สมาชิก
แลกเปลี่ยน

การพัฒนารูปแบบการสอน

การพัฒนารูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียoวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโป่งแพร่วิทยา จังหวัดเชียงราย

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ เน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และ บูรณาการตามความเหมะสมในเรื่อง ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา และให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอน ที่มีประสิทธิภาพ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2546 : 13 - 17)
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กำหนดจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยยึดหลักว่าผู้เรียน ทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด ดังนั้น ครูผู้สอน และผู้จัดการศึกษาจะต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทจากการเป็นผู้ชี้นำ ผู้ถ่ายทอดความรู้ ไปเป็นผู้ช่วยเหลือ ส่งเสริม และสนับสนุนผู้เรียนในการแสวงหาความรู้จากสื่อและแหล่งต่างๆ และให้ข้อมูลแก่ผู้เรียน เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้สร้างสรรค์ความรู้ของตน ทั้งนี้ การจัดการเรียนรู้สาระวิทยาศาสตร์ มีกระบวนการและวิธีการที่หลากหลาย ครูผู้สอนต้องคำนึงถึงพัฒนาการทางด้านร่างกาย และสติปัญญา ความสนใจ และความสามารถของผู้เรียน (กระทรวงศึกษาธิการ. 2545 : 4, 21)
ในสังคมแห่งความรู้ "ความรู้" ถือว่าเป็นทรัพยากรหลักที่มีค่ายิ่ง ซึ่งแตกต่างจากปัจจัยการผลิตอื่นๆ เนื่องจากความรู้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและสร้างขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา ซึ่งสภาวะดังกล่าวก่อให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ ความรู้ได้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ ดังนั้นแนวคิดและหลักบริหารจัดการความรู้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับองค์กรในทุกระดับ การจัดการความรู้เป็นกระบวนการ (Process) วงจรต่อเนื่อง ที่ดำเนินการร่วมกันโดยผู้ปฏิบัติงานในองค์กรหรือหน่วยงานย่อยขององค์กร เพื่อสร้างและใช้ความรู้ในการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ดีขึ้นกว่าเดิม เกิดการพัฒนางานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เป้าหมายคือ การพัฒนางานและพัฒนาคน โดยมีความรู้เป็นเครื่องมือ มีกระบวนการจัดการความรู้เป็นเครื่องมือจึงเป็นกิจกรรมของผู้ปฏิบัติงาน ไม่ใช่กิจกรรมของนักวิชาการหรือ นักทฤษฎี แต่นักวิชาการหรือนักทฤษฎีอาจเป็นประโยชน์ในฐานะแหล่งความรู้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. http://www.obec.go.th/teacherzone. 2551)
จากประสบการณ์การสอนกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่องอาหารและสารอาหาร อยู่ในระดับต่ำ และนักเรียนขาดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ได้แก่ ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร การตั้งสมมติฐาน การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ การทดลอง และการตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป นอกจากนี้ นักเรียนไม่สามารถนำความรู้และประสบการณ์ในการเรียนวิทยาศาสตร์เชื่อมโยงให้สอดคล้องกับสภาพชีวิตจริง จึงไม่เห็นความสำคัญและประโยชน์ของการเรียนรู้ในเรื่องดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงได้พัฒนารูปแบบการสอนแบบการจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะทางการเรียนของนักเรียน กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ภายใต้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 อันจะนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนทุกด้าน ให้ได้ระดับมาตรฐานตามความมุ่งหวังของประเทศชาติต่อไป

วัตถุประสงค์ของการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ
1. เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโป่งแพร่วิทยา จังหวัดเชียงราย
2. เพื่อประเมินผลการใช้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโป่งแพร่วิทยา จังหวัดเชียงราย

สมมุติฐานการวิจัย
1. ประสิทธิภาพรูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ (E1/E2 ) เท่ากับ 80/80
2. การสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ทำให้นักเรียนมีสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียน

