การฝึกว่ายน้ำ

 หลักการฝึกว่ายน้ำ 

ง่ายนิดเดียวกับการสอนลูกให้ว่ายน้ำ

                กีฬาทางน้ำ ได้ถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ทางด้านต่างๆ ทั้งเด็กเล็ก  เด็กใหญ่  เด็กโต  และเด็กแก่  พื้นฐานกีฬาทางน้ำ  ที่สำคัญคือการว่ายน้ำ  ซึ่งจะเป็นวิชาติดตัวไปจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิตทั้งเอาตัวรอดของตนเองในน้ำและช่วยเหลือผู้อื่นที่ว่ายน้ำไม่เป็นได้  ซึ่งกล่าวว่า  การฝึกว่าน้ำนั้น  ฝึกเมื่อตนมีอายุน้อยอยู่นั้นคือ  ฝึกเมื่อตอนเป็นเด็กอยู่ทำให้เรียนรู้ได้ง่ายและเด็ดสามารถเรียนรู้ได้รวดเร็วเนื่องจาก  ลักษณะทางกายภาพของเด็กที่ง่ายต่อการพยุงตัวในน้ำที่ดีว่าที่ฝึกกับผู้ใหญ่

            ดำรัส  ดาราศักดิ์ (2534) ได้กล่าวว่าในการว่ายน้ำนั้นมี 3 ส่วนที่สำคัญ คือ  ครูฝึก  วิธีการฝึกและนักเรียนผู้ถูกฝึก  หากกล่าวถึงครูฝึกว่ายน้ำที่มีความรู้ความสามารถที่ดีนั้นก็หมายถึง  มีค่าใช้จ่ายจำนวนค่อนข้างสูง  กลายเป็นปัญหาหนักอกของผู้ปกครองหลายต่อหลายท่าน  ซึ่งคำตอบก็อยู่ที่ผู้ปกครองเองว่าจะแก้ไขอย่างไร  วิธีหนึ่งซึ่งอาจจะเปลี่ยนการวิกฤตให้เป็นโอกาส  นั้นคือ  สอนลูกให้ว่ายน้ำเอง

            วีระ  มนัสวานิช (2538) ได้กล่าวถึงเทคนิคการสอนว่าน้ำไว้มากมายว่า  เราจะต้องสามารถสอนทักษะด้านกลไกการเคลื่อนไหวในสิ่งแวดล้อมของน้ำให้ได้เช่นเดียวกับการสอนบนบก  และสิ่งที่จะต้องคำนึงถึงให้มากนั้นคือแรงจูงใจ  การเสริมแรงและการฝึกหัด  เราต้องรู้ว่าขณะนี้ "น้ำ"ต้องถูกนำมาใช้เป็นสภาพแวดล้อมในการสอนและจะทำอย่างไรให้ลูกเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการลอยตัวเน้นให้เห็นถึง  แรงต้านและความกดของน้ำจากทิศทางต่างๆ   ที่มีต่อร่างกายในขณะเคลื่อนไหวในน้ำความสามารถในการที่จะลอยตัวในน้ำการเคลื่อนที่และการเปลี่ยนอิริยาบถของร่ายกายในรูปแบบต่างๆ ซึ่งไม่สามารถทำได้บนบก  นอกเหนือจากนั้นน้ำยังมีประโยชน์ในการฟื้นฟูร่างกาย

            ประการแรก  ประเมินระดับความสามารถของลูก  พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ลูก  จุดประกายความกล้าหาญเพื่อจะทำให้สำเร็จ  และวิธีที่สำเร็จมานักต่อนักก็คือ  ชี้ให้เขาเห็นว่า  เพื่อนของเขาก็ว่ายน้ำเป็น  ว่ายได้แล้วเราเก่งกว่าก็ต้องทำได้  การสอนให้เด็กว่ายน้ำนั้นต้องเริ่มต้นอย่างแรกนั้นก็คือ  การประเมินระดับความสามารถและความสมบูรณ์ของร่างกายลูกด้วยเราสามารถตั้งเป้าหมายของการสอน

            ประการที่สอง  หลักการในการสอน  มีหลายประการที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

