื่อมเสีย แต่ในบางสังคมผู้นำมีภรรยาหลายคน ลูกน้องอาจจะภูมิใจในทำนองว่าลูกพี่ผมแน่ไหมล่ะมีตั้งหลายบ้าน

ผู้นำบางคน เช่น มหาตม คานธี ทำตัวเหมือนนักบุญ นุ่งห่ม อยู่กินอย่างง่าย ๆ ซึ่งก็เหมาะกับสังคมอินเดีย เพราะสังคมอินเดียสามารถตัดกิเลสที่มนุษย์ทั่วไปมีอยู่

6. ความกล้าตัดสินใจ ผู้นำย่อมจะต้องประสบปัญหาต่าง ๆ มากมาย และอาจจะเกี่ยวกับความเป็นตายของชาติ ความสงบสุขของสังคม ความก้าวหน้าหรือความล้าหลังทางเศรษฐกิจ และในแต่ละปัญหาเหล่านี้อาจจะมีทางออกหลายทาง ผู้นำจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอาทางใดทางหนึ่ง บางครั้งการตัดสินใจของผู้นำอาจจะมีเวลาได้ปรึกษาหารือกับผู้ชำนาญการในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ แต่บางครั้งอาจจะมีไม่มากนัก และเขาจะต้องตัดสินใจเลือกทางออกทางใดทางหนึ่งอย่างทันที

ความสำเร็จของผู้นำน่าจะดูได้จากผลงานของเขา เพราะเหตุนี้เองการกล้าตัดสินใจและการใช้วิจารณญานในการตัดสินใจที่ถูกต้องและทันเวลาจึงมีความสำคัญมาก แต่ที่แน่นอนก็คือผู้นำจะต้องเป็นคนกล้าตัดสินใจ มิฉะนั้นปัญหาต่าง ๆ ก็จะไม่มีวันได้รับการแก้ไข แบบการต่าง ๆ ไม่ได้รับการนำออกมาใช้ เพราะฉะนั้นผู้นำจึงต้องเป็นดังที่ประธานาธิบดี วูดโร วิลสัน ได้กล่าวว่า การตัดสินใจของข้าพเจ้าอาจจะถูก หรือมันอาจจะผิดก็ได้ อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าจะต้องกล้าเสี่ยงและติดสินใจทำบางสิ่งบางอย่างลงไป

การสินใจที่ดีนั้นจะมีขั้นตอนที่สำคัญ ๆ คือ ขั้นแรกก็คือการรู้ว่าปัญหาอะไรที่กำลังเผชิญอยู่ ขั้นที่ สองก็คือ การรวบรวมข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น ๆ ขั้นที่ สาม คือการนำเอาข้อเท็จจริงที่รวบรวมมาได้นั้นแยกไว้เป็นพวก ๆ ขั้นที่ สี่ คือการเริ่มตั้งสมมุติฐานว่าปัญหานั้นน่าจะแก้ด้วยวิธีใด ขั้นที่ ห้าคือ ลองคิดว่าถ้าเอาสมมุติฐานที่ตั้งไว้ในข้อที่สี่ไปทดลองปฏิบัติดูแล้วมันน่าจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ และขั้นสุดท้ายก็คือการนำเอาการตัดสินใจที่ตั้งไว้เป็นเพียงขั้นชั่วคราวในขั้นที่ห้าออกมาเป็นการตัดสินใจ ถ้ารู้สึกว่าการทดลองใช้การตัดสินใจนั้นดูได้ผลดี

หัวหน้าที่ดีไม่แต่เพียงจะกล้าตัดสินใจและกล้าตัดสินใจอย่างมีหลักเกณฑ์เท่านั้น แต่จะต้องกล้าที่จะรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา แสดงว่าตนเองมีความเชื่อมั่นต่อการตัดสินใจของตน และทำไปโดยไม่ได้หวาดกลัวปัญหาที่จะเกิดจากการตัดสินใจนั้นโดยประการใด ๆ ทั้งสิ้น เหมือนดั่งจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เคยพูดว่า ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

ผู้นำบางคนทำอะไรไปแล้วผิดพลาดก็พยายามแก้ตัวเพื่อรักษาหน้าเอาไว้ แต่ทางที่ดีแล้วการยอมรับความพลาดอย่างกล้าหาญดูจะเป็นการดีกว่า ผู้นำบางคนเห็นว่าการตัดสินใจอะไรลงไปแล้วจะต้องยึดมั่นกับการตัดสินใจอันนั้น ซึ่งความเป็นจริงไม่จำเป็น ถ้าดำเนินการตามการตัดสินใจเก่าแล้วไม่เกิดผลดีก็อาจจะเปลี่ยนวิธีใหม่ได้