ขอบเขตการวิจัย
1. การวิจัยครั้งมุ่งพัฒนารูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโป่งแพร่วิทยา จังหวัดเชียงราย
ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโป่งแพร่วิทยา
กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 27 คน โดยวิธีเลือกแบบเจาะจง
2. ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย
ตัวแปรต้น การสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้
ตัวแปรตาม ได้แก่ สมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ และ ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนตามรูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้
3. ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551

นิยามศัพท์เฉพาะ
การพัฒนารูปแบบ หมายถึง การดำเนินการศึกษาและพัฒนาแบบแผนการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการบูรณาการองค์ความรู้ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน แล้วนำเสนอเป็นรูปแบบขั้นตอนของการจัดการเรียนการสอน
รูปแบบการสอน หมายถึง แบบแผนการจัดการเรียนการสอน ที่อาศัยหลักปรัชญา ทฤษฎี แนวคิด หรือความเชื่อต่างๆ โดยจัดให้มีองค์ประกอบของการเรียนการสอน ได้แก่ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการสอน การประเมินผลไว้อย่างเป็นระบบแสดงความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นนำไปใช้ได้
รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ หมายถึง แบบแผนการเรียนการสอน โดยใช้วิธีการบูรณาการองค์ความรู้แนวคิดและกระบวนการของการจัดการความรู้ กับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการแก้ปัญหา โดยมี 5 ขั้นตอน คือ การสร้างความรู้ การจัดและเก็บ การถ่ายทอดความรู้ การนำความรู้มาใช้ และการประเมินผล
สมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียน หมายถึง ความรู้ด้านเนื้อหา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และจิตวิทยาศาสตร์ สาระวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 เรื่อง อาหารและสารอาหาร

ประโยชน์ที่ได้รับ
1. ได้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
2. นักเรียนกลุ่มเป้าหมายได้รับการพัฒนาสมรรถนะทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง อาหารและสารอาหาร
3. แนวทางในการพัฒนารูปแบบการสอนวิทยาศาสตร์และนำไปประยุกต์ใช้ในกลุ่มสาระวิชาอื่นๆ

วิธีดำเนินการวิจัย
การพัฒนารูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยดังนี้

