เผยแพร่ผลงานวิชาการ

 ผลงานวิชาการ บรรณารักษ์ ๖ ว 

เผยแพร่ผลงานวิชาการ "ข้อมูลชุมชนอำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ"

โดย นางสาวศรีสุดา สุภี

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 244408
 เขียน:  
 ความเห็น: 68  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

srisuda
เขียนเมื่อ Tue Feb 24 2009 16:45:37 GMT+0700 (ICT)

คำนำ

 

ห้องสมุดประชาชนราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ จัดเป็นแหล่งการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของประชาชน ในอำเภอราษีไศล และอำเภอบริเวณใกล้เคียง มีความหลากหลายในรูปแบบของการให้บริการไม่ว่าจะเป็นด้านสื่อเอกสาร สื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออีเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนนิทรรศการ            รวมทั้งข้อมูลทางด้านวิชาการ และการบันเทิง นอกจากนี้ห้องสมุดประชาชนอำเภอราษีไศล ยังมีบทบาทในการรวบรวมข้อมูลชุมชน  เพื่อให้ผู้ใช้บริการห้องสมุดได้เข้าถึงข้อมูลชุมชนอำเภอ      ราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ  ได้สะดวก  ซึ่งข้อมูลดังกล่าว ห้องสมุดประชาชนอำเภอราษีไศล ได้ทำการรวบรวม เรียบเรียง และประมวลความรู้ จากแหล่งต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่ต้องการสืบค้นข้อมูลของอำเภอราษีไศลในด้านต่างๆ

เนื้อหาเอกสารประกอบด้วย บทที่ 1 สภาพทั่วไปของอำเภอราษีไศล บทที่ 2 มรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม  บทที่ 3  เอกลักษณ์ของท้องถิ่น  บทที่ 4 ทรัพยากรธรรมชาติ          บทที่ 5   ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเอกสารข้อมูลชุมชนอำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ นี้ นอกจากจะให้บริการในห้องสมุดประชาชนอำเภอราษีไศลแล้ว ยังได้เผยแพร่ไปยังห้องสมุดประชาชนอำเภอต่างๆของจังหวัดศรีสะเกษ ศูนย์การเรียนชุมชนประจำตำบลในอำเภอราษีไศล และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการบริการแก่ประชาชนที่สนใจจะศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับข้อมูลท้องถิ่นอีกด้วย

ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสาร ข้อมูลชุมชนอำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เล่มนี้ คงจะเป็นประโยชน์แก่นักเรียน นักศึกษา ทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน รวมทั้งประชาชนทั่วไปที่สนใจศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับข้อมูลท้องถิ่นและสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป

 

 นางสาวศรีสุดา   สุภี

บรรณารักษ์ 5

ห้องสมุดประชาชนอำเภอราษีไศล

srisuda
เขียนเมื่อ Tue Feb 24 2009 16:49:46 GMT+0700 (ICT)

สารบัญ

หน้า

คำนำ ก

คำขวัญอำเภอราษีไศล ข

แผนที่แสดงรายตำบลของอำเภอราษีไศล ค

บทที่ 1 สภาพทั่วไป สภาพทางภูมิศาสตร์และข้อมูลพื้นฐาน

- ประวัติอำเภอราษีไศล 1

- ลักษณะที่ตั้ง 4

- อาณาเขต 4

- ลักษณะภูมิประเทศ 4

- ลักษณะภูมิอากาศ 5

- การปกครอง 5

- ประชากร 8

- สภาพทางเศรษฐกิจ 9

- การอุตสาหกรรมและพาณิชย์ 11

- การศึกษา 12

- การศาสนา 13

- การสาธารณสุข 14

- ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 16

- การคมนาคม 17

- การโทรคมนาคมติดต่อสื่อสาร 17

- การสาธารณูปโภค 17

บทที่ 2 มรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

ร่องรอยทางประวัติศาสตร์

- พัฒนาการทางชาติพันธุ์ในอดีต 18

- การตั้งถิ่นฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ 18

- การตั้งถิ่นฐานสมัยประวัติศาสตร์ 19

- การตั้งเมืองราษีไศล 21

- การยุบเมืองตั้งเป็นอำเภอ 22

มรดกทางวัฒนธรรม

- แหล่งโบราณคดี 23

- ภาษาและวรรณกรรม 26

- ตำนาน 27

- ศาสนสถาน 28

- ประเพณีการดำรงชีวิต 29

บทที่ 3 เอกลักษณ์ของท้องถิ่น

- ชาวเยอ 34

- การแต่งกายของเยอ 36

- ภาษาถิ่น 37

- คำขวัญอำเภอราษีไศล 38

บทที่ 4 ทรัพยากรธรรมชาติ

- ทรัพยากรดิน 44

- ทรัพยากรน้ำ 46

- ทรัพยากรป่าไม้ 47

บทที่ 5 ภูมิปัญญาท้องถิ่น

- ผู้ทรงคุณวุฒิทางภูมิปัญญา 52

- รวมภูมิปัญญาและอาชีพท้องถิ่น 53

- การปั้นหม้อบ้านโก 53

- การตีเหล็ก 63

- หนังบักตื้ออีสาน 63

- การทอผ้าไหม 66

- หัตถกรรม กก ผือ 68

- กลุ่มอาชีพทำปลาส้ม 71

บรรณานุกรม 72

srisuda
เขียนเมื่อ Tue Feb 24 2009 16:50:44 GMT+0700 (ICT)

1. ประวัติอำเภอราษีไศล

เดิมอำเภอราษีไศล คือ เมืองราษีไศล ซึ่งโดยฐานะแล้วถือเป็นเมืองขนาดเล็กแต่อาณาเขตกว้างขวางพอสมควร ขึ้นแก่เมืองศรีสะเกษ (โดยธรรมเนียมการปกครองในขณะนั้นเรียกว่า “ระบบหัวเมือง” หัวเมืองหนึ่งๆ ประกอบด้วยเมืองเล็กหลายๆเมือง) อาณาเขตของเมืองเดิมนั้นได้แก่ อาณาเขตอำเภอราษีไศล รวมกิ่งอำเภอศิลาลาด (เว้นตำบลบัวหุ่ง และตำบลหนองอึ่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมืองศรีสะเกษ) และอาณาเขตอำเภอยางชุมน้อย ประชาชนประกอบด้วย เผ่าลาว เผ่าส่วย เผ่าเยอ แยกเป็นพวกที่อยู่มาแต่ดั้งเดิม ซึ่งพงศาวดารเรียกว่า “พวกป่าดง” อีกพวกหนึ่งคงอพยพมาจากนครจำปาศักดิ์ เมื่อราว พ.ศ.2267 มาตั้งอยู่เมืองท่ง (เมืองสุวรรณภูมิ) แต่ทั้งสองพวกนี้มิได้ปรับปรุงเพื่อจะตั้งเป็นเมืองแต่ประการใด พวกหลังอพยพมาจากเมืองศรีสะเกษ เพื่อเตรียมการตั้งเมืองโดยตรง

โดยฐานะเมืองศรีสะเกษเป็นเมืองใหญ่ โปรดเกล้าให้ตั้งเป็นเมือง เมื่อ พ.ศ.2325 (สมัยกรุงธนบุรี) แต่ไม่มีเมืองขึ้น มีเจ้าเมืองปกครองติดต่อกันมาหลายคน ครั้นเมื่อปี พ.ศ.2368 ได้ทรงโปรดเกล้าฯตั้งพระภักดีโยธา ปลัดเมืองศรีสะเกษ (ซึ่งเป็นเผ่าส่วย) เป็น “พระยาวิเศษภักดี” เจ้าเมือง ศรีสะเกษ ต่อมาเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง กับหลวงธิเบศร์ หลวงมหาดไทย และหลวงอภัย กรมการเมือง(ซึ่งเป็นเผ่าลาว) ทั้งสามคนจึงได้อพยพครอบครัวและบ่าวไพร่ยกไปตั้ง ณ บ้านลำโดมใหญ่ ต่อมาทรงโปรดเกล้าฯให้ยกขึ้นเป็น “เมืองเดชอุดม”(อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ในปัจจุบัน)

เมื่อปี พ.ศ.2421 เจ้าเมืองและกรมการเมืองศรีสะเกษ เห็นว่าฝั่งซ้ายแม่น้ำมูลเหมาะที่จะตั้งเมือง จึงแต่งตั้งท้าวจันศรี บุตรหลวงอภัย ให้เป็น “พระพลราชวงษา” นายกองนอก รับราชการขึ้นเมืองศรีสะเกษ ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมสำมะโนครัวตัวเลข และนำมาปรับปรุงหมู่บ้าน อยู่ฟากฝั่งแม่น้ำมูล ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เพื่อเตรียมการตั้งเมือง พระพลราชวงษาได้อพยพครอบครัวและบ่าวไพร่ไปตั้งอยู่ที่บ้านโนนหินกอง(ปัจจุบันเป็นดง อยู่ใกล้สงยาง ตำบลกุง อำเภอศิลาลาด) ยึดเอาบ้านโนนหินกอง เป็นศูนย์กลาง เพราะเห็นว่าเป็นเนินสูง น้ำไม่ท่วม มีหมู่บ้านโดยรอบ ครั้นเห็น

srisuda
เขียนเมื่อ Tue Feb 24 2009 16:51:58 GMT+0700 (ICT)

ว่าพอจะตั้งเป็นเมืองได้ ก็ได้กราบเรียนต่อพระพรหมภักดี (โท) ยกกระบัตรเมือง ซึ่งรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการเมืองศรีสะเกษ พระพรหมภักดีได้มีใบกราบบังคมทูลพระกรุณา ฯ ขอยกบ้านโนนหินกอง ขึ้นเป็นเมือง และขอแต่งตั้งพระพลราชวงษา(จันศรี) นายกองนอก เป็นผู้ว่าราชการเมือง

ครั้นวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเส็ง ตรีศก จุลศักราช 1243 พุทธศักราช 2424 (ขณะนั้น ระบบการปกครองยังเป็นแบบ “หัวเมือง” อยู่) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ยกบ้านโนนหินกอง ขึ้นเป็น “เมืองราษีไศล” ขึ้นแก่เมืองศรีสะเกษ และให้พระพลราชวงษา (จันศรี) เป็น “พระประจนปัจจนึก” ผู้ว่าราชการเมืองราษีไศล ถือศักดินา 800 ไร่ ได้บังคับบัญชาปลัด ยกกระบัตร กรมการและราษฎร บรรดาที่อยู่ในเขตแดนเมืองราษีไศล ทั้งสิ้น และให้ฟังบังคับบัญชาพระยาวิเศษภักดี ผู้ว่าราชการเมืองศรีสะเกษแต่ที่เป็นยุติธรรมและชอบด้วยราชการ และได้โปรดให้ตั้งหลวงแสง (จัน) น้องชายพระประจนปัจจนึก เป็น “หลวงหาญศึกนาศ” ปลัดเมืองราษีไศล และให้ท้าวคำเม็ก บุตรพระประจนปัจจนึก เป็น “หลวงพิฆาตไพรี” ยกกระบัตรเมือง โดยตั้งที่ว่าราชการเมืองอยู่ที่บ้านโนนหินกองตามที่โปรดเกล้านั้น เมืองศรีสะเกษจึงได้มี “เมืองขึ้น” จำเดิมแต่นั้นมา

ครั้น พ.ศ.2431 อุปฮาดเมืองสุวรรณภูมิ (ตามธรรมเนียมการปกครองหัวเมืองทางภาคอีสาน ในสมัยนั้น คณะผู้ครองเมือง เรียกว่า “คณะอาญา 4” ประกอบด้วย 1. เจ้าเมือง 2. อุปราชหรืออุปฮาดหรืออัครฮาด 3. ราชวงศ์หรืออัครวงศ์ และ 4. ราชบุตรหรืออัครบุตร ในกรณีตำแหน่งต้นๆ ไม่มีหรือไม่มีใบบอกไปเมืองหลวง กล่าวโทษเมือง 3 เมือง ว่าแย่งชิงเขตแขวงเมืองสุวรรณภูมิ ไปขอตั้งเป็นเมืองขึ้นของตนเอง คือ เมืองมหาสารคาม ขอตั้งบ้านนาเลา เป็น “เมืองวาปีปทุม” เมืองสุรินทร์ ขอตั้งบ้านทัพค่าย เป็น “เมืองชุมพลบุรี” และเมืองศรีสะเกษ ขอตั้งบ้านโนนหินกอง เป็น “เมืองราษีไศล” ได้โปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงเมืองนครจำปาศักดิ์และข้าหลวงเมืองอุบลราชธานี ไต่สวนว่ากล่าวเรื่องนี้ แม้ว่าจะไต่สวนความจริง แต่ก็ไม่สามารถรื้อถอนได้ เพราะเมืองทั้ง 3 เมือง นี้ ได้โปรดเกล้าฯให้ตั้งเป็นเมืองขึ้นแก่เมืองทั้ง 3 เมืองมาหลายปีแล้ว จึงเป็นอันโปรดเกล้า ฯ ให้คงเป็นเมืองขึ้นของเมืองทั้ง 3 ตามเดิม (จึงมีบางตำราว่า “เมืองราษีไศล” เดิม เคยขึ้นกับเมืองร้อยเอ็ด)