7. สติปัญญาความรอบรู้ ผู้นำควรจะเป็นผู้ที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด รอบรู้ในเรื่องราวต่าง ๆ กว่าคนธรรมดาสามัญทั่วไป ผู้นำบางคนอาจจะมีการศึกษาน้อย แต่ก็อาจจะสร้างความรอบรู้จากการอ่าน ยกตัวอย่างเช่น เหม๋า เจ๋อ ตุง หรือ ฮิตเลอร์ ความเฉลียวฉลาดรอบรู้ หมายถึงความสามารถในการมองเห็นปัญหา มองเห็นสาเหตุและวิธีแก้ หมายถึงความสามารถที่จะเอาประสบการณ์ในอดีตมาเป็นเครื่องช่วยในการตัดสินใจในเหตุการณ์ปัจจุบัน ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกทาง

ออร์ดเวย์ ทีด เชื่อว่าสิ่งแวดล้อมในวัยเด็กมีส่วนสร้างสติปัญญาให้แก่บุคคลได้ เพราะถ้าสิ่งแวดล้อมทั่งในครอบครัวและสังคมรอบตัวของเด็กมีลักษณะที่ท้าทายความฉลาดหลักแหลม เป็นสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เขาต้องใช้สติปัญญาพลังความคิดอยู่เสมอ และเมื่อเด็กแสดงสติปัญญาหรือใช้พลังความคิดที่ดี ครอบครัวและสังคมจะต้องให้สิ่งตอบแทนที่เด็กชอบ อาจจะเป็นคำยกย่องชมเชยหรือรางวัลที่เป็นวัตถุก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเด็กก็จะสามารถใช้สติปัญญาได้อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งได้หมั่นฝึกใช้มันอยู่เสมอด้วย ซึ่งถ้าเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือเด็กไม่ค่อยได้มีโอกาสใช้ความคิดของตนเอง หรือเมื่อใช้ความคิดหรือสติปัญญาอย่างเฉลียวฉลาดสมควรที่จะได้รับการยกย่องชมเชยแล้ว ก็ยังไม่มีใครยกย่องชมเชย เป็นอย่างนี้แล้วเด็กก็จะไม่มีโอกาสพัฒนาพลังสติปัญญาความเฉลียวฉลาดรอบรู้ได้เท่าที่ควร เชาว์ปัญญา ความรอบรู้เป็นสิ่งสำคัญ ผุ้นำที่มีเชาว์ปัญญา ความรอบรู้จะได้เปรียบหลาย ๆ ด้าน เขาจะเป็นคนที่คล่องและเก่งรอบตัว สามารถตัดสินปัญหาได้อย่างแยบคาย ผู้ที่เป็นผู้นำจะต้องเป็นผู้ที่มองปัญหาได้ดี และจะต้องแสดงความสามารถของเขาด้วยความมั่นใจของตนเอง ไม่แสดงความลังเลใจให้ผู้ที่เป็นลูกน้องได้เห็น เพราะจะทำให้ขาดความเชื่อถือและไว้วางใจ

แน่นอนที่บางคนแม้ว่าจะไม่มีสติปัญญาสูงก็สามารถแสวงหาอำนาจและถีบตัวเองขึ้นเป็นผู้นำได้ เนื่องจากเขาเป็นคนที่มีความปรารถนาที่แก่กล้าอยากจะเป็นผู้นำให้ได้ หรือเป็นคนที่มีความประพฤติเรียบร้อย ไม่มีประวัติด่างพร้อย และเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย มีทีท่าเป็นมิตรกับคนทั่วไป ใจคอกว้างขวาง แต่อย่างไรก็ตาม บุคคลที่มีโอกาสเป็นผู้นำได้เนื่องจากคุณสมบัติด้านต่าง ๆ ก็ไม่ควรที่จะเป็นผู้นำ ถ้าสติปัญญา ความรอบรู้ และเชาว์ไหวพริบไม่ดีพอ

คุณสมบัติที่น่าจะไปด้วยกันกับสติปัญญาความรอบรู้ก็คือ การมีจินตนาการ และการมีอารมย์ขัน จินตนาการคือ ความสามรถที่สร้างแผนหรือแนวทางปฏิบัติขึ้นล่างหน้า ซึ่งจินตนาการเหล่านี้หมายเฉพาะจินตนาการที่จะนำมาปฏิบัติได้ การสร้างจินตนาการซึ่งจะมามีผลในทางปฏิบัตินั้นไม่ใช่ของง่าย จะเป็นความพยายามใช้เหตุผลหลาย ๆ ประการรวมทั้งข้อมูลต่าง ๆ มาประติดประต่อกันเข้า

