สมาชิก
แลกเปลี่ยน

รูปแบบและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรค

 รูปแบบและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรค 
  • โรค คือ สิ่งที่เมื่อเกิดขึ้นแก่สัตว์แล้วมีผลให้สูญเสียสมดุลย์ภายในร่างกาย และทำให้เกิดอาการผิดปกติขึ้นแตกต่างกันไปตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระบบต่างๆภายในร่างกาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค (โรคติดเชื้อ/โรคไม่ติดเชื้อ) Picture1

 

แนวคิดทั่วไปบางประการเกี่ยวกับการเกิดโรค

1.ไม่มีการเกิดโรคใดที่เกี่ยวข้องกับปัจจัย เพียงอย่างเดียว  จะต้องมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ

2. การเกิดโรคไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม (Random)  ถ้าการเกิดโรคเกิดขึ้นแบบสุ่มแล้ว ก็ไม่มีรูปแบบ (Pattern) ของการเกิดโรค  การศึกษาทางระบาดวิทยาและ เวชศาสตร์ป้องกันทางสัตวแพทย์ก็จะไม่มีความหมาย

3.การเกิดโรคสามารถพิจารณาได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ กันระหว่าง ปัจจัยหลัก  3 ประการ คือ  สิ่งที่ทำให้เกิดโรค  คนหรือสัตว์ และสิ่งแวดล้อม

  •  

  • ความสัมพันธ์ระหว่าง Host, Agent และ Environment

    • การเกิดโรค มีองค์ประกอบหลัก 3 ประการ คือ

    Agent = ตัวก่อโรค

    Host = สิ่งมีชีวิต 

    Environment = สิ่งแวดล้อม

     

    1  .ตัวก่อโรค (Agent)

    1.1 ปัจจัยทางกายภาพ (Physical factor) สิ่งต่างๆทางด้านกายภาพที่มีผลทำให้สิ่งมีชีวิตเกิดโรค หรือปัญหาทางสุขภาพสัตว์ 

    ได้แก่  แรงกระแทก  อากาศ ความร้อนหรือเย็น ความเย็น แสง เสียง  และรังสีต่างๆ

    1.2 ปัจจัยทางเคมี (Chemical factor) สารเคมีที่เป็นพิต่อร่างกายของ สิ่งมีชีวิต และทำให้เกิดโรคหรือปัญหาทางสุขภาพสัตว์ได้

    -สารเคมีภายนอกร่างกาย ได้แก่ สารพิษต่าง ๆ สิ่งระคายเคือง  กรดหรือด่างเข้มข้น

        สารภูมิแพ้ ฝุ่นละออง  ยารักษาโรค และมลพิษ ก๊าซชนิดต่างๆ เช่น แอมโมเนีย คาร์บอนมอนนอกไซด์

    - สารเคมีในร่างกาย ได้แก่ ซีรัม  บิลิรูบิน และฮอร์โมน ของเสียพวกไนโตรเจน ฯลฯ

    1.3 ปัจจัยทางสรีรวิทยา (Physiological factor)

    ได้แก่  ชนิดสัตว์ พันธุ์สัตว์ ช่วงการตั้งท้อง ช่วงอายุ  วัย

    1.4 ปัจจัยทางพันธุกรรม (Genetic factor)

    1.5 ปัจจัยทางอาหาร (Nutritional factor) หมายถึง การขาดสารอาหารบางชนิดที่จำเป็น สำหรับ การดำรงชีพ ทำให้เกิดโรค หรือปัญหาทางสุขภาพสัตว์ ได้ เช่น การขาดวิตามิน อี หรือ ซีเลเนียม

    1.6 ปัจจัยทางชีวภาพ (Biological factor)

     หมายถึง สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคที่มีชีวิต  เรียกว่า เชื้อโรค ได้แก่ ไวรัส ริกเกตเชีย แบคทีเรีย พยาธิภายนอกและ ภายใน   โปรโตชัว  รา และยีสต์  แมลง การที่เชื้อโรคสามารถทำให้เกิดโรคในฝูงสัตว์ได้หรือไม่ ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

