วิชา การติดต่อสื่อสารในองค์กร (Organizational Communication)

 วิชา การติดต่อสื่อสารในองค์กร (Organizational Communication) 

ขอต้อนรับนักศึกษาสู่วิชา การติดต่อสื่อสารในองค์กร (Organizational Communication)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 256493
 เขียน:  
 ความเห็น: 19  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

เก็จถะหวา
เขียนเมื่อ Tue Apr 21 2009 05:43:57 GMT+0700 (ICT)
  • สวัสดีค่ะ
  • ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยนะคะ
  • ขอบคุณค่า
สุรชัย ผุดประภากุล (ตั้ม)
IP: xxx.120.231.7
เขียนเมื่อ Tue Apr 21 2009 18:12:06 GMT+0700 (ICT)

อาจารย์ครับเข้ามาแวะทักทายก่อนเด๋วจะส่งงานมาให้อ่านนะคร๊าบ

มลิวัลย์ รัตนจิตบรรจง
IP: xxx.90.84.151
เขียนเมื่อ Wed Apr 22 2009 21:37:32 GMT+0700 (ICT)

มลิวัลย์ รัตนจิตบรรจง

GM201 การติดต่อสื่อสารในองค์กร มีความสำตัญยิ่ง เพราะเป็นตัวประสานงาน และ

แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธภาพ

การสื่อสารมีหลายรูปแบบ แล้วแต่องค์กรจะนำไปใช้เพื่อความเหมาะสม มีความแตกต่าง

กันทั้งด้านวัฒนธรรม ความรู้ ทัศนคติ และแนวความคิด ดังนั้น แต่ละองค์กรควรศึกษา

และแสวงหาผลประโยชน์จากสื่อต่างๆ และจากท่านที่มีความรู้ วิทยากร เพื่อเพิ่มพูนและนำไปใช้

อย่างถูกต้องและเหมาะสม

เทคนิคการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

R & C For Efficiency Communication Technique

• มีความชัดเจน (Clear) มีความเข้าใจตรงกัน

• มีความสมบูรณ์ (Complete) ถ่ายทอดได้ครบถ้วน

• มีความกระทัดรัด (Conciseness) ข้อความข่าวสารตรงประเด็น

• เป็นรูปธรรม (Concreteness) แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริง

• มีความถูกต้อง (Correctness) ไม่บิดเบือน หรือขาดตกสูญหาย

• มีการควบคุมระบบที่ดี (Control System) ติดตาม และประเมินได้

• มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี (Relationship) สร้างความรู้สึกที่ดีต่อกันเพื่อการเชื่อมโยง

การสื่อสารในองค์กร ควรมีการวางแผน มีเทคนิค มีกระบวนการ มีรูปแบบ และตรวจสอบได้

พร้อมกับการประเมินผลการสื่อสารได้ด้วย

ส่วนอุปสรรคการสื่อสาร ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการไม่เข้าใจกัน เกิดความขัดแย้งกันภายใน

ฉะนั่นผู้ที่ประสานงาน จึงมีบทบาทอย่างมากในการสื่อสาร

สุรชัย ผุดประภากุล
IP: xxx.24.2.154
เขียนเมื่อ Sat Apr 25 2009 15:18:20 GMT+0700 (ICT)

การติดต่อสื่อสารภายในองค์กร

ปัจจุบันการติดต่อสื่อสารภายในองค์กรมีความสำคัญอย่างมากเพราะเป็นกระบวนการสำคัญในการทำงาน เป็นกิจกรรมที่ต้องถ่ายทอดจากบุคคลหนึ่งไปยังคนอื่นๆ ในองค์กร ซึ่งจะช่วยให้เกิดการสร้างความสัมพันธ์อันดีแก่ทั้งสองฝ่ายหรือทุกฝ่าย ช่วยให้เกิดการพัฒนาและการทำงานในองค์กรบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

วัตถุประสงค์ของการติดต่อสื่อสารภายในองค์กร

1. เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ สร้างทัศนะให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

2. เพื่อให้เกิดความพยายามเข้าด้วยกัน เกิดการสร้างเป้าหมายแล้วทำให้เกิดการทำงานร่วมกัน (Team Work) ได้อย่างดี

3. เพื่อคงไว้ซึ่งความสมบูรณ์ขององค์กร ทำให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างผู้บริหารและพนักงาน

4. เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง การสื่อสารที่ดีควรจะเป็นการสื่อสารแบบสองทาง (Two Ways Communication) การที่ผู้บริหารได้รับข้อมูลจากระดับพนักงาน แบบล่างขึ้นบน (Upward Communication) ด้วยวิธีต่างๆ จะทำให้ผู้บริหารมีข้อมูลที่ครบถ้วนและอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงมากขึ้น

องค์ประกอบในการสื่อสารที่สมบูรณ์

1. ผู้ส่งสาร (Source) หมายถึง แหล่งกำเนิดสารที่เป็นผู้กำหนดสาระ ความคิด ความรู้ ซึ่งอาจเป็นบุคคล องค์กร สถาบันหรือคณะบุคคลก็ได้

2. สาร (Message) หมายถึง เรื่องราวความรู้ ความคิดต่างๆ ที่ผู้ส่งสารต้องการจะส่งไปถึงผู้รับ โดยมีความสำคัญคือ เนื้อหาของสาร สัญลักษณ์หรือรหัสของสาร และ การเลือกจัดลำดับข่าวสาร

3. ตัวเข้ารหัสสาร (Encoder) อาจเป็นคำพูด สัญญาณ ภาษาท่าทาง หรือรหัสอื่นๆ

4. ช่องทางการสื่อสาร (Channel) คือสื่อหรือตัวกลาง (Media) เช่น วิทยุ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ SMS

5. การแปลรหัสสาร (Decoder) คือการแปลความหมายของรหัสสัญญาณที่ส่งมายังผู้รับเพื่อให้เกิดความเข้าใจหากผู้ส่งใช้รหัสสัญญาณที่ผู้รับสามารถแปลความหมายได้เองโดยตรง

6. ผู้รับ (Receiver) เป็นจุดหมายปลายทางของการสื่อสาร ที่ต้องมีการรับรู้ เข้าใจหรือแสดงพฤติกรรมตามที่ผู้ส่งสารต้องการ ผู้รับสารต้องมีทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) ดีเช่นเดียวกับผู้ส่งสารจึงจะช่วยให้การสือสารบรรลุผลอย่างสมบูรณ์

