การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

 ปีการศึกษา1/2552 

 

 

ขอต้อนรับนักศึกษาหลักสูตรศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยทุกท่านสู่วิชาบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ ปีการศึกษา 1/2552 ทุกท่าน

www.ssru.ac.th/center/cqm

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 265046
 เขียน:  
 ดอกไม้:  ความเห็น: 54  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

อธิป
IP: xxx.24.155.60
เขียนเมื่อ Tue Jun 02 2009 15:36:22 GMT+0700 (ICT)

สรุป เนื้อหาที่ได้จากการเรียนครั้งที่1(วันที่ 1 มิ.ย.)

เป็นการพูดถึงเนื้อหาในวิชา จุดประสงค์ และผลที่คาดว่าจะได้รับจากการเรียนในรายวิชานี้ เป็นเหมือนการเกริ่นนำก่อนที่จะเริ่มเรียนและลงในรายละเอียด โดยการเรียนจะแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ

1.การเรียน ทฤษฎีในการบริหารสถานศึกษา การบริหารสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ รวมถึงทฤษฎีการบริหาร บางทฤษฎี

2.การศึกษา ค้นคว้า เพื่อทำรายงาน เขียนอารัมภบทวิชาการและสอบ เพื่อทดสอบความเข้าใจในการเรียน

3.การนำไปใช้จริง หรือการทำงานกลุ่ม คือการดูงานในสถานศึกษาจริงๆ โดยการดูงานนี้นอกจากจะได้นำเอาสิ่งที่เรียนมาทั้งหมดไปใช้เพื่อฝึกการบริหารสถานศึกษา แล้วยังได้ฝึกการหาข้อมูล วิเคราะห์ สังเคราะห์ บูรณาการ ความรู้ที่ได้

สิ่งที่ได้นอกเหนือจากที่สอนคือความเข้าใจว่าในการเรียนวิชานี้นอกจากอาจารย์จะกำหนดจุดประสงค์ของวิชาแล้ว ตัวผู้เรียนเองยังต้องกำหนดสิ่งที่คาดว่าจะได้รับจากการเรียนของตัวเองว่าต้องได้ความรู้ ความสามารถด้านอะไรบ้าง

1.การหาข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการบริหาร

2.การวิเคราะห์ ข้อมูลที่ได้มาเพื่อให้สามารถนำสิ่งที่วิเคระห์นี้ไปปรับใช้ได้ในการบริหารจัดการ

3.การถอดข้อมูลจาก tacit knowledge ให้เป้นข้อมูลที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ เพื่อในอนาคตหากมีโอกาสได้บริหารจัดการจริงๆ เราสามารถที่จะหาข้อมูลจากประสบการณ์ของผู้อื่นมาปรับใช้และพัฒนากับ องค์กร/บริษัทของตัวเองได้

สรุปสิ่งที่เรียนและความรู้ที่ต่อยอดจากการบรรยาย

คือ

วัตถุประสงค์และผลที่คาดว่าจะได้รับของรายวิชานี้

(over viewในคาบแรก)>>>>=Input

l

l

V

การเรียนการสอน เนื้อหา/ความรู้ที่ได้รับ >>>>>=Process

l

l

V

ความสามารถในการหาข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อนำไปพัฒนาสถานศึกษา/องค์กร/บริษัทต่อไปในอนาคต >>>>>=Outcome (ผลที่ได้รับ* ไม่ใช่ผลที่คาดว่าจะได้รับ)

นายสมบัติ แซ่เบ๊
IP: xxx.8.23.61
เขียนเมื่อ Fri Jun 05 2009 09:39:51 GMT+0700 (ICT)

เรียน อ.ดร.ยงยุทธ ยศยิ่งยง

เรื่อง ขอสรุปเนื้อหาการบรรยายและสรุปต่อยอดการบรรยาย วิชา การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ ครั้งที่ 1 ภาคเรียนที่ 1/2552

โดย นายสมบัติ แซ่เบ๊ หลักสูตรศาสนศาสตรมหาบัณฑิต การจัดการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย รหัส 5110204015

เนื้อหาการบรรยายและสรุปต่อยอด เป็นดังนี้

สำหรับการบรรยายในครั้งนี้ เป็นการเกริ่นนำถึงขอบเขตของเนื้อหาในรายวิชาดังกล่าว เป็นการแนะนำการเรียนการสอน ภาพรวมของวิชาการบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ การประเมินวัดผลจากการศึกษา เป็นต้น

นอกจากนี้ ท่านอาจารย์ยังได้ย้อนกลับไปถึงความรู้เดิมในการบริหารจัดการ โดยอาศัย

- การเข้าใจ Knowleage based spiral learning

- การเข้าถึง Area based learning

- การพัฒนา Action based learning

ซึ่งทฤษฎีที่ว่านี้สามารถนำมาต่อยอด ให้เกิดกระบวนการคิดที่ต่อยอดมากขึ้นและ สร้างสรรค์ อันก่อให้เกิด Mind mapping โดยอิงอาศัยการ Out put, Out come

นายกระแสชัยพฤกษ์ เพ็ชรหนูน
IP: xxx.8.23.61
เขียนเมื่อ Fri Jun 05 2009 09:46:53 GMT+0700 (ICT)

สวัสดี อาจารย์ยงยุทธ

ครั้งนี้ ผมนายกระแสชัยพฤกษ์ 5010204007 ได้ความรู้เบื้องต้นจากอาจารย์ดังนี้

- รูปแบบการเรียนการสอน

- งานที่มอบหมาย

- กระบวนการเรียนการสอน รวมทั้งการศึกษาดูงาน

- คะแนน ประเมินผล

- ภาพรวมการศึกษา

นอกนี้อาจารย์ยังได้ให้วิธีการหาข้อมูลความรู้ การค้นคว้า การเก็บและถอดข้อมูลเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ Out put ----- Out come

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการต่อยอดทางความคิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้

นางสุบุญนำ พรรณผัก
IP: xxx.25.138.76
เขียนเมื่อ Sat Jun 06 2009 23:16:35 GMT+0700 (ICT)

กราบ สวัสดีคะท่านอาจารย์ ยงยุทธ ยศยิ่งยง

เมื่อวันที่1 มิ.ย.52 ดิฉันนางสุบุญนำ พรรณผัก 5110204017 ได้มาเรียนที่ มมร.

ดิฉันรู้สึกว่าโชคดีที่ได้มาเรียนกับท่านอาจารย์ อีกครั้ง เมื่อเทอมที่แล้ว ดิฉันได้เรียนวิชา

การบริหารทรัพยาบุคคลทางการศึกษา กับท่าน ท่านอาจารย์สอนดีมากคะท่านมีเทคนิค

ในการถ่ายทอด ทำให้ดิฉันเข้าใจในการเรียนกับท่านมาก มีเทคนิคในการสอนสามารถถ่ายทอดความรู้ ทำให้ดิฉันเข้าใจในการเรียนกับท่านเป็นอย่างมากคะ วันนี้ท่านได้กรุณาให้คำแนะนำวิธีการของการเรียนการสอน วิชา"การบริหารสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ" โดยได้อธิบายถึงภาพรวมและวัตถุประสงค์ของการเรียนวิชาที่ว่า ดังนี้ด้านความรู้ความคิด เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ แนวคิดทฤษฏีการบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

ด้านทักษะความสามารถ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์ปัญหาการบริหารงานในสถาบันการศึกษาด้านต่างๆและสามารถนำแนวคิด หลักการและทฤษฏีเกี่ยวกับการบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศไปใช้แก้ปัญหาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพของผลผลิตได้ และเพื่อให้ผู้เรียนสามารถจัดระบบการบริหารภายใต้สถาบันการศึกษา และสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดใหม่ๆในการบริหาร เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและงานอื่นๆอันนำไปสู่ความเป็นเลิศทางด้านคุณภาพของผลผลิตได้

ด้านคุณลักษณะ ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้ผู้เรียนมีวิสัยทัศน์เป็นผู้รู้เท่าทันสถานการณ์ เป็นผู้มีทักษะในการเข้าสังคมเป็นผู้มีความรู้ทางวิชาการและวิชาชีพ และมีคณธรรมและจริยธรรม 3 ข้อ ใหญ่ๆดังนี้

1. การมีคุณธรรมและจริยธรรมในการครองตน ประกอบด้วย มีวินัย และมีความซื่อสัตย์สุจริต

2. การมีคุณธรรมและจริยธรรมในการครองตน ประกอบด้วย มีความเที่ยงธรรม มีน้ำใจ พูดไพเราะ สงเคราะห์คน วางตนดี และมีเมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา

3. การมีคุณธรรมและจริยธรรมในการครองงาน ประกอบด้วย มีความเสียสละ มีความมุ่งมั่น ขยัน อดทน และมีความรับผิดชอบ

นางสาวยุพิน แซ่เฮี๊ยบ
IP: xxx.9.151.205
เขียนเมื่อ Sun Jun 07 2009 13:48:15 GMT+0700 (ICT)

เรียน อ.ดร.ยงยุทธ ยศยิ่งยง ที่เคารพ

เรื่อง สรุปเนื้อหาการฟังการบรรยายและสรุปต่อยอดการบรรยาย วิชา การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ ครั้งที่ 1 ภาคเรียนที่ 1/2552 โดย นางสาวยุพิน แซ่เฮี๊ยบ หลักสูตรศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย รหัส 5110204010

การบรรยายในครั้งนี้ เป็นการเกริ่นนำถึงขอบเขตของเนื้อหาในรายวิชาการบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ ครั้งที่ 1 ภาคเรียนที่ 1/2552 เป็นการแนะนำการเรียนการสอน ภาพรวมของวิชาการบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ การประเมินวัดผลจากการศึกษา เป็นต้น

นอกจากนี้ ท่านอาจารย์ยังได้ย้อนกลับไปถึงความรู้เดิมในการบริหารจัดการ โดยอาศัย

- การเข้าใจ Knowledge based spiral learning

- การเข้าถึง Area based learning

- การพัฒนา Action based learning

ซึ่งทฤษฎีที่ว่านี้สามารถนำมาต่อยอด ให้เกิดกระบวนการคิดที่ต่อยอดมากขึ้นและ สร้างสรรค์ อันก่อให้เกิด Mind mapping โดยอิงอาศัยการ Out put, Out come

การที่จะก้าวสู่โรงเรียนแห่งความเป็นเลิศ

-วิชาการ

-การบริหาร

-บุคลากร

-งบประมาณ

สุดท้ายขอกราบขอบพระคุณอ.ดร.ยงยุทธ ยศยิ่งยง สำหรับความรู้และประสบการณ์การเรียนรู้ในรายวิชาการบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ แม้จะเป็นการเรียนครั้งแรกของปีการศึกษา2552แต่ขอบอก สนุกและเนื้อหาเข้ม

นางสาวสิริวิมล ศาลาจันทร์
IP: xxx.24.77.165
เขียนเมื่อ Sun Jun 07 2009 17:52:03 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ  .ยงยุทธ ยศยิ่งยง

            สำหรับภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2552 วันแรกของการเรียน เราก็ได้เรียนวิชา การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ ซึ่งถือได้ว่าเป็นวิชาที่ต่อเนื่องจากการบริหารทรัพยากรทางการศึกษา เมื่อเทอมที่ผ่านมา และยังคงมีอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิอย่าง อ.ยงยุทธ ยศยิ่งยง เป็นอาจารย์ผู้สอนอีกครั้ง

            การเรียนในคาบเรียนที่ 1 นี้เป็นการเกริ่นนำเกี่ยวกับรายละเอียดวิชาที่จะเรียนในภาคการศึกษานี้ และสรุปข้อตกลงต่างๆในการเรียน การสอน โดยวัตถุประสงค์ของการเรียนวิชา การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ คือ เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ แนวคิด และทฤษฎีการบริหารการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ, เพื่อให้ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์ปัญหาการบริหารงานในสถาบันการศึกษา สามารถจัดระบบการบริหารภายในสถาบันการศึกษา และเพื่อให้ผู้เรียนมีวิสัยทัศน์เป็นผู้รู้เท่าทันสถานการณ์ เป็นผู้มีทักษะในการเข้าสังคม เป็นผู้มีความรู้ทางวิชาการและวิชาชีพ ทั้งยังมีคุณธรรมและจริยธรรมในการครองตน ในการครองตน และในการครองงาน

            และสำหรับวิธีการเรียนการสอน มี 5 ส่วนหลักๆ คือ การเรียนรู้ร่วมกันในชั้นเรียน การศึกษาดูงานจากสถานศึกษา การทำและนำเสนอรายงาน (อารัมภบทวิชาการ) การสอบไล่ โดยการค้นคว้า วิเคราะห์ สรุปเนื้อหาสาระที่กำหนด และการสรุปการเรียนการสอนรายวัน

            สำหรับความคิดเห็นส่วนตัว คิดและคาดหวังว่า วิชาการบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศนี้ เป็นวิชาที่มีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาสาขาการจัดการศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะเป็นวิชาที่ว่าด้วย ทำอย่างไรให้สถานศึกษาก้าวสู่ความเป็นเลิศ ซึ่งนั่นเป็นวัตถุประสงค์ของทุกๆสถานศึกษา และเป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนางานการศึกษาของประเทศไทยด้วย เรียกได้ว่าหากสถานศึกษาใด สามารถบริหารสถาบันของตนขึ้นสู่ความเป็นเลิศได้ สถาบันนั้นก็ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานในทุกๆด้าน

            ขอขอบพระคุณอาจารย์ล่วงหน้า ที่เสียสละเวลาและแบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ต่างๆให้แก่นักศึกษาค่ะ

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.9.26.130
เขียนเมื่อ Mon Jun 08 2009 00:04:16 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร อาจารย์ ดร.กิรติ ยศยิ่งยง

อาตมภาพ พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005

ศาสนศาตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ปีการศึกษา 2552

การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

การบรรยายครั้งที่ 1 ....วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2552

overviews....การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

---------------------------------------------------------------------

งาน 4 การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

คือ...1. งานวิชาการ

2. งานบุคลากร

3. งานงบประมาณ

4. งานทั่วไป

จำเป็นต้อง.....รู้คิด ตามแนวทางในหลวง คือ

- การเข้าใจ Knowledge spiral based learning

- การเข้าถึง Area based learning

- การพัฒนา Action based learning

ให้เรามีพื้นฐานความรู้ และแนวทางในการดำเนิน

.....จาก ทฤษฏ๊ แนวคิด หลักการบริหาร ที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ, นวัตกรรม, ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพื่อความเป็นเลิศ

Knowledge based learning........การเรียนรู้ โดยถอดความรู้จาก(องค์กร) เขา

จาก.......ความรู้ที่....1. วางอยู่ (เผยแผ่) เปิดเผยทั่วไป เห็นได้ด้วยตา

...........................2. ฝังแน่น (คนทำงาน) ประสบการณ์

...........................3. ความคิดต่อยอด.................ว่า...Process ,How to, Innovative, Moral .........เก่ง ดี มีสุข...ได้อย่างไร?

.......เรียนรู้แล้ว...ได้อะไร.......คิดต่อยอดได้....ไหม........เพื่อแก้ปัญหา...ให้ลุล่วงได้

ปัญหาและการแก้ปัญหา.....ได้ด้วย

1. รู้........จากการ....อบรม ปฐมนิเทศ ระดมความคิดได้

2. คิด.........จากการ.......ประชุมหารือ ระดมสมองหาแนวทาง

3. สามารถ......จากการ....ฝึกฝน ชำนาญการ

4. คุณธรรม.........จากศาสนา และสำนึกในใจตน

......อนาคตทางการศึกษาของชาติ.....อยู่ที่การวางระบบที่ดีในปัจจุบัน...................

เก่ง......ปัญญา

ดี.........ใจบริสุทธิ์ กิเลสน้อย

มีสุข.......ด้วยเมตตา

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

----------------------------------------------------

พระราชทานแก่ข้าราชการพลเรือน เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ปีพุทธศักราช 2534

........" การปฏิบัติราชการให้ดีนั้น กล่าวอย่างสั้น ง่าย และ ตรงที่สุด คือ ทำให้สำเร็จทันการ และให้ได้ผลเป็นประโยชน์แต่ทางเดียว ซึ่งจะทำได้เมื่อบุคคลมีวิชาความสามารถ และมีปัญญาความรู้คิดพิจารณา เห็นสิ่งที่เป็นคุณเป็นโทษ เป็นประโยชน์ มิใช่ประโยชน์อย่างชัดเจน ถูก ตรง. "

(พระตำหนัก ภูพิงคราชนิเวศน์ วันที่ 19 มีนาคม 2534)

----------------------------------------------------------------------------------

".........ผู้ที่ปฏิบัติงานโดยดีบริสุทธิ์แล้ว ย่อมได้มีส่วนในการช่วยประเทศชาติ....ให้อยู่เย็นเป็นสุข........."

"..................ถ้าเราจะเอาแต่ชนะ.....มันก็ต้องมีแพ้.........แต่ถ้าเราปรองดองกัน.....มีแต่ชนะ....ไม่มีแพ้.............."

".......ไม่ว่าจะปฏิบัติภาระหน้าที่อันใด ทั้งส่วนน้อยส่วนใหญ่ ขอให้ปรารภประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นจุดหมายสูงสุด.................."

----------------------------------------------------------------------------------

จริยธรรม....รัฐมนตรี

...........................

1.ทุกฺขูปนูทนํ.......... รู้จักบำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชน

2.ธมฺมกามตา......... มุ่งความเป็นธรรมแก่สังคม

3.สติฺปญฺญา........... มีสติ คู่กับปัญญา

4.อตฺถการี............. บำเพ็ญประโยชน์ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

---------------------------------------------------------------------------------

จริยธรรม....นายกรัฐมนตรี

..................................

1.จกฺขุมา..................... เห็นการณ์ไกล

2.ปฏิปทา..................... ว่องไว คล่องแคล่ว ทันเหตุการณ์

3.ทิฏฐิสามญฺญตา........... ส่งเสริม สนับสนุนความสามัคคี มีทัศนคติตรงกัน

4.มชฺฌิมาปฏิปทา............ ดำเนินทางสายกลาง ไม่เอียงซ้าย เอียงขวา

-------------------------------------------------------------------------------------

จริยธรรม.......ครู 7 ประการ

......................................

1.ปิโย.............................. ทำตนให้ศิษย์รัก

2.ครุ................................ ทำตนให้เป็นที่ยำเกรง

3.ภาวนิโย......................... ทำตนให้เชี่ยวชาญยิ่งขึ้น

4.วตฺตา............................. อุตส่าห์พร่ำสอนวิชาต่างๆ

5.วจนกฺขโม........................ อดทนต่อถ้อยคำ

6.คมฺภีรํ กถํ กตฺตา.............. ขยายคำลุ่มลึกให้แจ่มแจ้ง

7.โน จฏฺฐาเน นิโยชเย......... ไม่ชักนำศิษย์ไปในทางผิด

---------------------------------------------------------------------------------

จริยธรรม......นักเรียน

.............................

1.สุ................. ฟังตั้งจิตกำหนด

2.จิ................. เอาจิตพินิจจำ

3.ปุ................. ฉงนสิ่งใดให้เร่งถาม

4.ลิ................. จดข้อความให้มองเห็น

-------------------------------------------------------------------------------------

๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙

คนดี......ต้องรู้เหตุ, ผล, ตน, ประมาณ, กาล, ชุมชน, สังคม......(คนไม่ยุ่ง...ให้เข้ากัน).

...............ธรรมะ......ห่างหาย.....จากใจ.....คน....มัวเมา......ใน....โลก.....ธรรม.....

๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕

.................ใจที่เปี่ยมสุข ความเป็นพุทธไม่เสื่อมหาย สถิตแน่นในใจกาย น้อมถวายพุทธองค์..........

.......................ปภงฺกโร ภิกฺขุ.........อาทิตย์ 7 มิถุนายน พ.ศ.2552 เวลา 00:03 น.

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.9.26.130
เขียนเมื่อ Mon Jun 08 2009 00:07:57 GMT+0700 (ICT)

นโยบายการศึกษารัฐบาลอภิสิทธิ์

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ณ กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งนโยบายการศึกษาได้กำหนดไว้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต รวม ๘ ประการ ดังนี้

๑. ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยปฏิรูปโครงสร้างและ การบริหารจัดการ ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และระดมทรัพยากร เพื่อการปรับปรุงการบริหารจัดการศึกษา ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับอุดมศึกษา พัฒนาครู พัฒนาระบบการคัดเลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัย พัฒนาหลักสูตร รวมทั้งปรับหลักสูตรวิชาแกนหลักรวมถึงวิชาประวัติศาสตร์ ปรับปรุงสื่อการเรียนการสอน พัฒนาทักษะในการคิดวิเคราะห์ ปรับบทบาทการศึกษานอกโรงเรียนเป็นสำนักงานการศึกษาตลอดชีวิต และจัดให้มีศูนย์การศึกษาตลอดชีวิต เพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ตลอดถึงการส่งเสริมการกระจายอำนาจให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อนำไปสู่เป้าหมายคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นคุณธรรมนำความ รู้อย่างแท้จริง

๒. ส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นในระดับอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา เพื่อให้สนองตอบความต้องการด้านบุคลากรของภาคเศรษฐกิจ

๓. พัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ได้ครูดี ครูเก่ง มีคุณธรรม มีคุณภาพ และมีวิทยฐานะสูงขึ้น ลดภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนตามโครงการคืนครูให้นักเรียน มีการดูแลคุณภาพชีวิตของครู ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้และจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตครู ควบคู่ไปกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เน้นการพัฒนาเนื้อหาสาระและบุคลากร ให้พร้อมรองรับและใช้ประโยชน์จากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างคุ้มค่า

๔. จัดให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี ๑๕ ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้เกิดความเสมอภาคและความเป็น ธรรมในโอกาสทางการศึกษาแก่ประชากรในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ทั้งผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ผู้บกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา และชนต่างวัฒนธรรม รวมทั้งยกระดับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชุมชน

๕. ยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาไปสู่ความเป็นเลิศ โดยการจัดกลุ่มสถาบันการศึกษาตามศักยภาพ ปรับเงินเดือนค่าตอบแทนของผู้สำเร็จอาชีวศึกษาให้สูงขึ้น โดยภาครัฐเป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างของการใช้ทักษะอาชีวศึกษาเป็นเกณฑ์กำหนด ค่าตอบแทนและความก้าวหน้าในงาน ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนา

๖. ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ให้ มีการประนอมและไกล่เกลี่ยหนี้ รวมทั้งขยายกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอาชีวศึกษาและปริญญาตรีเพิ่ม ขึ้น

๗. ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศ เชิงสร้างสรรค์ อย่างชาญฉลาด เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้

๘. เร่งรัดการลงทุนด้านการศึกษาและเรียนรู้อย่างมีบูรณาการในทุกระดับการศึกษาและในชุมชน โดยใช้พื้นที่และโรงเรียนเป็นฐานบูรณาการทุกมิติ และยึดเกณฑ์การประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา เป็นหลัก ในการยกระดับคุณภาพโรงเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และส่งเสริมความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาและ วิจัยพัฒนาในภูมิภาค รวมทั้งเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตในชุมชน โดยเชื่อมโยงบทบาทสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และสถาบันทางศาสนา

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.9.26.130
เขียนเมื่อ Mon Jun 08 2009 00:09:08 GMT+0700 (ICT)

วันแรกของจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ และ นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการวันแรกที่กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมทั้งพบผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. เมื่อเช้าวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๑

รมว.ศธ.ได้กล่าวเน้นถึงภารกิจที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ดังนี้

๑) เรียนฟรี ๑๕ ปี เป็นนโยบายรัฐบาลด้านการศึกษา ซึ่งจะแปลงเป็นแผนปฏิบัติ โดยมีเงื่อนเวลาบังคับ โดยถัดจากนี้ไปจะ เป็นช่วงเวลาการเตรียมการและเตรียมความพร้อมทั้งหมด เพื่อปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมในปีการศึกษา ๒๕๕๒ ต้องมีการเตรียมการเพื่อให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด

๒) ปฏิรูปการศึกษา เป็นภารกิจหลักของ ศธ. ซึ่งดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว ขณะนี้เข้าสู่การปฏิรูปการศึกษารอบ ๒ โดยเน้นเป้าหมายที่คุณภาพ คุณธรรม จริยธรรม และความเป็นไทย และสำคัญที่สุด คือ ทำอย่างไรให้เป็นรูปธรรม

๓) การเติมเต็มการศึกษาทั้งระบบให้ครบวงจร เพื่อทำให้การศึกษาแข็งแกร่งขึ้น ทั้งการศึกษาในระบบ คือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน การอาชีวศึกษา การอุดมศึกษา รวมถึงการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เราต้องช่วยกันเติมเต็มในส่วนนี้ เป็นหน้าที่ของ ศธ.ที่จะเติมเต็มการศึกษาให้คนไทยทุกคน

๔) ศธ. ต้องทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ทั้งครอบครัว สถาบันศาสนา บุคลากรทางการศึกษาหรือหน่วยงานอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเอกชน ไม่ว่าสถานศึกษาเอกชน หรือการทำงานร่วมกับภาคเอกชน อันเป็นภาคเศรษฐกิจที่ต้องตอบสนองต่อตลาดแรงงาน ให้มีการผลิตนักศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อไม่ให้มีปัญหาการตกงาน เพราะจะเป็นการสูญเปล่าทางการศึกษา จึงจะมีการหารือกับภาคเอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้า และภาคบริการอื่นๆ ศธ.ต้องจับมือร่วมกับเอกชน เพื่อผลิตนักศึกษาให้ตรงตามความต้องการตลาดอย่างมีคุณภาพ สนองตอบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

รมว.ศธ. กล่าว กับผู้บริหารและข้าราชการ ศธ. ว่า ในวันนี้ยังไม่มีการมอบนโยบาย เพราะการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญโดยสมบูรณ์ ต้องมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน และเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๑ ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก ซึ่ง ครม. ได้อนุมัติร่างนโยบายของรัฐบาลด้านการศึกษาแล้ว คาดว่าจะนำกราบเรียนประธานรัฐสภาเพื่อบรรจุเป็นวาระ ในการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา ประมาณวันที่ ๒๙ ธันวาคม นี้ และเมื่อแถลงนโยบายเสร็จสิ้น รัฐมนตรีก็จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ

รมว.ศธ. ได้มอบแนวทางการทำงานว่า ต้องการทำงานร่วมกันอย่างมีระบบ แต่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไร เพียงแต่จะเสริมแนวการทำงานบางส่วน ได้แก่

๑. การประชุมรายสัปดาห์หรือประชุมผู้บริหารระดับสูง จะมีการประชุมทุกสัปดาห์ โดยมีองค์ประชุมประกอบด้วย ปลัดกระทรวง เลขาธิการ และบุคลากรทุกระดับที่มีความจำเป็น ในช่วงบ่ายของวันจันทร์ สำหรับการประชุมกระทรวง ควรจะมีการประชุมทุกเดือน มีองค์ประชุมใหญ่กว่าการประชุมผู้บริหารระดับสูง จึงขอนัดประชุมช่วงเช้าวันศุกร์สุดท้ายของเดือน โดยในเดือนมกราคม อาจจะประชุม ๒ ครั้ง คือ ต้นเดือนและปลายเดือน

๒. การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะในระบบรัฐสภา รัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบต่อการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภา ดังนั้นเมื่อมีการประชุม ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องเตรียมข้อมูล เตรียมรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกวันพุธและวันพฤหัสบดี ในสมัยประชุม ซึ่งการประชุมในวันพุธ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะเปิดโอกาสให้ผู้แทนราษฎรหารือ ซึ่งไม่ทราบว่าแต่ละสัปดาห์ใครจะหารือเรื่องอะไรบ้าง แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกระทรวงศึกษาธิการ รมว.ศธ. ควรจะตอบได้ทันที และบางเรื่องต้องมีข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะทำได้สะดวกขึ้น ถ้ามีการเตรียมความพร้อมไว้ ขอให้ทุกคนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ สำหรับการประชุมในวันพฤหัสบดีก็เช่นเดียวกัน จะมีการหารือ ซึ่งมีทั้งกระทู้สด กระทู้แห้ง ถ้าเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการก็ขอให้เตรียมด้วย

๓. การทำงานร่วมกันในกระทรวง ขอให้ดำเนินการด้วยความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ มี ประสิทธิผลให้ปรากฏชัดเจน เพราะงานหลายเรื่องของกระทรวง ของบ้านเมืองรอไม่ได้ มีความจำเป็น ที่ ศธ. มีปัญหารอให้สะสาง ต้องแก้ปัญหาให้กับการศึกษา เป็นปัญหาที่รอการคลี่คลายทั้งสิ้น เมื่อ รมว.ศธ. มอบหมายเรื่องใด ขอให้คณะทำงานหรือบุคลากรของ ศธ. ดำเนินการด้วยความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

๔. เน้นการทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน เน้นการมีส่วนร่วมของส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีหรือเรื่องนั้นๆ จะไม่ทำงานโดยลำพัง เฉพาะในส่วนของ ศธ. ซึ่งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรต่างๆ ในระบบการศึกษา องค์กรเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมศ. หรือหน่วยใดก็ตาม รมว.ศธ.ก็จะร่วมกับทุกคน ดำเนินการให้ปรากฏเป็นรูปธรรม จะช่วยให้แนวคิดในการทำงานร่วมกับทุกหน่วย และขณะเดียวกันก็จะสนองตอบต่อการแก้ปัญหาให้ดีขึ้น และตรงเป้าขึ้น

๕. รัฐมนตรีทำหน้าที่ในฐานะผู้กำกับนโยบาย จึงให้ความสำคัญกับนโยบายเป็นอันดับแรก และต้องการให้ ศธ. ยึดถือนโยบายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นกรอบสำคัญ ที่จะเดินไปข้างหน้าสู่ความสำเร็จในการนำระบบการศึกษาไทยไปสู่เส้นทางที่ควร จะเป็นร่วมกัน จะยึดถือนโยบายเป็นเรื่องหลัก และแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติภายใต้ความร่วมมือของทุกคน ที่จะต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วยความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล

๖. รัฐมนตรีมีหน้าที่ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมทั้งปัญหาที่คั่งค้างภายใน ศธ. มีความยินดีที่จะดำเนินการตามขอบเขตและอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรี หากเรื่องใดอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของข้าราชการประจำก็จะช่วยดำเนินการ สิ่งใดอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐมนตรีก็จะช่วยดูแลและสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตามที่ปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้สรุปรายงานทั้ง ๖ ประการ คือ การยกระดับคุณภาพครูทั้งระบบ การสนับสนุนปัจจัยด้านการศึกษาทั้ง ICT และ ห้องสมุด การพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาในภูมิภาค การยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาสู่ความทันสมัย การยกระดับคุณภาพการเรียนรู้วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ และการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานการประเมินคุณภาพรอบ ๒ ซึ่งงานดังกล่าวอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของรัฐมนตรี ก็จะช่วยสนับสนุน ตามหน้าที่ของรัฐมนตรีอย่างเต็มความสามารถ และขอให้ทุกคนทำตามหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มกำลัง.

ที่มา ข่าวกระทรวงศึกษาธิการ

http://www.kroobannok.com/view.php?article_id=4305

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.9.26.130
เขียนเมื่อ Mon Jun 08 2009 00:10:14 GMT+0700 (ICT)

คำบรรยายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์)

ในการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ครั้งที่ 1/2552

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 13.30- 14.15 น.

************************

กระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณก้อนใหญ่ ซึ่งเป็นงบประมาณเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ คงเป็นโอกาสสำคัญที่จะเรียนให้ทราบและเล่าให้ฟังว่า ศธ.จะทำอะไร

1. การปรับแผนพัฒนาการศึกษา

• ศธ.จะปรับแผนการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งถือว่าใช้มาครึ่งทางแล้ว และสถานการณ์เปลี่ยน เราปฏิรูปการศึกษามาแล้ว เก้าปี จึงต้องปรับแผนการศึกษาแห่งชาติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

• ต้องมีแผนการศึกษาระดับจังหวัด เพราะหน่วยงานเฉพาะในศธ. มีหลายประเภทด้วยกัน ตั้งแต่ก่อนประถม ประถม มัธยม อาชีวะ อุดมศึกษา มีวิทยาลัยชุมชน กศน. จำเป็นต้องกำหนดทิศทางในจังหวัดร่วมกันเพื่อวางแผนการผลิตกำลังคน ให้สอดคล้องกับแผนชาติ หรือจังหวัดที่มีจุดเน้นแต่ละประเภท เช่น จังหวัดที่ทำประมง จังหวัดท่องเที่ยง ฯลฯ

• บางจังหวัดไม่มีอุดมศึกษาก็ต้องทำแผนการศึกษากลุ่มจังหวัด 19 กลุ่มจังหวัด

ได้มอบหมายหัวหน้าส่วนราชการในการจัดทำแผนกลุ่มจังหวัด ซึ่ง สพท. ต้องมีส่วนร่วมต่อไป

2. การแบ่งเขตพื้นที่มัธยมศึกษา การแยกประถมศึกษาออกจากมัธยมศึกษา เพื่อแยกปฏิบัติภารกิจ โดยอยู่ภายใต้ร่ม สพฐ. มัธยมศึกษาจะแบ่งเป็น 19 เขต โดยยึดกลุ่มจังหวัดเหมือนกับกระทรวงอื่นๆ ในแต่ละเขต ก็จะแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ 41 กลุ่มย่อย ซึ่งต้อง

แก้กฎหมายอย่างน้อย 3 ฉบับ ระหว่างนั้นต้องดำเนินการในทางปฏิบัติไปพลางก่อน ทั้งด้านบุคลากร และงบประมาณ ข้อแลกเปลี่ยนคือ เมื่อแยกแล้วต้องรับผิดชอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็ก ต้องทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นและยอมรับได้ ในเขตพื้นที่ที่เหลือ ระดับประถม จะเหลือ 182 เขต เพื่อจะทำให้ไม่ได้รับผลกระทบมากเกินไป

3. การกระจายอำนาจ กระทรวงจะเน้นการกระจายอำนาจให้ไปอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษามากขึ้น บทบาทหน้าที่ของเขตพื้นที่การศึกษาต้องรับผิดชอบงานนโยบายและงานพัฒนาในเขตพื้นที่ รวมทั้งงานแก้ปัญหาทุกปัญหาในเขตพื้นที่

• งานนโยบายเช่น เรื่องการเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ สพท. ต้องดูแลเรื่องการจัดซื้อหนังสือ ตำราเรียน แม้ว่าจะโอนงบประมาณไปโรงเรียน แต่ก็ต้องดูแลโรงเรียนในพื้นที่นั้น โดยครูผู้สอนเป็นผู้ระบุ และความเห็นร่วมกันของภาคีสี่ฝ่าย ได้แก่ นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน สถานศึกษา ในเรื่องอุปกรณ์การเรียน เสื้อผ้านักเรียน ศธ. จะส่งงบประมาณตรงไปโรงเรียนให้จ่ายโดยตรงกับนักเรียน แต่จะมีเอกสารชี้แนะว่าอุปกรณ์ ควรมีอะไร เสื้อผ้าก็ควรจะได้ซื้อ 2 ชุด แต่จะยืดหยุ่น หรือจะรวบรวมเงินไปให้กลุ่มแม่บ้านตัดเย็บ แต่ถ้าไปซื้อก็ต้องแสดงใบสำคัญรับเงิน ทั้งหมดนี้ก็หนีไม่พ้นที่ สพท. จะไปช่วยดูแล หรือแม้กรณี โรงเรียนปรากฏเป็นประเด็น ว่าจะมีรายชื่อเด็กเกินความเป็นจริง ทั้ง ร.ร. รัฐ เอกชน ก็ตาม สพท. ก็ต้องเข้าไปติดตามในเรื่องนี้ด้วยในแต่ละพื้นที่

• ภารกิจในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ให้ดีขึ้น สพฐ. คงต้องติดตามต่อไป โดยเน้นการกระจายอำนาจอย่างเป็นรูปธรรม เขตพื้นที่ต้องตั้งโจทย์ให้ชัดเจน ว่ามีโจทย์กี่ข้อที่เขตต้องทำให้สำเร็จ ผลักดันให้เต็มที่ รับผิดชอบอย่างเต็มที่ ส่วนกลางลดบทบาท เป็นผู้กำกับ ดูแล ให้คุณให้โทษ เช่นในเรื่องคุณภาพแต่ละเขตอยู่ที่เท่าไร ภายในกี่ปี คุณภาพจะพัฒนาขึ้นได้เท่าไร การพัฒนาครูในพื้นที่ความรับผิดชอบจะไปทางไหน ทำได้เท่าไร การนิเทศ จะนิเทศโรงเรียนรัฐอย่างไร เอกชนอย่างไร เพราะที่สุดคือคุณภาพเด็กไทยด้วยกันเอง

• การแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก เด็กเร่ร่อน เด็กพิเศษ เด็กไร้สัญชาติ เขตพื้นที่ควรมีคำตอบว่าจะทำอย่างไร โดยไม่ต้องรอเบื้องบนเพราะ ถือว่ากระจายอำนาจ กระจายความสามารถ กระจายความรับผิดชอบ

4. การปฏิรูปการศึกษารอบสอง สกศ. จะได้ประชาพิจารณ์ ทุกภาคทั่วประเทศ โดยเดิมกำหนดกรอบ 8 เรื่องและขอเพิ่มอีกเรื่องเป็น 9 คือ เรื่องการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เน้นแรกเกิดจนถึง 30 แต่ต้องให้ความสำคัญกับช่วงอายุตั้งแต่ 30 จนตาย การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ เดือนเมษายนคงได้คำตอบทั้งหมดว่าเราจะดำเนินการอย่างไร ผู้อำนวยการทุกท่านต้องติดตามโดยใกล้ชิด

5. กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เดิมมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กยากจนได้เรียนต่อจนจบ

ม.ปลาย หรือ ปวช. ช่วงต่อมาให้เด็กทุกคนได้กู้ยืม จึงขอทำความเข้าใจว่ากองทุนสำหรับเด็กยากจนนั้น ถ้าหมดแล้วเงินเหลือจึงให้เด็กที่จนน้อยกว่าได้กู้ยืมเรียน ซึ่งปีนี้จะสามารถกู้เงินกองทุนได้ หนึ่งล้านคน ปัญหาที่ผ่านมาคือกู้ได้เงินช้ามาก มติ ค.ร.ม. จึงระบุว่าเด็กต้องได้รับเงินภายใน 90 วันนับจากวันที่กู้เงิน ซึ่งจะช่วยให้ สถานศึกษาได้รับการช่วยเหลือมากขึ้นทั้งนี้รัฐบาลมีนโยบายให้เรียนสายอาชีพมากขึ้น ปัจจุบันเป็น 40 ต่อ 60 โดยมีเป้าหมาย เป็น 50ต่อ 50 และให้เป็นเรียนสายอาชีพ 60 ต่อ 40 ในที่สุด

6. เรื่องวิทยฐานะ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพวกเราโดยตรง จะมีการประชุม กคศ. ซึ่งกำหนดนโยบายว่าจะต้องเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินจากการทำเอกสารเป็นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สพท. ควรได้ติดตาม และแจ้งให้ครูในพื้นที่ทราบต่อไป

7. การวางแผนการผลิตและพัฒนาครู จากการประชุมร่วมกับสถาบันผลิตครู 71 แห่ง และเห็นร่วมกันว่าควรวางแผนการผลิตครู 2 กลุ่มคือ กลุ่มครูของครู ที่จะขาดแคลนในไม่กี่ปีข้างหน้า และครูของนักเรียน ที่ทุกฝ่ายจะมีส่วนร่วมว่าในสิบปีข้างหน้าจะมีการผลิตครูในสาขาต่างๆเท่าใด ใครจะผลิตเท่าใด ทุกคนจะต้องรับเรื่องนี้ไปวางแผนอย่างเป็นระบบ คงจะเริ่มประชุมได้คำตอบในสองเดือน จะส่งเสริมให้คนเก่งมาเป็นครูอย่างไร เช่นอาจจะกำหนดโควตา และให้ สพท. เลือกเด็กขึ้นมา ให้ทุน หรือหลักประกันว่าเขาจะได้บรรจุทันที

8. นมโรงเรียน บัดนี้ ครม. มีมติแล้วว่าจะขยายให้เด็กได้กินนมฟรีจนถึง ป.6 และ ในปี 2553 จะบรรจุ ในงบประจำ

9. สพฐ. คงต้องกำหนดตัวชี้วัดว่าการวัดความสำเร็จในแต่ละเขตจะต้องวัดอย่างไรบ้าง เป็นการกระจายอำนาจ กระจายความรับผิดชอบและเปิดโอกาสแสดงฝีมือว่าท่านจะได้พัฒนาคุณภาพในเขตของท่านอย่างไร

• การประเมินคงจะมาจากสองส่วนคือ จาก สพฐ. ทั้งประถมและมัธยม และจากผู้ตรวจราชการ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญ และจะทำให้การบริหารจัดการครบวงจร

• ทั้งหมดนี้ถ้าท่านสำเร็จ สพฐ. ก็ต้องปูนบำเหน็จความชอบให้ท่านเช่นกัน การบริหารจัดการ กระจายอำนาจ อยู่ที่ท่านมีความสามารถในการจัดการ มีคำตอบอย่างเหมาะสม กับการตอบโจทย์ของท่าน เป็นโอกาสที่ท่านจะได้ใช้ความสามารถภายใต้กรอบกฎหมาย

************************

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.9.26.130
เขียนเมื่อ Mon Jun 08 2009 00:11:39 GMT+0700 (ICT)

สรุปนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

รายการเวทีปฏิรูปการศึกษา สทท.11

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2549 เวลา 13.00 - 14.00 น

1. เร่งรัดการปฏิรูปการศึกษาโดยใช้คุณธรรมนําความรู้ โดยการสร้างความตระหนักในคุณค่าของเศรษฐกิจพอเพียง ความสมานฉันท์ สันติวิธี วิถีชีวิตประชาธิปไตย การพัฒนาคนโดยใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงความ ร่วมมือกับสถาบัน

ครอบครัว ชุมชน สถาบันทางศาสนาและสถานศึกษาโดยมีมาตรการสําคัญ ดังนี้

1.1 ปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทุกระดับ ทุกประเภทการศึกษาที่เน้นคุณธรรมนําความรู้

1.2 พัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาให้มีความพร้อมในการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร และการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นคุณธรรมนําความรู้

1.3 สร้างเครือข่ายคุณธรรมในทุกเขตพื้นที่การศึกษา ให้เป็นฐานในการสร้าง ความร่วมมือ ร่วมคิด และร่วมปฏิบัติ ตามหลักการ “ บวร” คือ บ้าน วัด โรงเรียน ส่วนในระดับกระทรวง ให้มีการเชื่อมโยงกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณธรรม

2. ขยายโอกาสทางการศึกษาของประชาชนอย่างกว้างขวางและทั่วถึง โดยไม่เก็บ

ค่าใช้จ่าย โดยมีมาตรการสําคัญ ดังนี้

2.1 จัดการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ให้เยาวชนอายุ 7-16 ปีทุกคน ได้รับการศึกษา โดยมอบหมายเขตพื้นที่การศึกษา ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดําเนินการสํารวจเด็ก ล่วงหน้า และจัดสถานศึกษารองรับ

2.2 จัดงบประมาณอุดหนุนค่าใช้จ่ายต่อหัวการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เหมาะสมและเพียงพอต่อการจัดการศึกษาทุกระดับ และจัดเพิ่มเติมสําหรับโรงเรียนขนาดเล็ก

3. พัฒนาคุณภาพ มาตรฐานการศึกษาทุกระดับ โดยมีมาตรการสําคัญ ดังนี้

3.1 ปรับการเรียน เปลี่ยนการสอน ที่ยึดผู้เรียนเป็นสําคัญโดยพัฒนากระบวนการสอนของครู และพัฒนาวิธีการเรียนรู้ของเด็ก

3.2 แก้ปัญหาขาดแคลนครู โดยให้ความสําคัญกับพื้นที่พิเศษ เช่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งในกลุ่มสาระหลักที่ขาดแคลน เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ หรือการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กโดยใช้รูปแบบการบริหารแบบกลุ่มโรงเรียน

3.3 ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี ในการจัดการเรียนการสอน ตั้งแต่สื่อสิ่งพิมพ์จนถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมทั้งการเรียนการสอนทางไกล

4. กระจายอํานาจสู่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา โดยมีมาตรการสําคัญดังนี้

4.1 เร่งรัดการจัดทํากฎกระทรวงว่าด้วยการกระจายอํานาจให้กับเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา ให้มีความชัดเจนในการกระจายอํานาจทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารงานทั่วไป

4.2 ดําเนินการนําร่องสถานศึกษาที่มีความพร้อมในการบริหารจัดการในฐานะสถานศึกษานิติบุคคลได้ด้วยตนเอง

4.3 พัฒนาบุคลากรแกนนําเพื่อเป็นผู้นําการเปลี่ยนแปลงทั้งผู้บริหารระดับเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู อาจารย์ในโรงเรียนนําร่อง

4.4 จัดระบบบริหารโรงเรียนขนาดเล็ก โดยสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นพี่เลี้ยงช่วยเหลือในบางเรื่อง หรือบริหารงานระบบกลุ่มโรงเรียนที่ช่วยเหลือกันเองภายในกลุ่ม

4.5 ส่งเสริม สถาบันอุดมศึกษาที่มีความพร้อมและความสมัครใจเป็นสถาบันอุดมศึกษาในกํากับของรัฐ

4.6 จัดระบบการกระจายอํานาจการศึกษาไปยังสถานศึกษาอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับการกระจายอํานาจตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

5. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน เอกชน และท้องถิ่น โดยมีมาตรการสําคัญ ดังนี้

5.1 ปรับปรุง พัฒนาบทบาทของชุมชน องค์กรเอกชน สมาคมและสถาบันสังคมอื่นให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา โดยเฉพาะสมาคมผู้ปกครองและครูให้มีบทบาทในการพัฒนาโรงเรียนมากขึ้น

5.2 ปรับปรุง ทบทวน บทบาทอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาและคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา ให้มีบทบาทสําคัญในการพัฒนาการศึกษาอย่างเหมาะสม

5.3 ส่งเสริมสถานศึกษาเอกชนทุกระดับ และทุกประเภทในการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

5.4 ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบในการจัดการศึกษาทั้งในการจัดการศึกษาเพิ่มเติมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การรับโอนสถานศึกษาและการเข้ามาร่วมบริหารและพัฒนาสถานศึกษาในรูปของ

สหการที่โรงเรียนยังอยู่ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการโดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาร่วมพัฒนาและสนับสนุนทรัพยากร ด้านต่าง ๆ

ที่มา : สํานักนโยบายและยุทธศาสตร์ สป.ศธ. 6 พฤศจิกายน 2549

http://www.inspect5.moe.go.th/policymoe.htm

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.9.26.130
เขียนเมื่อ Mon Jun 08 2009 00:22:30 GMT+0700 (ICT)

นายกฯชูสหกิจศึกษาหัวใจปฏิรูปรอบ2

'อภิสิทธิ์' ชูสหกิจศึกษาเป็นหัวใจการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 ดึง สถานศึกษากับผู้ประกอบร่วมผลิตบัณฑิตคุณภาพ ลดปัญหาว่างงาน...