ครั้นต่อมา พ.ศ.2438 ได้ย้ายเมืองราษีไศล มาตั้งอยู่ที่บ้านท่าโพธิ์ ตำบลเมืองคง ต่อมา พ.ศ.2443 เมื่อจัดการปกครองเป็นแบบ “มลฑลเทศาภิบาล” (โดยธรรมเนียมการปกครองแบบ “มลฑลเทศาภิบาล หน่วยการปกครองแบ่งออกเป็น มลฑล บริเวณ เมือง และอำเภอ ตามลำดับ) เมืองราษีไศล จึงถูกยุบลงเป็นอำเภอ เรียกว่า “อำเภอราษีไศล” ขึ้นกับเมืองศรีสะเกษ เมืองราษีไศลจึงหมดสภาพเป็นเมืองแต่นั้นมา โดยนัยนี้ถือว่าขุนบริหารชนบท (ทองคำ) เป็นผู้ว่าราชการเมืองคนสุดท้าย และเป็นนายอำเภอราษีไศลคนแรก (ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ.2442 – 2450)

ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2456 เปลี่ยนชื่อเป็น “อำเภอเมืองคง” เพราะถือเอาตามชื่อตำบลที่ตั้ง แต่ต่อมา พ.ศ.2482 จึงเปลี่ยนกลับมาเป็น “อำเภอราษีไศล” ตามนามเดิม เพราะต้องการอนุรักษ์ชื่อเมืองแต่ดั้งเดิมไว้ (อรรถพล อรรคบุตร.ม.ป.ป:ไม่มีเลขหน้า)

ทำเนียบผู้ว่าราชการเมืองและนายอำเภอราษีไศล

1. พระประจนปัจจนึก(จันศรี) ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง พ.ศ.2424- พ.ศ.2441

2. ขุนบริหารชนบท (ทองคำ) ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง/นายอำเภอ พ.ศ.2442- พ.ศ.2450

3. หลวงพิฆาฎไพรี(คำเม็ด สุรมิตร) ตำแหน่งนายอำเภอ พ.ศ.2450- พ.ศ.2452

4. ท้าวบุญรอด ตำแหน่งนายอำเภอ พ.ศ.2452- พ.ศ.2455

5. ขุนอุทุมพรภูมานุรักษ์(บุญมา ศิลปะยะ) ตำแหน่งนายอำเภอ พ.ศ.2455 - พ.ศ.2456

6. หลวงประชากรเกษม (เป้ย ส่งศรี) ตำแหน่งนายอำเภอ พ.ศ.2456- พ.ศ.2460

7. ขุนอุบลธานี (เล็ก จีนาเทศ) ตำแหน่งนายอำเภอ พ.ศ.2460- พ.ศ.2462

8. หลวงคงคณานุการ(แฉล้ม สมิตะมาน) ตำแหน่งนายอำเภอ พ.ศ.2462- พ.ศ.2464

9. หลวงเรืองนรารักษ์ (รส กาญจนพิมาย) ตำแหน่งนายอำเภอ พ.ศ.2464- พ.ศ.2465

10. หลวงศิริเกษตรบริบาล (กรณ์ อัยสานนท์) ตำแหน่งนายอำเภอ พ.ศ.2465- พ.ศ.2466

11. หลวงคงคณานุการ(แฉล้ม สมิตะมาน) ตำแหน่งนายอำเภอ พ.ศ.2466- พ.ศ.2478

12. ขุนพันธ์ประศาสตร์(สาย โพธิสุนทร) ตำแหน่งนายอำเภอ พ.ศ.2478- พ.ศ.2480

13. นายโสภณ อรจันทร์ ตำแหน่งนายอำเภอ พ.ศ.2480- พ.ศ.2484

14. นายสมชาย กลิ่นแก้ว ตำแหน่งนายอำเภอ พ.ศ.2484- พ.ศ.2488

15. นายเพิ่ม ดวงมาลา ตำแหน่งนายอำเภอ พ.ศ.2488-พ.ศ.2490

16. นายเติม ศาสนสิทธิ์ ตำแหน่งนายอำเภอ พ.ศ.2490-พ.ศ.2493

17. นายรมย์ จิตติ กัลยสิริ ตำแหน่งนายอำเภอ 22 ส.ค.2493-18 พ.ค.2497

18. นายพิชัย ศรีอุทัย ตำแหน่งนายอำเภอ 18 พ.ค.2497-25 ธ.ค.2497

19.นายรมย์ จิตติ กัลยสิริ ตำแหน่งนายอำเภอ 25 ธ.ค.2497- พ.ศ.2499

20. นายชาญ กุยกานนท์ ตำแหน่งนายอำเภอ พ.ศ.2499- พ.ศ.2500

21. นายเกื้อ ชูทิม ตำแหน่งนายอำเภอ พ.ศ.2500- 25 ก.ค.2507

22. นายสุริยันต์ สันตวสี ตำแหน่งนายอำเภอ 25 ก.ค.2507- 6 ธ.ค.2508

23. นายอำพัน วิมุกตานนท์ ตำแหน่งนายอำเภอ 6 ธ.ค.2508- 30 มิ.ย.2509

24. นายมนูญ ลอยมา ตำแหน่งนายอำเภอ 13 ก.ค.2509- 25 ต.ค.2512

25. นายเสริมศักดิ์ โคจรสวัสดิ์ ตำแหน่งนายอำเภอ 11 ธ.ค.2512- 27 พ.ค.2514

26.นายเกษมศักดิ์ มหาปรีชาวงศ์ ตำแหน่งนายอำเภอ 27 พ.ค.2514- 23 ต.ค.2516

27.ร.อ.ชวลิต กะสัมพะเหติ ตำแหน่งนายอำเภอ 23 ต.ค.2516-30 พ.ค.2517

28. นายกวี เทศสวัสดิ์ ตำแหน่งนายอำเภอ 30 พ.ค.2517- 2 ก.ค.2519

29.นายสมพงษ์ ณ ป้อมเพ็ชร ตำแหน่งนายอำเภอ 2 ก.ค.2519- 30 ต.ค.2521

30. นายสมหมาย ฉัตรทอง ตำแหน่งนายอำเภอ 1 พ.ย.2521- 1 มิ.ย.2524

31. นายบุญตา หาญวงศ์ ตำแหน่งนายอำเภอ 1 มิ.ย.2524-22 มิ.ย.2524

32. นายนาวิน ขันธหิรัญ ตำแหน่งนายอำเภอ 22 มิ.ย.2524- 29 เม.ย.2527

33. นายทนงศักดิ์ นาผล ตำแหน่งนายอำเภอ 29 เม.ย.2557- 2 ต.ค.2530

34. นายวรงค์ ศิริพานิช ตำแหน่งนายอำเภอ 2 ต.ค.2530- 7 ธ.ค.2533

35. นายวิทยา อุยะเสถียร ตำแหน่งนายอำเภอ 7 ธ.ค.2533-8 พ.ย.2534

36. นายเฉลียว โพธิดารา ตำแหน่งนายอำเภอ 8 พ.ย.2534- 8 พ.ย.2536

37. นายกรีศักดิ์ ไพบูลย์ ตำแหน่งนายอำเภอ 8 พ.ย.2536- 10 พ.ย.2540

38. นายบุญสาย ยอดเซียน ตำแหน่งนายอำเภอ 10 พ.ย.2540-2 พ.ย.2541

39. นายพิษณุ พรหมจารีย์ ตำแหน่งนายอำเภอ 2 พ.ย.2541-19 ต.ค.2545

40. นายประทีป กีรติเรขา ตำแหน่งนายอำเภอ 16 ธ.ค.2545-31 ต.ค.2547

41. นายวีระศักดิ์ ภูครองหิน ตำแหน่งนายอำเภอ 1 พ.ย.2547- 25 ธ.ค.2548

42. นายจรรยา สุคนธ์คันธชาติ ตำแหน่งนายอำเภอ 26 ธ.ค.2548 - ปัจจุบัน

2.ลักษณะที่ตั้ง

อำเภอราษีไศล ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ห่างจากตัวเมืองศรีสะเกษ 39 กิโลเมตร

เนื้อที่ ประมาณ 512.13 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 320,081 ไร่

3. อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอศิลาลาด จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอค้อวัง และอำเภอมหาชนะชัย

จังหวัดยโสธร

ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอเมืองศรีสะเกษ อำเภออุทุมพรพิสัย และอำเภอบึงบูรพ์

จังหวัดศรีสะเกษ

ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอยางชุมน้อย จังหวัดศรีสะเกษ

ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ และอำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด

4.ลักษณะภูมิประเทศ

ลักษณะพื้นที่ของอำเภอราษีไศล เป็นที่ราบสูง พื้นดินเป็นดินร่วนปนทราย โดยทั่วไปมีป่าละเมาะเป็นบางส่วน มีแม่น้ำมูลไหลผ่านจากทิศตะวันตกสู่ทิศตะวันออก ที่ดินริมฝั่งแม่น้ำมูลส่วนมากเป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง และน้ำจะหลากในฤดูฝน พื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้

ได้แก่ พื้นที่ตำบลฝั่งซ้ายเหนือแม่น้ำมูล

มีลำน้ำที่สำคัญ คือ แม่น้ำมูล ต้นกำเนิดจากเทือกเขาดงพญาเย็น ในท้องที่จังหวัดนครราชสีมา ไหลผ่านตำบลด่าน ตำบลหนองแค ตำบลบัวหุ่ง ตำบลหนองอึ่ง ตำบลเมืองคง ตำบลเมืองแคน ตำบลส้มป่อย และตำบลหนองหมี ระยะทางประมาณ 38 กิโลเมตร

ห้วยทับทัน ต้นกำเนิดจากเทือกเขาพนมดงรัก ในท้องที่อำเภอขุขันธ์ ไหลผ่านตำบลบัวหุ่ง

ลำน้ำเสียว ต้นกำเนิดจากหนองคล้อ ในท้องที่อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ไหลผ่าน ตำบลด่าน ตำบลหนองแค ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร

ห้วยพระบาง อยู่ในเขตตำบลไผ่ ตำบลสร้างปี่ ไหลลงแม่น้ำชี ในเขตอำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร

ห้วยน้ำเค็ม ไหลผ่านตำบลดู่ ตำบลจิกสังข์ทอง ลงบรรจบแม่น้ำชีในเขตอำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร

ห้วยทุ่ง ไหลผ่านตำบลบัวหุ่ง บรรจบแม่น้ำมูล

5. ลักษณะภูมิอากาศ

อากาศแห้งแล้ง ฤดูร้อนจะร้อนจัด ต้นฤดูฝน มักจะประสบกับพายุลมฤดูร้อน(พายุหมุน) ฝนตกไม่ค่อยชุกนัก อากาศหนาวและลมแรง ในฤดูหนาว

6.การปกครอง

อำเภอราษีไศล แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 13 ตำบล จำนวน 190 หมู่บ้าน

มีเทศบาลตำบล 1 แห่ง และ องค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 13 แห่ง ประกอบด้วย

1) ตำบลหนองอึ่ง มี 17 หมู่บ้าน

2) ตำบลบัวหุ่ง มี 18 หมู่บ้าน

3) ตำบลหนองแค มี 17 หมู่บ้าน

4) ตำบลหนองหมี มี 18 หมู่บ้าน

5) ตำบลส้มป่อย มี 17 หมู่บ้าน

6) ตำบลเมืองคง มี 15 หมู่บ้าน

7) ตำบลดู่ มี 14 หมู่บ้าน

8) ตำบลหว้านคำ มี 13 หมู่บ้าน

9) ตำบลเมืองแคน มี 14 หมู่บ้าน

10) ตำบลด่าน มี 13 หมู่บ้าน

11) ตำบลสร้างปี่ มี 12 หมู่บ้าน

12) ตำบลไผ่ มี 12 หมู่บ้าน

13) ตำบลจิกสังข์ทอง มี 10 หมู่บ้าน

ตำบลหนองอึ่ง ประกอบด้วย หมู่บ้าน 17 หมู่บ้าน ดังนี้ หมู่ที่ 1 บ้านหนองอึ่ง หมู่ที่ 2 บ้านนาแปะ หมู่ที่ 3 บ้านโกทา หมู่ที่ 4 บ้านโต่งโต้น หมู่ที่ 5 บ้านห้วยใหม่ หมู่ที่ 6 บ้านขาม หมู่ที่ 7 บ้านเปือย หมู่ที่ 8 บ้านฮ่องข่า หมู่ที่ 9 บ้านโพธิ์ฮัง หมู่ที่ 10 บ้านกอกแก้ว หมู่ที่ 11 บ้านบาก หมู่ที่ 12 บ้านหนองเม็ก หมู่ที่ 13 บ้านผักบุ้ง หมู่ที่ 14 บ้านดอนม่วง หมู่ที่ 15 บ้านธาตุสมบูรณ์ หมู่ที่ 16 บ้านหนองบัวหลวง หมู่ที่ 17 บ้านโต่งโต้นนอก

ตำบลบัวหุ่ง ประกอบด้วย หมู่บ้าน 18 หมู่บ้าน ดังนี้ หมู่ที่ 1 บ้านหัวขัว หมู่ที่ 2 บ้านอีหนา หมู่ที่ 3 บ้านห้วยเหนือ หมู่ที่ 4 บ้านบัวหุ่ง หมู่ที่ 5 บ้านบัวหุ่ง หมู่ที่ 6 บ้านหนองกก หมู่ที่ 7 บ้านโนนตุ่น หมู่ที่ 8 บ้านหนองกอย หมู่ที่ 9 บ้านหนองกกน้อย หมู่ที่ 10 บ้านหนองคูน้อย หมู่ที่ 11 บ้านห้วยใต้ หมู่ที่ 12 บ้านกอก หมู่ที่ 13 บ้านบัวหุ่ง หมู่ที่ 14 บ้านอีหนา หมู่ที่ 15 บ้านหัวขัวน้อย หมู่ที่ 16 บ้านบัวหุ่งน้อย หมู่ที่ 17 บ้านหนองกก หมู่ที่ 18 บ้านอีหนาน้อย