7. ปฏิกิริยาของผู้รับสารและการตอบสนอง (Response and Feedback) เมื่อผู้รับได้รับสารและแปลความหมายจนเป็นที่เข้าใจแล้ว ผู้รับย่อมจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย เช่นเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย คล้อยตามหรือต่อต้าน

การสื่อสารที่ดีมีประสิทธิภาพควรมีลักษณะดังนี้ (Model 9 c’s)

1. มีความชัดเจน (Clear) ข้อความ การเลือดภาษา ถ้อยคำ ที่จะส่งต้องมีความชัดเจน

2. มีความสมบูรณ์ (Complete) ต้องถ่ายทอดครบถ้วนตามที่ต้องการให้ผู้รับเข้าใจ

3. มีความกระทัดรัด (Conciseness) ควรจัดทำข่าวสารที่มีความจำเป็น และกระชับ ไม่สับสน

4. เป็นรูปธรรม (Concreteness) ควรสื่อสารอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่เพ้อฝัน

5. เหมาะสมกับโอกาส (Context) การเลือกใช้ภาษาและวิธีส่งสาร ต้องเหมาะสมกับสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

6. มีความถูกต้อง (Correctness) ควรถ่ายทอดข้อมูล ข่าวสาร ที่เป็นความจริง ไม่บิดเบือน

7. มีความน่าเชื่อถือ (Credibility) เป็นสารที่ทำให้ผู้รับสารเกิดความเชื่อถือในสารและผู้ส่งสาร

8. ช่องทางการส่งสาร (Channel) ต้องเลือกวิธีการส่งข่าวสารได้เหมาะสมและรวดเร็วที่สุด

9. มีความต่อเนื่องและแน่นอน (Continuity and Consistency) ต้องสื่อสารที่ต่อเนื่องและแน่นอนถูกต้อง

โครงสร้างของการติดต่อสื่อสารในองค์กร

สามารถเรียกอีกอย่างว่า “สายใยของการติดต่อสื่อสาร” หรือ “ตาข่ายของการติดต่อสื่อสาร” มีหลายแบบด้วยกัน คือ

1. เครือข่ายการสื่อสารแบบลูกโซ่ (Chain Network) เป็นรูปแบบที่มีการติดต่อสื่อสารไปหรือมา ขึ้นหรือลงไปทางเดียวแล้วจึงย้อนกลับสวนทางกัน เป็นลักษณะของการสื่อสารหลายระดับ จึงมักเกิดความล่าช้า

2. เครือข่ายแบบวงล้อ (Wheel Network) เป็นการสื่อสารที่มีผู้นำอยู่ตรงกลาง ดังนั้นสมาชิกทุกคนจึงสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้นำได้โดยตรง การติดต่อสื่อสารในลักษณะนี้กิจกรรมต่างๆ ถูกสั่งออกจากส่วนกลางและหากสมาชิกจะติดต่อกันก็จะติดต่อผ่านส่วนกลาง

3. เครือข่ายรูปแบบตัววาย (Y Network) เป็นเครือข่ายที่มีบุคคลหนึ่งทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารไปยังสมาชิกในระดับถัดไป โดยที่สมาชิกลำดับถัดไปมีโอกาสติดต่อสื่อสารกันเองได้บางส่วน สมาชิกคนกลางจะทำหน้าที่รับและส่งข่าวสารให้กับสมาชิกคนอื่นๆซึ่งจะติดต่อสื่อสารแบบลูกโซ่กับสมาชิกที่อยู่ถัดไป

4. เครือข่ายการสื่อสารแบบวงกลม (Circle Network) เป็นการสื่อสารที่สมาชิกแต่ละคนสามารถติดต่อสื่อสารกับสมาชิกข้างเคียงกับตนดดยตรงได้ แต่ละคนในกลุ่มจะมีฐานะเท่าเทียมกัน

5. เครือข่ายการสื่อสารรูปดาว (Star Network) เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนได้ติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วถึงและเป็นอิสระ ไม่เข้มงวด ไม่มีศูนย์กลางที่เป็นทางการ เครือข่ายประแภทนี้จะรวดเร็วและเกิดประสิทธิภาพของงานสูง

จุฑารส ฤกษ์สุริยพันธ์
IP: xxx.8.93.180
เขียนเมื่อ Mon Apr 27 2009 19:35:40 GMT+0700 (ICT)

การติดต่อสื่อสารในองค์กร

เป็นการถ่ายทอดข้อมูลแลกเปลี่ยนเพื่อให้การทำงานที่มีประสิทธิภาพ

การสื่อสารมีรูปแบบมากมาย ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรจะได้เกิดประโยชน์

เทคนิคการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

1 ชัดเจน เข้าใจตรงกัน

2 สมบูรณ์ ครบถ้วน

3 กระทัดรัด ตรงประเด็น

4 เป็นรูปธรรม ความเป็นจริง

5 มีความถูกต้อง ไม่บิดเบือน ขาดตก

6 มีการควบคุมระบบที่ดี ประเมินได้

7 มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี

การสื่อสารในองค์กรที่ดี จะทำให้องค์กรเข็มแข็ง เกิดความภักดี

จุฑารส

27/04/09

มลิวัลย์ รัตนจิตบรรจง
IP: xxx.9.177.230
เขียนเมื่อ Wed Apr 29 2009 00:05:10 GMT+0700 (ICT)

มลิวัลย์ รัตนจิตบรรจง

28/04/2009

วิชาการโน้มน้าวใจเพื่อการประชาสัมพันธ์

• ทฤษฎีว่าด้วยองค์ประกอบการสื่อ (theory component in communication)

• ทฤษฎีระบบ (system theory)

• ทฤษฎีโครงสร้างในสมองหรือข้อมูลสะสมในสมองและพฤติกรรมของมนุษย์ (cognitive and behavioral theory)

• ทฤษฎีว่าด้วยความเกี่ยวกันส่วนตัวและการประเมินสิ่งรอบตัว (ego-involvement and social judgment)

• ทฤษฎีความไม่กลมกลืนของระบบความคิดในสมอง (cognitive dissonance)

