เราสามารถ "ตัดกรรม" หรือ "ลบล้างกรรม" ที่เราได้เคยทำมาได้จริง ๆ หรือ ?

 "ไม่มีใครในโลกนี้สามารถจะหนีกรรม ตัดกรรม หรือลบกรรมที่ตนเองเคยกระทำได้มาได้แน่นอน ทำได้เพียงการบำเพ็ญธรรม สร้างความดี นั่งสมาธิ วิปัสสนากรรมฐานหาสาเหตุของกรรมที่เกิดขึ้น แล้วเอาอโหสิกรรมให้กับเจ้ากรรมนายเวรของเรา เพียงแค่ทำให้กรรมที่จะมาสนองเราเบาบางลงเท่านั้น มิได้หมายถึงว่า หายไป" 

.........................................................................................................................................

*  โปรดใช้วิจารณญาณก่อนเข้ามาอ่านในบันทึกนี้  *

.........................................................................................................................................

 

ในสภาพสังคมปัจจุบัน เราจะเห็นว่า การเมืองไม่เสถียร เศรษฐกิจเริ่มตกต่ำ คนว่างงานมากขึ้น ทำให้สภาพสังคมโดยรวมดูจะมีคนมีทุกข์มากขึ้น ... สังเกตได้จากร้านหนังสือใหญ่ ๆ จะมีหนังสือจิตวิทยาประยุกต์ให้กำลังใจมากขึ้น หนังสือทำอย่างไรถึงจะรวยมากขึ้น หนังสือธรรมมะเพิ่มปริมาณมหาศาลจากชั้นวางที่เคยมีไม่กี่เล่ม เดี๋ยวนี้มีปริมาณตู้หนึ่งไม่เพียงพอ แถมยังเล่มใหม่ ๆ หลั่งไหลมาทุก ๆ สัปดาห์

ยิ่งไปกว่านั้น มีหนังสืออีกประเภทหนึ่ง คือ พวกสิ่งลี้ลับที่เหนือธรรมชาติ หรือเหมือนว่าจะเป็นธรรมะที่เป็นคำสั่งสอนจากพระพุทธองค์ แต่ไม่ใช่เสียทีเดียว กลับเป็นพวกการแก้กรรม ตัดกรรม สร้างฐานกรรม แก้มนตร์ดำคุณไสยต่าง ๆ มากขึ้นมหาศาล

 

รายการโทรทัศน์ประเภทวาไรตี้ก็โหมเรื่องนี้กันหนักขึ้น หมอดูตาทิพย์ โหรของทหาร คนเห็นกรรม ฯลฯ

อาทิเช่น รายการ ตีสิบ เพิ่งสัมภาษณ์ คุณกฤษณา สุยะมงคล ผู้ซึ่งได้ชื่อว่ามีตาทิพย์ มองเห็นกรรมในปัจจุบันและอดีตชาติ จะว่าเป็นหมอดูก็ไม่เชิง เรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติธรรมมากกว่า เนื่องจากคุณกฤษณาได้เข้าไปปฏิบัติธรรมกับ หลวงพ่อจรัญ แห่งวันอัมพวัน สิงห์บุรี เกจิอาจารย์ซึ่งมาทางสายวิปัสสนาสำหรับการแก้กรรม

ดังนั้น มีผู้สงสัยว่า เราสามารถลบกรรมชั่ว กรรมไม่ดีที่เราเคยกระทำเอาไว้ ให้มันหายไปได้ด้วยหรือ ถึงได้มีคำว่า "ตัดกรรม" หรือ "แก้กรรม" เกิดขึ้นมา

 

ในเรื่องนี้ คุณกฤษณา สุยะมงคล ผู้เขียนหนังสือ "สแกนกรรม" ได้แสดงทัศนะไว้ดังนี้

"...

ข้อที่มีผู้สงสัยกันมากคือ การตัดกรรมนี่ทำได้จริงหรือไม่ ข้าพเจ้าคิดว่าจริง ๆ แล้วการตัดกรรมก็คือ การสร้างความดีชดใช้ให้เขา บางคนกำลังชดใช้อยู่เพราะตกอยู่ในสภาวะของความทุกข์ นั่นก็คือการชดใช้นั่นเอง การตัดกรรมก็คือ ตัดให้มันเบาบางลง ให้ทุกข์ที่เป็นสภาวะจิตยินดีชดใช้กรรมนั้นโดยไม่ทุกข์ไม่ร้อน เพื่อให้หายจากความเศร้าโศกและไม่โวยวาย

หลวงพ่อจรัญท่านพูดถึงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานว่า ร้อยคนก็ไม่ใช่ว่าจะได้ผลเหมือนกันทั้งหมด ถ้าเขาไม่มีบุญเก่าก็เอาแค่ทำใจให้ได้ก็พอ อย่างตัวข้าพเจ้าก็มักจะชอบต่อต้านในสิ่งที่เห็นก่อน อยางเช่นถ้าหลวงพ่อท่านบอกว่าจะมีคนมาให้ช่วย ข้าพเจ้าก็จะไม่อยากไปช่วย ไม่อยากให้มา แต่สุดท้ายเขาก็ต้องมาและต้องช่วยเขาจนได้ ท่านบอกว่ามนุษย์ทุกคนอยากจะพ้นจากเวรจากกรรม เพราะเมื่อไม่เจอก็ไม่รู้สึก บางคนอยากจะออกจากทุกข์ เมื่อบอกให้ไปทำอะไรก็จะรีบไปทำ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี

เช่นถ้าเขาเริ่มทำบุญ เขาก็จะได้อ่อนโยนลงบ้าง ทำใจรับปัญหาได้บ้าง ถ้าเราไม่หากุศโลบายในการทำบุญเขาก็จะเฉยเมย จะมาบอกให้ไปนั่งสมาธิเลยก็ไม่ได้ ต้องค่อย ๆ ตะล่อม อย่าผลีผลาม ต้องค่อย ๆ อธิบายให้เขาเข้าใจเสียก่อนว่า เมื่อนั่งสมาธิแล้วเขาจะได้อะไร ข้าพเจ้าบอกอยู่เสมอว่าไม่ได้ให้นั่งสมาธิเพื่อจะไปถึงนิพพาน เพียงแต่ให้นั่งสมาธิเพื่อสร้างบุญสร้างกุศลเอาความดีใส่ตัวเอาความชั่วออกไปบ้าง อะไรที่ผิดพลาดจากความใจร้อนก็ขอให้เอาออกไป คนเรามีกรรมติดตัวมาทุกคน เมื่อเขาประสบสภาวะทุกข์มาแล้วเราอ่านกรรมให้เขา เขาก็ร้องอ๋อ และยอมรับว่าเคยทำจริง ๆ ถึงได้เป็นอย่างนี้ และในที่สุดกรรมของเขาก็จะคลี่คลายไปในทางที่ดี เพราะได้รู้กรรมและรู้หนทางในการแก้กรรม

การแก้กรรม มีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้ามี 3 อย่างนี้ก็จะแก้กรรมได้ เป็นการแก้ที่ใจเรา แก้กรรมให้มันเบาบางลง ให้มันหาย ให้มันดีขึ้น เหมือนกินยาเพื่อให้หายป่วยเร็วขึ้น

หลวงพ่อจรัญเคยบอกไว้ว่า สวดมนต์เป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน ก็เริ่มจากใช้ทายาก่อนเพื่อให้เข้มแข็ง แล้วจึงค่อยกินยาทีหลัง การเสพติดอะไรก็ตามล้วนมาจากเหตุของมัน คือ ความทุกข์ที่เกิดจากกรรมเก่า

การแก้กรรมนั้น ไม่ได้หมายความว่า ข้าพเจ้าจะสามารถแก้กรรมให้กับผู้ที่มาขอสแกนกรรมได้ทั้งหมด เพราะข้าพเจ้าจะกำหนดกรรมปัจจุบันที่จะส่งผลเท่านั้น และในความเป็นจริงไม่ว่าใครก็ไม่สามารถแก้กรรมของผู้อื่นได้ทั้งหมด ข้าพเจ้าเป็นเพียงตัวแทนที่จะสื่อสารกับวิญญาณต่าง ๆ เพื่อให้คนที่มาดูได้พบความจริงและคลี่คลายเรื่องทุกข์ให้หมดไปได้ และแม้จะแก้ไขให้ดีขึ้นได้แล้ว แต่หลังจากนั้น หากเขายังกลับไปทำตัวเหลวไหล วิถีชีวิตของเขาก็จะเปลี่ยนไปตามการกระทำนั้น และจะได้รับวิบากกรรมต่อไป

..."

