สมาชิก
แลกเปลี่ยน

ภาวะตัวเหลืองตาเหลืองในทารกแรกเกิดที่เป็นปกติ

เจตมัยกลับมาบ้านวันแรกตัวเหลืองนิดนิ๊ดตาเหลืองหน่อยๆ

ดีที่คุณตาคุณยายเป็นหมอ แม่สงสัยอะไรก็ถามได้เลย

ฟังจากที่ตากับยายสอนแม่แล้วแม่ก็ไปค้นข้อมูลต่อสรุปได้ความว่า

  • ภาวะตัวเหลืองตาเหลืองในเด็กทารกแรกเกิดนั้นปกติ ถ้าเด็กทานนมแม่แล้วซักอาทิตย์สองอาทิตย์ก็จะหายเหลืองเอง (เจ้าเจนี่ยังไม่ครบอาทิตย์ก็ไม่เหลืองแล้ว) ถ้าทานนม formula ก็จะหลายเหลืองเร็วกว่านมแม่หน่อย
  • ภาวะตัวเหลืองตาเหลืองเกิดจากการที่มีบิลิรูบิน (สารสีเหลือง) ในเลือดมาก
  • บิลิรูบินเกิดจากการที่เม็ดเลือดแดงแตก (แตกเพราะมันครบอายุมัน แล้วในทารกนั้นเม็ดเลือดแดงอายุสั้นกว่าในผู้ใหญ่มี turnover rate สูงกว่า)
  • ทีนี้แตกแล้วก็เลยกลายเป็นว่ามีบิลิรูบินออกมาอยู่ในกระแสเลือด ก็อยู่ที่ว่าร่างกายขับมันออกได้ดีรึเปล่า
  • ถ้าตับทำงานดี ถ้าการขับออกทางปัสสาวะหรืออุจจาระดี มันก็ทันกันกับปริมาณบิลิรูบินที่เกิดขึ้น ตัวก็ไม่เหลือง
  • แต่ถ้าเม็ดเลือดแดงแตกมากกว่าการทำงานของตับ หรือ มากกว่าการขับถ่ายออก มันก็เหลือง (คุณตาบอกว่าหลักๆมันก็เท่านี้แหละ)
  • ในทารกแรกเกิดตับมันจะยังทำงานไม่เต็มที่ ส่วนเรื่องการขับถ่ายนี่สำคัญถ้าทานนมพอก็จะขับออกได้ทัน
  • ในวันแรกๆการขับถ่ายยังไม่ลงตัวเพราะน้ำนมแม่ยังไม่มา ก็จะเหลืองนิดๆเป็นธรรมดา (บันทึกนี้จะไม่พูดถึงภาวะตัวเหลืองที่เกิดจากความผิดปกติเช่น หมู่เลือดแม่ลูกไม่เข้ากัน หรือเด็กขาดเอ็นไซม์ G6PD หรือลำไส้หรือท่อน้ำดีอุดตันนะคะ - การจะดูว่าเหลืองแล้วผิดปกติรึเปล่าคือดูว่าเหลืองแล้วลูกซึม ไม่ทานนมรึเปล่า หรือว่าเหลืองนานมากกว่า 3 อาทิตย์ก็ไม่หายซักที แถมเหลืองมากขึ้น หรือว่าเหลืองมากทั้งตัวถึงท้องถึงขาและฝ่าเท้าเลย)
  • ส่วนการโดนแสงหรือการส่องไฟนั้นช่วยตรงที่แสงสามารถเปลี่ยนโครงสร้างของโมเลกุลของบิลิรูบินให้ละลายน้ำได้แล้วขับออกมาทางปัสสาวะอุจจาระ
  • ตอนเช้าๆ (เช้ามาก) ตากับยายจะพาเจออกไปเดินเล่นในสวนรับแดดแล้วก็ฟังเสียงนก เจจะเอียงคอหันหน้าตามเสียงนกด้วย
  • เมืองไทยโชคดีที่ไม่หนาว พาเด็กออกมาโดนแสงอ่อนๆตอนเช้าได้ (ถ้าจะให้ดีไม่ต้องให้ทารกใส่เสื้อ) เพราะฉะนั้นถ้าเป็นเมืองหนาวเค้าจะต้องพาเข้ารพ.ไปส่องไฟในตู้ตลอด เพราะทำแบบบ้านเราไม่ได้หนาวเกิน
  • การพาเด็กไปโดนแดดอ่อนๆต่างจากการพาเด็กไปตากแดดนะคะ ถ้าไปโดนแดดตรงๆเลยนี่ไม่แนะนำค่ะ อยู่ในที่สว่างๆหน่อยในบ้านก็ได้ค่ะถ้าข้างนอกมันร้อนหรือแดดแรง
  • ความเชื่อที่ว่าทานน้ำแล้วตาจะไม่เหลือง: อันนี้ก็จริงครึ่งนึงค่ะ เพราะทานน้ำเข้าไปก็ถ่ายมากขึ้น การขับออกมากกว่าการผลิตบิลิรูบินก็หายเหลือง แต่ หมอไม่แนะนำเลยค่ะเพราะจะอิ่มน้ำและทานนมน้อยลง นมแม่ส่วน foremilk ก็มีปริมาณน้ำอยู่ในน้ำนมมากพออยู่แล้ว ถ้าทานนมแม่ได้มากพอก็จะได้ปริมาณน้ำพอเพียง (ทานนมแม่แล้วลูกถ่ายบ่อยอยู่แล้ว) แต่ถ้าทานนม formula หมอก็บอกให้ทานนมให้บ่อยขึ้นได้ค่ะ ทานบ่อยขึ้นก็ถ่ายบ่อยขึ้นก็จะกำจัดบิลิรูบินได้เอง