1. แบบแผนของการวิจัย
การพัฒนารูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้ดำเนินการโดยใช้รูปแบบกลุ่มเดียววัดก่อนหลังการทดลอง (One-Group Pretest-Posttest Design)
2. ระยะในการดำเนินการวิจัย
ใช้ระยะเวลาในการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โดยทำการสอนสัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง รวมจำนวนทั้งหมด 15 ชั่วโมง ใช้แผนการสอนจำนวน 7 แผน
3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย
1. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แผนการเรียนรู้ เรื่อง อาหารและสารอาหาร โดยใช้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 7 แผน
2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย
2.1 แบบทดสอบสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ จำนวน 30 ข้อ มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก
2.2 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียน โดยใช้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 17 ข้อ
4. วิธีสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้ดำเนินการดังต่อไปนี้
1. การพัฒนาแผนการเรียนรู้ ตามรูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้ดำเนินการดังต่อไปนี้
1.1 ศึกษา และวิเคราะห์หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 มาตรฐานการเรียนรู้ และผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
1.2 วิเคราะห์สภาพปัญหาที่เกิดจากการจัดการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
1.3 สร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร (Table of Specification) และพัฒนารูปแบบการการสอน ให้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง จุดประสงค์
1.4 กำหนดเวลาที่ใช้ในการเรียนการสอน แต่ละแผนการจัดการเรียนรู้
1.5 กำหนดกิจกรรมการเรียนรู้
1.6 นำรูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบคุณภาพด้านเนื้อหา จุดประสงค์ และการจัดกิจกรรม สื่อการเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผล ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อเสนอแนะ แล้วจึงนำมาปรับปรุงแก้ไข
1.7 หลังจากที่ได้แก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญแล้ว จึงได้ให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยใช้เกณฑ์ค่าดัชนีความสอดคล้อง ³ 0.75 ขึ้นไป
1.8 ทดลองใช้รูปแบบการสอนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 3 คน เพื่อหาประสิทธิภาพเบื้องต้น แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ได้ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมเท่ากับ 76.67/75.56 จึงดำเนินการปรับปรุงรูปแบบการสอน หลังจากนั้นได้นำไปทดลองใช้กับกลุ่มย่อย คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 20 คน ได้ประสิทธิภาพของรูปแบบเท่ากับ 79.64/77.83 ปรับปรุงรูปแบบการสอน แล้วจึงนำไปใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโป่งแพร่วิทยา
2. การพัฒนาแบบทดสอบสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง อาหารและสารอาหาร ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
2.1 วิเคราะห์หลักสูตร มาตรฐานการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
2.2 สร้างแบบทดสอบแบบทดสอบสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ ประเภทเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ
2.3 นำแบบทดสอบให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ประเมินความสอดคล้องระหว่างผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง กับแบบทดสอบรายข้อ
2.4 นำแบบทดสอบสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ ที่ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญไปทดลองใช้ กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 20 คน แล้ววิเคราะห์รายข้อ เพื่อหาค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r)
2.5 คัดเลือกข้อสอบสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ จำนวน 30 ข้อ ที่มีค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง .20 - .85 และค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง .40 - .90 มาวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น โดยใช้สูตร KR- 20 ของคูเดอร์ริชาร์ดสัน ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .85
3. การพัฒนาแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้
3.1 ศึกษาเอกสาร แนวคิดทฤษฎี และงานวิจัย แล้ววิเคราะห์ เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการสร้างแบบสอบถาม
3.2 สร้างแบบสอบถาม แล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) และความเหมาะสมของภาษาในแต่ละข้อคำถาม
3.3 ทดลองใช้แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 20 คน แล้วหาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้วิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Coefficient of Alpha) ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ .86
5. วิธีดำเนินการทดลอง
การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูล กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 27 คน ดังนี้
1. ชี้แจงให้นักเรียนทราบถึงการเรียนการสอน โดยใช้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ ที่สร้างขึ้นเพื่อให้นักเรียนปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง
2. นำแบบทดสอบสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ ไปทำการทดสอบกับนักเรียน แล้วบันทึกคะแนนที่ได้
3. ดำเนินการสอนตามรูปแบบที่สร้างขึ้น และประเมินผลหลังการสอนแต่ละเรื่อง
4. เมื่อนักเรียนได้รับการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ แล้ว ให้นักเรียนทำแบบทดสอบสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ แล้วบันทึกคะแนนที่ได้จากการทดสอบ
5. สำรวจความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนตามรูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ โดยตอบแบบสอบถาม แล้วบันทึกผลการประเมิน
6. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้
ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามขั้นตอน ดังนี้
1. การพัฒนารูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 โดยใช้สูตร E1/E2 นำเสนอในรูปตารางประกอบคำบรรยาย
2. การศึกษาสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ คำนวณหาค่าเฉลี่ย ( ) และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เปรียบเทียบผลต่างระหว่าง คะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน และร้อยละของคะแนนที่เพิ่มขึ้น และทดสอบค่าที (t-test แบบ Dependent) นำเสนอในรูปตารางประกอบคำบรรยาย
3. การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนตามรูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำเสนอในรูปตารางประกอบคำบรรยาย

