สมาชิก
แลกเปลี่ยน

ทฤษฎีการเรียน การสอน

 รวบรวม : ชิษณุพงศ์ โคตรบัณฑิต 

1. ทฤษฎีกลุ่มพฤติกรรมนิยม  (Behaviorisms)

                 การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า และการตอบสนอง กลุ่มนี้ให้ความสนใจกับ  พฤติกรรม อย่างมาก

ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดท์  (Thorndike’s Classical Connectionism)

                 1)  การลองผิดลองถูก (Trial and error) บุคคลจะมีการลองผิดลองถูก และปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบรูปแบบการตอบสนองที่สามารถให้ผลที่พึงพอใจมากที่สุด

                          -  การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแบบลองผิดลองถูก จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในวิธีการแก้ปัญหา จดจำการเรียนรู้ได้ดี และเกิดความภาคภูมิใจในการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง

                         2)  กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีถ้าผู้เรียนมีความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ

                                       -  การสำรวจความพร้อมหรือการสร้างความพร้อมของผู้เรียนก่อนที่จะสอนบทเรียน  เช่น  การสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้อยากเรียน  การเชื่อมโยงความรู้เดิมมาสู่ความรู้ใหม่  การสำรวจความรู้พื้นฐาน ฯลฯ  เพื่อดูว่าผู้เรียนมีความพร้อมที่จะเรียนบทเรียนต่อไปหรือไม่

                          3)  กฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise)   การฝึกหัดหรือกระทำบ่อยๆ   ด้วยความเข้าใจจะทำให้การเรียนรู้อยู่คงทนถาวร ถ้าไม่ได้กระทำซ้ำบ่อยๆ การเรียนรู้นั้นจะไม่คงทนถาวร และในที่สุดอาจลืมได้

                                       -  ถ้าต้องการให้ผู้เรียนมีทักษะในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว  ครูจะต้องช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเรื่องนั้นอย่างแท้จริง  แล้วให้ฝึกฝนโดยกระทำสิ่งนั้นบ่อยๆ  แต่อย่าให้ซ้ำซาก  เพราะจะทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย

                          4)  กฎแห่งการใช้ (Law of Use and Disuse) การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง ความมั่นคงของการเรียนรู้จะเกิดขึ้นหากได้มีการนำไปใช้บ่อยๆ 

หากไม่มีการนำไปใช้อาจมีการลืมเกิดขึ้นได้

-  เมื่อผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แล้ว  ควรให้ฝึกนำการเรียนรู้นั้นไปใช้บ่อยๆ

                                  5)  กฎแห่งผลที่พึงพอใจ (Law of Effect) เมื่อบุคคลได้รับผลที่พึงพอใจก็จะทำให้อยากที่จะเรียนรู้ต่อไป แต่ถ้าได้รับผลที่ไม่พึงพอใจ ก็จะไม่อยากเรียนรู้ ดังนั้นการได้รับผลที่พึงพอใจ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้

                                               -  การให้ผู้เรียนได้รับผลที่ตนถึงพอใจ  จะช่วยให้การเรียนการสอนประสบผลสำเร็จ

การศึกษาว่าสิ่งใดเป็นสิ่งเร้าหรือรางวัลที่ผู้เรียนพึงพอใจ  จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้

ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบอัตโนมัติ  (Classical Conditioning) ของพาฟลอฟ (Pavlov)

          ผงเนื้อบด                         สิ่งเร้าตามธรรมชาติ     (Unconditioned Stimulus)

               กระดิ่ง                                           สิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข      (Conditioned Stimulus)

 

           สุนัข...............................ผงเนื้อบด  +  เสี่ยงกระดิ่ง      --------------------  น้ำลายไหล

                สุนัข   ---------------------  เสี่ยงกระดิ่ง ----------------------------------------- น้ำลายไหล

สรุป        การเรียนรู้ของสุนัขเกิดจากการตอบสนองต่อสิงเร้าที่วางเงื่อนไข

               1)  พฤติกรรมการตอบสนองของมนุษย์เกิดจากการวางเงื่อนไขที่ตอบสนองต่อความต้องการทางธรรมชาติ (สุนัขน้ำลายไหลเมื่อได้รับผงเนื้อ) 

                     -   การนำความต้องการทางธรรมชาติของผู้เรียนมาใช้เป็นสิ่งเร้า  สามารถช่วยผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี  เช่น  เด็กชอบเล่นตุ๊กตาสัตว์  ครูควรสอนให้เด็กอ่านและเขียนชื่อสัตว์ต่างๆ  โดยให้ตุ๊กตาเป็นรางวัล