• ทฤษฎีแห่งความสมดุล (Balance theory)

• ทฤษฎีที่ว่าด้วยการชักจูง การโน้มน้าวใจ (Theory of persuasion)

ทฤษฎีว่าด้วยองค์ประกอบการสื่อสาร

• สัญญลักษณ์

• การสื่อสารต้องมีความเข้าใจในสัญญลักษณ์หรือภาษาให้ตรงกัน

• การสื่อสารจะต้องมีการปฏิสังสรรค์

• การลดความไม่แน่ใจ

• กระบวนการ

• การแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

• ช่องทางของการสื่อสาร

• การเชื่อมโยง

• การลอกเลียนความจำ

• เลือกวิธีการตอบโต้

• สิ่งเร้า

• ความตั้งใจ

• กาลเทศะ

• อำนาจ

ทฤษฎีโครงสร้างในสมอง หรือข้อมูลสะสมในสมองและพฤติกรรมของมนุษย์

• สิ่งเร้า

• ทฤษฎีนี้เชื่อว่าสิ่งเร้านั้นจะนำไปสู่กระบวนการตอบสนอง

• ทฤษฎีนี้มองว่าการทำงานของคนเหมือนการมองคอมพิวเตอร์

• ทฤษฎีนี้เชื่อว่าความคิดเป็นผู้กำหนดภาษาและการแสดงออกของมนุษย์

ทฤษฎีว่าด้วยการชักจูงใจ การโน้มน้าวใจ แบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ ดังนี้

1. กลุ่มเชื่อ 2. กลุ่มสงสัย 3. กลุ่มเฉื่อย 4. กลุ่มปรปักษ์

นางแพรสี วังแก้ว
IP: xxx.24.78.14
เขียนเมื่อ Sat May 02 2009 11:24:07 GMT+0700 (ICT)

1. มีความชัดเจน (Clear) ข้อความ การเลือดภาษา ถ้อยคำ ที่จะส่งต้องมีความชัดเจน

2. มีความสมบูรณ์ (Complete) ต้องถ่ายทอดครบถ้วนตามที่ต้องการให้ผู้รับเข้าใจ

3. มีความกระทัดรัด (Conciseness) ควรจัดทำข่าวสารที่มีความจำเป็น และกระชับ ไม่สับสน

4. เป็นรูปธรรม (Concreteness) ควรสื่อสารอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่เพ้อฝัน

5. เหมาะสมกับโอกาส (Context) การเลือกใช้ภาษาและวิธีส่งสาร ต้องเหมาะสมกับสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

6. มีความถูกต้อง (Correctness) ควรถ่ายทอดข้อมูล ข่าวสาร ที่เป็นความจริง ไม่บิดเบือน

7. มีความน่าเชื่อถือ (Credibility) เป็นสารที่ทำให้ผู้รับสารเกิดความเชื่อถือในสารและผู้ส่งสาร

8.ผู้ส่งสาร (Source)

9.สาร (Message)

10.รหัสสาร(Encoder)

11.ช่องทางสื่อสาร (Channel)

12.การแปลรหัสสาร(Decoder)

13.ผู้รับสาร (Receiver)

8. ช่องทางการส่งสาร (Channel) ต้องเลือกวิธีการส่งข่าวสารได้เหมาะสมและรวดเร็วที่สุด

9. มีความต่อเนื่องและแน่นอน (Continuity and Consistency) ต้องสื่อสารที่ต่อเนื่องและแน่นอนถูกต้อง

IP: xxx.24.78.14
เขียนเมื่อ Sat May 02 2009 11:47:48 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนรู้

ทฤษฎีพื้นฐานสำหรับการโน้มน้าวใจ มีดังนี้

ทฤษฎีว่าด้วยองค์ประกอบการสาร (theory component in communication)

ทฤษฎีระบบ (system theory)

ทฤษฎีโครงสร้างในสมองหรือข้อมูลสะสมในสมองและพฤติกรรมของมนุษย์ (cognitive and behavioral theory)

ทฤษฎีว่าด้วยความเกี่ยวกันส่วนตัวและการประเมินสิ่งรอบตัว (ego-involvement and social judgment)

ทฤษฎีความไม่กลมกลืนของระบบความคิดในสมอง (cognitive dissonance)

ทฤษฎีแห่งความสมดุล (Balance theory)

ทฤษฎีที่ว่าด้วยการชักจูง การโน้มน้าวใจ (theory of persuasion)

ทฤษฎีว่าด้วยองค์ประกอบการสื่อสาร มีดังนี้

สัญญลักษณ์

การสื่อสารต้องมีความเข้าใจในสัญญลักษณ์หรือภาษาให้ตรงกัน

การสื่อสารจะต้องมีการปฏิสังสรรค์

การลดความไม่แน่ใจ

กระบวนการ

การแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

ช่องทางของการสื่อสาร

การเชื่อมโยง

การลอกเลียนความจำ

เลือกวิธีการตอบโต้

สิ่งเร้า

ความตั้งใจ

กาลเทศะ

อำนาจ

ทฤษฎีโครงสร้างในสมอง หรือข้อมูลสะสมในสมองและพฤติกรรมของมนุษย์ มีดังนี้

1. สิ่งเร้า

2.ทฤษฎีนี้เชื่อว่าสิ่งเร้านั้นจะนำไปสู่กระบวนการตอบสนอง

3.ทฤษฎีนี้มองว่าการทำงานของคนเหมือนการมองคอมพิวเตอร์

4.ทฤษฎีนี้เชื่อว่าความคิดเป็นผู้กำหนดภาษาและการแสดงออกของมนุษย์ หรือข้อมูลสะสมในสมองและพฤติกรรมของมนุษย์

ทฤษฎีว่าด้วยความเกี่ยวพันส่วนตัว และการประเมินสิ่งรอบตัว มีดังนี้

1.มนุษย์ประเมินสิ่งต่าง ๆรอบตัวอัตโนมัต (แองเกิล)

2.มนุษย์จะใจแคบหรือใจกว้างอยู่ที่ความเกี่ยวพันกับตัวเอง

ทฤษฎีความไม่กลมกลืนของระบบความคิดในสมอง มีดังนี้

1.การตัดสินใจ

2.การยิมยอม

3.ความพยายาม

4.การเข้ากลุม

5.การได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม

คุณแพรสี วังแก้ว
IP: xxx.24.78.14
เขียนเมื่อ Sat May 02 2009 11:51:58 GMT+0700 (ICT)

