สมาชิก
แลกเปลี่ยน
 

แบบทดสอบชุดวิชาการอ่านจับใจความเชิงคิดวิเคราะห์

แบบทดสอบ

แบบทดสอบชุดวิชาการอ่านจับใจความเชิงคิดวิเคราะห์     

กลุ่มโรงเรียนพบพระ - วาเล่ย์ - รวมไทย

ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น  ( ช่วงชั้นที่  3 )         กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

สอบวันพฤหัสบดี  ที่  18  กันยายน  พ.ศ.2551          เวลา  09.00  - 10.00 น.

ชื่อ................................................................................................................................

โรงเรียน.......................................................................................................................

 

 


คำชี้แจง

1.  ข้อสอบเป็นแบบปรนัย  4  ตัวเลือก   จำนวน    50  ข้อ  (  5 หน้า )  คะแนน  100  คะแนน

2.  ให้นักเรียนอ่านเนื้อหาที่กำหนดให้  แล้วตอบคำถามจากเนื้อเรื่อง

        2.  ก่อนตอบคำถามให้เขียนชื่อ - นามสกุล  และชื่อโรงเรียน   ในข้อสอบด้วยปากกาสีน้ำเงินเท่านั้น 

        3.  ให้เขียนชื่อ - นามสกุล  และชื่อโรงเรียน  ในข้อสอบด้วยปากกาสีน้ำเงินเท่านั้น

        4.  ในการตอบให้ใช้ปากกาน้ำเงินเท่านั้น   โดยเขียนเครื่องหมาย   O   ลงใน  5  ข้อที่เห็นว่าถูกต้องที่สุด  เพียงข้อเดียว  ถ้าต้องการเปลี่ยนตัวเลือกใหม่  ให้เขียนเครื่องหมาย  x แล้วจึงเลือกคำตอบใหม่

5.  ห้ามนำข้อสอบและกระดาษคำตอบออกจากห้องสอบ

        6.  ไม่อนุญาตให้สอบออกจากห้องสอบ  ก่อนเวลาสอบผ่านไป  15  นาที

 

                       

อาจารย์ผู้ออกข้อสอบ อาจารย์สิรวิชญ์        ขัดเชิง  หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย   

โรงเรียนพบพระวิทยาคม   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก  เขต  2

                               

  

ในลักษณ์นั้นว่าน่าประหลาด              เป็นเชื้อชาตินักรบกลั่นกล้า
เหตุไฉนย่อท้อรอรา                                             ฤาจะกล้าแต่เพียงวาที
เห็นแก้วแวววับที่จับจิต                                       ไยไม่คิดอาจเอื้อมให้ถึงที่
เมื่อไม่เอื้อมจะได้อย่างไรมี                                 อันมณีฤาจะโลดไปถึงมือ
อันของสูงแม้ปองต้องจิต                                     ถ้าไม่คิดปีนป่ายจะได้ฤา
มิใช่ของตลาดที่อาจซื้อ                                        ฤาแย่งยื้อถือได้โดยไม่ยอม
ไม่คิดสอยมัวคอยดอกไม้ร่วง                              คงชวดดวงบุปผาชาติสะอาดหอม
ดูแต่ภุมรินเที่ยวบินดอม                                      จึ่งได้ออมอบกลิ่นสุมาลี

 

                                ถิ่นไทยในป่ากว้าง                                ห่างไกล
แสงวัฒนธรรมใด                                                  ส่องบ้าง
เห็นเทียนอยู่ร่ำไร                                                 เล่มหนึ่ง
ครูนั่นแหละอาจสร้าง                                          เสกให้ชัชวาล

                                               