ตำบลหนองแค ประกอบด้วย หมู่บ้าน 17 หมู่บ้าน ดังนี้ หมู่ที่ 1 บ้านหนองแค หมู่ที่ 2 บ้านปลาขาว หมู่ที่ 3 บ้านเพียมาต หมู่ที่ 4 บ้านผึ้ง หมู่ที่ 5 บ้านมะยาง หมู่ที่ 6 บ้านตัง หมู่ที่ 7 บ้านดอนงูเหลือม หมูที่ 8 บ้านหัวช้าง หมู่ที่ 9 บ้านโนนสูง หมู่ที่ 10 บ้านเหล่าโดน หมู่ที่ 11 บ้านปลาขาว หมู่ที่ 12 บ้านสวนสวรรค์ หมู่ที่ 13 บ้านดอนลิ้นฟ้า หมู่ที่ 14 บ้านผึ้ง หมู่ที่ 15 บ้านดอนม่วง หมู่ที่ 16 บ้านมะยาง หมู่ที่ 17 บ้านหนองแค

ตำบลหนองหมี ประกอบด้วย หมู่บ้าน 18 หมู่บ้าน ดังนี้ หมู่ที่ 1 บ้านหนองหมี หมู่ที่ 2 บ้านหัวดง หมู่ที่ 3 บ้านแสนแก้ว หมู่ที่ 4 บ้านเห็ดผึ้ง หมู่ที่ 5 บ้านหนองก่าม หมู่ที่ 6 บ้านดอนไม้งาม หมู่ที่ 7 บ้านหนองนาคู หมู่ที่ 8 บ้านหนองหมี หมู่ที่ 9 บ้านดอนไม้งาม หมู่ที่ 10 บ้านหัวดง หมู่ที่ 11 บ้านเห็ดผึ้งน้อย หมู่ที่ 12 บ้านนาเจริญ หมู่ที่ 13 บ้านดงงาม หมู่ที่ 14 บ้านงามเจริญ หมู่ที่ 15 บ้านหนองหมี หมู่ที่ 16 บ้านดอนหาด หมู่ที่ 17 บ้านโนนเจริญ หมู่ที่ 18 บ้านดอนปู่ตา

ตำบลส้มป่อย ประกอบด้วย หมู่บ้าน 17 หมู่บ้าน ดังนี้ หมู่ที่ 1 บ้านส้มป่อย หมู่ที่ 2 บ้านส้มป่อย หมู่ที่ 3 บ้านโก หมู่ที่ 4 บ้านโนนศิลป์ หมู่ที่ 5 บ้านดอนตุ่น หมู่ที่ 6 บ้านโง้ง หมู่ที่ 7 บ้านเปือย หมู่ที่ 8 บ้านบึงหมอก หมู่ที่ 9 บ้านบึงหมอก หมู่ที่ 10 บ้านท่า หมู่ที่ 11 บ้านส้มป่อย หมู่ที่ 12 บ้านโกแดง หมู่ที่ 13 บ้านโก หมู่ที่ 14 บ้านแก้ง หมู่ที่ 15 บ้านส้มป่อย หมู่ที่ 16 บ้านบึงหมอก หมู่ที่ 17 บ้านส้มป่อยใหม่

ตำบลเมืองคง ประกอบด้วย หมู่บ้าน 15 หมู่บ้าน ดังนี้ หมู่ที่ 1 บ้านเมืองคง หมู่ที่ 2 บ้านท่าโพธิ์ หมู่ที่ 3 บ้านกลาง หมู่ที่ 4 บ้านใหญ่ หมู่ที่ 5 บ้านโนน หมู่ที่ 6 บ้านหลุบโมก หมู่ที่ 7 บ้านบากเรือ หมู่ที่ 8 บ้านร่องอโศก หมู่ที่ 9 บ้านหนองหว้า หมู่ที่ 10 บ้านป่าม่วง หมู่ที่ 11 บ้านโนนเวียงคำ หมู่ที่ 12 บ้านหนองหัวลิง หมู่ที่ 13 บ้านหนองบาก หมู่ที่ 13 บ้านท่าโพธิ์ หมู่ที่ 14 บ้านร่องอโศก

ตำบลดู่ ประกอบด้วย หมู่บ้าน 14 หมู่บ้าน ดังนี้ หมู่ที่ 1 บ้านดู่ หมู่ที่ 2 บ้านกอย หมู่ที่ 3 บ้านค้อ หมู่ที่ 4 บ้านครั่ง หมู่ที่ 5 บ้านกระเดา หมู่ที่ 6 บ้านท่าบ่อ หมู่ที่ 7 บ้านอุ่มแสง หมู่ที่ 8 บ้านแตงแซง หมู่ที่ 9 บ้านดอนม่วง หมู่ที่ 10 บ้านดอนขี้มอด หมู่ที่ 11 บ้านดู่ หมู่ที่ 12 บ้านกระเดา หมู่ที่ 13 บ้านกอย หมู่ที่ 14 บ้านกอก

ตำบลหว้านคำ ประกอบด้วย หมู่บ้าน 13 หมู่บ้าน ดังนี้ หมู่ที่ 1 บ้านหว้าน หมู่ที่ 2 บ้านหว้าน หมู่ที่ 3 บ้านดอนม่วง หมู่ที่ 4 บ้านดอนปะอุง หมู่ที่ 5 บ้านดอนต่ำ หมู่ที่ 6 บ้านน้ำอ้อมน้อย หมู่ที่ 7 บ้านหนองโง้ง หมู่ที่ 8 บ้านหนองขี้นก หมู่ที่ 9 บ้านหนองค้างไฟ หมู่ที่ 10 บ้านน้ำอ้อมน้อย หมู่ที่ 11 บ้านหนองโง้ง หมู่ที่ 12 บ้านโนน หมู่ที่ 13 บ้านนานวล

ตำบลเมืองแคน ประกอบด้วย หมู่บ้าน 14 หมู่บ้าน ดังนี้ หมู่ที่ 1 บ้านแสง หมู่ที่ 2 บ้านแสง หมู่ที่ 3 บ้านแคนน้อย หมู่ที่ 4 บ้านดวนน้อย หมู่ที่ 5 บ้านหนองปลาดุก หมู่ที่ 6 บ้านยาง หมู่ที่ 7 บ้านยาง หมู่ที่ 8 บ้านยางน้อย หมู่ที่ 9 บ้านแสง หมู่ที่ 10 บ้านยาง หมู่ที่ 11 บ้านแคนใหญ่ หมู่ที่ 12 บ้านแคนคำ หมู่ที่ 13 บ้านดอนโมง หมู่ที่ 14 บ้านหนองเลา

ตำบลด่าน ประกอบด้วย หมู่บ้าน 13 หมู่บ้าน ดังนี้ หมู่ที่ 1 บ้านด่าน หมู่ที่ 2 บ้านหนองบ่อ หมู่ที่ 3 บ้านด่าน หมู่ที่ 4 บ้านดงแดง หมู่ที่ 5 บ้านคลีตุ่น หมู่ที่ 6 บ้านหนองซำไฮ หมู่ที่ 7 บ้านโนนเจริญ หมู่ที่ 8 บ้านโนนสังข์ หมู่ที่ 9 บ้านโนนสะอาด หมู่ที่ 10 บ้านด่านรังสรรค์ หมู่ที่ 11 บ้านหนองแห้ว หมู่ที่ 12 บ้านดงเจริญ หมู่ที่ 13 บ้านธาตุเจริญ

ตำบลสร้างปี่ ประกอบด้วย หมู่บ้าน 12 หมู่บ้าน ดังนี้ หมู่ที่ 1 บ้านหนองคูไซ หมู่ที่ 2 บ้านสร้างปี่ หมู่ที่ 3 บ้านนอกดง หมู่ที่ 4 บ้านด่าน หมู่ที่ 5 บ้านโนนพยอม หมู่ที่ 6 บ้านหนองสรวง หมู่ที่ 7 บ้านสร้างแก้ว หมู่ที่ 8 บ้านหนองศาลา หมู่ที่ 9 บ้านหนองขาม หมู่ที่ 10 บ้านสร้างปี่ หมู่ที่ 11 บ้านสร้างแก้ว หมู่ที่ 12 บ้านสร้างปี่

ตำบลไผ่ ประกอบด้วย หมู่บ้าน 12 หมู่บ้าน ดังนี้ หมู่ที่ 1 บ้านไผ่ หมู่ที่ 2 บ้านดอนมะเกลือ หมู่ที่ 3 บ้านหนองดุม หมู่ที่ 4 บ้านเมี่ยง หมู่ที่ 5 บ้านคูสระ หมู่ที่ 6 บ้านหนองยาง หมู่ที่ 7 บ้านคูสระน้อย หมู่ที่ 8 บ้านหัวหนอง หมู่ที่ 9 บ้านไผ่ หมู่ที่ 10 บ้านคูสระใหม่ หมู่ที่ 11 บ้านไผ่ หมู่ที่ 12 บ้านดอนกลาง

ตำบลจิกสังข์ทอง ประกอบด้วย หมู่บ้าน 10 หมู่บ้าน ดังนี้ หมู่ที่ 1 บ้านเชือก หมู่ที่ 2 บ้านจิก-สังข์ทอง หมู่ที่ 3 บ้านมะฟัก หมู่ที่ 4 บ้านโจดนาลือ หมู่ที่ 5 บ้านสะคาม หมู่ที่ 6 บ้านสะแบงตาก หมู่ที่ 7 บ้านเชือกกลาง หมู่ที่ 8 บ้านเชือกน้อย หมู่ที่ 9 บ้านกอยน้อย หมู่ที่ 10 บ้านหนองสองห้อง

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของอำเภอราษีไศล มีดังนี้

1. เทศบาลตำบล จำนวน 1 แห่ง คือ เทศบาลตำบลเมืองคง ประกอบด้วย หมู่ที่ 1,2,3,4,10 และ14

2. องค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 13 แห่ง คือ

2.1 องค์การบริหารส่วนตำบลหนองอึ่ง

2.2 องค์การบริหารส่วนตำบลบัวหุ่ง

2.3 องค์การบริหารส่วนตำบลหนองแค

2.4 องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมี

2.5 องค์การบริหารส่วนตำบลส้มป่อย

2.6 องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองคง

2.7 องค์การบริหารส่วนตำบลดู่

2.8 องค์การบริหารส่วนตำบลหว้านคำ

2.9 องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองแคน

2.10 องค์การบริหารส่วนตำบลด่าน

2.11 องค์การบริหารส่วนตำบลสร้างปี่

2.12 องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่

2.13 องค์การบริหารส่วนตำบลจิกสังข์ทอง

7. ประชากร

อำเภอราษีไศล มีประชากรทั้งหมด 77,064 คน

แยก เป็น ชาย 38,552 คน หญิง 38,512 คน

ตารางที่ 1 ประชากรแยกเป็นรายตำบล ได้ดังนี้

ลำดับที่ ตำบล ชาย(คน) หญิง(คน) รวม(คน) หมายเหตุ

1 หนองอึ่ง 4,251 4,214 8,465

2 บัวหุ่ง 3,373 3,421 6,794

3 หนองแค 3,888 3,859 7,747

4 หนองหมี 2,390 2,909 5,839

5 ส้มป่อย 3,456 3,579 7,035

6 เมืองคง 1,597 1,569 3,166

7 ดู่ 3,673 3,634 7,307

8 หว้านคำ 2,590 2,550 5,140

9 เมืองแคน 3,274 3,323 6,597

10 ด่าน 2,537 2,484 5,021

11 สร้างปี่ 2,441 2,441 4,852

12 ไผ่ 2,517 2,633 5,150

13 จิกสังข์ทอง 2,025 1,926 3,951

ที่มา : สำนักบริหารการทะเบียน อำเภอราษีไศล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2551

8. สภาพทางเศรษฐกิจ

สภาพทางเศรษฐกิจของอำเภอราษีไศล มีลักษณะเช่นเดียวกับที่อื่นๆ ของประเทศไทย กล่าวคือ เป็นการผลิตเพื่อใช้บริโภคภายในครอบครัวเป็นหลัก แต่ละครอบครัวจะผลิตของที่จำเป็นในการบริโภคหลายๆชนิด แต่ละชนิดปริมาณในการผลิตจะมีไม่มากนัก ซึ่งรายได้ของประชากร โดยเฉลี่ย 30,846 บาท ต่อคน ต่อปี

8.1 การเกษตรกรรม

อำเภอราษีไศล มีพื้นที่ทางการเกษตรทั้งสิ้น จำนวน 185,384 ไร่ มีครอบครัว เกษตรกร จำนวน 13,611 ครอบครัว

ตารางที่ 2 พืชเศรฐกิจที่สำคัญ ของอำเภอราษีไศล

ที่ พืชเศรษฐกิจ พื้นที่ปลูก (ไร่) ผลผลิต(ตัน) ครัวเรือนที่ปลูก

1 ข้าวจ้าว 166,106 68,024.40 13,611

2 ข้าวเหนียว 19,277 8,998.50 9,527

3 ข้าวนาปรัง 2,400 1,320.00 350

4 หอมแดง 7,742 17,352.00 2,557

5 กระเทียม 39 23.40 48

6 พืชผักอื่นๆ 1,211 1,307.68 4,083

ที่มา : สำนักงานเกษตรอำเภอราษีไศล ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550

ตารางที่ 3 พื้นที่การเกษตรของอำเภอราษีไศล

ประเภทของการเกษตร จำนวน(ไร่)

ทำนา 185,384

ทำสวน 8,544

ทำไร่ 35

ประมง 30

อื่นๆ 7,932

ที่มา : สำนักงานเกษตรอำเภอราษีไศล ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550