อาจารย์คะที่ไม่ได้ระบุุชื่อเป็นของ แพรสี วังแก้วนะคะ

คุณวรรณี โกศลอินทรีย์
IP: xxx.24.75.86
เขียนเมื่อ Sat May 02 2009 13:35:31 GMT+0700 (ICT)

การสื่อสารที่ดีมีประสิทธิภาพควรมีลักษณะดังนี้

1. มีความชัดเจน (Clear) ข้อความ การเลือดภาษา ถ้อยคำ ที่จะส่งต้องมีความชัดเจน

2. มีความสมบูรณ์ (Complete) ต้องถ่ายทอดครบถ้วนตามที่ต้องการให้ผู้รับเข้าใจ

3. มีความกระทัดรัด (Conciseness) ควรจัดทำข่าวสารที่มีความจำเป็น และกระชับ ไม่สับสน

4. เป็นรูปธรรม (Concreteness) ควรสื่อสารอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่เพ้อฝัน

5. เหมาะสมกับโอกาส (Context) การเลือกใช้ภาษาและวิธีส่งสาร ต้องเหมาะสมกับสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

6. มีความถูกต้อง (Correctness) ควรถ่ายทอดข้อมูล ข่าวสาร ที่เป็นความจริง ไม่บิดเบือน

7. มีความน่าเชื่อถือ (Credibility) เป็นสารที่ทำให้ผู้รับสารเกิดความเชื่อถือในสารและผู้ส่งสาร

8. ช่องทางการส่งสาร (Channel) ต้องเลือกวิธีการส่งข่าวสารได้เหมาะสมและรวดเร็วที่สุด

9. มีความต่อเนื่องและแน่นอน (Continuity and Consistency) ต้องสื่อสารที่ต่อเนื่องและแน่นอนถูกต้อง

องค์ประกอบในการสื่อสารที่สมบูรณ์

1. ผู้ส่งสาร (Source) หมายถึง แหล่งกำเนิดสารที่เป็นผู้กำหนดสาระ ความคิด ความรู้ ซึ่งอาจเป็นบุคคล องค์กร สถาบันหรือคณะบุคคลก็ได้

2. สาร (Message) หมายถึง เรื่องราวความรู้ ความคิดต่างๆ ที่ผู้ส่งสารต้องการจะส่งไปถึงผู้รับ โดยมีความสำคัญคือ เนื้อหาของสาร สัญลักษณ์หรือรหัสของสาร และ การเลือกจัดลำดับข่าวสาร

3. ตัวเข้ารหัสสาร (Encoder) อาจเป็นคำพูด สัญญาณ ภาษาท่าทาง หรือรหัสอื่นๆ

4. ช่องทางการสื่อสาร (Channel) คือสื่อหรือตัวกลาง (Media) เช่น วิทยุ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ SMS

5. การแปลรหัสสาร (Decoder) คือการแปลความหมายของรหัสสัญญาณที่ส่งมายังผู้รับเพื่อให้เกิดความเข้าใจหากผู้ส่งใช้รหัสสัญญาณที่ผู้รับสามารถแปลความหมายได้เองโดยตรง

6. ผู้รับ (Receiver) เป็นจุดหมายปลายทางของการสื่อสาร ที่ต้องมีการรับรู้ เข้าใจหรือแสดงพฤติกรรมตามที่ผู้ส่งสารต้องการ ผู้รับสารต้องมีทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) ดีเช่นเดียวกับผู้ส่งสารจึงจะช่วยให้การสือสารบรรลุผลอย่างสมบูรณ์

คุณวรรณี โกศลอินทรีย์
IP: xxx.25.197.240
เขียนเมื่อ Sat May 02 2009 13:59:47 GMT+0700 (ICT)

สรุปสิ่งที่เรียน

ทฤษฎีพื้นฐานสำหรับการโน้มน้าวใจ มีดังนี้

1.ทฤษฎีว่าด้วยองค์ประกอบการสื่อสาร (theory component in communication)

2.ทฤษฎีระบบ (system theory)

3.ทฤษฎีโครงสร้างในสมองหรือข้อมูลสะสมในสมองและพฤติกรรมของมนุษย์ (cognitive and behavioral theory)

4.ทฤษฎีว่าด้วยความเกี่ยวกันส่วนตัวและการประเมินสิ่งรอบตัว (ego-involvement and social judgment)

5.ทฤษฎีความไม่กลมกลืนของระบบความคิดในสมอง (cognitive dissonance)

6.ทฤษฎีแห่งความสมดุล (Balance theory)

7.ทฤษฎีที่ว่าด้วยการชักจูง การโน้มน้าวใจ (theory of persuasion)

ทฤษฎีว่าด้วยองค์ประกอบการสื่อสาร ประกอบด้วย

1.สัญญลักษณ์

2.การสื่อสารต้องมีความเข้าใจในสัญญลักษณ์หรือภาษาให้ตรงกัน

3.การสื่อสารจะต้องมีการปฏิสังสรรค์

4.การลดความไม่แน่ใจ

5.กระบวนการ

6.การแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

6.ช่องทางของการสื่อสาร

8.การเชื่อมโยง

9.การลอกเลียนความจำ

10.เลือกวิธีการตอบโต้

11.เร้า

12.ความตั้งใจ

13.กาลเทศะ

13.อำนาจ

ทฤษฎีระบบ ประกอบด้วย

1.ทุกอย่างในโลกมีโครงสร้างที่สามารถอธิบายได้

2.ทุกอย่างในโลกเนองค์ประกอบย่อยของระบบ

3.สัญญญาณแห่งการปรับตัว

4.ระบบอยู่ได้ด้วยการสร้างความสมดุลระหว่างพลังที่ตรงข้ามกัน

ทฤษฎีความไม่กลมกลืนของระบบความคิดในสมอง ประกอบด้วย

1.การตัดสินใจ

2.การยิมยอม

3.ความพยายาม

4.การเข้ากลุม

5.การได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม

ทฤษฎีโครงสร้างในสมอง หรือข้อมูลสะสมในสมองและพฤติกรรมของ

สิ่งเร้า ประกอบด้วย

1.ทฤษฎีนี้เชื่อว่าสิ่งเร้านั้นจะนำไปสู่กระบวนการตอบสนอง

2.ทฤษฎีนี้มองว่าการทำงานของคนเหมือนการมองคอมพิวเตอร์

3.ทฤษฎีนี้เชื่อว่าความคิดเป็นผู้กำหนดภาษาและการแสดงออกของมนุษย์

ทฤษฎีว่าด้วยความเกี่ยวพันส่วนตัว และการประเมินสิ่งรอบตัว ประกอบด้วย

1.มนุษย์ประเมินสิ่งต่าง ๆรอบตัวอัตโนมัต (แองเกิล)