               2)  พฤติกรรมการตอบสนองของมนุษย์ สามารถเกิดขึ้นได้จากสิ่งเร้าที่เชื่อมโยงกับสิ่งเร้าตามธรรมชาติ   (สุนัขน้ำลายไหลเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง)

                      -    การสอนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในเรื่องใด  อาจใช้วิธีเสนอสิ่งที่สอนไปพร้อมๆ กับสิ่งเร้าที่ผู้เรียนชอบตามธรรมชาติ  เช่น  เด็กชอบฟังนิทาน  ครูก็จะให้เด็กเขียนคำศัพท์ที่ใช้ในนิทานนั้นไปพร้อมๆ กับการเล่านิทาน

 

ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบโอเปอร์แรนต์  (Operant Conditioning) ของสกินเนอร์  (Skinner)

มีการเสริมแรงเข้าไปช่วย

                1)  การกระทำใดๆ ถ้าไดรับการเสริมแรง จะมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอีก ส่วนการกระทำที่ไม่มีการเสริมแรง แนวโน้มที่ความถี่ของการกระทำนั้นจะลดลง และหายไปในที่สุด (หนูวิ่งชนคาน จะมีอาหารตกมาให้กิน)

                      -   ในการสอน  การให้การเสริมแรงหลังการตอบสนองที่เหมาะสมขอผู้เรียน  จะช่วยเพิ่มอัตราการตอบสนองที่เหมาะสมนั้น

           2)  การเสริมแรงที่แปรเปลี่ยน จะทำให้การตอบสนองคนทนกว่าการเสริมแรงที่ตายตัว (หนู 2 ตัว

ตัวที่ 1 กดคานจะได้อาหารทุกครั้ง  ตัวที่ 2  เมื่อกดคาน  บางทีก็ได้อาหาร  บางที่ก็ไม่ได้อาหาร  เมื่อหยุดให้อาหาร  ตัวที่ 1  จะเลิกกดคานทันที  ส่วนตัวที่ 2  จะยังกดต่อไปอีกนานกว่าตัวแรก )

                       -   การเว้นระยะการเสริมแรงอย่างไม่เป็นระบบ  หรือเปลี่ยนรูปแบบการเสริมแรง  จะช่วยให้การสนองของผู้เรียนคงทนถาวร  เช่น  ครูชมนักเรียนว่า  ดีทุกครั้งที่นักเรียนตอบถูกอย่างสม่ำเสมอ นักเรียนจะเห็นความสำคัญของการเสริมแรงน้อยลง ดังนั้นครูจึงควรมีการเปลี่ยนวิธีการเสริมแรงเป็นแบบอื่นบ้าง เช่น ยิ้ม พยักหน้า หรือบางครั้งอาจไม่มีการเสริมแรง

                  3)  การลงโทษทำให้เรียนรู้ได้เร็วแต่ก็ลืมเร็ว (จับหนูที่หิวจัดใส่กรงแล้วช็อตด้วยไฟฟ้า หนูจะวิ่งพล่านจนออกมาได้ แต่เมื่อจับหนูตัวเดิมใส่กรงใหม่ หนูก็จะวิ่งพล่านอีก และจำทางออกไม่ได้)

                      -   การลงโทษที่รุนแรงเกินไป  มีผลเสียมาก  ผู้เรียนอาจไม่ได้การเรียนรู้  หรือว่าสิ่งที่เรียนไม่ได้เลย  ควรใช้วิธีการงดการเสริมแรงเมื่อนักเรียนมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์

                 4)  การเสริมแรงหรือการให้รางวัลเมื่ออินทรีย์กระทำพฤติกรรมที่ต้องการ สามารถช่วยปรับหรือปลูกฝังนิสัยที่ต้องการได้ (การทดลองที่ให้กำหนดหนูแสดงพฤติกรรมตามที่ต้องการก่อนจึงให้แรงเสริม การฝึกหนูเล่นบาสเกตบอล)

                      -   ถ้าต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือปลูกฝังนิสัยให้แก่ผู้เรียน  ครูควรแยกแยะขั้นตอนของปฏิกิริยาตอบสนองออกเป็นลำดับขั้น  โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับความสามารถของนักเรียน  และเมื่อนักเรียนแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์  ก็ให้การเสริมแรงที่เหมาะสมทันที  เช่น  คะแนน  คำชมเชย  การให้โอการแสดงตัว ฯ ล ฯ