ปัญหาของเรื่องจินตนาการนั้น ต้องไม่ใช่ว่ามีแต่จินตนาการที่เป็นการสร้างวิมานในอากาศแต่ไม่เคยนำออกมาใช้ หรือถ้าอยากนำออกมาปฏิบัติก็ทำไม่ได้เพราะเป็นการเพ้อฝันมากเกินไป เพราะจินตนาการแบบนั้นไม่มีประโยชน์อันใด ส่วนในด้านอารมย์ขันนั้น เป็นประดุจน้ำมันหล่อลื่นในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น เพราะจะช่วยไม่ให้เกิดความตึงเตรียดจนเกินไปในบางครั้ง ผู้ที่เป็นผู้นำบางครั้งอาจจะรู้สึกทะนงตนทำตัวเหนือคนอื่น (เพราะคนอื่นยอมรับอยู่แล้ว) เมื่อจะทำอะไรก็อาจจะมีความตั้งใจมากเกินไป หรืออยากจะให้งานเสร็จโดยรีบด่วนจนกลายเป็นคนที่เอาแต่ใจ ซึ่งในกรณีอย่างนั้นการมีอารมย์ขันอาจจะช่วยได้ เพราะจะทำให้บริวารมองเห็นว่าบางส่วนผู้นำก็ยังให้ความเป็นเพื่อนแก่พวกเขาอยู่ ยิ่งกว่านั้น การทำให้คนที่เป็นกลุ่ม ๆ หัวเราะได้ในเวลาเดียวกัน จะทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีอะไรร่วมกัน เป็นพวกเดียวกันได้

8. ครูที่ดี ผู้นำที่ดีจะต้องเป็นครูที่ดี เพราะในฐานะของผู้นำนั้นจะต้องสามารถชี้แนวทางที่ควรจะดำเนินเหตุผลหรือความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขด้วยวิธีการบางอย่าง บางครั้งบริวารอาจะไม่มีความคิดอย่างที่ผู้นำคิดมาก่อน ผู้นำจะต้องสามารถถ่ายทอดความคิด ชักจูงให้ให้บริวารคล้อยตามเขาให้ได้ เพราะมิฉะนั้นแล้วการทำงานก็มีอาจจะสำเร็จลุล่วงไปได้ เพราะลูกน้องไม่เข้าใจหรือลูกน้องอาจจะทำตาม แต่ถ้าเขาไม่เข้าใจเหตุผลอย่างแน่ชัดว่าทำไมถึงต้องทำอย่างนั้นเขาอาจจะลังเลได้ เช่น อาจจะคิดว่าการทำตามผู้นำสั่งในกรณีอย่างนี้อาจไม่ถูกศีลธรรม ไม่สมเหตุสมผล หรืออาจจะนำไปสู่ความหายนะเสียมากกว่า เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำจะต้องมีความสามารถอธิบายวิธีการ จุดมุ่งหมาย และเหตุผลในการดำเนินการให้ลูกน้องเข้าใจให้ได้ รวมทั่งการรู้จักที่จะมอบหมายงานให้ผู้อื่นทำด้วย

9. ศรัทธาและความเชื่อมั่น ในการทำงานบริหารประเทศนั้น บางครั้งกลุ่มที่ทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองอาจจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเฉื่อยชา ผู้นำจะต้องสามารถกระตุ้นให้พวกบริวารเกิดความกระฉับกระเฉง มีความกระตือรือร้นอยู่เป็นระยะ ๆ เขาจะต้องคอยทำให้ผู้ทีเขากำลังนำอยู่เกิดความรู้สึกว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเหมาะสำหรับการลงทุนลงแรงทำไป ข้อสำคัญก็คือจะต้องไม่ให้ผู้ตามสงสัยว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่มันจะสำเร็จได้แน่หรือ หรือว่าสำเร็จแล้วมันจะคุ้มค่าหรือเปล่า เมื่อผู้ตามเกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมา ผู้เป็นผู้นำจะต้องสร้างความศรัทธาและความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ตามของเขาให้มากขึ้น

ยกตัวอย่างก็ดังเช่น ผู้เป็นประธานของการประชุม จะต้องทำให้ผู้เข้าร่วมการประชุมเชื่อว่าผลการประชุมในครั้งนี้จะมีคุณค่าอย่างมหาศาล ผู้เข้าร่วมประชุมจึงจะแสดงความคิดเห็นกันได้อย่างเต็มสติกำลัง ผู้นำขององค์การกรรมกรก็จะต้องแสดงความสามารถทำให้สมาชิกขององค์กรเกิดความเชื่อมั่นว่า องค์การสามารถเจรจาต่อรองกับนายจ้างได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการจะไปทำคนเดียว แม่ทัพก็จะต้องสร้างศรัทธาให้แก่คนในกองทัพว่าการไปรบครั้งนี้จะชนะแน่ และเมื่อชนะแล้วผลตอบแทนของชัยชนะนั้นจะมีอย่างมหาศาล