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  1. bangkokhealth.com
  2. thaikidclinic.com
  3. American Academy of Pediatrics
  4. KidsHealth

แถมภาพเทียบเด็กตัวเหลืองก่อนและหลังการส่องไฟค่ะ (ภาพจาก KidsHealth)

http://kidshealth.org/parent/pregnancy_newborn/common/images_61867/1049311006403.jaundiceBABY.jpg

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

· คำสำคัญ: เลี้ยงลูก ทารกแรกเกิด newborn ภาวะตัวเหลือง jaundice 
· หมายเลขบันทึก: 257016 · เขียน:  
· ความเห็น:
20
 · อ่าน: แสดง 
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
ครูอรวรรณ
เขียนเมื่อ Fri Apr 24 2009 09:05:08 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ คุณหมอ

มาศึกษาเรื่องราววิธีการเลี้ยงทารกค่ะ กำลังช่วยเลี้ยงหลานชายตัวน้อย อายุเดือนเศษๆ อยู่พอดี จะติดตามอ่านบันทึกต่อๆ ไปนะคะ

Sasinand
เขียนเมื่อ Fri Apr 24 2009 09:12:20 GMT+0700 (ICT)

โชคดีค่ะ หลานไม่ตัวเหลือง ปกติดี แต่ที่ว่า ไม่ร้องๆนั้น อย่าเพิ่งแน่ใจค่ะ ตอนนี้ ยังนอนๆๆๆๆเป้นหลัก ต่อไป ไม่แน่ค่ะ
สำหรับหลาน พออายุมากขึ้นอีกนิด ก็เริ่มจะนอนยากขึ้น ขนาดต้องใช้ White noise มาไว้ใต้เตียง
แต่ที่ได้ผลมากๆ คือ เปิดเพลงค่ะ ก็เปิดเพลงกันจน 2 ขวบครึ่งเลย เขาชอบ ฟังเพลงแล้ว เคลิ้มเร็วขึ้น    ตอนนี้ อายุ 2.10 ขวบ ชอบเพลงมาก ทั้งร้อง ทั้งเต้น สงสัย ตอนแบเบาะ ฟังเพลงไว้มาก แต่ก็เป็นเรื่องที่ดี ที่เด็กจะมีดนตรี ในหัวใจนะคะ

Moon smiles on Venus&Jupiter
เขียนเมื่อ Fri Apr 24 2009 09:26:28 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ คุณ มัทนา

เรื่องทารกกับการดื่มน้ำนั้น   Moon smiles on Venus&Jupiter  หมายความว่า  เวลาลูกทานนมอยู่  ให้คอยสังเกตุว่า ลูกทานอิ่มแล้ว ก็หยุดให้นม แล้วให้ลูกได้ดื่มน้ำ สักคำ 2 คำ เพื่อให้คุ้นเคยกับน้ำดื่มสะอาดๆ ธรรมดาๆ บ้างค่ะ  และ เป็นการสร้างพัฒนาการไม่ให้ลูกหลับคานมด้วยค่ะ  เพราะเคยเห็นการหัดเด็กทารกที่โตหลายเดือน มาดื่มน้ำ และ เด็กบางคนก็ไม่ยอมนอนหลับถ้าไม่มีขวดนมคาอยู่ในปากค่ะ