วันนี้ (6 มิ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษในการเป็นประธานเปิดงานวันสหกิจศึกษาไทย ครั้งที่ 1 พ.ศ.2552 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็คเมืองทองธานี ว่า ขณะนี้กำลังจะมีการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 เพราะหลายฝ่ายมองว่าการปฏิรูป รอบที่ผ่านมายังไม่บรรลุผลเท่าที่ควร ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องทบทวนแนวทางการแก้ไขปรัปปรุงระบบการศึกษาครั้ง ใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เพราะรัฐบาลตระหนักดีว่าเรื่องการศึกษา และการสร้างคนเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ ซึ่งเรื่องสหกิจศึกษาถือเป็นวาระสำคัญของการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 โดยจะต้องดูด้วยว่าระบบการศึกษาได้เปิดทางให้เด็กได้ใช้ศักยภาพ และแสวงหาโอกาสในการประกอบอาชีพการงาน เพื่อความก้าวหน้าได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงบทบาทในฐานะพลเมืองที่มีคุณภาพ มีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของส่วนรวม

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามักได้รับข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาการผลิตกำลัง ซึ่งไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ในขณะที่ปัจจุบันเราพบว่าบัณฑิตจำนวนมากจบแล้ว ไม่สามารถหางานทำได้ ส่วนผู้ประกอบการก็ระบุว่า ต้องการลงทุน แต่ขาดบุคลากร ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นพร้อมกัน เพราะขณะนี้คนต้องการทำงาน แต่หางานทำไม่ได้ ส่วนตลาดแรงงานกลับบอกว่าไม่มีแรงงาน จึงสะท้อนกลับมายังระบบการศึกษาไทยว่า ตอบสนองหรือปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ และสังคมได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ตนไม่ตำหนิผู้บริหารการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นระบบใหญ่ ไม่คล่องตัวและไม่ยืดหยุ่น การเปลี่ยนแปลงการศึกษาแต่ละครั้งส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก แต่ในยุคปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็ว ฉะนั้นความต้องการของภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีการปรับเปลี่ยนรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น หากเราไม่สามารถทำให้ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงนี้เชื่อมโยงและย้อน กลับเข้าไปสู่ระบบการศึกษา ความไม่สมดุลเรีื่่องการหางานทำ และการขาดแคลนแรงงาน ก็จะรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อโอกาสในการลงทุนของประเทศ และโอกาสของคนไทย

ที่มา ไทยรัฐ 6 มิถุนายน 2552, 16:30 น.

http://www.kroobannok.com/13612

-----------------------------------------------------------------------------------------

ครม.อนุมัติร่างพรบ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

.....

นาย ศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.อนุมัติหลักการร่างพ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(ฉบับที่ ..)พ.ศ… . ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาและนำเสนอสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาต่อไป ทั้งนี้กระทรวงการคลัง เสนอว่า จากแนวทางตามมติครม.เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2551 และ 13 พ.ค. 2552

มีวัตถุประสงค์ให้กองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา ให้กู้ยืมเงิน แก่นักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการครองชีพ ระหว่างศึกษา จึงต้องเพิ่มบทบาทภาระหน้าที่ให้สอดคล้องกับการดำเนินโครงการกองทุนเงินกู้ ยืมที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต โดยการให้กู้ยืมแก่นิสิตหรือนักศึกษาที่ศึกษาในสาขาวิชาที่ขาดแคลน จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ตามแนวนโยบายแห่งรัฐด้านการศึกษา และเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมติครม.ดังกล่าว จึงควรปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาพ.ศ. 2541

โดยสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว คือ

1 .เพิ่มเติมวัตถุประสงค์การให้กู้ยืม แก่นิสิตหรือนักศึกษาที่ศึกษาในสาขาวิชาที่ขาดแคลน จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ

2 .เพิ่มอำนาจของกองทุนในการจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินขององทุน และระดมเงินทุน โดยการกู้ยืมเงิน การออกตราสารหนี้ และการแปลงสินทรัพย์เนหลักทรัพย์ พร้อมทั้งจัดระบบบัญชี เพื่อรองรับกิจกรรมทางการเงินเพิ่มขึ้น

3 .แก้ไของค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุน

4 .แก้ไขอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการกองทุน และกำหนดให้เป็นผู้แทนของกองทุน ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก

5 .แก้ไของค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการบัญชี

6 .แก้ไขอำนาจหน้าที่ของผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืม โดยตัดเรื่องการดำเนินคดีไปกำหนดเป็นหน้าที่ของผู้จัดการ และ

7 .เพิ่มเติมเงื่อนไขการระงับหนี้เงินกู้ยืม

ที่มา คมชัดลึก วันที่ 3 มิถุนายน 2552

http://www.kroobannok.com/13472

-----------------------------------------------------------------------------------

แผนปฏิบัติราชการ 4 ปี ของกระทรวงศึกษาธิการ

ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 รวมถึงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2547 กำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องจัดให้มีแผนบริหารราชการแผ่นดินตลอดระยะเวลาการ บริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ซึ่งทุกส่วนราชการต้องใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี และแผนปฏิบัติราชการประจำปีต่อไป สำหรับคณะรัฐมนตรีที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2552-2554 และประกาศในราชกิจจานุเบิกษา เมื้อวันที่ 26 มกราคม 2552

กระทรวงศึกษาธิการ ด้วยความร่วมมือของทุกส่วนราชการหลักในสังกัดและหน่วยงานในกำกับของรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมกันจัดทำ "แผนปฏิบัติราชการ 4 ปี พ.ศ.2552-2555 ของกระทรวงศึกษาธิการ" ขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นภารกิจหรือแนวทางการดำเนินงานภาพรวมในช่วงสี่ปีข้างหน้า ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ตอบสนองเป้าหมายของแผนการบริหารราชการแผ่นดินที่กำหนดไว้ โดยแผนปฏิบัติราชการ 4 ปีฯ ฉบับนี้ มีจุดเน้นในนโยบายที่ 3 นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะนโยบายที่ 3.1 นโยบายด้านการศึกษาเป็นหลัก นอกจากนั้นยังครอบคลุมไปถึงนโยบายด้านอื่นที่กระทรวงศึกษาธิการมีส่วนเกี่ยว ข้อง เพื่อสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนให้แผนการบริหารราชการแผ่นดินบรรลุเป้าหมาย ด้วย

กระทรวงศึกษาธิการขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่มีวิริยะอุสาหะร่วมกันจัดทำ "แผนปฏิบัติราชการ 4 ปี พ.ศ.2552-2555 ของกระทรวงศึกษาธิการ" จนสำเร็จได้อย่างดี และขอให้ส่วนราชการหลักและหน่วยงานในกำกับฯ ระดมสรรพกำลังร่วมกันผลักดันแผนสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเจตจำนงต่อไป

http://www.bps2.moe.go.th/news_disp.php?id=41&type=2

6 พฤษภาคม 2552

----------------------------------------------------------------------------

DOWN LOAD......แผนปฏิบัติราชการ 4 ปี ของกระทรวงศึกษาธิการ.....ที่นี่

http://www.moe.go.th/moe/upload/news20/FileUpload/8239-4751.pdf

http://202.143.161.37/nsta1/view.php?article_id=951

**************************************************

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.9.26.130
เขียนเมื่อ Mon Jun 08 2009 00:23:19 GMT+0700 (ICT)

กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม ให้ข้าราชการใช้ปฏิบัติรวม 11 ข้อ

..............นาย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ) เปิดเผยมาตรฐานทางจริยธรรมของข้าราชการ ว่า จะประกอบด้วยค่านิยมหลัก 11 ข้อ ประกอบด้วย

1.ยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม มีความศรัทธาและปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ

2.ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีประมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและ จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ

3.ต้องแยกเรื่องส่วนตัวออกจากตำแหน่งหน้าที่และต้องยึดถือประโยชน์ของผู้ เรียนและประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตัว หรือส่วนกลุ่ม

4.มีจิตสำนึกที่ดี และมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เสียสละ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส่และสามารถตรวจสอบได้

5.ยึดมั่นในหลักนิติธรรม ยืนหยัดกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรม และชอบด้วยกฎหมาย

6.มีความซื่อสัตย์สุจริต ละเว้นการแสวงหาประโยชน์ที่มีชอบโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ ไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

7.ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง เที่ยงธรรม เป็นกลางทางการเมือง ให้บริการแก่ผู้เรียนและประชาชนโดยมีอัธยาศัยที่ดีและไม่เลือกปฏิบัติโดยไม่ เป็นธรรม

8.ใช้ข้อมูลเอกสารที่ได้มาจากการดำเนินงานเพื่อการในหน้าที่ และให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนอย่างครบถ้วน ถูกต้อง ทันเหตุการณ์ และต้องไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง

9.เคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

10.มีจิตบริการ มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน โดยยึดหลักประหยัด คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และรักษาคุณภาพและมาตรฐานแห่งวิชาชีพอย่างเคร่งครัด

11.เป็นแบบอย่างที่ดีในการดำรงตน รักษาชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของราชการโดยรวม

แหล่งที่มา : แนวหน้า

http://202.143.161.37/nsta1/view.php?article_id=1021

สนธยา อนุรักษ์ธนากร
IP: xxx.25.99.167
เขียนเมื่อ Thu Jun 11 2009 13:00:38 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ อาจารย์ยงยุทธ

ดีใจเทอมนี้ได้เรียนกับอาจารย์อีกดิฉันมีความเห็นว่า ท่านเป็นอาจารย์ที่มีเทคนิคในการอธิบายบรรยายถ่ายทอดความรู้ให้เห็นภาพชัดเจนเข้าใจยิ่งขึ้นศิษย์ขอเป็นกำลังใจขอให้อาจารย์มีความสุขสมหวังในสิ่งที่ปรารถนา

จากการฟังครั้งที่ 1 การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ สรุป ตามที่ฟังอาจารย์บรรยายคือต้องการให้น.ศ.เป็นนักบริหารการจัดการศึกษาที่มีแนวความคิดต่อยอดในการพัฒนาสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ ทำให้นึกถึงไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังค้นหายารักษาในทำนองเดียวกันในวงการศึกษาของไทย ณ.ปัจจุบันก็มีปัญหาอยู่ เปรียบเหมือนให้น.ศ.เป็นเภสัชกรที่พยายามคิดหายาสูตรใหม่แทนยาสูตรเดิมที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ต้องมั่นใจว่าเป็นตัวยาที่ให้ผลดีโดยจะต้องมีขั้นตอนอย่างละเอียดรอบคอบตรวจสอบติดตามผลข้างเคียงที่จะเกิด ท้ายที่สุดคุณภาพต้องให้ได้มาตรฐานเสมอเป็นที่ยอมรับอาจารย์ท่านอยากจะให้น.ศ.เป็นผู้มีแนวคิดมุมมองนอกกรอบสามารถจับต้องได้นำไปปฎิบัติได้จริง

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.9.26.66
เขียนเมื่อ Sat Jul 04 2009 23:29:12 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร อาจารย์ ดร.กิรติ ยศยิ่งยง และ อาจารย์ ฉัตรชัย สนธิรัตน์

อาตมภาพ พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005

ศาสนศาตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ปีการศึกษา 2552

....................................................................................

การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

การบรรยายครั้งที่ 2 ....วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2552

การบรรยายพิเศษ....แนวคิดพื้นฐานของการบริหารสถาบันการศึกษา

....โดย....อาจารย์ ฉัตรชัย สนธิรัตน์

.....................................................................................

อาจารย์...ให้เราเป็นเจ้าทฤษฏีดูว่า...."ถ้าเราจะทำสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศอย่างไร ?"

โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ให้ช่วยกันระดมสมองคิดวิเคราะห์ เพื่อให้ได้มาถึงแนวคิด ทฤษฏี วิธีการ....ตามโจทย์ ....ว่าเราจะทำอย่างไร

กลุ่ม 1 ของอาตมภาพ

เสนอว่า........ในสถานศึกษามีบริบทของการบริหารจัดการองค์การอยู่ 4 หน้าที่หลัก คือ

1. อำนวยการ 2. วิชาการ 3. บุคคล 4. งบประมาณ (ที่จำเป็นต้องดำเนินการโดยด่วน)

โดยอาศัยหลักการ SWOT มาควบคุมเพื่อจัดการให้สถานศึกษามุ่งสู่ความเป็นเลิศ

คือ ศึกษา และดูว่าภายในสถานศึกษา และบทบาทหน้าที่ในแต่ละส่วนงาน........

....มี จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และ อุปสรรค อะไรบ้างที่จำเป็นต้องส่งเสริมเพื่อให้ได้รับการพัฒนา และจะปิดช่องโหว่ที่ผิดพลาดได้อย่างไร

เช่น....

....1. ฝ่ายอำนวยการ มีการบริหารดีไหม การติดต่อประสานงานเป็นอย่างไร การคิดการวางแผน วิสัยทัศน์ นโยบายที่จะนำไปสู่กลยุทธ์เพื่อการปฏิบัติ สอดคล้องกัน หรือขัดแย้งกัน

......ก็แก้ไขโดย....ร่วมประชุมปรึกษา วางแผน หาแนวปฏิบัติร่วมกัน ความเข้าใจในภารกิจ หน้าที่รับผิดชอบของงาน และของตนเองครอบคลุมถึงไหน จัดส่งไปอบรม หรือเชิญวิทยากรผู้รู้มาให้คำแนะนำ หรือศึกษาดูงานในสถานที่เป็นมาตรฐานเพื่อเป็นแบบอย่างได้ดำเนินการจัดการต่อไป

......2. ฝ่ายวิชาการ ก็ดูว่าโรงเรียนเรามีความเด่นด้านไหน เช่น ภาษา ก็ส่งเสริมนักเรียนให้มีการแข่งขันภายใน และส่งออกสู่ภายนอกในเวทีต่างๆ หรือ การส่งเสริมอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้ให้นักเรียน ในรูปสหกรณ์ เช่น การพัฒนาฝีมือแรงงาน อาชีพ ศิลปประดิษฐ์ โดยเน้นหน่วยงานรัฐ และเอกชนที่มีอยู่ เป็นผู้ให้ความรู้ เช่น สินค้า OTOP ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร การพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด ทหารช่างเพื่อการพัฒนา ตลอดจนภาคการเกษตร กรมประมง และป่าไม้ เพื่อให้นักเรียนได้ความรู้ และประกอบอาชีพ เป็นรายได้เสริมในระหว่างเรียนได้ ทั้งอาหารกลางวัน และผลผลิตที่นำออกจำหน่าย โดยความช่วยเหลือทั้งภาครัฐ และเอกชน

.....3. ฝ่ายบุคคล จัดสรรหน้าที่ความรับผิดชอบตามความสามารถ และส่งเสริมให้มีผู้ช่วย รองผู้ช่วย เพื่อให้มีการถ่ายทอดลักษณะการทำงานต่างๆ โดยการใกล้ชิดและดำเนินการจริง เพื่อฝึกบุคลากรให้มีความชำนาญการ และมีศักยภาพมากขึ้น

.....4. ฝ่ายงบประมาณ ดำเนินการด้วยความรอบคอบในการเบิกจ่าย และคิดหาวิธีการสรรหาเพื่อเพิ่มงบประมาณของตนว่าจะหาได้จากแหล่งใดบ้าง เช่น หน่วยงานรัฐ เอกชน ผู้ปกครอง การระดมทุน การเสริมอาชีพนักเรียน

......ผู้ที่คอยรับอย่างเดียว จะไม่ได้คิด

......ผู้คิดอย่างเดียว อาจไม่ได้ทำ

.....ฉะนั้น ร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ กันคิด และทำ เพื่อให้เกิดการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ..............

.....................................................................................................

กลุ่ม 2

เสนอว่า........ในการทำสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศนั้น ควรยึดหลัก คือ ให้ดู และยึดเป็นเกณฑ์ เพื่อให้สอดคล้อง และนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลตรงตามวัตถุประสงค์ เป้าหมาย หรือแผนที่วางไว้

1. แนวคิด/พรบ.เกียวกับบริบทของการจัดการศึกษาของประเทศ โดยยึดพรบ.การศึกษา และแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับ 10

นำมาปรับใช้ในองค์กรของตน และการบริหารองค์กรโดยยึดหลักธรรมาภิบาล ที่ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้

2. ผู้นำ และภาวะผู้นำ ที่ผู้บริหาร ผู้ดำเนินการต้องมี และต้องเป็น โดยส่งเสริม สนับสนุน อบรม พัฒนาให้ได้มาซึ่ง....ผู้นำที่มีศักยภาพ และเสถียรภาพ

เพื่อให้การจัดการศึกษาได้ผลที่พึงประสงค์ ลดความเสี่ยงมากที่สุด

.........................................................................................................

การบริหารองค์การที่มีประสิทธิผล

ตามรูปแบบบูรณาการ โดยมีพื้นฐานแนวคิดมาจากทฤษฏีระบบสังคมตามรูปแบบหน้าที่ทางสังคมของพาร์สัน

.....ที่ต้องประกอบด้วยหน้าที่พื้นฐาน 4 ประการ เพื่อให้องค์การอยู่รอดได้ คือ AGIL

1. การปรับตัว (Adaptation)

.....ตัวบ่งชี้ที่จะใช้วัด ได้แก่ ความสามารถในการปรับเปลี่ยน, นวัตกรรม, ความเจริญเติบโต, การพัฒนา

2. การบรรลุเป้าหมาย (Goal Stainment)

.....ตัวบ่งชี้ที่จะใช้วัด ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์, คุณภาพ, การแสวงหาทรัพยากร, ประสิทธิภาพ

3. การบูรณาการ (Integration)

.....ตัวบ่งชี้ที่จะใช้วัด ได้แก่ ความพอใจ, บรรยากาศ, การสื่อความหมาย, ความขัดแย้ง

4. การรักษาแบบแผนวัฒนธรรม (Latency)

.....ตัวบ่งชี้ที่จะใช้วัด ได้แก่ ความภักดี, ความสนใจของคนส่วนใหญ่, แรงจูงใจ, เอกลักษณ์

.........................................................................................................

........บุคคลผู้ใดใฝ่ระลึก...........น้อมนึกพุทธคุณหนุนจิต

ยามเมื่อลาลับดับชีวิต.............จักเข้าเนาชิดสนิทนาน

.........ร่วมอยู่คู่เหล่าเทเวศน์........สู่เขตเป็นสุขทุกสถาน

ภูมิอบายไม่อาจแผ้วพาน..........เบิกบานด้วยกุศลผลบุญเอย

(มหาสมัยสูตร ทีฆนิกาย)

นางสาวสิริวิมล ศาลาจันทร์
IP: xxx.24.51.193
เขียนเมื่อ Tue Jul 07 2009 20:23:59 GMT+0700 (ICT)

ครั้งที่ 2 วันจันทร์ ที่ 29 มิ.ย. 2552

สวัสดีค่ะ อ.ยงยุทธ ยศยิ่งยง

            สำหรับการเรียนครั้งที่ 2 นี้ได้รับเกียรติจาก อ.ฉัตรชัย  สนธิรัตน์ ซึ่งได้มาให้ความรู้เรื่อง “แนวคิดพื้นฐานการบริหารสถานศึกษา” ทั้งนี้อาจารย์ได้ให้ทำกิจกรรมกลุ่ม 2 กลุ่มเพื่อระดมสมอง และช่วยกันออกความคิดเห็นว่า หากเราต้องการให้สถาบันของเราเป็นสถานศึกษาที่เป็นเลิศ คิดว่าต้องใช้แนวคิดใดบ้าง  ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ดีมาก ที่ช่วยเปิดสมองให้นักศึกษาคิดก่อนเข้าเรียนทฤษฏีต่างๆที่อาจารย์ได้เตรียมมาถ่ายทอด  ทั้งนี้จากกิจกรรมกลุ่ม พบว่านักศึกษาทั้ง 2 กลุ่มได้ให้ความคิดเห็นที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งสรุปได้ดังนี้

            สถานศึกษาที่ไปสู่ความเป็นเลิศได้ ต้องคำนึงถึงแนวคิดต่างๆ คือ

-          แนวคิดเรื่องผู้นำและภาวะผู้นำ

-          แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการต่างๆ เช่น การค้นหาจุดอ่อน จุดแข็งขององค์กร (SWOT Analysis) การบริหารจัดการงานในองค์กร (งานการเงิน งานวิชาการ งานกิจกรรม งานบริหาร)

-          แนวคิดเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม และทรัพยากร

-          แนวคิดเรื่องคุณธรรม จริยธรรมของการบริหาร

ทั้งนี้อาจารย์ยังได้ให้ความรู้เกี่ยวกับแนวคิดพื้นฐานการบริหารสถานศึกษา โดยได้ยกเอาแนวคิดของนักบริหารทั้งของไทย และต่างประเทศมาเสนอ  ซึ่งแต่ละบุคคลก็มีแนวคิดที่ทั้งเหมือนและแตกต่างกัน แต่ก็สามารถสรุปได้ว่าการบริหารสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ จำเป็นที่จะต้องมีองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้

-           ภาวะผู้นำที่แข็งแกร่งของผู้บริหาร

-          ความเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านทักษะพื้นฐาน

-          สภาพแวดล้อมของโรงเรียนที่สะอาด สวยงาม ปลอดภัย

-          ความคาดหวังของครูที่มีต่อนักเรียนในระดับสูง

-          การติดตามประเมินผลความก้าวหน้า  และการดูแลนักเรียนอย่างต่อเนื่อง

-          การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง

-          การเน้นที่ชาติพันธุ์ หรือเชื้อชาติ รวมถึงการให้ความเคารพกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม

-          การพัฒนาครูอย่างมีประสิทธิภาพ

-          การจัดระบบ และพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน

-          การมีระเบียบ วินัย

-          การเน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง

-          การจัดการงานด้านงบประมาณที่เหมาะสม

-          สื่อ อุปกรณ์เทคโนโลยีที่จำเป็น และทันโลก

ทั้งนี้สำหรับทัศนะส่วนตัว คิดว่านอกจากองค์ประกอบดังกล่าวข้างต้น สิ่งที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของการบริหารสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ คือ การเน้นสร้างคุณธรรม จริยธรรมให้เกิดขึ้นทั้งกับผู้บริหาร บุคลากร รวมทั้งนักเรียนเอง เพื่อให้การจัดการศึกษาบรรลุเป้าหมายของคำว่า “การศึกษา” ตาม พรบ.การศึกษาฯ ได้อย่างแท้จริง

นายสมบัติ แซ่เบ๊
IP: xxx.8.22.125
เขียนเมื่อ Thu Jul 09 2009 12:56:52 GMT+0700 (ICT)

เรียน อ.ดร.ยงยุทธ ยศยิ่งยง

เรื่อง ขอสรุปเนื้อหาการบรรยายและสรุปต่อยอดการบรรยาย วิชา การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ ครั้งที่ 2 ภาคเรียนที่ 1/2552

โดย นายสมบัติ แซ่เบ๊ หลักสูตรศาสนศาสตรมหาบัณฑิต การจัดการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย รหัส 5110204015

เนื้อหาการบรรยายและสรุปต่อยอด เป็นดังนี้

ครั้งนี้เป็นการบรรยายจากวิทยากรรับเชิญ คือ อ.ฉัตรชัย สนธิรัตน์

โดย อาจารย์ให้แบ่งกลุ่มแล้วนำเสนอซึ่งเนื้อหาที่ด้ออกมาล้วนสอดคล้องกับความต้องการของอาจารย์ดังนี้

- แนวคิดทฤษฎีการบริหารโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพอันก่อให้เกิดประสิทธิผล

- หลักการของนักการศึกษาต่างๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ

- ส่วนใหญ่เน้นองค์ประกอบการบูรณาการ

- หัวใจหลักอยู่ที่ เข้าใจ-----เข้าถึง------พัฒนา

- ครอบคลุมผู้เรียน ผู้สอน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

สนธยา อนุรักษ์ธนากร
IP: xxx.8.22.125
เขียนเมื่อ Thu Jul 09 2009 13:02:03 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ อาจารย์ยงยุทธ

เสียดายครั้งนี้ไม่ได้ฟังอาจารย์บรรยาย เป็น อ.ฉัตรชัย แทนแต่ก็ได้ความรู้ดีทีเดียว

จากการฟังครั้งที่ 2 การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ สรุป

หลักสำคัญของการบริหาร คือ

ต้องประกอบด้วย 4 ส่วนดังนี้

1. ส่วนผู้บริหาร ทำหน้าที่บริหาร

2. วิชาการ เนื้อหา หลักสูตร

3. บุคลากร ก็คือ บุคคลที่ทำงาน

4. งบประมาณ ที่ใช้ในการบริหารนั่นเอง

นายกระแสชัยพฤกษ์ เพ็ชรหนูน
IP: xxx.8.22.125
เขียนเมื่อ Thu Jul 09 2009 13:07:03 GMT+0700 (ICT)

สวัสดี อาจารย์ยงยุทธ

ครั้งนี้ ผมได้ความรู้จากอาจารย์ฉัตรชัย ดังนี้

- ภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษาที่ต้องเอาใจใส่

- ต้องมีการติดตามประเมินผลจากการบริหาร

- การมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

- การพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพ

- การจัดระบบ ระเบียบ ให้มีการพัฒนา

- แนวคิดองค์ประกอบนักการศึกษา

นางสาวยุพิน แซ่เฮี๊ยบ
IP: xxx.9.144.213
เขียนเมื่อ Sun Jul 12 2009 18:14:21 GMT+0700 (ICT)

ครั้งที่ 2 วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน 2552

สวัสดีค่ะ อ.ดร.ยงยุทธ ยศยิ่งยง และอ.ฉัตรชัย สนธิรัตน์

การเรียนครั้งที่ 2 นี้ได้รับเกียรติจาก อ.ฉัตรชัย สนธิรัตน์ ซึ่งได้มาให้ความรู้เรื่อง “แนวคิดพื้นฐานการบริหารสถานศึกษา” ทั้งนี้อาจารย์ได้ให้ทำกิจกรรมกลุ่ม 2 กลุ่มเพื่อระดมสมอง และช่วยกันออกความคิดเห็นว่า หากเราต้องการให้สถาบันของเราเป็นสถานศึกษาที่เป็นเลิศ คิดว่าต้องใช้แนวคิดใดบ้าง ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ดีมาก ที่ช่วยเปิดสมองให้นักศึกษาคิดก่อนเข้าเรียนทฤษฏีต่างๆที่อาจารย์ได้เตรียมมาถ่ายทอด ทั้งนี้จากกิจกรรมกลุ่ม พบว่านักศึกษาทั้ง 2 กลุ่มได้ให้ความคิดเห็นที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งสรุปได้ดังนี้

สถานศึกษาที่ไปสู่ความเป็นเลิศได้ ต้องคำนึงถึงแนวคิดต่างๆ คือ

- แนวคิดเรื่องผู้นำและภาวะผู้นำ

- แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการต่างๆ เช่น การค้นหาจุดอ่อน จุดแข็งขององค์กร (SWOT Analysis) การบริหารจัดการงานในองค์กร (งานการเงิน งานวิชาการ งานกิจกรรม งานบริหาร)

- แนวคิดเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม และทรัพยากร

- แนวคิดเรื่องคุณธรรม จริยธรรมของการบริหาร

ทั้งนี้อาจารย์ยังได้ให้ความรู้เกี่ยวกับแนวคิดพื้นฐานการบริหารสถานศึกษา โดยได้ยกเอาแนวคิดของนักบริหารทั้งของไทย และต่างประเทศมาเสนอ ซึ่งแต่ละบุคคลก็มีแนวคิดที่ทั้งเหมือนและแตกต่างกัน แต่ก็สามารถสรุปได้ว่าการบริหารสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ จำเป็นที่จะต้องมีองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้

- ภาวะผู้นำที่แข็งแกร่งของผู้บริหาร

- ความเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านทักษะพื้นฐาน

- สภาพแวดล้อมของโรงเรียนที่สะอาด สวยงาม ปลอดภัย

- ความคาดหวังของครูที่มีต่อนักเรียนในระดับสูง

- การติดตามประเมินผลความก้าวหน้า และการดูแลนักเรียนอย่างต่อเนื่อง

- การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง

- การเน้นที่ชาติพันธุ์ หรือเชื้อชาติ รวมถึงการให้ความเคารพกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม

- การพัฒนาครูอย่างมีประสิทธิภาพ

- การจัดระบบ และพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน

- การมีระเบียบ วินัย

- การเน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง

- การจัดการงานด้านงบประมาณที่เหมาะสม

- สื่อ อุปกรณ์เทคโนโลยีที่จำเป็น และทันโลก

ในทัศนะส่วนตัว คิดว่านอกจากองค์ประกอบดังกล่าวแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของการบริหารสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ คือ เรื่องของการนำคุณธรรม จริยธรรมมาใช้ในสถานศึกษา โดยเฉพาะผู้ที่ควรใช้คือทุกคนในองค์กร

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.90.74.178
เขียนเมื่อ Sun Jul 19 2009 22:00:02 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร อาจารย์ ดร.กิรติ ยศยิ่งยง

อาตมภาพ พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005

ศาสนศาตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ปีการศึกษา 2552

การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

การบรรยายครั้งที่ 3 ....วันจันทร์ที่ 13 กรกฏาคม 2552

---------------------------------------------------------------------

การบรรยายครั้งที่ 3

แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

Human & Organization

องค์กรมีชีวิต เพราะว่ามีคนเป็นศูนย์กลาง ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร

DNA of Organization

1. FACTUAL DNA

2. CONCEPT DNA

3. CONTENTUAL DNA

4. INDIVIDUAL DNA

BRAIN OF HUMAN

LEFT ……...........…..RIGHT

IQ………..............…… EQ

เหตุผล.................จินตนาการ

สติ…………..............…อารมณ์

ความเก่ง……............…ความรู้สึก

การวิเคราะห์

ลำดับขั้น

(จิตหยาบ.................จิตละเอียดอ่อน)

หวง/งก…………............เมตตาชอบช่วยเหลือ

เห็นแก่ตนเอง................เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

องค์กรสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรม และกระบวนการ ในทรัพยากรต่างๆ

Effectiveness & Efficiency : Indicator….. (Gibson and other : 1988)

- ประสิทธิผล

 การผลิต

 ประสิทธิภาพ

 ความพึงพอใจ

 การปรับใช้

 การพัฒนา

- ประสิทธิภาพ

 ค่าใช้จ่ายต่อหน่วยผลผลิต

 อัตราการได้ผลตอบแทน

 อัตราการสูญสิ้นเปลืองการใช้ทรัพยากร

 อัตราส่วนของผลกำไรต่อค่าใช้จ่ายในการลงทุน

Excellence Characteristics

• A bias for action (มุ่งเน้นการปฏิบัติ)

• Close to the customer (มีความใกล้ชิดลูกค้า)

• Autonomy and entrepreneurship

(มีความเป็นอิสระในการทำงานและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ)

• Productivity through people (เพิ่มผลิตผลโดยอาศัยพนักงาน)

• Hands- on and valuedriven (สัมผัสงานอย่างใกล้ชิดและเชื่อมั่นในคุณค่าในเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ)

• Stick to the knitting (ทำธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญและเกี่ยวข้อง)

• Simple form and lean staff (มีรูปแบบการเรียนรู้ที่ง่าย และพนักงานอำนวยการมีจำกัด)

• Simultaneous loose – tight properties (เข้มงวดและผ่อนปรนในเวลาเดียวกัน)

How to Create HPO Based on HCMD?

< High Performance Organization >

- How do people serve Organization target ?

• Balanced Scorecard / KPI

• Performance Management

• Core Competency Profile

- How are talents selected ?

• Recruitment Strategy

• Assessment Tools

• Early Career Development

• Starting Package

• Management Trainee

- How to retain People ?

• Compensation Management

• Welfare & Benefit

• Work Environment

• Career Management

- How to motivate People ?

• Variable Pay

• Employee Stock Option

• Career Growth

- How are people developed ?

• Competency Based Development

• Learning Organization

• Knowledge Management

Five Minds For The Future… (Howard Gardner, 2007)

1. DESCIPLINED MIND จิตเชี่ยวชาญ

2. SYNTESIZING MIND จิตสังเคราะห์

3. CREATING MIND จิตสร้างสรรค์

4. RESPECTFUL MIND จิตคารวะให้เกียรติ

5. ETHICAL MIND จิตแห่งคุณธรรม

เพื่อการบริหารจัดการภายใน และภายนอกตน ให้เป็นสาธารณะที่เป็นประโยชน์ และเกื้อกูลแก่เพื่อนมนุษย์ และสรรพสัตว์ที่อยู่ร่วมกันบนโลกใบเล็กๆ ใบนี้ อย่างที่ชีวิตทุกๆ ชีวิตปรารถนา

….คุณภาพชีวิตการทำงาน : องค์ประกอบเพื่อความเป็นเลิศ

1. ผู้บริหารต้องสร้างความสอดคล้องระหว่างลักษณะทางเทคนิคและลักษณะทางสังคมขององค์กรได้

2. องค์กรจะต้องถูกออกแบบเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม และจูงใจสมาชิกขององค์กรให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

3. วิธีการบริหารที่เน้นการติดต่อสื่อสารที่เปิดกว้าง และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของสมาชิกทุกคนในองค์กรจะนำไปสู่ความผูกพันเพื่อการบรรลุเป้าหมายขององค์กร

..........คุณภาพชีวิตที่ดี ต้องประกอบด้วยคุณลักษณะที่ดี

นางสุบุญนำ พรรณผัก
IP: xxx.8.22.91
เขียนเมื่อ Mon Jul 20 2009 08:45:08 GMT+0700 (ICT)

กราบ สวัสดีคะท่านอาจารย์ ยงยุทธ ยศยิ่งยง

จากการฟังครั้งที่ 2 ขอสรุป

หลักสำคัญของการบริหารการศึกษา คือ

ต้องประกอบด้วย 4 ส่วนดังนี้

ส่วนผู้บริหาร ทำหน้าที่บริหาร

วิชาการ เนื้อหา หลักสูตร

บุคลากร ก็คือ บุคคลที่ทำงาน

งบประมาณ ที่ใช้ในการบริหารนั่นเอง

1. รู้การปรับตัว

2. รู้การบรรลุเป้าหมาย

3. รู้การบูรณาการ

4. รู้การรักษาแบบแผนวัฒนธรรม

นางสุบุญนำ พรรณผัก
IP: xxx.8.22.91
เขียนเมื่อ Mon Jul 20 2009 08:50:23 GMT+0700 (ICT)

กราบ สวัสดีคะท่านอาจารย์ ยงยุทธ ยศยิ่งยง

จากการฟังครั้งที่ 3 ขอสรุป

ส่วนสำคัญของการพัฒนาองค์กรโดยเฉพาะการศึกษา ต้องมีบุคคลเป็นส่วนสำคัญ

Human & Organization

เพราะว่ามีคนเป็นศูนย์กลาง ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร

- DNA ขององค์กร

- LEVEL

- TYPE

- FROM

- LEARNING

เป็นต้น จึงสามารถนำพาองค์กรไปสู่จุดมุ่งหมายได้

นางสาวสนธยา อนุรักษ์ธนากร
IP: xxx.8.22.91
เขียนเมื่อ Mon Jul 20 2009 08:54:22 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ อาจารย์ยงยุทธ

จากการฟังครั้งที่ 3 การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ สรุป

หลักสำคัญของการบริหาร คือ คนเป็นส่วนกลางขององค์กร

- เน้นการปฏิบัติ

- ใกล้ชิดลูกค้า

- อิสระในการทำงาน

- เพิ่มผลิตผล

- มีรูปแบบเรียนรู้ง่าย

- เข้มงวดผ่อนปรนในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้โครงสร้างพื้นฐานต้องสัมพันธ์กับลักษณะการบริหารเพื่อความเป็นเลิศ

นายกระแสชัยพฤกษ์ เพ็ชรหนูน
IP: xxx.8.22.91
เขียนเมื่อ Mon Jul 20 2009 08:57:19 GMT+0700 (ICT)

สวัสดี อาจารย์ยงยุทธ ยศยิ่งยง

องค์กรสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรม และกระบวนการ ในทรัพยากรต่างๆ

โดยใช้คนเป็นบุคลากรที่สำคัญในการพัฒนา กล่าวคือ ต้องประกอบด้วย

- ประสิทธิผล

- การผลิต

- ประสิทธิภาพ

- ความพึงพอใจ

- การปรับใช้

- การพัฒนา

- ประสิทธิภาพ

- ค่าใช้จ่ายต่อหน่วยผลผลิต

- อัตราการได้ผลตอบแทน

- อัตราการสูญสิ้นเปลืองการใช้ทรัพยากร

- อัตราส่วนของผลกำไรต่อค่าใช้จ่ายในการลงทุน

นายสมบัติ แซ่เบ๊
IP: xxx.8.22.91
เขียนเมื่อ Mon Jul 20 2009 09:04:23 GMT+0700 (ICT)

เรียน อ.ดร.ยงยุทธ ยศยิ่งยง

เรื่อง ขอสรุปเนื้อหาการบรรยายและสรุปต่อยอดการบรรยาย วิชา การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ ครั้งที่ 3 ภาคเรียนที่ 1/2552

โดย นายสมบัติ แซ่เบ๊ หลักสูตรศาสนศาสตรมหาบัณฑิต การจัดการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย รหัส 5110204015

เนื้อหาการบรรยายและสรุปต่อยอด เป็นดังนี้

แนวคิดพื้นฐานการบริหารการศึกษา

ต้องมีคนเป็นศูนย์กลางที่สำคัญ ในการบริหารองค์กร

ดี เอน เอ องค์กร

- ทำอยู่บนพื้นฐานความจริง

- แนวคิด ทฤษฎี

- สภาพแวดล้อม

- ความคิดแต่ละคนตรงพอดี

ระดับ

- สถานที่ตั้งในประเทศ

- สากล นานาชาติ

เพศ

- รัฐ

- เอกชน

- ประชาสังคม

รูปแบบ

- มหาชน

- หุ้นส่วน

- บริษัท

สิ่งเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญ ซึ่งทำให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

นอกจากนี้ยังมีโครงสร้าง 7's

- โครงสร้าง

- ระบบ

- สไตล์

- บุคลากร

- ทักษะ

- กรอบการทำงาน

- เป้าหมาย

นางสุบุญนำ พรรณผัก
IP: xxx.25.135.176
เขียนเมื่อ Mon Jul 20 2009 23:30:02 GMT+0700 (ICT)

กราบ สวัสดีคะท่านอาจารย์ ยงยุทธ ยศยิ่งยง

จากการฟังครั้งที่ 4 ขอสรุป เรื่องแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเป็นผู้บริหารสถาบันการศึกษา

ในส่วนของ Global Leadership Characteristics นั้นก็ประกอบไปด้วย

- Basic Characteristics(คุณลักษณะพื้นฐาน) แยกเป็น

1. Integerity(ซื่อสัตย์)

2. Intelligence(ฉลาด)

3. Emotion Maturity(วุฒิภาวะทางอารมณ์)

- Essential Characteriatics(คุณลักษณะที่จำเป็น) แยกเป็น

4. Positive Energy(พลังเชิงบวกโดยผู้นำจะต้องเป็นตัวกระตุ้น)

5. Energize(ทำให้พลังแพร่ซานไปในองค์กร)

6. Edge(ต้องเหนือคนอื่น)คอยตรวจสอบผู้ใต้บังคับบัญชา

7. Execute(ทำให้สำเร็จ)

8. Passion(ความรู้สึก)โดยให้ทีมงานได้รับความรู้สึกที่ดีต่อผู้บังคับบัญชา

สรุปหลักเกณฑ์คิดเกมส์การตัดสินใจ คือ

1.ต้องระวังข้อมูล ข้อมูลที่ได้มาจะต้องถูกต้องเสมอ

2.ต้องคิดแบบมีทางเลือก

3.เมื่อเลือกตอบ จะต้องเลือกตอบให้ได้ผลดีมากที่สุด

นางสาวสิริวิมล ศาลาจันทร์
IP: xxx.24.47.51
เขียนเมื่อ Wed Jul 22 2009 21:57:58 GMT+0700 (ICT)

ครั้งที่ 3 วันจันทร์ ที่ 13 ก.ค. 2552

สวัสดีค่ะ อ.ยงยุทธ ยศยิ่งยง

สำหรับการเรียนในครั้งที่ 3 นี้อาจารย์ได้ให้ความรู้ในเรื่อง “แนวคิดพื้นฐานในการบริหารเพื่อความเป็นเลิศ” โดยสามารถสรุปสาระสำคัญจากการได้เรียนรู้ครั้งนี้ได้ ดังนี้

องค์กรมีองค์ประกอบของส่วนต่างๆในองค์กร และการเรียนรู้เหมือนกับร่างกายของมนุษย์ จนกล่าวได้ว่า องค์กรก็คือ สิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่ง เพราะมีส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปได้ คือ คน หากเปรียบเทียบองค์กรกับคน ในแง่ของการกำเนิด (คนมีกำเนิดที่แตกต่างกันเพราะ DNA แตกต่างกัน) ทำให้สามารถแบ่งองค์กรได้เป็น 4 ประเภท คือ

(1)      Factual DNA  คือองค์กรที่เกิดขึ้นเพราะมีแนวคิดบางอย่างที่องค์กรตั้งเป้าหมายไว้แล้ว ก่อนตั้งองค์กร

(2)     Conceptual DNA คือ องค์กรที่มีแนวคิด หรือวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการก่อตั้ง เช่น เพื่อการกุศล , เพื่อกำไร

(3)     Contextual DNA คือ องค์กรที่ตั้งขึ้นเพราะถูกสิ่งแวดล้อมรอบข้างผลักดันให้เกิดขึ้น

(4)     Individual DNA คือ ความคิดของสมาชิกในองค์กรตรงกัน (ถึงแม้จะมีความสามารถต่างกัน) จึงตกลงใจกันตั้งองค์กร

หากพิจารณาการกำเนิดขององค์กรทั้ง 4 รูปแบบ และสามารถรู้ได้ว่าองค์กรที่เราทำงานอยู่เกิดมาจากลักษณะใด จะทำให้เราเข้าใจจุดประสงค์ และความต้องการขององค์กร และสามารถทำนาย หรือผลักดันองค์กรให้มีการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศได้ดียิ่งขึ้น

เกี่ยวกับการเรียนรู้ขององค์กรนั้นก็พบว่าไม่ได้มีความแตกต่างจากการเรียนรู้ของคน เพราะองค์กรต้องเรียนรู้ด้วยสมองทั้ง 2 ด้าน (เหมือนสมองคน) คือ ด้านการวิเคราะห์สิ่งต่างๆตามเหตุผล และด้านจิตนาการ หรือสร้างภาพความฝันให้เป็นจริง องค์กรต้องเรียนรู้ที่จะพัฒนาทั้งสองด้านนี้ไปพร้อมกันตามการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย จึงจะสามารถอยู่ได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญองค์กรต้องพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในการพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้าไปอย่างทันโลกจึงจะสามารถก้าวสู่องค์กรแห่งความเป็นเลิศได้

สำหรับทัศนะส่วนตัว เห็นด้วยอย่างยิ่งกับสิ่งที่อาจารย์ได้ให้ความรู้ในวันนี้ และมีทัศนคติเพิ่มเติมว่า การทำให้องค์กรของเราก้าวสู่ความเป็นเลิศนั้น นอกจากมีความเข้าใจในที่มา วิธีการพัฒนาองค์กรในมิติตามที่อาจารย์ได้ให้มานั้น สิ่งสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่ง คือ การสร้างความตระหนักให้กับผู้นำและสมาชิกในองค์กรรู้ซึ้ง เข้าใจ และปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดในเรื่องการมีคุณธรรม จริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรนั้นๆ ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะแม้ว่าองค์กรจะสามารถพัฒนาทันโลก ทันคนในสังคมได้เพียงไร แต่ขาดซึ่งความดี หรือคุณค่าในองค์กร และต่อสังคม องค์กรนั้นๆคงไม่สามารถเป็นเลิศได้อย่างยั่งยืน

นางสาวสิริวิมล ศาลาจันทร์
IP: xxx.24.47.51
เขียนเมื่อ Wed Jul 22 2009 22:52:21 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ อ.ยงยุทธ ยศยิ่งยง

            ก่อนอื่นต้องเรียนอาจารย์ให้ทราบว่าคาบนี้ดิฉันไม่ได้เข้าเรียน เนื่องจากป่วย ต้องขออภัยอาจารย์มา ณ โอกาสนี้ที่ไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้านะคะ  อย่างไรก็ตามได้สอบถามจากเพื่อนๆที่เข้าเรียนเกี่ยวกับความรู้ที่อาจารย์ได้ให้ รวมทั้งได้ศึกษาเพิ่มเติมจากเอกสาร ตำรา และการค้นคว้าข้อมูลอิสระอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจในเรื่องที่อาจารย์สอนมากขึ้นค่ะ  ทั้งนี้สำหรับการเรียนในครั้งที่ 4 นี้ได้เรียนรู้เรื่อง “แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเป็นผู้บริหารสถาบันการศึกษา” โดยสามารถสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

            คุณลักษณะของผู้นำ ประกอบด้วย  2 คุณลักษณะเด่นๆ คือ

(1)     คุณลักษณะพื้นฐาน (Basic Characteristics) ได้แก่  มีความซื่อสัตย์, ฉลาด, มีวุฒิภาวะทางอารมณ์

(2)     คุณลักษณะที่จำเป็น (Essential Characteriatics)  ได้แก่  มีพลังเชิงบวกโดยผู้นำจะต้องเป็นตัวกระตุ้น, สามารถทำให้พลังแพร่ซ่านไปในองค์กร,  ต้องเหนือคนอื่น คือคอยตรวจสอบผู้ใต้บังคับบัญชา, มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ และสร้างความความรู้สึกที่ดี โดยให้ทีมงานได้รับความรู้สึกที่ดีต่อผู้บังคับบัญชา

โดยในเรื่องของแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเป็นผู้บริหารได้มีแนวคิดที่น่าสนใจ คือ “ทฤษฎีเกม” ที่ได้กล่าวเกี่ยวกับกระบวนการที่มาช่วยวิเคราะห์ เรียบเรียง และทำให้การตัดสินใจดีขึ้น และแม่นยำขึ้น โดยทฤษฎีนี้ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาครั้งแรกร่วมกันโดย นักคณิตศาสตร์ ชื่อ Von Neumann และนักเศรษฐศาสตร์ชื่อ Oskar Morgenstern ในปี 1944 จนอีก 50 ปีต่อมา (ปี 1994) ทฤษฎีเกมมาโด่งดังอีกครั้ง เมื่อนักเศรษฐศาสตร์ และเป็นศาสตราจารย์ ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) ประเทศสหรัฐอเมริกา ชื่อ จอห์น เอฟ. แนช (John F. Nash) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์อีกสองท่าน ในด้านทฤษฎีเกี่ยวกับ Non-Cooperative Games ทฤษฎีเกมตามทัศนะของนักเศรษฐศาสตร์เป็นการใช้หลักการทางคณิตศาสตร์และการคำนวณเพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมในการแสดงพฤติกรรม หรือนำมาอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ มองว่ามนุษย์คือผู้ที่อยู่ในเกมและจะตัดสินใจเล่นเกมนั้นอย่างไร ในขณะที่ทฤษฎีเกมตามทัศนะของนักการศึกษาเป็นการใช้หลักการทางจิตวิทยามาใช้เพื่อสร้างหรือจัดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านการเล่นให้กับผู้เรียน โดยมองว่ามนุษย์จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือมีการเรียนรู้อย่างมีความหมายในขณะหรือหลังจากการเล่นเกม โดยไม่ได้เน้นว่าเกมมีทางเลือกอย่างไรหรือควรจะตัดสินใจว่าจะเล่นเกมอย่างไร แต่เน้นผลที่ได้รับจากการเล่นเกม

               โดยสรุปทฤษฎีเกม เป็นแนวคิดที่ทำให้ผู้บริหารรู้จักแยกแยะ วิเคราะห์ และค้นหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในการที่วางแผน หรือวางกลยุทธ์ใดๆในองค์กรให้สามารถเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเอาชนะคู่แข่งได้ โดยสูญเสียทรัพยากรน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามการคิดตามทฤษฎีนี้มีข้อควรระวัง คือ ต้องระวังข้อมูล ข้อมูลที่ได้มาจะต้องถูกต้อง แม่นยำ ไม่บิดเบือน, ต้องคิดแบบมีทางเลือกเสมอ และเมื่อเลือกที่จะใช้กลยุทธ์ใดๆ ต้องมั่นใจว่าดีที่สุดจริงๆ

              การนำทฤษฎีมาประยุกต์สำหรับผู้บริหาร โดยเฉพาะผู้บริหารสถานศึกษา คิดว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะว่า ในเรื่องของการศึกษาเป็นเรื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และองค์กรทางการศึกษาก็มีการพัฒนาเติบโตเพิ่มขึ้นทุกวัน จำเป็นที่ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องเรียนรู้ที่จะพัฒนาองค์กรให้มีความแปลกใหม่ ก้าวนำหน้าความรู้ และวิทยากรแห่งโลกของการศึกษาที่เหนือกว่าองค์กรอื่นๆ จึงจะสามารถเป็นสถานศึกษาที่เป็นเลิศได้  การใช้ทฤษฎีเกมไปประยุกต์ในการวางแผนการศึกษา หรือในองค์กรการศึกษาใดๆ จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำในองค์กรนั้นๆได้ และยังเป็นกลวิธีในการนำพาวิสัยทัศน์ไปสู่เป้าหมายโดยมีความเสี่ยงน้อยลงได้อีกด้วย

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.9.28.83
เขียนเมื่อ Fri Jul 24 2009 19:31:02 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร อาจารย์ ดร.กิรติ ยศยิ่งยง

..............................................................................