2.มนุษย์จะใจแคบหรือใจกว้างอยู่ที่ความเกี่ยวพันกับตัวเอง

นายจิระเดช ห้วยหงษ์ทอง
IP: xxx.24.78.14
เขียนเมื่อ Sat May 02 2009 14:04:37 GMT+0700 (ICT)

องค์ประกอบในการสื่อสารที่สมบูรณ์

1. ผู้ส่งสาร (Source) หมายถึง แหล่งกำเนิดสารที่เป็นผู้กำหนดสาระ ความคิด ความรู้ ซึ่งอาจเป็นบุคคล องค์กร สถาบันหรือคณะบุคคลก็ได้

2. สาร (Message) หมายถึง เรื่องราวความรู้ ความคิดต่างๆ ที่ผู้ส่งสารต้องการจะส่งไปถึงผู้รับ โดยมีความสำคัญคือ เนื้อหาของสาร สัญลักษณ์หรือรหัสของสาร และ การเลือกจัดลำดับข่าวสาร

3. ตัวเข้ารหัสสาร (Encoder) อาจเป็นคำพูด สัญญาณ ภาษาท่าทาง หรือรหัสอื่นๆ

4. ช่องทางการสื่อสาร (Channel) คือสื่อหรือตัวกลาง (Media) เช่น วิทยุ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ SMS

5. การแปลรหัสสาร (Decoder) คือการแปลความหมายของรหัสสัญญาณที่ส่งมายังผู้รับเพื่อให้เกิดความเข้าใจหากผู้ส่งใช้รหัสสัญญาณที่ผู้รับสามารถแปลความหมายได้เองโดยตรง

6. ผู้รับ (Receiver) เป็นจุดหมายปลายทางของการสื่อสาร ที่ต้องมีการรับรู้ เข้าใจหรือแสดงพฤติกรรมตามที่ผู้ส่งสารต้องการ ผู้รับสารต้องมีทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) ดีเช่นเดียวกับผู้ส่งสารจึงจะช่วยให้การสือสารบรรลุผลอย่างสมบูรณ์

เทคนิคการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

• มีความชัดเจน (Clear) มีความเข้าใจตรงกัน

• มีความสมบูรณ์ (Complete) ถ่ายทอดได้ครบถ้วน

• มีความกระทัดรัด (Conciseness) ข้อความข่าวสารตรงประเด็น

• เป็นรูปธรรม (Concreteness) แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริง

• มีความถูกต้อง (Correctness) ไม่บิดเบือน หรือขาดตกสูญหาย

• มีการควบคุมระบบที่ดี (Control System) ติดตาม และประเมินได้

• มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี (Relationship) สร้างความรู้สึกที่ดีต่อกันเพื่อการเชื่อมโยง

การสื่อสารในองค์กร ควรมีการวางแผน มีเทคนิค มีกระบวนการ มีรูปแบบ และตรวจสอบได้

นายจิรเดช ห้วยหงษ์ทอง
IP: xxx.24.78.14
เขียนเมื่อ Sat May 02 2009 14:08:27 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน

• ทฤษฎีว่าด้วยองค์ประกอบการสื่อ (theory component in communication)

• ทฤษฎีระบบ (system theory)

• ทฤษฎีโครงสร้างในสมองหรือข้อมูลสะสมในสมองและพฤติกรรมของมนุษย์ (cognitive and behavioral theory)

• ทฤษฎีว่าด้วยความเกี่ยวกันส่วนตัวและการประเมินสิ่งรอบตัว (ego-involvement and social judgment)

• ทฤษฎีความไม่กลมกลืนของระบบความคิดในสมอง (cognitive dissonance)

• ทฤษฎีแห่งความสมดุล (Balance theory)

• ทฤษฎีที่ว่าด้วยการชักจูง การโน้มน้าวใจ (Theory of persuasion)

ทฤษฎีว่าด้วยองค์ประกอบการสื่อสาร

• สัญญลักษณ์

• การสื่อสารต้องมีความเข้าใจในสัญญลักษณ์หรือภาษาให้ตรงกัน

• การสื่อสารจะต้องมีการปฏิสังสรรค์

• การลดความไม่แน่ใจ

• กระบวนการ

• การแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

• ช่องทางของการสื่อสาร

• การเชื่อมโยง

• การลอกเลียนความจำ

• เลือกวิธีการตอบโต้

• สิ่งเร้า

• ความตั้งใจ

• กาลเทศะ

• อำนาจ

ทฤษฎีโครงสร้างในสมอง หรือข้อมูลสะสมในสมองและพฤติกรรมของมนุษย์

• สิ่งเร้า

• ทฤษฎีนี้เชื่อว่าสิ่งเร้านั้นจะนำไปสู่กระบวนการตอบสนอง

• ทฤษฎีนี้มองว่าการทำงานของคนเหมือนการมองคอมพิวเตอร์

• ทฤษฎีนี้เชื่อว่าความคิดเป็นผู้กำหนดภาษาและการแสดงออกของมนุษย์

จารุภัทร กลายเพ็ชร์
IP: xxx.25.197.240
เขียนเมื่อ Sat May 02 2009 14:15:48 GMT+0700 (ICT)

องค์ประกอบในการสื่อสารที่สมบูรณ์

1. ผู้ส่งสาร (Source) หมายถึง แหล่งกำเนิดสารที่เป็นผู้กำหนดสาระ ความคิด ความรู้ ซึ่งอาจเป็นบุคคล องค์กร สถาบันหรือคณะบุคคลก็ได้