และอยากให้เล่าเรื่องท่านอนของเด็กทารกด้วยค่ะ  สนใจว่า จะปั้นศรีษะ เด็กทารก จะเปลี่ยนท่านอนถี่ห่างประมาณไหน  และ นอนคว่ำหรือหงาย อย่างไรค่ะ

ขอบคุณค่ะ

มัทนา
เขียนเมื่อ Fri Apr 24 2009 11:03:46 GMT+0700 (ICT)

ยินดีที่ได้รู้จักคะคุณอรวรรณ

มัทนา
เขียนเมื่อ Fri Apr 24 2009 11:11:35 GMT+0700 (ICT)

คุณศศิคะ ใช่เลยค่ะ มัทเพิ่งพูดกับแม่เมื่อวานว่า เด็กแรกเกิดเนี่ยะร้องไห้มีเหตุผลนะ คือเค้าต้องการให้เราช่วยจริงๆ แต่โตมาจนรวมถึงผู้ใหญ่นี่มีอาการงอแงไม่มีเหตุผล ปรุงแต่งกันไปเอง : )

น้องเจนี่มัทต้องขอบคุณเค้าอย่างนึงคือ หลายครั้งตื่นมาแล้วไม่ร้อง หรือ ทานอิ่มแล้วไม่นอน แต่ทำตาแป๋ว อยู่ได้เงียบๆ (quiet alert state)

ตอนนี้มีลำบากก็ช่วงจะเข้านอนจริงๆของพ่อแม่ ใช้เวลามากกว่าชั่วโมงทุกวันเลยค่ะกว่าจะหลับ ต้องให้นมแล้วก็ทานได้ไม่นาน พอให้เรอก็ตื่น แล้วต้องกล่อมต่อ (เปิดเพลงด้วยร้องกล่อมเองด้วย) เดี๋ยวก็อึก็ฉี่ แล้วก็ตื่นแล้วก็ต้องให้นมใหม่แล้วก็เรอใหม่ถึงหลับ แต่พอหลับได้ก็ยาวเลยค่ะ

เนี่ยะมัทซื้อ CD whitenoise ที่เลียนแบบเสียงในมดลูกมา แต่ยังหาไม่เจอเลยค่ะ ไม่รู้ pack กลับมากล่องไหน ตอนนี่เลย download เสียง whitenoise พวกน้ำไหล เครื่องดูดฝุ่น ไดร์เป่าผมมา แต่มันก็ฟังไม่เพราะเท่าไหร่ สงสัยต้องไปหาจริงๆจังๆแล้วค่ะ

มัทนา
เขียนเมื่อ Fri Apr 24 2009 11:50:54 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีอีกครั้งคะคุณMoon smiles on Venus&Jupiter

ขอบคุณมากๆอีกครั้งนะคะ ประเด็นการให้น้ำของคุณพระจันทร์ยิ้มมีอยู่  3 ข้อคือ

1.ไม่ให้เด็กหลับคานมหรือขวดนม: ข้อนี้มัทเห็นด้วยมากๆ เพราะเด็กจะเรียนรู้มี sucking-sleeping association หรือ nursing-sleep association คือถ้าไม่มีอะไรดูดในปากจะไม่หลับ หนังสือ  No-cry-sleep-solution ที่มัทอ่านอยู่ก็แนะนำวิธีป้องกันไว้ว่าทำอย่างไรลูกจะไม่ติดนิสัยนี้ ไว้มัทจะเขียนไว้เป็นอีกบันทึกเลยนะคะ ดีเลยได้ไอเดียเขียนบันทึกได้อีกชิ้น แต่ว่าเค้าก็ไม่ได้รวมวิธีทานน้ำหลังทานนมเข้าไว้ในส่วนของการทานนมแม่อ่ะคะ เดี๋ยวมัทจะไปอ่านส่วนการทานนมผงผสมดูว่าเค้าแนะนำการทานน้ำตามมั้ยนะคะ เดาว่าต้องเป็นการให้น้ำทาง zipper cup หรือ ช้อนใช่มั้ยคะ เพราะถ้าเป็นขวดก็เป็นการดูดต่ออยู่ดี