อาตมภาพ พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005

ศาสนศาตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ปีการศึกษา 2552

..................................................................................

การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

การบรรยายครั้งที่ 4 ....วันจันทร์ที่ 20 กรกฏาคม 2552

---------------------------------------------------------------------

แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการผู้บริหารสถาบันการศึกษา

……………………………………………...

Global Leadership Competencies

• Global Competency

(ขีดความสามารถระดับโลก)

• Geographic Competency

(ขีดความสามารถระดับระดับสภาพแวดล้อมทางการผลิต)

• Functional Competency

(ขีดความสามารถระดับสภาพแวดล้อมทางหน้าที่

• Corporate and Proprietary Competency

(ขีดความสามารถขององค์กร)

…………………………………………………

Global Leadership Characteristics

• Baseline Characteristics

1. Integrity

2. Intelligence

3. Emotion Maturity

• Essential Characteristics

4. Positive Energy (พลัง)

5. Energize (ทำให้พลังแพร่ซ่านไปในองค์กร)

6. Edge (เคี่ยว) ต้องเหนือคนอื่น

7. Execute (ทำให้สำเร็จ)

8. Passion (ความรู้สึก)

……………………………………………………….

รูปแบบการคิด (Thinking Form)

• รูปแบบง่าย ๆ (Simple)

• มีลักษณะแนวนอน (Linear)

• มีวิธีการคิดแบบกลไก (Mechanic)

……………………………………………………….

Hierarchy of Thinking

• การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking)

• การคิดเชิงระบบ (Systematic Thinking)

• การคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking)

• การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking)

……………………………………………………

ลักษณะของการคิด (Thinking Approach)

• คิดจากใหญ่ไปหาเล็ก (Deductive Approach)

• คิดจากเล็กไปหาใหญ่ (Inductive Approach)

……………………………………………………..

สิ่งที่ได้รับจากกรณีศึกษา

• ต้องมีข้อมูลเพียงพอ

• ต้องวิเคราะห์ข้อมูล

• ต้องมีการกำหนดทางเลือก

• ต้องวิเคราะห์ทางเลือกที่ดีที่สุด

……………………………………………………..

การปรับกระบวนความคิด (Mindset Improvement)

• เปลี่ยนจากวิธี Mechanic เป็น Organic

• ประยุกต์ใช้แนวคิดทฤษฎีเกม (Game Theory)

……………………………………………………..

Thinking Paradigm to Strategic Thinking

1. Context Thinking

2. Forward Thinking

3. Visionary Thinking

4. Matching Thinking

5. Holistic Thinking

6. Systems Thinking

7. Weighted Thinking

8. Customer Value Thinking

9. Key Success Factor Thinking

10. Benchmark Thinking

11. Dynamic Thinking

12. Time Value Thinking (Quality Time & Quantity Time)

13. Impact Thinking

14. Game Thinking

15. Bottom Line Thinking

16. Innovative Thinking

17. Grey Thinking

18. Planner Thinking

19. Organic Thinking

20. Network Thinking

21. Relativity Thinking

22. Balance Thinking

……………………………………………………..

ความเป็นมาของทฤษฎีเกม (Game Theory)

1913 - E. Zermelo provided the first theorem of game theory asserts that chess is strictly determined

1928 - John von Neumann proved the minimax theorem

1944 - John von Neumann / Oskar Morgenstern’s wrote "Theory of Games and Economic Behavior”

1950-1953 - John Nash describes Nash equilibrium

1972 - John Maynard Smith wrote “Game Theory and The Evolution of Fighting”

1994 - J.C. Harsanyi, J.F. Nash jr. และ R. Selten

ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อปี 2537 ในฐานะที่ร่วมกันสร้างทฤษฎีเกม

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://william-king.www.drexel.edu/top/class/histf.html

……………………………………………………..

Game Theory

ทฤษฎีเกมเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ (Behaviorism) อันหมายถึงกรอบในการวิเคราะห์บนพื้นฐานของพฤติกรรมในการตัดสินใจ

ทฤษฎีเกมนั้นอาจจะจำแนกออกเป็น 2 แนวทางย่อย คือ

– ทฤษฎีเกมที่เน้น “ตรรกะเชิงตัวเลข” (Logical Mathematic Approach) จะสร้างรูปแบบทางออกในการตัดสินใจเป็นตัวเลขและมีการวิเคราะห์ในเชิงเหตุผล (rational) เพื่อจะหาข้อสรุปว่าแนวทางไหนที่ดีที่สุดสำหรับผู้ตัดสินใจบนฐานของตัวเลขที่เห็นได้ชัด

– ทฤษฎีเกมที่เน้นในด้านของ “แนวทางประจักษนิยม” (Experimental Approach) จะเน้นการตัดสินใจบนพื้นฐานของประสบการณ์อันสังเกตได้จากพฤติกรรมที่เคยมีการดำเนินการเป็นบรรทัดฐาน

……………………………………………………..

Game Theory

• ตัดสินใจดีที่สุด (Logical Decision)

• รู้เขารู้เรา (Strategic Thinking)

• อำนาจการต่อรอง (Bargaining Power)

• วิเคราะห์ทางเลือก (Choice Analysis)

• วิเคราะห์ผลที่ดีที่สุดที่จะได้รับ (Cost Benefit)

……………………………………………………..

Using Game Theory

to Think and Decision Strategy

Game Theory Concept

• Decision Three

• Dominant Strategy

• Dominated Strategy

• Zero sum Game

• Positive sum Game

• Negative sum Game

• Minimax

• Equilibrium Point

• Simultaneous Game

• Strategic Move

• Sequential Game

……………………………………………………..

ประเภทของมนุษย์

• Machiavellian Type

มุ่งเน้นเป้าหมายเป็นตัวตั้ง ไม่สนใจวิธีการ

• Principle Oriented Type

มุ่งเน้นเป้าหมายแต่วิธีการต้องสอดคล้องกัน แบ่งได้ 2 กลุ่ม

- กลุ่มที่มีหลักการ/จรรยาบรรณ (Ethical Type)

- กลุ่มที่มีอุดมการณ์ เช่น อ.ป๋วย

………………………………………………………..

Decision Making Theory

• Individual

ดูว่าฉลาดหรือไม่ ดูที่การตัดสินใจ

• Collective

คนฉลาดอยู่กับคนอื่น ความฉลาดจะเพิ่มขึ้น 70%

• Organizational

จะมีความฉลาด เพราะมีคณะกรรมการ

……………………………………………………..

…………………………………………………..

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.9.28.83
เขียนเมื่อ Fri Jul 24 2009 19:35:48 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร อาจารย์ ดร.กิรติ ยศยิ่งยง

..............................................................................

อาตมภาพ พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005

ศาสนศาตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ปีการศึกษา 2552

..................................................................................

การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

นานาสาระชวนคิด ....

---------------------------------------------------------------------

พิชัยสงครามซุนวู 13 บท

ซุนวู เป็นชาวเล่ออาน ซึ่งอยู่ในแคว้นฉี ในสมัยปลายของยุคซุนชิว ซึ่งเป็นยุคเดียวกับขงจื๊อ (ก่อนคริสตศักราช ประมาณ 551 - 497 ปี) (ยุคเดียวกับพระพุทธเจ้า ยุคนี้มีนักปราชญ์เยอะจริงๆ) ต่อมาแคว้นฉีเกิดการกบฏจราจล ซุนวูจึงหลบหนีเข้าไปอยู่ที่แคว้นอู๋ และได้เข้ารับราชการเป็นแม่ทัพของแคว้นอู๋ในเวลาต่อมา และได้เขียนตำราพิชัยสงครามขึ้นมาเล่มหนึ่งซึ่งมีอยู่ 13 บท และเป็นที่รู้จักกันดีจวบจนปัจจุบัน

พิชัยสงครามซุนวู

บทที่ 1 : ประมาณสถานการณ์

อันการสงคราม เป็นเรื่องใหญ่ของรัฐ คือ วิธีแห่งการคงอยู่ หรือล่มสลายของรัฐ เกี่ยวพันถึงชีวิตของไพร่พลและราษฎร จะไม่วิเคราะห์หาได้ไม่ เพราะฉะนั้น เราต้องคำนึงถึงปัญหาพื้นฐาน 5 ประการ แล้วเปรียบเทียบสภาพของข้าศึกกับเรา เพื่อคาดคะเนผลแพ้ชนะ

ปัญหาพื้นฐาน 5 ประการคือ

มรรค (ความเป็นธรรม), ฟ้า (ภูมิอากาศ), ดิน (ภูมิประเทศ), แม่ทัพ (ผู้นำที่เปี่ยมด้วยสติปัญญา), กฏ (ระเบียบวินัยของกองทัพ)

บทที่ 2 : การทำศึก

กรีธาทัพหนึ่งแสน ซึ่งมีรถศึกเทียมด้วยม้าสี่ตัวพันคัน รถหุ้มเกราะหนังพันคัน พลเกราะหนึ่งแสน และเสบียงสำหรับทางไกลพันลี้ ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายวันละพันตำลึงทอง ฉะนั้นการทำสงครามจึงควรเผด็จศึกโดยเร็วอย่าให้ยืดเยื้อ

บทที่ 3 : ยุทธศาสตร์เชิงรุก

หลักการสงครามถือว่า การทำให้ข้าศึกยอมสยบถือเป็นยอด การทำลายข้าศึกถือเป็นรอง เพราะฉะนั้น กองทัพที่รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง จึงมิใช่กองทัพที่สุดยอด แต่กองทัพที่สามารถทำให้ข้าศึกยอมสยบโดยไม่ต้องรบ ถือเป็นกองทัพที่สุดยอดแห่งสุดยอด

บทที่ 4 : รูปลักษณ์การรบ

แม่ทัพผู้สันทัดในการดำเนินสงคราม ก่อนอื่นจะต้องทำให้ฝ่ายตนตั้งอยู่ในฐานะที่ข้าศึกไม่อาจเอาชนะได้ เพื่อรอโอกาสที่ข้าศึกตกอยู่ในฐานะที่ฝ่ายตนเอาชนะได้, การที่ข้าศึกไม่สามารถเอาชนะเราได้นั้น ขึ้นอยู่กับเรา, การที่ข้าศึกตกอยู่ในฐานะเราเอาชนะได้นั้น อยู่ที่ข้าศึกเอง

บทที่ 5 : พลานุภาพ

การปกครองไพร่พลจำนวนมากให้ได้ดุจปกครองไพร่พลไม่กี่คน เป็นปัญหาการจัดอัตรากำลังพลตามลำดับอย่างรัดกุม, การบัญชากองทัพใหญ่ให้ดุจบัญชาหน่วยทหารเล็กๆ เป็นปัญหาการใช้สัญญาณต่างๆ อย่างชัดเจนและมีระเบียบ, การนำทัพต้านการโจมตีของข้าศึกโดยไม่ปราชัย เป็นปัญหาการใช้ยุทธวิธีการรบทั้ง การรบนอกแบบ และการรบในแบบ

บทที่ 6 : ความอ่อนแอ-เข้มแข็ง

ฝ่ายใดถึงสมรภูมิก่อนเป็นฝ่ายรอข้าศึก ฝ่ายนั้นไม่อิดโรย ฝ่ายใดถึงสมรภูมิทีหลัง อีกทั้งต้องรบอย่างฉุกละหุก ฝ่ายนั้นอิดโรย

บทที่ 7 : การดำเนินกลยุทธ์

เมื่อประจันหน้าข้าศึก ต้องชิงความได้เปรียบ, ต้องแปรเส้นทางอ้อมให้เป็นทางลัด, แปรความด้อยให้เป็นความได้เปรียบ

บทที่ 8 : สิ่งผันแปร 9 ประการ

เมื่อระดมพลแล้ว อย่าตั้งทัพในพื้นที่วิบาก, พื้นที่คาบเกี่ยวพึงคบมิตร, พื้นที่กันดารอย่าหยุดทัพ, พื้นที่โอบล้อมต้องใช้กลยุทธ์, พื้นที่มรณะต้องสู้ยิบตา, เส้นทางบางสายไม่ผ่าน, กองทัพบางกองไม่ตี, หัวเมืองบางเมืองไม่บุก, ชัยภูมิบางแห่งไม่ชิง, ไม่สนองราชโองการหากไม่ก่อผลดีต่อการสงคราม

บทที่ 9 : การเดินทัพ

การจัดวางกำลังทหารและสังเกตการณ์สภาพข้าศึกในภูมิประเทศต่างๆ ควรใส่ใจในเรื่องต่อไปนี้ เมื่อจะยกทัพข้ามเขาจะต้องเดินใกล้หุบเขาที่มีแหล่งน้ำและหญ้า, เมื่อจะยกทัพข้ามแม่น้ำ ควรตั้งทัพให้ห่างไกลจากแม่น้ำ, เมื่อจะยกทัพผ่านเขตหนองบึงต้องรีบผ่านไปโดยเร็ว, การตั้งทัพจะต้องตั้งอยู่ในพื้นที่สูงแห้ง ไม่ควรตั้งในพื้นที่ต่ำและเปียกแฉะ

บทที่ 10 : ภูมิประเทศ

ลักษณะภูมิประเทศมีด้วยกันทั้งหมด 6 ลักษณะ คือ ภูมิประเทศที่ไปมาสะดวกทั้งสองฝ่าย, ภูมิประเทศที่เข้าง่ายออกยาก, ภูมิประเทศที่รุกรบไม่สะดวกทั้งสองฝ่าย, ภูมิประเทศที่เป็นช่องแคบ, ภูมิประเทศที่สำคัญอันตราย และภูมิประเทศห่างไกล

บทที่ 11 : พื้นที่ 9 ลักษณะ

พื้นที่ยุทธศาสตร์ทางการทหารนั้นแบ่งออกได้เป็น 9 ลักษณะคือ พื้นที่ขวัญเสีย, พื้นที่หนีง่าย, พื้นที่แย่งชิง, พื้นที่สะดวก, พื้นที่แห่งไมตรี, พื้นที่แห่งความเป็นความตาย, พื้นที่ทุรวิบาก, พื้นที่อ้อมล้อม และพื้นที่มรณะ

บทที่ 12 : การโจมตีด้วยไฟ

การโจมตีด้วยไฟมี 5 ลักษณะ คือ เผาทำลายทหาร, เผาทำลายเสบียง, เผาทำลายยุทธสัมภาระ, เผาทำลายคลังแสงสรรพาวุธ, และเผาทำลายเส้นทางลำเลียงเสบียง

บทที่ 13 : การใช้จารชน

การใช้จารชนมี 5 ลักษณะ คือ จารชนพื้นเมือง, จารชนไส้ศึก, จารชนสองหน้า, จารชนพลีชีพ, และจารชนธรรมดา

http://www.unzeen.com/archives/365

..................................................................................................

ตำราพิชัยสงคราม SUNTZU ๑๓ บทไม้ตาย

น.อ. จอม รุ่งสว่าง

คำนำของผู้แปล

SUNTZU เป็นชื่อตำราพิชัยสงคราม ๑๓ บทไม้ตายที่เก่าแก่ที่สุด ๑ ในหนังสือว่าด้วยการทหารของจีนโบราณ ๗ เล่ม เสียงที่ชาวไทยอ่านว่า “ ซุนซู๊ “ เป็นเสียงอ่านตามที่ชาวตะวันตกอ่าน มิใช่เสียงที่ชาวจีนอ่านออกเสียง คาดว่าไม่ ซุนวู ( ๕๑๔–๔๙๗ ปีก่อน ค.ศ.) หรือไม่ก็ ซุนปิง ( ๓๔๐ ปีก่อน ค.ศ.) เป็นผู้ประพันธ์ขึ้น โดยใช้สำนวนจีนที่คมคาย เข้าใจง่าย ประกอบกับใช้แนวคิดของชาวตะวันออกล้วนๆ และเป็นแม่บททางความคิดของทั้งลัทธิเต๋า และลัทธิขงจื๊อ อีกด้วย อย่างไรก็ตามหากถอดความตรงตัวแล้ว อาจแปลได้ว่า “ ปราชญ์แซ่ซุน”

มีการอ้างถึง SUNTZU บ่อยครั้งในระหว่างการเรียนการสอนเกี่ยวกับการสงครามของสถาบันการศึกษาวิชาชีพทางทหาร แต่ความจริงแล้ว ทหารไทยน้อยคนนักที่เคยได้อ่านฉบับจริงจนจบเล่ม หรือไม่ก็เพียงเคยได้อ่านจากเอกสารเรื่องอื่นๆที่ยังขาดความสมบูรณ์ เนื่องจาก SUNTZU ที่ถอดความวางขายในตลาดหนังสือทั่วไป มีการสอดแทรกความเห็นส่วนตัวที่ไม่ถูกต้องไว้มาก กับบางส่วนถูกถอดความจากเอกสารภาษาอังกฤษซึ่งผู้แปลไว้ก่อนเป็นชาวตะวันตก จึงไม่สามารถทำความเข้าใจกับทัศนะของชาวตะวันออกได้ ทำให้เกิดอุปสรรคในการค้นคว้า และอ่านไม่รู้เรื่อง

เอกสารฉบับนี้ ถอดความอย่างตรงไปตรงมา มิได้สอดแทรกความเห็นส่วนตัวใดใด จาก อักษรจีนโบราณ , อักษรญี่ปุ่นโบราณ และการถอดความเป็นภาษาญี่ปุ่นปัจจุบันของหนังสือชื่อ SUNTZU ของนาย KANETANI ซึ่งจัดพิมพ์ และแก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อปี ๑๙๘๐ โดยใช้เป็นตำราเรียนของนักเรียนนายร้อยรวมประเทศญี่ปุ่น ชั้นปีที่ ๒ ที่ซึ่งผู้แปล น.อ. จอม รุ่งสว่าง ได้มีโอกาสศึกษาอย่างจริงจังเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วเหตุผลประการหนึ่งที่สถาบันทหารของญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก เนื่องเพราะ พวกเขาถือว่าเป็นความรู้พื้นฐานทางทหารที่ต้องศึกษาตั้งแต่วัยเยาว์ ดังนั้นทหารญี่ปุ่นจะมีตำรานี้ครอบครองเป็นส่วนตัวทุกคน ในขณะที่ทหารไทยมองว่า SUNTZU เป็นเรื่องในระดับยุทธศาสตร์ที่จำเป็นต้องรู้เพียงเฉพาะผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างกันในเรื่องแนวคิดด้านการศึกษาระหว่างประเทศญี่ปุ่น กับประเทศไทยได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม SUNTZU เป็นตำราพิชัยสงครามที่สะท้อนปรัชญาจิตนิยมสุดขั้ว และอธิบายด้วยสำนวนจีนที่กระทัดรัด คมคาย ใช้ตรรกะบวกลบเชิงเส้นแบบธรรมดาๆ ทำให้อ่าน และทำความเข้าใจได้ง่าย ผู้แปลหวังอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่รักการอ่านทุกท่าน เพราะนอกจาก มันจะสามารถประยุกต์ใช้ในชีวิต และการทำงานประจำวันแล้ว เนื้อหาสาระของ SUNTZU ยังได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าอัดแน่นไปด้วย “ FUNDAMENTAL DOCTRINE ” ที่จะทำให้ผู้ที่อ่านได้แตกฉาน สามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของสงครามได้เป็นอย่างดี ……

น.อ. จอม รุ่งสว่าง

รอง ผอ.กกศ.วทอ.สอส.บศอ./ ผู้แปล

ตำราพิชัยสงคราม SUNTZU ๑๓ บทไม้ตาย

บทที่ ๑ แผนศึก

บทที่ ๒ เตรียมศึก

บทที่ ๓ นโยบายศึก

บทที่ ๔ ศักย์สงคราม

บทที่ ๕ จลน์สงคราม

บทที่ ๖ หลอกล่อ

บทที่ ๗ การแข่งขัน

บทที่ ๘ เก้าเหตุการณ์

บทที่ ๙ เคลื่อนกำลัง

บทที่ ๑๐ ภูมิประเทศ

บทที่ ๑๑ เก้าสนามรบ

บทที่ ๑๒ ไฟ

บทที่ ๑๓ สายลับ

บทที่ ๑ แผนศึก

๑. SUNTZU กล่าวไว้

การสงครามเป็นงานยิ่งใหญ่ มีความสำคัญต่อชาติใหญ่หลวง ชี้ขาดความเป็นตายคนในชาติเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของชาติ จึงต้องคิดอ่านพิจารณาด้วยความรอบคอบอย่างถึงที่สุด

ฉะนั้นจะต้องคิดคำนึงถึงเรื่องสำคัญ ๕ ประการ และพิจารณาเปรียบเทียบ ๗ ประการ เพื่อเข้าใจสถานการณ์ได้ถ่องแท้ ........ ๕ ประการดังกล่าว ได้แก่ :-

- หนทาง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนแต่ละชั้นว่าสามารถอยู่ร่วมกัน ตายร่วมกันได้เพียงใด ( การเมืองภายใน )

- สภาพแวดล้อม เงื่อนไขเอื้ออำนวยของจังหวะเวลา และภูมิอากาศ

- สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์

- แม่ทัพนายกอง ลักษณะคน

- กฎ ระเบียบ วินัย

ปกติการคิดคำนึง และศึกษาเรื่องราว ๕ ประการ แม่ทัพนายกองทุกคนเข้าใจดีอยู่แล้ว

แต่ผู้เข้าใจลึกซึ้งกว่าเป็นผู้ชนะ ผู้เข้าใจลึกซึ้งน้อยกว่าเป็นผู้ไม่อาจชนะ

ฉะนั้นเพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งกว่าจำเป็นต้องมีการพิจารณาเปรียบเทียบอีก ๗ ประการ ดังนี้ :-

- ผู้นำประเทศฝ่ายใดกำจิตใจคนในชาติมากกว่ากัน

- แม่ทัพนายกองฝ่ายใดมีความสามารถมากกว่ากัน

- เงื่อนไขทางภูมิศาสตร์ฝ่ายใดได้เปรียบ

- ฝ่ายใดรักษากฎ ระเบียบ วินัย เคร่งครัด กว่ากัน

- กองทัพฝ่ายใดเข้มแข็งกว่ากัน

- ทหารหาญฝ่ายใดได้รับการฝึกมามากกว่ากัน

- การให้รางวัล และการลงโทษ ฝ่ายใดมีความยุติธรรมกว่ากัน

สำหรับ SUNTZU แล้ว จากที่กล่าวมา แม้ยังมิได้รบก็รู้แพ้ชนะกระจ่างแจ้งแล้ว

๒. ในกรณีแม่ทัพนายกองปฏิบัติตามการคิดคำนวณ ๕ ประการ และเปรียบเทียบ ๗ ประการของข้าพเจ้า ถ้าเอาคนนี้มาใช้งานจะได้รับชัยชนะแน่นอน ต้องเอาคนคนนี้มาใช้งาน

ในกรณีแม่ทัพนายกองมิได้ปฏิบัติตามการคิดคำนวณ ๕ ประการ และเปรียบเทียบ ๗ ประการของข้าพเจ้า ถ้าเอาคนนี้มาใช้งานจะประสบความพ่ายแพ้แน่นอน ต้องปลดคนคนนี้ทิ้งเสีย

ถ้าปฏิบัติตาม และเข้าใจความคิดอ่านนี้ การเตรียมการก่อนออกศึกจะเกิด “ พลังอำนาจ ” ซึ่งจะช่วยกองทัพในการศึก พลังอำนาจที่กล่าวช่วยให้ฝ่ายเราสามารถใช้ความอ่อนตัวบังคับสถานการณ์ได้เปรียบให้ตกอยู่กับฝ่ายเรานั่นเอง ( พลังอำนาจ ...... ศักย์สงคราม )

๓. การศึกนั้นเป็นการเคลื่อนไหวด้วยเล่ห์เหลี่ยม หมายถึงการกระทำที่กลับกันกับการกระทำปกติ ฉะนั้น เมื่อเข้มแข็งต้องให้เห็นว่าอ่อนแอ เมื่อกล้าต้องให้เห็นว่ากลัว เมื่อใกล้ให้ดูไกล เมื่อไกลให้ดูใกล้ เมื่อข้าศึกต้องการประโยชน์เอาประโยชน์เข้าล่อ เมื่อข้าศึกวุ่นวายสับสนให้ฉวยโอกาสข้าศึกเหนียวแน่นให้ป้องกัน ข้าศึกเข้มแข็งให้ถอยออกมา เมื่อข้าศึกโกรธให้ยั่วยุ ข้าศึกสบายทำให้พวกเขาเหนื่อยล้า เมื่อข้าศึกกลมเกลียวทำให้แตกแยก โจมตีข้าศึกในที่ซึ่งไม่มีการป้องกัน รุกเข้าไปในที่ซึ่งข้าศึกไม่คาดคิด เปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ข้าศึก ก่อนรบไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ว่าจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นไร ......

๔. ปกติการคิดอ่านก่อนออกศึกแล้วชนะ หมายถึงผลจากการคิดคำนวณ ๕ ประการเปรียบเทียบ๗ ประการ แล้วมีทางชนะมากกว่าทางแพ้นั่นเอง แต่หากคิดอ่านก่อนออกศึกแล้วไม่อาจชนะก็หมายถึงผลจากการคิดคำนวณ ๕ ประการเปรียบเทียบ ๗ ประการแล้วมีทางชนะน้อยนั่นเอง ดังนั้น จากการคิดคำนวณก่อนออกศึก ถ้ามีทางชนะมากจะชนะ ถ้ามีทางชนะน้อยกว่าก็จะมิอาจชนะ สำหรับข้าพเจ้า เพียงสังเกตดังกล่าว ก็รู้แพ้ชนะชัดเจนแล้ว

.......................................................................

บทที่ ๒ เตรียมศึก

๑. SUNTZU กล่าวไว้

กฎของสงครามนั้น การทหารเป็นความสิ้นเปลืองอย่างใหญ่หลวง กว่าจะสามารถใช้กำลังเคลื่อนกำลังทหารได้นั้น แม้เพียงวันเดียวก็ยังต้องใช้ทรัพย์สินมหาศาลการทำสงครามยืดเยื้อทหารจะอ่อนล้า ความห้าวหาญจะลดลง การเข้าตีป้อมปราการที่มั่นข้าศึกเป็นเวลานานกำลังรบจะหมดไป เพราะฉะนั้น การใช้กำลังทหารเป็นเวลานานเศรษฐกิจของชาติจะย่อยยับ

ถ้าทหารหาญของชาติเหนื่อยอ่อน ขาดความห้าวหาญ และถ้าเศรษฐกิจของชาติย่อยยับแล้วต่างชาติจะยกทัพมารบกับเราแน่นอน ซึ่งแม้จะมีผู้มีความสามารถสูงเพียงไรก็ยากที่จะต่อต้านกับทัพต่างชาติที่ยกเข้ามาได้ดังนั้น “ การสงครามจะต้องรวดเร็ว และเฉียบพลัน ” ตัวอย่างดีของสงครามยืดเยื้อในประวัติศาสตร์ไม่มีประเทศใดเคยได้ประโยชน์จากสงครามยืดเยื้อไม่เคยปรากฏ ...................... ดั่งที่เคยกล่าวแล้ว

ผู้ที่ไม่เข้าใจความสูญเสียของสงครามอย่างเพียงพอ

ย่อมไม่สามารถเข้าใจผลประโยชน์ที่ได้รับจากสงครามอย่างเพียงพอเช่นกัน

๒. นักรบที่ชำนาญศึกจะไม่เกณฑ์ประชาชนมารบหลายครั้ง จะไม่ขนเสบียงอาหารจากชาติตนหลายครั้ง แม้ใช้อาวุธจากชาติตน แต่เสบียงอาหารเอาจากดินแดนข้าศึก

การที่ประเทศชาติต้องยากจนลงเพราะกองทัพก็เนื่องจากการขนส่งเสบียงอาหารเป็นระยะทางไกล เพราะถ้ากองทัพต้องขนเสบียงอาหารเป็นระยะทางไกล ประชาชนจะยากจนลง ราคาสินค้าบริเวณสนามรบจะสูงขึ้น เมื่อสินค้าราคาสูงขึ้น ทรัพย์สินของประชาชาก็ยิ่งหมดลง เมื่อทรัพย์สินของประชาชนหมดลง การจะระดมเสบียงอาหารมาให้ทหาร ก็จะทำได้ยากลำบาก กำลังรบของกองทัพก็จะค่อยๆ

หมดลง ทรัพย์สินของประชาชนจาก ๑๐ จะเหลือ ๗ ข้าวของของรัฐที่เสียหายไปกับสงครามจาก ๑๐จะเหลือ ๖ เพราะฉะนั้น แม่ทัพที่มีความสามารถจะแย่งเสบียงอาหาร และข้าวของของข้าศึกมาใช้การใช้ข้าวของของข้าศึก ๑ ส่วน ได้ประโยชน์เหมือนใช้ของของเรา ๒๐ ส่วน

๓. การที่ทหารฝ่ายเราสังหารทหารฝ่ายข้าศึกได้ก็เนื่องจากกำลังใจของทหาร การยึดเอาสิ่งของของข้าศึกมา ก็เนื่องจากผลประโยชน์นั่นเองฉะนั้น การให้รางวัลแก่ทหารที่ยึดเอาสิ่งของจากข้าศึกได้ และลงโทษทหารที่ถูกข้าศึกยึดสิ่งของไป เป็นการสร้างความเข้มแข็งขึ้นในกองทัพ

๔. ดังกล่าวข้างต้น

การสงครามนั้นชัยชนะเป็นอันดับหนึ่ง จะยืดเยื้อไม่ได้ แม่ทัพที่ระมัดระวังผลได้เสียของสงครามรอบคอบ คือผู้กำชะตากรรมของประชาชนไว้ เป็นอุปราชชี้ขาดความอยู่รอดของประเทศชาติ ........................

...................................................................

บทที่ ๓ นโยบายศึก

๑. SUNTZU กล่าวไว้

กฎของสงครามโดยทั่วไป

สยบประเทศข้าศึกไม่เสียเลือดเนื้อเป็นโยบายหลัก

ใช้กำลังทางทหารเข้าตีประเทศข้าศึกแตกจึงสยบประเทศข้าศึกได้เป็นนโยบายรอง

สยบกองทัพข้าศึกไม่เสียเลือดเนื้อเป็นโยบายหลัก

ใช้กำลังทางทหารเข้าตีกองทัพข้าศึกแตกจึงสยบกองทัพข้าศึกได้เป็นนโยบายรอง

สยบหน่วยทหารข้าศึกไม่เสียเลือดเนื้อเป็นโยบายหลัก

ใช้กำลังทางทหารเข้าตีหน่วยทหารข้าศึกแตกจึงสยบหน่วยทหารข้าศึกได้เป็นนโยบายรอง

“ รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งยังมิใช่ยอด

สยบข้าศึกได้ไม่ต้องรบ เป็นยอดนักรบ ”

๒. เพราะฉะนั้น

สุดยอดของการสงครามก็คือ เข้าโจมตีแผนลับข้าศึกให้แตก จากนั้นตีความสามัคคีข้าศึก ตีสัมพันธไมตรีของกลุ่มพันธมิตรข้าศึกให้แตก สุดท้ายหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วจึงใช้กำลังทางทหารเข้าตีกำลังทหารข้าศึก สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการเข้าตีป้อมปราการที่มั่นที่เข้มแข็งของข้าศึก การเข้าตีดังกล่าวจะเป็นเฉพาะเมื่อไม่มีหนทางอื่นแล้ว และไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แล้วเท่านั้น

การเข้าตีป้อมปราการที่มั่นที่เข้มแข็งของข้าศึก ต้องใช้เวลาเตรียมการนาน และต้องพร้อมจริงๆ จึงทำได้ ซึ่งในระหว่างเตรียมการหากแม่ทัพนายกองไม่สามารถระงับความเกรียวกราดได้ยกกำลังเข้าทำการรบแตกหักก่อนที่การเตรียมการจะพร้อม ทหาร ๑ ใน ๓ จะต้องตาย แม้กระนั้นป้อมปราการที่มั่นของข้าศึกก็จะยังไม่แตก นี้คือผลเสียของการโจมตีป้อมปราการที่มั่นของข้าศึก

นักรบผู้ชำนาญมิได้ใช้การต่อสู้เพื่อสยบข้าศึก ป้อมปราการที่มั่นข้าศึกแตกก็มิใช่ด้วยการโจมตีตรงหน้า ประเทศข้าศึกต้องพินาศลงก็มิใช่ด้วยศึกสงครามยืดเยื้อ ใช้วิธีชนะโลก ชนะโดยไม่เสียเลือดเนื้อ ด้วยเหตุนี้ ทหารหาญก็ไม่เหนื่อยอ่อน ผลประโยชน์ที่ได้รับย่อมเป็นผลประโยชน์สูงสุด

“ นี่คือกฎของนโยบายในการทำศึกสงคราม ”

๓. กฎของสงครามโดยทั่วไป

เมื่อมีกำลัง ๑๐ เท่าเข้าโอบล้อม เมื่อมีกำลัง ๕ เท่าเปิดเกมรุก เมื่อเท่ากันให้สู้ ถ้าน้อยกว่าให้ถอย ถ้ากำลังปะทะกันไม่ได้ให้หลบซ่อน โดยปกติกำลังน้อยกว่าปะทะตรงหน้ากับกำลังที่มากกว่าย่อมทำไม่ได้เป็นทางปกติ กำลังที่น้อยนิดคิดแต่จะใช้ความห้าวหาญ รังแต่จะถูกจับเป็นเชลยของกำลังที่มากกว่าเท่านั้น

๔. โดยทั่วไป แม่ทัพมีหน้าที่ช่วยเหลือชาติ ถ้าหน้าที่นั้นสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับผู้นำประเทศ ชาตินั้นต้องเข้มแข็งแน่นอน ถ้าหน้าที่นั้นขัดแย้งกับผู้นำประเทศ ชาตินั้นต้องอ่อนแอแน่นอน

ฉะนั้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับการศึกสำหรับผู้นำประเทศมี ๓ ประการ ได้แก่ :-

- ไม่รู้ว่าไม่ควรใช้กำลังทหาร สั่งให้ใช้กำลังทหาร

ไม่รู้ว่าไม่ควรถอย สั่งให้ถอย

- ไม่รู้เรื่องภายในกองทัพ แต่เข้ามาปกครองกองทัพร่วมกับแม่ทัพ

- ไม่เข้าใจวิธีใช้กำลังทหาร แต่เข้ามาบังคับบัญชาทหาร

เมื่อใดที่ทหารอยู่ในความหลง ความงงงวยแปลกใจสงสัย ต่างชาติจะยกทัพเข้ามาและชัยชนะของกองทัพที่สับสนก็จะจากหายไป

๕. ฉะนั้น มี ๕ สิ่งที่ต้องรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับชัยชนะ ได้แก่ :-

- เมื่อไรควรรบเมื่อไรไม่ควรรบ ระมัดระวังผลได้ผลเสียรอบคอบ .... ชนะ

- เข้าใจการใช้กำลังใหญ่ กำลังเล็ก นอกแบบในแบบ .... ชนะ

- ประสานจิตใจคนทุกชั้นได้ .... ชนะ

- เตรียมการดีปะทะที่ประมาท .... ชนะ

- แม่ทัพนายกองมีความสามารถ ผู้นำประเทศไม่แทรกแซงกิจการภายในกองทัพ .... ชนะ

๕ ประการนี้เป็นวิธีเข้าใจชัยชนะ ดังนั้น

“ เมื่อ รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งปราศจากอันตรายรู้สถานการณ์ฝ่ายเขา ไม่รู้ฝ่ายเรา แพ้บ้างชนะบ้าง

ไม่รู้เขา ไม่รู้เรา กล่าวได้ว่ารบทุกครั้งรังแต่จะมีอันตราย ”

.............................................................

บทที่ ๔ ศักย์สงคราม

๑. SUNTZU กล่าวไว้

ยอดนักรบ ตั้งมั่นในที่ซึ่งไม่มีใครอาจชนะเขาได้ รอคอยโอกาสซึ่งใครก็ได้อาจชนะต่อข้าศึกรูปแบบที่ไม่มีใครอาจชนะได้อยู่ที่ฝ่ายเรา รูปแบบที่ใครก็ได้อาจสามารถชนะได้อยู่ที่ฝ่ายเขาแม้จะเป็นยอดนักรบที่สามารถตั้งมั่นในที่ซึ่งไม่มีใครอาจชนะได้ ก็ไม่สามารถทำให้ข้าศึกตั้งอยู่ในที่ซึ่งใครใครก็อาจชนะได้จึงจำเป็นต้องรู้จักอดทนรอคอย รูปแบบที่ไม่มีใครอาจชนะได้นั้น เป็นรูปแบบเกี่ยวข้องกับการตั้งรับ รูปแบบที่ใครก็อาจชนะได้ เป็นรูปแบบเกี่ยวข้องกับการรุก รับเนื่องจากกำลังรบไม่เพียงพอ และรุกเนื่องจากกำลังรบมีอยู่เพียงพอ นักรบที่ตั้งรับเก่งเหมือนซ่อนอยู่ใต้ของใต้แผ่นดิน นักรบที่รุกเก่งเหมือนเคลื่อนไหวอยู่เหนือของเหนือฟ้า ฉะนั้นจึงอยู่ในที่ปลอดภัย และสามารถเอาชัยเด็ดขาดได้สำเร็จ

๒. ระดับชัยชนะที่คนทั่วไปมองออกยังมิใช่ยอด รบกันแล้วได้ชัยชนะคนทั่วโลกแซ่ซ้องสรรเสริญยังมิใช่เยี่ยม หยิบถือเส้นผมได้ว่ามีกำลังมิได้ มองดวงอาทิตย์จะบอกว่าตาดีไม่ได้ ฟังเสียงฟ้าร้องว่าหูดีมิได้ สมัยก่อนยอดนักรบคนทั่วไปมองไม่ออก เขาจะเข้ายึดโอกาสชนะง่ายแล้วชนะ เพราะฉะนั้น การต่อสู้ของยอดนักรบนั้น มิได้มีชื่อเสียง มิได้ใช้ความรู้ความสามารถหรือความมานะพยายามพิเศษพิสดารและกล้าหาญใดใด เนื่องเพราะเขาจะทำสงครามที่ชนะแน่นอนเท่านั้น สงครามที่ชนะแน่นอนก็คือเข้าตีข้าศึกที่แพ้แน่นอนแล้วชนะนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ ยอดนักรบจะตั้งมั่นในที่ซึ่งไม่มีใครอาจชนะได้รอคอยโอกาสชนะ และไม่ปล่อยให้โอกาสชนะโอกาสแรกหลุดลอยไปนั่นเอง

“ กองทัพที่มีชัย คือกองทัพที่ก่อนออกศึกได้รับชัยชนะแล้วจึงรบ

กองทัพที่พ่ายแพ้ คือกองทัพที่ออกรบแล้วจึงแสวงหาชัยชนะนั่นเอง ”

๓. ยอดนักรบย่อมสามารถทำให้จิตใจคนทุกชั้นเป็นหนึ่งได้ สามารถจัดระบบ รักษาวินัย และกฎระเบียบได้ ฉะนั้นจึงสามารถตัดสินแพ้ชนะได้อย่างอิสระ

๔. ปัญหาในการจัดการทางทหารก่อนรบจะเกิดขึ้น ๕ ประการที่ต้องขบคิด

- ปัญหาขอบเขตของการรบ

- ปัญหาปริมาณสิ่งของที่ต้องทุ่มเทในการรบ

- ปัญหาจำนวนทหารที่จะนำมาใช้ในการรบ

- ปัญหาขีดความสามรถของหน่วยกำลัง จะมีมากน้อยขนาดใด

- ปัญหาของชัยชนะ

กองทัพที่ได้ชัยต้องผ่านขั้นตอนดังกล่าว และมีความได้เปรียบ กองทัพที่พ่ายแพ้คือกองทัพที่เสียเปรียบจากปัญหาดังกล่าวนั่นเอง ....

๕. ผู้ชนะซึ่งทำให้ผู้คนในชาติร่วมกันต่อสู้ได้ เหมือนกับแอ่งน้ำในหุบเขาซึ่งเกิดจากสายน้ำเล็กๆ หลายพันสายไหลมารวมกัน ซึ่งหากแอ่งน้ำนั้นตกลงมาเป็นน้ำตกก็จะมีพลังมหาศาลพลังที่ซ่อนอยู่ในแอ่งน้ำกลางหุบเขานี้เปรียบได้กับ “ ศักย์สงคราม ” และพลังของน้ำที่กระทบเบื้องล่างเปรียบได้กับ “ จลน์สงคราม ” ฉันใดฉันนั้น ......