การที่จะสร้างศรัทธาดังกล่าวให้แก่ผู้ตามได้นั้น ผู้นำที่ดีเองก็ควรจะมีความศรัทธาเชื่อมั่นด้วย เขาจะต้องมีความเชื่อมั่นในความสามารถและความพยายามของมนุษย์ เขาจะต้องเชื่อว่าโลกนี้เป็นที่ที่มีทั้งดีและเลว มนุษย์จะไปถึงที่ที่ดีได้ให้ใช้ความพยายาม

ความสามารถของมนุษย์ที่จะทำงานอย่างอุทิศตนให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นมีมากมายมหาศาล ถ้าผู้นำมีความสามารถที่จะทำให้มนุษย์เหล่านี้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธา และยอมใช้พลังงานที่พวกเขามีอยู่ ซึ่งก็หมายความว่า ผู้นำจะต้องสามารถทำให้ผู้ตามเกิดความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่พวกเขาจะทำนั้นย่อมจะเป็นผลประโยชน์อย่างยิ่งต่อตัวพวกเขาเองด้วย

ในด้านตัวผู้นำเองนั้น เขาจะมีศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อสิ่งที่เขาทำมากขึ้น ถ้าเขาเชื่อว่าตัวของเขาเองนั้นเป็นผู้ที่โชคชะตาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรก็แล้วแต่จะเชื่อให้มาเกิด เพื่อที่จะทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เขาเกิดพลังงานในการทำงานได้อย่างมหาศาลมากกว่าคนธรรมดาสามัญ

ศรัทธาความเชื่อมั่นหลังกายและพลังใจที่ผู้นำมี บางครั้งอาจจะเกิดความต้องการเอาชนะอุปสรรคหรือความต้องการเอาชนะคนอื่น ๆ ต้องการเอาชนะศัตรูซึ่งใคร ๆ เชื่อว่าเอาชนะไม่ได้ เป็นศรัทธาและความเชื่อมั่นที่เกิดจากการไม่ยอมแพ้ และยอมเสียสละทุกอย่างที่ตนมีเพื่อเอาชนะสิ่งนั้น ๆ ให้ได้

และในท้ายที่สุดผู้นำที่ดีจะต้องไม่ท้อถอย เมื่อดูว่าเขากำลังจะสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง เขาจะต้องยืนหยัดต่อสู้อย่างทรหด เมื่อดูเหมือนว่าผู้ที่เคยเป็นบริวารจะทอดทิ้งหรือทรยศต่อเขาไปแทบหมดแล้ว สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะชีวิตมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแม้แต่ชีวิตของผู้นำเองก็ตามที เพราะฉะนั้นเมื่อถึงคราวเขาตกต่ำ โชคชะตาชีวิตไม่เข้าข้าง ผู้คนละทิ้งเขาไปเกือบหมด เขาจะต้องยืนหยัดในความศรัทธาต่อแผนการของเขาอย่างกล้าหาญ ปล่อยให้เวลาได้ค่อย ๆ พิสูจน์ความถูกต้องในตัวเขา ซึ่งหมายความว่าเขาจะต้องมีความอดทนรู้จักที่จะต้องรอเวลาหรือโอกาสที่เหมาะสม การที่จะมีศรัทธาความเชื่อมั่นอย่างนี้จะทำให้เขาไม่ท้อแท้และสิ้นหวัง ซึ่งแม้ชีวิตจะตกต่ำก็ตาม

 

แหล่งที่มา : http://www.taharn.net/y/

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 275022
 เขียน:  
 ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

ไพฑูรย์ มหาทรัพย์
IP: xxx.27.74.35
เขียนเมื่อ Fri Jul 17 2009 08:36:10 GMT+0700 (ICT)

เนื้อหาดีครับ แต่ยาวไปหน่อยครับ

นาง รัฐกานต์ สุขศิริ(แจ่มแจ้ง)
เขียนเมื่อ Wed Jul 29 2009 13:51:36 GMT+0700 (ICT)

ได้รับความรู้มากดีค่ะ

นงลักษณ์ ภิญโญ
เขียนเมื่อ Thu Sep 24 2009 10:14:29 GMT+0700 (ICT)

ถ้าได้ผู้นำที่มีคุณสมบัติตามบทความก็ดีค่ะ

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า