2. ให้น้ำล้างปาก: มัทไปค้นดูมีข้อมูลของรพ.สินแพทย์เขียนไว้ว่า "โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้ทารกดื่มน้ำเล็กน้อยล้างปาก หลังทานนมผงเท่านั้น" เป็นไปตามที่มัทเข้าใจค่ะ เพราะนมแม่มีสารต้านการติดเชื้อในช่องปากอยู่แล้ว

มัทอ่านที่คุณแนะนำเลยเข้าใจผิดไปว่าต้องดื่มเยอะพอให้ล้างปากได้ แต่คุณพระจันทร์ยิ้มหมายถึงให้ให้น้ำแค่ 2 คำ การดื่มน้ำซัก 2 คำจะไม่มีโทษเรื่อง water intoxication จริงๆค่ะก็ไม่ต้องห่วงตรงนี้ถึงแม้ไตเด็กจะยังทำงานไม่ได้เต็มที่ น้ำที่ไม่เกิน 2 Oz. จะไม่เป็นไร ทำอย่างที่คุณพระจันทร์ยิ้มแนะนำได้ค่ะ

3. ให้เด็กชินเพื่อที่จะได้ดื่มน้ำเปล่าสะอาดบริสุทธิ์เป็นเมื่อโตขึ้น: ข้อนี้มัทยังหาข้อมูลไม่ได้เลยค่ะว่าจะทำยังไงดี มัทเชื่อว่ามีปัญหานี้จริงๆในเด็กบางคน อย่างที่เขียนไว้คือถ้าน้ำไม่มากกว่า 2 Oz. ก็ไม่มีโทษด้าน intoxication คงต้องพิจารณาเป็นกรณีๆไป อย่างน้องเจทานนมแม่ที่มีน้ำมากเพียงพออยู่แล้วปัญหา dehydrate หรือตัวเหลืองก็ไม่ต้องห่วง ตอนนี้ห่วงน้ำหนักเพราะช่วง 3 วันแรกลดลงไป 9.1% (ธรรมดาแล้วเด็กแรกเกิดจะน้ำหนักลดเป็นธรรมดาแต่ห้ามเกิน 10%) เจต้องทำน้ำหนักเพิ่มให้กลับมาเป็นน้ำหนักแรกเกิดภายใน 14 วัน มัทตัดสินใจว่าเรื่องนี้สำคัญกว่า เรื่องเด็กยอมดื่มน้ำตอนโตหรือไม่มัทคิดว่าถ้าเราไม่ให้น้ำหวาน นมหวาน หรือน้ำผลไม้สำเร็จรูป (ทำให้เด็กติดหวาน) เด็กก็น่าจะยอมดื่มน้ำเปล่ารึเปล่าคะ ไว้ยังไงเมื่อเจเริ่มทานอาหาร solid แล้ว ไม่ว่าจะเป็นตอน 4 เดือนหรือ 6 เดือน มัทจะให้น้ำเปล่าน้องดื่มแน่ๆค่ะ ตอนนี้ขอเป็นนมแม่อย่างเดียวไปก่อน ตามคำแนะนำของคุณหมอ, lactation specialist ที่รพ. และจากหนังสือที่อ่าน หรือ แหล่งข้อมูล online ต่างๆค่ะ

 

ส่วนเรื่องท่านอนนั้น มัทเคยเขียนไว้ในอนุทินตอนนั้นที่คุยกับอ.จันกับอ.ธวัชชัยเรื่องการไหลตายในทารก (SIDS) ไว้จะไปหาดูอีกทีนะคะ มัทให้น้องนอนหงาย คือตัวหงายแต่ว่าหัวตะแคงค่ะ แล้วก็ให้ตะแคงสลับข้างกันไป ไม่มีกฎตายตัวค่ะ ก็สลับๆไปเรื่อยๆ

แต่มัทก็โตมาด้วยการนอนคว่ำนะคะ มัทว่าถ้าเราเฝ้าดูน้องนอนอยู่ตลอดก็นอนคว่ำได้ ให้เบาะรองนอนแข็งหน่อยเท่านั้นเอง แต่วันก่อนมัทกับแม่จับเจลองนอนคว่ำบนเตียงดูเล่นๆว่าจะเริ่มชันคอมั้ย เจกลับไม่ชอบค่ะ ร้องไห้เลย แต่เจชอบนอนคว่ำบนหน้าอกคน จะเป็นแม่เป็นพ่อเป็นยายได้หมด เค้าคงชอบฟังเสียงหัวใจค่ะ