................................................................

บทที่ ๕ จลน์สงคราม

๑. SUNTZU กล่าวไว้

การปกครองกำลังขนาดใหญ่จะทำได้เนื่องจากการจัดกำลังขนาดเล็กให้เป็นหมวดหมู่นั่นเองการจะบังคับบัญชากำลังขนาดใหญ่ได้ต้องจัดเตรียมเครื่องมือสื่อสาร ธงทิว กลอง ฆ้อง เพื่อให้กำลังขนาดเล็กเข้าใจคำสั่งจึงจะทำได้

การที่กำลังขนาดใหญ่สามารถต้านทานกำลังของข้าศึกได้ดี ก็คือใช้ความอ่อนตัว แยกแยะการใช้กำลังอย่างรวดเร็ว อย่างเข้มแข็ง ใช้กำลังทั้งนอกแบบในแบบอย่างเหมาะสมในการรบ และการต่อสู้ จะชนะข้าศึกได้เหมือนหินกระแทกไข่แตกได้เสมอๆ ก็เนื่องจากใช้การหลอกล่อข้าศึกนั่นเอง .....

๒. การต่อสู้โดยทั่วไป ตั้งมั่นในที่ไม่มีทางแพ้เข้มแข็งดุจหินใหญ่เหมือนสู้กันตามแบบ จู่โจมข้าศึกเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ข้าศึกเหมือนสู้กันนอกแบบ เช่นเดียวกับฤดูกาลที่ไม่จบสิ้น จากมืดกลับสว่าง จากสว่างกลับมืด เสียงมี ๗ เสียงแต่ผสมกันแล้วฟังได้ไม่หมด สี ๓ สีผสมเกิดสีนับไม่ถ้วน รสชาติ ๕ รสผสมกันเกิดรสชาติที่ลิ้มลองไม่หมดเช่นกันการใช้กำลังก็มีนอกแบบในแบบแต่ผสมกันแล้วเกิดรูปแบบนับไม่ถ้วน ต่างเกิดจากกันและกันระหว่างตามแบบจะมีนอกแบบ ระหว่างนอกแบบจะมีตามแบบ เรียกว่านอกแบบเกิดจากตามแบบและตามแบบเกิดจากนอกแบบ หมุนเวียนเปลี่ยนไปหาจุดสิ้นสุดมิได้ ใครจะรู้ละว่าจะเป็นแบบใด ....

๓. ยอดนักรบจะเพิ่มศักย์สงครามทำให้จลน์สงครามเพิ่ม จลน์สงครามนั้นเหมือนลูกศรที่วิ่งไปศักย์สงครามนั้นก็เหมือนขณะง้างคันศรนั่นเอง .....

๔. ความวุ่นวายเกิดจากความมีระเบียบ ความขลาดเกิดจากความกล้า ความอ่อนแอเกิดจากความเข้มแข็ง แต่ละสิ่งเคลื่อนไหวสู่กันและกันง่ายดายนัก ......

จะวุ่นวายสับสนหรือมีระเบียบขึ้นอยู่กับปัญหาการจัดหน่วยทหาร

จะกลัวหรือกล้าหาญขึ้นอยู่กับปัญหาของจลน์สงคราม

จะอ่อนแอหรือเข้มแข็งขึ้นอยู่กับปัญหาของศักย์สงคราม

๓ สิ่งระมัดระวังใส่ใจ ย่อมจะได้ ระเบียบ ความกล้าหาญ และความเข้มแข็ง

๕. เพราะฉะนั้น การจะล่อข้าศึกให้ออกมานั้น

เมื่อชี้ให้เห็นรูปแบบการวางกำลังให้ข้าศึกรู้ ข้าศึกต้องมาแน่นอน เมื่อชี้ให้เห็นว่าข้าศึกจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง ข้าศึกต้องออกมาเอาแน่นอน นั่นคือการใช้ประโยชน์ล่อข้าศึกให้ออกมา

จงเข้าปะทะข้าศึกนั้นด้วยการดัดหลังคู่ต่อสู้ตลอดเวลา

๖. ยอดนักรบเมื่อต้องการชัยชนะจากจลน์สงครามที่มีอยู่มิได้พึ่งพาบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นพิเศษแต่พึ่งพาพลังอำนาจของจลน์สงคราม ปล่อยให้ผู้คนต่างๆ เป็นไปตามจลน์สงครามนั้น เหมือนกับสิ่งของท่อนไม้รูปแบบต่าง ๆ จะอยู่นิ่งบนพื้นราบ แต่เมื่อเอียงพื้นราบขึ้นสิ่งของเหล่านั้นจะกลิ้งไปตามจลน์สงครามนั่นเอง ฉะนั้นยอดนักรบจะให้ผู้คนเข้าต่อสู้เหมือนสิ่งของท่อนไม้กลิ้งจากที่สูง

นี่แหละที่เรียกว่า จลน์สงคราม

.........................................................

บทที่ ๖ หลอกล่อ

๑. SUNTZU กล่าวไว้

กองทัพที่มาถึงสนามรบก่อน และรอคอยข้าศึกเป็นฝ่ายที่สบาย

กองทัพที่มาถึงสนามรบทีหลัง และเข้าต่อสู้เป็นฝ่ายที่ลำบาก และทรมาน

“ ยอดนักรบนั้นฝ่ายตนจะต้องเป็นฝ่ายควบคุมการรบ

หมายถึง ทำให้ข้าศึกเป็นดั่งเช่นตนคิด และไม่เป็นอย่างที่ข้าศึกคิด ”

การที่ฝ่ายเราจะทำให้ข้าศึกออกมาได้นั้น ชี้ผลประโยชน์เข้าล่อ

การที่ฝ่ายเราจะทำให้ข้าศึกไม่เข้ามาได้นั้น ชี้ถึงผลเสียนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้จึงสามารถทำให้ข้าศึกที่สุขสบาย เหนื่อยล้าได้ ทำให้ข้าศึกที่ท้องอิ่ม หิวโหยได้การหลอกล่อข้าศึกที่อยู่นิ่งๆ ให้เคลื่อนไหว จึงทำได้นั่นเอง .......

๒. โจมตีสถานที่ที่ข้าศึกต้องออกมาอย่างแน่นอน รุกอย่างรวดเร็วเข้าไปในที่ที่ข้าศึกคาดไม่ถึงการเคลื่อนกำลังเข้าไปในสถานที่ไกลโดยไม่เหนื่อย ก็คือเข้าไปในเส้นทางที่ไม่มีการต้านทานจากข้าศึกหลังจากเข้าโจมตีแล้วสามารถยึดได้ ก็คือการเข้าโจมตีที่ไม่มีการป้องกันจากข้าศึก หลังจากวางกำลังป้องกันแล้วเข้มแข็งแน่นอน ก็คือการรักษาที่มั่นที่ข้าศึกจะไม่เข้าตี

นักรบที่รุกเก่ง ข้าศึกไม่รู้ที่ป้องกัน

นักรบที่รับเก่ง ข้าศึกไม่รู้ที่จะเข้าตี

แยบคายลึกซึ้ง สุดยอดต้องปราศจากรูป

ลี้ลับมหัศจรรย์ สุดยอดต้องปราศจากเสียง

จึงเป็นอุปราชชี้ขาดชะตากรรมของข้าศึกได้

๓. รุกเข้าไปแล้วไม่สามารถป้องกันได้เพราะว่ารุกเข้าไปในช่องว่างของข้าศึก ถอยออกมาแล้วตามไม่ทันเพราะว่ามิได้ติดตามไปอย่างรวดเร็ว

ฉะนั้น เมื่อฝ่ายเราต้องการรบ แม้ข้าศึกจะอยู่ในที่มั่นเข้มแข็งไม่ยอมออกรบ แต่การที่ข้าศึกจะอย่างไรก็ต้องออกมา ก็เพราะว่าฝ่ายเราโจมตีในที่ที่ข้าศึกจะต้องยกกำลังมาช่วยนั่นเอง

เมื่อเราไม่ต้องการรบ แม้จะมิได้วางกำลังป้องกันใดใด แต่ข้าศึกอย่างไรก็จะไม่ออกมาก็เพราะว่าสถานที่นั้นถูกลวงนั่นเอง

๔. เพราะฉะนั้น ถ้าเราลวงข้าศึกให้ทราบชัดเกี่ยวกับกำลังฝ่ายเรา แต่เราซ่อนกำลังจริงไว้เมื่อข้าศึกแยกกำลังออกไป และเรารวมกำลังไว้ ถ้าเรารวมกำลังเป็นหนึ่ง และข้าศึกแยกกำลังออกเป็น ๑๐ ส่วน ผลการปะทะกันฝ่ายเราจะมีทหารมากกว่า ๑๐ เท่า เราจะเป็นฝ่ายมีกำลังมาก ข้าศึกจะเป็นฝ่ายมีกำลังน้อย ถ้าเราสามารถใช้กำลังใหญ่เข้าปะทะกับกำลังน้อยของข้าศึก ข้าศึกก็จะเป็นฝ่ายที่อ่อนกว่าเราเสมอ เมื่อข้าศึกไม่ทราบที่เราจะรบ ไม่ทราบเวลาที่เราจะรบ ข้าศึกจะกระจายกำลังออกป้องกัน เมื่อทำเช่นนั้น การปะทะกับฝ่ายเรา ข้าศึกจะเป็นฝ่ายน้อยกว่าเราโดยตลอดดังนั้น เมื่อกำลังใหญ่อยู่หน้า กองหลังจะเป็นกำลังน้อย เมื่อกองหลังกำลังมาก กองหน้ากำลังน้อย กำลังหลักด้านขวากำลังน้อยด้านซ้าย กำลังหลักด้านซ้ายกำลังน้อยด้านขวา จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้

เพราะฉะนั้น รู้สถานที่รบ รู้เวลารบ แม้ไกลแต่ถ้าควบคุมได้ควรรบ ไม่รู้สถานที่รบ ไม่รู้เวลารบ ซ้ายจะช่วยขวาก็ไม่ได้ ขวาจะช่วยซ้ายก็ไม่ได้ กองหน้าจะช่วยกองหลัง กองหลังจะช่วยกองหน้าไม่ได้

“ ตามที่ข้าพเจ้าคิด แม้ฝ่ายหนึ่งจะมีกำลังมาก แต่หากถูกหลอกล่อ ถูกลวง

อีกฝ่ายหนึ่งก็จะรวมกำลังมากกว่าฝ่ายแรกอยู่ร่ำไป ฝ่ายแรกย่อมมิอาจรบด้วยได้ ”

๕. ฉะนั้นก่อนออกรบ เพื่อเข้าใจการหลอกล่อ การลวงของข้าศึก ต้องเข้าใจผลได้ผลเสีย กับสถานการณ์ข้าศึกให้แตกเสียก่อน ใช้การล่อให้ข้าศึกเคลื่อนไหวเป็นหลัก จับท่าทีของข้าศึกให้ได้รู้ที่ใดรบได้รบไม่ได้ ที่ใดได้เปรียบเสียเปรียบ มีกำลังน้อยกำลังมาก และเมื่อไรนั่นเอง

๖. เพราะว่าสุดยอดของศักย์สงครามคือ “ ปราศจากรูป ” การปราศจากรูปนี้ แม้ข้าศึกมีสายลับแทรกซึมลึกซึ้งก็ไม่อาจรู้เราได้ แม้ใช้คนมีความรู้ก็คิดไม่ออก เพราะปราศจากรูป อ่านท่าทีเขาให้แตกใช้ท่าทีนั้นเปลี่ยนรูปเรา นำชัยชนะที่คนธรรมดามิอาจเห็นได้ คนธรรมดาแม้รู้จักชัยชนะของตนแต่ไม่ทราบจะชนะอย่างไร เมื่อใด และที่ใด

ดังนั้น สภาพของชัยชนะไม่ควรให้เกิดขึ้นซ้ำสอง

เปลี่ยนแปลงตามศักย์สงครามข้าศึกนับไม่ถ้วนจึงดี

๗. ฉะนั้น ศักย์สงคราม รูปแบบทางทหาร จึงเหมือนน้ำไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ หลีกเลี่ยงที่สูงเหมือนไม่ปะทะข้าศึกที่มีการเตรียมการดี โจมตีที่ที่มีการเตรียมการหลอก เอาชัยข้าศึกเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ข้าศึก เหมือนน้ำไหลตามรูปแบบภูมิประเทศ

เพราะฉะนั้น รูปแบบที่แน่นอนของการใช้กำลัง และศักย์สงครามจึงไม่มีเช่นเดียวกับน้ำที่ปราศจากรูป เปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ลึกซึ้งยากจะคะเนได้

............................................................

บทที่ ๗ การแข่งขัน

๑. SUNTZU ก

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.9.28.83
เขียนเมื่อ Fri Jul 24 2009 19:37:18 GMT+0700 (ICT)

............................................................

บทที่ ๗ การแข่งขัน

๑. SUNTZU กล่าวไว้

จากกฎของสงคราม ตั้งแต่แม่ทัพรับคำสั่งผู้นำประเทศให้จัดกำลังทหารเข้ายันข้าศึกจนถึงเมื่อเตรียมกำลังพร้อมยกไปตั้งรับข้าศึกเสร็จสิ้น ช่วงเวลาดังกล่าวเรียกว่า “ การแข่งขันทางทหาร ” เป็นการแข่งขันที่ชิงความได้เปรียบ เป็นเรื่องที่ไม่ถึงกับยากนัก ความยากของการแข่งขันทางทหาร ก็คือการทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย การทำสิ่งที่จะเกิดความเสียหายให้พลิกกลับเป็นประโยชน์

นั่นเอง .....................

การแข่งขันทางทหารนั้นยังมีอันตรายอย่างหนึ่ง เมื่อทหารทั้งหมดพยายามแข่งขันกับข้าศึกเพื่อเข้ายึดพื้นที่ได้เปรียบให้ได้ก่อน การเคลื่อนกำลังทั้งหมดย่อมล่าช้าเสียเวลา ซึ่งหากไม่คำนึงถึงรังแต่จะรีบไปให้ถึงก่อนข้าศึก ก็อาจไม่สามารถขนเอาเสบียงอาหาร อาวุธที่จำเป็นไปด้วยได้ ทหารที่ขาดเสบียงอาหาร และอาวุธย่อมพ่ายแพ้ ขณะทิ้งเสบียงอาหาร และอาวุธรีบเดินทางทั้งกลางวันกลางคืนไม่มีพักเพื่อจะไปได้เร็วขึ้น ถ้าแม่ทัพถูกจับก็หมายถึงความพ่ายแพ้อย่างใหญ่หลวง ทหารที่แข็งแรงอาจจะไปถึงได้ ทหารที่อ่อนล้าจะถึงทีหลัง ๑๐๐ ลี้เคลื่อนไป ๑๐ คนจะมาถึงได้ ๑ คน ๕๐ ลี้จะมาได้ครึ่งหนึ่ง ๓๐ ลี้จะมาได้ ๒ ใน ๓ คนเท่านั้น .........................

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ดั่งนี้คือ ความลำบาก ความยาก ของการแข่งขันทางทหาร

๒. ดังนั้น

ไม่รู้เรื่องภายในของต่างชาติ เป็นพันธมิตรกับต่างชาตินั้นย่อมไม่ได้

ไม่รู้ภูมิประเทศ การเคลื่อนทัพเข้าไปย่อมทำไม่ได้

ไม่รู้วิธีใช้คนในพื้นที่นั้น ย่อมไม่ได้ประโยชน์จากพื้นที่นั้น

๓. ด้วยเหตุนี้

การสงครามนั้นใช้การดัดหลังคู่ต่อสู้เป็นหลัก เคลื่อนไหวไปในที่ที่เป็นประโยชน์ เปลี่ยนแปลงรูปด้วยการ กระจายกำลัง และรวมกำลัง ฉะนั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วเช่นดั่งลม รอคอยเหมือนไม้ซ่อนลมหายใจ รุกรบเช่นเปลวเพลิง เข้าใจยากดุจความมืด เข้มแข็งดุจขุนเขา เกรียวกราดเหมือนสายฟ้า จะรวบรวมเสบียงอาหารให้กระจายกำลังออกไป จะขยายพื้นที่ยึดครองให้รักษาจุดสำคัญมั่นคง เคลื่อนไหว

ระมัดระวังคิดอ่านรอบคอบ

ชิงปฏิบัติการก่อนข้าศึก ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย

”ผู้รู้เข้าใจดีชนะ ดั่งนี้คือกฎของการแข่งขัน ”

๔. การศึกนั้นยากที่จะสั่งการใดใดด้วยปากให้ทุกคนเข้าใจได้ จะต้องเตรียมเครื่องมือบางอย่างที่จะทำให้ หู และตาของเหล่าทหารหาญเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้

การที่ทหารของฝ่ายเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้ผู้กล้าก็ฝ่ามาไม่ได้ ผู้ขลาดก็ถอยหนีไม่พ้นความสับสนจะหมดไป จะทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบตามสถานการณ์ได้ทันต่อเหตุการณ์ นำมาซึ่งหนทางแห่งชัยชนะ

................................................................

บทที่ ๘ เก้าเหตุการณ์

๑. SUNTZU กล่าวไว้

ตามกฎของสงคราม

- อย่าโจมตีข้าศึกบนเนินสูง

- อย่าตั้งรับข้าศึกที่รุกเข้ามาโดยมีเนินเขาอยู่เบื้องหลัง

- อย่าเผชิญหน้ากับข้าศึกในที่รกชัดเป็นเวลานาน

- อย่ารุกไล่ข้าศึกที่หลอกถอย

- อย่าโจมตีข้าศึกที่ขวัญดี

- อย่ากินเหยื่อที่ข้าศึกลวงไว้

- อย่าหยุดข้าศึกที่กำลังกลับบ้านเกิด

- อย่าล้อมข้าศึกโดยมิดชิด ต้องเปิดทางให้หนีอย่างน้อย ๑ ทาง

- อย่ารุกไล่ข้าศึกที่ถอยอย่างระมัดระวังเข้าไปชิดนัก

ทั้งหมดคือ เก้าเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และเกิดขึ้น เป็นกฎของสงคราม

๒. ถนนที่น่าจะผ่านไปด้วยดี แต่ผ่านไม่ได้นั้นมีอยู่

กองทัพข้าศึกที่น่าเข้าตี แต่เข้าตีไม่ได้นั้นมีอยู่

ป้อมปราการที่มั่นที่น่าเข้าโจมตี แต่เข้าโจมตีไม่ได้นั้นมีอยู่

พื้นที่ที่น่าเข้ายึดครอง แต่เข้ายึดครองไม่ได้นั้นมีอยู่

“ คำสั่งของผู้นำประเทศที่น่าปฏิบัติตาม แต่ปฏิบัติไม่ได้ ก็มีอยู่เช่นกัน ”

๓. เพราะฉะนั้น แม่ทัพที่คำนึงผลได้ผลเสียจากเก้าเหตุการณ์เป็นอย่างดี คือผู้ใช้ทหารอย่างระมัดระวัง แม่ทัพที่ไม่คำนึงผลได้ผลเสียจากเก้าเหตุการณ์เป็นอย่างดี แม้จะเข้าใจภูมิประเทศดีแต่ก็จะไม่ได้ประโยชน์จากพื้นที่นั้น

ในการควบคุมการใช้กำลังทหารนั้น เก้าเหตุการณ์นี้เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แม้จะเข้าใจถึง ๕ ส่วน ก็ยังมิสามารถใช้กำลังทหารให้เกิดประโยชน์อย่างเพียงพอได้ ...............

๔. ดังที่กล่าวมา

การคิดอ่านของผู้รู้นั้น คิดเรื่องราวใดต้องระมัดระวังผลได้ และผลเสียประกอบกันไปเรื่องราวใดเป็นประโยชน์ก็ต้องคิดอ่านด้านผลเสียด้วย งานก็จะสำเร็จบรรลุเป้าหมาย เรื่องราวใดเป็นผลเสียก็ต้องคิดอ่านด้านดีด้วย ความกังวลก็จะหมดไป .............

๕. ฉะนั้น

ชี้ให้เห็นผลเสียจึงสยบต่างชาติ

ชี้ให้เห็นว่าจำเป็นจึงใช้ทูตต่างชาติ

ชี้ให้เห็นประโยชน์จึงให้ข้าศึกแตกหนี

๖. เรามิอาจขอร้องข้าศึกมิให้ยกกองทัพมา เราพึ่งพาการเตรียมการที่พร้อมต่อข้าศึกที่จะยกมาทุกเมื่อ เรามิอาจขอร้องข้าศึกมิให้เข้าโจมตี แต่เราพึ่งพาการตั้งมั่นที่มิอาจเข้าตีได้ต่างหาก

๗. ฉะนั้น สำหรับแม่ทัพมีอันตรายอยู่ ๕ ประการ

- สำนึกว่าตนต้องสู้ตาย ไม่รู้จักถอย แล้วถูกฆ่าตาย

- คิดแต่จะเอาตนรอด ขาดความกล้า แล้วถูกจับเป็นเชลย

- เอาแต่ใจร้อนจนผู้คนทั้งหลายมองว่าบ้าเลือด

o ขาดความกระตือรือร้น ตกอยู่ในสภาวะต้องอาย

o รักทหารจนต้องเหนื่อยเพราะทำงานให้ทหาร

๕ ประการเหล่านี้ยามศึกเป็นผลเสีย กองทัพละลาย แม่ทัพตายในสนามรบ จะต้องเกิดขึ้นจาก ๕ ประการดังกล่าวแน่นอน จำเป็นที่แม่ทัพจะต้องระมัดระวังใส่ใจ …...........

…................................................................

บทที่ ๙ เคลื่อนกำลัง

๑. SUNTZU กล่าวเกี่ยวกับ สถานที่ตั้งของกองทัพ กับการหาข่าวสถานการณ์ข้าศึกไว้ดังนี้

จะข้ามเขาให้เลาะร่องเขา พบที่สูงให้อยู่ที่สูง รบที่สูงอย่าหันหาข้าศึกที่สูงกว่า ดังนี้เกี่ยวกับกองทัพบนเขา

ถ้าข้ามแม่น้ำมาแล้วจงอยู่ให้ไกลจากฝั่งแม่น้ำ ข้าศึกโจมตีข้ามแม่น้ำมาอย่ารับการโจมตีตรงกลางแม่น้ำ จงเข้าตีขณะข้าศึกข้ามมาได้ครึ่งหนึ่งจะได้เปรียบ อย่ารับการโจมตีจากข้าศึกริมน้ำ พบพื้นที่สูงอยู่ที่สูง หากต้องอยู่ปลายน้ำอย่ารบกับข้าศึกต้นน้ำ ดังนี้เกี่ยวกับกองทัพกับแม่น้ำจะข้ามที่ลุ่มมีน้ำขัง ถ้าทำได้รีบไปให้เลยออกไปโดยเร็ว ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องรบในที่ลุ่มเตรียมน้ำอาหาร หญ้าฟางมากๆ และตั้งทัพโดยเอาป่าไว้เบื้องหลัง ดังนี้เกี่ยวกับกองทัพในที่ลุ่ม

ในที่ราบจงอยู่ที่สะดวก เอาที่สูงอยู่เบื้องหลังที่ต่ำอยู่เบื้องหน้า ดังนี้เกี่ยวกับกองทัพในที่ราบ

การใช้ประโยชน์พื้นที่ภูมิประเทศเป็นเหตุผลให้ได้ชัยชนะมาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์

๒. โดยทั่วไปที่ตั้งกองทัพ ที่สูงกว่าดี ที่ต่ำกว่าไม่ดี มีแสงแดดดี ไม่มีแสงแดดไม่ดี อยู่ในที่อุดมสมบูรณ์ปลอดโรคภัย โรคภัยไข้เจ็บในกองทัพก็เป็นเงื่อนไขแพ้ชนะ …..

นี่เป็นผลที่ได้จากภูมิประเทศ

๓. ต้นน้ำที่ฝนตกลงมา น้ำจะเชี่ยวกราด รอให้กระแสน้ำเบาลงก่อนจึงคิดข้าม

๔. พื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวางตามธรรมชาติ เช่น หนองน้ำ บึง หลุม หุบผาแคบ ต้องรีบผ่านไปอย่างรวดเร็ว อย่าเข้าใกล้ เราเมื่อพยายามอยู่ไกล แต่ชี้ให้ข้าศึกอยู่ใกล้ ฝ่ายเราเมื่อหันหน้าเข้าหา ชี้ให้ข้าศึกมีพื้นที่นั้นอยู่เบื้องหลัง

๕. บริเวณตั้งทัพมีป่ารก ให้ระมัดระวังให้ดี ที่นั่นจะเป็นที่ที่มีข้าศึกซุ่มอยู่ มีหน่วยลาดตระเวนข้าศึกอยู่

๖. ข้าศึกยิ่งใกล้ยิ่งเงียบ แสดงว่าข้าศึกพึ่งพาความรกของภูมิประเทศ

ข้าศึกแม้อยู่ไกลแต่พยายามรบติดพัน แสดงว่าหวังจู่โจม

ข้าศึกตั้งอยู่ในที่ราบ เหมือนข้าศึกชี้ให้เราเห็นประโยชน์ให้เราออกรบ

มีเสียงต้นไม้ใบหญ้า แสดงว่าข้าศึกกำลังโจมตีมา

นกบินหนี แสดงว่ามีข้าศึกซุ่มอยู่

สัตว์ป่าตกใจ แสดงว่าข้าศึกจู่โจม

ฝุ่นฟุ้งกระจาย แสดงรถรบข้าศึก

ฝุ่นเป็นแผ่นกว้าง แสดงว่าเป็นทหารราบ

ฝุ่นฟุ้งกระจายเล็กน้อย นั่นแหละข้าศึกกำลังสร้างกองบัญชาการ

๗. ทูตข้าศึกเข้ามาพูดหลอกล่อพยายามแสดงว่าเพิ่มการตั้งรับ นั่นคือเตรียมการสำหรับรุก

ทูตข้าศึกแสดงให้ดูว่ากล้าหาญเตรียมการรุก นั่นคือข้าศึกเตรียมการถอย

ข้าศึกมิได้ตกอยู่ในสภาวะลำบากพยายามปรองดอง แสดงว่าข้าศึกมีแผนลับ

รถรบขนาดเบาออกหน้า แสดงว่ากำลังหลักอยู่สองข้าง

ทหารวิ่งกันสับสนมาจัดใหม่เป็นแถวเป็นระเบียบ แสดงว่าเตรียมรบขั้นแตกหัก

ครึ่งหนึ่งไปข้างหน้า อีกครึ่งหนึ่งไปข้างหลัง แสดงว่ากำลังหลอกล่อ นั่นเอง …....

๘. การสงครามนั้นใช่ว่าคนยิ่งมากยิ่งดีก็หาไม่ เพียงแต่ไม่ผลีผลาม ถ้าสามารถคาดการณ์ข้าศึกระดมพลได้เหมาะสม ก็สามารถรวบรวมชัยชนะได้เพียงพอแล้ว แต่ถ้าคิดอ่านไม่รอบคอบประมาทข้าศึก ต้องถูกข้าศึกจับเป็นเชลยแน่ ถ้าทหารหาญไม่ใกล้ชิดแม่ทัพนายกอง ทั้งยังถูกลงโทษ เขาเหล่านั้นจะไม่เชื่อฟัง เมื่อไม่เชื่อฟังก็ปกครองยาก ถ้าทหารหาญแม้ใกล้ชิดแม่ทัพนายกอง แต่มิได้ใช้การลงโทษแก่ผู้ทำผิด คำสั่งที่ต้องปฏิบัติจะกลายเป็นเรื่องเล่นๆ ไม่สามารถปกครองใช้งานได้เช่นกัน

เพราะฉะนั้น แม่ทัพนายกองต้องใช้ คุณธรรม ระเบียบวินัย และการลงโทษทัณฑ์ในการปกครอง นี้เป็นเงื่อนไขชัยชนะ

การรักษาระเบียบวินัยจากชีวิตประจำวัน เมื่อออกคำสั่งทหารจะเชื่อฟัง ถ้าไม่รักษาระเบียบวินัยจากชีวิตประจำวัน เมื่อออกคำสั่งทหารจะไม่เชื่อฟัง

ความจริงใจต่อระเบียบวินัยจากชีวิตประจำวันของทหาร

ชนะใจประชาชนได้ สามารถกำจิตใจประชาชนเป็นหนึ่งได้

….....................................................................

บทที่ ๑๐ ภูมิประเทศ

๑. SUNTZU กล่าวไว้ ลักษณะภูมิประเทศมี ๖ ประเภท

o ที่ไปมาสะดวกนั้นมีอยู่

o ที่ไปสะดวกแต่กลับลำบากก็มีอยู่

o ทางแยกเป็นหลายแพร่งก็มีอยู่

o มีที่แคบ

o มีที่รก

o มีที่ไกล

สำหรับที่ไปมาสะดวก จงรีบเข้ายึดโดยเฉพาะที่ดีเป็นที่สูงมีแสงแดด ก่อนออกศึกหากสถานที่ดังกล่าวไม่ถูกตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุง การรบจะมีเปรียบ สำหรับสถานที่ไปง่ายกลับลำบาก ถ้าเข้าไปในที่ข้าศึกไม่มีการเตรียมการชนะได้ แต่ถ้าข้าศึกมีการเตรียมการจะไม่อาจชนะข้าศึกได้ จะถอนกลับก็ยาก การรบจะเสียเปรียบ สำหรับทางหลายแยกจะออกจะเข้าล้วนเสียเปรียบ ข้าศึกใช้ผลประโยชน์หลอกล่อให้เราออกรบ อย่าออกรบ พยายามถอยออกให้ไกล ถ้าข้าศึกตามค่อยเข้าตีจะมีเปรียบสำหรับที่แคบ ควรยึดได้ก่อนข้าศึก จากนั้นรวมกำลังรอคอยการมาของข้าศึก ถ้าข้าศึกยึดได้ก่อน อย่าเข้าตีที่แคบ ถ้าข้าศึกมิได้รวมกำลังไว้เข้าตีดีคือที่รก เราควรยึดก่อน ควรอยู่ในที่สูงรอคอยข้าศึก ถ้าข้าศึกยึดได้ก่อนควรอยู่ให้ห่าง ฝ่ายเรา และข้าศึกตั้งทัพอยู่ไกลกัน ถ้ากำลังรบพอกันรบกันยาก ฝ่ายรุกก่อนเสียเปรียบ

เหล่านี้คือ ๖ ประเภทพื้นที่ภูมิประเทศ แม่ทัพต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบอย่างเพียงพอ

๒. ในกองทัพนั้นมีพวกหนีทหาร พวกปล่อยตัว พวกซึมเศร้า พวกแหกคอก พวกวุ่นวาย และพวกแพ้แล้วหนี ทั้งหมด ๖ จำพวก โดยทั่วไปแม้มิได้เกิดเภทภัยก็จะทำให้แม่ทัพเดือดร้อนอยู่เสมอๆ

พวกเหล่านี้ เมื่อฝ่ายเราห้าวหาญพอๆ กับข้าศึก แต่ข้าศึกมีมากกว่า ๑๐ เท่า แม้ยังมิได้ต่อสู้ก็หนีตายกันหมดสิ้นแล้ว

ถ้าทหารเข้มแข็งแต่ตัวนายอ่อน กองทัพจะไม่มีกำลัง ถ้าทหารอ่อนแต่ตัวนายเข้มแข็ง กองทัพก็จะไม่คึกคักขวัญจะไม่ดี ถ้าตัวนายโกรธไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของแม่ทัพ แต่เมื่อข้าศึกยกมาต้องออกรบโดยมีความโกรธอยู่ในใจ รบแต่ตามที่ตนเองคิด กองทัพก็จะไปไม่รอด แม่ทัพที่หย่อนยานไม่เคร่งครัดออกคำสั่งไม่แน่นอน ตัวนาย และทหารย่อมปฏิบัติไม่ได้ เกิดความวุ่นวาย แม่ทัพจะคิดอ่านสถานการณ์ข้าศึกก็ย่อมทำไม่ได้ ปะทะข้าศึกคราวใดก็ตีข้าศึกที่แข็งกว่าเสมอ ทหารจะหมดความกล้าหนีหายหมด

ทั้งหมดเกิดจากคน ๖ จำพวกดังที่กล่าวข้างต้น เป็นต้นเหตุแห่งความพ่ายแพ้

ถือเป็นหน้าที่ของแม่ทัพ จะต้องคิดอ่านเรื่องนี้อย่างเพียงพอ

๓. ลักษณะของภูมิประเทศเป็นสิ่งช่วยการศึก ถ้าคิดอ่านพิจารณารอบคอบแล้วชนะได้

“ การพิจารณาภูมิประเทศ และดัดแปลงมาใช้ทางยุทธวิธี เป็นงานยิ่งใหญ่ของแม่ทัพ ”

ถ้าพิจารณารอบคอบระมัดระวังต้องชนะแน่นอน ถ้าพิจารณาไม่รอบคอบไม่ระมัดระวังต้องแพ้แน่นอน

ถ้าคิดอ่านแล้วชนะแน่นอน แต่ผู้นำประเทศสั่งอย่าใช้กำลัง การตัดสินใจรบของแม่ทัพเป็นสิ่งถูกต้อง

ถ้าคิดอ่านแล้วแพ้แน่นอน แต่ผู้นำประเทศสั่งให้ใช้กำลัง การตัดสินใจไม่รบของแม่ทัพเป็นสิ่งถูกต้อง

เพราะฉะนั้น มิได้แสวงหาชื่อเสียง รุกเมื่อควรรุก มิกลัวผิด ถอยเมื่อควรถอย เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

“ ถ้าผลประโยชน์ตรงกันกับผู้นำประเทศ

แม่ทัพคนนี้คือสมบัติล้ำค่าของประเทศชาติ ”

๔. ปกครองทหารเหมือนดูแลเด็ก ทหารย่อมสามารถติดตามแม่ทัพไปในที่อันตรายได้

ปกครองทหารเหมือนลูก มีความรักความผูกพัน ทหารก็พร้อมจะร่วมเป็นร่วมตายกับแม่ทัพได้

แต่ให้ความอบอุ่นอย่างเดียวใช้งานทหารไม่ได้ ให้แต่ความรักสั่งการใดใดย่อมไม่ได้

จะใช้ประโยชน์อันใดย่อมทำไม่ได้

๕. เมื่อรู้ว่ามีกำลังพอที่จะเข้าตีข้าศึกรวบรวมชัยชนะได้ แต่ไม่รู้ว่าสถานการณ์ข้าศึกเข้าตีไม่ได้ จะชนะแน่นอนก็หาไม่ เมื่อรู้ว่าสถานการณ์ข้าศึกเข้าตีได้ แต่ไม่รู้ว่ากำลังฝ่ายเราไม่เพียงพอ จะชนะแน่นอนก็หาไม่ เมื่อรู้ว่าสถานการณ์ข้าศึกเข้าตีได้ และรู้ว่ากำลังฝ่ายเรามีเพียงพอ แต่ไม่รู้ว่าสภาพพื้นที่ภูมิประเทศรบไม่ได้ จะชนะแน่นอนก็หาไม่ ......

ฉะนั้น คนที่เข้าใจการรบดี รู้ข้าศึก รู้เรา รู้พื้นที่ภูมิประเทศ รู้เวลา จึงสามารถใช้กำลังทหารได้โดยไม่หลง การศึกก็จะไม่ลำบาก

เพราะฉะนั้น รู้เขา รู้เรา ชัยชนะไม่ไปไหน รู้ภูมิประเทศ สภาพแวดล้อม และเวลา

กล่าวได้ว่าจะสามารถชนะได้อยู่เสมอ

..............................................................

บทที่ ๑๑ เก้าสนามรบ

๑. SUNTZU กล่าวไว้

การศึกนั้นมี พื้นที่แตก พื้นที่เบา พื้นที่ได้เปรียบ พื้นที่สัญจร พื้นที่ติดต่อ พื้นที่สำคัญพื้นที่ลำบาก พื้นที่ถูกล้อม และพื้นที่สังหาร

สนามรบที่ต่อสู้ในประเทศตนเองหมายถึงพื้นที่แตก สนามรบที่อยู่ในดินแดนข้าศึกแต่ไม่ไกลจากพรมแดนนักคือพื้นที่เบา พื้นที่ที่ข้าศึกยึดได้มีเปรียบ เรายึดได้เราก็มีเปรียบคือพื้นที่ได้เปรียบ พื้นที่ที่คิดจะไปก็ได้คิดจะมาก็ได้คือพื้นที่สัญจร พื้นที่ที่มี ๔ ทิศถ้าเราเข้าไปได้ก่อนสามารถรับความช่วยเหลือจากต่างชาติ สามารถรวบรวมจิตใจประชาชนได้คือพื้นที่ติดต่อ พื้นที่ลึกในดินแดนข้าศึกผ่านไปด้วยที่มั่นของข้าศึก หมู่บ้านมากมาย เป็นพื้นที่สำคัญ ต้นไม้รกทึบ มีหนองบึงเคลื่อนไหวลำบากเป็นพื้นที่ลำบากยิ่งเข้าไปยิ่งแคบถอยออกยาก ข้าศึกใช้กำลังเพียงเล็กน้อยก็โจมตีเราได้คือพื้นที่ถูกล้อม ต้องใช้การต่อสู้สุดชีวิตมิฉะนั้นจะเอาตัวรอดไม่ได้คือพื้นที่สังหาร ........

ดังกล่าวแล้ว ถ้าเป็นพื้นที่แตกอย่ารบ พื้นที่เบาอย่าชักช้า พื้นที่ได้เปรียบรีบเข้ายึดก่อนถ้าข้าศึกยึดก่อนอย่าเข้าตี พื้นที่สัญจรอย่าทิ้งระยะกันห่าง พื้นที่ติดต่อใช้การทูต พื้นที่สำคัญใช้แย่งเสบียงอาหารจากข้าศึก พื้นที่ลำบากรีบผ่านให้พ้นไป พื้นที่ถูกล้อมใช้แผนลับ พื้นที่สังหารควร สู้สุดชีวิต

๒. ขุนศึกที่เชี่ยวชาญการรบสมัยก่อน จะทำให้ทัพหน้า และทัพหลังของข้าศึกติดต่อกันไม่ได้ทำให้กำลังใหญ่กำลังเล็กช่วยเหลือกันไม่ได้ ทำให้คนสูงคนต่ำช่วยกันไม่ได้ ทำให้นายกับบ่าวช่วยกันไม่ได้ ทำให้ทหารข้าศึกที่แตกกระจายรวมกันไม่ติด ถึงรวมติดก็ไม่เป็นระเบียบ

ดังนี้ ฝ่ายเราจะเริ่มเคลื่อนไหวเมื่อได้เปรียบ

ถ้ายังไม่ได้เปรียบไม่เคลื่อนไหว รอคอยโอกาสที่ได้เปรียบ

๓. “การสงครามนั้น ความรวดเร็วเป็นอันดับหนึ่ง

ใช้จังหวะที่ข้าศึกกำลังเตรียมการ

ใช้วิธีที่ข้าศึกคาดไม่ถึง

ใช้การโจมตีสถานที่ที่ข้าศึกไม่มีการเตรียมการป้องกัน ”

๔. ปกติการโจมตีประเทศข้าศึก

ถ้าบุกลึกเข้าไปยึดพื้นที่สำคัญในประเทศข้าศึก ฝ่ายเราต้องสามัคคีกันไว้ เนื่องจากเป็นพื้นที่แตกของข้าศึก ข้าศึกจะไม่สามารถต้านทานเราได้ และหากพื้นที่นั้นอุดมสมบูรณ์ เสบียงอาหารที่มาเลี้ยงกองทัพก็จะเพียงพอ และเมื่อเลี้ยงดูทหารเป็นอย่างดีแล้ว อย่าให้ต้องเหนื่อยอ่อน เพิ่มขวัญ และกำลังใจในการรบ ใช้แผนลับเคลื่อนกำลังจนข้าศึกไม่สามารถคาดการณ์ได้ จะไปที่ใดใดทหารที่ต้องตาย

หรือหนีตายจะไม่ปรากฏ ถ้าระดับนายกองสู้อย่างสุดความสามารถ ทำไมจะไม่ได้มาซึ่งชัยชนะเล่า แม้เหล่าทหารจะตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายก็มิเกรงกลัว มิต้องมีสัญญาก็ช่วยเหลือกัน มิต้องสั่งการใดใดก็ปฏิบัติด้วยความจริงใจ แม้ต้องตายจิตใจก็ไม่เปลี่ยนแปลง แม้เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ออกคำสั่งรบขั้นเด็ดขาด ถึงน้ำตาจะไหลนองเนื่องจากผู้ต้องจากไป แต่ในสถานการณ์คับขันเช่นดังนี้ :-

ทุกคนจะกล้าหาญอย่างที่สุด

๕. ฉะนั้น

ยอดนักรบนั้นเรียกว่าสู้ยิบตา สู้ยิบตานั้นเหมือนมดแมลงที่อยู่ตามเขานั่นเองเมื่อโจมตีด้วยส่วนหัว ส่วนหางก็จะเข้ามาช่วย เมื่อโจมตีด้วยส่วนหาง ส่วนหัวจะเข้าช่วยเมื่อถูกโจมตีที่ท้อง ส่วนหัว และส่วนหางจะเข้าช่วย และโจมตีข้าศึกพร้อมกัน .........

.............................................................

บทที่ ๑๒ ไฟ

๑. SUNTZU กล่าวไว้

ปกติการรุกด้วยไฟมี ๕ ประการ

- เผาคน

- เผาเสบียง

- เผาอาวุธ

- เผายุทธปัจจัย

- เผาเส้นทาง

การใช้ไฟนั้น มีเงื่อนไขที่แน่นอน การใช้ไฟบินนั้นก็เช่นกัน ต้องมีเครื่องมือที่แน่นอน การเริ่มทำการรุกด้วยไฟนั้น มีเวลาที่เหมาะสม มีวันที่เหมาะสม ........

๒. ปกติการรุกด้วยไฟนั้น เมื่อฝ่ายเราเริ่มจุดไฟ ขณะกองบัญชาการข้าศึกติดไฟให้ระดมทหารเข้ารบ แต่ถึงแม้ไฟติดแล้วข้าศึกยังเงียบอยู่ ให้รอก่อน จะรบทันทีนั้นไม่ได้ ปล่อยให้ไฟเผาไปพิจารณาสถานการณ์แล้วถ้าโจมตีได้ให้รบ ถ้าโจมตีไม่ได้อย่ารบ แม้ไฟลุกลามจากภายนอกถ้าสถานการณ์เหมาะสมก็รบได้ อย่าโจมตีใต้ลม ใช้ลมตอนกลางวัน อย่าใช้ลมกลางคืน ระมัดระวังการเปลี่ยนแปลงของไฟรอบคอบ เป็นยุทธวิธีการใช้ไฟ ........

๓. ฉะนั้น

การใช้ไฟช่วยในการโจมตีได้ ถือว่าฉลาด

การใช้น้ำทำลายข้าศึกได้ ถือว่าเป็นอำนาจ

๔. การที่รุกรบได้ชัยต่อข้าศึก แต่ไม่สามารถทำให้เกิดประโยชน์ได้ ถือว่าโชคร้ายไร้ประโยชน์ถ้ามิใช่เพราะประโยชน์ของบ้านเมือง อย่าทำ ถ้าทำแล้วไม่สามารถสำเร็จได้ อย่าใช้กำลัง ถ้ามิได้ตกอยู่ในอันตราย อย่ารบ ....

แม่ทัพไม่สามารถจัดกระบวนศึกได้ก็เพราะความแค้นเคือง

ทหารย่อมรบไม่ได้ก็เพราะความโกรธ

ชั่วขณะในอารมณ์โกรธ อาจกลับมาเกิดความสบายใจ

ชั่วขณะแค้นเคือง อาจกลับมาเกิดความพึงพอใจ

แต่บ้านเมืองเมื่อพินาศย่อยยับแล้ว ไม่อาจซ่อมแซมได้ คนตายย่อมมิอาจฟื้น

ฉะนั้น แม่ทัพที่ฉลาดจะมีการตัดสินใจดี รอบคอบ

บ้านเมืองย่อมรักษาได้มั่นคง กองทัพย่อมดำรงอยู่ได้

.............................................................

บทที่ ๑๓ สายลับ

๑. การจัดกองทัพด้วยกำลังคนมากมายโดยส่งออกไปรบในที่ไกล ย่อมเกิดความสิ้นเปลืองที่รบกวนต่อเนื่องไปทั่วทั้งบ้านเมือง ประชาชนจะพากันอิดโรย แม้กระนั้น หากแม่ทัพตระหนี่ที่จะใช้ทรัพย์สินมหาศาลเพื่อให้ได้มาซึ่งข่าวกรองข้าศึก แม่ทัพผู้นี้ย่อมไม่เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ ย่อมไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นแม่ทัพได้ ......

ปกติยอดนักรบชนะข้าศึกได้เสมอด้วยการรู้ล่วงหน้าก่อน การรู้ล่วงหน้าก่อน มิได้ใช้เวทมนต์คาถา มิได้ใช้การดูฤกษ์ยาม มิได้ใช้การคำนวณอนาคตใดใดจากเหตุการณ์ในอดีต แต่เขาจะพึ่งพาบุคคลพิเศษ จะต้องเป็นบุคคลเฉพาะจริงที่รู้สถานการณ์ของข้าศึกนั่นเอง

“ ดังกล่าวย่อมต้องเป็นสายลับ ”

๒. สายลับที่ใช้งานมีอยู่ ๕ ประเภท กล่าวคือ

- สายลับในพื้นที่

- สายลับใน

- สายลับสองหน้า

- สายลับที่ยอมตาย

- สายลับที่รอดกลับมา

๓. ในบรรดาผู้สนิทสนมใกล้ชิดแม่ทัพ ไม่มีผู้ใดใกล้ชิดไปกว่าสายลับ ไม่มีใครได้บำเหน็จรางวัลมากกว่าสายลับ และไม่มีเรื่องราวใดเป็นความลับมากไปกว่าเรื่องในหน่วยสืบราชการลับ

“ ผู้มีมนุษยธรรมมาก มีความยุติธรรมมากใช้งานสายลับไม่ได้

ผู้ไม่ละเอียด ไม่มีไหวพริบ ย่อมเอาความจริงจากสายลับไม่ได้

ในกรณีแผนลับแตก ผู้เกี่ยวข้องย่อมต้องโทษประหาร ”

๔. ปกติเมื่อต้องการเข้าโจมตีที่ใด ต้องการสังหารใคร จำเป็นต้องรู้จักนายทหารข้าศึก ผู้บังคับบัญชาข้าศึก ฝ่ายเสนาธิการ องครักษ์ สายลับต้องสืบเรื่องราวของบุคคลที่เกี่ยวข้องเหล่านี้โดยละเอียด จึงสามารถกระทำตามความต้องการได้ .......