ผลการวิจัย
จากการนำรูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้ข้อสรุปที่สำคัญดังนี้
สรุปผลการวิจัย
1. ผลการวิจัยครั้งนี้ ได้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ใช้เวลาในการศึกษา 15 ชั่วโมง ผลการตรวจสอบประสิทธิภาพ (E1 /E2) เท่ากับ 80.58/80.12 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80
2. ผลการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะ การเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ สูงกว่าก่อนการสอน มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 12.04 คิดเป็นร้อยละ 40.12 โดยก่อนการสอน มีคะแนนเฉลี่ยเป็น 12.00 หลังการสอนคะแนนเฉลี่ยเป็น 24.04 และเมื่อพิจารณาคะแนนของนักเรียนเป็นรายบุคคล พบว่า นักเรียนมีคะแนนสูงขึ้นทุกคน โดยมีคะแนนเพิ่มขึ้นสูงสุดเท่ากับ 16 คะแนน และต่ำสุดเท่ากับ 6 คะแนน
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอน โดยใช้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ได้แก่ นักเรียนมีส่วนร่วมในการวัดและประเมินผล ส่วนข้อที่อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ระยะเวลาที่ใช้ในการเรียนรู้แต่ละเรื่องมีความเหมาะสม การเรียนแบบจัดการความรู้ทำให้นักเรียนมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ และ นักเรียนเข้าใจจุดประสงค์การเรียนรู้ของบทเรียน ตามลำดับ
อภิปรายผลการวิจัย
ผลการวิจัยครั้งนี้ ได้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตรวจสอบประสิทธิภาพ (E1 /E2) เท่ากับ 80.58/80.12 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 อาจเนื่องมาจาก ในขั้นตอนของการพัฒนารูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ ซึ่งเป็นลักษณะของการเรียนการสอนที่จัดขึ้นอย่างเป็นระบบระเบียบตามปรัชญา ทฤษฎี หลักการ หรือความเชื่อต่างๆ โดยมีความครอบคลุมองค์ประกอบที่สำคัญๆ ของระบบนั้น และได้รับการยอมรับหรือพิสูจน์ ทดสอบ ถึงประสิทธิภาพของระบบนั้นๆ มาแล้ว (ทิศนา แขมมณี. 2548 : 1) ผู้วิจัยได้ดำเนินการอย่างมีระบบ โดยศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง จุดมุ่งหมายและเนื้อหาของกิจกรรม ให้มีความเหมาะสมกับระดับของผู้เรียน ให้สอดคล้องกับมาตรฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และมาตรฐานการเรียนรู้ ช่วงชั้น ซึ่งครอบคลุมทุกมาตรฐานตามเป้าหมายของหลักสูตรที่วางไว้ ประการต่อมา ในขั้นตอนของการพัฒนารูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ ได้มีการตรวจสอบแก้ไขตามข้อเสนอแนะ และตรวจสอบคุณภาพและประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งในด้านเนื้อหา ด้านการใช้ภาษา เพื่อหาข้อบกพร่องของรูปแบบ และนำข้อพกพร่องมาปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง มีการทดลองใช้ ปรับปรุงจนมีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเป็นที่เชื่อถือได้ ก่อนนำไปใช้จริง ส่งผลให้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ มีประสิทธิภาพและมีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้จัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผลการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ สูงกว่าก่อนการสอน และเมื่อพิจารณาคะแนนของนักเรียนเป็นรายบุคคล พบว่า นักเรียนมีคะแนนสูงขึ้นทุกคน อาจเนื่องมาจาก การสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งกระบวนการเรียนรู้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 24 (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. ม.ป.ป. : 14) คือ จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจของนักเรียน ฝึกทักษะกระบวนการคิด จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็นทำเป็น และการพัฒนารูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เป็นการออกแบบการเรียนการสอนที่ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งได้รับการจัดไว้อย่างเป็นระเบียบตามหลักปรัชญา ทฤษฎี หลักการ แนวคิดหรือความเชื่อต่างๆ โดยประกอบด้วยกระบวนการหรือขั้นตอนสำคัญในการเรียนการสอน รวมทั้งวิธีสอนและเทคนิคการสอนต่างๆ ที่สามารถช่วยให้สภาพการเรียนการสอนนั้นเป็นไปตามทฤษฎี หลักการ (ทิศนา แขมมณี. 2547 : 221) สอดคล้องกับผลการศึกษาของ วิมล ปฐมสุรทิน (2542) ที่พบว่า รูปแบบการสอนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ที่เรียนจากรูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้น กับนักเรียนที่เรียนจากรูปแบบการสอนของ สสวท. ไม่แตกต่างกัน และ เชาวน์ศิริ ธาระรัตน์ (2550) พบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นอกจากนี้ รัฐกรณ์ คิดการ (2551) ยังพบว่า หลังการเรียนจากรูปแบบการสอนบนเว็บโดยใช้กลยุทธ์การจัดการความรู้ รายวิชาเทคโนโลยีการศึกษา ของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
จากการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยใช้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ ที่พบว่าโดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก อาจเนื่องมาจาก ช่วยให้ผู้เรียนสนใจและกระตือรือร้นที่จะเรียนบทเรียนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากรูปแบบการสอนเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ยึดหลักการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง นักเรียนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรม และมีส่วนร่วมในการประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง แสดงให้เห็นว่า นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ ซึ่งแสดงว่า รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น สามารถเพิ่มสมรรถนะการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง อาหารและสารอาหาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้สูงขึ้น