มัทให้เจนอนหงายเพราะสบายใจดี ไม่ต้องมากังวลว่าเค้าหายใจออกรึเปล่า เรื่องหัวทุยนี่เราก็สลับๆข้างตะแคงเอาค่ะ : )

มัทนา
เขียนเมื่อ Fri Apr 24 2009 11:54:49 GMT+0700 (ICT)

ใช้ function ค้นหาแล้วไปเจอที่ตัวเองเขียนไว้ใน blog อ.หมอวัลลภดังนี้ค่ะ

6. มัทนา
เมื่อ พ. 21 พฤษภาคม 2551 @ 03:00

ที่แคนาดานี้ไม่ให้เด็กนอนคว่ำเลยช่วงปีแรกจนกว่าเด็กจะพลิกตัวได้เองค่ะ

เป็นหนึ่งในหลายๆมาตรการที่เค้าพยายามจะลดความเสี่ยง Sudden Infant Death Sybdrome

"Infants in childcare were more likely to be last placed to sleep on their stomachs or found on their stomachs, when the usual sleep position was side or back. As a result, it is very important that parents be very specific with caregivers about the exact sleep position for their baby.

This study also highlights the need to educate daycare staff, grandparents and babysitters about back-sleeping and other ways to reduce the risk of SIDS."

PREVENTION AND TREATMENT
Flat spots may be prevented or treated by simple repositioning techniques and by relieving pressure on the head when baby is awake.  It is best to implement these simple measures from birth.

  • Always sleep baby on the back, not on the tummy or side.
  • Alternate the head position each time the baby is put down to sleep (left and right).
  • Place baby at the head of the crib one day and at the foot the next day.
  • Vary the crib position weekly so baby has new areas to look at.
  • Hold and cuddle your baby in upright positions
  • Avoid long periods in car seats, strollers, swings and bouncers because this causes pressure on the back of the head
  • From birth, give baby increasing amounts of side lying and tummy time to play.
  • Alternate the holding position when feeding baby i.e. hold in left arm for one feed and the right arm for the next feed.

Never use devices to position your baby while sleeping.  Never place your baby on their side to sleep.  Side sleep is very unstable.  Research has shown that baby who are not accustomed to sleeping on their tummy and are placed incorrectly or flip to the tummy from their side have an 18 to 20 times greater risk of dying of SIDS.  Coroners have reported deaths that have occurs the first or second time a baby is placed incorrectly.

http://www.sidscanada.org/flathead.html

Moon smiles on Venus&Jupiter
เขียนเมื่อ Fri Apr 24 2009 18:29:32 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากๆ ค่ะ  คุณ มัทนา

เป็นประโยชน์มากค่ะ

ภูสุภา
เขียนเมื่อ Fri Apr 24 2009 21:54:31 GMT+0700 (ICT)

ภาวะตัวเหลืองตาเหลืองในทารกแรกเกิดที่เป็นปกติ

น้องมัทเขียนบันทึกนี้ไว้ ดีค่ะ เพระคนอื่น ๆ อาจไม่ทันสังเกตุและไม่คิดถึง

พี่มาขอเติมนิดเดียวว่า

แม้ว่า ในตอนแรกเราคิดว่าเป็นภาวะตัวเหลืองตาเหลืองในทารกแรกเกิดที่เป็นปกติ

แต่ถ้าเกิดตัวเหลืองมากขึ้น หรือเหลืองจัดขึ้น มากขึ้นไปถึงขา-->ฝ่าเท้า

 ไม่แน่อาจไม่ใช่ปกติ อาจมีอะไรซ่อนอยู่ ต้องรีบพบแพทย์ค่ะ

เพราะภาวะสารสีเหลืองมากเกินปกติ(hyper billirubinemia)นี้เป็นภัยต่อเซลประสาทในสมอง ทำให้เกิดสภาวะอันตรายต่อสมองของเด็กทารก ค่ะ

 

เพื่อนร่วมทาง
เขียนเมื่อ Fri Apr 24 2009 22:21:12 GMT+0700 (ICT)
  • ได้มาเพิ่มพูนความรู้เลยละค่ะ เนี่ยะ
มัทนา
เขียนเมื่อ Tue Apr 28 2009 11:16:54 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากค่ะพี่หมอเล็ก (ภูสุภา) ที่มาต่อยอดและเน้นให้อีกรอบค่ะ