๕. เป็นเรื่องสำคัญต้องหาสายลับของข้าศึกที่มาสืบข่าวฝ่ายเราให้พบ แล้วทำให้สายลับผู้นั้นกลับทำงานให้เรา ด้วยความระมัดระวังรอบคอบ ย่อมได้สายลับสองหน้า เมื่อได้สายลับสองหน้า ย่อมได้สายลับในพื้นที่ และสายลับใน ซึ่งจะทำให้ฝ่ายเราสามารถส่งสายลับที่ยอมตายไปปล่อยข่าวลวงข้าศึก

แม่ทัพจะต้องรู้เท่าทันสายลับทุกประเภท โดยปฏิบัติต่อสายลับสองหน้าอย่างอิสระ .....

...........................................................................

ส่งท้าย

เรื่องราวที่กล่าวถึงทั้งหมด เป็นสิ่งซึ่งแต่ละคนรู้ได้ เข้าใจได้ จากสิ่งแวดล้อม วันเวลา และประสบการณ์ดีนักรบที่คร่ำศึกย่อมสามารถเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ได้แต่ผู้ที่เข้าใจลึกซึ้งกว่า คือผู้กำชัยชนะชี้ขาดชะตากรรมของข้าศึกแน่นอน .................................

SUNTZU

จอม รุ่งสว่าง ผู้แปล

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.9.28.83
เขียนเมื่อ Fri Jul 24 2009 19:52:53 GMT+0700 (ICT)

……………………………………………………..

…………………………………………………..

คุณภาพชีวิตการทำงาน : องค์ประกอบเพื่อความเป็นเลิศ

องค์การสามารถสร้างคุณภาพชีวิตการทำงานที่ดีของสมาชิกได้โดยวิธีการดังนี้

1. ผู้บริหารจะต้องสร้างความสอดคล้องระหว่างลักษณะทางเทคนิค

และลักษณะทางสังคมขององค์การได้

2. องค์การจะต้องถูกออกแบบเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของ

สภาพแวดล้อมและจูงใจสมาชิกขององค์การให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

3. วิธีการบริหารที่เน้นการติดต่อสื่อสารที่เปิดกว้างและการมีส่วนร่วม

ในการตัดสินใจของสมาชิกทุกคนในองค์การจะนำไปสู่ความผูกพัน

เพื่อการบรรลุเป้าหมายขององค์กร

...........................................................................

คุณภาพชีวิต : คุณลักษณะที่ดี

1. ความมั่นคง

2. ผลตอบแทนที่เป็นธรรม

3. ความยุติธรรมภายในสถานที่ทำงาน

4. งานที่สนใจและท้าทาย

5. การมอบหมายงานหลายด้าน

6. การควบคุมงาน สถานที่ทำงาน และตนเอง

7. ความท้าทาย

8. ความรับผิดชอบ

9. โอกาสเรียนรู้และเจริญเติบโต

10. การเรียนรู้ผลการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้น

11. อำนาจหน้าที่

12. การยกย่อง

13. งานที่ก้าวหน้า

.....................................................................

Excellence Characteristics

• A bias for action (มุ่งเน้นการปฏิบัติ)

• Close to the customer (มีความใกล้ชิดลูกค้า)

• Autonomy and entrepreneurship (มีความเป็นอิสระในการทำงานและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ)

• Productivity through people (เพิ่มผลิตผลโดยอาศัยพนักงาน)

• Hands-on and value driven (สัมผัสงานอย่างใกล้ชิดและเชื่อมั่นในคุณค่าในเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ)

• Stick to the knitting (ทำธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญและเกี่ยวข้อง)

• Simple form and lean staff (มีรูปแบบการเรียนรู้ที่ง่าย และพนักงานอำนวยการมีจำกัด)

• Simultaneous loose – tight properties (เข้มงวดและผ่อนปรนในเวลาเดียวกัน)

..............................................................................................................................

ความสัมพันธ์ระหว่าง โครงสร้างพื้นฐานกับคุณลักษณะการบริหารเพื่อความเป็นเลิศ

โครงสร้างพื้นฐาน.....................คุณลักษณะ

1.โครงสร้าง...............(7) รูปแบบเรียบง่ายธรรมดา, พนักงานอำนวยการมีจำนวนจำกัด

2. กลยุทธ์.................(2) มีความใกล้ชิดกับลูกค้า

...............................(6) ทำแต่ธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญและเกี่ยวเนื่อง

3. คนหรือพนักงาน.......(3) มีความอิสระในการทำงานและความรู้สึกเป็นเจ้าของกิจการ

................................(4) เพิ่มผลผลิตโดยอาศัยพนักงาน

4. สไตล์การบริหาร.......(5) สัมผัสกับงานอย่างใกล้ชิด

5. ระบบและวิธีการ.......(1) มุ่งเน้นการปฏิบัติ

6. คุณค่าร่วม...............(5) ความเชื่อมั่นในคุณค่าเป็นแรงผลักดัน

7. ฝีมือ......................(8) เข้มงวดและผ่อนปรนในเวลาเดียวกัน

.....................................................................................................

In Search of Excellence : Principle Structure

[url=http://www.uppic.net/show/7bfc66e1323f70c0ab95414501c507bf][img]http://www.uppic.net/is/sourcexxx.jpg[/img][/url]

.......................................................................................

นางสาวยุพิน แซ่เฮี๊ยบ
IP: xxx.9.140.147
เขียนเมื่อ Sun Jul 26 2009 12:46:12 GMT+0700 (ICT)

กราบสวัสดี อ.ดร.ยงยุทธ ยศยิ่งยง

ดิฉันต้องขอโทษอาจารย์ด้วยที่ส่งงานช้าไปนิด

การบรรยายครั้งที่ 3 ( 13 กรกฎาคม 2552 ) การบรรยายในครั้งนอกจากจะได้ความรู้แล้วยังได้แง่คิดอีกมากมาย สรุปได้ดังนี้

แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

Human & Organization

องค์กรมีชีวิต เพราะว่ามีคนเป็นองค์ประกอบ(ศูนย์กลาง) ในการดำเนินกิจกรรม ขององค์กร

DNA of Organization

1. FACTUAL DNA (แนวคิดที่จะทำอยู่บนฐานความจริง) 2. CONCEPT DNA (concept ชัดเจน)

3. CONTENTUAL DNA (สภาพแวดล้อม) 4. INDIVIDUAL DNA

การตั้งองค์กรจะต้องมีแนวคิดที่จะทำอยู่บนฐานความจริง มี concept ชัดเจน โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมและความต้องการ

BRAIN OF HUMAN

LEFT ……...........….. RIGHT สติ…………..............…อารมณ์

IQ………..............…… EQ ความเก่ง……............…ความรู้สึก

องค์กรสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรม และกระบวนการ ในทรัพยากรต่างๆ

- ประสิทธิผล

การผลิต, ประสิทธิภาพ ความพึงพอใจ การปรับใช้ การพัฒนา

- ประสิทธิภาพ

ค่าใช้จ่ายต่อหน่วยผลผลิต อัตราการได้ผลตอบแทน อัตราการสูญสิ้นเปลืองการใช้ทรัพยากร

อัตราส่วนของผลกำไรต่อค่าใช้จ่ายในการลงทุน

Excellence Characteristics

• A bias for action (มุ่งเน้นการปฏิบัติ) • Close to the customer (มีความใกล้ชิดลูกค้า)

• Autonomy and entrepreneurship (มีความเป็นอิสระในการทำงานและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ)

• Productivity through people (เพิ่มผลิตผลโดยอาศัยพนักงาน)

• Hands- on and valuedriven (สัมผัสงานอย่างใกล้ชิดและเชื่อมั่นในคุณค่าในเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ)

• Stick to the knitting (ทำธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญและเกี่ยวข้อง)

• Simple form and lean staff (มีรูปแบบการเรียนรู้ที่ง่าย และพนักงานอำนวยการมีจำกัด)

• Simultaneous loose – tight properties (เข้มงวดและผ่อนปรนในเวลาเดียวกัน)

Five Minds For The Future… (Howard Gardner, 2007)

1. DESCIPLINED MIND จิตเชี่ยวชาญ 2. SYNTESIZING MIND จิตสังเคราะห์

3. CREATING MIND จิตสร้างสรรค์ 4. RESPECTFUL MIND จิตคารวะให้เกียรติ

5. ETHICAL MIND จิตแห่งคุณธรรม

เพื่อการบริหารจัดการภายใน และภายนอกตน ให้เป็นสาธารณะที่เป็นประโยชน์ และเกื้อกูลแก่เพื่อนมนุษย์ และสรรพสัตว์ที่อยู่ร่วมกันบนโลกใบเล็กๆ ใบนี้ อย่างที่ชีวิตทุกๆ ชีวิตปรารถนา

คุณภาพชีวิตการทำงาน : องค์ประกอบเพื่อความเป็นเลิศ

1. ผู้บริหารต้องสร้างความสอดคล้องระหว่างลักษณะทางเทคนิคและลักษณะทางสังคมขององค์กรได้

2. องค์กรจะต้องถูกออกแบบเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม และจูงใจสมาชิกขององค์กรให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

3. วิธีการบริหารที่เน้นการติดต่อสื่อสารที่เปิดกว้าง และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของสมาชิกทุกคนในองค์กรจะนำไปสู่ความผูกพันเพื่อการบรรลุเป้าหมายขององค์กร

คุณภาพชีวิตที่ดี ต้องประกอบด้วยคุณลักษณะที่ดี คนโง่หรือคนฉลาดดูที่วิธีการคิด (องค์กรไม่โง่)

นางสาวยุพิน แซ่เฮี๊ยบ
IP: xxx.9.140.147
เขียนเมื่อ Sun Jul 26 2009 13:13:15 GMT+0700 (ICT)

กราบสวัสดี อ.ดร.ยงยุทธ ยศยิ่งยง

การบรรยายในวันที่ 20 กรกฎาคม 2552 เป็นการเรียนในครั้งที่4 ต้องขอขอบพระคุณในความรู้ที่อาจารย์ได้มอบให้อย่างเต็มที่ แม้ว่าจะมากมายจนรับไม่หมดแต่ก็ไม่น่าเบื่อเพราะสนุกตื่นเต้นตลอดเวลา

สรุปเนื้อหาได้ดังนี้

แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการผู้บริหารสถาบันการศึกษา

เมื่อโลกเปลี่ยนต้องมีการแข่งขัน ผู้นำระดับโลก( Global Leadership Competencies)

• Global Competency(ขีดความสามารถระดับโลก)• Geographic Competency (ขีดความสามารถระดับระดับสภาพแวดล้อมทางการผลิต)

• Functional Competency(ขีดความสามารถระดับสภาพแวดล้อมทางหน้าที่

• Corporate and Proprietary Competency(ขีดความสามารถขององค์กร)

Global Leadership Characteristics

• Baseline Characteristics(คุณลักษณะพื้นฐาน)

1. Integrity(ความซื่อสัตย์) 2. Intelligence(ความฉลาด) 3. Emotion Maturity(วุฒิภาวะทางอารมณ์)

• Essential Characteristics(คุณลักษณะที่จำเป็น)

4. Positive Energy (พลัง) 5. Energize (ทำให้พลังแผ่ซ่านไปในองค์กร)

6. Edge (เคี่ยว) ต้องเหนือคนอื่น 7. Execute (ทำให้สำเร็จ)8. Passion (ความรู้สึก)###ควรใช้พรหมวิหารสี่ คือได้ใจ

รูปแบบการคิด (Thinking Form)

• รูปแบบง่าย ๆ (Simple)• มีลักษณะแนวนอน (Linear)• มีวิธีการคิดแบบกลไก (Mechanic)

Hierarchy of Thinking(ระดับของความคิด)

• การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) แยกเป็นส่วน

• การคิดเชิงระบบ (Systematic Thinking) คิดภาพรวม

• การคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking)

• การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking)

ลักษณะของการคิด (Thinking Approach)

• คิดจากใหญ่ไปหาเล็ก (Deductive Approach)มองเห็นภาพรวม เช่นมองเห็นแพนด้าทั้งตัว

• คิดจากเล็กไปหาใหญ่ (Inductive Approach)(ตรงกับสำนวนตาบอดคลำช้าง)

สิ่งที่ได้รับจากกรณีศึกษา

• ต้องมีข้อมูลเพียงพอ• ต้องวิเคราะห์ข้อมูล• ต้องมีการกำหนดทางเลือก• ต้องวิเคราะห์ทางเลือกที่ดีที่สุด

การปรับกระบวนความคิด (Mindset Improvement)

• เปลี่ยนจากวิธี Mechanic เป็น Organic• ประยุกต์ใช้แนวคิดทฤษฎีเกม (Game Theory)

Thinking Paradigm to Strategic Thinking(ระบบความคิด)

1. Context Thinking 2. Forward Thinking 3. Visionary Thinking 4. Matching Thinking

5. Holistic Thinking 6. Systems Thinking 7. Weighted Thinking 8. Customer Value Thinking

9. Key Success Factor Thinking 10. Benchmark Thinking 11. Dynamic Thinking

12. Time Value Thinking (Quality Time & Quantity Time) 13. Impact Thinking

14. Game Thinking 15. Bottom Line Thinking 16. Innovative Thinking 17. Grey Thinking

18. Planner Thinking 19. Organic Thinking 20. Network Thinking 21. Relativity Thinking

22. Balance Thinking

Game Theory ทฤษฎีเกมเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ (Behaviorism) อันหมายถึงกรอบในการวิเคราะห์บนพื้นฐานของพฤติกรรมในการตัดสินใจ

ทฤษฎีเกมนั้นอาจจะจำแนกออกเป็น 2 แนวทางย่อย คือ

– ทฤษฎีเกมที่เน้น “ตรรกะเชิงตัวเลข” (Logical Mathematic Approach) จะสร้างรูปแบบทางออกในการตัดสินใจเป็นตัวเลขและมีการวิเคราะห์ในเชิงเหตุผล (rational) เพื่อจะหาข้อสรุปว่าแนวทางไหนที่ดีที่สุดสำหรับผู้ตัดสินใจบนฐานของตัวเลขที่เห็นได้ชัด

– ทฤษฎีเกมที่เน้นในด้านของ “แนวทางประจักษนิยม” (Experimental Approach) จะเน้นการตัดสินใจบนพื้นฐานของประสบการณ์อันสังเกตได้จากพฤติกรรมที่เคยมีการดำเนินการเป็นบรรทัดฐาน

Game Theory

• ตัดสินใจดีที่สุด (Logical Decision) • รู้เขารู้เรา (Strategic Thinking • อำนาจการต่อรอง (Bargaining Power) • วิเคราะห์ทางเลือก (Choice Analysis)• วิเคราะห์ผลที่ดีที่สุดที่จะได้รับ (Cost Benefit)

ประเภทของมนุษย์

• Machiavellian Type (มุ่งเน้นเป้าหมายเป็นตัวตั้ง ไม่สนใจวิธีการ)

• Principle Oriented Type (มุ่งเน้นเป้าหมายแต่วิธีการต้องสอดคล้องกัน) แบ่งได้ 2 กลุ่ม

- กลุ่มที่มีหลักการ/จรรยาบรรณ (Ethical Type) - กลุ่มที่มีอุดมการณ์ เช่น อ.ป๋วย

Decision Making Theory

• Individual ( ดูว่าฉลาดหรือไม่ ดูที่การตัดสินใจ ) • Collective (คนฉลาดอยู่กับคนอื่น ความฉลาดจะเพิ่มขึ้น 70%)• Organizational (จะมีความฉลาดเพราะมีคณะกรรมการ)

การเรียนในครั้งนี้สรุป โลกเปลี่ยน------การแข่งขัน-------การเรียนรู้ต้อง------Why(คิด)-----ผู้บริหารต้องเลิศ (เดินเกมแบบไหน)-------สู่------องค์กรเป็นเลิศ

สนธยา อนุรักษ์ธนากร
IP: xxx.24.128.50
เขียนเมื่อ Wed Aug 05 2009 15:58:22 GMT+0700 (ICT)

27/ 7/ 2552

สรุป กระบวนการคิด เป็นการคิดที่มีระบบขั้นตอนต่อเนื่องอาศัยทักษะการคิด และลักษณะการคิดมีหลากหลายรูปแบบ นำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารสถานการศึกษาและแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมมีประสิทธิภาพ

ท้ายที่สุดกระบวนการคิดที่ดีที่สุดเป็นวิธีการคิดแบบ เริ่มจากการสาวผลไปหาเหตุเป็น

วิธีการคิดแห่งปัญญาในการแก้ปัญหา ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาเรียกหลักการคิดดังกล่าวว่า

การคิดแบบอริยสัจ ๔ ที่มีมานานกว่า ๒๕๕๒ ปี

สนธยา อนุรักษ์ธนากร

T. 081-2584253 E-mail juk-586@hotmail.com

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.90.104.191
เขียนเมื่อ Sat Aug 08 2009 22:08:26 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร อาจารย์ ดร.กิรติ ยศยิ่งยง

..............................................................................

อาตมภาพ พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005

ศาสนศาตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ปีการศึกษา 2552

..................................................................................

การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

การบรรยายครั้งที่ 5 ....วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2552

---------------------------------------------------------------------

แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

……………………………………………...

............ถ้าจะชักชวนให้ใครต่อใครตอบคำถามสัก 1 คำถามว่า “การที่จะให้องค์กรธุรกิจสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงต้องทำอย่างไร ?” คงจะมีคำตอบมากมายจากหลายหลากความคิด สุดท้ายคือ ทุกคนตอบถูกหมด คำตอบส่วนใหญ่น่าจะไปเกี่ยวข้องกับผลการดำเนินงาน และบางส่วนอาจจะไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการภายในขององค์กรธุรกิจ แต่ถ้าจะตอบให้มีความครอบคลุม แสดงความเชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆอย่างครบถ้วน ก็น่าจะตอบว่า “องค์กรธุรกิจต้องมีความสามารถในการปรับปัจจัยหรือสภาพแวดล้อมภายใน ให้มีความสอดคล้องกับปัจจัยหรือสภาพแวดล้อมภายนอกขององค์กรอยู่เสมอ” น่าจะเป็นคำตอบที่ดีกว่า เพราะโดยปกติก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า สถานการณ์ภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญคือ เราไม่สามารถที่จะควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงได้ การปรับสภาพแวดล้อมภายในขององค์กรให้มีความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมภายนอก อาจเปรียบเทียบได้กับยุทธศาสตร์สำคัญของซุนวูที่กล่าวว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ก็ชนะร้อยครั้ง” ดังนั้น การศึกษาและให้ความสำคัญต่อการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินงานทางธุรกิจ เพราะจะทำให้องค์กรธุรกิจสามารถวางแผนเชิงกลยุทธ์ได้อย่างถูกต้องนั่นเอง

………………………………………………………………………….

Game Theory

• ตัดสินใจดีที่สุด (Logical Decision)

• รู้เขารู้เรา (Strategic Thinking)

• อำนาจการต่อรอง (Bargaining Power)

• วิเคราะห์ทางเลือก (Choice Analysis)

• วิเคราะห์ผลที่ดีที่สุดที่จะได้รับ (Cost Benefit)

……………………………………………………..

Using Game Theory

to Think and Decision Strategy

Game Theory Concept

• Decision Three

• Dominant Strategy

• Dominated Strategy

• Zero sum Game

• Positive sum Game

• Negative sum Game

• Minimax

• Equilibrium Point

• Simultaneous Game

• Strategic Move

• Sequential Game

……………………………………………………..

ประเภทของมนุษย์

• Machiavellian Type

มุ่งเน้นเป้าหมายเป็นตัวตั้ง ไม่สนใจวิธีการ

• Principle Oriented Type

มุ่งเน้นเป้าหมายแต่วิธีการต้องสอดคล้องกัน แบ่งได้ 2 กลุ่ม

- กลุ่มที่มีหลักการ/จรรยาบรรณ (Ethical Type)

- กลุ่มที่มีอุดมการณ์ เช่น อ.ป๋วย

………………………………………………………..

Decision Making Theory

• Individual

ดูว่าฉลาดหรือไม่ ดูที่การตัดสินใจ

• Collective

คนฉลาดอยู่กับคนอื่น ความฉลาดจะเพิ่มขึ้น 70%

• Organizational

จะมีความฉลาด เพราะมีคณะกรรมการ

……………………………………………………..

...........การวิเคราะห์ สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกองค์กร (SWOT)

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกองค์กรทางการศึกษา เพื่อศึกษาแนวโน้มการพัฒนาการศึกษาให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนท้องถิ่น โดยแนวโน้มการพัฒนาการศึกษาขององค์กรทางการศึกษาต้องมีความเป็นไปได้ในการพัฒนาตามเงื่อนไขข้อจำกัดและองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษา ซึ่งได้แก่ นโยบายในการจัดการศึกษาของหน่วยงานต้นสังกัด รูปแบบการบริหารงานขององค์กรทางการศึกษา และปัจจัยทีเกี่ยวข้องอื่น

...........การศึกษาความต้องการของชุมชน เป็นการสำรวจความต้องการขององค์กรชุมชนที่องค์กรทางการศึกษาตั้งอยู่ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียน และความต้องการของชาวบ้านในชุมชนสรุปมาเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนการวิเคราะห์สภาพขององค์กรทางการศึกษาเพื่อกำหนด

แนวทางในการพัฒนาการศึกษา จะต้องวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ด้วย เรียกว่า

SWOT Analysis ซึ่งได้แก่

Strengths - จุดแข็งหรือข้อได้เปรียบ

Weaknesses - จุดอ่อนหรือข้อเสียเปรียบ

Opportunities - โอกาสที่จะดำเนินการได้

Threats - อุปสรรค หรือปัจจัยที่คุกคามการดำเนินงานขององค์การ

……………………………………………………

การวิเคราะห์ SWOT อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นการทำ Situation Analysis

...........เป็นการวิเคราะห์สภาพองค์การ หรือหน่วยงานในปัจจุบัน เพื่อค้นหาจุดแข็ง จุดเด่น จุดด้อย หรือสิ่งที่อาจเป็นปัญหาสำคัญในการดำเนินงานสู่สภาพที่ต้องการในอนาคต การวิเคราะห์สภาพการณ์ (Situation Analysis) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน เพื่อให้รู้ตนเอง (รู้เรา) รู้จักสภาพแวดล้อม (รู้เขา) ชัดเจน และวิเคราะห์โอกาส-อุปสรรค เพื่อประโยชน์ในการกำหนดวิสัยทัศน์ หรือเลือกกลยุทธ์ระดับองค์กรที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการทำ Strategic Decision

...........การทำ Strategic Decision เป็นการตัดสินใจเลือกกลยุทธ์หรือวิธีดำเนินงานที่สำคัญ ที่เป็นหลักในการปฏิบัติไปสู่สภาพที่ต้องการในอนาคตขององค์การ เพื่อการบรรลุ Vision หรือสภาพในอนาคตตามที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งเป็นการเลือกโดยคำนึงถึงสภาพในอนาคต โดยคำนึงถึงจุดที่ต้องการ โดยรู้สถานการณ์ เห็นถึงโอกาสและรู้จุดดี จุดเด่นตลอดจนจุดอ่อนในการดำเนินงานไปสู่จุดหมายที่ต้องการขององค์การในอนาคต

...........เป็นการค้นหากลยุทธ์โดยหลักการ มองกว้าง เห็นไกล รอบคอบ ตามหลักการกำหนดกลยุทธ์ในแบบต่าง ๆ เช่น

...........กลยุทธ์ที่มุ่งหา S สูง – O สูง, S สูง – T ต่ำ,

W ต่ำ – O สูง และ W ต่ำ – T ต่ำ

กลยุทธ์เชิงรุก กลยุทธ์เพื่อความเจริญก้าวหน้า (Growth Strategy)

กลยุทธ์แบบคงที่ (Stability Strategy)

กลยุทธ์แบบตัดทอนป้องกัน (Retrenchment and Defense Strategy)

กลยุทธ์การตั้งราคา-การขาย

กลยุทธ์การแข่งขัน

กลยุทธ์การเป็นผู้นำ

กลยุทธ์ในการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์และบริการ

กลยุทธ์การจำกัดขอบเขตปฏิบัติการ เป็นต้น

………………………………………………….

(SWOT)

กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์และยุทธศาสตร์ขององค์การ

...........วิสัยทัศน์ (Vision) คือ ภาพในอนาคตขององค์กรที่ผู้นำและสมาชิกทุกคนร่วมกันวาดฝันหรือจินตนาการขึ้น โดยมีพื้นฐานอยู่บนความเป็นจริงในปัจจุบัน เชื่อมโยง

...........วัตถุประสงค์ ภารกิจ ค่านิยม และความเชื่อเข้าด้วยกัน พรรณนาให้เห็นทิศทางขององค์กรอย่างชัดเจน มีพลังท้าทาย ทะเยอทะยาน และมีความเป็นไปได้ เน้นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ หรือดีที่สุดให้กับลูกค้าและสังคม

...........วิสัยทัศน์จะเกี่ยวกับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับการกำหนดทิศทางธุรกิจ เป็นการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการอยู่รอดทางธุรกิจ ซึ่งจะกล่าวถึงอีกครั้งในเรื่องยุทธศาสตร์ขององค์การ

…………………..

ทำไมองค์กรต้องมีวิสัยทัศน์

1. วิสัยทัศน์สร้างพลังให้กับองค์กร การจะทำให้องค์กรมีการรวมพลังมุ่งไปในทิศทางเดี่ยวกันได้ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง ที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ภาวะผู้นำที่จะนำคนทั้งองค์กรได้ และวิสัยทัศน์ของหน่วยงานหรือองค์กร

2. วิสัยทัศน์ทำให้ได้เปรียบในแข่งขัน ในโลกของการแข่งขันผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ย่อมได้เปรียบเสมอ เพราะสามารถคะเนเหตุการณ์ในอนาคตได้ และวิสัยทัศน์ทำให้เกิดความทะเยอทะยานหาญกล้าที่จะเป็นหนึ่ง

………………………..

วิสัยทัศน์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

วิสัยทัศน์อาจจะเขียนในรูปของร้อยแก้วแบบใดก็ได้ แต่ควรประกอบด้วย

...........คุณลักษณะ 3 ประการ คือ

ท่าต้องการทำอะไรให้สำเร็จ (ภารกิจ)

ทำไมท่านจึงต้องการทำให้สำเร็จ (วัตถุประสงค์)

ท่านคาดหวังผล (Results) เช่นไร

...........กระบวนการกำหนดวิสัยทัศน์นั้นทำได้หลายรูปแบบ แต่สิ่งที่ต้องมีเหมือนกันก็คือ

วิสัยทัศน์ กำหนดขึ้นโดยคณะผู้นำขององค์กร ซึ่งกำหนดร่วมกันโดยการประชุมสัมมนาระดมความคิดเห็นวิสัยทัศน์ ต้องมีความชัดเจน ความยาวเหมาะสมกับโครงสร้าง ขนาด และลักษณะขององค์กร บอกได้ว่าองค์กรจะเป็นอย่างไร และทำอะไรในอนาคต รวมทั้งระบุความเชื่อที่เป็นพื้นฐานนำไปสู่วิสัยทัศน์นั้น วิสัยทัศน์ของแต่ละองค์กร ควรมีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว เพื่อจำแนกให้ความแตกต่างจากองค์กรอื่น ๆ ได้ นอกจากนี้วิสัยทัศน์ของแต่ละหน่วยงานย่อยในองค์กรจะต้องสอดคล้องหรือสนับสนุนวิสัยทัศน์ขององค์กรด้วย

……………………

...........กระบวนการสร้างวิสัยทัศน์

การระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน

...........ขั้นที่หนึ่ง ประชุมคณะทำงานออกแบบสร้างวิสัยทัศน์ให้แต่ละคนระบุเหตุการณ์ หรือการตัดสินใจในอดีต 4-8 อย่างที่เคยขึ้นกับองค์กร

...........ขั้นที่สอง ให้สมาชิกแต่ละคนเขียนวัตถุประสงค์ของเขาในการทำงานให้กับองค์กร โดยให้แสดงออกจากส่วนลึกของจิตใจและเพิ่มความหมายให้กับงานที่ทำ การเขียนวัตถุประสงค์อาจนำด้วยคำถาม

...........ขั้นที่สาม เป็นกิจกรรมกลุ่ม ให้จินตนาการว่าในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า เมื่อวันนั้นมาถึงองค์กร ควรจะประสบความสำเร็จในด้านใด มีชื่อเสียงด้านใด บรรลุวัตถุประสงค์ข้อใดบ้าง หรือยังบกพร่องด้านใดบ้าง

...........ขั้นที่สี่ กลุ่มอธิบายว่า ลักษณะขององค์กรที่คาดหวังเป็นอย่างไร และสะท้อนให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรเพียงใด

...........ขั้นที่ห้า นำข้อคิดที่ได้ทั้งหมดมารวมเข้าเป็นข้อความที่ระบุวัตถุประสงค์

...........ขั้นที่หก พิจารณาว่าจะวัดหรือประเมินวัตถุประสงค์นั้นได้อย่างไร

…………………………………..

...........การระบุภารกิจให้ชัดเจน (Mission)

เป็นการพิจารณาว่าองค์กรของท่านควรจะทำอะไรที่พิเศษหรือยิ่งใหญ่ให้สังคม เมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรอื่นที่มีวัตถุประสงค์อย่างเดียวกันแล้ว พบว่าภารกิจองค์กรของท่านควรแตกต่างจากองค์กรเหล่านั้นอย่างไร ให้เขียนภารกิจลงไปให้ชัดเจน

………………………

...........การวิเคราะห์องค์กร

เนื่องจากวิสัยทัศน์ต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง จึงจำเป็นต้องวิเคราะห์

จุดแข็งและจุดอ่อนขององค์กร เพื่อดูความเป็นไปได้ และดูว่าอะไรทำให้องค์กรของเราแตกต่างจากองค์กรอื่นในวงการเกี่ยวกัน อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังจากเรา ขณะเดียวกันก็ให้วิเคราะห์สิ่งแวดล้อมขององค์กรด้วย

…………………………

...........การสร้างวิสัยทัศน์

ย้อนกลับไปดูวัตถุประสงค์ (Purpose) และภารกิจ (Mission) ที่เขียนไว้แล้ว

...........นำมากำหนดเป็นวิสัยทัศน์พิจารณาความเป็นไปได้จากการวิเคราะห์องค์กร แล้วปรับแก้ไขอีกครั้ง จากนั้นทดสอบประสิทธิผลของวิสัยทัศน์ที่เขียนโดยตอบคำถามให้ได้ว่าวิสัยทัศน์นั้นเป็นที่เข้าใจของคนในองค์กร หรือวงการเดียวกันนี้หรือไม่ เราได้ดูความเป็นไปได้ของวิสัยทัศน์แล้วหรือยัง เป็นที่ชัดเจนหรือไม่ว่าเมื่อบรรลุตามวิสัยทัศน์แล้วจะเกิดผลอะไรขึ้นกับองค์กร

……………………………….

...........การกำหนดวิสัยทัศน์ : จุดสุดท้ายของการวางแผนที่ชัดเจน

ในการวางแผนจะมีการกำหนดจุดสุดท้ายไว้เป็นลำดับขั้นดังนี้

ระดับอุดมคติ : ปรัชญา/ปณิธาน (philosophy/will)

ภารกิจของหน่วยงาน/องค์การ (MISSION)

จุดมุ่งหมาย (Goal)

วัตถุประสงค์ (Objective)

เป้าหมาย (target)

...........................การเขียนวิสัยทัศน์ ต้อง สั้น ง่าย ให้พลัง................................................................................................

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.90.104.191
เขียนเมื่อ Sat Aug 08 2009 22:16:51 GMT+0700 (ICT)

................................................................................................

การประเมินประสิทธิผลองค์การ

หลักการของฮอยและมิสเคล (Hoy and Miskel)

หน้าที่พื้นฐาน 4 ประการ เพื่อให้องค์การอยู่รอดได้ คือ

1. การปรับตัว (adaptation–A) หมายถึง การที่องค์การจะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกันสิ่งแวดล้อมภายนอก โดยการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานภายในองค์การให้สนองต่อสภาพการณ์ใหม่ ที่มีผลกระทบต่อองค์การ ตัวบ่งชี้ที่จะใช้วัด ได้แก่

1.1 ความสามารถในการปรับเปลี่ยน (adaptability)

1.2 นวัตกรรม (innovation)

1.3 ความเจริญเติบโต (growth)

1.4 การพัฒนา (development)

2. การบรรลุเป้าหมาย (goal sttainment–g) หมายถึง การกำหนดวัตถุประสงค์ขององค์การ การจัดหา และการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ภายในองค์การ เพื่อให้การดำเนินงานขององค์การบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ตัวบ่งชี้ที่จะวัด ได้แก่

2.1 ผลสัมฤทธิ์ (achievement)

2.2 คุณภาพ (quality)

2.3 การแสวงหาทรัพยากร (resource acquistion)

2.4 ประสิทธิภาพ (efficiency)

3. การบูรณาการ (integration–i) หมายถึง การประสานความสัมพันธ์ของสมาชิกภายในองค์การ เพื่อการรวมพลังให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการปฏิบัติภารกิจขององค์การตัวบ่งชี้ที่จะใช้วัด ได้แก่

3.1 ความพอใจ (satisfaction)

3.2 บรรยากาศ (climate)

3.3 การสื่อความหมาย (communication)

3.4 ความขัดแย้ง (conflict)

4. การรักษาแบบแผนวัฒนธรรม (latency–l) หมายถึง การดำรงและรักษาระบบค่านิยมขององค์การ ซึ่งประกอบด้วยรูปแบบทางด้านวัฒนธรรมองค์การและแรงจูงใจในการทำงานให้คงอยู่ในองค์การ ตัวบ่งชี้ที่จะใช้วัด ได้แก่

4.1 ความภักดี (loyalty)

4.2 ความสนใจของคนส่วนใหญ่ (central life interest)

4.3 แรงจูงใจ (motivation)

4.4 เอกลักษณ์ (identity)

………………………………………………………………….

สรุป

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอก ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะสร้างโอกาส และ อุปสรรค และ ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญใหม่ๆขึ้นมา

………….ผู้บริหารจึงต้องประเมินทรัพยากรและความสามารถขององค์กร โดยการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน เพื่อทราบถึงจุดแข็งและจุดอ่อนขององค์กร

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน Strengths and Weakness

Value Chain Analysis (ห่วงโซ่แห่งคุณค่า) แนวคิดแห่งห่วงโซ่แห่งคุณค่า

แสดงให้เห็นถึง

………….“ คุณค่า” ทั้งหมดที่องค์กรมอบให้แก่ลูกค้า จากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายในองค์กร

แบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ กิจกรรมหลัก/กิจกรรมพื้นฐาน และ กิจกรรมสนับสนุน

Strengths and Weakness McKinSey’s 7S Framework แนวคิดคือความมีประสิทธิภาพขององค์กรจะเกิดขึ้นจาก

………….ความเกี่ยวพันกันระหว่างปัจจัย 7 ประการ

โครงสร้าง (STRUCTURE)

กลยุทธ์ (STRATEGY)

ระบบ (SYSTEM)

สไตล์ (STYLES)

คน (STAFF)

ทักษะ (SKILLS)

ค่านิยมร่วม (SHARED VALUES)

..........................................................

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก Opportunities and Threats

สังคมและสภาพแวดล้อม (PEST Analysis) ได้แก่ นโยบายกฎเกณฑ์ของรัฐบาล

ระบบเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม และ เทคโนโลยี

………….Political Factors

………….Economic Factors

………….Sociocultural Factors

………….Technological Factors

การวิเคราะห์อุตสาหกรรม (Porter’s Five force Model : 5 F )

การวิเคราะห์สวอต (SWOT Analysis)

การนำเทคนิคที่เรียกว่า TOWS Matrix มาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์และ

กลยุทธ์ จะมีขั้นตอนการดำเนินการที่สำคัญ 2 ขั้นตอน ดังนี้

1. หลังจากที่มีการประเมินสภาพแวดล้อมโดยการวิเคราะห์ให้เห็นถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส

และอุปสรรค ก็จะนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ในรูปแบบความสัมพันธ์แบบแมตริกซ์โดยใช้

ตารางที่เรียกว่า TOWS Matrix

2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และ อุปสรรค ซึ่งผลของการ

วิเคราะห์ความสัมพันธ์ให้เกิดยุทธ์ศาสตร์หรือกลยุทธ์สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ

1) SO ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็งและโอกาส

มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธ์ศาสตร์หรือกลยุทธ์เชิงรุก

2) ST ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็งและอุปสรรค

มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธ์ศาสตร์หรือกลยุทธ์เชิงป้องกัน

3) WO ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดอ่อนและโอกาส

มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธ์ศาสตร์หรือกลยุทธ์เชิงแก้ไข

4) WT ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดอ่อนและอุปสรรค

มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธ์ศาสตร์หรือกลยุทธ์เชิงรับ

ขอขอบคุณทุกข้อมูลจาก INTERNET

…………………………………

................คุณภาพชีวิตที่ประกอบด้วยคุณลักษณะที่ดี………………

………………ไม่รู้ว่าไม่รู้ , รู้ว่าไม่รู้ ,ไม่รู้ว่ารู้ , รู้ว่ารู้ , รู้ , ไม่รู้ เพื่อการเรียนรู้ ..............

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.90.104.191
เขียนเมื่อ Sat Aug 08 2009 23:16:16 GMT+0700 (ICT)

การสร้างแผนที่ยุทธศาสตร์ (Strategy Map) และ BSC

ยุทธศาสตร์ คืออะไร

“ยุทธศาสตร์ คือ สิ่งที่องค์กรทำเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ ”

แผนที่ยุทธศาสตร์ คืออะไร

ถ้าอยากจะเขียนแผนที่ยุทธศาสตร์จะเริ่มต้นอย่างไรดี ?

จะเขียนแผนที่ยุทธศาสตร์ได้เราก็ต้องมียุทธศาสตร์

การที่องค์กรจะไปสู่ความสำเร็จได้นั้นก็จำเป็นต้องมีวิธีการบริหารจัดการหรือที่เรียกว่า

การบริหารยุทธศาสตร์

หากลองถามคนในองค์กร แล้วดูว่ามีกี่คนที่รู้ว่าวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ เป้าประสงค์

ตัวชี้วัด และเป้าหมายขององค์กรคืออะไร และจะเชื่อมโยงสิ่งเหล่านั้นกันได้อย่างไร ซึ่งถ้า

หากคนในองค์กรส่วนใหญ่ตอบไม่ได้ หรือตอบได้เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็แสดงให้เห็นว่า

แนวทางการทำงานของคนในองค์กรยังเป็นแบบแยกส่วนอยู่ ซึ่งก็เหมือนกับว่ายังมีช่องว่าง

ที่ยังรอการเชื่อมโยงจากยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ นั่นเอง ดังนั้นจำเป็นต้องมีแผนที่

ยุทธศาสตร์ ที่จะบอกถึงทิศทางและการเชื่อมโยงเป้าหมายต่าง ๆ ขององค์กรในแต่ละด้าน

ได้อย่างเป็นรูปธรรม

แผนที่ยุทธศาสตร์ คือ แผนภาพที่แสดงให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ขององค์กร ในรูปแบบของ

ความสัมพันธ์ในเชิงของเหตุและผล เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผลลัพธ์ที่องค์กรปรารถนา

ใน 4 มิติหรือมุมมอง ของ BSC ประกอบด้วย

1. มุมุมองด้านการเงิน (Financial Perspective)

2. มุมมองด้านลูกค้า (Customer Perspective)

3. มุมมองด้านกระบวนการภายใน (Internal Process Perspective)

4. มุมุมองด้านการเรียนรู้และการพัฒนา (Learning and Growth Perspective)

โดยภายใต้แต่ละมุมมอง ประกอบด้วย

1. วัตถุประสงค์(Objective)คือสิ่งที่องค์กรมุ่งหวังหรือต้องการที่จะบรรลุในแต่ละด้าน

2. ตัวชี้วัด (Measures หรือ Key Performance Indicators:KPIs) คือ ตัวชี้วัดของวัตถุ

ประสงค์ในแต่ละด้านและตัวชี้วัดเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวัดว่าองค์กรบรรลุวัตถุ

ประสงค์ในแต่ละด้านหรือไม่

3. เป้าหมาย (Target) คือเป้าหมายหรือตัวเลขที่องค์กรต้องการจะบรรลุในตัวชี้วัดแต่ละ

ประการ

4. ความคิดริเริ่มหรือสิ่งที่จะทำ (Initiatives) คือแผนงาน โครงการ หรือ กิจกรรมที่องค์กร

จะจัดทำเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ

นอกจากองค์ประกอบทั้ง 4 แล้ว ในทางปฏิบัติมักจะเพิ่มอีก 1 องค์ประกอบ คือ ข้อมูลใน

ปัจจุบันของตัวชี้วัดแต่ละตัว การหาข้อมูลในปัจจุบันจะเป็นตัวช่วยในการกำหนดเป้าหมาย

ของตัวชี้วัดแต่ละตัวให้มีความชัดเจนมากขึ้น

โดยทั่วไปการกำหนดมุมมองมักจะประกอบด้วยมุมมอง 4 มุมมองและแต่ละมุมมองมักจะ

เรียงกันจาก การเงิน ลูกค้า กระบวนการภายใน และ การเรียนรู้ แต่ในทางปฏิบัติจริงไม่

จำเป็นเสมอไปที่การจัดทำ BSC จะต้องเรียงตามลำดับดังกล่าวหรืออาจจะมีมากกว่า 4 มุม

มองก็ได้เนื่องจากองค์กรแต่ละแห่งมีวัฒนธรรมขององค์การและพื้นฐานการดำเนินงานที่

ต่างกัน

การบริหารยุทธศาสตร์ คือ การทำความเข้าใจกับ

1. เราอยู่ที่ไหน (Where are we now ?) โดยวิเคราะห์ SWOT

2. เราจะไปไหน (Where do we want to be ?) ซึ่งก็คือ การกำหนดVision / Mission

3. เราจะไปอย่างไร (How do we get there ?) หรือ การกำหนดยุทธศาสตร์

4. เราต้องปรับเปลี่ยนอะไรเพื่อไปถึงจุดหมาย (What do we have to do or change in

order to get there?) กระบวนการในการเปลี่ยนแปลง การแปลงยุทธศาสตร์ไปสู่

การปฏิบัติ

กระบวนการจัดทำแผนที่ยุทธศาสตร์

1.การยืนยันยุทธศาสตร์

2.การกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์

3.การกำหนดเป้าประสงค์ที่ต้องการบรรลุภายใต้แต่ละประเด็นยุทธศาสตร์

4.การกำหนดตัวชี้วัดในแต่ละเป้าประสงค์

แผนที่ยุทธศาสตร์จึงเป็นโครงสร้างและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุและผล

(เริ่มต้นจากผลลงไปหาเหตุ) ทำให้ทราบว่าอะไรคือสิ่งที่จะต้องทำ แต่ถ้าหากองค์ประกอบ

ใดองค์ประกอบหนึ่งไม่มีความสัมพันธ์กันแล้วล่ะก็ แสดงว่าแผนที่ยุทธศาสตร์นั้น มีความ

บกพร่องหรือเกิดความผิดพลาด

เห็นยุทธศาสตร์เป็นภาพที่ชัดเจนก็สื่อสารได้ง่ายขึ้น เปรียบเทียบเราบอกทางกับนักท่อง

เที่ยวต่างชาติ โดยอธิบายประกอบกับการวาดแผนที่ให้ ทำให้เกิดความชัดเจนสร้างความ

เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น

BSC สามารถช่วยในการนำยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร

1. การวิเคราะห์เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ SWOT Analysis

2. กำหนดวิสัยทัศน์ ภารกิจ องค์กร

3. การกำหนดมุมมองด้านต่างๆ ที่จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ

4. การกำหนดยุทธศาสตร์และวัตถุประสงค์ ในมุมมองด้านต่างๆ

5. จัดทำแผนที่ทางยุทธศาสตร์ (Strategy Map)

6. การกำหนดตัวชี้วัด KPIsและเป้าหมายสำหรับแต่ละมุมมอง

7. จัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan)

( BSC อยู่ในขั้น 3-7)

BSC เป็นเครื่องมือในการประเมินผลการปฏิบัติงานและเป็นเครื่องมือช่วยในการนำ

ยุทธศาสตร์ขององค์กรไปสู่การปฏิบัติ

"Robert Kaplan " บอกถึงหลักสำคัญของ BSC หรือการบริหารจัดการให้สมดุลว่า

ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนจะต้องมีการสื่อสาร เพื่อถ่ายทอดกลยุทธ์ขั้นสูงสุดลงสู่

ทุกหน่วยงานขององค์กร มีการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคลากรในองค์กรที่เปิดกว้าง

ตรงไปตรงมา มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการให้อำนาจแก่พนักงานในการดูแลรับผิดชอบ