                                พ่อแม่ก็แก่ลง                                        นับวันคงถอยเรี่ยวแรง
ดุจดังอาทิตย์แสง                                                  สีส้มอ่อนเมื่อตอนเย็น
ดวงตาท่านฝ้าฟาง                                                 มองเลือนรางเมื่อยามเห็น
ความจำแสนลำเค็ญ                                              หลงลืมเป็นทุกเรื่องไป
หยิบยกของตกหล่น                                             งกเงิ่นจนลื่นไถล
คนแก่แต่ไหนไร                                                   ยากที่ใครจะเหลียวแล
บุญดีก็มีลูก                                                            ใส่ยาหยูกผูกพันแผล
ให้นอนพรมห่มผ้าแพร                                        เฝ้าดูแลและห่วงใย
ของอ่อนป้อนพ่อแม่                                             เพราะท่านแก่เคี้ยวไม่ไหว
บางคนจนน้ำใจ                                                   ปล่อยให้ท่านน้ำตาริน
เลี้ยงหล่อพ่อแม่ไว้                                                บุญนั้นไซร้เหมือนทรัพย์สิน
ทำให้ได้ใช้กิน                                                       ไม่หมดสิ้นไปก่อนกาล
ความแก่ไม่ไปไหน                                              อีกไม่ไกลก็คืบคลาน
แม้เราและลูกหลาน                                             ก็ต้องแก่ไม่แพ้กัน
ทำดีกับท่านเถิด                                                    บุญบังเกิดมากมหันต์
อย่ามัวแต่ผัดวัน                                                   เมื้อไรกันจะเกื้อกูล
หมดลมก็หมดแล้ว                                                สองดวงแก้วก็สิ้นสูญ
ร้องหาด้วยอาดูร                                                   พ่อแม่จ๋าอย่าเพิ่งตาย
ยื้อยุดฉุดกระชาก                                                                 พูดแต่ปากมันก็สาย
ทำดีอย่าเสียดาย                                                    เพราะวันตายท่านหลับตา

 

                                         
                                         
                                         พฤกษภกาสร                            อีกกุญชรอันปลดปลง
                    โททนต์เสน่งคง                                             สำคัญหมายในกายมี
                    นรชาติวางวาย                                               มลายสิ้นทั้งอินทรีย์

    สถิตทั่วแต่ชั่วดี                                          ประดับไว้ในโลกา

 

เรียงความเรื่อง โลกร้อน เราร้อน

ทุจริตสาม ได้นาม ว่าความชั่ว             ถ้าใครมั่ว หลงทำ ช้ำทุกหน
จะยืนเดิน นั่งนอน ร้อนกมล                               ต่างแต่ผล เร็วหรือช้า มาแน่นอน

มนุษย์ เป็นเสมือนเปลวไฟร้อนแรงที่ลุกโชติช่วง เป็นไฟที่เผาผลาญทุกสิ่งจนเหลืองเพียงเศษซากที่ไร้ประโยชน์ ลุกลามจนไม่อาจควบคุมได้ เผาผลาญโลกที่เหยียบยืนอย่างไม่คิดสำนึกบุญคุณ ใช้โลกผู้ให้กำเนิดเป็นเชื้อเพลิงเพื่อเติมเต็มความต้องการอย่างไม่รู้จักเพียงพอ เผาผลาญแม้แต่มนุษย์ด้วยกันเองเพื่อสิ่งที่ตนปรารถนา แต่มนุษย์ คงจะลืมไปว่าเท้าของตนนั้นสัมผัสอยู่กับพื้นโลก หากโลกเริ่มร้อนด้วยเปลวไฟ อีกไม่นานไฟนั้นคงเผาผลาญทุกสิ่งไม่เว้นแม้แต่ ตัวของมนุษย์เอง