มัทแก้บันทึกโดยการทำตัวหนาและเพิ่มสีลงไปในส่วนนี้ให้แล้วค่ะ : )

ภูสุภา
เขียนเมื่อ Tue Apr 28 2009 21:58:33 GMT+0700 (ICT)

เพราะภาวะสารสีเหลืองมากเกินปกติ(hyper billirubinemia)นี้เป็นภัยต่อเซลประสาทในสมอง ทำให้เกิดสภาวะอันตรายต่อสมองของเด็กทารก...มาเติมอีกนิดว่า ศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า Kernicterus

อ่านต่อในวิกิพีเดีย หรือเวบไซต์อื่น ได้ค่ะ

ปลา
IP: xxx.49.155.100
เขียนเมื่อ Wed Jun 17 2009 00:16:07 GMT+0700 (ICT)

สวัดีคะคุณหมอหนูอย่ากทราบวิธีการให้คะแนนเด็กตัวเหลืองและวิธีการตรวจ

somjit
IP: xxx.122.243.106
เขียนเมื่อ Mon Jul 06 2009 14:37:54 GMT+0700 (ICT)

อยากถามคุณหมอพอดีหลานสาว(ลูกของน้องชาย)พึ่งคลอดได้ 3 อาทิตย์มีอาการตาเหลืองตัวเหลือง พาไปโรงพยาบาลหมอให้เข้าตู้อบดูอาการได้คำตอบไม่ค่อยชัดเจนที่สำคัญพยาบาลเจาะเลือดไปตรวจบอกว่าเลือดแข็งตัวเร็วมากต้องเจาะถึง3ครั้งสงสารหลานมาก ถามพยาบาลก็ไม่ได้คำตอบตอนนี้ทุกคนเป็นกังวลไปหมดหมอก็หน้าตาเคร่งเครียดทำให้เราเป็นกังวลขึ้นไปอีกจะทำอย่างไรดีรบกวนคุณหมอช่วยตอบด้วยค่ะ

ขอบคุณค่ะ

สมจิตร์

aom_jai
IP: xxx.26.109.0
เขียนเมื่อ Thu Jan 14 2010 13:22:16 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะเป็นคุณแม่เมือใหม่เหมือนกันค่ะ ลูกมีภาวะตัวเหลืองเหมืองกันหลังจากออกจากโรงพยาบาลมา อายุลูก 10 วัน ตัวเหลืองมาก พาไปหาหมอ หมอเจาะเลือดให้น้ำเกลือ ส่องไฟ สงสารลูกมากด้วย เจาะเลือดแม่ไปตรวจ หมอบอกว่าตัวเหลืองเพราะนมแม่

แต่ออกจากโรงพยาบาลแล้วก็ยังกินนมแม่อยู่ แต่กินเฉพาะกลางคืน กลางวันฝึกเขากินนมผสม เพราะเพื่อแม่ไปทำงาน ผ่านมาครบหนึ่งเดือนแล้ว ลูกก็ยังตัวเหลือง ก็ยังเหลืองแต่ไม่มากเหมือนก่อน ลูกกินนม ปกติ ไม่ซึมไม่เป็นไข้ น้ำหนักเพิ่มไม่ลด แล้วจะเป็นอันตรายไหมค่ะ พยายามเฝ้าสังเกตุลูกอยู่ทุกวันด้วย แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ รบกวนถามด้วยนะค่ะ ว่าอาการน่าเปนห่วงไหมค่ะ

ซูน
IP: xxx.173.233.204
เขียนเมื่อ Wed Mar 10 2010 11:06:45 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ นี่ก็คุณแม่มือใหม่นะคะ แต่มีปัญหากังวลใจมากค่ะรบกวนคุณหมอช่วยตอบให้หน่อยนะคะ ลูกของดิฉันคลอดก่อนกำหนดประมาณ 12 วัน แรกคลอดหมอตรวจเลือดก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ตาไม่เหลือง ตัวไม่เหลือง หมอก็ให้กลับบ้านได้หลัง 3 วัน แต่พอเวลาผ่านไปเกือบสองเดือนก็สังเกตเห็นลูกค่อนข้างตัวเหลืองและตาเหลืองเลยพาไปหาหมอ ตอนอายุ2เดือนกว่านิด ๆ หมอบอกว่าอาจเป็นโรคตับอักเสบแต่อุจระมีสีซีดก็อาจเป็นท่อน้ำดีอุดตัน แต่อยากถามคุณหมอว่าลูกเป็นท่อน้ำดีอุดตันใช่ไหมคะแล้วทำไมลูกยังกินนมเก่งอยู่ ถ่ายปกติแต่สีซีดนี่คือภาวะตัวเหลืองที่ไม่ปกติใช่ไหมคะแล้วหากไม่ได้รับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดอาการแสดงของทารกจะเป็นอย่างไรคะ รบกวนตอบด้วยนะคะเพราะไม่สบายใจมาก ๆ ค่ะ