การปฏิบัติงานของพวกเขาด้วย

"ต้องมีการพูดคุยและสื่อสารระหว่างหัวหน้า และฝ่ายปฏิบัติการเพิ่มมากขึ้น"

นางสาวยุพิน แซ่เฮี๊ยบ
IP: xxx.9.145.168
เขียนเมื่อ Sun Aug 09 2009 18:31:37 GMT+0700 (ICT)

สวัสดี อ.ดร.ยงยุทธ ยศยิ่งยง ที่เคารพ

เรื่องส่งงาน

การบรรยายครั้งที่ 5 ....วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2552

การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ( แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม)

“องค์กรธุรกิจต้องมีความสามารถในการปรับปัจจัยหรือสภาพแวดล้อมภายใน ให้มีความสอดคล้องกับปัจจัยหรือสภาพแวดล้อมภายนอกขององค์กรอยู่เสมอ” เพราะ สถานการณ์ภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญคือ เราไม่สามารถที่จะควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงได้ การปรับสภาพแวดล้อมภายในขององค์กรให้มีความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมภายนอก อาจเปรียบได้กับเทคนิคการวางแผนในเชิงกลยุทธ์ ดังนั้น การศึกษาและให้ความสำคัญต่อการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินงานทางธุรกิจ เพราะจะทำให้องค์กรธุรกิจสามารถวางแผนเชิงกลยุทธ์ได้อย่างถูกต้อง

Game Theory เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ /กรอบการวิเคราะห์บนพื้นฐานของพฤติกรรมการตัดสินใจ/สอนให้เรา

• ตัดสินใจดีที่สุด (Logical Decision)•รู้เขารู้เรา(StrategicThinking)

• อำนาจการต่อรอง (Bargaining Power)•วิเคราะห์ทางเลือก (ChoiceAnalysis)

• วิเคราะห์ผลที่ดีที่สุดที่จะได้รับ (Cost Benefit)

Using Game Theory to Think and Decision Strategy

Game Theory Concept

• DecisionThreeตัดสินใจ (ทำ /ไม่ทำ )• Dominant Strategy เลือกเราได้ประโยชน์มากที่สุด

• Dominated Strategy ตัดสิ่งไม่จำเป็นออก .Zero sum Gameไม่ควรเสี่ยง

• Positive sum Game ชนะทั้งคู่ (คนฉลาดเล่น)•Negative sumGame แพ้ทั้งคู่• Minimax สูงสุด – ต่ำสุด • Equilibrium Point สมดุล

• Simultaneous Game เกมที่เกิดพร้อมกัน 2 สถานการณ์• Strategic Move ต้องเดินเกมเพื่อให้เราได้

• Sequential Game ได้ตามที่ต้องการ

ประเภทของมนุษย์

• Machiavellian Type (มุ่งเน้นเป้าหมายเป็นตัวตั้ง ไม่สนใจวิธีการ)

• Principle Oriented Type /มุ่งเน้นเป้าหมายแต่วิธีการต้องสอดคล้องกัน แบ่งได้ 2 กลุ่ม

- กลุ่มที่มีหลักการ/จรรยาบรรณ (Ethical Type) - กลุ่มที่มีอุดมการณ์

Decision Making Theory

• Individual ดูว่าฉลาดหรือไม่ ดูที่การตัดสินใจ

• Collective คนฉลาดอยู่กับคนอื่น ความฉลาดจะเพิ่มขึ้น 70%

• Organizational จะมีความฉลาด เพราะมีคณะกรรมการ

การวิเคราะห์ สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกองค์กร (SWOT)

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกองค์กรทางการศึกษา เพื่อศึกษาแนวโน้มการพัฒนาการศึกษาให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนท้องถิ่น โดยแนวโน้มการพัฒนาการศึกษาขององค์กรทางการศึกษาต้องมีความเป็นไปได้ในการพัฒนาตามเงื่อนไขข้อจำกัดและองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษา ซึ่งได้แก่ นโยบายในการจัดการศึกษาของหน่วยงานต้นสังกัด รูปแบบการบริหารงานขององค์กรทางการศึกษา และปัจจัยทีเกี่ยวข้องอื่น

การศึกษาความต้องการของชุมชน เป็นการสำรวจความต้องการขององค์กรชุมชนที่องค์กรทางการศึกษาตั้งอยู่ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียน และความต้องการของชาวบ้านในชุมชนสรุปมาเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนการวิเคราะห์สภาพขององค์กรทางการศึกษาเพื่อกำหนด

แนวทางในการพัฒนาการศึกษา จะต้องวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ด้วย เรียกว่า SWOT Analysis ซึ่งได้แก่

Strengths - จุดแข็งหรือข้อได้เปรียบ

Weaknesses - จุดอ่อนหรือข้อเสียเปรียบ

Opportunities - โอกาสที่จะดำเนินการได้

Threats - อุปสรรค หรือปัจจัยที่คุกคามการดำเนินงานขององค์การ

การวิเคราะห์ SWOT อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นการทำ Situation Analysis

เป็นการวิเคราะห์สภาพองค์การ หรือหน่วยงานในปัจจุบัน เพื่อค้นหาจุดแข็ง จุดเด่น จุดด้อย หรือสิ่งที่อาจเป็นปัญหาสำคัญในการดำเนินงานสู่สภาพที่ต้องการในอนาคต การวิเคราะห์สภาพการณ์ (Situation Analysis) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน เพื่อให้รู้ตนเอง (รู้เรา) รู้จักสภาพแวดล้อม (รู้เขา) ชัดเจน และวิเคราะห์โอกาส-อุปสรรค เพื่อประโยชน์ในการกำหนดวิสัยทัศน์ หรือเลือกกลยุทธ์ระดับองค์กรที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการทำ Strategic Decision

การทำ Strategic Decision เป็นการตัดสินใจเลือกกลยุทธ์หรือวิธีดำเนินงานที่สำคัญ ที่เป็นหลักในการปฏิบัติไปสู่สภาพที่ต้องการในอนาคตขององค์การ เพื่อการบรรลุ Vision หรือสภาพในอนาคตตามที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งเป็นการเลือกโดยคำนึงถึงสภาพในอนาคต โดยคำนึงถึงจุดที่ต้องการ โดยรู้สถานการณ์ เห็นถึงโอกาสและรู้จุดดี จุดเด่นตลอดจนจุดอ่อนในการดำเนินงานไปสู่จุดหมายที่ต้องการขององค์การในอนาคต

(SWOT)

กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์และยุทธศาสตร์ขององค์การ

วิสัยทัศน์ (Vision) คือ ภาพในอนาคตขององค์กรที่ผู้นำและสมาชิกทุกคนร่วมกันวาดฝันหรือจินตนาการขึ้น โดยมีพื้นฐานอยู่บนความเป็นจริงในปัจจุบัน เชื่อมโยง

วัตถุประสงค์ ภารกิจ ค่านิยม และความเชื่อเข้าด้วยกัน พรรณนาให้เห็นทิศทางขององค์กรอย่างชัดเจน มีพลังท้าทาย ทะเยอทะยาน และมีความเป็นไปได้ เน้นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ หรือดีที่สุดให้กับลูกค้าและสังคม

วิสัยทัศน์จะเกี่ยวกับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับการกำหนดทิศทางธุรกิจ เป็นการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการอยู่รอดทางธุรกิจ ซึ่งจะกล่าวถึงอีกครั้งในเรื่องยุทธศาสตร์ขององค์การ

วิสัยทัศน์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

วิสัยทัศน์อาจจะเขียนในรูปของร้อยแก้วแบบใดก็ได้ แต่ควรประกอบด้วย

คุณลักษณะ 3 ประการ คือ

ท่าต้องการทำอะไรให้สำเร็จ (ภารกิจ)

ทำไมท่านจึงต้องการทำให้สำเร็จ (วัตถุประสงค์)

ท่านคาดหวังผล (Results) เช่นไร

วิสัยทัศน์ กำหนดขึ้นโดยคณะผู้นำขององค์กร ซึ่งกำหนดร่วมกันโดยการประชุมสัมมนาระดมความคิดเห็นวิสัยทัศน์ ต้องมีความชัดเจน ความยาวเหมาะสมกับโครงสร้าง ขนาด และลักษณะขององค์กร บอกได้ว่าองค์กรจะเป็นอย่างไร และทำอะไรในอนาคต รวมทั้งระบุความเชื่อที่เป็นพื้นฐานนำไปสู่วิสัยทัศน์นั้น วิสัยทัศน์ของแต่ละองค์กร ควรมีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว เพื่อจำแนกให้ความแตกต่างจากองค์กรอื่น ๆ ได้ นอกจากนี้วิสัยทัศน์ของแต่ละหน่วยงานย่อยในองค์กรจะต้องสอดคล้องหรือสนับสนุนวิสัยทัศน์ขององค์กรด้วย

กระบวนการสร้างวิสัยทัศน์

การระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน

ขั้นที่หนึ่ง ประชุมคณะทำงานออกแบบสร้างวิสัยทัศน์ให้แต่ละคนระบุเหตุการณ์ หรือการตัดสินใจในอดีต 4-8 อย่างที่เคยขึ้นกับองค์กร

ขั้นที่สอง ให้สมาชิกแต่ละคนเขียนวัตถุประสงค์ของเขาในการทำงานให้กับองค์กร โดยให้แสดงออกจากส่วนลึกของจิตใจและเพิ่มความหมายให้กับงานที่ทำ การเขียนวัตถุประสงค์อาจนำด้วยคำถาม

ขั้นที่สาม เป็นกิจกรรมกลุ่ม ให้จินตนาการว่าในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า เมื่อวันนั้นมาถึงองค์กร ควรจะประสบความสำเร็จในด้านใด มีชื่อเสียงด้านใด บรรลุวัตถุประสงค์ข้อใดบ้าง หรือยังบกพร่องด้านใดบ้าง

ขั้นที่สี่ กลุ่มอธิบายว่า ลักษณะขององค์กรที่คาดหวังเป็นอย่างไร และสะท้อนให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรเพียงใด

ขั้นที่ห้า นำข้อคิดที่ได้ทั้งหมดมารวมเข้าเป็นข้อความที่ระบุวัตถุประสงค์

ขั้นที่หก พิจารณาว่าจะวัดหรือประเมินวัตถุประสงค์นั้นได้อย่างไร

สรุป

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอก ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะสร้างโอกาส และ อุปสรรค และ ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญใหม่ๆขึ้นมา

ผู้บริหารจึงต้องประเมินทรัพยากรและความสามารถขององค์กร โดยการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน เพื่อทราบถึงจุดแข็งและจุดอ่อนขององค์กร

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน Strengths and Weakness

“ คุณค่า” ทั้งหมดที่องค์กรมอบให้แก่ลูกค้า จากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายในองค์กร

แบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ กิจกรรมหลัก/กิจกรรมพื้นฐาน และ กิจกรรมสนับสนุน

Strengths and Weakness McKinSey’s 7S Framework แนวคิดคือความมีประสิทธิภาพขององค์กรจะเกิดขึ้นจาก

ความเกี่ยวพันกันระหว่างปัจจัย 7 ประการ

1.โครงสร้าง (STRUCTURE) 2. กลยุทธ์ (STRATEGY)

3.ระบบ (SYSTEM) 4.สไตล์ (STYLES)

5.คน (STAFF) 6.ทักษะ (SKILLS)

7.ค่านิยมร่วม (SHARED VALUES)

ขอบพระคุณสำหรับความรู้และกลยุทธต่างๆอันมากมายเพื่อการศืกษาสู่ความเป็นเลิศที่มอบให้ในครั้งนี้

สุบุญนำ พรรณผัก
IP: xxx.25.104.3
เขียนเมื่อ Sun Aug 09 2009 22:04:28 GMT+0700 (ICT)

กราบสวัสดีท่าน อาจารย์ยงยุทธ ยศยิ่งยง

จากการได้เข้าเรียนในวันจันทร์ที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้เข้าใจในส่วนของ

การสร้างแผนที่ยุทธศาสตร์ (Strategy Map) และ BSC

ยุทธศาสตร์ Game Theory เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ /กรอบการวิเคราะห์บนพื้นฐานของพฤติกรรมการตัดสินใจ/สอนให้เรา

• ตัดสินใจดีที่สุด (Logical Decision)

•รู้เขารู้เรา(StrategicThinking)

• อำนาจการต่อรอง (Bargaining Power)

•วิเคราะห์ทางเลือก (ChoiceAnalysis)

• วิเคราะห์ผลที่ดีที่สุดที่จะได้รับ (Cost Benefit)

Using Game Theory to Think and Decision Strategy

โดยที่ Game Theory มีลักษณะ Concept ดังนี้

• DecisionThreeตัดสินใจ (ทำ /ไม่ทำ )

• Dominant Strategy เลือกเราได้ประโยชน์มากที่สุด

• Dominated Strategy ตัดสิ่งไม่จำเป็นออก

.Zero sum Gameไม่ควรเสี่ยง

• Positive sum Game ชนะทั้งคู่ (คนฉลาดเล่น)

•Negative sumGame แพ้ทั้งคู่• Minimax สูงสุด – ต่ำสุด • Equilibrium Point สมดุล

• Simultaneous Game เกมที่เกิดพร้อมกัน 2 สถานการณ์• Strategic Move ต้องเดินเกมเพื่อให้เราได้

• Sequential Game ได้ตามที่ต้องการ

ประเภทของมนุษย์

• Machiavellian Type (มุ่งเน้นเป้าหมายเป็นตัวตั้ง ไม่สนใจวิธีการ)

• Principle Oriented Type /มุ่งเน้นเป้าหมายแต่วิธีการต้องสอดคล้องกัน แบ่งได้ 2 กลุ่ม

- กลุ่มที่มีหลักการ/จรรยาบรรณ (Ethical Type) - กลุ่มที่มีอุดมการณ์

Decision Making Theory

• Individual ดูว่าฉลาดหรือไม่ ดูที่การตัดสินใจ

• Collective คนฉลาดอยู่กับคนอื่น ความฉลาดจะเพิ่มขึ้น 70%

• Organizational จะมีความฉลาด เพราะมีคณะกรรมการ

และในเรื่องของการวิเคราะห์ สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกองค์กร (SWOT)

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกองค์กรทางการศึกษา เพื่อศึกษาแนวโน้มการพัฒนาการศึกษาให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนท้องถิ่น โดยแนวโน้มการพัฒนาการศึกษาขององค์กรทางการศึกษาต้องมีความเป็นไปได้ในการพัฒนาตามเงื่อนไขข้อจำกัดและองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษา ซึ่งได้แก่ นโยบายในการจัดการศึกษาของหน่วยงานต้นสังกัด รูปแบบการบริหารงานขององค์กรทางการศึกษา และปัจจัยทีเกี่ยวข้องอื่น การศึกษาความต้องการของชุมชน เป็นการสำรวจความต้องการขององค์กรชุมชนที่องค์กรทางการศึกษาตั้งอยู่ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียน และความต้องการของชาวบ้านในชุมชนสรุปมาเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนการวิเคราะห์สภาพขององค์กรทางการศึกษาเพื่อกำหนด

แนวทางในการพัฒนาการศึกษา จะต้องวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ด้วย เรียกว่า SWOT Analysis ซึ่งได้แก่

Strengths - จุดแข็งหรือข้อได้เปรียบ

Weaknesses - จุดอ่อนหรือข้อเสียเปรียบ

Opportunities - โอกาสที่จะดำเนินการได้

Threats - อุปสรรค หรือปัจจัยที่คุกคามการดำเนินงานขององค์การ

การวิเคราะห์ SWOT อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นการทำ Situation Analysis

เป็นการวิเคราะห์สภาพองค์การ หรือหน่วยงานในปัจจุบัน เพื่อค้นหาจุดแข็ง จุดเด่น จุดด้อย การวิเคราะห์สวอต (SWOT Analysis)

การนำเทคนิคที่เรียกว่า TOWS Matrix มาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์และ

กลยุทธ์ จะมีขั้นตอนการดำเนินการที่สำคัญ 2 ขั้นตอน ดังนี้

1. หลังจากที่มีการประเมินสภาพแวดล้อมโดยการวิเคราะห์ให้เห็นถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส

และอุปสรรค ก็จะนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ในรูปแบบความสัมพันธ์แบบแมตริกซ์โดยใช้

ตารางที่เรียกว่า TOWS Matrix

2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และ อุปสรรค ซึ่งผลของการ

วิเคราะห์ความสัมพันธ์ให้เกิดยุทธ์ศาสตร์หรือกลยุทธ์สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ

1) SO ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็งและโอกาส

มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธ์ศาสตร์หรือกลยุทธ์เชิงรุก

2) ST ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็งและอุปสรรค

มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธ์ศาสตร์หรือกลยุทธ์เชิงป้องกัน

3) WO ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดอ่อนและโอกาส

มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธ์ศาสตร์หรือกลยุทธ์เชิงแก้ไข

4) WT ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดอ่อนและอุปสรรค

มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธ์ศาสตร์หรือกลยุทธ์เชิงรับ

ทั้งนี้การจะทำ Strategic Decision หมายถึงเป็นการตัดสินใจเลือกกลยุทธ์หรือวิธีดำเนินงานที่สำคัญ ที่เป็นหลักในการปฏิบัติไปสู่สภาพที่ต้องการในอนาคตขององค์การ เพื่อการบรรลุ Vision หรือสภาพในอนาคตตามที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งเป็นการเลือกโดยคำนึงถึงสภาพในอนาคต โดยคำนึงถึงจุดที่ต้องการ โดยรู้สถานการณ์ เห็นถึงโอกาสและรู้จุดดี จุดเด่นตลอดจนจุดอ่อนในการดำเนินงานไปสู่จุดหมายที่ต้องการขององค์การในอนาคต

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.90.117.167
เขียนเมื่อ Thu Aug 13 2009 18:23:27 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร อาจารย์ ดร.กิรติ ยศยิ่งยง

..............................................................................

อาตมภาพ พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005

ศาสนศาตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ปีการศึกษา 2552

..................................................................................

การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

การบรรยายครั้งที่ 6 ....วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2552

---------------------------------------------------------------------

การวางแผนเปลี่ยนแปลงพัฒนาองค์กร

……………………………………………...

นักบริหารและนักวิชาการให้คำจำกัดความของคำว่า การบริหารหรือการจัดการ

ไว้ต่าง ๆ กันตามทัศนะของแต่ละบุคคลที่สำคัญได้แก่

........ไซมอน (Simon) ให้ความหมายไว้ว่า การบริหาร หมายถึง การทำงานของ

บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ร่วมกัน

........ดรัคเกอร์ (Drucker) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การจัดการ หมายถึง ศิลปะในการทำงาน

ให้บรรลุเป้าหมายร่วมกับผู้อื่น

........คูนตซ์ และไซริล (Koontz and Cyri) ให้ความหมายว่า การจัดการ หมายถึง

การดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้โดยอาศัยปัจจัยทั้งหลาย ได้แก่ คน เงิน

วัสดุสิ่งของซึ่งนับว่าเป็นอุปกรณ์ของการจัดการนั้น ๆ

........เดล (Dale) ได้กล่าวไว้ว่า การจัดการ คือ กระบวนการจัดหน่วยงานและการใช้ทรัพยากร

ต่าง ๆ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

การจัดการเป็นศิลปะในการใช้คน เงิน วัสดุอุปกรณ์ของหน่วยงานและนอกหน่วยงาน

เพื่อให้หน่วยงานบรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ

ฉะนั้นจากความหมายดังกล่าวจึงสรุปไว้ว่าการจัดการมีคุณลักษณะที่สำคัญดังนี้

1. การจัดการเป็นศิลปะการใช้บุคลากรปฏิบัติงานในหน่วยงาน

2. การจัดการต้องอาศัยปัจจัยพื้นฐาน คือ คน เงิน และวัสดุอุปกรณ์

3. การจัดการเป็นการดำเนินงานของกลุ่มบุคคล เครื่องมือทางการจัดการยอดนิยม

จากผลการสำรวจสุดยอดเครื่องมือทางการบริหารและจัดการ ปี 2008

ของบริษัทที่ปรึกษาชื่อดัง Bain & Company (จัดทำการสำรวจทุก 2 ปี)

1. Balanced Scorecard (BSC)

2. Benchmarking

3. Business Process Reengineering

4. Collaborative Innovation

5. Core Competencies

6. Customer Relationship Management

7. Customer Segmentation

8. Decision Rights Tools

9. Downsizing

10. Growth Strategy Tools

11. Knowledge Management

12. Lean Six Sigma

13. Loyalty Management Tools

14. Mergers and Acquisitions

15. Mission and Vision Statements

16. Online Communities

17. Outsourcing

18. Price Optimization Models

19. Scenario & Contingency Planning

20. Shared Service Centers

21. Strategic Alliances

22. Strategic Planning

23. Supply Chain Management

24. Total Quality Management

25. Voice of Customer innovation

อัตราการใช้งานเครื่องมือทางการจัดการ และระดับความพอใจเมื่อใช้

จะแตกต่างกันไปตามขนาด ขององค์กร โดยองค์กร/บริษัทขนาดใหญ่จะมีการใช้เครื่องมือ

ทางการจัดการมากกว่าบริษัทขนาดกลาง และขนาดเล็ก ดังนั้น ในทางปฏิบัติ ย่อมเกิด

ความสับสนในการนำเครื่องมือมาใช้ สาเหตุสำคัญๆ คือ ความไม่เข้าใจ ได้แก่

1. ความไม่เข้าใจในความเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ของเครื่องมือแต่ละประการ รวมทั้งไม่

เข้าใจในแก่น แท้หรือวัตถุประสงค์ที่สำคัญของเครื่องมือแต่ละประการ

2. ความไม่เข้าใจว่าเครื่องมือเหล่านั้นเมื่อนำมาใช้ในองค์กร จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อ

องค์กรได้ อย่างไร? คิดว่าเป็นภาระให้กับผู้ปฏิบัติ รวมทั้งเสียเวลาและค่าใช้จ่าย

ทำอย่างไรเพื่อสร้างความเข้าใจ สามารถนำเครื่องมือทางการจัดการไปใช้ /

การเลือกใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง /การนำมาเชื่อมโยงในแต่ละขั้นตอน / สร้างความเข้าใจ

ในภาพรวมของกระบวนการทั้งหมด เพื่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการจัดการ

ทำให้องค์การบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย

……….

วงจรของการวางแผนงาน P-D-C-A

เป็นกิจกรรมพื้นฐานในการพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพของการดำเนินงาน

ประกอบด้วย การวางแผน – ปฏิบัติ – ตรวจสอบ – ปรับปรุงการดำเนินงาน

การดำเนินกิจกรรม P-D-C-A อย่างเป็นระบบให้ครบวงจรอย่างต่อเนื่องหมุนเวียนเรื่อยๆ

ส่งผลให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพเพิ่มขึ้น

Plan หมายถึง การวางแผนการดำเนินงาน

• การกำหนดหัวข้อที่ต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง /กำหนดเป้าหมาย / วัตถุประสงค์

• การกำหนดมารตราฐาน เกณฑ์มาตรฐาน เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการตรวจสอบว่า

การปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ในแผนหรือไม่

• การเขียนแผนดังกล่าวอาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของลักษณะการดำเนินงาน

การวางแผนยังช่วยให้เราสามารถคาดการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต และช่วยลด

ความสูญเสียต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้

Do หมายถึง การปฏิบัติตามแผน

• การปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

• ก่อนที่จะปฏิบัติจริง ต้องศึกษาข้อมูล และเงื่อนไขต่างๆ ทราบวิธีการและขั้นตอน

• การปฏิบัติจะต้องดำเนินการไปตามแผน วิธีการและขั้นตอนที่ได้กำหนดไว้ และ

จะต้องเก็บรวบรวมและบันทึก ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นข้อมูลในขั้นตอนต่อไป

Check หมายถึง การประเมินแผน/ตรวจสอบ

• การประเมินขั้นตอนการดำเนินงาน และการประเมินผลของการดำเนินงาน

เป็นไปตามแผนที่ได้ตั้งไว้หรือไม่

• การติดตาม ตรวจสอบ และการประเมินปัญหาเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาปรับปรุง

คุณภาพของงาน

• ในการประเมินสามารถทำได้เอง เป็นลักษณะของการประเมินตนเอง

Act หมายถึง การปรับปรุง

• การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการได้ทำการตรวจสอบแล้วแก้ไขแบบเร่งด่วน

เฉพาะหน้า หรือการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

• การปรังปรุงแก้ไข ข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนใดก็ตาม เมื่อมีการปรับปรุง

แก้ไขคุณภาพก็จะเกิดขึ้น ดังนั้น วงจร PDCA จึงเรียกว่า วงจรบริหารงานคุณภาพ

องค์กรย่อมมีวงจร PDCA อยู่หลายๆวง

วงใหญ่ที่สุด คือ วงที่มีวิสัยทัศน์ และแผนยุทธศาสตร์ ขององค์กร เป็น P

การปฏิบัติงานของหน่วยงาน เป็น D

การกำกับ ติดตาม ตรวจสอบในองค์กร เป็น C

และการแก้ไขปัญหาหรือการปรับแผนในแต่ละปี เป็น A

เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ

………………………………..

การวางแผนกับ PDCA

การวางแผนเป็นภารกิจอันดับแรกที่มีความสำคัญของกระบวนการจัดการที่ดี

การวางแผน เป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน คาดการณ์ไปล่วงหน้า

และ กำหนดแนวทางที่คาดว่าน่าจะดีที่สุดโดยผ่านกระบวนการคิดก่อนทำ

เพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างได้ผล

การวางแผน คือ ความพยายามที่เป็นระบบเพื่อตัดสินใจเลือกแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด

สำหรับอนาคตเพื่อให้องค์การบรรลุผลที่ปารถนา

การวางแผน ต้องวิเคราะห์สถานการณ์ 5W1H

1. W – Who - ใคร

2. W – What - อะไร

3. W – Where - ที่ไหน

4. W – When – เมื่อไร

5. W – Why – ทำไม

6. H – How – อย่างไร

ความสำคัญของการวางแผน (Sigenificance of Planning)

1. เป็นการลดความไม่แน่นอนและปัญหาความยุ่งยากซับซ้อนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

2. ทำให้เกิดการยอมรับแนวคิดใหม่ๆ เข้ามาในองค์การ

3. ทำให้การดำเนินการขององค์การบรรลุตามเป้าหมายที่ปรารถนา

4. เป็นการลดความสูญเปล่าของหน่วยงานที่ซับซ้อน

5. ทำให้เกิดความแจ่มใสชัดในการดำเนินงาน ไม่มีองค์การใดที่ประสบความสำเร็จได้

โดยปราศจากการวางแผน

ดังนั้นการวางแผนจึงเป็นภารกิจอันดับแรกที่มีความสำคัญของกระบวนการจัดการที่ดี

การวางแผนมีอยู่ด้วยกัน 2ประเภทหลัก ๆ ดังนี้

ประเภทที่1 การวางแผนเพื่ออนาคต เป็นการวางแผนสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

หรือกำลังจะเกิดขึ้น บางอย่างเราไม่สามารถควบคุมสิ่งนั้นได้เลย

แต่เป็นการเตรียมความพร้อมของเราสำหรับสิ่งนั้น

ประเภทที่ 2 การวางแผนเพื่อการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง

เป็นการวางแผนเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเพื่อสภาพที่ดีขึ้น

ซึ่งเราสามารถควบคุมผลที่เกิดในอนาคตได้ด้วยการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปัจจุบัน

ประเภทของการวางแผน แยกออกตามแนวความคิดพื้นฐานโดยใช้มิติต่างๆ เป็นเกณฑ์ดังนี้

1. จำแนกตามเวลา

1.1) การวางแผนระยะสั้น

1.2) การวางแผนระยะปานกลาง

1.3) การวางแผนระยะยาว

2. จำแนกตามระดับการจัดการ

2.1) การวางแผนกลยุทธ์

2.2) การวางแผนบริหาร

2.3) การวางแผนปฏิบัติการ

3. จำแนกตามระดับโครงสร้างการบริหารประเทศ

3.1) แผนระดับชาติ

3.2) แผนระดับภาค

3.3) แผนระดับท้องถิ่น

4. จำแนกตามหน้าที่การงาน

4.1) การวางแผนด้านการผลิต

4.2) การวางแผนด้านบุคลากร

4.3) การวางแผนด้านการตลาด

4.4) การวางแผนด้านการเงิน

ลักษณะของแผนที่ดี (Requirements of Good Plan) มีลักษณะดังนี้

1. แผนควรจะมีลักษณะชี้เฉพาะมากกว่าจะมีลักษณะกว้างหรือกล่าวทั่วๆ ไป

2. แผนควรจำแนกตามความแตกต่างระหว่างสิ่งที่รู้และสิ่งที่ยังไม่รู้ให้ชัดเจน

3. แผนควรมีการเชื่อมโยงอย่างเป็นเหตุผลและสามารถนำไปปฏิบัติ

4. แผนจะต้องมีลักษณะยืดหยุ่นและสามารถปรับพัฒนาได้

5. แผนจะต้องได้รับการยอมรับจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ลำดับขั้นในกระบวนการวางแผน

1. การกำหนดวัตถุประสงค์

2. พัฒนาข้อตกลงที่เป็นตัวกำหนดขอบเขตในการวางแผน

3. พิจารณาข้อจำกัดต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในการวางแผน

4. พัฒนาทางเลือก

5. ประเมินทางเลือก เพื่อเลือกสิ่งที่เป็นไปได้สูงสุด

6. เปลี่ยนแปลงแผนสู่การปฏิบัติ

ชนิดของแผน

ในปัจจุบันผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ (Vision) กว้างไกลและมีความสำนึกในเรื่องของส่วนรวม

มีปณิธาน (Wish) คือ การตั้งความปรารถนาหรือความมุ่งหวังที่จะทำประโยชน์แก่ส่วนรวม

ควบคู่ไปกับการวางแผนในลักษณะต่างๆ ดังนี้

1. วัตถุประสงค์ (Objective) คือจุดมุ่งหมายปลายทางที่องศ์การต้องการ

หรือเกิดจากความประสงค์ของผู้ถือหุ้นและพนักงาน

วัตถุประสงค์เป็นตัวกำหนดความต้องการอย่างกว้างๆ

2. กลยุทธ์ (Strategy) คือ การวางแผนหลักเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงาน

ขององค์การว่าควรหรือไม่ควรดำเนินการอะไรบ้างเพื่อให้เกิดผลดีที่เป็นข้อได้เปรียบ

3. นโยบาย (Policy) คือ หลักการที่กำหนดขึ้นเพื่อเป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติ

4. แผน (Plan) แนวทางหรือวิธีการหรือกลุ่มของแผนงานรวมโครงการและกิจกรรมต่างๆ

5. แผนงาน (Program) คือ แผนที่รวมนโยบายหรือวีปฏิบัติงาน วิธีการทำงาน

มาตรฐานงาน และส่วนประกอบอื่นๆ เพื่อให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์

6. โครงการ (Project) คือ กลุ่มของกิจกรรมที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน

อาจเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะคราวมีช่วงเวลาการดำเนินที่แน่นอน

7. วิธีปฏิบัติงาน (Procedure) มีลักษณะเป็นแผนที่บ่งให้เห็นถึงระเบียบที่กำหนดไว้

ในการดำเนินงาน เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานให้ถูกต้องรวดเร็ว

8. วิธีการทำงาน (Method) มีรายละเอียดมากกว่าวีการปฏิบัติงาน เปรียบเสมือนคู่มือ

หรือเครื่องมือที่เป็นสื่อในการทำงานแต่ละประเภทให้ประสบความสำเร็จ

9. มาตรฐานงาน (Standard) คือ เกณฑ์ที่ใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดว่า

มีการพัฒนาตามแผนที่วางไว้หรือไม่ โดยเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานจริงกับ

แผนที่คาดไว้ว่าตรงกันหรือไม่ มาตรฐานงานวัดได้ในรูปของคุณภาพของงาน

ปริมาณของงาน ต้นทุน และเวลาที่ใช้

10. งบประมาณ คือแผนงานที่บอกถึงความสัมพันธ์ของกิจกรรมรวมเวลาและ

ค่าใช้จ่าย แสดงออกเป็นตัวเลข

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.90.117.167
เขียนเมื่อ Thu Aug 13 2009 18:24:30 GMT+0700 (ICT)

หลักการตลาด 4 P

การวางแผนการตลาดโดยใช้ 4P กลยุทธ์ทางการตลาดนั้นมีอยู่มากมาย แต่ที่เป็นที่รู้จัก และเป็นพื้นฐานที่สุดก็คือการ ใช้ 4P (Product Price Place Promotion) ซึ่งหลักการใช้คือการวางแผนในแต่ละส่วนให้เข้ากัน และเป็นที่ต้องการของกลุ่ม เป้าหมายที่เราเลือกเอาไว้ให้มากที่สุด ในบางธุรกิจอาจจะไม่สามารถปรับเปลี่ยน ทั้ง 4P ได้ทั้งหมดในระยะสั้นก็ไม่เป็นไรเพราะ เรา สามารถ ค่อยๆปรับกลยุทธ์จนได้ ส่วนผสมทางการตลาดได้เหมาะสมที่สุด ( 4P อาจจะเรียกว่า marketing mix) เราลองมา ดูกันทีละส่วน

1. Product

ก็คือสินค้าหรือบริการที่เราจะเสนอให้กับลูกค้า แนวทางการกำหนดตัว product ให้เหมาะสมก็ต้องดูว่ากลุ่มเป้า หมายต้องการอะไร เช่นต้องการน้ำผลไม้ที่ สะอาด สด ในบรรจุภัณฑ์ถือสะดวก โดยไม่สนรสชาติ เราก็ต้องทำตามที่ลูกค้าต้องการ ไม่ใช่ว่าเราชอบหวานก็จะพยายามใส่น้ำตาลเข้าไป แต่โดยทั่วไปแนวทางที่จะทำสินค้าให้ขายได้มีอยู่สองอย่างคือ

1.1 สินค้าที่มีความแตกต่าง โดยการสร้างความแตกต่างนั้น จะต้องเป็นสิ่งที่ลูกค้าสามารถสัมผัสได้จริงว่าต่างกันและ ลูกค้าตระหนักและชอบในแนวทางนี้ เช่นคุณสมบัติพิเศษ รูปลักษณ์ การใช้งาน ความปลอดภัย ความคงทนโดยกลุ่มลูก ค้าที่เราจะจับก็จะเป็นลูกค้าที่ไม่มีการแข่งขันมาก (niche market)

1.2 สินค้าที่มีราคาต่ำนั่นคือการยอมลดคุณภาพในบางด้านที่ไม่สำคัญลงไป เช่นสินค้าที่ผลิตจากจีน จะมีคุณภาพไม่ดี นักพอใช้งานได้ แต่ถูกมากๆหรือ สินค้าที่เลียนแบบแบรนด์ดังๆ ในซุปเปอร์สโตรต่างๆ จริงๆแล้วสำหรับนักธุรกิจมือ ใหม่ควรเลือกในแนวทาง สร้างความแตกต่างมากกว่า การเป็นสินค้าราคาถูกเพราะ หากเป็นด้านการผลิตแล้วรายใหญ่ จะมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่ารายย่อย แต่หากเป็นด้านบริการ เราอาจจะเริ่มต้นที่ราคาถูกก่อน แล้วค่อยๆ หาตลาดที่ราย ใหญ่ไม่สนใจ

2. Price

ราคาเป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญในการตลาด แต่ไม่ใช่ว่า คิดอะไรไม่ออกก็ลดราคาอย่างเดียวเพราะการลดราคาสินค้า อาจจะไม่ได้ช่วยให้การขายดีขึ้นได้ หากปัญหาอื่นๆยังไม่ได้รับการแก้ไข การตั้งราคาในที่นี้จะเป็นการตั้งราคาให้เหมาะสมกับ ผลิตภัณฑ์ และกลุ่มเป้าหมายของเรา เช่นหากเราขายน้ำผลไม้ที่จตุจักร ราคาอาจจะต้องถูกหน่อย แต่หากขายที่สยาม หากตั้ง ราคาถูกไปเช่น 10 บาท กลุ่มที่เป็นเป้าหมายอยากให้ซื้ออาจจะไม่ซื้อ แต่คนที่ซื้ออาจจะเป็นคนอีกกลุ่มซึ่งมีน้อยกว่า และไม่คุ้ม ที่จะขายแบบนี้ในสยาม ยิ่งไปกว่านั้นหากราคา และรูปลักษณ์สินค้าไม่เข้ากัน ลูกค้าก็จะเกิดความข้องใจและอาจจะกังวลที่จะซื้อ เพราะราคาคือตัวบ่งบอกภาพลักษณ์ของสินค้าที่สำคัญที่สุด อย่างไรก็ตาม ในด้านการทำธุรกิจขนาดย่อมแล้ว ราคาที่เราต้องการ อาจไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขนาดนั้น แต่จะมองกันในเรื่องของตัวเลข ซึ่งจะมีวิธีกำหนดราคาง่ายต่างๆดังนี้

2.1 กำหนดราคาตามลูกค้า คือการกำหนดราคาตามที่เราคิดว่า ลูกค้าจะเต็มใจจ่าย ซึ่งอาจจะได้มาจากการทำสำรวจ หรือแบบสอบถาม

2.2 กำหนดราคาตามตลาด คือการกำหนดราคาตามคู่แข่งในตลาด ซึ่งอาจจะต่ำมากจนเราจะมีกำไรน้อยดังนั้นหาก เรา คิด ที่จะกำหนดราคาตามตลาด เราอาจจะต้องมานั่งคิดคำนวณย้อนกลับว่า ต้นทุนสินค้าควร เป็นเท่าไรเพื่อจะได้กำ ไร ตามที่ตั้งเป้า แล้วมาหาทางลดต้นทุนลง

2.3 กำหนดราคาตามต้นทุน+กำไร วิธีนี้เป็นการคำนวณว่าต้นทุนของเราอยู่ที่เท่าใด แล้วบวกค่าขนส่ง ค่าแรงของเรา บวกกำไร จึงได้มาซึ่งราคา แต่หากราคาที่ได้มาสูงมาก เราอาจจำเป็นต้องมีการทำประชาสัมพันธ์ หรือปรับภาพลักษณ์ ให้เข้ากับราคานั้น

3. Place

คือวิธีการนำสินค้าไปสู่มือของลูกค้า หากเป็นสินค้าที่จะขายไปหลายๆแห่ง วิธีการขายหรือการกระจายสินค้าจะมีความ สำคัญมาก หลักของการเลือกวิธีกระจายสินค้านั้นไม่ใช่ขายให้มากสถานที่ที่สุดจะดีเสมอ เพราะมันขึ้นอยู่กับว่า สินค้าของท่านคือ อะไร และกลุ่มเป้าหมายท่านคือใคร เช่นของใช้ในระดับบน ควรจะจำกัดการขายไม่ให้มีมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้เสียภาพ ลักษณ์ได้สิ่งที่เราควรจะคำนึงอีกอย่างของวิธีการกระจายสินค้าคือต้นทุนการกระจายสินค้า เช่นการขายสินค้าใน 7-eleven อาจจะ กระจายได้ทั่วถึง แต่อาจจะมีต้นทุนที่สูงกว่า หากจะกล่าวถึงธุรกิจที่เป็นการขายหน้าร้าน Place ในที่นี้ก็คือ ทำเล ซึ่งก็ควรเลือกที่ ให้เหมาะสมกับสินค้าของเราเช่นกัน อย่าง มาบุญครองกับ สยามเซ็นเตอร์ จะมีกลุ่มคนเดินที่ต่างออกไปและลักษณะสินค้าและ ราคาก็ไม่เหมือนกันด้วยทั้งๆที่ตั้งอยู่ใกล้กัน ท่านควรขายที่ใดก็ต้องพิจารณาตามลักษณะสินค้า

4. Promotion

คือการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อบอกลูกค้าถึงลักษณะสินค้าของเรา เช่นโฆษณาในสื่อต่างๆ หรือการทำกิจกรรม ที่ทำให้คนมาซื้อสินค้าของเรา เช่นการทำการลดราคาประจำปี หากจะพูดในแง่ของธุรกิจขนาดย่อม การโฆษณาอาจจะเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็นเพราะจะต้องใช้เงิน จะมากหรือน้อยก็ ขึ้นกับ ช่องทางที่เราจะใช้ ที่จะดีและอาจจะฟรีคือ สื่ออินเตอร์เนต ซึ่งมีผู้ใช้เพิ่มจำนวนขึ้นมากในแต่ละปี สื่ออื่นๆที่ถูกๆ ก็จะเป็นพวก ใบปลิว โปสเตอร์ หากเป็นสื่อท้องถิ่นก็จะมี รถแห่ วิทยุท้องถิ่น หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น วิธีในการเลือกสื่อนอกจากจะดูเรื่องค่าใช้จ่าย แล้วควรดูเรื่องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วย เช่นหากจะโฆษณาให้กลุ่มผู้ใหญ่ โดยเลือกสื่ออินเตอร์เนต(เพราะฟรี) ก็อาจจะเลือก เวบไซต์ที่ผู้ใหญ่เล่น ไม่ใช้เวบที่วัยรุ่นเข้ามาคุยกัน เป็นต้น

ที่มา : http://www.nanosoft.co.th/maktip01.htm

.............................................................................