8.2 การปศุสัตว์

การปศุสัตว์ หมายถึง การเลี้ยงสัตว์เพื่อการค้า มีการคัดเลือกพันธุ์ บำรุงพันธุ์ การป้องกันโรค และใช้เทคนิควิชาการสมัยใหม่ในการเลี้ยงสัตว์มาก

ตารางที่ 4 สถิติจำนวนสัตว์ ที่สำคัญในเขตอำเภอราษีไศล

ที่ ตำบล ชนิดสัตว์(ตัว)

กระบือ โค โคนม สุกร เป็ด ไก่ ไก่ไข่ ห่าน สุนัข แมว

1 จิกสังข์ทอง 107 715 - 125 1,471 6,870 - 25 255 40

2 ด่าน 390 1,588 - 134 2,657 10,767 - 22 335 186

3 ดู่ 167 1,793 - 94 3,872 14,754 5,000 13 570 87

4 บัวหุ่ง 471 2,002 - 81 4,400 15,724 - 33 663 208

5 ไผ่ 67 2,188 - 86 2,732 9,590 - 10 497 217

6 เมืองคง 175 719 - 144 3,187 8,864 - 21 344 144

7 เมืองแคน 446 2,445 - 296 4,852 10,209 - 41 627 125

8 ส้มป่อย 107 1,715 - 101 2,815 18,982 - 25 695 279

9 สร้างปี่ 39 1,256 - 178 2,841 15,346 - 15 318 39

10 หนองแค 304 1,801 - 229 5,973 17,495 - 10 452 184

11 หนองหมี 74 2,017 - 59 3,390 33,421 - 45 575 34

12 หนองอึ่ง 904 2,136 -- 469 4,175 13,558 - 38 991 262

13 หว้านคำ 69 1,320 - 429 3,788 10,752 - 9 387 62

รวม 13 ตำบล 3,320 21,745 - 2,425 46,153 1,845,432 5,000 307 6,709 1,867

ที่มา : สำนักงานปศุสัตว์อำเภอราษีไศล ณ เดือนธันวาคม 2550

srisuda
เขียนเมื่อ Tue Feb 24 2009 16:52:44 GMT+0700 (ICT)

8.3 การประมง

การประมง เป็นอาชีพที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาวอำเภอราษีไศล เนื่องจากมีแม่น้ำมูล ซึ่งเป็นแหล่งน้ำตามธรรมชาติ พื้นที่ลำน้ำมูลเป็นที่ราบลุ่ม มีน้ำท่วงขังในฤดูฝน และที่สำคัญมีพื้นที่ป่าบุ่งป่าทามอยู่ริมฝั่งน้ำ ข้างล่างจะเป็นแอ่งน้ำหรือที่ลุ่มข้างบนจะปกคลุมด้วยต้นไม้จนรกทึบ ป่าทาม ในฤดูน้ำหลาก จะเป็นที่ชุมนุมใหญ่ของปลา ปลาในแม่น้ำมูล มีหลายชนิด เช่น ปลาหมอ ปลาดุก ปลาช่อน ปลาชะโด ปลากระดี่ ปลาแขยง ปลาตอง หรือปลาตองกราย ปลาบึก ฯลฯ สำหรับเครื่องมือในการจับปลาก็เป็นวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่นราคาถูก เช่น แห มอง เบ็ด ลอบ เป็นต้น ส่วนใหญ่จะเป็นการประมงพื้นบ้าน และปลาที่จับได้จะบริโภคภายในครอบครัวเป็นหลัก ถ้าจับได้มากก็จะนำไปขายเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว

9. การอุตสาหกรรมและพาณิชย์

การอุตสาหกรรมและพาณิชย์ของอำเภอราษีไศล มีดังนี้

- โรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับอนุญาตดำเนินการและประกอบการ จำนวน 32 แห่ง

- สถานีบริการน้ำมันขนาดใหญ่ จำนวน 5 แห่ง

- ธนาคารพาณิชย์ จำนวน 3 แห่ง คือ

1.ธนาคารกรุงเทพ(มหาชน)จำกัด

2.ธนาคารออมสิน

3.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

- สหกรณ์ จำนวน 6 แห่ง คือ

1.สหกรณ์การเกษตร จำกัด

2.สหกรณ์เดินรถ จำกัด

3. สหกรณ์ผู้ปลูกหอมแดงแสนแก้วหนองหมี จำกัด

4. สหกรณ์ผู้ใช้น้ำบ้านท่าบึงหมอก จำกัด

5. สหกรณ์ราษีไศล จำกัด

10.การศึกษา

อำเภอราษีไศล มีสถานศึกษา ตั้งแต่ระดับอนุบาล ถึงระดับอาชีวศึกษาทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน

การศึกษาในระบบโรงเรียน แบ่งเป็นระดับต่างๆ ดังนี้

1) ระดับก่อนประถมศึกษา จำนวน 51 แห่ง ซึ่งจัดการศึกษารวมอยู่ในระดับประถมศึกษา ทุกโรงเรียน

2) ระดับประถมศึกษา จำนวน 51 แห่ง มีรายชื่อดังนี้

1. โรงเรียนเมืองคง(คงคาวิทยา) 2. โรงเรียนอนุบาลราษีไศล 3. โรงเรียนบ้านบากเรือ

4. โรงเรียนบ้านยาง 5.โรงเรียนบ้าแสงเมืองแคน 6.โรงเรียนบ้านหว้าน

7.โรงเรียนบ้านน้ำอ้อมน้อย 8.โรงเรียนบ้านหนองโง้ง 9.โรงเรียนเกศเกล้าวิทยา

10.โรงเรียนบ้านเพียมาต 11.โรงเรียนบ้านหนองแค 12. โรงเรียนบ้านดอนงูเหลือม

13. โรงเรียนบ้านตัง 14. โรงเรียนบ้านมะยาง 15. โรงเรียนบ้านปลาขาว

16. โรงเรียนบ้านด่าน 17. โรงเรียนบ้านดงแดง 18. โรงเรียนบ้านหนองบ่อ

19. โรงเรียนบ้านเชือก 20. โรงเรียนบ้านจิก 21. โรงเรียนบ้านมะฟัก

22. โรงเรียนบ้านดู่ค้อ 23. โรงเรียนบ้านกระเดาอุ่มแสง 24.โรงเรียนบ้านครั่ง

25.โรงเรียนบ้านกอย 26.โรงเรียนบ้านท่าบ่อ 27.โรงเรียนบ้านโกทา

28.โรงเรียนบ้านโต่งโต้น 29.โรงเรียนบ้านเปือยขาม 30.โรงเรียนบ้านฮ่องข่า

31. โรงเรียนบ้านหัวขัวนาแปะหนองอึ่ง 32.โรงเรียนบ้านอีหนา 33.โรงเรียนบ้านบัวหุ่ง

34. โรงเรียนบ้านหนองกก 35.โรงเรียนบ้านโนนตุ่น 36.โรงเรียนบ้านห้วย

37.โรงเรียนบ้านส้มป่อย 38.โรงเรียนบ้านท่า 39.โรงเรียนบ้านหนองหมีหัวดง

40. โรงเรียนบ้านดอนไม้งาม 41.โรงเรียนบ้านโก 42.โรงเรียนบ้านบึงหมอก

43.โรงเรียนบ้านแสนแก้วหนองคูไซ 44. โรงเรียนบ้านเห็ดผึ้งหนองก่าม

45.โรงเรียนจินดาวิทยาคาร 2 46.โรงเรียนบ้านคูสระ 47.โรงเรียนบ้านสร้างปี่

48.โรงเรียนบ้านไผ่ 49.โรงเรียนบ้านเมี่ยงแคนดวน 50.โรงเรียนบ้านด่านนอกดง

51.โรงเรียนบ้านหนองสรวง

3)ระดับมัธยมศึกษา จำนวน 17 แห่ง

ซึ่งแยกเป็นโรงเรียนขยายโอกาส จัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3

จำนวน 9 แห่ง ดังรายชื่อ

1. โรงเรียนบ้านเพียมาต 2. โรงเรียนบ้านกระเดาอุ่มแสง 3. โรงเรียนบ้านอีหนา

4. โรงเรียนบ้านบัวหุ่ง 5. โรงเรียนบ้านโต่งโต้น 6.โรงเรียนบ้านฮ่องข่า

7. โรงเรียนบ้านหนองหมีหัวดง 8. โรงเรียนบ้านด่านนอกดง 9.โรงเรียนจินดาวิทยาคาร 2

และโรงเรียนมัธยมศึกษา ที่จัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6

จำนวน 8 แห่ง ดังรายชื่อ

1. โรงเรียนราษีไศล 2. โรงเรียนเมืองแคนวิทยาคม 3.โรงเรียนด่านอุดมศึกษา

4. โรงเรียนจิกสังข์ทองวิทยา 5. โรงเรียนหวายคำวิทยา 6.โรงเรียนส้มป่อยพิทยาคม

7.โรงเรียนเบญจประชาสรรค์ 8.โรงเรียนไผ่งามพิทยาคม

4)ระดับอาชีวศึกษา จำนวน 1 แห่ง คือ โรงเรียนเทคโนโยลีพาณิชยการราษีไศล

การศึกษานอกระบบโรงเรียน

เป็นการศึกษาที่สนองความต้องการของประชาชนกลุ่มอายุต่างๆ ที่ออกจากโรงเรียนก่อนการศึกษาภาคบังคับ ตลอดจนผู้ที่มีวัยพ้นเกณฑ์การศึกษาซึ่งอยู่นอกระบบโรงเรียน โดยผู้เรียนเข้าศึกษาตามความสมัครใจ แหล่งวิชาการนอกระบบโรงเรียนในอำเภอราษีไศล ได้แก่

1) ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ จำนวน 1 แห่ง

2) ห้องสมุดประชาชนอำเภอ จำนวน 1 แห่ง

3) ศูนย์การเรียนชุมชน จำนวน 13 แห่ง

4) ศูนย์ฝึกอาชีพ จำนวน 1 แห่ง

การศึกษาระบบอื่นๆ

1) โรงเรียนพระปริยัติธรรม

2) ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์

11. การศาสนา

ประชาชนในอำเภอราษีไศล ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 98 และศาสนาอื่น ๆ ร้อยละ 2 และจากรายงานข้อมูล ของวัฒธรรมจังหวัดศรีสะเกษ (เมษายน 2551) มีข้อมูลวัดและที่พักสงฆ์หรือสำนักสงฆ์ 98 แห่ง ในอำเภอราษีไศล โดยแบ่งตามตำบลได้ดังนี้ คือ

ตำบลหนองอึ่ง ประกอบด้วย วัด/สำนักสงฆ์ จำนวน 10 วัด/สำนักสงฆ์ ได้แก่

1)วัดโต่งโต้น 2) วัดห้วยใหม่ 3)โพธิ์ฮัง 4)วัดบ้านเปือย 5)วัดบ้านขาม 6)วัดนาแปะ

7)วัดหนองอึ่ง 8)วัดฮ่องข่า 9)วัดหนองเม็ก 10)วัดโกทา

ตำบลบัวหุ่ง ประกอบด้วย วัด/สำนักสงฆ์ จำนวน 10 วัด/สำนักสงฆ์ ได้แก่

1)วัดหัวขัว 2)วัดบัวหุ่ง 3)วัดบ้านหุ่งน้อย 4)วัดศรีสุมังบัวหุ่ง 5)วัดอีหนา 6)วัดหนองกก

7)วัดบ้านกอก 8)วัดบ้านห้วย 9)วัดโพธิ์ศรีหนองกก 10)วัดแสนสุขโนนตุ่น

ตำบลหนองแค ประกอบด้วย วัด/สำนักสงฆ์ จำนวน 11 วัด/สำนักสงฆ์ ได้แก่

1) วัดบ้านตัง 2)วัดหัวช้าง 3)วัดดอนลิ้นฟ้า 4)วัดเพียมาตร 5)วัดเหล่าโดน 6)วัดหนองแค

7)วัดปลาขาว 8)วัดโนนสูง 9)วัดบ้านผึ้ง 10)วัดมะยาง 11)วัดดอนงูเหลือม

ตำบลหนองหมี ประกอบด้วย วัด/สำนักสงฆ์ จำนวน 6 วัด/สำนักสงฆ์ ได้แก่

1)วัดหัวดง 2)วัดดอนไม้งาม 3)วัดหนองหมี 4)วัดแสนแก้ว 5)วัดเห็ดผึ้งหนองก่าม 6)วัดหนองนาคู

ตำบลส้มป่อย ประกอบด้วย วัด/สำนักสงฆ์ จำนวน 8 วัด/สำนักสงฆ์ ได้แก่

1)วัดส้มป่อยใหญ่ 2)วัดพระบาท 3)วัดบ้านโก 4)วัดบ้านโนนศิลป์ 5)วัดบึงหมอก 6)วัดบ้านโง้ง

7)วัดท่าสว่างอารมณ์ 8)วัดส้มป่อยน้อย

ตำบลเมืองคง ประกอบด้วยวัด/สำนักสงฆ์ จำนวน 4 วัด/สำนักสงฆ์ ได้แก่

1)วัดกัลยาโฆสิตาราม 2)วัดกลาง 3)วัดใต้ 4)วัดเมืองคง

ตำบลดู่ ประกอบด้วย วัด/สำนักสงฆ์ จำนวน 11 วัด/สำนักสงฆ์ ได้แก่

1)วัดบ้านครั่ง 2)วัดบ้านท่าบ่อ 3)วัดบ้านดู่ 4)วัดบ้านดอนเกลือ 5)วัดบ้านกอย 6)วัดบ้านแตงแซง