2.   ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธนิยม  ( Cogntitvism )    

                  การเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องของพฤติกรรมที่เกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเร้าเท่านั้น  แต่การเรียนรู้เป็นกระบวนทางสติปัญญาของมนุษย์ในการที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ตนเอง

ทฤษฎีเกสตัลท์  ( Gastalt Theory )

                 แนวคิดหลักของทฤษฎีนี้คือ   “The whole is more than sum of the parts”

           1)  การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางความคิดซึ่งเป็นกระบวนการภายในของตัวมนุษย์

                       -   กระบวนการคิดเป็นกระบวนการสำคัญในการเรียนรู้  การส่งเสริมกระบวนการคิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยผู้เรียนเกิดการเรียนรู้

                 2)  บุคคลจะเรียนรู้จากสิ่งเร้าที่เป็นส่วนรวมได้ดีกว่าส่วนย่อย 

                       -   การสอนโดยสอนภาพรวมให้ผู้เรียนเห็นและเข้าใจก่อนการสอนส่วนย่อย  จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี  ( สอนภาพรวมก่อนแล้วจึงแยกสอนทีละส่วน )

                 3)  การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะ คือ

                      1.   การรับรู้  (Perception)  เป็นกระบวนการที่บุคคลใช้ประสาทสัมผัสรับสิ่งเร้าละถ่ายโยงเข้าสู่สมองเพื่อผ่านเข้าสู่กระบวนการคิด สมองหรือจิตจะใช้ประสบการณ์เดิมตีความหมายของสิ่งเร้า และแสดงปฏิกิริยาตอบสนองออกไปตามที่จิตหรือสมองตีความหมาย

                      2.   การหยั่งเห็น  (Insight)  เป็นการค้นพบหรือการเกิดความเข้าใจในช่องทางแก้ปัญหาอย่างฉับพลันทันที อันเนื่องมาจากผลการพิจารณาปัญหาโดยส่วนรวม และการใช้กระบวนการทางความคิดและสติปัญญาของบุคคลนั้น

                      -   การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์มากและหลากหลายจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถคิดแก้ปัญหา  และคิดริเริ่มได้มากขึ้น

                         -   การจัดประสบการณ์ใหม่ให้มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์เดิมของผู้เรียน  จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ดีและง่ายขึ้น

                        -   การจัดระเบียบสิ่งเร้าที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี  คือการจัดกลุ่มสิ่งเร้าที่เกิดการเรียนรู้ได้ดี  และรวดเร็ว

                        -   การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย  จะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้แบบหยั่งเห็นได้มากขึ้น

ทฤษฎีทางสติปัญญาของเพียเจต์

                 การเรียนรู้ของเด็นเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญา  ซึ่งจะมีการพัฒนาการไปตามวัยต่างๆ  เป็นลำดับขั้น  เพียเจต์เน้นความสำคัญของการเข้าใจธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กมากกว่าการกระตุ้นเด็กให้มีการพัฒนาการเร็วขึ้น

                1)  พัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคลเป็นไปตามวัยต่างๆ 

                       0 2 ปี                     -   ความคิดขึ้นกับการรับรู้และการกระทำ ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางไม่สามารถ

                                                               เข้าใจความคิดของผู้อื่น

                       2 7 ปี                     -   ความคิดยังขึ้นอยู่กับการรับรู้เป็นส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถที่จะใช้เหตุผล

                                                               อย่างลึกซึ้ง  แต่สามารถเรียนรู้และใช้สัญลักษณ์ได้  การใช้ภาษา

                       7 11 ปี                   -   คิดแบบรูปธรรม   เด็กสามารถสร้างภาพในใจและสามารถคิดย้อนกลับได้

                                                               มีความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวเลข  และสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น

                       1115 ปี                 -   คิดสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ สามารถคิดตั้งสมมติฐานและกระบวนทาง

                                                               วิทยาศาสตร์ได้

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

· คำสำคัญ: การเรียน การสอน 
· หมายเลขบันทึก: 272091 · เขียน:  
· ความเห็น:
1
 · อ่าน: แสดง 
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
dr-ammy
เขียนเมื่อ Mon Jun 29 2009 22:58:00 GMT+0700 (ICT)

เยี่ยมมากค่ะ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์