4P 4C และ 4F : การตลาดแบบไทย ๆ /ผศ.กิตติ สิรพัลลภ

นักศึกษาหรือผู้ที่เริ่มรู้จัก “การตลาด” คำว่า “4P” ดูเหมือนจะเป็นบทแรกๆ ที่ได้เรียนรู้ และได้ยึดถือกันมาเป็นคัมภีร์ทางการตลาด ยึดถือว่าการจัดการทั้ง 4P นี้ เป็นกลยุทธ์การตลาดที่สำคัญ ฉบับนี้ผมจะเขียนถึงแนวคิดในการจัดการเกี่ยวกับตัว P ทั้ง 4 ตัว และมีเพิ่มอีก 2 ตัว เป็น 6P เปรียบเทียบกับตัว C 4 ตัว ที่เป็นเป้าหมายหลักของการจัดการเกี่ยวกับตัว P ทั้ง 4 ตัว นอกจากนี้ ยังมีอีก 4F ที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผู้บริโภคไทยโดยเฉพาะ

4P และ 4C

………..P ตัวแรกคือ Product สมัยก่อนการทำธุรกิจจะเริ่มต้นคิดว่าเราจะผลิตสินค้า หรือบริการอะไรแล้วนำไปเสนอขายผู้บริโภค ถ้าขายไม่ได้แทนที่จะปรับปรุงสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค กลับมุ่งเน้นที่พนักงานขาย จึงเกิดการยัดเยียดขาย ซึ่งทำให้ธุรกิจถูกมองในแง่ลบ ความคิดนี้ ปัจจุบันเชื่อว่าเป็นความคิดที่ไม่สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ สมัยนี้จุดเริ่มต้นของธุรกิจต้องลืมฝ่ายผลิตไปก่อน คืออย่าเพิ่งเริ่มจากบริษัทเราผลิตอะไรได้ การตลาดต้องเริ่มต้นจากผู้บริโภค นักการตลาดต้องศึกษาผู้บริโภคอย่างจริงจัง ต้องมีข้อมูลผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง หรือที่เรียกว่า “Consumer Insight” งานวิจัยแบบเดิม ๆ ที่เป็นวิจัยเชิงปริมาณอาจได้ข้อมูลของผู้บริโภคไม่ลึกพอ บริษัท ยูนิลิเวอร์ไทย โฮลดิ้ง จำกัด บางครั้งให้พนักงานของบริษัทไปใช้ชีวิตอยู่กับผู้บริโภค เพื่อให้ได้ข้อมูลในเชิงลึก ในเรื่องของชีวิตความเป็นอยู่ สินค้าหรือบริการที่บริโภคอย่างแท้จริง เพราะการตอบแบบสอบถามกับชีวิตจริงอาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เพราะผู้ตอบมักคำนึงถึง “หน้าตา” เวลาตอบ ซึ่งก็คือ เป็นข้อมูลที่เกิดจากการสังเกตนั่นเอง แม้จะไม่ใช่ตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด การวางแผนผลิตภัณฑ์จึงมีเป้าหมายอยู่ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ตรงที่สุด ดังนั้นการจัดการ Product จึงเป็นการจัดการที่เกี่ยวกับการตอบสนอง “Consumer’s Need”

………..P ตัวที่ 2 คือ Price สมัยก่อนฝ่ายที่บันทึกตัวเลข เช่น ฝ่ายบัญชีจะมีบทบาทสำคัญมากในการตั้งราคาสินค้า เพราะการตั้งราคาสมัยก่อนใช้วิธีเอาต้นทุนเป็นเกณฑ์ ทำให้ราคาสินค้าบางครั้งสูงกว่าราคาตลาด และสูงกว่าราคาที่ผู้บริโภครับได้ หรือบางครั้งอาจจะต่ำกว่าที่ผู้บริโภคคาดเดาเอาไว้ ซึ่งทั้ง 2 กรณี ไม่เป็นผลดีต่อบริษัททั้งสิ้น การตั้งราคาควรเริ่มต้นจากผู้บริโภค นักการตลาดต้องกำหนดว่า ราคาใดเป็นราคาที่ผู้บริโภคยอมรับแล้วจึงคำนวณกลับมาหาต้นทุน หลาย ๆ ครั้ง การตั้งราคาต่ำกว่า “ต้นทุนรวม” แต่สูงกว่า “ต้นทุนผันแปร” ทำให้บริษัทมีกำไรมากกว่าการตั้งราคาสูง แต่ขายไม่ได้ การตั้งราคาจึงพิจารณาจาก “Cost of Consumer’s Appreciation” คือ ราคาที่ลูกค้าชื่นชอบ (Consumer’s Appreciation เป็นแนวคิดทางการตลาดที่ผมใช้แทนคำว่า Consumer’ Satisfaction หรือ ความพอใจของลูกค้า แนวคิดของ Appreciation คือ ให้มากกว่าลูกค้าคาดหวัง ซึ่งจะทำให้ลูกค้ารักและศรัทธา ผลของมันมีค่ามากกว่าลูกค้าพอใจ เพราะนอกจากลูกค้าจะซื้อซ้ำ บอกต่อ แล้วยังปกป้อง และรอคอยสินค้าของเราด้วย) ดังนั้น การตั้งราคาสินค้า และการเลือกกลยุทธ์ราคาในการส่งเสริมการขาย ต้องเหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม อาหารชนิดเดียวกันขายที่ห้างเอ็มโพเรียมกับเดอะมอลล์ สามารถตั้งราคาให้แตกต่างกันได้ แต่ต้องมี “ความแตกต่าง” ให้ลูกค้าสัมผัสได้ เช่น ส่วนผสม บรรจุภัณฑ์ หรือตรายี่ห้อ ลูกค้าเอ็มโพเรียมย่อมยินดี“จ่ายราคาที่สูงกว่า”ด้วยความรู้สึกว่าได้บริโภคสินค้าที่ดีกว่า

………..P ตัวที่ 3 คือ Place แนวคิดเดิม การจัดการด้านช่องทางการจัดจำหน่าย จะมุ่งเน้นเรื่องการหาช่องทางการขาย คือหาร้านค้าปลีกให้มากที่สุด ธนาคารจะต้องขยายสาขาให้มากที่สุด ถ้าใช้พนักงานขายก็จะต้องกระจายให้ครอบคลุมพื้นที่ขายให้มากที่สุด การ กระจายร้านค้า หรือสาขาธนาคารเริ่มสะดุดในช่วงก่อนและระหว่างภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะราคาที่ดินสูงขึ้นมากจนทำให้การขยายสาขา หรือร้านค้าในรูปแบบเดิม ไม่คุ้มทุน ประกอบกับกระแสของเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยการจัดการให้สะดวกขึ้น การติดต่อค้าขายทางโทรศัพท์ โทรสาร อินเทอร์เน็ต และแม้แต่การให้บริการ 24 ชั่วโมง เหล่านี้เป็นการตอบสนองความสะดวกที่ผู้บริโภคจะได้รับ การจัดการด้าน Place จึงเป็นการจัดการด้าน “Convenience” ทั้งการซื้อ และการติดต่อกับลูกค้า

………..P ตัวที่ 4 คือ Promotion ในองค์ประกอบของ Promotion ในยุคแรก พนักงานขายจัดว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญมาก ต่อมาเมื่อการสื่อสารพัฒนาขึ้นทำให้เครือข่ายของการสื่อสารครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างขาง ความสำคัญเริ่มไปอยู่ที่การใช้ “สื่อโฆษณา” เช่น ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร เป็นต้น จนในยุคหนึ่งแข่งขันกันสร้างหนังโฆษณาราคาแพง ๆ ออกอากาศด้วยเวลานาน (ยุคหนึ่งนิยมทำหนังโฆษณา 3 นาที) ด้วยความถี่สูง โดยไม่ได้พิจารณา “ประสิทธิผล” ของวิธีการเหล่านี้ ต่อมานักการตลาดเริ่มวิเคราะห์ ความคุ้มค่าของการใช้สื่อ เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไปทำให้การใช้วิธีการเดิมและสื่อเดิมอาจไม่ได้ผล คนดูโทรทัศน์ถือรีโมตคอนโทรลเตรียมเปลี่ยนช่อง คนอ่านหนังสือพิมพ์เลือกอ่านบางหน้า เช่น นวนิยาย หน้าบันเทิง หรือ คอลัมน์สังคม พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้โฆษณาในแบบเดิมๆ ไม่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ นักการตลาดจึงเริ่มพัฒนาสื่อสารการตลาดในรูปแบบและวิธีการใหม่ ๆ เพื่อให้สามารถสร้างความรู้จักในตรายี่ห้อ (Brand Awareness) และสร้างความรู้ ความเข้าใจในตรายี่ห้อ (Brand Knowledge) ได้ ในยุคนี้จึงเป็นยุคของ “Communication” นักการตลาดต้องนึกถึง “จุดติดต่อ” (Contact Point) ใหม่ ๆ เพื่อให้สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ จะเห็นได้ว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่ เสื้อผ้า เครื่องแต่งตัว ของใช้เบ็ดเตล็ด และอื่นๆ อีกมามาย ล้วนใช้เป็นจุดติดต่อในการสื่อสารเรื่องราวเกี่ยวกับสินค้าได้ทั้งสิ้น

สรุปแล้ว 4P เป็นเรื่องของการจัดการ 4C ดังนี้

Product à Consumer ‘s Need

Price à Cost of Appreciation

Place à Convenience to Buy

Promotion à Communication

P ตัวที่ 5 และ 6

………..จริงๆ แล้ว มีนักการตลาดหลายท่านได้นำเสนอ P เพิ่มขึ้นอีกหลายตัว ในบทความนี้จะเน้นอีก 2P ตัวที่ 5 คือ People บุคลากรทางการตลาด คนที่ทำหน้าที่ทางการตลาด ปัจจุบันประกอบด้วยผู้ที่มีความรู้ทางการตลาดโดยตรง และผู้ที่มาจากพื้นความรู้อื่น ซึ่งมีทั้งไปอบรมศึกษาทางการตลาดเพิ่มเติม และอาศัยบริบทจากบริษัท หรือประสบการณ์เป็นแนวทางในการทำงาน การตลาดบางครั้ง คล้าย ๆ กับเป็น “สามัญสำนึก” หรือ “Common Sense” จริง ๆ แล้วมีหลักการซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่เรื่องที่เดาๆ แล้วก็ทำได้ นักการตลาดจะต้องรู้จักเลือกใช้กลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพราะนักการตลาด คือกำลังสำคัญในการที่นำพาบริษัทให้ไปถึงเป้าหมายได้ ผู้ที่มีอัตตาสูง เชื่อมั่นในตนเองมากกว่าเชื่อในข้อมูลผู้บริโภค ไม่น่าจะเรียกว่านักการตลาด เพราะการยึดตัวเองเป็นที่ตั้งเปรียบเหมือนนักธุรกิจยุค “กูแน่” หรือที่ศัพท์ทางการตลาดเรียกพวกนี้ว่า “Product หรือ Production Oriented” นักการตลาดพันธุ์นี้ปัจจุบันยังมีให้เห็นอีกมากมาย นักการตลาดยุคใหม่ไม่ควรจะรู้เฉพาะศาสตร์ทางการตลาด แต่จะต้องรู้ถึงศาสตร์การจัดการด้านอื่นด้วย เพราะปัจจัยทางการตลาดซับซ้อนมากขึ้น และความรับผิดชอบของผู้บริหารการตลาด ไม่ใช่แค่ยอดขายตามที่พยากรณ์ไว้ แต่จะต้องรับผิดชอบไปจนถึง “กำไร” ของบริษัท นักการตลาดยุคใหม่จึงต้องเก่ง “การเงิน” “เทคโนโลยี” และ “การจัดการ” จึงจะเป็นนักการตลาดมืออาชีพ สรุปสั้น ๆว่า คุณสมบัติของนักการตลาดคือ “รอบคอบ รอบรู้ ดูทันสมัย ใฝ่ใจสังเกต มองเหตุการณ์ไกล มีวินัย และจริยธรรม”

………..P ตัวที่ 6 คือ P ที่อยู่ในตัวที่ 5 แต่แยกออกให้เด่นชัด เพราะในทัศนะของผมเป็น P ที่สำคัญที่สุด เป็น P ที่จะกำหนดทิศทางของทั้ง 5P ที่กล่าวมา Pตัวนี้ คือ “President” ประธานกรรมการ หรือ ผู้บริหารระดับสูง หรือที่เรียกว่า “CEO” ถ้าบุคคลนี้ไม่มี หัวใจการตลาด 5P ที่กล่าวมาให้ดีอย่างไร ก็ไม่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับสินค้าได้ เพราะเขาเป็นคนที่มีอำนาจสูงสุดในบริษัท เขาคือผู้กำหนดทิศทางของบริษัท เขาคือผู้อนุมัติกลยุทธ์การตลาด เขาคือผู้อนุมัติงบประมาณการตลาด เขาคือผู้เลือกผู้บริหาร ฯลฯ เขาเหล่านี้ ถ้าจมอยู่กับอดีตอันรุ่งเรือง และไม่เคยคิดจะปรับกลยุทธ์ หรือปรับไม่เป็น ทิศทางของบริษัทจะไปในทางที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก ดังนั้น CEO ควรใช้ความเก่งให้ถูกทาง คือ เอาบทเรียนในอดีต มาเป็นอุทาหรณ์ในการทำงาน หมั่นศึกษาความเปลี่ยนไปของตลาด รวมทั้งศึกษาศาสตร์ และกลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อที่จะเป็นแม่ทัพที่แข็งแกร่ง และสามารถนำพาบริษัทให้รุ่งเรืองได้ตลอดไป

4F การตลาดแบบไทย ๆ

………..การจัดการด้านการตลาดสำหรับลูกค้าไทย นักการตลาดต้องคำนึงถึงตัว F4 ตัว (4F นี้ ได้ยินมาจากพนักงานฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของอีซูซุเชียงราย) ดังนี้

………..1. Face : คนไทยเรื่อง “หน้าตา” เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง นักการตลาดต้องคำนึงถึงกลยุทธ์ที่จะทำให้ลูกค้ามีความภูมิใจ มีความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนสำคัญ เป็นคนพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้านำเสนอได้ว่า “สำคัญกว่า” ลูกค้ารายอื่นๆ ได้ยิ่งจะชนะใจลูกค้ามากขึ้น คนที่มีฐานะดีนั่งเครื่องบินชั้นพิเศษ นอกจากความสบายแล้ว “หน้าตา” ก็มีส่วนสำคัญไม่น้อย กีฬากอล์ฟ การทานอาหารโรงแรมหรู การดื่มไวน์ การจัดงานบวช งานแต่งงาน หรือแม้แต่งานศพที่ยิ่งใหญ่ การใช้รถหรู การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ การใช้สินค้าแบรนด์เนม การแต่งตัวดี เครื่องประดับหรู และเครื่องใช้อื่นๆ ที่ดูดีมีระดับเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่มีเรื่องของ “หน้าตา” เข้ามาเกี่ยวข้องในการตัดสินใจซื้อของคนไทย คนไทยทุกระดับ แม้แต่คนที่มีฐานะทางสังคมไม่สูงเป็นห่วงเรื่อง “หน้าตา” ทั้งสิ้น

………..นอกจากนี้ “Face” ที่แปลว่า “หน้าตา” จะหมายถึงความภูมิใจแล้ว ในอีกความหมายหนึ่ง คือ “ความสวยงาม” ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่นำไปสู่ความภูมิใจ ลูกค้าที่รักสวยรักงามจะตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการที่สวยงาม โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว เปิดบริการเสริมความงาม ในโปรแกรม 10 วัน ราคาครึ่งล้านบาท เพื่อความงามสุภาพสตรี ที่มีรายได้ดี ยินดีจ่ายสำหรับบริการนี้ สถานออกกำลังกาย ธุรกิจสปา เครื่องสำอาง เหล่านี้คือตัวอย่างของสินค้าเพื่อความงาม ซึ่งตลาดโตอย่างรวดเร็ว

………..2. Friend : เพื่อนฝูง คนไทยให้ความสำคัญกับเพื่อนมาก จะเห็นได้ว่ามีการรวมกลุ่มกันทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ คนๆ หนึ่งอาจเป็นสมาชิกของหลายๆ กลุ่ม อิทธิพลของกลุ่ม ทำให้คนในกลุ่มมีพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกัน เกิดการใช้สินค้าและบริการคล้ายๆ กัน มีทัศนคติต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งใกล้เคียงกัน ดังนั้น “กลยุทธ์เพื่อนแนะนำเพื่อน” หรือ “Friend get Friend” หรือ “Member get Member” จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ เพราะถ้าคนหนึ่งในกลุ่มใช้สินค้าหรือบริการใด ย่อมมีแนวโน้มที่สมาชิกคนอื่นในกลุ่มจะใช้สินค้า หรือบริการนั้นๆ ด้วย เนื่องจากคนที่เป็นเพื่อนกันมักจะคบหากับคนที่มีภูมิหลังคล้ายๆ กัน เช่น มีฐานะใกล้เคียงกัน อาชีพเดียวกัน มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน เป็นต้น การใช้ “กลยุทธ์ปากต่อปาก” หรือ “Buzz (Viral) Marketing” เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่เหมาะสม เพราะการที่คนในกลุ่มที่เป็นเพื่อน เป็นนายซึ่งมีความสนิทสนมใกล้ชิดกัน ชักจูงให้ซื้อสินค้าหรือบริการ ย่อมจะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ มากกว่าการได้ยินจากโฆษณา หรือคนอื่นที่ไม่รู้จัก จะเห็นว่าปัจจุบันการใช้ “Web board” ในอินเทอร์เน็ต เป็นเครื่องมือการสื่อสารเพื่อให้เกิด “Buzz Marketing” ที่ได้ผลดีเครื่องมือหนึ่ง นักการตลาดควรคำนึงถึงการหากลุ่มอ้างอิง เพื่อช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการเร็วขึ้น เป็น “Testimonial” คือ “ผู้ใช้สินค้านั้นอย่างแท้จริง”

………..3. Family : ความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงในการกำหนดกลยุทธ์การตลาด การจัดการแคมเปญทางการตลาดที่ มุ่งตรงต่อครอบครัว เช่น การจัดงานเลี้ยงให้แก่ลูกค้าและครอบครัว เป็นกลยุทธ์ที่ดี เพราะคนไทยมักจะไปไหนมาไหนทั้งครอบครัว ถ้าเราเชิญเฉพาะลูกค้า ลูกค้าอาจปฏิเสธเนื่องจากต้องใช้เวลาทำกิจกรรมกับครอบครัว แต่ถ้าเชิญทั้งครอบครัวลูกค้าสามารถมาร่วมงานได้ และยังมีทัศนคติที่ดีต่อบริษัทในฐานะที่ให้เกียรติแก่ครอบครัวเขาด้วย งาน “Family Day” ที่ทางอีซูซุจัดขึ้นสำหรับลูกค้าทั้งครอบครัว กิจกรรม หลายๆ อย่าง ที่ทางยูบีซี จัดให้ครอบครัวลูกค้า เป็นตัวอย่างที่ดี การส่งเสริมการขายที่ให้รางวัลแก่ผู้ชนะด้วยแพ็คเก็จทัวร์แก่ลูกค้าคนเดียว เป็นแคมเปญที่ทำให้ลูกค้าบางคนไม่อยากได้รางวัล เพราะ การไปเที่ยวเขาต้องมีเพื่อนหรือคนในครอบครัวไปด้วย การเป็นสปอนเซอร์รายการที่ส่งเสริมสถาบันครอบครัว บริษัทจะได้ภาพลักษณ์ที่ดีในสังคมไทย

………..4. Fortune : เรื่องโชคลาง ถือเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งสำหรับคนไทยทุกเพศ ทุกวัย ทุกฐานะ และทุกระดับความรู้ คนไทยมักมีคำพูดว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” คนระดับปริญญาเอกไหว้พระราหู คนรวยซื้อรถเบนซ์กำหนดฤกษ์ออกรถตอนตี 3 กับ 33 นาที พนักงานขายรถต้องให้บริการตามฤกษ์สะดวก คุณพ่อคุณแม่หาฤกษ์สำหรับคลอดบุตร แพทย์ต้องเข้าใจและทำคลอดในเวลาที่กำหนด ถ้าสามารถทำได้ โรงพยาบาลต้องจัดทำสถานที่สำหรับตั้งศาลพระภูมิให้มีเนื้อที่กว้างขวาง เพราะคนไข้หรือญาติคนไข้จะนำเครื่องเซ่นมาบนให้คนไข้หายไข้ คนบางคนเปลี่ยนชื่อหลายครั้งจนเพื่อนจำชื่อจริงไม่ได้ บางคนใส่เสื้อบางสีเพื่อให้โชคอำนวยให้ประสบผลสำเร็จ บางคนไม่ตัดผมวันพุธ ทำให้ร้านตัดผมบางร้านงดให้บริการในวันพุธ สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับชะตาราศี เป็นสินค้าและบริการที่ลูกค้าไม่สนใจราคาเท่ากับ “ความเชื่อมั่น” ที่จะได้รับการทำนายโชคชะตา เป็นบริการที่ขายได้ทั้งในภาวะเศรษฐกิจดีและฝืดเคือง พระพรหมหน้าห้างโซโก้สี่แยกราชประสงค์ มีคนเช่าละครรำแก้บนอยู่ตลอดเวลา การสร้างบ้านขายต้องระวังอย่าให้ผิดหลักฮวงจุ้ย ตึกสูงไม่มีชั้นที่ 13 เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่พบเห็นกันอยู่เสมอ นักการตลาดต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดกลยุทธ์การตลาด อย่าตัดสินว่า “ไร้สาระ” และไม่ให้ความสนใจ พนักงานขายที่มีความสามารถในการทำนายโชคชะตา ลูกค้าจะชอบ ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งซึ่งทำให้งานขายสะดวกขึ้น การตั้งชื่อสินค้าต้องระวังอย่าให้พ้องเสียงกับบางภาษาแล้วมีความหมายไปในทางที่ไม่ดี

………..4F ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องเฉพาะของการตลาดแบบไทยๆ เขียนไว้เพื่อเป็นข้อเตือนใจนักการตลาดให้ “เจาะลึก” ถึง “ข้อมูลลูกค้า” ลักษณะเฉพาะของลูกค้าที่เป็นไทยมีมากกว่าที่กล่าวถึง เป็นสิ่งที่นักการตลาดจะต้องค้นหา เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการตลาด ใครมีข้อมูลลึกเท่าไร โอกาสในการชนะย่อมมากเท่านั้น มีข้อมูลครึ่งหนึ่ง เดาครึ่งหนึ่ง หรือมีข้อมูลแบบตื้น ๆ จากการวิจัยตลาดแบบเก่า ๆ ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วสำหรับการที่จะ “ไล่ลูกค้าให้ทัน” และ “สู้กับคู่แข่งขันให้ได้”

ที่มา : http://www.marketeer.co.th/inside_detail.php?inside_id=2030

………………………………………………………………..

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.90.117.167
เขียนเมื่อ Thu Aug 13 2009 18:25:29 GMT+0700 (ICT)

การต่อรองแบบ Win- win

...........สำหรับนักธุรกิจ นักการตลาด การต่อรอง ดูจะเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น ทั้งต่อรองกับคู่ค้า หรือต่อรองกับคู่แข่ง รวมไปถึงต่อรองกับพันธมิตรทางธุรกิจ ที่แต่ละคนต่างก็ต้องการเงื่อนไขที่ดีที่สุด แต่จะต่อรองอย่างไรให้สมใจกันทุกฝ่ายก็ยังคงเป็นเคล็ดลับของนักการตลาดหลายๆ คน คอลัมน์คิดนอกกรอบใน “บิสิเนสไทย” ฉบับนี้จึงขอนำเอาแง่มุมในการเจรจาต่อรอง มาเล่าสู่กันฟังกับ ผู้อ่านทุกท่านครับ เพราะทุกวันนี้ถึงจะมีคนพูดเรื่องนี้กันมาก และมีหนังสือเสนอกลยุทธ์การเจรจาต่อรอง ออกมาสู่ตลาดมากมาย แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่ตรงใจนักการตลาดในวันนี้มากนัก

...........อาจเป็นเพราะทั้งหมด มุ่งเน้นไปที่การ “เอาชนะ” หรือการเจรจาให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยเอาตัวเองเป็นหลัก ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ตรงตามตำราฝรั่งที่แนะนำให้ใช้การเจรจาแบบ “Aggressive Negotiation” คือความมุ่งมั่นที่จะทำให้ได้ โดยอาศัยความเชื่อมั่นในตนเองเป็นหลัก

...........ผมเชื่อฝรั่งเขาทำได้ เพราะวัฒนธรรมของเขา เน้นให้กล้าคิด กล้าเสนอ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ชัดเจน วัดผลได้ทันที การเจรจาของเขาจึงใช้วิธี “รุก” แบบเน้นๆ ตรงประเด็น ซึ่งทั้งหมดนี้ดูจะขัดกับวิถีตะวันออกแบบบ้านเราไปมาก

ด้วยนิสัยถ้อยทีถ้อยอาศัย ชาวเอเชียโดยเฉพาะบ้านเราจึงเน้นการเจรจาในแบบ “Assertive Negotiation” มากกว่า ซึ่งเป็นทางสายกลาง คือไม่ก้าวร้าว แต่ไม่นิ่งเรียบจนเกินไป กลายเป็นความกระตือรือร้นที่จะแสดงถึงความตั้งใจในขบวนการการเจรจา

ประเด็น สำคัญอยู่ที่การใช้ทางสายกลางแบบนี้ไม่ใช่เพื่อชนะฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น แต่เป็นการเจรจาเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกเห็นด้วยและรู้สึกมีส่วนร่วมกับ เรา จนรู้สึกว่าการเจรจานี้อาจมีความสามารถที่จะนำไปสู่ความสำเร็จร่วมกันใน อนาคตได้

การเจรจาในแบบ Assertive นี้จะเน้นที่ความรู้สึกร่วมกันในแง่ผลประโยชน์ นั่นคือความรู้สึกแบบ Win-Win ที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ เพราะหากเราทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราเอาเปรียบเขา เขาก็จะไม่อยากคุยกับเรา

...........ตรงกันข้ามกับการทำให้ลูกค้ารู้สึกได้เปรียบ โดยมีตัวเราเป็นองค์ประกอบสำคัญ เขาก็ย่อมเลือกเจรจากับเรา

หลักการ เจรจาแบบ Win-Win นี้ต้องเริ่มต้นที่การรู้จักฟัง เพื่อศึกษาความต้องการของคู่เจรจาและต้องรู้จักวิเคราะห์ความต้องการที่แท้ จริงของเขา เพื่อหาทางใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญของเราในการสร้างข้อได้เปรียบให้กับ เขา

ที่สำคัญที่สุดจึงเป็นการเตรียมตัวก่อนการเจรจา ก่อนไปพบใครจึงควรศึกษาก่อนว่าเขามีจุดเด่น จุดดีอะไร เรามีธุรกิจอะไรกับเขามาก่อนหรือไม่ แล้วค่อยเริ่มต้นต่อไป ซึ่งต้องซ้อมว่าจะเข้าไปพูดอะไร อย่างไรจะทำให้เขาสนใจอย่างไร ซึ่งจะมีเทคนิคที่จะทำให้เกิดความกลมกลืน

นอกเหนือจากนั้น ก็เป็นหลักการสำคัญอีก 4 ข้อ เริ่มจาก

1. ทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับเรา

...........ซึ่งต้องเริ่มต้นด้วยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า และให้เกิดความรู้สึกต้องการความร่วมมือกัน

หากเราเป็นฝ่ายเสนอ แล้วเริ่มต้นที่ความกระตือรือร้นในการขาย บางทีอาจเกิดผลเป็นตรงกันข้าม แทนที่จะขายได้กลับกลายเป็นขายไม่ได้ เช่น เสนอว่า บริษัทเรามีการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา 5-7% จากยอดขายทั้งหมด ใช้เวลา 2 ปีครึ่งจึงค้นคว้าสินค้านี้ออกมาได้ ลูกค้าอาจจะคิดว่าลงทุนวิจัยมาก สินค้าต้องแพงมาก และใช้เวลาค้นคว้านาน สินค้าที่ออกมาจะทันสมัยหรือไม่ เพราะลูกค้าไม่ได้คิดทางเดียวกับเราเสมอไป

...........เราต้องจับประเด็นว่าลูกค้ากับเราตรงกันที่จุดไหน อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าสนใจที่สุด และอะไรเกี่ยวข้องกับลูกค้า แล้วเราสามารถที่จะเสนอให้ลูกค้าได้ ไม่ใช่พูดว่าเรามีอะไร แต่ไม่ได้พูดว่าเขาต้องการอะไร และเรามีอะไร เราจึงต้องศึกษาก่อน และต้องให้ลูกค้ารู้สึกว่าสิ่งที่เราพูดเป็นประโยชน์กับเขา และถ้าเราเริ่มต้นให้เขารู้สึกว่าไม่เข้าเรื่อง เขาจะไม่อยากคุยด้วย โอกาสที่จะประสบความสำเร็จจะไม่มี

2. มองหาสถานการณ์ที่เอื้อให้เกิด Win-Win

...........โดยกระบวนการการเจรจาต้องเริ่มที่การอ่านทุกคำพูดของลูกค้า และ การโต้ตอบจะเปิดสัญญาณให้เรารู้ถึงสิ่งที่เขาสนใจและต้องการ รวมถึงสิ่งที่จะทำให้เขาตัดสินใจได้อยู่ตรงไหน

...........เราต้องรู้จักคำว่า “ให้” และทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกว่า เขาทำธุรกิจกับเราแล้วมีโอกาสสำเร็จ มีโอกาสชนะ ความสำเร็จของลูกค้าจึงหมายถึงความสำเร็จของเรา และในกระบวนการการเจรจา เราต้องใช้กลยุทธ์นี้เป็นหลัก โอกาสสำเร็จก็จะง่ายขึ้น

3. รู้จักฟังและรู้จักเทคนิคที่จะถามเพื่อให้เกิดความเข้าใจในตัวลูกค้า

...........และต้องรู้ว่าลูกค้าคิดอะไร และเข้าใจความหมายของคำพูดลูกค้า ซึ่งเทคนิคการถาม ต้องใช้ให้ถูก บางครั้งต้องใช้คำถามเปิด บางครั้งใช้คำถามปิด หรือคำถามที่มีตัวเลือก ลูกค้าจะรู้สึกว่าเรามีหลักการ จับประเด็นได้ เข้าใจเขาง่าย ในที่สุดลูกค้าจะเชื่อมั่นเรา

4. รู้ค่าของการปฏิเสธ

...........เพราะแม้ว่าเงื่อนไขที่ดีที่สุดคือ ประสบความสำเร็จและได้ธุรกิจมาในการเจรจาครั้งแรก แต่ก็เกิดแบบนั้นไม่ง่ายนัก เพราะเราต้องมีการนัดหมายหลายครั้ง ซึ่งบางครั้งการปฏิเสธก็อาจเป็นการเปิดช่องว่างให้เรานัดเพื่อเจรจาครั้งต่อ ไป

จากการปฏิเสธครั้งแรก เราต้องกระตือรือร้นที่จะติดต่อกลับไป และติดตามเรื่องให้ถึงที่สุด และที่สำคัญที่สุดคือ แม้จะไม่ได้ธุรกิจมา ก็ต้องสร้างความรู้สึกให้เขาสบายใจและรู้สึกคุ้มค่าที่ได้เจรจากับเรา รวมทั้งเห็นคุณค่าในตัวเรา

...........การถูกปฏิเสธจึงไม่ใช่ผลทางลบเสมอไป แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเชื่อมต่อกันในอนาคตได้ ถ้าหากทำให้คู่เจรจาเกิดความรู้สึกว่า คุยกับเราแล้วได้เนื้อหาสาระไป และเรามีความเข้าใจเขาอย่างเต็มที่ ซึ่งอาจเป็นโอกาสให้กับธุรกิจของเราในอนาคตได้

ทั้ง 4 ข้อนี้ถึงจะไม่ใช่สูตรสำเร็จ แต่ก็เป็นแนวทางง่ายๆให้นักการตลาด โดยเฉพาะเจ้าของธุรกิจ SMEs ได้ลองเอาไปปรับให้เข้ากับแนวทางของตัวเองได้ ซึ่งหวังว่าจะได้สร้าง Win-Win และพิชิตใจลูกค้าได้มากขึ้น

ที่มา : http://www.pattanakit.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=538707059&Ntype=121

……………………………………….

51 ข้อคิดที่ทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น และช่วยให้เราทำแต่สิ่งที่ดี มีประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ดังนี้

1. ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจ ควรจะปรึกษาผู้อื่นที่ไว้ใจได้

2. อย่าลืมเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้อื่นด้วย

3. เอาใจเขามาใส่ใจเรา

4. มั่นในในตนเอง กล้าคิด กล้าพูด และกล้าทำ ในสิ่งที่ดี

5. อย่าโทษตนเอง อย่าโทษคนอื่น แต่ให้คิดหาเหตุผลว่าเพราะอะไร

6. อย่ามองคนที่หน้าตา หรือรูปลักษณ์ภายนอกของเขา

7. อย่าโกหกถ้าคุณคิดว่าคุณเป็นคนผิด และต้องขอโทษเป็นด้วย

8. รู้จักเปิดใจให้กว้าง

9. ให้ในสิ่งที่ผู้อื่นอยากได้ หรือไม่มี

10. ตอนแทนกลับเมื่อได้รับของจากผู้อื่น เมื่อมีโอกาส คงไม่มีใครอยากเป็นผู้ให้ เพียงฝ่ายเดียว

11. รู้จักวางแผนอนาคตของตนเอง

12. อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเสียเปล่า

13. อย่าเก็บอดีตมาทำร้านตนเอง แต่ควรเรียนรู้จากมัน

14. คิดถึงส่วนรวมให้มาก โดยเฉพาะชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

15. อย่าใช้อารมณ์ตัดสิน แต่จงใช้ความคิดในการตัดสินใจ

16. รู้ตัวเสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่

17. ให้อภัยแต่ตนเองและผู้อื่น

18. ไม่มีใครเลย ที่ไม่เคยทำผิด

19. อ่านแล้วคิด คิดแล้วค่อยลงมือทำ

20. อย่ารอคอยในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

21. กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ หมั่นเติมให้คนอื่นแล้ว เขาจะกลับมาเติมให้คุณเอง

22. อย่ากลัวในสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงมันไม่ได้

23. อย่าคิดว่าเขาไม่โทรมาหาคุณ คุณก็ไม่จำเป็นต้องโทรไปหาเขาเช่นกัน

24. ในความรัก ไม่มีคนแพ้ หรือ คนชนะ ตลอดไป

25. ดูแลบิดามารดา ให้ดีก่อนที่จะไม่มีโอกาส

26. คำพูด พูดออกไปแล้ว เรียกกลับมาไม่ได้ แต่ขอโทษได้ เพื่อเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น

27. คำพูดให้กำลังใจคนได้ ปลอบใจคนได้ และยุให้คนทะเลาะกันก็ได้ ทำให้คนฆ่ากันตายได้ จงใช้คำพูดในทางที่ถูกต้อง

28. ร่างกายไม่ใช่เครื่องจักร ให้มันได้พักผ่อนซะบ้าง

29. คุณซื้อนาฬิกาได้ แต่คุณซื้อเวลาให้กับตนเองไม่ได้

30. ทำทุกอย่างให้ตนเองมีความสุข แต่อย่าบนความทุกข์ของผู้อื่น

31. ใครเป็นคนทำให้คุณมีชีวิตขึ้นมาบนโลกนี้ ตอบแทนเขาบ้างหรือยัง

32. ตอนนี้มีใครคอยคุณอยู่หรือเปล่า ถ้ามีกลับไปหาเขาซะบ้าง

33. ไม่มีกฏหมายใดห้ามให้ของขวัญในวันธรรมดา ไม่ต้องรอให้ถึงวันสำคัญ หรือวันเกิด จึงจะให้ของขวัญกับเพื่อนได้

34. เพื่อนให้ขนมคุณมา คุณดีใจมั้ย หรือดูเพียงว่าขนมนั้น ราคาเท่าไหร่

35. เหล้าทำให้คุณลืมเรื่องร้ายๆ ได้ชั่วคราว แต่เพื่อนแท้ซักคน ทำให้คุณลืมมันได้ตลอดชีวิต

36. คุณไม่ใช่คนที่โชคดีที่สุด และก็ไม่ได้โชคร้ายที่สุด

37. คุณว่าเพชรงามที่ภายใน หรือที่ป้ายราคา

38. หอกที่แทงมาจากข้างหลัง อันตรายกว่าธนูที่ยิงตรงมาทางด้านหน้าเสมอ

39. ทำใจยอมรับกับสิ่งต่างๆ ล่วงหน้าไว้บ้างก็ดี

40. ตัวคุณมีคุณค่าเสมอ อยู่ที่คุณจะดึงมันออกมาใช้ได้หรือเปล่า

41. คุณใช้งานร่างกายมากี่ปีแล้ว เคยดูแลมันบ้างไหม

42. อย่าไว้ใจใครเกินไป ระวังไว้บ้างก็ดี

43. คนโง่ที่สุดยังฉลาดในบางเรื่อง คนฉลาดที่สุดก็ยังโง่ได้ในหลายเรื่องเช่นกัน

44. ไม่มีอะไรเสียเวลามากไปกว่า การคิดย้อนหลังไปแก้ไขอดีต

45. ความสำเร็จที่ผ่านความล้มเหลว ย่อมหอมหวานกว่ากันหลายเท่า

46. ไม่มีอะไรช้าเกินไปที่จะทำตามที่ฝัน

47. ถ้าไม่เคยหิว ย่อมไม่ซาบซึ้งถึงรสของความอิ่ม

48. อันตรายที่สุดของชีวิตคนเรา คือ การคาดหวัง

49. อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่

50. ถ้าคุณไม่ลองก้าว จะรู้หรือไม่ว่าหนทางข้างหน้าเป็นอย่างไร

51. เราไม่จำเป็นต้องเก่งไปทุกอย่าง แต่ให้สนุกกับงานทุกชิ้นที่ทำ

ที่มา : http://thaig.informe.com/forum/51-u-ui-u-uu-u-ui-ue-u-uu-u-u-u-u-uo-a-u-n-a-uo-dt543.html

…………………………………………………….

นางสาวสิริวิมล ศาลาจันทร์
IP: xxx.24.48.42
เขียนเมื่อ Sat Aug 15 2009 20:49:07 GMT+0700 (ICT)

ครั้งที่ 5 วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม 2552

            สำหรับการเรียนในครั้งนี้เน้นเรื่องของ การใช้ทฤษฎีเกมเพื่อการตัดสินใจในการวางกลยุทธิ์ (Using Game Theory to think and decision strategy) ซึ่งโดยสรุปจากการเรียนรู้ครั้งนี้ทำให้ได้ทราบแนวคิดต่างๆ ดังนี้

ประเภทของการแข่งขันตามแนวคิดของทฤษฎีเกม  คือ การตัดสินใจว่าทำ /ไม่ทำ เลือก/ไม่เลือก  เป็นการตัดสินใจที่พิจารณาอำนาจต่อรองเป็นสำคัญ ซึ่งมีภาวะต่างๆกันดังนี้

• Dominant Strategy เป็นการตัดสินใจก่อนว่าเราจะได้ประโยชน์มากที่สุด

• Dominated Strategy ตัดสิ่งไม่จำเป็น หรือผลประโยชน์ที่น้อยออกไปก่อนเลือก

.Zero sum Game เรามีอำนาจการต่อรองสูงกว่า คู่แข่งมีอำนาจน้อยกว่า สามารถเลือกได้

• Positive sum Game เป็นการตัดสินใจเลือกที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

•Negative sumGame เป็นการตัดสินใจเลือกที่แพ้ทั้งคู่

โดยแบบที่นิยมใช้ในการตัดสินใจเลือกทำ คือ Positive sum Game เพราะเป็นแบบที่ชนะทั้งคู่ ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย จึงเป็นแบบที่มีความสบายใจในการเลือก สามารถนำไปใช้ในสถานศึกษาได้เช่นกัน โดยเฉพาะในเรื่องของการพัฒนางานในสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นงานวิชาการ งานบริหาร หรืองานงบประมาณ ผู้บริหารควรคำนึงเลือกตัดสินใจโดยเลือกแบบ Positive sum Game นี้ก่อนเป็นสำคัญ  โดยควรแนวคิดหลักสำคัญของทฤษฎีเกม  อันได้แก่  การตัดสินใจนั้นต้องดีที่สุด รู้เขารู้เรา พิจารณาอำนาจการต่อรองในขณะนั้น วิเคราะห์ทางเลือก และวิเคราะห์ผลที่ดีที่สุดที่จะได้รับ  

นอกจากทฤษฎีเกมที่เป็นแนวคิดในการพิจารณาทางเลือกที่ดีที่สุดในการทำ หรือไม่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว แนวคิดที่น่าสนใจอีกแนวคิดหนึ่ง คือ ยุทธวิธีของนายพลเพ็ตตัน โดยได้ให้แนวคิดเป็นกฎ 7 ข้อ คือ

กฎข้อที่ 1 จงควบคุมกองทรายไว้ให้ได้ นั่นคือ ควบคุมพื้นที่ที่บริหารไว้ให้คงอยู่ต่อไป อย่าให้ถูกรุกร้ำหรือรุกรานจากใครๆได้

กฎข้อที่ 2 เลือกคู่แข่งที่จะโจมตีให้ชัด

กฎข้อที่ 3 คาดการณ์ยุทธศาสตร์ของคู่แข่งล่วงหน้า

กฎข้อที่ 4 วาดภาพคู่แข่ง

กฎข้อที่ 5 จัดการยุทธศาสตร์คู่แข่ง

กฎข้อที่ 6 สลายขอบเขตความเป็นเลิศของคู่แข่ง

กฎข้อที่ 7 เลือกคู่แข่งของคุณ  อย่าให้คู่แข่งเลือกคุณ

เรียกได้ว่ากฎทั้ง 7 ข้อนี้เป็นกฎที่เตือนให้ผู้บริหารรู้จัก “มองการณ์ไกล” และไม่ประมาทในการบริหารอยู่เสมอ

นอกจากได้เรียนรู้แนวคิดในการบริหารสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ ทั้ง 2 แนวคิดนี้แล้วยังได้เรียนรู้แนวคิด และยุทธวิธีในการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ยุทธวิธีบริหารแบบทำสงคราม  ยุทธวิธีการป้องกันตลาดของผู้นำ มิติการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ฯลฯ  ซึ่งทุกๆแนวคิดที่เรียนทำให้ผู้เรียนได้ทราบว่าการคิดแบบนักบริหารมืออาชีพ นอกจากวิเคราะห์ภายในองค์กรตน แล้วต้องวิเคราะห์ภายนอกองค์กรด้วย  โดยเป็นการวิเคราะห์ที่ต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง และมีหลักการ ไม่ใช่การวิเคราะห์เพียงข้างเดียว เรียกได้ว่าคุณสมบัติที่สำคัญมากๆ ของการจะเป็นผู้บริหารมืออาชีพได้ คือ “การมีวิสัยทัศน์” นั่นเอง

ขอเสนอทัศนะส่วนตัวในเรื่องของการคิด วิเคราะห์เพื่อบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศ นอกจาก ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและเท่าทันโลกแล้ว สิ่งสำคัญควรต้องมีกระบวนการและขั้นตอนที่เป็นระบบด้วย โดยคิดว่าการบริหารงานโดยมุ่งไปที่วิสัยทัศน์ของสถานศึกษา  นำพาสถานศึกษาให้บรรลุตามภารกิจ บรรลุตามจุดประสงค์ ทำให้วิสัยทัศน์เป็นรูปธรรมขึ้นมาตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  การนำเอาหลักธรรมาภิบาลมาสู่การบริหารน่าจะเป็นวิธีการหลักที่สำคัญที่ผู้บริหารควรยึดใช้

นางสาวสิริวิมล ศาลาจันทร์
IP: xxx.24.48.42
เขียนเมื่อ Sat Aug 15 2009 21:13:32 GMT+0700 (ICT)

ครั้งที่ 6 วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม 2552

            สำหรับการเรียนในครั้งนี้เป็นการเรียนที่ต่อยอดจากคาบที่ในเรื่องของการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงกลยุทธิ์ เพื่อการพิจารณาสู่การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศเชิงการสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน โดยได้เน้นย้ำเกี่ยวกับแนวคิดในการใช้ทฤษฎีเกมเพื่อการตัดสินใจในการวางกลยุทธิ์ (Using Game Theory to think and decision strategy) พร้อมกับการพิจารณาองค์ประกอบสู่การวางแผน และตัดสินใจวางกลยุทธิ์ต่างๆเพิ่มเติม แนวคิดสำคัญที่เพิ่มเติมเข้ามา คือ เรื่องของการคำนึงถึงความต้องการของลูกค้า (Customer Value Thinking) เป็นสำคัญ เพราะลูกค้าเป็นลุคลเป้าหมายของการดำเนินงานขององค์กรเสมอทุกๆองค์กร และลูกค้าเป็นบุคคลที่มีความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับทางเลือกที่ลูกค้าจะมีได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ผู้บริหารต้องสร้างให้เกิดกับองค์กร คือ ความภักดีต่อองค์กร (Brand Royalty) โดยการจะสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาให้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้บริหารควรผลักดันให้เกิดขึ้นในองค์กรให้ได้

            การสร้างความภักดีต่อองค์กร (Brand Royalty) เป็นเรื่องที่ต้องทำขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม หรือปัจจัยแข่งขันต่างๆ โดยการที่จะสร้างความภักดีต่อองค์กร (Brand Royalty) ให้ได้นั้นต้องมีการวินิจฉัยองค์กรในมิติต่างๆ ซึ่งมีเครื่องมือที่สำคัญได้แก่ การทำ SWOT และการพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับโลก ระดับการแข่งขัน และระดับองค์กร

            ทั้งนี้คุณสมบัติของผู้บริหารที่ดี ที่จะนำพาสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศได้นั้น ควรประกอบด้วย

๑.  เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ การใช้สติปัญญานั้น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ เมื่อมีสติปัญญาดีก็เกิด

๒. เป็นผู้มีสังคมดี คำว่าสังคมดีคือจะต้องมีลักษณะของการเป็นผู้นำที่มีอารมณ์มั่นคงมีวุฒิภาวะ มีความเชื่อมั่นในตนเองมีความสนใจและใช้กิจกรรมต่าง ๆ อย่างกว้างขวางเพื่อประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน

๓. เป็นผู้ที่มีแรงกระตุ้นภายใน คือมีจิตสำนึกเกิดขึ้นในตัวของผู้นำ เป็นแรงกระตุ้นที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ต่อแรงจูงใจที่จะโน้มน้าวให้ผู้ปฏิบัติงานมีความปรารถนาที่จะทำงานตรงนั้นให้เกิดความสำเร็จ

๔. เป็นผู้ที่มีทัศนคติที่ดีและมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี  ตระหนักในคุณค่าและศักดิ์ศรีของตัวเอง ของลูกน้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคน มองโลกในแง่ดีในการที่จะทำให้กิจการต่าง ๆ ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย

ทั้งนี้ได้มีนักวิชาการให้ความเห็นว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่ดีต้องมีคุณสมบัติในตัวเอง ๗ ประการ คือ

                        — รู้หลักการ คือ รู้หน้าที่ รู้กฎกติกาที่เกี่ยวข้อง และต้องตั้งมั่นในหลักการนั้น

                        — รู้จุดหมาย และต้องมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในจุดหมายนั้น

                        — รู้ตน รู้ว่าตนเองเป็นใคร อยู่ในสถานะใด มีความสามารถ ความถนัด สติปัญญาอย่างไร กำลังแค่ไหน

                        — รู้ประมาณ คือ รู้จักความพอดี รู้จักขอบเขต ขีดขั้นความเหมาะสมที่จะจัดทำในเรื่องต่างๆ

                        — รู้กาล คือ รู้จักเวลา เช่นรู้ลำดับ ระยะ จังหวะ ปริมาณความเหมาะสมของเวลา รู้จักการวางแผนใช้เวลา

                        — รู้ชุมชน คือ รู้สังคมทั้งในขอบเขตที่กว้างขวาง จนถึงชุมชนรอบตัว

                  — รู้บุคคล คือ รู้จักคนที่ร่วมงาน และคนที่ใช้บริการ เพื่อปฏิบัติต่อเขาให้ถูกต้อง

            โดยการที่จะนำพาสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศ ได้แก่ ต้องมีการการคิดแบบโลกาภิวัตน์ (Thinking Globally)   เล็งเห็นเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม (Appreciating Cultural Diversity) และมีการพัฒนาความชำนาญทางด้านเทคโนโลยี (Developing Technology Savvy) โดยการสร้างคู่ค้าธุรกิจและพันธมิตร (Building Partnerships and Alliances) ทั้งยังสร้างการมีส่วนร่วมในการเป็นผู้นำ (Sharing Leadership) อีกด้วย

นางสาวสิริวิมล ศาลาจันทร์
IP: xxx.24.44.122
เขียนเมื่อ Thu Aug 20 2009 22:31:19 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนรู้ ประจำวันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม 2552

                สำหรับวันนี้เป็นการนำเสนออารัมภบททางวิชาการของแต่ละคน  โดยได้นำเสนอบทความเกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศ ซึ่งมีรูปแบบการนำเสนอ คือ สรุปบทความ ---- ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ---- สรุปในแบบแนวคิดของนักศึกษา ซึ่งการได้ค้นคว้าและนำเสนอบทความวิชาการในรูปแบบนี้มีประโยชน์ทั้งในแง่ของการให้ความรู้ และความคิด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ และเป็นพื้นฐานต่อการทำการวิจัยต่อไปได้ โดยขอสรุปการนำเสนอของแต่ละคน ดังนี้ค่ะ

คนที่ 1 นางสาวสิริวิมล  ศาลาจันทร์ เรื่อง “โรงเรียนสมบูรณ์แบบ”