7)วัดบ้านกระเดา 8)วัดอุ่มแสง 9)วัดดอนม่วง 10)วัดดอนขี้มอด 11)วัดสุขเกษม

ตำบลหว้านคำ ประกอบด้วย วัด/สำนักสงฆ์ จำนวน 5 วัด/สำนักสงฆ์ ได้แก่

1)วัดบ้านหว้าน 2)วัดดอนต่ำ 3)วัดหนองโง้ง 4)วัดน้ำอ้อมน้อย 5)วัดหนองปะอุง

ตำบลเมืองแคน ประกอบด้วย วัด/สำนักสงฆ์ จำนวน 7 วัด/สำนักสงฆ์ ได้แก่

1)วัดยางใหญ่ 2)วัดยางน้อย 3)วัดเมืองแคนใหญ่ 4)วัดหนองปลาดุก 5)วัดเมืองแคนน้อย

6)วัดบ้านแสง 7)วัดดวนน้อย

ตำบลด่าน ประกอบด้วย วัด/สำนักสงฆ์ จำนวน 4 วัด/สำนักสงฆ์ ได้แก่

1)วัดดงแดง 2)วัดโนนสังข์ 3)วัดบ้านด่าน 4)วัดหนองบ่อ

ตำบลสร้างปี่ ประกอบด้วย วัด/สำนักสงฆ์ จำนวน 9 วัด/สำนักสงฆ์ ได้แก่

1)วัดบ้านด่าน 2)วัดด่านนอกดง 3)วัดหนองขาม 4)วัดหนองสวง 5)วัดสร้างปี่ 6)วัดหนองคูไซ

7)วัดหนองศาลา 8)วัดโนนพยอม 9) วัดสร้างแก้ว

ตำบลไผ่ ประกอบด้วย วัด/สำนักสงฆ์ จำนวน 7 วัด/สำนักสงฆ์ ได้แก่

1)วัดบ้านไผ่ 2)วัดไผ่สามัคคีธรรม 3)วัดบ้านเมี่ยง 4)วัดคูสระ 5)วัดดอนมะเกลือ 6)วัดหนองยาง

7)วัดหนองดุม

ตำบลจิกสังข์ทอง ประกอบด้วย วัด/สำนักสงฆ์ จำนวน 6 วัด/สำนักสงฆ์ ได้แก่

1)วัดมะฟัก 2)วัดบ้านเชือก 3)วัดสะคาม 4)วัดจิกสังข์ทอง 5)วัดสะแบงตาก 6)วัดโจดนาลือ

12. การสาธารณสุข

การสาธารณสุขของอำเภอราษีไศล มีการให้บริการด้านสาธารณสุข ดังนี้

12.1 สถานบริการด้านสาธารณสุขของรัฐ ได้แก่

- โรงพยาบาลขนาด 90 เตียง จำนวน 1 แห่ง

- สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ จำนวน 1 แห่ง

- สถานีอนามัย จำนวน 14 แห่ง

- ร้านขายยาแผนปัจจุบัน จำนวน 5 แห่ง

12.2 จำนวนบุคลากรด้านสาธารณสุข

- แพทย์ จำนวน 7 คน

- ทันตแพทย์ จำนวน 3 คน

- เภสัชกร จำนวน 6 คน

- พยาบาล จำนวน 70 คน

- เจ้าหน้าที่สาธารณสุข จำนวน 54 คน

- เจ้าพนักงานสาธารณสุข จำนวน - คน

- เจ้าหน้าที่อื่นๆ จำนวน 29 คน

- อาสาสมัครสาธารณสุข จำนวน 989 คน

12.3 อัตรการมีและการใช้ส้วมราดน้ำ จำนวน 100 เปอร์เซ็น

12.4 คุณภาพชีวิตของประชาชน

สถานะสุขภาพของประชาชนอำเภอราษีไศล ประจำปี 2550

ตารางที่ 5 สาเหตุการตาย 10 อันดับแรก

ที่ สาเหตุการตาย จำนวน(คน) อัตราตาย/แสนประชากร

1 ภาวะหัวใจล้มเหลว 98 114,40

2 มะเร็งทุกชนิด 64 74.71

3 อุบัติเหตุจากการขนส่ง 45 52.53

4 โรคติดเชื้อและปรสิต 26 30.35

5 ไตอักเสบ/กลุ่มอาการของไตพิการ 22 25.68

6 เกี่ยวกับตับและตับอ่อน 16 18.68

7 อาการ,อาการแสดงและภาวะที่กำหนดไม่ชัดแจ้ง 12 14.01

8 วัณโรคทุกชนิด 10 11.68

9 ปอดอักเสบ 9 10.51

10 โรคเบาหวาน 7 8.71

srisuda
เขียนเมื่อ Tue Feb 24 2009 16:53:27 GMT+0700 (ICT)

ตารางที่ 6 สาเหตุการป่วย 10 อันดับแรก

ที่ กลุ่มโรค จำนวน(คน) อัตราตาย/แสนประชากร

1 โรคระบบทางเดินหายใจ 49,215 57,449.86

2 อาการ,อาการแสดงและสิ่งผิดปกติที่พบได้จากการตรวจ 24,548 28,655.48

3 โรคระบบย่อยอาหารรวมโรคในช่องปาก 18,026 21,042.19

4 โรคระบบกล้ามเนื้อ รวมโครงร่างและเนื้อเยื่อยึดเสริม 15,642 ,18,259.29

5 สาเหตุจากภายนอกอื่นๆที่ทำให้ป่วยหรือตาย 12,103 14,128.13

6 โรคติดเชื้อและปรสิต 10,989 12,827.73

7 โรคระบบไหลเวียนเลือด 10,120 11,813.32

8 โรคผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง 9,889 11,543.32

9 โรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อโภชนาการและเมตาบอลิซึม 6,520 7,610.92

10 โรคตารวมส่วนประกอบของตา 3,681 4,296.92

ที่มา : สำนักงานสาธารณสุขอำเภอราษีไศล ณ ปี 2550

13. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ข้อมูลสถานีตำรวจภูธรราษีไศล

สถานีตำรวจภูธร จำนวน 1 แห่ง

บุคลากร/เจ้าหน้าที่ จำนวน 116 คน

ข้อมูลตำรวจชุมชนประจำตำบล จำนวน 13 แห่ง

บุคลากรตำรวจชุมชนประจำตำบล จำนวน 25 คน

ข้อมูลด้านการรักษาความปลอดภัย

จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สายตรวจร้อยเวร 20

จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สายตรวจจักรยานยนต์

จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สายตรวจจราจร

จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สายตรวจประจำตำบล

จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สายตรวจเดินเท้า ประจำธนาคาร ร้านทอง

ที่มา : สถานีตำรวจภูธรราษีไศล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551

14. การคมนาคม

การคมนาคมติดต่อระหว่างอำเภอราษีไศลกับจังหวัดศรีสะเกษ เดินทางโดยรถยนตร์หรือรถประจำทาง สายราษีไศล-ศรีสะเกษ ระยะทาง 39 กิโลเมตร

ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 2086 สายอำเภอราษีไศล-อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 2083 สายบ้านส้มป่อยน้อย-ราษีไศล-มหาชนะชัย จังหวัดยโสธร

ทางหลวงชนบท 5 สาย คือ

1. สายบ้านหัวขัว - อำเภอบึงบูรพ์ จังหวัดศรีสะเกษ

2. สายบ้านบากเรือ - บ้านโพธิ์ อำเภอศิลาลาด จังหวัดศรีสะเกษ

3.สายบ้านดอนไม้งาม - บ้านหมากมาย อำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร

4. สายบ้านอุ่มแสง- บ้านโจดม่วง อำเภอศิลาลาด จังหวัดศรีสะเกษ

5. สายบ้านยาง - บ้านสร้างปี อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ

เส้นทางเชื่อมต่อระหว่าง ตำบล หมู่บ้าน บางส่วนเป็นถนน คสล. และถนนลูกรัง ประมาณ 130 สาย มีสภาพพอใช้

15. การโทรคมนาคมติดต่อสื่อสาร

15.1 มีที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข

15.2 มีการให้บริการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์

15.3 มีหอกระจายข่าว ประจำในแต่ละหมู่บ้าน

15.3 วิทยุชุมชน

16. การสาธารณูปโภค

16.1 มีสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 1 แห่ง

16.2 มีการประปา จำนวน 1 แห่ง

16.3 บ่อน้ำตื้น จำนวน 285 บ่อ

16.4 บ่อน้ำบาดาล จำนวน 61 บ่อ

16.5 ถังเก็บน้ำฝน จำนวน 139 แห่ง

16.6 โอ่งน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 2,276 ใบ

16.7 อ่างเก็บน้ำ จำนวน 3 แห่ง

16.8 ฝายประชาอาสา จำนวน 15 แห่ง

srisuda
เขียนเมื่อ Tue Feb 24 2009 16:55:54 GMT+0700 (ICT)

จบบทที่ ๑ ค่ะ

พยายามจะนำภาพประกอบมาด้วย แต่ไม่มีฝึมือในการนำเข้าข้อมูลค่ะ

ถ้ามีผู้รู้ที่สามารถช่วยได้

ขอคำแนะนำด้วยนะคะ

มือใหม่ในการนำเสนอข้อมูล

แต่อยากจะร่วมแบ่งปันข้อมูลของอำเภอราษีไศลค่ะ

srisuda
เขียนเมื่อ Tue Feb 24 2009 16:59:37 GMT+0700 (ICT)

แล้วจะนำเสนอบทต่อไปให้ครบค่ะ

ประสิทธิ์ หนูกุ้ง
เขียนเมื่อ Tue Feb 24 2009 21:52:49 GMT+0700 (ICT)

น่าสนใจครับ

ครูอ้อย แซ่เฮ
เขียนเมื่อ Wed Feb 25 2009 07:49:36 GMT+0700 (ICT)

เป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ

http://gotoknow.org/blog/compteacher/244512

srisuda
เขียนเมื่อ Wed Feb 25 2009 12:10:08 GMT+0700 (ICT)

ขอบพระคุณทุกท่านนะคะที่ให้ความเห็นและให้กำลังใจ

หนูได้จัดทำครบทั้ง๕บทแล้วและจะหาทางเผยแพร่ให้เป็นประโยชน์กับผู้ที่ต้องการใช้ข้อมูลค่ะ

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ

ศรีสุดา

srisuda
เขียนเมื่อ Wed Feb 25 2009 16:30:32 GMT+0700 (ICT)

ร่องรอยทางประวัติศาสตร์

พัฒนาการทางชาติพันธุ์ในอดีต

ราวพุทธศตวรรษที่ 11 – 18 ลงมา ในสมัยทวารวดีและสมัยขอม มีชุมชนที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งลักษณะของชุมชนมีคูน้ำล้อมรอบสองชั้น มีเสมาหิน มีซากปราสาทหินกระจายอยู่จำนวนมากทั่วเขตพื้นที่ รวมทั้งมีการปั้นภาชนะดินเผาด้วย แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลขอม ที่มีต่อชุมชน ในจังหวัดศรีสะเกษ

ในพื้นที่ราบลุ่มเขตอำเภอราษีไศล นักโบราณคดี เรียกว่า “ที่ราบลุ่มราษีไศล” เป็นลักษณะของชุมชนโบราณที่มักจะพบเป็นดินเนิน ที่มีคูน้ำล้อมรอบ และไม่มีคูน้ำล้อมรอบกระจายอยู่ทั่วไป แสดงให้เห็นการอยู่สืบเนื่องของผู้คนมาหลายยุคหลายสมัยด้วยกัน บางชุมชนพบเครื่องมือหินขัดและบางชุมชนก็เป็นแหล่งทำเกลือ หรือ การต้มเกลือ

ชุมชนที่มีอายุเก่าแก่กว่าถิ่นอื่นๆ ของอำเภอราษีไศล ได้แก่ บ้านโนนสูง ตำบลหนองแค บ้านดอนเกลือ ตำบลดู่ บ้านคูสระ ตำบลไผ่ และบ้านบึงหมอก ตำบลส้มป่อย เป็นต้น และ ที่บ้านดอนเกลือ ตำบลดู่ นอกจากจะมีคูน้ำล้อมรอบแล้ว ก็ยังมีการทำเกลือ หรือการต้มเกลือ และการถลุงเหล็กด้วย นับว่าเป็นชุมชน ก่อนประวัติศาสตร์ คือ ชุมชนในยุคเหล็ก ประมาณ 2,500 - 1,500 ปี มาแล้ว

บรรดาชุมชนในเขต ที่ราบลุ่มราษีไศล มีพัฒนาการของบ้านเมือง ในยุคแรกเริ่ม ประวัติศาตร์ที่พัฒนาขึ้น ในลุ่มน้ำมูล-น้ำชี การขยายตัวและการเติบโตของประชากร พัฒนาขึ้น จากตอนล่างของที่ราบลุ่มก่อน แล้วจึงขยายตัวไปทางเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่ริ่มฝั่ง แม่น้ำโขง ที่มีเขตติดต่อกับพื้นที่ประเทศลาว ญวน และเขมร

การตั้งถิ่นฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์

สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เป็นสมัยที่มนุษย์ยังไม่มีตัวอักษร สำหรับการบันทึกเรื่องราวต่างๆ การจะศึกษาร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในช่วงนี้ จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์และตีความจากหลักฐานชั้นต้นที่ได้จากการสำรวจข้อมูลทางโบราณคดี