 

ซึ่งทัศนะของคุณกฤษณาที่ได้กล่าวมานั้น ตรงกับสิ่งที่ผมเคยทราบมาว่า "ไม่มีใครในโลกนี้สามารถจะหนีกรรม ตัดกรรม หรือลบกรรมที่ตนเองเคยกระทำได้มาได้แน่นอน ทำได้เพียงการบำเพ็ญธรรม สร้างความดี นั่งสมาธิ วิปัสสนากรรมฐานหาสาเหตุของกรรมที่เกิดขึ้น แล้วเอาอโหสิกรรมให้กับเจ้ากรรมนายเวรของเรา เพียงแค่ทำให้กรรมที่จะมาสนองเราเบาบางลงเท่านั้น มิได้หมายถึงว่า หายไป"

พระพุทธองค์กล่าวว่า "หากเราปลูกมะม่วงฉันใด ก็ย่อมต้องได้ลูกมะม่วงฉันนั้น จะเป็นผลไม้อย่างอื่นมิได้"

 

การก่อกรรมทำเข็ญในปัจจุบันชาติ อดีตชาติ ย่อมต้องได้รับกรรมนั้น โดยหลีกเลี่ยงมิได้ เพียงแต่จะเข้ามาอย่างไร เข้ามาช่วงเวลาไหน ไม่มีใครทราบ

 

ปัจจุบันเราคงเคยได้ยินคนมีดวงตาที่สามคือ ตาทิพย์ ที่สามารถมองเห็นกรรมในอดีตชาติได้ ทราบว่า ชาติที่แล้วเราทำกรรมอะไรมา ปัจจุบันเจ้ากรรมนายเวรของเราเป็นใคร เราควรแก้ไขได้อย่างไรได้บ้าง

ผมไม่สามารถบอกได้ว่า ผมไม่เชื่อ และผมก็ไม่สามารถบอกได้ว่า ผมเชื่อเต็มร้อย ... ผมเลือกที่จะเลือกเชื่อในเหตุและผลตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามากกว่า

ถ้ารู้ว่า เราเคยทำอะไรมาแล้วทุกข์ เช่นนี้แล้ว เราควรจะรู้หรือไม่ สู้ให้เราเพียรทำความดีในทุก ๆ วันไม่ดีกว่าหรือ

 

ระยะหลังมานี้ ผมมีเพื่อนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ค่อนข้างมาก พร้อมกับมีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า ทุกเรื่องที่ได้ฟัง ได้เห็น ได้สัมผัส คือ เรื่องจริง ... ผมขอเป็นผู้รับฟังเพื่อน ให้เพื่อนสบายใจ แต่ถามว่า เชื่อเรื่องตัดกรรม แก้กรรมให้มลายหายไปไหม ... ผมไม่เชื่อมากไปกว่า "คำสั่งสอนของพระพุทธองค์"

ไม่มีใครสามารถลบล้างกรรมชั่ว กรรมไม่ดีของใคร ๆ ได้แน่นอน

ตามความเป็นจริง ผมสนใจในเรื่องกรรมมานานแล้ว อ่านหนังสือเรื่องนี้มาตลอด พอเข้าใจในความคิด แก่นของกรรมมากพอสมควร ความเชื่อเรื่องกรรมต่าง ๆ

สองเล่มหลังที่อ่านนี้ คือ "สแกนกรรม" ของคุณกฤษณา สุยะมงคล และ "คนท้ากรรม" ของ ซัน

 

 

ไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่ไม่เลือกที่จะ "หลง" เข้าไปงมงายในเรื่องที่หาข้อพิสูจน์ไม่ได้ ทึกทักแล้วบอกว่าใช่ บางทีอาจจะไม่ใช่ก็ได้ เช่น ฝนตกเพราะเทวดาอวยพร แดดร้อนจัดเพราะเกิดอาเพท อะไรแบบนี้ควรเชื่อจริง ๆ หรือ

 

กรรม คือ การกระทำ ... ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ... ทำสิ่งใดย่อมได้ผลสิ่งนั้นเสมอ

 

การทำความดี จะทำให้วิบากรรมไล่อยู่ห่าง ๆ ไม่ได้เข้าใกล้ปัจจุบันขณะมากนัก เพียงแต่ทำชั่วเพิ่มขึ้นเมื่อไหร่ ไม่สร้างคุณความดี บัดนั้น กรรมย่อมวิ่งมาสนองได้ทันท่วงที

บุญรักษา และเพียรทำความดีกันเถอะครับ :)

 

.........................................................................................................................................

เพิ่มเติม : ไม่น่าเชื่อครับว่า หลังจากการเขียนบันทึกนี้ไป 1 วัน ในวันนี้ ช่อง 3 มีละคร ชุด "แดนพิศวง The Sense" นำแสดงโดยผู้แสดงจาก "แสนแสบ นักสืบผีสิง" ที่ฉายทุกวันหยุดราชการใหญ่ ๆ ... นำเสนอเรื่อง "การตัดกรรม" ครับ ... ช่างประจวบเหมาะมาก ๆ ครับ

ได้คำสอนมาดี ๆ ประโยคหนึ่งครับว่า ...

"การตัดกรรม เหมือนนำน้ำแก้วหนึ่งมาใส่เกลือ ยิ่งเติมมากเท่าไหร่ ความเค็มก็ย่อมเจือจางมากขึ้น เหมือน การทำความดี ยิ่งทำเท่าไหร่ ความชั่วย่อมเจือจางลง กรรมย่อมลดความเข้มข้นลง"

.........................................................................................................................................

 

 

แหล่งอ้างอิง

กฤษณา สุยะมงคล. สแกนกรรม.  พิมพ์ครั้งที่ 8.  กรุงเทพฯ: ดีเอ็มจี, 2552.

 

 

ป.ล. ที่มาของความคิดเกิดจากการได้ยินว่า "มีคนที่สามารถตัดสินใจลบล้างกรรมของคนอื่นได้" จึงเกิดข้อสงสัยขึ้นครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 259876
 เขียน:  
 ดอกไม้:  ความเห็น: 49  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกที่เกี่ยวข้อง
    บันทึกก่อนนี้
    บันทึกใหม่กว่า

    ความเห็น

    วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 06:39:41 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีครับอาจารย์ ใช้วิจารณญาณในการอ่าน และคิดแล้วครับ

    จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 06:54:46 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีครับ อ.Was

    ครับ หากตอบคำถามโดยทันทีที่ไม่อ่านบันทึก ก็ต้องตอบว่า "ไม่ได้" และอ่านบันทึกแบบละเอียดก็บอกเช่นนั้น

    กรรมใด ใครทำ ก็ต้องรับกรรมกันไป เพียงแต่ว่า ทำความดีเพื่อวันหน้าขอวงชีวิต ที่บอกว่าเป็นเสบียงนั่นละครับ

    บทสรุปของบันทึกแต่ละวรรคตอนสมบูรณ์แล้วครับผม

     

    วันนี้เป็นวันที่ ๒ ที่ผมต้อง เข้าร่วม train ประเด็น Spiritual tools ที่เป็นทั้งความรู้และทักษะ สำหรับวิทยากร เมื่อวานเราคุยกันเกือบทั้งวันในเรื่อง จินตทัศน์ (visualization) สำหรับการ control mind ฝึกให้ทำให้เกิด Healing space  เพื่อทบทวนตนเอง เป็นเส้นทางนำไปสู่ Meditation

    วันนี้ครับ ให้ความสำคัญกับ Meditation  แต่เป็นแบบขณะหลับตา ...เรียกว่าสมาธิในการเป้นเครื่องมือชักพาจิตเราไปสู่สภาวะความคิดดีและสุขสงบ อันมาจากการตระหนักรู้ถึงตัวตนที่เเท้จริง

    เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับ

    ผมตั้งคำถามกับครูเรื่อง vitualization ในการสร้างจิตใต้สำนึกให้เด็ก ครูตอบว่า เด็กเป็นชีวิตหนึ่ง ไม่ได้ขาวบริสุทธิ์อย่างที่เราคิด เพราะ มีกรรมจากต่างภพต่างชาติ...ดังนั้นเป้นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราได้รับผลปัจจุบันแตกต่างกัน

    สองวันที่เราฝึก...เราไม่ได้คุยเรื่องศาสนาใดๆนะครับ

    หากตกผลึกได้ระดับหนึ่ง (ถอดบทเรียนตัวเอง)จะนำมาพูดคุยต่อครับ วันนี้ขอตัวไปอบรมแล้วครับ

    :)

     

    จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 06:57:32 GMT+0700 (ICT)

    เพิ่มเติมครับ งานที่ผมอบรม เป็นแบบงานอบรมเป็นแบบ  Train the Trainer สำหรับการใช้เครื่องมือ ที่เราเรียกว่า Spiritual tools ครับ

    จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 06:59:03 GMT+0700 (ICT)

    ต้องขออภัยครับ...ด้วยความรีบ ทำให้พิมพ์ผิด

    "...วันนี้ครับ ให้ความสำคัญกับ Meditation  แต่เป็นแบบขณะหลับตา ลืมตา...เรียกว่าสมาธิในการเป้น เป็นเครื่องมือชักพาจิตเราไปสู่สภาวะความคิดดีและสุขสงบ อันมาจากการตระหนักรู้ถึงตัวตนที่เเท้จริง"

    เนปาลี
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 08:37:16 GMT+0700 (ICT)
    • ธุ อาจารย์วสวัตดีมารค่ะ..