            1.  สถานที่  นั้นก็หมายถึง  สระว่ายน้ำสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่อยู่โดยรอบบริเวณสระว่ายน้ำ เช่น  ห้องน้ำ  ที่วางรองเท้า  ที่เก็บเสื้อผ้า  ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า  และจะต้องเน้นถึงการรักษาสุขภาพอนามัยและความปลอดภัย  โดยพาลูกเดินชมสถานที่ต่างๆ สาธิตการใช้  ที่สำคัญที่สุดก็คือ  ผู้ปกครองจะต้องชี้ให้ลูกเห็นเขตน้ำตื้น  สำหรับผู้ที่หัดว่าย  กฎแห่งความปลอดภัย  ซึ่งจะต้องย้ำทุกครั้งที่พาลูกไปที่สระว่ายน้ำ  โดยทั่วไป  ก่อนเข้าบริเวณสระจะมีอ่างสำหรับชำระความสกปรกของเท้า  บอกลูกว่าต้องล้างเท้าที่นั่นก่อนลงสระทุกครั้ง  และต้องเตือนทั้งตนเองและลูกว่าสระว่ายน้ำไม่ใช่ห้องอาหาร  ทุกสระจะไม่อนุญาตให้นำอาหารเข้าไปรับประทาน  และต้องพึงระวังเรื่องของการสวมรองเท้าด้วย

            2.  ชุดว่ายน้ำและอุปกรณ์  ชุดว่ายน้ำควรเป็นชุดที่กะทัดรัดแนบลำตัว  ผู้ชายใส่ชุดกางเกงอาบน้ำ (สั้นเฉพาะท่อนล่าง) และผู้หญิงใส่ชุดว่ายน้ำทั้งหมดจะต้องไม่โปร่งใส  หมวกจะใส่หรือไม่ก็ได้แต่การใส่ชุดว่าย้ำต้องใส่ชุดว่ายน้ำตัวเดียวเท่านั้นไม่ควรใส่กางเกงในไว้ข้างใน  และที่สำคัญคือโฟมที่ช่วยในการลอยตัวที่มีขนาดพอเหมาะพอดีกับการลอยตัว (2531) กิตติ  โรจน์ชลาสิทธิ์,  วิฑูร  วิจิตรไวฑูรย์

            3.  ช่วงเวลาในการฝึกว่ายน้ำ  ควรเลือกเวลาที่ผู้ปกครองและลูกมีเวลาว่างตรงกันและสิ่งที่สำคัญ  เป็นช่วงเวลาที่สระว่ายน้ำเปิดทำการโดยที่เวลานั้นไม่มีคนมาว่ายน้ำในสระมากเกินไป  ระยะเวลาการฝึกประมาณ 45-60 นาที

            4.  วางแผนในการฝึกในแต่ละวัน  แต่ละสัปดาห์  ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับท่าว่ายน้ำที่นำมาฝึกนั้น  โดยส่วนมากจะเป็นท่าฟรีสไตล์ที่นิยมในการฝึกมากเป็นอันดับต้นๆและน่าจะสอนเพียงแค่ลูกของเราครั้งละ 1 คน  จะได้ผลดีกว่าสอนหลายคน