พัฒนาการของชุมชนโบราณตั้งแต่ยุคแรกเริ่มสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในประเทศไทยถือเป็นช่วงที่มนุษย์ยังไม่ได้มีการประดิษฐ์คิดค้นตัวอักษร มีอายุระหว่าง 700,000 ปี – 1,500 ปีมาแล้ว และในระหว่าง 700,000ปี – 4,000 ปี มาแล้ว เป็นยุคที่สังคมมนุษย์แสวงหาอาหารจากธรรมชาติ ต่อมามนุษย์เริ่มทำการเพาะปลูก ในระหว่าง 4,500 ปี – 3,500 ปี มาแล้ว และในยุคสัมฤทธิ์มนุษย์เริ่มรู้จักการนำเอาแร่ธาตุทองแดงและดีบุก มาหลอมรวมเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้สัมฤทธิ์ ซึ่งในยุคนี้เริ่มมีการติดต่อกันระหว่างชุมชน และยุคก่อนประวัติศาสตร์ยุคสุดท้าย คือ ยุคเหล็ก เป็นยุคที่มนุษย์นำเอาเหล็กมาถลุงเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ และเครื่องประดับ

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน เป็นดินแดนที่มีพัฒนาการทางวัฒนธรรมติดต่อกันมาอย่างยาวนาน เป็นแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการสำรวจขุดค้นของนักโบราณคดี ได้พบร่องรอยของชุมชนโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และสมัยต้นประวัติศาสตร์มากมาย ที่สำคัญคือ การพบหลักฐานเกี่ยวกับการทำโลหะสัมฤทธิ์เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

มีการศึกษาด้านธรณีวิทยา พบว่าบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางของลุ่มแม่น้ำมูลและแม่น้ำชี ประมาณ 3,000 ตารางกิโลเมตร พื้นที่บริเวณนี้มีชั้นเกลือหินไม่ห่างจากผิวดิน สามารถที่จะผลิตเกลือพร้อมกับการเพาะปลูกได้ และสามารถขุดหาการกักเก็บน้ำจืดได้ ในการสำรวจชุมชนโบราณในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ พบว่ามีชุมชนโบราณ ทั้งสิ้น 92 แห่ง คูคลองชลประทานที่สร้างขึ้น 65 สาย ขุดต่อเชื่อมกันในลักษณะระบบการระบายน้ำจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก และมีแนวเขื่อนกั้นเพื่อกักยกระดับน้ำ ซึ่งพื้นที่ชุมชนโบราณดังกล่าว ครอบคลุมเขตอำเภอราษีไศล ยางชุมน้อย และอำเภอศิลาลาด จังหวัดศรีสะเกษด้วย

ได้มีการขุดค้นศึกษาทางโบราณคดีในจังหวัดศรีสะเกษ พบว่าชุมชนโบราณที่มีอยู่ มีอายุในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ในยุคเหล็ก เป็นต้นมา โดยพบหลักฐานของชุมชนที่ปรากฎทั้งบนพื้นที่ราบและบริเวณภูเขาสูง โดยชุมชนบนพื้นราบจะเลือกตั้งถิ่นฐานบนพื้นที่ที่มีลักษณะเนินดิน เช่น แหล่งโบราณคดีบ้านบึงหมอก แหล่งโบราณคดีบ้านก้านเหลือง แหล่งโบราณคดี บ้านโนนหนองหว้า บ้านบึงหมอกน้อย ทั้งสามแหล่งอยู่ใกล้เคียงกัน ในเขตตำบลส้มป่อย อำเภอราษีไศล และแหล่งโบราณคดีบ้านหนองเข็ง ตำบลโพนเขวา อำเภอเมืองศรีสะเกษ ทุกแหล่งล้วน อยู่บนที่ราบริมฝั่งแม่น้ำมูล

จะเห็นได้ว่าในการตั้งถิ่นฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีการเลือกสภาพทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางภูมิประเทศ เป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่ ประกอบไปด้วย แม่น้ำ ทำให้มีสภาพความอุดมสมบูรณ์ เหมาะกับการสร้างบ้านแปลงเมือง เช่นเดียวกับในอำเภอราษีไศล ที่มีแม่น้ำมูล เป็นลำน้ำสายหลักในการดำรงชีวิตของผู้คนสมัยก่อนประวัติศาสตร์

การตั้งถิ่นฐานสมัยประวัติศาสตร์

สมัยประวัติศาสตร์ เป็นช่วงที่มีตัวอักษรบันทึกเรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆ แล้ว การศึกษาประวัติความเป็นมาของชุมชนในสมัยประวัติศาสตร์ จึงใช้หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น จารึก ตำนาน จดหมายเหตุ เป็นต้น และหลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ว่าจะเป็นพ่อ ปู่ตา ในอำเภอราษีไศล

srisuda
เขียนเมื่อ Wed Feb 25 2009 16:31:44 GMT+0700 (ICT)

โบราณสถาน โบราณวัตถุ มาเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ ตีความ เพื่อให้ทราบเรื่องราวความเป็นมาในอดีต

ประวัติศาสตร์ในสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 12-16) มีวัฒนธรรมที่สืบเนื่อง ใน พุทธศาสนาเกิดขึ้นในภาคกลางของประเทศไทยในราวพุทธศตวรรษที่ 12 แล้ว แพร่หลายเข้าสู่ ภาคอีสานในระยะเวลาต่อมา ดังปรากฎหลักฐานที่แหล่งโบราณคดีเมืองคงโคก บ้านหลุบโมก ตำบลเมืองคง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ชุมชนแห่งนี้มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ 2 ชั้น ภายในชุมชนปรากฎซากโบราณสถานและใบเสมาอันแสดงถึงการนับถือศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อใกล้เคียงกันกับวัฒนธรรมทวารวดีในเขตจังหวัดยโสธร เช่น บ้านตาดทอง อำเภอเมือง บ้านบึงแก ตำบลบึงแก อำเภอมหาชนะชัย ดอนเมืองเตย บ้านสงเปือย อำเภอคำเขื่อนแก้ว และวัฒนธรรม ทวารวดีในจังหวัดอุบลราชธานี เช่น บ้านทุ่งใหญ่ ตำบลบ้านไทย บ้านชีทวน ตำบลชีทวน อำเภอเขื่องใน เป็นต้น

การตั้งถิ่นฐานในสมัยประวัติศาสตร์ จากหลักฐานแหล่งโบราณคดีเมืองคงโคก มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ ซึ่งคูคันดินที่ล้อมรอบ นอกจากแสดงเขตศาสนสถาน เขตชุมชน ป้องกันศัตรูและสัตว์แล้ว ยังเก็บกักน้ำจืดไว้ใช้สำหรับชุมชน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมของชุมชน ที่มีการเพาะปลูกและการชลประทาน คือการทำนาปลูกข้าว การทำภาชนะเครื่องปั้นดินเผา จับปลา ล่าสัตว์ เช่น วัวป่า หมูป่า เก้ง กวาง การดักและจับสัตว์น้ำ การเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู วัว หมา ไก่ เป็นต้น

(มีภาพประกอบ)

ปัจจุบันยังคงมี คูน้ำคันดินล้อมรอบ ที่แหล่งโบราณคดีเมืองคงโคก บ้านหลุบโมก ตำบลเมืองคง

srisuda
เขียนเมื่อ Wed Feb 25 2009 16:32:48 GMT+0700 (ICT)

การตั้งเมืองราษีไศล

มีการศึกษารวบรวม ประวัติความเป็นมาของการตั้งเมืองราษีไศล ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญเมืองหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษ โดยเริ่มมีการบันทึกเรื่องราว ในพ.ศ.2424 โปรดเกล้าฯตั้งให้พระยาวิเศษภักดี(โท) เป็นเจ้าเมืองศรีสะเกษแทน และวันศุกร์ขึ้น 14 ค่ำเดือน 7 ปีมะเส็ง พ.ศ.2424 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯยกบ้านโนนหินกองขึ้นเป็นเมืองราษีไศลขึ้นต่อเมืองศรีสะเกษ มีพระพลราชวงษา(จันดี)เป็นพระประจญปัจนึก ผู้ว่าราชการเมือง

พ.ศ.2426 พระยาขุขันธ์ภักดี(วัง) ผู้ว่าราชการเมืองขุขันธ์ ถึงแก่กรรมแล้วท้าวปัญญาบุตรพระยาขุขันธ์(วัง)กับพระรัตนวงศา (จันลี) ได้นำช้างพังสีประหลาด 1 ช้างพังตาดำ 1 ลงมาถวาย ณ กรุงเทพฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ท้าวปัญญาว่าที่พระยาขุขันธ์ ให้พระรัตนวงศาว่าที่พระปลัดกลับไปรักษาราชการบ้านเมืองต่อไป

อนึ่ง พระเจริญรัตนสมบัติ (บุญจัน) นายกองนอกเมืองขุขันธ์ ซึ่งสมัครไปขึ้นอยู่กับเมืองนครจำปาศักดิ์ แต่ก่อนนั้น ครั้นพระยาขุขันธ์ (วัง) ถึงแก่กรรมแล้ว เจ้านครจำปาศักดิ์ก็ให้พระเจริญรัตนสมบัติกลับขึ้นมายังขุขันธ์ตามเดิม

ผู้รักษากรมการเมืองขุขันธ์ ได้มีใบบอกขอให้พระยกกระบัตร(วัด) เมืองอุทุมพรพิสัย เป็นพระอุทุมพรเทศารักษ์ เจ้าเมืองอุทุมพรพิสัย

พ.ศ.2428 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตัดทางสายโทรเลขจากเมืองจำปาศักดิ์ ไปเมือง ขุขันธ์ไปเมืองเสียมราฐ โดยพระยาอำมาตย์ข้าหลวงเมืองจำปาศักดิ์ ตั้งให้เสนีพิทักษ์ หลวงเทเพนร์ หลวงโจมพินาศและหลวงนคร ไปเกณฑ์ราษฎรเมืองขุขันธ์ เมืองสังขะ ไปตัดทางสายโทรเลขอยู่ที่เมืองขุขันธ์ เมืองอุทุมพรพิสัยและเมืองมโนไพร และให้ข้าหลวงพิชัยชาญยุทธเป็นข้าหลวงประจำอยู่ที่เมืองมโนไพรด้วย

พ.ศ.2429 ทูตฝรั่งเศสแจ้งรัฐบาลไทยว่า ผู้สำเร็จราชการของฝรั่งเศสที่เมืองไซ่ง่อน ได้จัดทหารออกรบกับองค์วัดถา ทำให้องค์วัดถาหลบหนีเข้ามาในเขตแดนไทย จึงโปรดให้มีสารตราไปยังเมืองขุขันธ์และเมืองมโนไพรให้ออกลาดตระเวนสืบจับนักองค์วัดถา เพื่อไม่ให้หลบหนีเข้ามาซ่องสุมผู้คนในพระราชอาณาเขต แต่ไม่พบขณะที่หลวงศรีคชรินทร์และหลวงสุนทรบริรักษ์ ข้าหลวงออกตรวจชายแดนเมืองขุขันธ์ และเมืองมโนไพรที่ติดต่อกับกัมปงสวายทางกัมพูชา ได้พบออกญาเสนาราชกุเซนกับ ออกญาแสนพรหมเทพ อพยพครอบครัวมาอยู่ที่บ้านจอมกระสานในเขตไทยเป็นเวลา 8-9 ปี มาแล้ว ออกญาทั้งสองสมัครใจอยู่ใต้อำนาจไทย จึงนำออกญาทั้งสองไปถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่เมืองมโนไพร และโปรดเกล้าฯให้ออกญาเสนาราชกุเซน เป็นพระภักดีสยามรัฐเป็นนายกอง ออกญาแสนพรหมเทพเป็นหลวงสวัสดิ์จุมพลเป็นปลัดกอง ควบคุมไพร่พล ทำราชการขึ้นต่อเมืองขุขันธ์

พ.ศ.2430 กรมไปรษณีย์โทรเลข ส่งมิสเตอร์อัลซอน ไลแมน ไปตรวจรักษาทางสายโทรเลขระหว่างเมืองจำปาศักดิ์ไปเมืองขุขันธ์ และจากเมืองขุขันธ์ไปเมืองเสียมราฐ เมื่อเดินทางไปถึงเมืองขุขันธ์ได้ป่วยเป็นไข้และถึงแก่กรรม เมื่อวันเสาร์ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 6 พ.ศ.2430

พ.ศ.2430 ท้าวนาค เมืองศรีสระเกศ หนังสือเบิกล่องเดินทางให้แก่นายร้ยคำยี่ คำอ่อน เชียงน้อย ตองซู่ ซึ่งคุมโคกระบือไม่มีพิมพ์รูปพรรณไปจำหน่ายผิดพระราชบัญญัติ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ลูกขุน ณ ศาลาปรึกษาโทษท้าวนาค ตัดสินทวน 50 จำคุก 3 ปี และให้ปรับพระยาวิเศษภักดี(โท) เจ้าเมืองศรีสระเกศ ซึ่งให้การอ้างว่ามีตราพระราชสีห์ อนุญาตว่าถ้าราษฎรจะซื้อขายโคกระบือ ให้เจ้าเมืองทำเบิกล่องเดินทางให้ตรวจตำหนิรูปพรรณ ลงในใบเบิกล่องก็ได้โดยไม่จริงนั้น เป็นเบี้ยละเมิดจัตุรคูณ เป็นเงิน 5 ชั่ง 6 ตำลึงกึ่ง 3 สลึง 600 เบี้ย

พ.ศ. 2431 หลวงเสนีพิทักษ์ ข้าหลวงเมืองขุขันธ์ ไปตรวจราชการ ณ เมืองอุทุมพร และป่วยถึงแก่กรรม พระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) ได้จัดให้หลวงครบุรีไปรับราชการเป็นข้าหลวงอยู่ ณ เมืองขุขันธ์ต่อไป