  •                 -สามารถดำรงชีพอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้

  •                 - สามารถเพิ่มจำนวนได้เมื่ออยู่ภายนอกร่างกายสิ่งมีชีวิต

  •                 -สามารถทำให้เกิดโรคในสิ่งมีชีวิตได้  

    2 .   สิ่งมีชีวิต (Host)

    • ในทางระบาดวิทยา  อาจหมายถึง คน สัตว์  หรือ แมลงก็ได้ ซึ่งเป็นแหล่งที่เชื้อโรคสามารถอาศัยอยู่ภายใน Host ได้

     -Primary Host  หมายถึง  สิ่งมีชีวิต ที่รักษาสภาพของการติดเชื้อโรคใดเชื้อโรคหนึ่ง ในพื้นที่ที่มีโรคนั้นอยู่ประจำถิ่น (Endemic area ) เช่น  สุนัขเป็น Primary Host ของโรคไข้หัดสุนัข  เนื่องจากเชื้อโรคจำเป็นต้องอาศัย โฮสต์ชนิดนี้ในการที่จะมีชีวิตได้ในระยะยาว อาจเรียก Maintenance host ก็ได้

  • - Secondary Host หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ในวงจรชีวิตของเชื้อโรคที่อยู่ประจำถิ่น นั้น เช่น มีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ปากและเท้าเปื่อย ในเขตพื้นที่เลี้ยงกระบือ แล้วนำโคเข้ามาเลี้ยงร่วมกัน ทำให้โคได้รับเชื้อปากและเท้าเปื่อย ดังนั้น โคจึงเป็น Secondary Host

  • Incidental Host หมายถึง สิ่งมีชีวิต เมื่อได้รับเชื้อโรคแล้วไม่แพร่กระจาย เชื้อไปยังสิ่ง มีชีวิตอื่นๆ โดยธรรมชาติ เหมือนกับเป็นจุกสุดท้ายของวงจรชีวิตของเชื้อโรค  อาจเรียกว่า Dead end Host

       -Reservoir Host หมายถึง สิ่งมีชีวิตซึ่งเป็นแหล่งให้เชื้อโรค อาศัยอยู่ แบ่งตัวและแพร่กระจายเชื้อไปยังสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น โค เป็น Reservoir ของ เชื้อไวรัส โรค Blue tongue และเป็นแหล่งแพร่กระจายโรคไปยังแกะได้

 

  • ประกอบด้วยปัจจัยซึ่งเป็นตัวกำหนดความไวรับต่อการเกิดโรคของบุคคล (Host susceptibility) ดังนี้

2.1 ปัจจัยทางชีววิทยา (Biological factor)  ได้แก่
2.1.1  ความต้านทานโดยธรรมชาติ

เช่น ผิวหนัง เยื่อเมือก ขน(cilai)ในทางเดินหายใจ กรดในกระเพาะอาหาร กลไกการไอจาม ตลอดจน สารคัดหลั่งต่าง ๆ เป็นต้น

2.1.2 ภูมิคุ้มกันจำเพาะโรค ได้แก่

- ภูมิคุ้มกันโรคที่ได้มาโดยธรรมชาติ
- ร่างกายสร้างขึ้น คือ การติดเชื้อตามธรรมชาติแล้วร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อนั้น นั่นเอง
- ร่างกายรับเอา เช่น ลูกโคได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่โคเป็นต้น

 - ภูมิคุ้มกันโรคที่เกิดขึ้นภายหลัง                                     

- ร่างกายสร้างขึ้น เช่น วัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ
- ร่างกายรับเอา เช่น ซีรั่ม เป็นต้น

2.2 ปัจจัยทางพฤติกรรม

ได้แก่  การอพยพ การย้ายถิ่นฐาน การถ่ายอุจจาระ   การกินหญ้า/อาหาร  การกินน้ำ การจำศีล   ฯลฯ

3 . สิ่งแวดล้อม (Environment)