    ต้อมสงสัยว่า "คนเราสามารถลดกรรม หรือตัดกรรมได้จริงๆ น่ะรึ"    ก็น่าสงสัยจริงๆ    พออ่านหนังสือของหลวงพ่อจรัญก็ได้เข้าใจเองว่า..การปฏิบัติกรรมฐานสามารถแก้กรรมได้

    กรรมดี-กรรมชั่ว นั้นจะส่งผลกับเราได้อย่างไร/เพราะอะไร และทำไม    แล้วไยคนชั่วๆ หลายคนถึงลอยนวลอยู่ได้ในสังคม   แต่คนทำดีหลายคนกับต้องชดใช้กรรม

    เคยอ่านหนังสือของน้องซัน   แต่จำไม่ได้ว่าเรื่องอะไร    น่าจะเป็นหนังสือเรื่องแรกหลังจากที่ออกรายการวีไอพี    พอดีมีคนรู้จักเป็น 1 ในเรื่องเล่าของน้องซันค่ะ    เคยจะไปทดสอบเป็นการส่วนตัวว่าน้องเขาสามารถเห็นอะไรได้จริงไหม     แต่ก็ไม่ได้ทำค่ะ   

    แต่เวลามีเหตุการณ์อะไร หรือที่ส่งผลไม่ดีกับต้อม  ต้อมจะโยนให้เป็นเรื่องของ "กรรม" นะคะ   ดูเหมือนกรรมจะเป็นจำเลยทุกเรื่อง    และก้มหน้าก้มตาชดใช้กรรม

    หลายวันมานี้..เห็นหนังสือสแกนกรรม ก็น่าสนใจ   แต่ยังไม่มีเป็นของตัวเองค่ะ   

    คิม นพวรรณ
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 08:51:39 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีค่ะ

    • เมื่อวานได้อ่านหนังสือเรื่อง..หูตั้งกลับชาติมาเกิด
    • เป็นเรื่องเล่าว่า..อดีตชาติของหูตั้งเคยเป็นนายพลเรือ ฯ และกลับชาติมาเกิดเป็นสุนัข
    • บทสรุปก็คือ..เมื่อเป็นมนุษย์ต้องทำความดี ผลกรรมจะส่งให้เราดี และการทำดีจะได้คลี่คลายความทุกข์อันเกิดแต่กรรมให้เบาบางลง
    • ขอขอบคุณค่ะ..ใครได้อ่านบันทึกของอาจารย์  ก็ต้องได้คิดและมีเหตุผลในการกระทำค่ะ
    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 12:05:57 GMT+0700 (ICT)

    ขอบพระคุณมากครับ ท่าน วอญ่า-ผู้เฒ่า ... ยินดีครับ :)

    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 12:16:57 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีครับ คุณเอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร :)

    ช่างเป็นความบังเอิญโดยแท้ครับ ที่คุณเอกกำลังอบรมเรื่องราวของการใช้จิตอยู่ หากแต่เป็นจิตที่ทำให้เกิดความดีงามในความคิดของมนุษย์

    บันทึกนี้ต้องการนำเสนอในเรื่องราวที่ขัดกับความเชื่อของคนหลาย ๆ คนในกระแสหลักของสังคมที่เพิ่มมากขึ้น

    ผมไม่ได้ศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มามากนัก เป็นคนดิบที่อยู่ห่าง ๆ วัด

    ความเชื่อเรื่องของสิ่งที่เหนือธรรมชาติก็เก็บใจเชื่อไว้เพียงครึ่งเดียว คือ 50 - 50 ... เพราะยังมีสิ่งที่มนุษย์ยังไม่ได้ศึกษาหาความรู้อีกมาก บางครั้งวิทยาศาสตร์ยังหาคำอธิบายไม่ได้

    ผมจึงเชื่อเรื่อง "กรรม" ใดใครก่อ ไว้อย่างมาดมั่น ... ผมอ่านหนังสือ รับรู้เรื่อง "กรรมตามสนอง" อยู่หลายเคสหลายกรณี ซึ่งให้ผลกรรมอย่างที่กระทำนั้นจริง ๆ ไม่สามารถหนีพ้น เพียงแต่กรรมจะตามสนองเมื่อใด ไม่มีใครทราบ

    หลายคนบอกว่า ช่วงนี้กำลัง "จิตตก" มีทุกข์จากเรื่องโน้นเรื่องนี้ สิ่งที่ทำได้คือ วิ่งไปหาหมอดูชื่อดัง หมอตาทิพย์ คนที่มีสัมผัสที่ 6 ให้ช่วยเหลือ

    ผมว่า ความช่วยเหลือดังกล่าว คือ การให้กำลังใจ การให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและคนรอบข้าง เป็นเรื่องที่ดีที่สุด

    แต่จะไปบอกว่า "เดี๋ยวจะจัดการกรรมของเจ้าให้ เดี๋ยวจะลบกรรมออกให้ เดี๋ยวจะตัดกรรมให้" ผมว่า มันนอกเหนือหน้าที่ที่วัฎจักรสงสารส่งมนุษย์มาเกิดเพื่อรับกรรมและทำความดี เพิ่มบุญบารมีมิใช่หรือ

    มีหลายคนบอกว่า "ที่ตัดกรรมให้ได้ เพราะมีคำสั่งมาจากข้างบน ให้สิทธิ์สามารถทำได้อย่างนั้นจริง ๆ" ... โดยส่วนตัว ผมเชื่อน้อย เพราะมนุษย์พิเศษที่เกิดมานั้น ไม่ควรเข้าไปยุ่งกับกรรมของคนอื่นได้มากกว่าเจ้าตัวที่พึงทำใจรับในสิ่งที่กระทำมาแต่ชาติปางใดเอง

    เรื่องนี้มีเรื่องราวมากมายที่อยากคุยให้ฟังครับ เพียงแต่ว่า ... การเรียบเรียงดูจะไม่น่าอ่านเลย เพราะไม่ใช่คนรู้จริงในเรื่องนักในเรื่องสัมผัสที่ 6

    บันทึกจะสมบูรณ์มากขึ้น หากได้ประสบการณ์ของกัลยาณมิตรมาแลกเปลี่ยนความคิดกันครับ

    ขอบคุณมากครับ คุณเอก :)

    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 12:24:46 GMT+0700 (ICT)

    ธุจ้า หนูต้อม เนปาลี :)

    หลวงพ่อจรัญ คือพระนักปฎิบัติที่ผมศรัทธามาก ได้อ่านหนังสือเรื่อง วิปัสสนาแก้กรรมจากท่านหลายเล่ม ได้ฟังเรื่องท่านแก้กรรมจากอดีตชาติให้เบาบางลงได้ คือ ไม่ตาย แต่ทำให้จากหนักกลายเป็นเบาลง ต้องแผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวรทุก ๆ ครั้ง ทุก ๆ วัน

    แต่ ... กรรมก็ยังตามมาจัดการท่านเช่นกัน เรื่องนี้ท่านสอนเอาไว้ในหนังสือ ผมจำได้แม่นยำ

    ดังนั้น กรรม ... ย่อมตัดกรรมไม่ได้ แต่สามารถแก้กรรมได้ให้เบาลงจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งมีการแผ่เมตตา ขออโหสิกรรม

    อย่างที่คุณเอกบอกว่า การทำความดี คือ การตุนเสบียง ... ยิ่งทำดี ยิ่งห่างไกลกรรมที่ตามมาเอาคืน เพียงแต่อย่างไรก็ต้องมาถึงสักวัน

    แต่ประโยคนี้ของหนูต้อมน่าคิดมาก

    แต่เวลามีเหตุการณ์อะไร หรือที่ส่งผลไม่ดีกับต้อม  ต้อมจะโยนให้เป็นเรื่องของ "กรรม" นะคะ   ดูเหมือนกรรมจะเป็นจำเลยทุกเรื่อง    และก้มหน้าก้มตาชดใช้กรรม