พ.ศ.2431 อุปราชเมืองสุวรรณภูมิกล่าวโทษเมืองมหาสารคาม เมืองสุรินทร์ และเมือง ศรีสระเกศ ว่าแย่งชิงดินแดนเมืองสุวรรณภูมิไปตั้งเป็นเมืองขึ้น คือ เมืองมหาสารคาม ขอตั้งบ้านนาเลาเป็นเมืองวาปีปทุม เมืองสุรินทร์ขอตั้งบ้านทัพค่ายเป็นเมืองชุมพลบุรี เมืองศรีสระเกศ ขอตั้งบ้านโนนหินกองเป็นเมืองราษีไศล ได้โปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงเมืองจำปาศักดิ์ และข้าหลวงเมืองอุบลราชธานีสอบสวนความจริง แต่รื้อถอนไม่ไหวเพราะได้ตั้งมาแล้ว จึงให้คงไว้

พ.ศ.2438 ได้ย้ายเมืองราษีไศล จากบ้านโนนหินกอง มาตั้งที่บ้านท่าโพธิ์ อำเภอราษีไศล ในปัจจุบัน เปลี่ยนชื่อเป็นบ้านเมืองเก่า ตำบลกุง อำเภอศิลาลาด ในปัจจุบัน

การยุบเมืองตั้งเป็นอำเภอ

พ.ศ.2443 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดี กระทรวงมหาดไทย ได้ตรากฎกระทรวง ชื่อ กฎข้อบังคับเรื่องเปลี่ยนชื่อมณฑล 4 มณฑล เป็นผลให้ชื่อมณฑลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเปลี่ยนไป คือ มณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นมณฑลอีสาน มณฑลฝ่ายเหนือ เป็นมณฑลอุดร และในปี พ.ศ.2443 นี้ ได้ยุบเมืองต่างๆ ลงเป็นอำเภอ เช่น เมืองราษีไศล เป็น อำเภอราษีไศล ขึ้นกับเมืองศรีสระเกศ เมืองอุทุมพรพิสัย เป็นอำเภออุทุมพรพิสัย เมืองกันทรลักษ์ เป็นอำเภอกันทรลักษ์ และเมืองมโนไพร เป็นอำเภอมโนไพร ทั้งสามอำเภอนี้ขึ้นกับเมืองขุขันธ์

พ.ศ.2481 มีพระราชกฤษฎีกา เปลี่ยนนามจังหวัดและอำเภอบางแห่ง พุทธศักราช 2481 ให้เปลี่ยนนามจังหวัดขุขันธ์ เป็นจังหวัดศรีสะเกษ และเปลี่ยนชื่ออำเภอดังนี้ อำเภอห้วยเหนือเป็นอำเภอขุขันธ์ อำเภอน้ำอ้อมเป็นอำเภอกันทรลักษ์ อำเภอคง เป็นอำเภอราษีไศล และอำเภอ ศรีสระเกศเป็นอำเภอเมืองศรีสะเกษ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงและเป็นสากลเหมือนกัน ทั่วประเทศ ชื่อจังหวัดศรีสะเกษ จึงยึดตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 55 หน้า 664 ลง วันที่ 14 พฤศจิกายน 2481 หลังจากที่มีการเขียนไม่เหมือนกันมา จึงเป็นที่ยุติว่า “ศรีสะเกษ” ตลอดมาจนบัดนี้

พ.ศ.2540 รวมตำบลกุง ตำบลคลีกลิ้ง ตำบลโจดม่วงและตำบลหนองบัวดง ของอำเภอ ราษีไศล ตั้งเป็นกิ่งอำเภอศิลาลาด และในปีเดียวกันนี้ กิ่งอำเภอเบญจลักษ์ยกขึ้นเป็นอำเภอ เบญจลักษ์ ยกกิ่งอำเภอพยุห์ขึ้นเป็นอำเภอพยุห์ และยกกิ่งอำเภอเมืองจันทร์ ขึ้นเป็นอำเภอเมืองจันทร์

มรดกทางวัฒนธรรม

วัฒนธรรม หมายถึง วิถีชีวิตโดยรวมของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องผ่านการเรียนรู้ และการปลูกฝังทางสังคมนั่นเอง เช่น สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม วัฒนธรรมไทยแต่แรกเริ่มจึงผูกพันอยู่กับกิจกรรมทางการเกษตร เมื่อรับพุทธศาสนาเข้ามาเป็นพื้นฐานสำคัญ ลักษณะเดิมของวัฒนธรรมก็ยังคงอยู่ ประสมประสานเป็นวัฒนธรรมที่มีพุทธศาสนา เป็นพื้นฐานหลัก และวัฒนธรรม มีหน้าที่ คือ เป็นวิถีทางสำหรับสื่อสาร สร้างบูรณาการทางความคิด ความเชื่อ และประเพณี แล้วถ่ายทอด สิ่งนั้นต่อสังคม ที่สำคัญ คือ วัฒนธรรมช่วยส่งต่อคุณค่า ความหมายของสิ่งอันเป็นที่ยอมรับในสังคมหนึ่งๆ ให้คนในสังคมนั้น ได้รับรู้แล้วขยายไปในขอบเขตที่กว้างขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ การสื่อสารทางวัฒนธรรมนั้น กระทำโดยผ่าน สัญลักษณ์ (ธิดา สาระยา. 2539 : 113-114)

สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ที่เป็นมรดกมาถึงปัจจุบัน ในพื้นที่อำเภอราษีไศล มีตั้งแต่แหล่งโบราณคดี ศาสนสถานที่สำคัญ ภาษาและวรรณกรรม แสดงออกมาเป็นตำนานต่างๆ รวมถึงประเพณีการดำรงชีวิต ที่เป็นความเชื่อดังเดิมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับแหล่งโบราณคดี ในพื้นที่อำเภอราษีไศล มีมากมายหลายแห่ง เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ที่คงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

1.แหล่งโบราณคดี

แหล่งโบราณคดีคงโคกหรือเมืองคงโคก

(มีภาพประกอบ)

แผนผังแหล่งเมืองโบราณ

เมืองคงโคก บ้านหลุบโมก ตำบลเมืองคง

อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ

srisuda
เขียนเมื่อ Wed Feb 25 2009 16:33:54 GMT+0700 (ICT)

ตั้งอยู่บริเวณทิศเหนือของบ้านหลุบโมก ตำบลเมืองคง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เป็นชุมชนโบราณ ที่มีลักษณะเป็นเนินดินรูปร่างค่อนข้างกลม มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ 2 ชั้น โดยก่อคันดินล้อมรอบคูน้ำด้านนอก ลักษณะเช่นนี้เชื่อว่าคงสร้างคูน้ำขึ้น โดยมีจุดประสงค์หลักในการกักเก็บน้ำ ปัจจุบันคูน้ำและคันดินบางส่วนเปลี่ยนสภาพกลายเป็นพื้นนา ตัวแหล่งโบราณคดีมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 60 เมตร จากการสำรวจภายในแหล่งพบโบราณวัตถุต่างๆ ได้แก่ ซากโบราณ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสภาพพังทลายเนื่องจากการถูกลักลอบขุดหาวัตถุโบราณ เหลือสภาพเพียงเศษอิฐกระจายอยู่ทั่วไป กลุ่มใบเสมาหินทรายบริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ของตัวแหล่ง เศษภาชนะดินเผาทั้งประเภทเนื้อหยาบและเนื้อแกร่ง จากโบราณวัตถุที่พบสันนิษฐานว่า แหล่งโบราณคดี แห่งนี้คงเป็นชุมชนในสมัยประวัติศาสตร์วัฒนธรรมทวารวดี ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12-16 มีการ นับถือศาสนาพุทธ โดยประดิษฐ์ใบเสมาขึ้นเพื่อใช้ประกอบสังฆกรรม มีการสร้างสิ่งก่อสร้างที่น่าจะเป็นศาสนสถาน และมีการสร้างคูน้ำคันดินเพื่อใช้กักเก็บน้ำในการอุปโภคบริโภคของชุมชน

แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ กรมศิลปากรสำรวจขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งโบราณคดี และกรมการศาสนาขึ้นทะเบียนเป็นเขตวัดร้าง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งวัดเมืองคง ซึ่งเป็นวัดฝ่ายมหานิกาย รวมทั้ง รูปปั้นของพญากตะศิลา ซึ่งเป็นเจ้าเมืองผู้นำชาวเยอ มีการบวงสรวงกันทุกวันเพ็ญเดือนสาม

(มีภาพประกอบ)

รูปปั้นพญากตะศิลา ภายในบริเวณ วัดเมืองคง

(มีภาพประกอบ)

การบวงสรวง พญากตะศิลา ทุกวันเพ็ญเดือนสาม

srisuda
เขียนเมื่อ Wed Feb 25 2009 16:35:16 GMT+0700 (ICT)

แหล่งโบราณคดีดอนเกลือ

(มีภาพประกอบ)

แผนผังแหล่งโบราณคดี

บ้านดอนเกลือ ตำบลดู่

อำเภอราษีไศล

จังหวัดศรีสะเกษ

(มีภาพประกอบ)

ตั้งอยู่บริเวณบ้านดู่ ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ มีลักษณะเป็นเนินดินรูปร่างค่อนข้างกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 400 เมตร มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ โดยเห็นสภาพคันดิน 2 ชั้น ที่ล้อมรอบคูน้ำทางด้านทิศตะวันตกโค้งไปตามแนวถึงบริเวณทิศใต้ ราษฎรในปัจจุบันเรียก คูน้ำเหล่านี้ด้วยชื่อต่างๆ เช่น หนองเกลือใหญ่ ทางด้านทิศเหนือ หนองเกลือน้อยทางด้าน ทิศตะวันออก หนองตะพังน้อยทางด้านทิศตะวันตกและหนองตะพังใหญ่ทางด้านทิศใต้ ภายในแหล่งโบราณคดีนี้มีสำนักสงฆ์วัดป่าบ้านดอนเกลือตั้งอยู่

จากการสำรวจได้พบโบราณวัตถุรูปแบบต่างๆ ได้แก่ พระพุทธรูปหินทราย ภาชนะดินเผาเนื้อหยาบ เครื่องถ้วยเขมรเคลือบสีน้ำตาล ภาชนะดินเผาบรรจุกระดูก หินบดและแท่นหินบดยา หินดุ กำไลหิน ขวานหินขัด จากโบราณวัตถุเหล่านี้สันนิฐานว่าแหล่งโบราณคดี แห่งนี้คงเป็นชุมชนในสมัยประวัติศาสตร์ มีการนับถือศาสนาพุทธ มีอายุอยู่ในช่วงหนึ่ง หรือมีการอยู่อาศัยต่อเนื่องกันมา ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12-18

แหล่งโบราณคดีบ้านน้ำอ้อมน้อย

(มีภาพประกอบป

แผนผังแหล่งโบราณคดี

บ้านน้ำอ้อมน้อย

ตำบลเมืองแคน

อำเภอราษีไศล

จังหวัดศรีสะเกษ

ตั้งอยู่บริเวณบ้านน้ำอ้อมน้อย ตำบลเมืองแคน อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เป็นชุมชนโบราณมีลักษณะเป็นเนินดินค่อนข้างกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 35 เมตร มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ 1 ชั้น ปัจจุบันมีบ้านเรือนราษฎรและวัดเกาะโพธิ์ไทรตั้งอยู่

จากการสำรวจได้พบโบราณวัตถุประเภทชิ้นส่วนสัมฤทธิ์ ภาชนะดินเผาเนื้อหยาบ จากลักษณะการสร้างคูน้ำและคันดิน ประกอบกับโบราณวัตถุที่พบ สันนิฐานว่าแหล่งโบราณดีแห่งนี้ เป็นชุมชนโบราณที่อาจมีการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยครั้งแรกก่อนสมัยประวัติศาสตร์ตอนปลายและมีการอยู่อาศัยต่อเนื่องจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้น จากลักษณะของการสร้างคันดินที่รายรอบ คูน้ำทางขอบนอกนี้เชื่อว่าคงสร้างขึ้นโดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อการกักเก็บน้ำ อายุของแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ ถ้ามีการอยู่อาศัยครั้งแรกในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายจริง คงมีอายุอยู่ราว 2,500 ปีลงมา

แหล่งโบราณคดีบ้านบึงหมอก

มี 3 จุด คือ แหล่งโบราณคดีบ้านบึงหมอก แหล่งโบราณคดีโนนก้านเหลือง และแหล่งโบราณคดีโนนหนองหว้า บ้านบึงหมอกน้อย ตำบลส้มป่อย อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ขุดพบเศษภาชนะดินเผาเนื้อหยาบแบบผิวเรียบ และแบบที่ตกแต่งเป็นลายเชือกทาบ ขูดขีด ส่วนแหล่งโบราณคดีโนนก้านเหลืองพบการฝังศพโดยฝังภาชนะดินเผาและขวานหินขัดด้วย บ้านบึงหมอกเดิมเรียนว่าบ้านเมืองหมอก ถือเป็นชุมชนโบราณขนาดใหญ่ประกอบด้วยหลายชุมชน

มีแหล่งโบราณคดี ในอำเภอราษีไศล ที่ยังไม่ได้ดำเนินการสำรวจ จากกรมศิลปากร จำนวน 2 แห่ง คือ

แหล่งโบราณคดีบ้านเมืองแคน

ตั้งอยู่ที่บ้านเมืองแคน ตำบลเมืองแคน อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ มีลักษณะคล้ายแหล่งโบราณคดีบ้านน้ำอ้อมน้อย และอยู่ในเขตที่ใกล้เคียงกัน