3.1 สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ หมายถึง สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับ ลักษระ สถานที่ หรือ พลังงาน  เช่น สภาพทางภูมิศาสตร์  ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ  โรงเรือน การจัดการ ฤดูกาล  รวมทั้งอาหารและน้ำดื่มสำหรับสัตว์ เป็นต้น
3.2 สิ่งแวดล้อมทางเคมี สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง กับสิ่งต่างๆ ที่มีลักษณะทางเคมี  เช่น สารเคมีที่ปนเปื้อนในอาการ ดิน และน้ำ   สารพิษ  ก๊าซที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

  • 3.3 สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ  สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับ สิ่งมีชีวิต เช่น พืช สัตว์ มนุษย์ แมลง และเชื้อจุลินทรีย์

  • 3.4 สิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม  หมายถึง สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับลักษณะทางสังคม เช่น ความเชื่อของเกษตรกร  อาชีพ การดำรงชีวิต และระดับการศึกษาของประชาชน

 

    • Dr. John Gordonเป็นผู้คิดเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของ

    Host (H)   Agent (A) และ Environment (E)  กับ คาน, Fulcrum (จุดศูนย์ถ่วง) และ น้ำหนัก

     

    1.  มีความสมดุลระหว่าง H A และ E จะไม่มีโรคหรือการระบาดของโรคเกิดขึ้นPicture3

  • 2. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของ Agent
    - จำนวนมากขึ้น
    - เป็นสิ่งใหม่ (new agent)
    - การผ่าเหล่า (mutation)
    ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มน้ำหนักของ A ทำให้คานเอียงไป
     เสียความสมดุลย์ หมายถึงมีการเกิดโรคขึ้น

 Picture4

       3. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของ Host

   - ลูกสัตว์ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ 

   - ความหนาแน่นของประชากรสัตว์

   - สัดส่วนของสัตว์ ที่มีความไวต่อโรคเพิ่มมากขึ้น
    - มีสัตว์ที่อายุมาก สูงขึ้น
ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มน้ำหนักของ H ทำให้คานเอียงไป หมายถึงการเกิดโรคขึ้น

Picture5

4 .การเปลี่ยนแปลงของ Environment ช่วยสนับสนุนการแพร่กระจายของAgent

เช่น - ฝนตกน้ำท่วมขังเป็นการส่งเสริมการแพร่พันธ์ยุงลาย ยุงก้นปล่อง

Picture6

5. การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมทำให้ความไวของการติดเชื้อของ Host เพิ่มขึ้น

ได้แก่ ฤดูฝนทำให้ไม่สามารถนำสัตว์ออกไปนอกโรงเรือนได้ ต้องอยู่รวมกันหนาแน่น เป็นการเพิ่มโอกาสในการแพร่โรค

Picture7

การติดเชื้อและการเกิดโรค

เมื่อ คนหรือสัตว์ สัมผัสกับสิ่งก่อโรค อาจเกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ

1.ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพ  เป็นเพียงการสัมผัสสิ่งก่อโรค ทั้งนี้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทางพยาธิสภาพนั้น อาจเป็นผลมาจากการสัมผัสสิ่งก่อโรคในปริมาณน้อย ร่างกายสามารถกำจัดสิ่งก่อโรคเหล่านั้นก่อนจะเกิดความผิดปกติ

2. มีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพ  แต่ไม่แสดงอาการป่วย ทางคลินิก เรียกว่า ป่วยแบบไม่แสดงอาการ (Sub clinical disease)  การเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพ หมายถึง การตอบสนองของร่างกายต่อการสัมผัสเชื้อ เช่น การเพิ่มขึ้น ของ เม็ดเลือดขาว

       ตัวอย่าง  โรคเต้านมอักเสบแบบไม่แสดงอาการ ในโคนม

  • Iceberg phenomenon

สัตว์ป่วยที่มีอาการและได้รับการรักษา ซึ่งอาจหายหรือตายนั้น เปรียบเสมือนน้ำแข็งส่วนที่เราเห็นอยู่เหนือน้ำ ส่วนที่อยู่ใต้น้ำคือสัตว์ที่ติดเชื้อที่ไม่มีอาการและผู้ที่เสี่ยงจะติดเชื้อ ซึ่งเราต้องให้ความให้ความสำคัญและค้นหาให้ได้