            ประการที่สาม  กิจกรรมที่สอนควรเป็นกิจกรรมที่ทำให้ลูกเกิดความสนุกสนาน  ลดความหวาดกลัวเกี่ยวกับน้ำ  บางทีก็มีบ้างที่ลูกอาจจะลังเลและไม่แน่นใจในการลงสู่น้ำ  เราตั้งกระทำโดยใช้วิธีการล่อหลอกทุกๆ อย่างที่จะสร้างความมั่นใจ  จนกว่าลูกจะลงสู่น้ำได้  การผ่อนคลายร่างกายและจิตใจลูก ไปพร้อมๆ กับการพูดให้ลูกฟัง  ทำให้ดูและการมอบความอบอุ่นโดยการสัมผัสร่างกายลูกถือว่าเป็นเทคนิคง่ายๆ ที่ไม่ต้องลงทุน  อย่างเช่นการแก้งบอกว่าใบหน้าของลูกมีฝุ่นและเปื้อน  ต้องวักน้ำขึ้นมาล้างหน้า  จากนั้นก็แกล้งบอกว่าผมสกปรกต้องวักน้ำมาล้างทั้งหัว  จะทำให้สนุกมากกว่านั้นก็ต้องเป่าให้เป็นฟอง  เสริมบทบาทสมมุติให้ลูกเป็นมังกร  สามารถพ่นลมออกจากปากได้ในขณะที่ลาดน้ำบนหัว  แค่นี้ก็ถือว่าผ่านไปได้เกือบ 80% แล้วครับ  ค่อยๆ ให้ลูกจุ่มขาลงในน้ำเตะให้น้ำกระจายและให้แรงที่สุด  กอดเพื่อให้ความอบอุ่นและความมั่นใจแก่ลูก  แล้วจึงค่อยกอดลูกเดินลงไปในสระอย่างช้าๆ ที่สุดเท่าที่ทำได้  แล้วจึงกอดลูกพร้อมๆ กับการเล่นเกมเดิน  วิ่ง  ในน้ำ  พร้อมทั้งให้ลูกใช้แขนแหวกว่าย  ขาเตะ  หรือจะให้เกิดความสนุกสนานมากขึ้นก็แปลงร่างของตนเองกลายเป็นม้าให้ลูกขี่  ดูว่าลูกมีความมั่นใจหรือไม่ก็จากเสียงหัวเราะหรือแขน  ขาที่ไม่อยู่นิ่งๆ ของลูก

            เมื่อมนุษย์อยู่บนบก  การหายใจเข้าออกเป็นกระบวนการปกติตามสัญชาตญาณของมนุษย์  แต่ในขณะที่ใบหน้าอยู่ในน้ำ  การหายใจเข้าสออกเป็นทักษะที่จะต้องสอนฝึกหัดหลายๆ ครั้ง  ก่อนที่จะกลายเป็นความเคยชิน  ต้องสอนจากง่ายๆ ไปหายากวิธีการนี้รวมไปถึงการกลั้นหายใจในขณะที่ใบหน้าอยู่ในน้ำ  การระบายลมหายใจออกในน้ำ  การเป่าฟองอากาศ  การลืมตาในน้ำ  และสุดท้ายก็คือ  การหายใจเข้าออกเป็นจังหวะขึ้นลงในน้ำ  ขอแนะนำเทคนิคง่ายๆ ซึ่ง  รำแพน  พรเทพเกษมสันต์ (2538) ได้กล่าวว่าการหายใจของคนปกติในระยะพักจะเกิดขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอในอัตราประมาณ 12 ครั้ง/นาที  โดยจะเกิดการหายใจเข้าซึ่งกินเวลาประมาณ 2 วินาที  ตามด้วยการหายใจออกซึ่งกินเวลาประมาณ 3 วินาที  สลับกันเรื่อยๆ ทำให้ร่างกายสามารถได้รับออกซิเจนและขับทิ้งคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ของร่างกายออกมา  ซึ่งจะเป็นปกติ  ท่านผู้ปกครองสบายใจได้ว่าจะไม่เกิดอันตรายกับลูกหลานของท่านในการฝึกเป็นอันขาด  และพิชิต  ภูติจันทร์ยังกล่าวเสริมว่า  ร่างกายจะควบคุมระดับอุณหภูมิเพื่อให้เกิดภาวะสมดุลเสมอ  ยิ่งระบบควบคุมการไหลเวียน  หายใจก็เช่นเดียวกัน  ลำดับขั้นการฝึกว่ายน้ำดังนี้

  • 1. เริ่มต้นจากการให้ลูกหายใจเฉพาะทางปากเท่านั้น
  • 2. ประคองมือลูกทั้งสองข้าง ทำให้เหมือนถ้วย และวักน้ำขึ้นมาเป่าลมลงไปให้เป็นฟอง
  • 3. จุ่มปากลงในน้ำและเป่าลมเป็นฟอง
  • 4. จุ่มหน้าลงในน้ำ
  • 5. จุ่มศีรษะลงในน้ำ
  • 6. จุ่มศีรษะลงในน้ำและเป่าลมลงในน้ำ
  • 7. ดำน้ำโดยให้ศีรษะมิดน้ำ
  • 8. ดำน้ำพร้อมกับนับในใจในน้ำ เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ
  • 9. ดำน้ำและใช้มือทั้งสองข้างสัมผัสผิวน้ำ
  • 10. ค่อยๆประคองมือลูกแล้วลากออกจากฝั่งทีละนิด
  • 11. ประคองมือและลำตัวพร้อมให้ลูกเป่าลมเป็นฟองวิ่งหรือเตะขา
  • 12. จับคู่ดำน้ำหรือเล่นหาสิ่งของที่อยู่ใต้น้ำ