โลกใบนี้สร้างสรรค์สิ่งสวยงามมากมาย แม่แห่งแผ่นดินก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตและคุ้มครองลูกๆของตนไม่ห่างแม้นาทีเพื่อให้ลูกๆนั้นเติบใหญ่ขึ้นอย่างมั่นคง ต้นไม้ผู้พิทักษ์ที่ปกป้องผืนแผ่นดินด้วยร่มเงาที่ทอดยาวเคียงข้างแสงอาทิตย์สีทอง อีกทั้งยังหยิบยื่นลมหายใจให้กับสิ่งมีชีวิตอื่นอย่างเมตตา ดอกไม้หลากสีเบ่งบานราวกับกำลังโอ้อวดความงามของตน สายลมนักเดินทางที่พกพาความชื่นเย็นไปมอบให้กับผู้ที่พบเจอโดยไม่คิดแบ่งแยก สายน้ำผู้อารีย์คอยโอบอุ้มชีวิตที่เปราะบางไว้ด้วยความฉ่ำเย็น โลกกำลังบรรเลงบทเพลงของชีวิตที่แสนไพเราะอย่างไม่มีวันสิ้นสุด แต่บทเพลงจะสมบูรณ์ได้อย่างไรถ้าขาดผู้ฟัง โลกจึงสร้างผู้ที่จะมารับฟังท่วงทำนองเพลงที่น่าภูมิใจนี้ ชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นมานั้นเป็นชีวิตที่ลุกโชติช่วงดั่งเปลวไฟ ร้อนแรง หยิ่งทะนง เฉลียวฉลาด กระตือรือร้น และทะเยอทะยาน สิ่งมีชีวิตนี้ไม่มีคำว่าเพียงพอในหัวใจ สิ่งมีชีวิตที่โลกตั้งชื่อว่า มนุษย์

นับตั้งแต่วินาทีแรกที่มนุษย์กำเนิดขึ้นมา มนุษย์กอบโกยทุกสิ่งทุกอย่างไว้เป็นของตน มนุษย์ไม่ยินดีในบทเพลงของโลก มองไม่เห็นความงามที่โลกสรรค์สร้าง อวดอ้างว่าตนเหนือกว่าผู้ใด ใช้เปลวไฟที่ตนมีทำลายบทเพลงที่โลกเขียนขึ้นโดยไม่แยแส สิ่งที่โลกหยิบยื่นให้ไม่เพียงพออีกต่อไป มนุษย์ต้องการมากกว่าที่มีอยู่ มนุษย์เรียนรู้ได้ว่าโลกมีเชื้อเพลิงมากมายให้เผาผลาญแล้วนำไปสร้างสิ่งที่น่าพอใจยิ่งกว่า ไฟที่ก่อตัวขึ้นเริ่มขยายวงกว้างลุกลามอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้ เชื่อเพลิงไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว หากแต่ความต้องการนั้นไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อมีไม่พอก็ต้องแย่งชิง มนุษย์พัฒนาตนเองให้ยิ่งใหญ่เพื่อที่จะแย่งชิงเชื้อเพลิงจากผู้ที่อ่อนแอกว่า เริ่มใช้เปลวไฟที่มีแผดเผามนุษย์ด้วยกันเอง

บทเพลงที่โลกสร้างขึ้นถูกทำลายไปทุกวัน ความร้อนทำให้โลกทรมาน แต่มนุษย์ไม่เคยสนใจไม่แม้แต่จะเหลียวแล มนุษย์ลืมไปว่าโลกสามารถให้กำเนิดได้ก็ย่อมทำลายได้เช่นกัน โลกไม่พอใจการกระทำของมนุษย์จึงเริ่มที่จะตอบโต้ แผ่นดินผู้ให้กำเนิดเริ่มมอบความตายให้มนุษย์ ต้นไม้ไม่เพียงพอที่จะปกป้องมนุษย์จากแสงแดดได้อีกแล้ว ดอกไม้ไม่ผลิบาน สายลมเริ่มบ้าคลั่งและนำพาความตายมาสู่ผู้คนที่พบเจอ สายน้ำพัดพาความเดือดร้อนมาให้มนุษย์ และเปลวเพลิงที่มนุษย์สร้างขึ้นเองก็เริ่มย้อนกลับมาเผาผลาญชีวิตมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าโลกร้อนมนุษย์เองก็ต้องทรมานด้วยความร้อนเหมือนกัน
ถึงเวลาแล้วที่มนุษย์จะสำนึกตัวว่าตนนั้นไม่ได้เหนือกว่าผู้ใด เปลวไฟที่ตนมีนั้นอันตรายเกินกว่าจะนำมาใช้ บทเรียนที่โลกให้คงเพียงพอที่จะทำให้มนุษย์ทั้งหลายลืมตาดูเศษซากที่ตนได้ทำลายไป และสำนึกผิดในสิ่งที่ตนกระทำ ละทิ้งอำนาจของเปลวเพลิง ดับไฟที่ร้อนแรงเพื่อบรรเทาความทรมานของโลก ให้โลกได้พักฟื้นและมีแรงที่จะเริ่มต้นเขียนบทเพลงอันแสนไพเราะขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อถึงตอนนั้นเปลวไฟที่แผดเผามนุษย์ก็คงจะมอดดับไปด้วยเช่นกัน....