Picture8

3. มีการแสดงอาการป่วยอย่างชัดเจน (clinical disease)

จากการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพของร่างกายที่สามารถตรวจพบทางคลินิกได้ เช่น เกิดฝี เนื้องอก หรือ มีอาการ เช่น มีไข้ ท้องเสีย ไอ จาม เป็นต้น

การป่วยแบบแสดงอาการนี้ยังอาจแบ่งออกได้หลายระดับ ได้แก่

  • การป่วยแบบไม่รุนแรง (Mild disease)
  • การป่วยแบบรุนแรง (Severe disease)

ซึ่งขึ้นอยู่กับ ความรุนแรงของเชื้อ  และ สภาพร่างกายของสัตว์

 

การเกิดโรคในคนและสัตว์แบ่งได้ 4 ระยะ

1. ระยะที่ไวต่อโรค   ระยะก่อนที่สัตว์จะสัมผัสเชื้อ หรือ สิ่งก่อโรค ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆในร่างกาย

2. ระยะป่วยแบบไม่แสดงอาการ  ระยะที่สัตว์สัมผัสเชื้อ มีการเปลี่ยนแปลงพยาธิสภาพภายในร่างกาย แต่ยังไม่ปรากฏอาการทางคลินิก  ในระยะนี้ เป็นช่วงเวลาที่เชื้อโรคก่อโรค เพิ่มจำนวนขึ้นภายในร่างกาย   

(ระยะฟักตัวของโรค- incubation period )  -ระยะตั้งแต่สัมผัสเชื้อจนเริ่มแสดงอาการทางคลินิก

ระยะฟักตัวของโรคเป็นลักษณะ

(ระยะแฝงตัวของโรค- Latent period) -ระยะเวลาตั้งแต่สัตว์สัมผัสเชื้อจนกระทั่งขับเชื้อ ออกจากร่างกาย  (เป็นส่วนหนึ่งของระยะฟักตัว)

3. ระยะป่วย  เริ่มแสดงอาการทางคลินิก  จะกินเวลานานเท่าใด ขึ้นกับปัจจัยก่อโรค ที่เกี่ยวกับสัตว์และ ตัวเชื้อ

4.ระยะหาย พิการ หรือ ตาย 

ระยะแสดงผลของการป่วย  มีความเป็นไปได้ 3 ทาง   คือ หาย ตาย พิการ

 

การป้องกันการสูญเสียจากโรค

1.การป้องกันแบบปฐมภมิ

การป้องกันการสัมผัสเชื้อ และการเกิดโรคในประชากรสัตว์ ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงพยาธิสภาพ และต้องดำเนินการในระยะที่สัตว์ไวต่อโรค

เช่น การรักษาความปลอดภัยทางชีวภาพ Biosecurity  

2.การป้องกันแบบทุติยภูมิ

เป็นการป้องกันการล้มป่วยแบบแสดงอาการ เมื่อสัตว์มีการสัมผัสเชื้อแล้ว แต่อยู่ในระยะป่วยแบบไม่แสดงอาการ เช่น การทำวัคซีน เพื่อเพิ่มภูมิต้านทาน

3.การป้องกันแบบตติยภูมิ

การป้องกันความพิการหรือ การตายของสัตว์  (การรักษาสัตว์นั่นเอง )

 

ห่วงโซ่การติดต่อ (transmission chain)

1. สัตว์ที่ติดเชื้อ  หมายถึง สัตว์ที่มีเชื้อก่อโรคเจริญอยู่ในร่างกาย และสามารถขับเชื้อ ออกจากร่างกายได้

(การควบคุม- การกักสัตว์ การแยกสัตว์ที่มีเชื้อออกจากฝูง)