    จริง ๆ ด้วยครับ .. มนุษย์อย่างเราที่นับถือพุทธศาสนาจากใบทะเบียนบ้าน มีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเรา เราก็ไปบอกคนอื่นกับตัวเองว่า "นี่คือกรรมของฉัน"

    บอกได้ครับ ... แต่เราต้องมีกำลังใจที่จะสู้กับกรรมที่เราก่อเอง เราแผ่เมตตา ทำใจให้เข้มแข้ง ในเมื่อเราเคยก่อกรรมไว้ เราก็ย่อมหนีไม่พ้น เราเพียรทำความดีต่อไป เพื่อทำให้เจ้ากรรมนายเวรเราอาฆาตน้อยลง กรรมจะเบาลง เท่านั้นเอง

    ขอบคุณมากครับ ชอบนะคุยเรื่องนี้ :)

    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 12:28:29 GMT+0700 (ICT)

    ขอบคุณมากครับ คุณ ครูคิม :)

    "หูตั้งกลับมาเกิด" ผมคุ้น ๆ ครับ เหมือนได้มีโอกาสอ่านบ้าง

    ขอบคุณประโยคสรุปครับว่า

    เมื่อเป็นมนุษย์ต้องทำความดี ผลกรรมจะส่งให้เราดี และการทำดีจะได้คลี่คลายความทุกข์อันเกิดแต่กรรมให้เบาบางลง

    มนุษย์ที่เลือกทำชั่วในปัจจุบัน โกงเขา ขโมยเขา ทำร้ายจิตใจคนอื่น พูดไม่ดี โกหก ... ผมว่า เขาลืมไปหรือว่า สักวันเขาหนีกรรมปัจจุบันที่เขาได้กระทำไม่พ้น ... แล้วทำไมเขาจึงเลือกทำความชั่วมากกว่าทำความดี แสดงว่า เขาคงไม่เชื่อเรื่องบาปกรรม ซึ่งอาจจะใช้เวลาในการรับกรรมในชาตินี้แหละครับ

    สอนเรื่อง "กรรม" ทำให้สังคมเรามีความสุขมากขึ้นนะครับ

    ;)

    เนปาลี
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 13:29:57 GMT+0700 (ICT)
    • ธุ  อาจารย์วสวัตดีมารค่ะ..

    ต้อมก็ชอบคุยเรื่องนี้ค่ะ ^^   ต้อมมีหนังสือเรื่องวิปัสสนาแก้กรรมของหลวงพ่อจรัญด้วย   และเคยตั้งใจเป็นอย่างมากที่จะไปนั่งวิปัสสนากรรมฐาน    แต่ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนคิดมากเอาการอยู่ก็เกรงว่าจะฟุ้งซ่าน    เลยขอคิดดี-พูดดี-ทำดีเป็นนิจดีกว่า   

    เวรกรรมมีจริงไหม???....ใครต่อใครก็สงสัยกัน    และถึงไม่รู้  ต้อมก็เชื่ออีกนั่นแหล่ะค่ะว่ากรรมของผู้ใด ผู้นั้นต้องได้ชดใช้    จะช้า..จะเร็ว..ก็เถอะ   แต่บางทีคนเราก็มีหงุดหงิดมั่งล่ะเนอะ อาจารย์   อิอิ

    เร่งรีบทำความดี..กันเร้ว..ว..ว  ^^

    ขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ..

    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 13:45:02 GMT+0700 (ICT)

    ขอบคุณมากครับ หนูต้อม เนปาลี ... เราคงได้คุยเรื่องนี้กันอีกครับ

    "กรรม" ทำให้มนุษย์เราเกิดความละอายใจต่อบาปที่จะคิดกระทำ ... ทำให้มีมนุษย์จิตสำนึกความเป็นมนุษย์ที่ดีมากขึ้น

    เร่งรีบ และ พากเพียร ทำดีกันทุก ๆ วัน ทุก ๆ ลมหายใจ ครับ

    ขอบคุณครับ :)

    สีตะวัน
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 15:34:40 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีค่ะท่านอาจารย์ Wasawat Deemarn

    • ได้อ่านเรื่องราวดี ๆ อีกแล้ว

    กรรม คือ การกระทำ ... ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ... ทำสิ่งใดย่อมได้ผลสิ่งนั้นเสมอ

    • กรรมเก่าเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่กรรมใหม่ทำแต่กรรมดีจะดีที่ที่สุดนะคะ
    • เวรก๋ำ..เวรก๋ำ

    "ไม่มีใครในโลกนี้สามารถจะหนีกรรม ตัดกรรม หรือลบกรรมที่ตนเองเคยกระทำได้มาได้แน่นอน ทำได้เพียงการบำเพ็ญธรรม สร้างความดี นั่งสมาธิ วิปัสสนากรรมฐานหาสาเหตุของกรรมที่เกิดขึ้น แล้วเอาอโหสิกรรมให้กับเจ้ากรรมนายเวรของเรา เพียงแค่ทำให้กรรมที่จะมาสนองเราเบาบางลงเท่านั้น มิได้หมายถึงว่า หายไป"

    • ขอบคุณค่ะ..
    ผึ้งงาน_SDU
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 16:01:51 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีค่ะ

    • ผึ้งงานมีโอกาสได้อ่านทั้งแสกนกรรมและเรื่องที่คุณซันเขียนหลายเล่มรวมทั้งเรื่องหูตั้งกลับมาเกิดและเกิดเพราะกรรมของแม่ชีทศพร ซึ่งทุกเล่ม กล่าวถึงกรรมและผลของกรรมที่เกิดขึ้นทั้งนั้น
    • แต่ผึ้งงานเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าการทำดีต้องได้รับผลดีนั้นเช่นกัน อาจจะเร็วหรือช้าเท่านั้น
    • อดีตไม่อาจแก้ไขได้แต่ก็แปลกที่หลายคนก็อยากจะรู้
    • ปัจจุบันสำคัญกว่าแต่คนก็ไม่ค่อยให้ความสนใจนัก
    • บนความของท่าน...ส่งเสริมให้คิดดี ทำดี ไม่งมงาย ...
    • ขออนุโมทนาด้วยค่ะ...สาธุ..
    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 17:41:53 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีครับ คุณพยาบาล สีตะวัน ณ วันพระใหญ่เช่นนี้ :)

    ได้รับคำอุทานว่า ...

    "กรรมเก่าเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่กรรมใหม่ ทำแต่กรรมดีจะดีที่สุด"

    ขอบคุณมากครับ :)

    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 17:44:26 GMT+0700 (ICT)

    ขอบคุณครับ คุณ ผึ้งงาน_SDU ;)... ให้ความสนใจเกี่ยวกับมากมายเหมือนกันนะครับ ... แม่ชีทศพร ผมก็อ่านจบแล้วเช่นกันครับ

    ได้รับประโยคดี ๆ ครับ

    "...อดีตไม่อาจแก้ไขได้ แต่ก็แปลกที่หลายคนก็อยากจะรู้ ... ปัจจุบันสำคัญกว่า แต่คนก็ไม่ค่อยให้ความสนใจนัก..."

    เป็นเรื่องจริงในปัจจุบัน ครับ :)

    สนใจไปใยกับสิ่งที่ผ่านมา ควรทำปัจจุบันขณะให้ดีที่สุดดีกว่า

    ขอบคุณอีกครั้งครับผม :)

    คิม นพวรรณ
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 18:18:17 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีค่ะ

    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 19:47:06 GMT+0700 (ICT)

    คุณ ครูคิม ครับ ... ผมได้แวะไปตรวจการบ้านแล้วครับ

    ขอบคุณมากครับที่ช่วยต่อยอดเรื่องราวของการทำดีนี้ :)

    คิม นพวรรณ
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 19:49:09 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีค่ะอาจารย์

    • มีเรื่องเล่าต่อไปค่ะ
    • เป็นเรื่อง..การกระชากหน้ากาก..ค่ะ
    • บันทึกต่อไปค่ะ
    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 19:53:46 GMT+0700 (ICT)

    ขอบคุณครับ คุณ ครูคิม :)...

    เมื่อกี้ผมอัพเดทเนื้อหาบันทึกครับ

    .........................................................................................................................................

    เพิ่มเติม : ไม่น่าเชื่อครับว่า หลังจากการเขียนบันทึกนี้ไป 1 วัน ในวันนี้ ช่อง 3 มีละคร ชุด "แดนพิศวง The Sense" นำแสดงโดยผู้แสดงจาก "แสนแสบ นักสืบผีสิง" ที่ฉายทุกวันหยุดราชการใหญ่ ๆ ... นำเสนอเรื่อง "การตัดกรรม" ครับ ... ช่างประจวบเหมาะมาก ๆ ครับ

    ได้คำสอนมาดี ๆ ประโยคหนึ่งครับว่า ...