ข้อเสนอแนะ
จากการพัฒนารูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโป่งแพร่วิทยา จังหวัดเชียงราย มีข้อเสนอแนะดังนี้
ข้อเสนอแนะเพื่อนำผลการศึกษาไปใช้
1. การนำรูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ควรศึกษารายละเอียดจากคู่มือครูประกอบการเรียนการสอน เพื่อจะได้ให้ปฏิบัติตามรูปแบบ และได้ให้คำแนะนำกับนักเรียนได้อย่างถูกต้อง เกิดประสิทธิภาพในการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น
2. การนำรูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียน อาจปรับกิจกรรมหรือระยะเวลา สถานที่ใช้ให้เหมาะสมกับระดับความสามารถของนักเรียน
3. การจัดหาสื่อและอุปกรณ์ในการเรียน ควรให้มีความเพียงพอกับนักเรียนเพื่อจะให้นักเรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมรายบุคคลและกิจกรรมกลุ่มได้อย่างสมบูรณ์
ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป
1. ศึกษารูปแบบการสอนรูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ
2. พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน โดยใช้รูปแบบการสอนแบบจัดการความรู้

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
· คำสำคัญ: การจัดการความรู้ วิทยาศาสตร์ รูปแบบการสอน 
· หมายเลขบันทึก: 246783 · เขียน:  
· ความเห็น:
3
 · อ่าน: แสดง
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
แจ้งลบ
แจ้งลบ
มนตรี แย้มกสิกร
เขียนเมื่อ Sat Mar 07 2009 01:09:32 GMT+0700 (ICT)

การออกแบบงานวิจัย น่าจะไม่สอดคล้องกับชื่อเรื่อง เพราะชื่อเรื่องเป็น "การพัฒนา" แต่เนื้อในกระบวนการวิจัย ไม่มีการพัฒนา มีแต่การทดลอง หากสนใจงานวิจัยประเภทนี้โปรดค้นคว้าได้จาก งานวิจัยประเภทการพัฒนารูปแบบการสอน หรือ งานวิจัยเพื่อพัฒนาแบบจำลองการสอน เสนอแนะมาเพื่อความถูกต้องตามหลักวิชาการ หากไม่สนใจก็ไม่เป็นไร

Wilaiporn
เขียนเมื่อ Sat Mar 07 2009 08:16:48 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณมนตรี

ขอบคุณมากค่ะที่ให้ข้อเสนอแนะดีๆ เป็นประโยชน์มากสำหรับมือใหม่อย่างดิฉัน จะพยายามค้นคว้าไปเรื่อยๆ ค่ะ ยินดีและน้อมรับคำแนะนำเสมอค่ะ

นายอาร์ท
IP: xxx.149.25.241
เขียนเมื่อ Sat May 08 2010 11:19:40 GMT+0700 (ICT)

อยากให้ลองศึกษาค้นคว้า

การพัฒนารูปแบบ ให้หลากหลาย

หรือคิดค้นรูปแบบใหม่ๆ

เพื่อทดลองใช้จริงให้หลากหลาย

เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้ทำวิจัยเอง

หมั่นฝึกฝนและมองปัญหา

และตั้งคำถามบ่อยๆ

เพื่อจะก้าวเป็นนักวิจัยมืออาชีพครับ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
ใส่รูปหรือไฟล์