2. สาร (Message) หมายถึง เรื่องราวความรู้ ความคิดต่างๆ ที่ผู้ส่งสารต้องการจะส่งไปถึงผู้รับ โดยมีความสำคัญคือ เนื้อหาของสาร สัญลักษณ์หรือรหัสของสาร และ การเลือกจัดลำดับข่าวสาร

3. ตัวเข้ารหัสสาร (Encoder) อาจเป็นคำพูด สัญญาณ ภาษาท่าทาง หรือรหัสอื่นๆ

4. ช่องทางการสื่อสาร (Channel) คือสื่อหรือตัวกลาง (Media) เช่น วิทยุ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ SMS

5. การแปลรหัสสาร (Decoder) คือการแปลความหมายของรหัสสัญญาณที่ส่งมายังผู้รับเพื่อให้เกิดความเข้าใจหากผู้ส่งใช้รหัสสัญญาณที่ผู้รับสามารถแปลความหมายได้เองโดยตรง

6. ผู้รับ (Receiver) เป็นจุดหมายปลายทางของการสื่อสาร ที่ต้องมีการรับรู้ เข้าใจหรือแสดงพฤติกรรมตามที่ผู้ส่งสารต้องการ ผู้รับสารต้องมีทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) ดีเช่นเดียวกับผู้ส่งสารจึงจะช่วยให้การสือสารบรรลุผลอย่างสมบูรณ์

7. ปฏิกิริยาของผู้รับสารและการตอบสนอง (Response and Feedback) เมื่อผู้รับได้รับสารและแปลความหมายจนเป็นที่เข้าใจแล้ว ผู้รับย่อมจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย เช่นเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย คล้อยตามหรือต่อต้าน

การสื่อสารที่ดีมีประสิทธิภาพควรมีลักษณะดังนี้ (Model 9 c’s)

1. มีความชัดเจน (Clear) ข้อความ การเลือดภาษา ถ้อยคำ ที่จะส่งต้องมีความชัดเจน

2. มีความสมบูรณ์ (Complete) ต้องถ่ายทอดครบถ้วนตามที่ต้องการให้ผู้รับเข้าใจ

3. มีความกระทัดรัด (Conciseness) ควรจัดทำข่าวสารที่มีความจำเป็น และกระชับ ไม่สับสน

4. เป็นรูปธรรม (Concreteness) ควรสื่อสารอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่เพ้อฝัน

5. เหมาะสมกับโอกาส (Context) การเลือกใช้ภาษาและวิธีส่งสาร ต้องเหมาะสมกับสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

6. มีความถูกต้อง (Correctness) ควรถ่ายทอดข้อมูล ข่าวสาร ที่เป็นความจริง ไม่บิดเบือน

7. มีความน่าเชื่อถือ (Credibility) เป็นสารที่ทำให้ผู้รับสารเกิดความเชื่อถือในสารและผู้ส่งสาร

8. ช่องทางการส่งสาร (Channel) ต้องเลือกวิธีการส่งข่าวสารได้เหมาะสมและรวดเร็วที่สุด

9. มีความต่อเนื่องและแน่นอน (Continuity and Consistency) ต้องสื่อสารที่ต่อเนื่องและแน่นอนถูกต้อง

เทคนิคการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

• มีความชัดเจน (Clear) มีความเข้าใจตรงกัน

• มีความสมบูรณ์ (Complete) ถ่ายทอดได้ครบถ้วน

• มีความกระทัดรัด (Conciseness) ข้อความข่าวสารตรงประเด็น

• เป็นรูปธรรม (Concreteness) แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริง

• มีความถูกต้อง (Correctness) ไม่บิดเบือน หรือขาดตกสูญหาย

• มีการควบคุมระบบที่ดี (Control System) ติดตาม และประเมินได้

• มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี (Relationship) สร้างความรู้สึกที่ดีต่อกันเพื่อการเชื่อมโยง

จารุภัทร กลายเพ็ชร์
IP: xxx.24.78.14
เขียนเมื่อ Sat May 02 2009 14:22:14 GMT+0700 (ICT)

ทฤษฎีว่าด้วยองค์ประกอบการสื่อสาร (theory component in communication)

• ทฤษฎีระบบ (system theory)

• ทฤษฎีโครงสร้างในสมองหรือข้อมูลสะสมในสมองและพฤติกรรมของมนุษย์ (cognitive and behavioral theory)

• ทฤษฎีว่าด้วยความเกี่ยวกันส่วนตัวและการประเมินสิ่งรอบตัว (ego-involvement and social judgment)

• ทฤษฎีความไม่กลมกลืนของระบบความคิดในสมอง (cognitive dissonance)

• ทฤษฎีแห่งความสมดุล (Balance theory)

• ทฤษฎีที่ว่าด้วยการชักจูง การโน้มน้าวใจ (Theory of persuasion)

ทฤษฎีว่าด้วยองค์ประกอบการสื่อสาร

• สัญญลักษณ์

• การสื่อสารต้องมีความเข้าใจในสัญญลักษณ์หรือภาษาให้ตรงกัน

• การสื่อสารจะต้องมีการปฏิสังสรรค์

• การลดความไม่แน่ใจ

• กระบวนการ

• การแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

• ช่องทางของการสื่อสาร

• การเชื่อมโยง

• การลอกเลียนความจำ

• เลือกวิธีการตอบโต้

• สิ่งเร้า

• ความตั้งใจ

• กาลเทศะ

• อำนาจ

ทฤษฎีโครงสร้างในสมอง หรือข้อมูลสะสมในสมองและพฤติกรรมของมนุษย์

• สิ่งเร้า

• ทฤษฎีนี้เชื่อว่าสิ่งเร้านั้นจะนำไปสู่กระบวนการตอบสนอง

• ทฤษฎีนี้มองว่าการทำงานของคนเหมือนการมองคอมพิวเตอร์

• ทฤษฎีนี้เชื่อว่าความคิดเป็นผู้กำหนดภาษาและการแสดงออกของมนุษย์

จุฑารส ฤกษ์สุริยพันธ์
IP: xxx.8.87.153
เขียนเมื่อ Mon May 04 2009 16:49:55 GMT+0700 (ICT)

ทฤษฎีว่าด้วยองค์ประกอบการสื่อสาร (theory component in communication)

• ทฤษฎีระบบ (system theory)

• ทฤษฎีโครงสร้างในสมองหรือข้อมูลสะสมในสมองและพฤติกรรมของมนุษย์ (cognitive and behavioral theory)