    "การตัดกรรม เหมือนนำน้ำแก้วหนึ่งมาใส่เกลือ ยิ่งเติมมากเท่าไหร่ ความเค็มก็ย่อมเจือจางมากขึ้น เหมือน การทำความดี ยิ่งทำเท่าไหร่ ความชั่วย่อมเจือจางลง กรรมย่อมลดความเข้มข้นลง"

    .........................................................................................................................................

    add
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 20:47:26 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีค่ะ..

    อ่านหลายรอบ..ชอบอ่านและอยากเรียนรู้ในเรื่องอย่างนี้..

    ไม่บอกว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ

    กรรมเกิดจากการกระทำของเราเอง

    จะลบล้างได้หรือไม่นั้น..คิดว่าไม่น่าจะลบล้างได้

    ทำกรรมดี..ความดีนั้นย่อมส่งสุข

    ทำกรรมชั่ว..ความชั่วนั้นย่อมส่งทุกข์ตามมา

    เพียงแต่ว่าหากทำกรรมดีมากมากมากมาก..สุขก็ต้องมากเป็นธรรมดา

    ถึง ณ เวลานั้นความทุกข์ที่มีก็อาจจะลืมไปได้บ้าง..เลยเหมือนว่าลบล้างกันไป

    แต่จริงๆแล้วไม่ได้ลบล้างกัน..แต่ก็ไม่ทราบว่าจริงๆเป็นเช่นไรนะคะ

    ขอบคุณกับการเปิดเวทีในเรื่องนี้..ขอบคุณคะ

    ครูลี่
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 21:09:21 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีค่ะ

    • เคยอ่าน หนังสือเรื่อง สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ในเรื่องนี้ได้กล่าวถึง หลวงพ่อจรัญ แห่งวันอัมพวัน สิงห์บุรี แต่ไม่ได้ออกนามชัดเจน เป็นหลวงพ่อเจริญ (ต้องขออภัยถ้าจำผิด เพราะอ่านมานานมากแล้ว)
    • ก็เลยทำให้เข้าใจตามที่ คุณWasawat Deemarn เขียนดีมากขึ้น
    • ยังเคยนำมาปลอบใจตนเองและคนใกล้ชิดเวลาที่ไม่สามารถช่วยเหลือ ทั้งคนและสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้ด้วยเหลือกำลังตนเองว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
    • เคยไปยืนดูหนังสือ สแกนกรรม ที่วางขายพร้อมกับนึกในใจว่าเป็นไงนะ ไม่ได้ซื้อหรอกค่ะ ซื้ออีกเล่ม คือ เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน เพราะกลัวจะไม่ได้อ่านน่ะค่ะ
    คิม นพวรรณ
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 21:10:24 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีค่ะ

    ขอเชิญร่วมส่งกำลังใจ
    ให้ท่าน ศน.ลำดวนด้วยกันนะคะ
    http://gotoknow.org/blog/krukim/260014

    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 21:30:51 GMT+0700 (ICT)

    ขอบพระคุณ ท่าน ศน.add แวะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันครับ :)

    บันทึกนี้ไม่ได้ตัดสินว่า ควรเชื่อหรือไม่เชื่อ ... ถูกต้องแล้วครับ

    คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ในพระไตรปิฎก คือ กรรมเป็นของตน ไม่สามารถยกให้ ขายขาด หรือลบล้างได้ ยกเว้นตนเองจะได้ชดใช้สิ่งที่ได้ก่อไว้เสียก่อนแล้วครับ

    "กรรม" ลบล้างไม่ได้ หากเชื่อคำของพระพุทธองค์ ... หากไม่เชื่อตามนั้น ก็คงรอเวลาให้ลองพิสูจน์กันดูครับว่า ทำดีเยอะ ๆ แล้วจะลบได้จริงหรือ ?

    ได้คำสอนมาดี ๆ ประโยคหนึ่งครับว่า ...

    "การตัดกรรม เหมือนนำน้ำแก้วหนึ่งมาใส่เกลือ ยิ่งเติมมากเท่าไหร่ ความเค็มก็ย่อมเจือจางมากขึ้น เหมือน การทำความดี ยิ่งทำเท่าไหร่ ความชั่วย่อมเจือจางลง กรรมย่อมลดความเข้มข้นลง"

    ขอบคุณครับ :)

    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 21:33:48 GMT+0700 (ICT)

    ขอบคุณครับ คุณ ครูลี่ ที่เข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน :)

    "เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน" มี 2 เล่มแล้วใช่ไหมครับ ตอนนี้ ... เป็นหนังสือขายดีเล่มหนึ่งทีเดียว

    ความอยากรู้ทำให้เราค้นคว้าหาข้อมูลจากประสบการณ์ต่าง ๆ มากขึ้นครับ

    ยิ่งไปกว่า เราจะพบว่า ... การทำความดี ย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ดังคำพุทธพจน์ว่า สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม

    เป็น "สัจธรรม" ครับ

    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 21:36:18 GMT+0700 (ICT)

    ได้นำพรไปยัง ศน.ลำดวน เรียบร้อยแล้วครับ คุณ ครูคิม :)

    ขอบคุณมากครับ

    จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 22:03:44 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีครับ ยามค่ำคืน  :) อ.Wasawat Deemarn

    วันนี้จบคอร์ส สำหรับ Spiritual tools /Skill ครับ สองวันที่เข้ารับการอบรม รู้สึกมีคุณค่าและเต็มอิ่ม เหมือนอ่านหนังสือ  The Secret  เลยครับ เรียนรู้เเละฝึกเกี่ยวกับ"จิต" แต่เป็นการเร้าเชิงบวก การดูจิตเชิงบวก บนฐานความเชื่อของแต่ละคน ดังนั้นการพัฒนาตัวเองจาก Spiritual tools ครั้งนี้ ไม่มีศาสนามาเกี่ยวข้อง

    โดยพื้นฐานของจิตใจ ผูกกับ สติปัญญา และ จิตใต้สำนึก สามตัวทำงานที่ประสานสอดคล้องกัน แสดงออกมาผ่าน body รวมไปถึงการบันทึกลงจิตใต้สำนึก

    ในช่วงพูดคุยก่อนเสร็จสิ้นการอบรมผมคุยในวงเรียนรู้ว่า ความพิเศษของการอบรมครั้งนี้ผมได้ ๓ ประการ

    ประการที่ ๑ คือ ผมได้ความรู้ ที่ผมควรรู้ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าผมรู้ แต่แท้จริงผมไม่รู้

    ประการที่ ๒ ผมได้ตอกย้ำความเชื่อ เรื่องพลังของจิต หากอธิบายก็เกี่ยวพันไปเรื่อง กฏแห่งแรงดึงดูด เช่นเดียวกัน ผมเชื่อเรื่องของ vibration ของดวงจิตที่กระเพื่อม แสดงความปรารถนาจนสร้างพลังส่งออกไป

    ประการที่ ๓ ในฐานะ กระบวนกร วิทยากร ที่ผมจะทำหน้าต่อไปในอนาคต ทำให้ผมมีความพร้อมและความเชื่อมั่นมากขึ้น ในการเตรียมตัวเองให้พร้อมกับ วงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ KM อย่างใคร่ครวญ

    ผมได้ประโยชน์มากครับอาจารย์ Was ครับ

    สิ่งที่เปลี่ยนความคิดผมได้พลังความคิดบวก และการสร้างจินตนาภาพ สร้าง healing space สำหรับการถอยกลับของการรับรู้   การทำ inner Dialoge ฟังเสียงของ Inner Voice .....

    วันนี้ ผมได้รู้ meditation แบบลืมตาที่ทำงานบนจิตใจล้วนๆ แต่ถูกกำกับโดยสติปัญญาซึ่งผมคิดว่าจำเป็นมากสำหรับชีวิตประจำวันของเรา หากเราสามารถจัดการความรู้สึกได้...

    ท้าทายดีไหมละครับ!!!!

    เราทำได้ด้วยนะครับ ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด

    สุดท้ายได้เรียนรู้เรื่อง ดริชตี (ภาษาฮินดี้) ที่หมายถึงการสื่อสารผ่านดวงตา เป็นการสื่อสารจากภายใน จากความคิดความรู้สึก

    เชื่อไหมครับ คู่ของผม จ้องตาผมประมาณ ไม่ถึง ๑ นาที เขาบอกผมได้ว่า ผมกำลังสื่ออารมณ์อะไร ซึ่งถูกต้อง น่าอัศจรรย์

    และผม จ้องคู่บัดดี้เช่นกัน และผมสามารถบอกได้ว่าเธอส่งความรู้สึกอะไรมาให้ผม..