วีระ  มนัสวานิช (2538) เพียงแค่นี้ก็สำเร็จไปอีกขั้นตอนหนึ่งแล้ว  ลองนำไปทำ  เมื่อเด็กคลายหวาดกลัวต่อน้ำลงไปแล้ว  และสามารถหายใจเข้าออกเป็นจังหวะในน้ำ (กรณีที่ฝึกว่ายน้ำแล้วพบเป็นประจำก็คือ เด็กไม่กลัวน้ำ  แต่ไม่ยอมก้มหน้าลงน้ำ  ทำเป็นคอตั้งเหมือนห่าน  ผู้ปกครองก็อย่าไปเร่ง) ขั้นตอนต่อไปในการสอนลูกก็คือ  การลอยตัวที่ตรงกับภาษาต่างประเทศว่า FLOATING ทักษะการลอยตัวจะทำให้เด็กได้พัฒนาความคิดเกี่ยวกับแรงต้านของน้ำ  และทักษะการช่วยเหลือตนเอง  ซึ่งจะเป็นพื้นฐานต่อไปของการเคลื่อนไหวในน้ำจากท่ายืนไปสู่ท่านอน  ขั้นตอนแรก  เราจะต้องอธิบายและสาธิตให้เด็กเข้าใจว่า  น้ำมีแรงต้านทานทำให้เราลอยตัวอยู่ในน้ำได้  ถ้าเราทำตัวให้ผ่อนคลาย  และหายใจเข้าให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้  เราเองก็ต้องยืนอยู่ใกล้ชิดกับเด็ก  คอยพุงและให้กำลังใจแก่เด็ก  และเมื่อเด็กมีประสบการณ์เกี่ยวกับการลอยตัวแล้ว  เขาก็พร้อมที่จะไปสู่ขั้นการเคลื่อนไหวในน้ำได้โดยพยายามไมให้ตัวจมน้ำ  ตอนต่อไปยิ่งสำคัญเพราะเป็นเทคนิคที่ผมเองเคยนำไปใช้หล่อหลอกจนเด็กๆ หลายๆ คนเกิดความสนุกสนานทุกครั้งที่เห็นสระว่ายน้ำ  และนั่นก็คือ  เทคนิคในการสอนการลอยตัวแบบต่างๆ การลอยตัวแต่ละครั้งควรมีชื่อตั้งให้แต่ละท่าเพราะจะทำให้ลูกได้เรียนรู้ท่าไปพร้อมๆ กับการจินตนาการเกี่ยวกับชื่อของท่าที่ตั้งไว้ได้แก่

-  ท่าการลอยตัวแบบ "แมงกะพรุน" ตรงกับภาษาต่างประเทศคือ ท่า JELLY FISH FLOAT  วิธีการคือ ให้ลูกลงมายืนในน้ำ  ซึ่งไม่ต้องลึกเท่าไร (ระดับเอว) เรา ก็ช่วยประคองบริเวณซอกแขนทั้งสองข้างแล้วค่อยๆ บอกให้ลูกค่อยๆ แยกเท้าทั้งสองออกห่างกันประมาณช่วงไหล่ของลูก  ให้ลูกหายใจเข้าให้เต็มที่ แล้วค่อยๆ ก้มหน้าลงในน้ำ  ขณะเดียวกันเราก็ต้องช่วยประคองไหล่ทั้งสองพร้อมให้ลูกใช้มือทั้งสองข้างมาจับที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง  เข่างอชิดหน้าออก (กรณีที่ลูกตัวโต  ลักษณะคล้ายหมู  ช้าง  หรือฮิบโป  ก็น่าจะอนุโลมให้จับบริเวณเข่าได้)  แล้วค่อยๆ จุ่มลงในน้ำทีละนิด  จนมิดทั้งลำตัว  โปรดทราบ  ข้อพึงระวังในการฝึกครั้งแรกก็คือจะต้องค่อยๆ ประคองตัวลูกแล้วค่อยๆ จุ่มลงไปในน้ำ  ระยะแรกจะต้องอาศัยเวลายากมาก  แล้วจึงค่อยๆ ปล่อยมือ (เคยเห็นเด็กหลายๆ คน สำลักน้ำตอนที่กำลังจะปล่อยมือจากขาเพื่อขึ้นมาหายใจ)