2. การออกจากตัวสัตว์ที่ติดเชื้อ  เชื้อหรือสิ่งก่อโรค อาจออกจากร่างกาย ของสัตว์ที่ติดเชื้อ ได้หลายทาง เช่น ทางปาก จมูก ทวารหนัก ปัสสาวะ ผิวหนัง และ เลือด

(การควบคุม- การเพิ่มภูมิต้านทาน  การให้ยาปฏิชีวนะ)

3. การติดพาหะนำโรค หรือ แหล่งโรค  เชื้อโรคส่วนใหญ่ ไม่สามารถเดินทางจากสัตว์ที่ติดเชื้อไปยังสัตว์ที่ไวต่อโรคได้เอง  ต้องอาศัย พาหะนำโรค ซึ่ง อาจเป็น สิ่งมีชีวิต หรือ สิ่งไม่มีชีวิต

(การควบคุม - การกำจัดพาหะนำโรคหรือแหล่งโรค หรือแยกสัตว์ออกจากพาหะนำโรคหรือแหล่งโรค )

 4. วิธีการติดต่อไปยังสัตว์ตัวใหม่  นอกจากผ่านพาหะ หรือ แหล่งโรคแล้ว เชื้อโรคอาจเดินทางจากสัตว์ที่ติดเชื้อไปยังสัตว์ที่ไวต่อโรค ผ่าน อากาศ  หรือ ติดต่อ โดยตรงโดยการสัมผัส

(การควบคุม - การแยกสัตว์ที่ติดเชื้อออกจากสัตว์ที่ไวต่อโรค)

5. วิธีการเข้าสู่สัตว์ตัวใหม่ เมื่อเชื้อก่อโรคเดินทางมาถึงตัวสัตว์ที่ไวต่อโรค อาจเข้าสู่ ร่างกายของสัตว์ที่ไวต่อโรคได้หลายทาง เช่น ทางปาก ทางเดินหายใจ ทางผิวหนัง

(การควบคุม- การสวมถุงมือขณะทำงาน หรือ รองเท้าบู๊ท กรณีต้องลุยน้ำ)

6.สัตว์ที่ไวต่อโรค หมายถึง สัตว์ที่ยังไม่มีการติดเชื้อ และ สามารถติดเชื้อได้ หากได้รับเชื้อก่อโรค    (การควบคุม- การทำวัคซีนเพื่อภูมิต้านทาน)

 

วิธีการติดต่อของเชื้อ

1. การติดต่อตามแนวราบ (Horizontal  transmission)

เป็นการติดเชื้อระหว่างกลุ่มประชากรที่อาศัยอยู่ด้วยกัน เช่น การติดต่อของโรค FMD จาก กระบือตัวหนึ่งไปยังกระบืออีกตัวหนึ่ง

การติดต่อตามแนวราบจะเป็นแบบ การติดต่อโดยตรงระหว่างสัตว์ (Direct transmission )  โดยสัตว์ไวรับ ต่อการติดเชื้ออาจสัมผัสสัตว์ที่มีเชื้ออยู่โดยตรง หรือ สัมผัสสิ่งคัดหลั่ง ที่มีเชื้อ นอกจากนี้  ยังอาจเป็นการติดต่อทางอ้อม   (inDirect transmission ) หมายถึงการ ติดต่อระหว่างตัวสัตว์ผ่านตัวกลางที่มีชีวิต (พาหะ) หรือไม่มีชีวิตก็ได้

2.การติดต่อตามแนวดิ่ง (Vertical transmission )

  • - เป็นการติดต่อของเชื้อจากสัตว์รุ่นหนึ่ง ไปยังรุ่นถัดไป ระหว่างที่ยังเป็นตัวอ่อน อยู่ในมดลูกหรือรังไข่
  • - การติดต่อผ่านน้ำนมจากแม่ ไปสู่ลูก
  • - การถ่ายทอดททางพันธุกรรม

Tranovarial transmission  การติดต่อผ่านไข่ (ตัวอย่าง แมลงบางชนิดสามารถ ถ่ายทอดเชื้อ โรค จากรุ่นหนึ่ง สู่รุ่นถัดไป ผ่านไข่ )