• ทฤษฎีว่าด้วยความเกี่ยวกันส่วนตัวและการประเมินสิ่งรอบตัว (ego-involvement and social judgment)

• ทฤษฎีความไม่กลมกลืนของระบบความคิดในสมอง (cognitive dissonance)

• ทฤษฎีแห่งความสมดุล (Balance theory)

• ทฤษฎีที่ว่าด้วยการชักจูง การโน้มน้าวใจ (Theory of persuasion)

ทฤษฎีว่าด้วยองค์ประกอบการสื่อสาร

• สัญญลักษณ์

• การสื่อสารต้องมีความเข้าใจในสัญญลักษณ์หรือภาษาให้ตรงกัน

• การสื่อสารจะต้องมีการปฏิสังสรรค์

• การลดความไม่แน่ใจ

• กระบวนการ

• การแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

• ช่องทางของการสื่อสาร

• การเชื่อมโยง

• การลอกเลียนความจำ

• เลือกวิธีการตอบโต้

• สิ่งเร้า

• ความตั้งใจ

• กาลเทศะ

• อำนาจ

ทฤษฎีโครงสร้างในสมอง หรือข้อมูลสะสมในสมองและพฤติกรรมของมนุษย์

• สิ่งเร้า

• ทฤษฎีนี้เชื่อว่าสิ่งเร้านั้นจะนำไปสู่กระบวนการตอบสนอง

• ทฤษฎีนี้มองว่าการทำงานของคนเหมือนการมองคอมพิวเตอร์

• ทฤษฎีนี้เชื่อว่าความคิดเป็นผู้กำหนดภาษาและการแสดงออกของมนุษย์

ณรงค์ชัย ทิพย์มณี
IP: xxx.9.154.17
เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 14:35:16 GMT+0700 (ICT)

รายงาน : การติดต่อสื่อสารภายในองค์กร

(Organizational Communication)

วิชาการติดต่อสื่อสารในองค์กร (Organizational Communication) GM201 มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นกระบวนการสำคัญในการทำงาน เป็นกิจกรรมที่ต้องถ่ายทอดจากบุคคลหนึ่งไปยังคนอื่นๆ ในองค์กร ซึ่งจะช่วยให้เกิดการสร้างความสัมพันธ์อันดีแก่ทั้งสองฝ่ายหรือทุกฝ่าย ช่วยให้เกิดการพัฒนาและการทำงานในองค์กรบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ การสื่อสารมีหลายรูปแบบ แล้วแต่องค์กรจะนำไปใช้เพื่อความเหมาะสม มีความแตกต่างกันทั้งด้านวัฒนธรรม ความรู้ ทัศนคติ และแนวความคิด

ดังนั้น แต่ละองค์กรควรศึกษา และแสวงหาผลประโยชน์จากสื่อต่างๆ และจากท่านที่มีความรู้ วิทยากร เพื่อเพิ่มพูนและนำไปใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

วัตถุประสงค์ของการติดต่อสื่อสารภายในองค์กร

1. เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ สร้างทัศนะให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

2. เพื่อให้เกิดความพยายามเข้าด้วยกัน เกิดการสร้างเป้าหมายแล้วทำให้เกิดการทำงานร่วมกัน (Team Work) ได้อย่างดี

3. เพื่อคงไว้ซึ่งความสมบูรณ์ขององค์กร ทำให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างผู้บริหารและพนักงาน

4. เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง การสื่อสารที่ดีควรจะเป็นการสื่อสารแบบสองทาง (Two Ways Communication) การที่ผู้บริหารได้รับข้อมูลจากระดับพนักงาน แบบล่างขึ้นบน (Upward Communication) ด้วยวิธีต่างๆ จะทำให้ผู้บริหารมีข้อมูลที่ครบถ้วนและอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงมากขึ้น

องค์ประกอบในการสื่อสารที่สมบูรณ์

1. ผู้ส่งสาร (Source) หมายถึง แหล่งกำเนิดสารที่เป็นผู้กำหนดสาระ ความคิด ความรู้ ซึ่งอาจเป็นบุคคล องค์กร สถาบันหรือคณะบุคคลก็ได้

2. สาร (Message) หมายถึง เรื่องราวความรู้ ความคิดต่างๆ ที่ผู้ส่งสารต้องการจะส่งไปถึงผู้รับ โดยมีความสำคัญคือ เนื้อหาของสาร สัญลักษณ์หรือรหัสของสาร และ การเลือกจัดลำดับข่าวสาร

3. ตัวเข้ารหัสสาร (Encoder) อาจเป็นคำพูด สัญญาณ ภาษาท่าทาง หรือรหัสอื่นๆ

4. ช่องทางการสื่อสาร (Channel) คือสื่อหรือตัวกลาง (Media) เช่น วิทยุ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ SMS

5. การแปลรหัสสาร (Decoder) คือการแปลความหมายของรหัสสัญญาณที่ส่งมายังผู้รับเพื่อให้เกิดความเข้าใจหากผู้ส่งใช้รหัสสัญญาณที่ผู้รับสามารถแปลความหมายได้เองโดยตรง

6. ผู้รับ (Receiver) เป็นจุดหมายปลายทางของการสื่อสาร ที่ต้องมีการรับรู้ เข้าใจหรือแสดงพฤติกรรมตามที่ผู้ส่งสารต้องการ ผู้รับสารต้องมีทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) ดีเช่นเดียวกับผู้ส่งสารจึงจะช่วยให้การสื่อสารบรรลุผลอย่างสมบูรณ์

7. ปฏิกิริยาของผู้รับสารและการตอบสนอง (Response and Feedback) เมื่อผู้รับได้รับสารและแปลความหมายจนเป็นที่เข้าใจแล้ว ผู้รับย่อมจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย เช่นเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย คล้อยตามหรือต่อต้าน

การสื่อสารที่ดีมีประสิทธิภาพควรมีลักษณะดังนี้ (Model 9 c’s)

1. มีความชัดเจน (Clear) ข้อความ การเลือดภาษา ถ้อยคำ ที่จะส่งต้องมีความชัดเจน

2. มีความสมบูรณ์ (Complete) ต้องถ่ายทอดครบถ้วนตามที่ต้องการให้ผู้รับเข้าใจ

3. มีความกระทัดรัด (Conciseness) ควรจัดทำข่าวสารที่มีความจำเป็น และกระชับ ไม่สับสน