            การลอยตัวท่าคว่ำหน้า  หรือภาษาต่างประเทศที่ว่า Prone Float ถือเป็นท่าแรกก็ว่าได้ที่ควรฝึกให้ลูก เริ่มต้นกันแบบง่ายๆ นั่นก็คือ พาลูกไปยังบริเวณขอบสระ (น้ำตื้นๆ) แล้วเริ่มสอนลูกดังนี้

-  จัดกิจกรรมให้ลูกยืน  เดิน  หรือวิ่ง  บริเวณขอบสระ ที่สำคัญคือ  จะต้องให้ลูกเอามือทั้งสองข้างจับหรือแตะขอบสระไว้  กรณีที่ลูกยังขาด ความมั่นใจ  เราจึงค่อยๆ กอดประคอง  เพื่อให้ลูกได้รับความอบอุ่นและถือเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นที่ได้ผลเกินร้อย

-  จากนั้นค่อยๆ ให้ลูกหันหน้าเข้าหาขอบสระเอามือทั้งสองแตะไว้ให้มั่น  พึงพยายามเตือนลูกอยู่เสมอว่าอย่าปล่อยมือออกจากขอบสระถ้าเมื่อยก็ขอให้บอกท่านก่อน

-  ให้ลูกฝึกการแตะขา  สลับซ้าย-ขวาในน้ำ (กระตุ้นให้ลูกแตะขาแรงๆ ให้น้ำกระเด็นให้มากที่สุด  ถือว่าเป็นการอบอุ่นร่างกาย  เบื้องต้นก็ว่าได้ )  ในขณะเดียวกันท่านจะต้องคอย  พยุงลำตัวของลูกให้ลอยขึ้น  จะกอดจะอุ้มหรือใช้แค่ต้นขาให้ลำตัวลูกพาดขึ้นก็อยู่กับสรีระของท่านเอง

-  จากนั้นค่อยๆ บอกให้ลูกก้มหน้าลงในน้ำไปพร้อมๆกับการแตะขาสลับซ้าย-ขวา  ตามจังหวะที่ท่านต้องการให้ก้มหรือเงยตัวอย่างระมัดระวัง (ให้ลูกแตะขาสลับซ้าย-ขวารอ)  เตรียม (เพื่อให้ลูกเตรียมตัวท่านสามารถใช้ มือสัมผัสกดตัวลูกเพื่อเป็นสัญญาณ) ก้ม (ให้ลูกก้มหน้า) เงย (ให้ลูกเงยหน้าขึ้นจากน้ำ)  เบื้องต้นให้ฝึกท่านี้ก่อน  จากนั้นค่อยตรวจสอบ  ขา  แขน  ลำตัว  รวมไปถึงจังหวะก้ม-เงยของลูก  เป็นอันว่า  ท่านทำได้แน่นอน  อย่าลืม  กระตุ้นลูกของท่านด้วยวาจาที่สุภาพ  และให้ความมั่นใจในขณะที่ลูกฝึก  เมื่อลูกสามารถลอยตัวคว่ำหน้าในท่าหงายและท่าคว่ำได้แล้ว  อีก 2 ท่าที่จะต้องฝึกต่อก็คือท่าของการ โผ (เรียกง่ายๆ ว่าเป็นการถีบ/ดันออกจากขอบสระว่ายน้ำ) มี 2 ท่าคือ