Transtadial transmission  การติดต่อแบบข้ามระยะการเจริญเติบโต

( ตัวอย่าง  จากตัวอ่อน ไปยังดักแด้ ของเห็บบางชนิด )

 

ช่องทางที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

  • ทางเดิน อาหาร

การติดเชื้อทางปาก  เป็นช่องทางที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะเชื้อที่เจริญได้ดีในทางเดินอุจจาระ ซึ่งมักออกจากร่างกายของสัตว์ ทางอุจจาระ เช่น เชื้อ Salmonella spp. เชื้อ Rotavirus และ เชื้อ ปรสิต ทางเดินอาหาร  ที่มักปนเปื้อนกับ อาหาร   และถูกขับออกทางอุจจาระ เกิด

  fecal-oral transmission

  • ทางเดินหายใจ

เชื้อส่วนใหญ่ ในอากาศมักติดอยู่กับ สารอินทรีย์อื่นๆ ในรูปของฝุ่น  ละอองน้ำ  การติดเชื้อโดยการหายใจ มักเกิดขึ้นเมื่อประชากรมีความหนาแน่นสูง เช่น ในคอกสุกรขุน

  • ทางผิวหนัง

ติดต่อโดยตรงด้วยการสัมผัส ผิวหนังของสัตว์ที่เป็นโรค

เช่น โรคฉี่หนู   โรคพิษสุนัขบ้า

 

เชื้อโรคจะมีช่องทางเข้าสู่ร่างกายได้ 6 วิธี คือ

1.การกิน  อาจเกิดขึ้นผ่านพาหะนำโรคที่ไม่มีชีวิต เช่น น้ำ หรือ สัตว์พาหะ

2.ผ่านอากาศ มักเป็น สปอร์ของเชื้อรา หรือ แบคทีเรียบางชนิด ซึ่งมักถูกขับออกจากสัตว์ผ่านลมหายใจ ออกเป็นละออง

3.การสัมผัส เป็นการติดต่อโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง ของเชื้อก่อโรคที่ถูกขับ ออกจากร่างกาย ทางผิวหนัง

4. การปลูกถ่าย หมายถึง การที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยการทะลุผ่านผิวหนัง หรือ บาดแผล แต่การปลูกถ่ายมักเกี่ยวข้องกับการสัมผัสโดยมีแมลงเป็นพาหะนำโรค

5.ผ่านอุปกรณ์การแพทย์  เข็มฉีดยา ใบมีดผ่าตัด

6.การสืบพันธุ์

 

การคงอยู่ของเชื้อ

กลไกการป้องกันตัวของเชื้อ เพื่อให้อยู่ในตัวประชากรสัตว์

1. หลีกเลี่ยงการอยู่นอกร่างกายสัตว์  อาศัยการติดต่อระหว่างสัตว์ในแนวดิ่ง  ผ่านระบบสืบพันธุ์  การติดต่อผ่านพาหะต่าง และติดต่อผ่านการกินเนื้อสด เช่น พยาธิ

2.สร้างโครงสร้างเพื่อป้องกันตัวเอง เช่น สร้าง สปอร์ ของแบคทีเรีย Bacillus spp.  สามารถทนต่อความแห้งแล้ง ของสิ่งแวดล้อมและอุณหภูมิสูง  หรือ การสร้างเปลือกหุ้ม ของเชื้อปรสิตและโปรตัวซัว  เช่น Toxoplasma spp  สามารถดำรงอยู่ในตัวสัตว์ได้เป็นเวลานานในรูปของ cyst

 

3. เข้าสู่ร่างกายสัตว์เพื่อ เพิ่มจำนวน  แล้วออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่สัตว์จะมีการตอบสนองด้วยระบบภูมิคุ้มกัน   กลไกการป้องกันตนเองของเชื้อแบบนี้มักมีในเชื้อที่ก่อโรคในระบบทางเดินหายใจ

4. อาศัยในตัวสัตว์และปรับตัวให้สามารถต้านทานต่อระบบภูมิต้านทานของตัวสัตว์  อาจทำได้ หลายวิธี