4. เป็นรูปธรรม (Concreteness) ควรสื่อสารอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่เพ้อฝัน

5. เหมาะสมกับโอกาส (Context) การเลือกใช้ภาษาและวิธีส่งสาร ต้องเหมาะสมกับสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

6. มีความถูกต้อง (Correctness) ควรถ่ายทอดข้อมูล ข่าวสาร ที่เป็นความจริง ไม่บิดเบือน

7. มีความน่าเชื่อถือ (Credibility) เป็นสารที่ทำให้ผู้รับสารเกิดความเชื่อถือในสารและผู้ส่งสาร

8. ช่องทางการส่งสาร (Channel) ต้องเลือกวิธีการส่งข่าวสารได้เหมาะสมและรวดเร็วที่สุด

9. มีความต่อเนื่องและแน่นอน (Continuity and Consistency) ต้องสื่อสารที่ต่อเนื่องและแน่นอนถูกต้อง

โครงสร้างของการติดต่อสื่อสารในองค์กร

สามารถเรียกอีกอย่างว่า “สายใยของการติดต่อสื่อสาร” หรือ “ตาข่ายของการติดต่อสื่อสาร” มีหลายแบบด้วยกัน คือ

1. เครือข่ายการสื่อสารแบบลูกโซ่ (Chain Network) เป็นรูปแบบที่มีการติดต่อสื่อสารไปหรือมา ขึ้นหรือลงไปทางเดียวแล้วจึงย้อนกลับสวนทางกัน เป็นลักษณะของการสื่อสารหลายระดับ จึงมักเกิดความล่าช้า

2. เครือข่ายแบบวงล้อ (Wheel Network) เป็นการสื่อสารที่มีผู้นำอยู่ตรงกลาง ดังนั้นสมาชิกทุกคนจึงสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้นำได้โดยตรง การติดต่อสื่อสารในลักษณะนี้กิจกรรมต่างๆ ถูกสั่งออกจากส่วนกลางและหากสมาชิกจะติดต่อกันก็จะติดต่อผ่านส่วนกลาง

3. เครือข่ายรูปแบบตัววาย (Y Network) เป็นเครือข่ายที่มีบุคคลหนึ่งทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารไปยังสมาชิกในระดับถัดไป โดยที่สมาชิกลำดับถัดไปมีโอกาสติดต่อสื่อสารกันเองได้บางส่วน สมาชิกคนกลางจะทำหน้าที่รับและส่งข่าวสารให้กับสมาชิกคนอื่นๆซึ่งจะติดต่อสื่อสารแบบลูกโซ่กับสมาชิกที่อยู่ถัดไป

4. เครือข่ายการสื่อสารแบบวงกลม (Circle Network) เป็นการสื่อสารที่สมาชิกแต่ละคนสามารถติดต่อสื่อสารกับสมาชิกข้างเคียงกับตนโดยตรงได้ แต่ละคนในกลุ่มจะมีฐานะเท่าเทียมกัน

5. เครือข่ายการสื่อสารรูปดาว (Star Network) เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนได้ติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วถึงและเป็นอิสระ ไม่เข้มงวด ไม่มีศูนย์กลางที่เป็นทางการ เครือข่ายประเภทนี้จะรวดเร็วและเกิดประสิทธิภาพของงานสูง

ณรงค์ชัย ทิพย์มณี
IP: xxx.9.154.17
เขียนเมื่อ Fri May 08 2009 14:40:47 GMT+0700 (ICT)

สรุปรายงาน : การโน้มน้าวใจ ทฤษฎีว่าด้วยองค์ประกอบการสื่อสารและโครงสร้างสมอง

การโน้มน้าวใจเพื่อการประชาสัมพันธ์

 ทฤษฎีว่าด้วยองค์ประกอบการสื่อ (theory component in communication)

 ทฤษฎีระบบ (system theory)

 ทฤษฎีโครงสร้างในสมองหรือข้อมูลสะสมในสมองและพฤติกรรมของมนุษย์ (cognitive and behavioral theory)

 ทฤษฎีว่าด้วยความเกี่ยวกันส่วนตัวและการประเมินสิ่งรอบตัว (ego-involvement and social judgment)

 ทฤษฎีความไม่กลมกลืนของระบบความคิดในสมอง (cognitive dissonance)

 ทฤษฎีแห่งความสมดุล (Balance theory) และ

 ทฤษฎีที่ว่าด้วยการชักจูง การโน้มน้าวใจ (Theory of persuasion)

ทฤษฎีว่าด้วยองค์ประกอบการสื่อสาร

 สัญญลักษณ์

 การสื่อสารต้องมีความเข้าใจในสัญญลักษณ์หรือภาษาให้ตรงกัน

 การสื่อสารจะต้องมีการปฏิสังสรรค์

 การลดความไม่แน่ใจ

 กระบวนการ

 การแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

 ช่องทางของการสื่อสาร

 การเชื่อมโยง

 การลอกเลียนความจำ

 เลือกวิธีการตอบโต้

 สิ่งเร้า

 ความตั้งใจ

 กาลเทศะ และ

 อำนาจ

ทฤษฎีโครงสร้างในสมอง หรือข้อมูลสะสมในสมองและพฤติกรรมของมนุษย์

๏ สิ่งเร้า

๏ ทฤษฎีนี้เชื่อว่าสิ่งเร้านั้นจะนำไปสู่กระบวนการตอบสนอง

๏ ทฤษฎีนี้มองว่าการทำงานของคนเหมือนการมองคอมพิวเตอร์

๏ ทฤษฎีนี้เชื่อว่าความคิดเป็นผู้กำหนดภาษาและการแสดงออกของมนุษย์

ทฤษฎีว่าด้วยการชักจูงใจ การโน้มน้าวใจ แบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ ดังนี้

 กลุ่มเชื่อ

 กลุ่มสงสัย

 กลุ่มเฉื่อย และ

 กลุ่มปรปักษ์

นางสาวจินดา
เขียนเมื่อ Mon Jan 25 2010 11:53:24 GMT+0700 (ICT)

อยากทำงานแบบนี้จังแนะนำหน่อย

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า