    นี่คือ ดริชตี ที่เราฝึกกันครับ

    เรื่องนี้เอาไว้คุยกันที่ร้านกาแฟที่เชียงใหม่ครับ...

    (อีกยาว)

    จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 22:11:02 GMT+0700 (ICT)

    สุดท้ายท่านวิทยากร "ครูป้อม" ให้การ์ดผมใบหนึ่ง (ซึ่งแต่ละคนได้ต่างกัน)

    ผมได้การ์ดที่มีข้อความดังนี้ครับ

    "You are a knowledgeful soul who is free waste thoughts."

    ผมแปลว่า "คุณเป็นเมล็ดพันธุ์จิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ ที่ปราศจากสิ่งปฏิกูลอันไร้ประโยชน์"

    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 22:18:04 GMT+0700 (ICT)

    การอบรมครั้งนี้ เหมาะสมกับคุณเอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร อย่างยิ่งครับ ... เชื่อไหมครับว่า ผมคิดแบบนี้ :)

    คุณเอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงกำลังภายในครั้งใหญ่ทีเดียว ...

    เชิญชวนให้มาใช้กำลังภายในกับคุณครูที่เฝ้ารอคุณเอกมาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับพวกเขา ครับ

    นอกจากคุณครู ผมได้ชักชวนพี่ ๆ น้อง ๆ ที่อยากให้ได้ประสบการณ์จากคุณเอกมาเข้าร่วมการอบรมด้วยครับ

    ถือเป็นกุศลกรรมครับ

    ร้านกาแฟ ... บรรยากาศม่วน ๆ รออยู่ครับ

    แต่คุณเอกเลี้ยงไง อิ อิ :)

    จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 22:26:36 GMT+0700 (ICT)

    ครับ ผมยินดีครับ และผมก็พร้อมในการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันครับ..

    ประสบการณ์ใหม่ในการอบรมครั้งนี้ของผม ...เปลี่ยนบางอย่างได้มากทีเดียวครับ

    การเป็น Fa ที่อ่อนหวาน อ่อนโยน  การเป็น Fa ที่เข้าใจ ท่วง ท่า ท่วงที ของความเป็นมนุษย์ การเป็น Fa ที่เข้าถึงคุณค่าของคน

    สิ่งเหล่านี้ เราฝึกได้ และผมคิดว่าด้วย inner growing จากการเรียนรู้ บวกกับ การที่เราตั้งมั่นในความดีงาม คนรอบข้างเรารับรู้ไปได้ด้วยครับ

    ----------------------------------------------------------

    เรื่องเลี้ยงกาแฟนั้น ผมยินดีเป็นเจ้ามือครับ ...  :) ที่เชียงใหม่ผมขอร้านที่ทำเลเด็ดๆหน่อยนะครับผม

     

     

    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 22:30:43 GMT+0700 (ICT)

    คุณเอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร ครับ :)

    Fa คืออะไรหรือครับ ... มันคล้าย ๆ Sofa หรือเปล่าครับ 555

    ถามจริง ตอบผมด้วยครับ

    ร้านกาแฟ ชื่อ Bakarista ครับ ... ที่คิดอยู่ในใจ

    เค้กอร่อย บรรยากาศน่านั่ง เงียบ มี WiFi ครับ

    คิดว่า พอถูกใจครับ :)

    จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 22:34:36 GMT+0700 (ICT)

    Far away ครับ  :)

    เอ้ยไม่ใช่ครับ  "ฟา ซิ ลิ เท เท้อร์ "  ออกเสียง ฝา-หรั่ง แบบดัดจริตนิดหน่อยครับ

    โอเคครับ ร้าน  Bakarista แค่ได้ฟังชื่อ เลือดในกายก็ปรู้ดปราด แล้วอะครับ ชอบเงียบๆ คิดว่า เเมงโม้คงบินว่อนนะครับ

    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 22:37:28 GMT+0700 (ICT)

    Facilitator ... สะกดแบบนี้หรือเปล่าครับ หมายถึง คนที่ทำหน้าที่อะไรครับ ?

    นี่ดัดจริตแล้วหรือครับ 555

    ผมจะเอาไบก่อง ... ไปฉีดแมงโม้ที่ร้านกาแฟครับ รับรองครับ เสียชีวิตเรียบ :)

    คิม นพวรรณ
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 22:43:40 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีค่ะ

    • มาแอบฟัง
    • สองหนุ่มสองมุมคุยกัน
    • จะส่งไบก้อน..และยาฆ่ามดไปให้อาจารย์นะคะ
    จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 22:47:49 GMT+0700 (ICT)

    คำว่า Fa.ที่อ่อนหวาน เป็น คุณสมบัติที่เกิดจาก inner growing ที่ทำให้คนนำกระบวนการอ่อนโยน และ เอื้ออาทร ครับ :)

    ไม่ต้องใช้ไบก้อนฆ่ามดนะครับ มันบาป และอันตรายอย่างยิ่งครับ :)

    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 22:48:53 GMT+0700 (ICT)

    ส่งมาได้เลยครับ คุณ ครูคิม ... รับรองด้วยเกียรติของลูกเสือสำรองครับว่า แมงโม้ตายแน่ ๆ :) 555

    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 22:50:46 GMT+0700 (ICT)

    ในที่สุดก็เข้าเรื่อง "กรรม" ตามประเด็นบันทึกแล้วครับ คุณเอก  จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร :) 555

    คิม นพวรรณ
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 22:53:05 GMT+0700 (ICT)
    • กระบวนกร Fa' แนะนำตำรามาให้อ่านบ้างซิน้องเอก
    • แปลมา..ไม่เข้าท่าสักเท่าไร
    • ฆ่ามดกลัวบาป..แต่ทำแบบนี้สิเอายาผสมอาหารให้มดกินก่อน  ไม่บาปหรอก  กินอิ่มแล้วก็ตาย  เจ๊ากัน
    • บาปไหม..วันนี้วันพระ
    • ไปละ...ทำการบ้านส่ง..อาจารย์ Wat ดีกว่า
    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 22:56:37 GMT+0700 (ICT)

    มายืนยันครับว่า ความคิดของคุณ ครูคิม ... "บาป" ครับ :)

    ผิดศีลข้อ 1 ... ปาณาติปาตาเวรมณี ... ห้ามฆ่าสัตว์ (ถ้ายุงกัดเราก็ตบ ... บาป)

    :) ... มีการบ้านอีกหรือครับ โห ... ขยัน ๆ

    จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 22:57:57 GMT+0700 (ICT)

    ง้ัน Fa.ที่อ่อนหวาน แปลว่า  Fa.ที่เป็นเบาหวาน 5555

    ------------------------------------------------------

    แนะนำหนังสือ "Dialogue คิดลงสู่ใจ...ไหลเป็นปัญญา"  ครับ ของ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

     

    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 23:02:21 GMT+0700 (ICT)

    ขอบคุณครับ คุณเอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร :)

    หนังสือเล่มนี้ของอาจารย์ ดร.วรภัทร์ กำลังวางแผงอยู่เลย

    แต่ขอแนะนำว่า ... ค่อย ๆ อ่านนะครับ เพราะต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ :)

    จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 23:03:53 GMT+0700 (ICT)

    ครับ ผมค่อยๆอ่านอยู่แล้วครับ :)

    ซื้อมาได้ร่วมสัปดาห์ เพิ่งอ่านได้ หน้าครึ่ง เองครับ   :(

    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 23:15:28 GMT+0700 (ICT)

    อิ อิ ... เก่งมากครับคุณเอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร  :)...