การกดระบบภูมิต้านทาน  เช่น เชื้อ วัณโรค

การทำตัวให้ร่างกายสัตว์ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม

การเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรม

การอาศัยอยู่ในเซลล์

การเพิ่มจำนวนในบริเวณที่ภูมิคุ้มกันเข้าไม่ถึง

5. สามารถเจริญในสัตว์หลายชนิด

เชื้อก่อโรคในคนกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ สามารถเจริญในร่างกายสัตว์ชนิดอื่นได้ด้วย  ทำให้การควบคุมหรือกำจัดเชื้อจากประชากรทำได้ยาก  เช่น ไวรัสไข้หวัดในสัตว์ปีก  

 

ปัจจัยการเกิดและการแพร่กระจายของโรค

1. การนำเชื้อโรคใหม่เข้าไปในประชากรสัตว์ที่ไม่เคยสัมผัสเชื้อ

2.การที่เชื้อเพิ่มขีดความสามารถในการคงอยู่ในสิ่งแวดล้อม

3.การเพิ่มความสามารถในการติดเชื้อในสัตว์ 

4.เชื้อเพิ่มความสามารถในการก่อโรค  เช่น สามารถสร้างสารพิษได้ หรือ  ดื้อยาปฏิชีวนะ

5.การเพิ่มสัดส่วนประชากรที่ไวต่อโรค ทำให้เชื้อที่ต้องการสัตว์ไวต่อโรคมากในการคงอยู่ในประชากร สามารถคงอยู่และทำให้เกิดโรคได้

6.การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้เชื้อโรคเจริญได้ดีขึ้น หรือ ถ่ายทอดไปยังตัวสัตว์ได้มากขึ้น  เช่น ในฤดูฝน ความชื้นสูง ทำให้เชื้อคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานขึ้น

 

ปัจจัยของตัวสัตว์กับการเกิดและการแพร่กระจายของโรค

1.ลักษณะทางพันธุกรรมของสัตว์ ซึ่งอาจมีผลต่อการก่อโรค ซึ่งอาจถูกถ่ายทอดกันมา เช่น โรคเลือดไหลไม่ยอมหยุด  โรคกระดูกสะโพกเสื่อมในสุนัข

2.อายุของสัตว์  มีความสัมพันธ์กับระบบภูมิต้านทานของร่างกาย  โรคจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย มักจะมีความรุนแรง ของโรคต่อสัตว์ที่อายุน้อย

3. เพศของสัตว์  อัตราการเกิดโรคในตัวผู้ และ ตัวเมีย อาจต่างกัน เนื่องมาจาก ความแตกต่าง ของฮอร์โมน  เช่น สุนัขตัวเมีย มักเป็นโรคเบาหวานมากกว่า สุนัขตัวผู้    ความแตกต่างของการใช้งาน เช่น สุนัขตัวผู้ มักเป็นโรคหนอหัวใจจ มากกว่า ตัวเมีย เพราะถูกใช้เฝ้าบ้านมากกว่า ตัวเมีย

4.ชนิดและพันธุ์ของสัตว์ อาจตอบสนองต่อการติดเชื้อที่แตกต่างกัน เช่น เชื้อไข้หวัดสัตว์ปีก ที่ก่อโรคอย่างรุนแรงในเป็ด และไก่  แต่สามารถเจริญอยู่ได้ในนกป่าหลายชนิด

5. สภาวะทางโภชนาการของสัตว์ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของ ระบบภูมิต้านทานของสัตว์

6.สภาวะทางสรีรวิทยาของสัตว์  เช่น สัตว์ที่กำลังตั้งท้องซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนต่างๆ ทำให้มีความไวต่อโรคต่างจากสัตว์ที่ไม่ได้ตั้งท้อง

7.สภาพภูมิต้านทานของสัตว์ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเกิดโรค  สัตว์ที่มีระบบภูมิต้านทานบกพร่อง ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อที่กดระบบภูมิต้านทาน เช่น เชื้อ วัณโรค 