เมย์
IP: xxx.19.67.20
เขียนเมื่อ Mon Jul 12 2010 18:33:52 GMT+0700 (ICT)

ตอนนี้ลูกยี่สิบเอ็ดวันแล้ว ตายังเหลืองค่ะ ตัวไม่ค่อยเหลืองแล้ว หมอให้ยามาทานแต่มันก็ไม่หายสักทีเพราะอะไรค่ะ ช่วยตอบกลับทางเมล์ด้วยน่ะค่ะ

ธนิดา กุลพัฒน์
IP: xxx.47.61.54
เขียนเมื่อ Tue Jan 04 2011 12:05:28 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ ดิฉันเป็นคุณแม่มือใหม่หมาดๆ ลูกอายุได้ 17 วัน ค่ะ ลูกยังมีอาการตาเหลืองตัวเหลืองบ้างนิดหน่อย แต่ที่กังวลคืออาการตาเหลือง มีคนบอกว่าสัก อาทิตย์สองอาทิตย์ก็หายแต่ลูกดิฉันสองอาทิตย์กว่าแล้วยังไม่หายเลย เขาบอกให้นำไปตากแดดอ่อนๆตอนเช้าก็ทำนะค่ะ นมก็กินเยอะ ปัสสาวะอุจจาระก็ปกติ ต้องพาไปพบแพทย์ไหมคะ

เหมียว
IP: xxx.228.108.159
เขียนเมื่อ Fri May 06 2011 18:51:26 GMT+0700 (ICT)

คุณมัทนาค่ะ คือว่าตอนนี้ลูกของหนูคลอดได้1สัปดาห์5วันแล้ว ตัวเหลืองตาเหลืองมาก แต่ก่อนออกจากโรงพยาบาลได้ตรวจเลือดเลือดแล้วผลออกมาว่าเด็กไม่เหลือง ทำไมถึงได้ผลแบบนี้ค่ะ อีกอย่างหนูและสามีเป็นธาลัสซีเมียคือ สามีได้ผล ee หนูได้ผล ea

หมอบอกว่าไม่อันตรายจิงหรือป่าวค่ะ ช่วยตอบคำถามด้วยนะคะกลุ้มใจมากกลัวมีผลกับลูกและที่ถามมาทั้งหมดนี้คือหมอที่ให้คำปรึกษาไม่ค่อยให้รายละเอียดเลย แค่บอกว่าไม่อันตรายมากก็เดินหนีอะค่ะ ทำยังงัยดีค่ะ รอคำตอบอยู่นะค่ะ รบกวนตอบด้วยกลุ้มใจมากค่ะ

มัทนา
เขียนเมื่อ Sat May 07 2011 00:37:47 GMT+0700 (ICT)

ไม่ได้เข้ามานานมาก เพิ่งเห็นว่ามีหลาย comments

ยังไงรบกวนทวนที่มัทเขียนไว้ และ อ่านความเห็นคุณหมอ ภูสุภา เมื่อวันที่

24 เมษายน 2552 21:54 #1257656 อีกรอบแล้วลองเทียวกับลูกของคุณเหมียวเองดูนะคะ

ว่าเหลืองแบบไหน ถึงฝ่าเท้าเลยรึเปล่า แล้วได้นมมากน้อยแค่ไหน โดนแดดอ่อนๆบ้างหรือไม่ น้องซึมหรือไม่

ประกอบกัน 4 ข้อนี้นะคะ น่าจะตอบได้ค่ะว่าควรพาไปหาหมออีกรอบหรือไม่ต้องกังวล

เรื่อง ธาลัสซีเมีย พ่อ EE แม่ EA ไม่เป็นไรค่ะ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ค่ะ

http://www.thalassemia.or.th/magazine/17-1/tf-magazine-09-07.pdf

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์