            1.  การโผตัวแบบคว่ำ (PHONE - GLIDE FLOAT) ทำได้ก็ต่อเมื่อลูกของท่านสามารถลอยตัวคว่ำหน้าได้ดีแล้ว  ควรให้ลูกฝึกโผตัวคว่ำ  โดยการถีบเท้าทั้งสองให้ลอยตัวขึ้นจากพื้นหรือขอบสระ  ให้ตัวพุ่งไปด้านหน้า  โดยแขนทั้งสองเหยียดตรง  เหนือศีรษะแนบหูทั้งสองข้าง  ลำตัว  แขนและขาจะต้องเหยียดเป็นเส้นตรงในขณะโผและลอยตัวนั้นค่อยเปลี่ยนให้ยืนโผตัวบ้าง

            2.  การโผตัวแบบหงาย (BACK - GLIDE FLOAT) เป็นขั้นตอนต่อจากการลอยตัวแบบหงาย  ควรฝึกในน้ำระดับหน้าอก  โดยเริ่มจากการเหยียดแขนตรงและผ่อนคลายแนบข้างลำตัว  เงยหน้าและถีบเท้าทั้งสองออกจาพื้นหรือขอบสระทั้งสองขั้นตอน  มีข้อแตกต่างในการช่วยเหลือคือ  ท่าโผคว่ำหน้าเราจะต้องประคองบริเวณลำตัวและแขน  ส่วนท่าโผแบบหงายเราจะต้องประคองบริเวณคอของลูก  เมื่อลูกมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงขึ้น  ขั้นสุดท้ายก็คือ  การลงสู่น้ำ  ยกตัวอย่างเช่น  การกระโดดลงน้ำ  ง่ายที่สุดก็คือ  การเอาขาลงสู่น้ำและกระโดดพุ่งตัว  เอาศีรษะลงสู่น้ำ  จะเริ่มสอนกันง่ายๆ โดยการให้ลูกเอาเท้าทั้งสองข้างลงในบริเวณน้ำตื้น  จากนั้นค่อยๆ จับมือทั้งสองของลูกไว้ (ลองค่อยๆ ดึงมือลูก  แล้วโน้มน้าวลงสู่พื้นน้ำอย่างช้าๆ)  จนกว่าลูกจะเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง  เราจึงค่อยปล่อยมือ  (เทคนิคง่ายๆ ลองบอกลูกตัวเองว่า  หลังจากที่ลูกทำได้แล้ว  จะมีรางวัลชิ้นใหญ่ให้ลูกอย่างเช่น  จะทำไข่เจียวให้กินเป็นต้น) การกระโดดพุ่งตัวลงน้ำโดยเอาศีรษะลง (DIVING) เป็นขั้นตอนที่ฝึกต่อจากการกระโดดจากท่านั่ง (โผตัว) เราต้องประคองในส่วนของศีรษะในระยะแรก  ลูกอาจจะกลัวอยู่บ้าง  แต่เราก็ต้องค่อยๆปฏิบัติการฝึกให้ลูกอย่างอดทน

            ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาก็ง่ายนิดเดียวซึ่งผู้เขียนได้ทำการสอนเด็กๆ มาทุกปีก็ได้ใช้วิธีการนี้  หากคุณผู้ปกครองนำไปใช้สอนลูกว่ายน้ำได้  รับประกันได้ว่า  ลูกของคุณจะนับถือและเชื่อฟังขึ้นมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า  แต่อย่าลืมเป็นอันขาดอีกนิดว่า  คุณผู้ปกครองต้องใช้ความอดทนอย่างมากและผู้เขียนขอรับรองว่า  คุณทำสำเร็จแน่ครับกับเคล็ดลับนี้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 266378
 เขียน:  
 ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า

ความเห็น

1
IP: xxx.183.8.71
เขียนเมื่อ Thu May 26 2011 21:58:29 GMT+0700 (ICT)

ดีมาก

PANIDA
IP: xxx.53.181.132
เขียนเมื่อ Mon Aug 15 2011 17:47:09 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากค่ะ ได้ความรู้มากเลย

Saintzone
IP: xxx.171.110.51
เขียนเมื่อ Tue Apr 02 2013 12:57:21 GMT+0700 (ICT)

ดีเลยครับ .. ขอนำเทคนิคไปใช้ด้วยครับ 

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์