สาระสำคัญ

                โรงเรียนสมบูรณ์แบบ คือ โรงเรียนที่มีสังคม บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้เป็นโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ มีความพร้อมในด้านทรัพยากรวัตถุ เทคโนโลยี งบประมาณ และทรัพยากรบุคคล สามารถจัดการศึกษาได้อย่างดี ทั้งในด้านการบริหารจัดการและการจัดการเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนมีคุณภาพสูงตามมาตรฐานกำหนด และได้รับการพัฒนาอย่างครบถ้วนทุกด้าน เป็นคนดี คนเก่ง มีความสุข เป็นโรงเรียนที่สามารถจัดการศึกษาได้สนอง สอดคล้องความต้องการของชุมชน เป็นที่ชื่นชมของชุมชน รวมทั้งเป็นโรงเรียนที่สามารถเป็นแบบอย่างในการให้ความช่วยเหลือชุมชนและโรงเรียนอื่นในชุมชนได้

องค์ประกอบของโรงเรียนสมบูรณ์แบบ คือ ผู้เรียน  ครู บุคลากร สิ่งแวดล้อม ทรัพยากร รัฐบาล และกระบวนการ/ขั้นตอนสู่การเป็นโรงเรียนสมบูรณ์แบบ ทั้งนี้ในแต่องค์ประกอบที่สำคัญในการพัฒนาสู่ความเป็นโรงเรียนสมบูรณ์แบบนั้น มีตัวชี้วัดทางสถิติที่สำคัญ เพื่อเป็นการประเมินผลงานด้วย  เรียกได้ว่า แนวคิดเรื่องโรงเรียนสมบูรณ์แบบนี้ เป็นแนวคิดที่มีรายละเอียดของกระบวนการปฏิบัติรอบด้าน เพื่อให้ผู้บริการสถาบันการศึกษาและผู้เกี่ยวข้อง สามารถนำแนวคิดไปสู่การปฏิบัติได้อย่างครบถ้วน

วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

1.       แนวคิดการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศที่เป็นทฤษฏีการบริหารจากต่างประเทศ

                Ä การบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศโดยแนวคิดการใช้โรงเรียนเป็นฐาน 

                vเป็นแนวคิดในการบริหารโรงเรียนที่ริเริ่มในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งได้รับอิทธิพลจากกระแสการบริหารแนวใหม่ในทางธุรกิจที่เน้นความพึงพอใจของผู้รับบริการ

                vเน้นหลักการกระจายอำนาจ หลักการมีส่วนร่วม หลักการคืนอำนาจการจัดการศึกษาให้ประชาชน หลักการบริหารตนเองและหลักการตรวจสอบและถ่วงดุล

จากฐานข้อมูลการวิจัย สังกัดหน่วยงานวิจัยและประเมินผล กระทรวงศึกษาธิการได้นำเสนอปัญหาและข้อเสนอแนะที่ได้จากประสบการณ์การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในต่างประเทศปัญหาที่สำคัญ คือ

        1) ใช้เวลาในการทำงานเพิ่มขึ้นในแต่ละวันและส่วนใหญ่ต้องใช้เวลา 5 ปีขึ้นไป กว่าจะเห็นผล 

        2) ความคาดหวังของโรงเรียนจะมีมากใน 2 ปีแรก เมื่อมีอุปสรรคและใช้เวลามากจะขาดความกระตือรือร้น 

        3) คณะกรรมการโรงเรียนบางแห่งยังขาดคุณสมบัติที่เหมาะสม บางชุมชนหาคนมาเป็นกรรมการได้ยาก 

        4) ความขัดแย้งระหว่างโรงเรียน ครู และชุมชน

                ข้อเสนอแนะที่สำคัญ คือ

1)  รัฐต้องมีความจริงใจในการกระจายอำนาจ 

2) เขตพื้นที่การศึกษาต้องทำหน้าที่ประสานงาน เชื่อมโยง อำนวยความสะดวก

สนับสนุนและประชาสัมพันธ์ให้โรงเรียนมีความเข้มแข็ง และสามารถบริหารจัดการด้วยตนเองได้ 

3) โรงเรียนต้องปรับแนวทางการทำงานใหม่   จากการคอยรับนโยบายและคำสั่งมา

เป็นการบริหารจัดการด้วยตนเอง โดยความร่วมมือกับครูผู้ปกครองและชุมชน ต้องพัฒนาคณะกรรมการโรงเรียนให้มีความรู้ ความสามารถในการบริหารโรงเรียนได้

2.       แนวคิดการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศที่เป็นแนวคิดที่เหมาะกับบริบทสังคมไทย

Ä การบริหารสถานศึกษาตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542

Jได้บัญญัติในเรื่องการบริหารสถานศึกษาไว้ในหมวดที่ 5 โดยสาระสำคัญ คือ เน้นเรื่องการกระจายอำนาจทางการศึกษา และการให้องค์กรทางสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาร่วมกับสถานศึกษาเป็นสำคัญ

J วิชัย  ตันศิริ ได้ให้ข้อคิดเห็นในเรื่องผลกระทบ ที่อาจเกิดการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาจากส่วนกลางไปยังสถานศึกษาไว้ ดังนี้

            - การกำหนดนโยบาย

                - การจัดโครงสร้างองค์การ

                - งบประมาณ

                -ความพร้อมของหน่วยงานส่วนกลางในระดับกระทรวงและคณะกรรมการต่างๆ

                -ความพร้อมของหน่วยงานระดับเขตพื้นที่

                - ความพร้อมของสถานศึกษา

                -คณะกรรมการสถานศึกษา

                -การเชื่อมโยงระหว่างสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

                -ภาระงานของครูและผู้บริหาร                                            

-การตรวจสอบ     

                -การจัดการเรียนการสอนและผลการเรียน       

-เวลา

J สรุปความคิดเห็นของ วิชัย  ตันศิริ คือ การบริหารสถานศึกษาภายใต้หลักการกระจายอำนาจตามแนว พรบ.การศึกษาฯ ต้องคำนึงถึงความพร้อมของส่วนกลาง และโรงเรียนเป็นสำคัญ

Ä การบริการสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามแนวโรงเรียนวิถีพุทธ

โรงเรียนวิถีพุทธ  คือ  โรงเรียนระบบปกติทั่วไปที่นำหลักธรรมพระพุทธศาสนามาใช้ หรือประยุกต์ใช้ในการบริหาร และการพัฒนาผู้เรียนโดยรวมของสถานศึกษา  เน้นกรอบการพัฒนาตามหลักไตรสิกขา อย่างบูรณาการ

ไพศาล สุริยะวงศ์ไฟศาล ได้กล่าวไว้ใน คอลัมภ์การศึกษา หนังสือพิมพ์มติชนรายสัปดาห์ ฉบับวันที่ 4 พฤศจิกายน 2548 ในบทความที่ชื่อว่า คิดที่แตกต่าง : วิถีพุทธ:ศีล สมาธิ ปัญญา  โดยได้กล่าวโดยสรุปว่า การจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศของสถานศึกษาที่แท้จริงนั้น ต้องมีพื้นฐานมาจากการมุ่งพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ โดยยึดหลักปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า ไตรสิขกา 3 มาเป็นแนวทาง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด และแนวปฏิบัติของโรงเรียนวิถีพุทธนั่นเอง

แนวคิดของผู้ศึกษาอารัมภบท

สิ่งสำคัญที่จะพัฒนาให้โรงเรียน กลายเป็นโรงเรียนสมบูรณ์แบบได้นั้น ประกอบไปด้วย           

1.     ผู้เรียน

2.     ผู้บริหารและบุคลากรในโรงเรียน

3.     ชุมชน

4.     รัฐบาล คือ นโยบาย การสนับสนุน ประเมินผลและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

5.     พุทธธรรม คือ ทุกๆกระบวนการดำเนินงานต้องอยู่ภายใต้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา คือ เน้นหลักการเรียนรู้แบบไตรสิกขา และมีความเจริญ พัฒนาตามหลักคุณธรรม จริยธรรมด้วย

โดยผู้ศึกษาได้เสนอเป็นคำกลอนสำหรับการดำเนินการสู่โรงเรียนสมบูรณ์แบบที่ว่า

“ ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  ผู้บริหารทำงานเหมาะสม  ชุมชนมีส่วนร่วมในกิจการ

 รัฐบาลผลักดันต่อเนื่อง  ทุกๆเรื่องอยู่ภายใต้พุทธธรรม”

 

คนที่ 2 สมบัติ  แซ่แบ๊  เรื่อง “โรงเรียนบรรจบรักษ์ โรงเรียนจริยธรรม ยึดหลัก เรียนรู้อย่างมีความสุข”

สาระสำคัญ

                โรงเรียนบรรจบรักษ์ ก่อตั้งเมื่อปี 2537 มีวิสัยทัศน์ คือ “บุคคลิกเด่น เน้นคุณธรรม ปัญญาบรรเจิด  ผลเลิศความสุข” ซึ่งมีความสอดคล้องกับ พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542

วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

-          แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารตนเอง ซึ่งได้แก่ หลัก PDCA ซึ่งมี 4 ขั้นตอน คือ

o   Plan การวางแผน

o   Do ขั้นปฏิบัติตามแผน

o   Check ขั้นทบทวนและประเมินผล

o   Act ขั้นปรับปรุงแก้ไข

-          อ.ทิศนา แขมมณี ได้กล่าวว่า ระบบการเรียนการสอนมีความสำคัญในการช่วยให้การดำเนินการต่างๆ สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมาย

-          ระบบที่ใช้ในปัจจุบันมี 2 ระบบ คือ

o   Systematic thinking

นางสาวสิริวิมล ศาลาจันทร์
IP: xxx.24.44.122
เขียนเมื่อ Thu Aug 20 2009 22:34:47 GMT+0700 (ICT)

((เนื้อความต่อเนื่องจากด้านบน))

o   System approach การคิดเชิงระบบ

-          ปอ.ประยุตโต กล่าวว่า โรงเรียนพัฒนาไปสู่ความเป็นเลิศได้ ขึ้นกับ “ผู้บริหาร” เป็นสำคัญ โดยคุณลักษณะของผู้นำที่ควรมีได้แก่

o   คุณลักษณะภายใน คือ มีคุณธรรม จริยธรรม มีเหตุผล มีสติปัญญา มีวิสัยทัศน์ มีความตื่นตัว มีความอดทนเข้มแข็ง

o   คุณลักษณะภายนอก

แนวคิดของผู้ศึกษาอารัมภบท

โรงเรียนบรรจบรักษ์                    เรียนรู้อย่างมีความสุข อันประกอบด้วย

                                - ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

                                - ประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

                                - ใช้หลัก PDCA

                                - มีการพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศ (การจัดการ การเท่าทันโลก การพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาบุคลากร การพัฒนากิจกรรมนอกหลักสูตร ฯลฯ)

คนที่ 3 นายกระแสชัยพฤกษ์ เพ็ชรหนูน  เรื่อง “ทรรศนะของครูต่อการบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โรงเรียนบางซื่อ กทม.

สาระสำคัญ

                พบว่าผลการศึกษา

-          นักเรียนและครูมีระดับความเห็นด้วยมากที่สุด ในเรื่องการจัดการเรียน การสอน และเรื่องงบประมาณ (มีการใช้งบประมาณเป็นไปตามแผน และตรวจสอบได้)

-          ทรรศนะของครูอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุดในเรื่องการบริหารงานทั่วไป

วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

-          การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน

o   เป็นแนวคิดที่ยึดหลักการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ส่วนภูมิภาค

o   มีผู้เกี่ยวข้องที่ต้องมีส่วนร่วมในการจัดการ ได้แก่ ผู้บริหาร ครู ชุมชน ฯลฯ

แนวคิดของผู้ศึกษาอารัมภบท

                การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเป็นรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนที่เป็นไปตาม พรบ.การศึกษาฯ เน้นเรื่องการกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วม รวมถึงการบริหารตนเอง โปร่งใส ตรวจสอบได้เป็นหลัก ซึ่งการใช้หลักการบริหารแบบใช้โรงเรียนเป็นฐานนี้จะมีประสิทธิภาพดี หรือไม่ดีนั้น ควรมีการผนวกเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปด้วย

                สรุปว่า SBM เป็นนวตกรรมใหม่ที่น่าจะมีความเหมาะสมต่อการบริหารสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

คนที่ 4  พระศักดิ์ชัย   ปภงกโร  เรื่อง “วิเคราะห์ Benchmarking สู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา”

สาระสำคัญ

-          Benchmarking เป็นศัพท์ทางธรณีวิทยา โดยหมายถึง เก่งที่สุด หรือดีที่สุดในระดับโลก, วิธีการที่กระทำเพื่อให้ถึงความเป็นเลิศของสถานศึกษา โดยการหา Best Practice โดยไม่เอาตัวอย่างจากองค์กรที่สูงมากจนเกินไป มาเปรียบเทียบกับบริษัทของตน

วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

-          Benchmarking เป็นการวิเคราะห์ภายในองค์กรของตนเองเท่านั้น

-          Benchmarking มีหลักการในการวิเคราะห์หลายประการ เช่น การรักษาความลับ  ไม่ยึดคิดกับการประสบความสำเร็จในอดีต อย่าหยิ่งผยองในความเป็นองค์กร แต่เน้นเรื่องการสร้างพันธมิตรในการก้าวสู่ความเป็นเลิศ

-          Benchmarking ควรทำในทุกๆองค์กร มีขั้นตอน คือ กำหนดจุดมุ่งหมาย วางแผน กำหนดบทบาท บอกกล่าวผู้เกี่ยวข้อง กำหนดแผนปฏิบัติการ ดำเนินการ ประชุมแลกเปลี่ยน ประเมินผล

-          ข้อควรระวัง คือ อย่าเน้นเพียงแค่การเปรียบเทียบ

-          ลักษณะสำคัญของ Benchmarking คือ หาข้อเท็จจริง เครื่องมือใช้ได้อย่างง่ายๆ

-          แนวทางการทำ Benchmarking คือ สามารถทำได้หลายแนว เช่น แนวนอน แนวตาข่าย ฯลฯ

-          ข้อดีของการทำ Benchmarking คือ มีการพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด

แนวคิดของผู้ศึกษาอารัมภบท

                การทำ Benchmarking เป็นการกระทำที่ต้องเน้นความร่วมมือของทุกคนในองค์กร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในการพัฒนาองค์กรสูงสุด

คนที่ 5  นายอธิป  อัศวพิริยานนท์  เรื่อง “ผู้บริหารกับการสร้างโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ ”

สาระสำคัญ และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

-          การจัดการศึกษาในท้องถิ่น นอกจากนำองค์ความรู้ในท้องถิ่นมาสอน ต้องสร้างความผูกพัน และความเป็นเจ้าของในท้องถิ่นนั้น ๆ (มีจิตสำนึกที่ดีของท้องถิ่น)

-          ระบบการจัดการศึกษาโดยใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง เป็นระบบที่มีมานานแล้ว แต่เพิ่งนำแนวคิดมาจัดระบบ และสร้างความเด่นชัดในรูปแบบ

-          จากบทความเรื่อง โรงเรียนคุณภาพ สานฝันให้เป็นจริง ซึ่งได้สรุปว่า ความเป็นเลิศของโรงเรียนนั้น การบริหารสถานศึกษา ก็เหมือนกับการผลิตสินค้า คือ ต้องมีทรัพยากรและระบบบริหารจัดการ ต่างกันที่สถานศึกษาไม่สามารถตัด หรือ ทำลายผลผลิตที่เสียหายได้ (ไม่สามารถตัดผู้เรียนออกจากระบบได้)

-          ในเรื่องการประกันคุณภาพการศึกษา ซึ่งมีการประกันคุณภาพภายในและภายนอก

แนวคิดของผู้ศึกษาอารัมภบท

                โรงเรียนที่จะสามารถบริหารจัดการสู่ความเป็นเลิศได้ ต้องประกอบด้วย

-          ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์

-          มีบุคลากรที่พร้อม

-          มีเป้าประสงค์

-          มีสิ่งแวดล้อมที่ดี

-          มีหลักสูตรที่ดี

-          มีการเสริมแรงทางบวก

-          มีทิศทางความก้าวหน้าตามการปฏิบัติงานของผู้เรียน

-          มีการส่งเสริมผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง

-          มีส่วนร่วมระหว่างบ้านและโรงเรียน

ต้องมีเพิ่มเติม ตามแนวคิดของผู้ศึกษา คือ

-          ต้องสร้างความตระหนักในเรื่องความรู้สึกสำนึกรักบ้านเกิด ให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้มาพัฒนาบ้านเกิดได้อย่างแท้จริง

-          ต้องปลูกฝังให้ผู้เรียนมีความเป็นผู้เรียนที่ต้องการที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต (คือ ให้ความคิดด้วย ไม่ใช่ให้ความรู้อย่างเดียว)  รักในการเรียนรู้ตลอดเวลา

-          ผู้บริหารและบุคลากรต้องมีความตระหนักต่อสังคม คือ มุ่งเน้นการผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพได้จริง ไม่ใช่ อะไรไม่ดีก็คัดทิ้ง หรือโยนความผิดให้คนอื่นอย่างเดียว

-          สถานศึกษาต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เช่น ควรมีความถี่ในการประกันคุณภาพให้มากขึ้น

สรุป สิ่งสำคัญในการพัฒนาโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศได้นั้น คือ ต้องปลูกฝังให้นักเรียนเป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ขณะเดียวกันผู้บริหาร บุคลาการและชุมชนก็ต้องสร้างความตระหนัก และเป็นแบบอย่างให้กับนักเรียนด้วย

 

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.90.116.113
เขียนเมื่อ Sun Aug 23 2009 22:06:28 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร อาจารย์ ดร.กิรติ ยศยิ่งยง

..............................................................................

อาตมภาพ พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005

ศาสนศาตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ปีการศึกษา 2552

..................................................................................

การบริหารสถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

การบรรยายครั้งที่ 7 ....วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2552

---------------------------------------------------------------------

อารัมภบทวิชาการ

……………………………………………...

บทสรุปของบทความวิชาการ

เรื่อง

Benchmarking สู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา

ของ

ดำรง มาตี๋

Benchmarking เป็นการค้นหาจุดเด่นจุดด้อยในองค์กรของเรา โดยใช้วิธีเปรียบเทียบกับองค์กรอื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าหรือองค์กรที่เป็นผู้นำ จากนั้น นำข้อมูลที่วิเคราะห์ได้มาปรับปรุงองค์กรของเราให้ดียิ่งขึ้น เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเปรียบเทียบระหว่างกัน เพื่อให้เห็นจุดแตกต่าง หรือ ช่องว่าง (Gap) ระหว่างสภาพ/ ความสามารถของตนเอง กับผู้ที่เหนือกว่า หรือเก่งกว่านั่นเองอย่างไรก็ตาม ความสำคัญของ Benchmarking นั้นไม่ได้หยุดอยู่ที่การรับรู้ว่าตนเองอ่อนด้อย หรือห่างชั้นกว่าผู้ที่เก่งที่สุด (The Best) มากน้อยแค่ไหนเท่านั้น หากแต่ยังรวมไปถึงว่า The Best เหล่านั้นทำอย่างไร (How) จึงเก่งกาจเช่นนั้นได้ และเรียนรู้วิธีการเพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศ หรือเหนือกว่าในด้านนั้นๆ โดย Benchmarking เป็นเครื่องมือช่วยให้องค์กรเดินไปสู่เป้าหมายได้อย่างตรงจุดและชัดเจน

การนำ Benchmarking มาใช้ในสถานศึกษา สถานศึกษาเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดการศึกษา และเพื่อให้การพัฒนางานเพื่อเข้าสู่มาตรฐานทั้ง 3 ด้าน คือ 1. มาตรฐานด้านการบริหารโรงเรียน

2. มาตรฐานด้านการเรียนการสอน

3. มาตรฐานด้านคุณภาพนักเรียน

ผู้บริหารโรงเรียน ครู คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้เกี่ยวข้อง จึงควรแสวงหาเทคนิค วิธีการที่ถูกต้อง มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตามสภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่น และ Benchmark คือ วิธีการหนึ่งที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาเพื่อเข้าสู่มาตรฐานที่กำหนดได้อย่างมีคุณภาพ

กระบวนการทำ Benchmarking ในสถานศึกษา

แนวการปฏิบัติการนำไปใช้ในสถานศึกษา ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้

1. การวางแผน (ทำอะไร)

2. การค้นคว้าวิจัยและเก็บข้อมูล (ดูเรา-ดูเขา)

3. การวิเคราะห์หาสาเหตุของข้อแตกต่าง (ของเรา-ของเขา)

4. ลงมือปฏิบัติปรับปรุงกระบวนการใหม่และแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ และกลับไปขั้นที่ 1 ในด้านอื่นๆใหม่ เพราะเป็นกระบวนการต่อเนื่อง

กำหนดขอบเขตวางแผนการทำ Benchmark

โดยเริ่มต้นหมุนวงจร PDCA ให้ละเอียดรัดกุม ว่าวงจร PDCA ที่หมุนอันแรกจะต้องปรับปรุงแก้ไขในพารามิเตอร์ใดบ้าง ทำไม อย่างไร โดยการตอกย้ำ-ซ้ำ-ทวน อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ความชัดเจนของทีมงาน ให้มองภาพรวมเดียวกันและไม่มีข้อกังขา รู้เท่ากัน เหมือนกัน และมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ดังภาพ

ขั้นตอนในการ Benchmark

ประกอบไปด้วยช่วงเวลา(Phase) ที่สำคัญ 5 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 การวางแผน (Planning) เป็นการกำหนดขอบเขตพื้นที่ในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นการกำหนดขอบเขต วางแผน และระดับความสำคัญในการดำเนินงาน

ระยะที่ 2 การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นการสร้างความเข้าใจในเชิงลึกเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน หรือกระบวนการขององค์กร และธุรกิจที่นำมาเปรียบเทียบ

ระยะที่ 3 การบูรณาการ (Integration) เป็นการกำหนดเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลง และพัฒนา ซึ่งจะสอดคล้องกับกลยุทธ์และการวางแผนขององค์กร

ระยะที่ 4 การปฏิบัติ (Action) เป็นการแปลงแนวคิดและผลการศึกษา ให้เป็นการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการพัฒนาตามแนวทาง Benchmark

ระยะที่ 5 การเติบโตเต็มที่ (Maturity) เป็นการนำ Benchmark เข้าไปในทุกกระบวนการ ซึ่งจะต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องอันสืบเนื่องมาจากการก้าวขึ้นเป็นผู้นำแล้ว

วิธีการปฏิบัติที่ดีที่สุดที่นำไปสู่ความเป็นเลิศ

ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ได้ดังนี้

Benchmarking>>>>>Benchmark>>>>>Best Practices

ความสำคัญของ Benchmarking จึงอยู่ตรงที่ทำให้องค์กรมีแนวทางที่จะเดินไปถึงเป้าหมายอย่างชัดเจน เพราะใช้องค์กรของผู้นำเป็นตัวเปรียบเทียบ นำมาวิเคราะห์และปรับปรุงให้เหมาะสมกับองค์กรก่อนนำไปใช้

Benchmarking จึงเป็นเครื่องมือบริหารสำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาและปรับปรุงการทำงานเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าอย่างเป็นระบบ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดการพัฒนาให้ทัดเทียม กับองค์กร หรือประเทศที่อยู่ในแนวหน้าของเวทีโลก

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.90.116.113
เขียนเมื่อ Sun Aug 23 2009 22:12:15 GMT+0700 (ICT)

10 วิธีพลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส (สู้+ไม่ยอมแพ้)

โดยเว็บไซต์สมาคม จิตวิทยาอเมริกา (APA) มีคำแนะนำเรื่อง "10 วิธีพลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส (สู้ + ไม่ยอมแพ้)" หรือ "10 ways to build resilience (= 10 วิธีสร้างความสามารถในการพลิกฟื้นหลังวิกฤต)" เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2552 - 0:07:00

(1). Make connections = สร้างความสัมพันธ์

• ไม่ว่า ชีวิตจะสูงขึ้นหรือต่ำลง... สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การมีญาติสนิทมิตรสหายที่ดี ยุคนี้ดีกว่ายุคไหนๆ ตรงที่ว่า คนเรามีมิตรภาพได้ทั้งออฟไลน์ (off-line = ชีวิตจริงนอกอินเตอร์เน็ต) และออนไลน์ (online = ชีวิตบนอินเตอร์เน็ต)

• อาจารย์ หมอบุญนำ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเขียนไว้ในจุลสารสภานักศึกษา มอ. ประมาณปี 2525 ว่า คนที่มีพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือญาติสนิทมิตรสหายดีเปรียบเสมือนคนที่ที่ "ที่พิงหลัง" พบวิกฤตอะไรก็พอกลับไปลี้ภัยได้ ระบายได้ เปรียบคล้ายกันชน (buffer) ทำให้ชีวิตมีทางออกในยามวิกฤต ทำให้ล้มได้ยาก

• การ มีญาติสนิทมิตรสหายดีๆ อย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้จักบ่มเพาะมิตรภาพให้งอกงามด้วย เช่น รู้จักแสดงความชื่นชมคนรอบข้างอย่างน้อยวันละครั้ง ไปเยี่ยมเยียนพร้อมของฝากหรือข่าวดีบ้าง ฯลฯ

(2). Avoid seeing crises as unsurmountable problems = หลีกเลี่ยงการมองวิกฤตว่า เป็นทางตัน (ไม่มีทางออก)

• ควรฝึก มองโลกในหลายมุมมอง เมื่อมีข่าวดีเข้ามา... ให้ลองมองหาข่าวร้ายที่มักจะแฝงมาด้วย เมื่อมีข่าวร้ายเข้ามา... ให้ลองมองหาข่าวดีที่มักจะแฝงมาด้วยเสมอ

• ปัญหา (ชีวิต) มีไว้ให้แก้ ไม่ใช่มีไว้ให้เรายอมจำนน กล่าวกันว่า ดาบดีเพราะผ่านร้อนผ่านหนาว

• การ ทำดาบเมื่อก่อนจะเผาไฟ ตีๆๆๆๆ ชุบน้ำ ทำให้เหล็กมันร้อนๆ หนาวๆ อย่างนี้หลายๆ ครั้ง ดาบจึงจะแกร่ง ชีวิตที่ผ่านอุปสรรคมามาก (และยืนหยัด ไม่ยอมแพ้) มักจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

(3). Accept that change is a part of living = ยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

• ชีวิตมักจะประกอบด้วยส่วนที่เราควบคุมได้ และส่วนที่เราควบคุมไม่ได้... หน้าที่ของเราคือ ทำส่วนที่เราควบคุมได้ให้ดีที่สุด

• อย่าไปกังวล หมกมุ่นกับส่วนที่เราควบคุมไม่ได้มากเกินไป เพราะถึงกังวลก็ทำอะไรกับส่วนนี้ไม่ได้

• เมื่อ ทำส่วนที่เราควบคุมดีที่สุด แล้ว ขอให้มั่นใจว่า เราทำเต็มที่แล้ว ได้เท่าไรก็เท่านั้น เพราะนั่นคือ อะไรที่ดีที่สุด เต็มแรง เต็มกำลังของเราแล้ว... ที่เหลือก็ต้องใช้ยา "ทำใจ" กันบ้างละ

(4). Move towards your goal = ก้าวไปสู่เป้าหมาย

• ความสำเร็จใหญ่ๆ มักจะมาจากความพยายามเล็กๆ หลายๆ ครั้ง แน่นอนว่า มักจะต้องผ่านการล้มลุกคลุกคลาน เดินหน้าถอยหลังหลายครั้ง

• คนที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวคือ คนที่ยืนหยัดได้บ่อย ได้นาน และพร้อมจะเริ่มต้นใหม่บ่อยๆ ไม่ว่าจะล้มเหลวกี่ครั้งก็ตาม

(5). Take decisive actions = ทำจริง ไม่โลเล

• คนที่ประสบความ สำเร็จมักจะหาข้อมูลรอบ ด้านมาประกอบการตัดสินใจปัญหา ตัดสินด้วยความมั่นใจ (decisive) และลงมือทำ (actions) ไม่หลีกลี้หนีปัญหา ซื้อเวลา แต่จะตัดสินใจ และลงมือทำ และ "ทำจริง"

(6). Look for opportunities for self-recovery = มองหาโอกาสแห่งการพลิกฟื้นกลับคืนมา

• คนที่ประสบความสำเร็จมักจะเป็นคนที่มีวินัยในการควบคุมตัวเองสูง เชื่อมั่นในการลงมือทำอะไรดีๆ

• ตัวอย่าง เช่น ถ้าป่วยหนักก็เป็นคนไข้ที่ดี ทำตามที่พยาบาลหรือหมอแนะนำ ไม่กล่าวร้ายชะตากรรมว่า เป็นของคนอื่น ฯลฯ เช่น พยายามทำกายภาพบำบัดให้ความแข็งแรงกลับคืนมา จะได้หายไวๆ ฯลฯ

• ผู้ เขียนสังเกตว่า คนไข้มะเร็ง คนไข้เบาหวานที่อาการแย่ลงไปเรื่อยๆ ฯลฯ ส่วนหนึ่งจะมองโลกในแง่ร้าย เช่น มักจะโทษว่า อาการที่เลวลงเป็นผลจากยา โทษพยาบาล โทษหมอ แต่ไม่มองความประพฤติที่ไม่ดีของตัวเอง เช่น เป็นเบาหวานแต่ละโมบโลภมาก กินลำไยคราวละ 2-3 กิโลกรัม ฯลฯ

(7). Nurture a positive view of yourself = ทะนุถนอมมุมมองด้านบวก

• พัฒนาตัว เองและใส่ใจสุขภาพ เพื่อให้ตัวเรามีศักยภาพสูงพร้อมรับวิกฤตเสมอ เช่น ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ นอนให้พอ กินอาหารครบทุกหมู่พอประมาณ เรียนรู้เรื่องใหม่อยู่เสมอ ฯลฯ

• นอก จาก นั้นควรฝึกทำอะไรดีๆ เป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะการฝึกทำ "อะไรๆ" ให้ดีขึ้นคราวละเล็กละน้อย เช่น ถ้าเป็นคนขับรถก็ต้องเรียนรู้วิธีดูแลรักษารถ วิธีซ่อมรถ วิธีขับรถ ฯลฯ ให้ดีขึ้นทุกๆ วัน เป็นการต่อยอดองค์ความรู้ทุกวัน

• ไม่ ว่าจะทำงานอะไร... ควรถามตัวเองเสมอว่า วันนี้เราทำอะไรได้ดีกว่าเมื่อวานหรือเปล่า ปีนี้เราทำอะไรได้ดีกว่าปีก่อนๆ หรือเปล่า มีทางใดที่จะทำให้ดีขึ้นไปกว่านี้อีกหรือไม่ แล้วเราจะเก่งขึ้น มั่นใจในตัวเองขึ้น พร้อมที่ฝ่าฟันวิกฤตมากขึ้นเรื่อยๆ

(8). Keep things in perspective = ใช้มุมมองที่มีเหตุผล

• มองโลก ให้กว้างและไกลออกไป โดยใช้มุมมองที่มีเหตุผล โดยลองเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือว่า ถ้าวิกฤตครั้งนี้หนักที่สุดจะเป็นอย่างไร และตรงกันข้าม... ถ้าเบาที่สุดจะเป็นอย่างไร และหาทางผ่อนหนักให้กลายเป็นเบา

• การฝึกทำงานอาสาสมัครส่วนใหญ่จะช่วยให้คนเรามองโลกกว้างขึ้น และพบเห็นคนอื่นที่ลำบากกว่าเราอีกเยอะแยะ

• ตัวอย่าง เช่น ถ้าเราเคยไปในเขตพายุนาร์กิสจะพบว่า หมู่บ้านบางแห่งมีคนก่อนพายุ 300 คน หลังพายุเหลือ 30 คน แถมบ้านยังพังเกือบหมด บ่อน้ำก็เต็มไปด้วยน้ำเค็ม ฯลฯ ยิ่งเห็นโลกมากขึ้นเท่าไร... ภัยพิบัติของเราก็จะดูเล็กลงไปเรื่อยๆ

• ตรง กัน ข้ามถ้าวันๆ เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องของเราคล้ายๆ กับการ "พายเรือในอ่าง"... น้ำในอ่างจะยิ่งใหญ่ (ในความคิดของเรา) ราวกับพายุถล่มโลกทีเดียว

• ฝรั่ง มีคำกล่าวว่า ในบรรดาการทำให้คน "เสียคน" ไม่มีอะไรจะเกินการตามใจเด็กอย่างไม่มีขอบเขต และเรียกเด็กที่ถูกตามใจคนเคยว่า เป็นพวก 'spoiled child' หรือเด็กที่ถูกทำลาย เนื่องจากเด็กที่ถูกตามใจมากๆ มักจะเสียคน เช่น โตขึ้นมาก็ติดยาเสพติด หรือกลายเป็นคนที่ "ไม่รู้จักพอ" ฯลฯ

(9). Maintain a hopeful outlook = รักษาความหวังไว้

• ไม่ว่าจะสูญเสีย อะไรในชีวิต... สิ่งที่ควรรักษาไว้เสมอคือ "ความหวัง (hope)" เพราะคนที่ยังมีความหวังได้ชื่อว่า เป็นคนที่ยังมี "อนาคต"

• ประสบการณ์ ของคนที่รอดจากภัยพิบัติหนักๆ มาได้ ไม่ตายทั้งๆ ที่น่าจะตายตอบตรงกันว่า อยู่ได้เพราะความหวัง เช่น อยากจะกลับไปอยู่กับลูก อยากจะทำอะไรดีๆ ให้มากกว่านี้ ฯลฯ

(10). Take care of yourself = ใส่ใจสุขภาพด้วย

• ไม่ว่า วิกฤตจะใหญ่เท่าฟ้าหรือจะเล็กกว่า เส้นผม... สิ่งที่ไม่ควรลืมคือ อย่าลืมเอาใจใส่ตัวเองทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ เช่น กินอาหารสุขภาพพอประมาณ ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ นอนให้พอ ฯลฯ

• เรื่องที่ไม่ควรทำคือ อย่าทำร้ายตัวเองด้วยการอดข้าว การกินมากเกิน หรือการดื่มเหล้า ฯลฯ

• ถ้า เครียดจนเกินไป... การปรึกษาหมอใกล้บ้านอาจจะช่วยได้ แต่ขออย่าทำตัวเป็นคนขี้บ่นมากเกิน เช่น คนไข้บางคนบ่นตั้งแต่รั้ว (บ่นกับ รปภ.) บ่นกับห้องบัตร บ่นกับพยาบาล บ่นกับหมอ... บ่นๆๆๆ จนหมอปวดหัว เขียนใบสั่งยาผิดพลาด หรือบ่นจนญาติพี่น้องหนีหายไปหมด (พบบ่อยในคนสูงอายุ) ฯลฯ

ไม่ว่าวิกฤต จะหนักเพียงไร... วิกฤตนั้นก็มาคู่กับโอกาสเสมอ ซึ่งก็เป็นธรรมดาของโลกที่ว่า ข่าวดีมักจะมาคู่กับข่าวร้าย และข่าวร้ายมักจะมาคู่กับข่าวดี เราจะมองโลก ในแง่ดีแบบท่านเติ้ง เสี่ยว ผิงก็ได้... ท่านกล่าวว่า "หลังพายุ... ท้องฟ้าจะแจ่มใส" หรือหลังวิกฤตมักจะมีโอกาสตามมา

http://www.unlimited-knowledge.com/Index/Content.aspx?ContentID=515

"No bird soars too high if he soars with his own wings."

ไม่มีนกตัวใดบินสูงเกินไปถ้ามันบินด้วยปีกของมันเอง

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที่ 2 ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.90.116.113
เขียนเมื่อ Sun Aug 23 2009 22:13:56 GMT+0700 (ICT)

บทสรุป

- การพัฒนาทักษะความคิดเพื่อการปรับปรุงงาน ต้องเริ่มที่ใจ ทำใจ เปิดใจ ตั้งใจ

- ต้องปรับทัศนคติทั้งของตัวเองและลูกน้องให้สนใจที่จะคิดเพื่อปรับปรุงงาน

- ต้องพัฒนาทักษะความคิดทั้งของตัวเองและลูกน้อง

- วิธีที่ 1 โดยการตั้งใจว่า จะทำวันนี้ให้ดีกว่าวันก่อน จะทำงานนี้ให้ดีกว่างานที่แล้ว จะทำเรื่องนี้ให้ดีกว่าเรื่องที่แล้ว

- วิธีที่ 2 โดยการถามตัวเองอยู่เสมอว่า

1. งานในหน้าที่ ทำครบถ้วน ถูกต้อง รวดเร็ว ไม่ผิดพลาด ไม่บกพร่องแล้วหรือยัง

2. วิธีทำให้เร็ว ให้มาก ให้สะดวก ให้สมบูรณ์ กว่านี้ มีหรือไม่

3. จะทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือทหารผ่านศึก ได้มาก ได้สะดวก ได้รวดเร็ว กว่านี้อีก

4. หน่วยงานอื่นที่ทำงานลักษณะเดียวกับเรา เขาทำอย่างไร

- วิธีที่ 3 โดยการใช้หลักอริยสัจสี่พิจารณาทุกเรื่อง (หรือหัวข้อการเขียนข้อพิจารณาของฝ่ายอำนวยการ)

1. ทุกข์ - ปัญหา (มีข้อขัดข้องอะไรในการทำงาน)

2. เหตุให้เกิดทุกข์ - ข้อเท็จจริง (ข้อขัดข้องนั้นเกิดจากอะไร)

3. ทางสู่ความดับทุกข์ - ข้อพิจารณา (มีทางแก้ข้อขัดข้องอย่างไรบ้าง)

4. วิธีการพ้นทุกข์ - ข้อเสนอ (ทางแก้ข้อขัดข้องที่ดีที่สุดคืออะไร)

- ต้องคิดบ่อย ๆ ทำบ่อย ๆ จึงจะเกิดความชำนาญ

- หลักการปรับปรุงงาน ได้แก่

1. ลดขั้นตอน 6. ใช้สายการบังคับบัญชา

2. รวมงานลักษณะเดียวกัน 7. ใช้เทคโนโลยี

3. บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ 8. ทำงานได้โดยต่อเนื่อง

4. กระจายการบริการให้เพียงพอ 9. จัดระบบจัดระเบียบ

5. ระดมทรัพยากร 10. รับฟังความคิดเห็น

...................................................

นางสาวยุพิน แซ่เฮี๊ยบ
IP: xxx.9.135.81
เขียนเมื่อ Mon Aug 24 2009 01:06:52 GMT+0700 (ICT)

เรียน อ.ดร. ยงยุทธ ยศยิ่งยง การเรียนครั้งนี้เป็นการเรียนเมื่อวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2552 ซึ่งเป็นการทบทวนให้กับผู้ศึกษา เป็นกลยุทธ์ของการวางแผนเพื่อความเป็นเลิศ (ตามสถานการณ์และโอกาส)

ปัจจุบันผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ (Vision) กว้างไกลและมีความสำนึกในเรื่องของส่วนรวม มีปณิธาน (Wish) คือ การตั้งความปรารถนาหรือความมุ่งหวังที่จะทำประโยชน์แก่ส่วนรวม ควบคู่ไปกับการวางแผนในลักษณะต่างๆ ดังนี้

1. วัตถุประสงค์ (Objective) คือจุดมุ่งหมายปลายทางที่องศ์การต้องการหรือเกิดจากความประสงค์ของผู้ถือหุ้นและพนักงาน

วัตถุประสงค์เป็นตัวกำหนดความต้องการอย่างกว้างๆ

2. กลยุทธ์ (Strategy) คือ การวางแผนหลักเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานขององค์การว่าควรหรือไม่ควรดำเนินการอะไรบ้างเพื่อให้เกิดผลดีที่เป็นข้อได้เปรียบ

3. นโยบาย (Policy) คือ หลักการที่กำหนดขึ้นเพื่อเป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติ

4. แผน (Plan) แนวทางหรือวิธีการหรือกลุ่มของแผนงานรวมโครงการและกิจกรรมต่างๆ

5. แผนงาน (Program) คือ แผนที่รวมนโยบายหรือวีปฏิบัติงาน วิธีการทำงาน มาตรฐานงาน และส่วนประกอบอื่นๆ เพื่อให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์

6. โครงการ (Project) คือ กลุ่มของกิจกรรมที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน อาจเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะคราวมีช่วงเวลาการดำเนินที่แน่นอน

7. วิธีปฏิบัติงาน (Procedure) มีลักษณะเป็นแผนที่บ่งให้เห็นถึงระเบียบที่กำหนดไว้ในการดำเนินงาน เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานให้ถูกต้องรวดเร็ว

8. วิธีการทำงาน (Method) มีรายละเอียดมากกว่าวีการปฏิบัติงาน เปรียบเสมือนคู่มือหรือเครื่องมือที่เป็นสื่อในการทำงานแต่ละประเภทให้ประสบความสำเร็จ

9. มาตรฐานงาน (Standard) คือ เกณฑ์ที่ใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดว่ามีการพัฒนาตามแผนที่วางไว้หรือไม่ โดยเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานจริงกับแผนที่คาดไว้ว่าตรงกันหรือไม่ มาตรฐานงานวัดได้ในรูปของคุณภาพของงาน

ปริมาณของงาน ต้นทุน และเวลาที่ใช้

10. งบประมาณ คือแผนงานที่บอกถึงความสัมพันธ์ของกิจกรรมรวมเวลาและค่าใช้จ่าย แสดงออกเป็นตัวเลข

นางสาวยุพิน แซ่เฮี๊ยบ
IP: xxx.9.135.81
เขียนเมื่อ Mon Aug 24 2009 01:13:05 GMT+0700 (ICT)

เรียน อ.ดร. ยงยุทธ ยศยิ่งยง การเรียนครั้งนี้เป็นการเรียนเมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2552 ดิฉันต้องกราบขออภัยอาจารย์เป็นอย่างมากที่ไม่สามารถมาเรียนในวิชาของอาจารย์ได้เพราะไม่สบายมาก แต่ก็ได้ติดตามถามงานจากเพื่อนๆ

คนที่1นางสาวสิริวิมล ศาลาจันทร์ โรงเรียนสมบูรณ์แบบ

โรงเรียนสมบูรณ์แบบ คือ โรงเรียนที่มีสังคม บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้เป็นโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ มีความพร้อมในด้านทรัพยากรวัตถุ เทคโนโลยี งบประมาณ และทรัพยากรบุคคล สามารถจัดการศึกษาได้อย่างดี ทั้งในด้านการบริหารจัดการและการจัดการเรียนรู้

องค์ประกอบของโรงเรียนสมบูรณ์แบบ คือ ผู้เรียน ครู บุคลากร สิ่งแวดล้อม ทรัพยากร รัฐบาล และกระบวนการ/ขั้นตอนสู่การเป็นโรงเรียนสมบูรณ์แบบ

การบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศโดยแนวคิดการใช้โรงเรียนเป็นฐาน

คนที่2 นายสมบัติ แซ่เบ๊ โรงเรียนบรรจบรักษ์ โรงเรียนจริยธรรม ยึดหลัก เรียนรู้อย่างมีความสุข

ก่อตั้งเมื่อปี 2537 มีวิสัยทัศน์ คือ “บุคคลิกเด่น เน้นคุณธรรม ปัญญาบรรเจิด ผลเลิศความสุข” ซึ่งมีความสอดคล้องกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542

คนที่3 นายกระแสชัยพฤกษ์ เพ็ชรหนูน ทรรศนะของครูต่อการบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โรงเรียนบางซื่อ กทม.

นักเรียนและครูมีระดับความเห็นด้วยมากที่สุด ในเรื่องการจัดการเรียน การสอน และเรื่อง งบประมาณ (มีการใช้งบประมาณเป็นไปตามแผน และตรวจสอบได้)

ทรรศนะของครูอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุดในเรื่องการบริหารงานทั่วไป

สรุปว่า SBM เป็นนวัตกรรมใหม่ที่น่าจะมีความเหมาะสมต่อการบริหารสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

คนที่4 พระศักดิ์ชัย ปภงฺคโร วิเคราะห์ Benchmarking

Benchmarking เป็นศัพท์ทางธรณีวิทยา โดยหมายถึง เก่งที่สุด หรือดีที่สุดในระดับโลก, วิธีการที่กระทำเพื่อให้ถึงความเป็นเลิศของสถานศึกษา โดยการหา Best Practice โดยไม่เอาตัวอย่างจากองค์กรที่สูงมากจนเกินไป มาเปรียบเทียบกับบริษัทของตน

คนที่5 นายอธิป อัศวพิริยานนท์ ผู้บริหารกับการสร้างโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ

การจัดการศึกษาในท้องถิ่น นอกจากนำองค์ความรู้ในท้องถิ่นมาสอน ต้องสร้างความผูกพัน และความเป็นเจ้าของในท้องถิ่นนั้น ๆ (มีจิตสำนึกที่ดีของท้องถิ่น)

ระบบการจัดการศึกษาโดยใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง เป็นระบบที่มีมานานแล้ว แต่เพิ่งนำแนวคิดมาจัดระบบ และสร้างความเด่นชัดในรูปแบบ

จากบทความเรื่อง โรงเรียนคุณภาพ สานฝันให้เป็นจริง ซึ่งได้สรุปว่า ความเป็นเลิศของโรงเรียนนั้น การบริหารสถานศึกษา ก็เหมือนกับการผลิตสินค้า คือ ต้องมีทรัพยากรและระบบบริหารจัดการ ต่างกันที่สถานศึกษาไม่สามารถตัด หรือ ทำลายผลผลิตที่เสียหายได้ (ไม่สามารถตัดผู้เรียนออกจากระบบได้)

นางสาว prapharat tempiam
เขียนเมื่อ Sun Jan 24 2010 12:58:31 GMT+0700 (ICT)

การบริหารโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ อาจต้องผ่านอุปสรรคที่จะต้องฝ่าฟันอย่าท้อแท้ ดังนั้น ใจของผู้บริหารจะต้องอดทนและยึดมั่นกับอุดมการณ์ ขอเป็นกำลังใจให้ครับผมมีอะไรก็เมลล์ไปแลกเปลี่ยนความคิดได้ที่ ed.b.poo@hotmail.comครับผม

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า