    เป็นผมอาจจะอ่านปกหน้า กับ ปกหลังอยู่ครับ

    ขอบคุณครับ

    คิม นพวรรณ
    เขียนเมื่อ Sat May 09 2009 00:01:43 GMT+0700 (ICT)

    สวัสดีค่ะ

    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Sat May 09 2009 01:30:04 GMT+0700 (ICT)

    เดินทางเข้าไปตรวจการบ้านให้คุณ ครูคิม เรียบร้อยแล้วครับ

    ขอบคุณมากครับ :)

    nui
    เขียนเมื่อ Mon May 11 2009 07:18:50 GMT+0700 (ICT)

    "การตัดกรรม เหมือนนำน้ำแก้วหนึ่งมาใส่เกลือ ยิ่งเติมมากเท่าไหร่ ความเค็มก็ย่อมเจือจางมากขึ้น เหมือน การทำความดี ยิ่งทำเท่าไหร่ ความชั่วย่อมเจือจางลง กรรมย่อมลดความเข้มข้นลง"

    • ศาสนาพุทธมีความลึกซึ้งและเป็นเหตุเป็นผล ต้องอ่านให้เข้าใจถ่องแท้ และต้องปฏิบัติเท่านั้นจึงรู้
    • คนไม่น้อยทำแบบเพี้ยนๆ เพราะมีคนที่ฉลาดกว่าสอนผิดๆ  แล้วก็เชื่อว่าฉันทำบุญเยอะแล้ว (แต่ผลที่ได้น้อย)
    • หนังสือหลายเล่มสร้างความเชื่อผิดๆ เรื่องบุญเรื่องกรรม และขายดี  คนที่จะกรองเรื่องแบบนี้ได้ต้องเป็นคนที่ถ่องแท้ในสาระสำคัญของคำสอน
    • พี่ดูรายการตีสิบคืนนั้น  เป็นรายการที่ไม่สนใจ ไม่รับผิดชอบต่อ "สาระ" ที่ออกไป  เรื่องแบบนี้คนสนใจ ขายได้ ทั้งรายการ และ ขายหนังสือ
    • อ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต เขียนเรื่องนี้ไว้  พี่พยายามหาในห้องสมุดไม่พบ  อยากเอามาเล่าให้ฟัง  แต่สรุปในทำนองเดียวกัน  เพียงแต่เปลี่ยนจากเกลือ เป็น น้ำเน่า  อาจารย์อธิบายว่า  เราสร้างกุศลกรรมใหม่เพื่อยืดเวลาการส่งผลของอกุศลกรรมที่เราเคยสร้างไว้  หรือถ้าสร้างบุญบารมีมากๆ จนบรรลุนิพพานก่อนที่ผลกรรมไม่ดีจะตามมาทัน
    • หนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อ  "การสร้างบุญบารมี" นิพนธ์โดยสมเด็จพระสังฆราช  เขียนเรื่องบุญไว้ชัดเจน น่าเชื่อถือ  หาไม่ยาก
    • ดีใจที่อาจารย์สนใจเรื่องนี้  หนังสือบางเล่มอ่านยาก พี่อ่านไม่เข้าใจ  จะได้ตามมาเก็บเกี่ยวจากอาจารย์ค่ะ
    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Mon May 11 2009 22:01:58 GMT+0700 (ICT)

    ขอบคุณครับ พี่ nui :)

    "เราสร้างกุศลกรรมใหม่เพื่อยืดเวลาการส่งผลของอกุศลกรรมที่เราเคยสร้างไว้  หรือถ้าสร้างบุญบารมีมากๆ จนบรรลุนิพพานก่อนที่ผลกรรมไม่ดีจะตามมาทัน"

    ผมก็ไม่ค่อยเก่งเรื่องนี้ครับ ... อ่านบ้าง ฟังบ้าง ตามอัตภาพใจ :)

    สุวิมล
    IP: xxx.6.240.136
    เขียนเมื่อ Mon Jul 01 2013 13:49:12 GMT+0700 (ICT)

           เมื่อผลบุญที่สร้างมาในอดีตชาติเริ่มหมดลง  กรรมที่ได้กระทำมาในอดีตชาติ ถึงปัจุบันก็ส่งผลให้การงาน การเงิน ความรัก สุขภาพ ครอบครัว และที่อยู่อาศัย  ชีวิตที่เคยสุขกาย สบายใจ  ก็ต้องพบแต่ปัญหาที่รุมเร้าเข้ามาทีละเรื่อง จากการ  ไม่ทำบุญเพิ่มในปัจจุบัน ทำให้เจ้ากรรม นายเวรทวงถาม  กรรมเวรที่ทำกันมา  ในอดีตชาติ ปัจจุบัน จึงเกิดปัญหาและอุปสรรคมากมายตามมา  พยายามแก้ไขด้วยตนเองก็ไม่สามารถแก้ได้ เพราะไม่รู้ถึงต้นตอของปัญหานั้น ๆ  สุดท้ายก็  หาทางออกโดยการไปพบกับพระสงฆ์ที่ใช้กุฏิเป็นตำหนักทรงแฝง , ตำหนักทรงเจ้า ,ไทย ,จีน, อินเดีย  และหมอดู

      สิ่งเหล่านี้เป็นที่พึ่ง..หรือเพิ่ม ..ความทุกข์ให้กับตัวเรา ที่ใดว่าดี เก่ง แม่นไม่ว่าจะอยู่แห่งหน ตำบลใดก็เสาะหาไปจนพบ เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา ซ้ำเติมชะตากรรมที่แย่อยู่แล้ว  ให้เลวร้ายไปกว่าเดิม  ยิ่งแก้ก็ยิ่งทุกข์  เพราะการไปแสวงหาสิ่งเหล่านั้นย่อมพบกับบุคคลที่หวังกอบโกยผลประโยชน์ให้กับตัวเอง เอาความทุกข์ของผู้อื่นมาเป็นช่องทางหาเงินให้กับตนเอง  จากประสบการ์ณของอาจาร์ยที่เคยไปพบกับ ตำหนักทรง ,หมอดู , กราฟชีวิต  , เลข 7 ตัว  , ดูญาณทิพย์   ตามสถานที่ต่าง ๆ และที่ลงโฆษณาในหนังสือดารา และทาง INTERNET  โดยเก็บค่าครู 500-1,000 บาท ต่อครั้ง ซึ่งหลายแห่ง ก็มีคุณธรรม น่าเชื่อถือ ทำให้ผลกรรมที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไข จนเจ้ากรรม นายเวร ต่างก็อโหสิกรรม  ทำให้ทุกข์กายและทุกข์ใจที่เกิดขึ้นจึงหมดไป  แต่หลายแห่งไปแล้วกลับเพิ่มความ..ทุกข์กาย... ทุกข์ใจ..ให้มากขึ้นอีก เพราะพูดแต่สิ่งที่ ไม่ดี  แล้วให้เสดาะเคราะห์ทันที ทำพิธีรับองค์พระพุทธ , ตัดกรรม  เสียเงินเพิ่มอีกมากมาย  เพราะการพูดโน้มน้าวให้เกิดความกลัว  จึงขอเล่าประสบการ์ณที่ได้พบมา เฉพาะบางแห่งให้พิจารณา ดังต่อไปนี้ 

    1. การตรวจกรรมแบบนั่งภาวนา 
      ให้ลูกศิษย์นั่งพนมมือแล้วท่องนะโมพุท ธายะ , นะมะพะทะ , จะภะกะสะ ฯ ไปเรื่อย ๆแล้วจะเห็นกรรม  เคยไปพบอ.ท่านหนึ่งที่ภาคอีสานที่ลงใน web board  ด้วยข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เมื่อโทรนัดแล้วไปกัน 3คน  พบ อ.ใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นนำผ้าลายเสือมาห่มตัว  สภาพบ้านมีองค์ฤาษี ไว้หน้าบ้านใต้ชายคา ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อื่นใด นอกจากโซฟา เก่า ๆ 1 ตัว ถ้ามีการสร้างบุญสร้างกุศลมากมายไม่เห็นมีภาพกิจกรรมใด ๆ ติดไว้เลย  จากนั้นก็ให้พนมมือสวดทีละคาถา  แต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น  อ.เลยสรุปว่ามีเจ้ากรรม นายเวรตามมา จากอดีตชาติเคยฆ่าเขาตาย มานั่งอยู่ข้าง ๆ เราแล้ว ชีวิตจึงประสบปัญหาต้องสวดขอโหสิกรรมให้กับเขา  โดยจีวรคนละผืน และต้องทำเดี๋ยวนี้เพราะเขารอรับอยู่  แต่ถ้าไมได้เตรียมมาให้เอาของ อ .ในผินละ 999 บาท  ถ้าไม่ทำจะประสบปัญหารุนแรงตามมา  และยังมีการให้กินเม็ดเหล็กไหลทุกคน  ลักษณะคล้ายเมล็ดถั่วเขียว มีสีดำเงา แต่แอบเก็บกลับมาพิสูจน์ โดยการตัดครึ่ง  ปรากฏว่าทั้ง 3 เม็ด เป็นเม็ดถั่วเขียวจริง ๆ  สรุปว่า.....ถูก..หลอก