 

ปัจจัยของสิ่งก่อโรคกับการเกิดและการแพร่กระจายของโรค

คุณสมบัติของเชื้อก่อโรคมีความสัมพันธ์กับการเกิดและความรุนแรงของโรค

1. ความสามารถในการเจริญในร่างกายสัตว์ (Infectivity) หมายถึง ความสามรถในการเพิ่มจำนวนในร่างกายสัตว์

2.ความสามารถในการติดต่อ (Infectiousness) หมายถึง ความสามรรถในการติดต่อจากสัตว์ตัวหนึ่งไปสู่ตัวหนึ่ง

3.ความสามารถในการก่อโรค (Pathogenicity) หมายถึง ความสามารถในการทำให้ร่างกายผิดปกติ 

4. ความรุนแรงของการติดเชื้อ (virulence) หมายถึง ความรุนแรงของอาการทางคลินิก เช่น เชื้อไข้หวัดสัตว์ปีก มีทั้ง ชนิด รุนแรง และ ไม่รุนแรง

5.ชนิดของสัตว์ที่สามารถเจริญได้ (Host range)  หมายถึง จำนวนชนิดของสัตว์ ที่เชื้อสามารถเข้าไปเพิ่มจำนวนได้  เช่น เชื้อไข้หวัดใหญ่ สามารถ เพิ่มจำนวนได้ในสัตว์หลายชนิด

6.ความสามารถในการอยู่รอดนอกตัวสัตว์ (Viability) เช่น Bacillus spp. ที่สามารถสร้างสปอร์เพื่อป้องกันตนเอง จากสิ่งแวดล้อมได้

 7. Size หมายถึง ขนาดของสิ่งที่ทำให้เกิดโรค

8. Stability หมายถึง ความสามารถของสิ่งที่ทำให้เกิดโรค มีชีวิตอยู่รอดในสิ่งแวดล้อมในสภาพต่างๆกัน

ปัจจัยของสิ่งแวดล้อมกับการเกิดและการแพร่กระจายโรค

  • หมายถึงธรรมชาติที่อยู่รอบตัวสัตว์และสิ่งก่อโรค ที่มีผลต่อการเจริญของสัตว์ หรือ สิ่งก่อโรคโดยตรง ได้ แก่ ที่อยู่ของสัตว์ สภาพภูมิอากาศ และการเลี้ยงดู ครอบคลุมถึง โรงเรือน การระบายอากาศ ลักษณะของพื้น และวัสดุรองพื้นคอก การให้อาหาร ความหนาแน่นของประชากร  ความเครียด  การจัดการและการสุขาภิบาล

 

การบ้าน

ให้หาความหมายของคำศัพท์ต่อไปนี้

Carrier ( พาหะ )

Case

Contamination :

Exposure:

Incubation period (ระยะฟักตัวของโรค) :

Infection (การติดเชื้อ) :

Infectious disease (โรคติดเชื้อ):  

Investigation :

Source of infection :

Surveillance :

Susceptible host : 

 

 

 

 

 

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

· คำสำคัญ: รูปแบบและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรค 
· หมายเลขบันทึก: 271990 · เขียน:  
· ความเห็น:
4
 · อ่าน: แสดง 
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
vet
IP: xxx.157.189.89
เขียนเมื่อ Wed Dec 16 2009 22:33:48 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณค่ะ

notto
IP: xxx.108.233.101
เขียนเมื่อ Mon Jan 04 2010 21:15:42 GMT+0700 (ICT)

แล้ว carior , vector และ reservour ต่างกันอย่างไรคับ

มด
IP: xxx.28.35.3
เขียนเมื่อ Wed Sep 15 2010 10:07:47 GMT+0700 (ICT)

ระยะเวลาที่สำคัญเกี่ยวกับการติดเชื้อหรือเกิดโรค(Important phases of infection)

Dairy
IP: xxx.90.150.194
เขียนเมื่อ Wed Nov 27 2013 11:19:52 GMT+0700 (ICT)

thank you.

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์