1.  จากบทข้างต้นไม่ปรากฏคำประพันธ์ชนิดใด

        ก.  กลอนสุภาพ             ข.  กาพย์ยานี  11

        ค.  โคลงสี่สุภาพ            ง.  อินทรวิเชียรฉันท์  11

2.  คำว่า แก้ว   ในบทประพันธ์ที่  1  หมายถึงอะไร

        ก.  ผู้หญิง                       ข.  แก้วมณี

        ค.  สิ่งของที่มีค่า            ง.  ดอกไม้

3.  เหตุไฉนย่อท้อรอรา  ฤาจะกล้าแต่เพียงวาที

        คำว่า วาที   หมายถึงอะไร

        ก.  คำพูด                        ข.  การกระทำ

        ค.  ท่าทาง                      ง.  หน้าตา

4.  จากข้อที่  3  แสดงเจตนาใดของผู้กล่าว

        ก.  สงสัย                         ข.  ต้องการคำตอบ

        ค.  เชิญชวน                   ง.  ท้าทาย

5.  เห็นแก้วแวววับที่จับจิต  ไยไม่คิดอาจเอื้อมให้ถึงที่
เมื่อไม่เอื้อมจะได้อย่างไรมี     อันมณีฤาจะโลดไปถึงมือ

        จากบทประพันธ์นี้ใช้โวหารชนิดใด

        ก.  อุปลักษณ์                 ข.  สัญลักษณ์

        ค.  อธิพจน์                     ง.  สัทพจน์

6.  ไม่คิดสอยมัวคอยดอกไม้ร่วง   แสดงถึงคนลักษณะใด

        ก.  คนเพ้อฝัน                ข.  คนสิ้นหวัง

        ค.  คนจับจด                  ง.  คนเกียจคร้าน

7.  ดูแต่ภุมรินเที่ยวบินดอม   จึ่งได้ออมอบกลิ่นสุมาลี

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
· คำสำคัญ: จังหวัดตาก ความทรงจำที่ดีๆ โรงเรียนพบพระวิทยาคม อาจารย์สิรวิชญ์ พรมตา แบบทดสอบการคิดวิเคราะห์ 
· หมายเลขบันทึก: 272741
· สร้าง:    · อ่าน: แสดง · ดอกไม้:
1
 · ความเห็น:
3
 
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
แจ้งลบ
แจ้งลบ
ยูมิ
เขียนเมื่อ Thu Jul 02 2009 12:04:34 GMT+0700 (ICT)

มาชม

ทักทาย

แบบสบาย ๆ นะครับ

ครูใหม่มัธยม
IP: xxx.84.72.80
เขียนเมื่อ Tue Dec 01 2009 22:18:43 GMT+0700 (ICT)

เป็นครูมัธยมคนใหม่ค่ะ

ได้รับหน้าที่ให้สอนชั้น ม. 2 และ ม. 5

วิชาภาษาไทย

อยากรบกวนขอแผนการสอน ม. 2 หรือ ม. 5 มีบ้างไหมคะ ( ชั้นใดก็ได้ค่ะ) ถ้าเป็นหลักสูตรใหม่ จะขอบคุณมากค่ะ

รบกวนส่งมาให้ทาง e- mail ..>>> opdcard-n@hotmail.com

ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ

526
IP: xxx.183.179.138
เขียนเมื่อ Wed Jun 19 2013 12:44:22 GMT+0700 (ICT)

26

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็น