    2. การตรวจกรรม แบบ จิตสัมผัส  ญาณทิพย์ ตาทิพย์  หูทิพย์  ทางโทรศัพท์  ผู้ขอตรวจกรรมไม่ต้องมาพบกับอ. แค่โทรศัพท์มา แจ้งชื่อ-สกุล วัน  เดือน ปีเกิด เบอร์โทรศัพท์ แล้วโอนเงินค่าครู เข้าบัญชี  ถ้ายังไม่โอน ก็เร่งให้โอนเงินก่อน  จากนั้น อ. จะโทร.กลับมาเอง  ปรากฎว่าไม่ต้องถามปัญหาที่หนักอก  ที่เป็นอย่างนี้ต้องเปลี่ยนชื่อ –สกุล จึงจะหมดเคราะห์กรรมไปได้ แต่ต้องให้ อ. เปลี่ยนให้ถึงจะถูกวิธี  ห้ามไปเปลี่ยนเองโดย อ. คิดค่าเปลี่ยนชื่อคนละ 500 บาท , นามสกุล 1,000 บาท  หลังจากนี้ไปจะพบแต่สิ่งที่ดี  (ไปหาเปลี่ยนเองใน web ก็ได้) บางแห่งอ้างว่ามีญาณทิพย์ แต่ก็เป็นหมอดูทั่วไป โทร.ไปบอก ว.ด.ป.ให้ อ. เขาอาจจะใช้วิธีดูกราฟชีวิต , เลข 7 ตัว หรือไพ่ยิปซี  แล้วโทร.กลับมาบอก  มีรายการหนึ่ง  อาจารย์อ้างว่ามีตาทิพย์  แต่มี..ผีตายโหง..เข้าตัวเอง นั่งร้องไห้ครวญคราง..ได้ด้วย  และเขายังใช้ตาทิพย์มองเห็น..ผี ได้ขณะใช้ไฟสปอร์ตไลท์ส่องไปที่ผี  ถ้าไปลบหลู่...ผี ..ตายโหง..แบบนั้น ..มันน่าจะ.?..  คนที่ปฏิบัติธรรม แล้วถือศีลบริสุทธิ์...จะไม่มี..ผี ..สัมพเวสี ..เปรต..  อสูรกาย ..ตนใด เข้าผู้นั้นได้เลยและจะไม่มีพฤติกรรมที่โอ้อวด...ท้าทาย..ลบหลู่..เช่นนั้น สรุปว่า...มีตาอะไร

    3. ตำหนักทรง เทพอินเดีย เทพไทย เสด็จพ่อ เสด็จแม่  เสด็จปู่  สารพัดชื่อ ให้สังเกตดังนี้
      3.1  ตำหนักทรงที่ตั้งอยู่อาคารที่มีหลายชั้น  เวลาเทพลงมาประทับทรง ขณะที่มีคนอยู่ชั้นที่สูงกว่าของตำหนักทรง เทพ..ลงได้อย่างไร  และการประทับทรงร่างทรงมีการสั่นตลอดเวลา เช่น มือสั่น ขาสั่น  ตัวสั่น หัวสั่น ปากสั่น..เบี้ยว  สวดมนต์..สารพัดบท ด้วยเสียงดัง พูดจากับลูกศิษย์ ห้วน ห้าว หยาบคาย  ข่มขู่ ตำหนิ แบบให้เสียหน้า ทักทายให้เกิดความกลัว แล้วต้องทำพิธีแก้เดี๋ยวนั้นทุกขั้นตอนเป็นเงินหมด ไม่งั้นจะ...ตายโหง  เวลาจะเลิกประทับทรงจะ...หงายหลัง , หน้าคว่ำติดพื้น ,หงายลงด้าน ขวา-ซ้าย ( เลือกเอาว่าเป็นผี  เปรต สัมพเวสี  อสูรกาย )  ลูกศิษย์จะมีเคราะห์หนัก กันทุกคน เช่นมี ผีเปรต สัมพเวสี อสูรกาย เจ้ากรรม นายเวร ..ผีเด็ก..ที่ทำแท้ง..ตามมา  นั่งอยู่ข้างตัวเรา ต้องรีบเสดาะเคราะห์ จะจัดเครื่องสังเวยให้  3,000-10,000 บาท แล้วเคราะห์จะหมดไป  ต้องทำทันที (ทุกขั้นตอนมีการเรียกเงิน)

      3.2. เมื่อสะเดาะเคราะห์แล้ว  ให้มาพบอีก 1-2 ครั้ง  หากดีขึ้น..ก็บอกว่ามีองค์เทพ สารพัดองค์ตามมา  ห้รีบรับขันธ์ 5 , ขันธ์ 9  สารพัด..ขันธ์ แล้วเทพจะคุ้มครอง  ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองตามมา ค่ารับขันธ์ ครั้งละ 1,000-8,000 บาท  เกือบทุกคนมีเทพคุ้มครองหมด  ถ้าไม่รับขันธ์เดี่ยวจะมีเคราะห์ใหญ่ตามา  ทั้งที่ยังไม่รู้จัก.หริอเคยฝันเห็นเทพที่จะรับเลย..แต่ก็ไปรับมา บูชา  รับขันธ์แล้วต้องเสริมบารมีในวันไหว้ครูทุก 6 เดือนหรือ 1 ปี  ถ้าไม่นำขันธ์มาเสริม (ทำขันธ์ใบใหม่ให้..เสียเงินใหม่)  จะกระวนกระวาย จิตใจสับสน ปวดศรีษะ  เกิดปัญหามากมายตามมา ก่อนถึงวันไหว้ครู  ( เพราะถูกสะกดจากร่างทรงผู้นั้นตอนที่รับขันธ์ )  วันไหว้ครู พิธีกรรมเริ่มขึ้นลูกศิษย์ที่มารับขันธ์ครอบครูองค์เทพ จะแต่งกายด้วยชุดหลายสี เครื่องประดับเต็มตัว  ทั้งติดยศ มีอาวุธครบมือ ดาบ หอก ง้าว ตรี สังข์  แต่พอเสียงกลอง แตรสังข์ ดังขึ้นเทพเหล่านั้น กลับเต้น ร้องเพลง ร้องไห้ พูดเป็นภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่อง อ้างว่าภาษาเทพ  เหมือนจัดงานคอนเสริต์  มีตัวอย่างให้เห็นใน youtube  เช่นประทับทรงฤาษีตาไฟ  แต่บุคลิกร่างที่ประทับทรง เหมือนกับลิงชิมแปนซี  การเดิน  การพูด การเป่าหรือผิวปาก  เทพชั้นสูง...ที่ไหนจะมาให้เราเห็นแบบนี้  ควรคิดว่า.ที่เห็น...เป็นอะไรกัน

      3.3  ร่างทรง ป่วยรักษาไม่หาย ครอบครัว  ตัวเองและลูกหลาน มีบุคคลิก พูดจาหยาบคาย ติดยา การพนัน ติดหนี้สิน  ทำไม..เทพ..ยังช่วยไม่ได้  เทพที่ดี..ร่างทรง..และครอบครัว..ต้องดีด้วย.และไม่มีการเรียกเงินมาก ๆ ในการทำพิธี ทุกขั้นตอนเสียเงินหมด เช่น ค่าครู ค่าอาบน้ำมนต์ ค่าเสดาะเคราะห์   ไล่ผี ถอนคุณไสย์  หรือส่งวิญญาณเด็ก..ที่ทำแท้ง (ส่ง..ไปไหน)  แล้วจะไปหากัน..ทำไม….

    ขอให้พิจารณา... ก่อนที่จะไปพบต้องรู้ว่า เคราะห์กรรมที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจาก  อดีตชาติและปัจจุบัน..ที่เรากระทำทั้งสิ้น

     กรรมที่กระทำแล้ว  ตัดกรรมไม่ได้  ต้องชดใช้กรรมนั้น  แต่ให้ขออโหสิกรรมเอง ”

    อาจาร์ยณัฐ ญาณสัมผัส

    ตรวจกรรมด้วยญาณสัมผัสถึงเจ้ากรรม นายเวร  รู้เห็นกรรม ในอดีตชาติ  ปัจุบันชาติ กรรมหนักที่ส่งผลถึงปัจจุบัน   

    การงาน  การเงิน  ความรัก  สุขภาพ  ตรวจดูองค์เทพ ที่รับขันธ์  โทร.  082-990-8297

    ตรวจกรรมแล้ว จะแนะวิธีแก้ไขให้  แต่ต้องไปทำด้วยตัวเองไม่มีการเรียกเก็บเงินเพิ่มในการทำพิธีใด ๆ และไม่รับตรวจกรรมทางโทรศัพท์ ตรวจกรรมแล้ว จะแนะวิธีแก้ไขให้  แต่ต้องไปทำด้วยตัวเอง


    Wasawat Deemarn
    เขียนเมื่อ Mon Jul 01 2013 21:51:31 GMT+0700 (ICT)

    ขอบคุณครับ ;)...

     อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
     ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
    {{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
     ใส่รูปหรือไฟล์