แหล่งโบราณคดีบ้านโนนสูง

ตั้งอยู่ที่บ้านโนนสูง ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ มีลักษณะเป็นเนินสูง มีวัดและพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นในปัจจุบันตั้งอยู่ รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม นักโบราณคดีให้ความเห็นว่าน่าจะเป็นชุมชนโบราณ

2. ภาษาและวรรณกรรม

ในอำเภอราษีไศล มีภาษาและสำเนียงการพูดหลากหลาย แตกต่างกัน เนื่องจากพื้นเพ เผ่าพันธ์ หรือการอพยพมาจากท้องถิ่นอื่นๆ ทำให้มีภาษาพื้นเมืองหลายภาษา เช่น

ภาษาลาว ภาษาลาวหรือภาษาอีสาน เป็นภาษาที่มีพื้นฐานและตัวอักษรแบบเดียวกัน แต่มีการพัฒนาแตกต่างกัน เนื่องจากการติดต่อพื้นที่ข้างเคียงคนละด้าน สำเนียงการพูดภาษาท้องถิ่นก็แตกต่างกัน ตามพื้นเพที่อพยพมา เช่น ที่อพยพมาจากลาวใต้ จะมีสำเนียงที่เรียกว่า ส่วย คือ พูดภาษาลาว แต่อักษรกลางจะออกเสียงตรี เช่น กิ๊น ไป๊ ดี๊ ตี๊ เป็นต้น ในอำเภอราษีไศล ใช้สำเนียงภาษา สำเนียงลาวอุบล

ภาษาส่วย เป็นภาษาตระกูลมอญ เขมร คล้ายกับภาษาโส้ แสก ข่า มอญที่พูดเข้าใจกันได้ เป็นภาษาที่ไม่มีตัวอักษร ภาษาส่วย เป็นภาษาพูดมาจากเค้าภาษามอญ มีความคล้ายคลึงกับกะโซ้(ข่าที่มีผิวคล้ำ) ภาษาข่า ภาษาเยอ มีพูดในตำบลหนองอึ่ง อำเภอราษีไศล

ภาษาเยอ เป็นภาษาเดียวกับภาษาส่วย เพียงแต่สำเนียงแตกต่างและเพี้ยนกันไปตามสภาพแวดล้อม ผู้ชำนาญด้านภาษาบางท่านสรุปว่า เยอ คือ ภาษาส่วยทีใกล้ชิดภาษาลาว ส่วย คือ ภาษาเยอ ที่ใกล้ชิดภาษาเขมร และภาษาส่วยเยอ เป็นภาษาที่อ่อนไหวจากอิทธิพลของภาษารอบข้าง คือ ลาวและเขมรมาก แต่ละหมู่บ้านส่วยหรือเยอ จะมีสำเนียงหรือคำศัพท์ที่ค่อนข้างแปลกแตกต่างกันชัดเจน ซึ่งง่ายต่อการสูญสลายทางภาษาในที่สุด

ภาษาเยอ มีใช้พูดที่บ้านกุง บ้านขาม อำเภอศิลาลาด และ บ้านกลาง(เชือก) บ้านจิก บ้าน หลุบโมก บ้านดอนเรือ บ้านบากเรือ บ้านใหญ่ บ้านโนน บ้านร่องอโศก บ้านกลาง บ้านหว้าน อำเภอราษีไศล บ้านขมิ้น บ้านโพนค้อ อำเภอเมืองศรีสะเกษ บ้านปราสาทเยอ บ้านโพนปลัด อำเภอ ไพรบึง มีผู้พูดภาษาเยอ คิดเป็นร้อยละ 1 ของประชากรทั้งจังหวัดศรีสะเกษ

3. ตำนาน

ในจังหวัดศรีสะเกษได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งเทพนิยาย มีตำนานมากมายเพื่อประกอบประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านและชุมชน ตำนานดังกล่าวเล่าต่อกันมา ซึ่งบางอย่างต้องตีความ และในอำเภอราษีไศล ก็มีตำนานที่น่าสนใจ ให้ศึกษา ดังนี้

ตำนานเมืองกตะศิลา

คนเก่าแก่เล่าสืบกันมาว่า บริเวณเมืองศรีสะเกษ เป็นเมืองโบราณ เรียกว่า เมืองอินทเกษ ที่อำเภอราษีไศล มีเมืองหนึ่งเรียกว่า เมืองกตะศิลา ที่อำเภอเขื่องในมีเมืองหนึ่งเรียกว่า เมืองชีทวน เจ้าเมืองชีทวนมีธิดาสาวงามคนหนึ่ง ซึ่งชอบพอกับบุตรชายเจ้าเมืองกตะศิลา แต่บิดามิได้ทราบความจริง ฝ่ายเจ้าเมืองอินทเกษไปสู่ขอธิดาเจ้าเมืองชีทวนให้แก่บุตรของตน เจ้าเมืองชีทวนยินยอมและพร้อมกันกำหนดวันแต่งงานตามประเพณีแต่พอใกล้วันแต่งงาน ธิดาเจ้าเมืองชีทวนลอบหนีไปอยู่กับบุตรเจ้าเมืองกตะศิลาเสีย เจ้าเมืองอินทเกษ ไม่พอใจจึงยกทัพเพื่อชิงนาง แต่เจ้าเมืองกตะศิลามีกำลังคนมากกว่าได้ชัยชนะ เจ้าเมืองชีทวนได้มอบธิดาให้บุตรเจ้าเมืองกตะศิลา พร้อมกับให้ตั้งกองทัพอยู่ระหว่างทางไปเมืองอินทเกษ คือ ตรงที่บ้านเมืองน้อย อำเภอกันทรารมย์ จังหวัด ศรีสะเกษ

ตำนานบ้านบักแมว

ลุศักราช 1188 ปีจอ (พ.ศ.2369) เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์คิดกบฎต่อไทย ยกกองทัพมาตีเมืองรายทางจนถึงเมืองกาฬสินธุ์ จับเจ้าเมือง อุปฮาดกับกรมการเมืองฆ่า แล้วกวาดต้อนเอาครอบครัวไพร่พลเมืองกาฬสินธุ์ส่งไปยังเมืองเวียงจันทน์ แล้วยกทัพไปตีเมืองเขมราษฎร์ จับเจ้าเมือง (ท้าวก่ำ บุตรพระวอ) ฆ่าเสีย แล้วยกกองทัพไปถึงเมืองร้อยเอ็ด เจ้าเมืองร้อยเอ็ดเห็นว่าต่อสู้ไม่ได้จึงยอมเป็นเมืองขึ้น กองทัพของเจ้าอนุวงศ์ได้ยกเลยไปตีหัวเมืองรายทาง จนถึงนครราชสีมา

การศึกสงครามทำให้ประชาชนเกิดความกลัวแตกตื่น และหลบหนีซุกซ่อนตัวตามป่าเขา ไม่เป็นอันทำมาหากิน ในตำนานเล่าว่าในกาลครั้งหนึ่งมีพี่น้องสองคนได้ทิ้งถิ่นกำเนิดเพื่อหลบหนีการสงครามในครั้งนี้ คนพี่ชื่อว่า บักมาย มีเมียชื่ออีปาด คนน้องชื่อบักแมว มีเมียชื่อ อีหลง ได้ทิ้งถิ่นกำเนิดห้วยจะระแมอันอุดมสมบูรณ์ หนีศึกสงครามหวังจะไปพึ่งเจ้าเมืองโคราช การเดินทางลำบากมากเนื่องจากเป็นป่าเขาลำเนาไพรและต้องหลบๆซ่อนๆ จากข้าศึกศัตรู (ทหารลาว) เดินทางมาถึงไร่แห่งหนึ่ง มีประชาชนทำไร่อยู่ 3 หลังคาเรือน อีปาดเจ็บท้องคลอดลลูก แต่ด้วยความระโหยโรยแรงที่ต้องเดินทางไกลในระยะท้องแก่ ทำให้อีปาดคลอดลูกตาย ปัจจุบันคือ บ้านอีปาด อำเภอกันทรารมย์ ด้วยความรักอิสระ บักมาย บักแมว อีหลง จึงเดินทางต่อมา สองพี่น้องตกลงแยกกันอยู่ โดยเลือกถิ่นฐานบ้านช่องใกล้แหล่งน้ำเพื่อจะได้หาปลาเป็นอาหาร บักมายได้แยกไปอยู่คนเดียวในป่าใกล้กับลำห้วยพระบาง ปัจจุบัน คือบ้านหมากมาย อำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร ส่วนบักแมวกับ อีหลง ตั้งถิ่นฐานบ้านช่องในป่าใกล้แม่น้ำมูล ชื่อบ้านบักแมว ปัจจุบัน คือ บ้านหนองนาคู ตำบลหนองหมี อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ทหารของเจ้าอนุวงศ์ไม่พอใจการหลบหนีของบักมายและบักแมว จนในที่สุดบักมายถูกจับได้และถูกฆ่าที่บ้านหมากมาย ในขณะนั้นบักแมวพาอีหลงเมียรักไปเยี่ยมบักมายได้เห็นเหตุการณ์จึงพากันหลบหนี แต่ก็ไม่รอดพ้นจากทหารจำนวนมากไปได้ อีหลงถูกฆ่าที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ปัจจุบันคือ บ้านหนองอีหลง อยู่อำเภอยางชุมน้อย ส่วนบักแมวก็ถูกฆ่าตายที่หนองน้ำ ปรากฎจนปัจจุบัน คือ หนองเซียงแมว อยู่ในเขต บ้านดอนไม้งาม อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ

4. ศาสนสถาน

ศาสนสถานที่สำคัญๆ ส่วนมากได้แก่วัดในบวรพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น เพราะวัดเป็นสิ่งที่อยู่คู่ประวัติศาสตร์มาโดยตลอด มีอายุการก่อสร้างมาพร้อมๆกับการสร้างเมืองหรือชุมชนทุกแห่ง เพราะมีความเชื่อว่า วัดกับบ้านจะแยกจากกันไม่ได้ เมื่อสร้างบ้านก็ต้องสร้างวัดขึ้นควบคู่ไปเสมอ วัดจึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านมาแต่กาลนาน พอๆกับคติเบื้องสูง คือ กษัตริย์ไทยที่ทรงถือว่า วังกับวัด เป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ออกเช่นเดียวกัน สำหรับวัดที่สำคัญๆในอำเภอราษีไศล มีดังนี้

วัดกัลยาโฆสิตาราม (ท่าโพธิ์) อำเภอราษีไศล เป็นวัดใหญ่ที่ตั้งอยู่ริ่มฝั่งซ้ายแม่น้ำมูล มีทิวทัศน์ร่มรื่นน่าชื่นชม และเป็นที่ตั้งสำนักงานเจ้าคณะอำเภอราษีไศล ศูนย์การปกครองสงฆ์ของอำเภอราษีไศล

srisuda
เขียนเมื่อ Wed Feb 25 2009 16:36:07 GMT+0700 (ICT)

วัดเมืองคง อำเภอราษีไศล เป็นวัดที่อยู่บนเนินดินเก่าแก่ ที่เดิมเชื่อว่าเป็นเมืองคงโคกโบราณ มีคูน้ำล้อมรอบเนินดินนั้น ปรากฎเรื่องราวเดิมในใบลาน หนังสือพื้นเมืองราษีไศลว่า เดิมเป็นที่ตั้งเมืองของสองพี่น้อง คนพี่คือ พระไกร คนน้องคือ พญากตะศิลา พากันล่องมาตามลำน้ำโขง เข้ามาตามลำน้ำมูล และพากันตั้งเมืองขึ้นที่นี่สืบมาหลายชั่วคน วัดเมืองคง คงเป็นวัดคู่เมืองสมัยนั้น แต่ต่อมาได้ประสบเหตุที่ไม่อาจทราบชัดได้ เป็นเหตุให้ทั้งเมืองและวัดล่มร้างลงเป็นเวลานาน มาฟื้นขึ้นใหม่ภายหลัง มีเนื้อที่ 95 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา ต่อมาได้มีพระภิกษุสายวัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานีมาปฏิบัติธรรมประจำที่นี่ ได้ดำเนินการอบรมธรรมทายาทและบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนขึ้นเป็นประจำ ได้ก่อสร้างอาคาร เสนาสนะต่างๆขึ้นมาตามลำดับ

(มีภาพประกอบ)

บริเวณวัดเมืองคง ในปัจจุบัน

5. ประเพณีการดำรงชีวิต

ประเพณีหลักของ ชาวอำเภอราษีไศล ก็เหมือนกับชาวอีสานทั่วไป คือ ยึดมั่นใน “ฮีตสิบสอง” คือ มีประเพณีประจำสิบสองเดือน ดังนี้

เดือนเจียงหรือเดือนอ้าย (ธันวาคม)

ประเพณีบุญเข้ากรรม

นิมนต์พระสงฆ์มาปริวาสกรรม หรือเข้ากรรม เพื่อฝึกสำนึกความผิด หรือความบกพร่องของตน และมุ่งประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามพระวินัยต่อไป สำหรับฆราวาสจะทำพิธีเลี้ยงผีแถน ผีต่างๆ (ผีบรรพบุรุษ)

เดือนยี่(มกราคม)

ประเพณีบุญคูณลาน หรือบุญคูณข้าว

ชาวอีสานส่วนใหญ่ มีอาชีพทำนาปลูกข้าว เพื่อใช้เป็นอาหารหลักของครอบครัว และถ้าปีใดได้ข้าวมากก็แบ่งขาย นำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว ชาวนาถือว่าข้ามีขวัญหรือวิญญาณประจำอยู่ด้วย ขวัญข้าวนี้เรียกว่า “เจ้าแม่โพสพ” ดังนั้น เมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ก่อนหาบหรือขนข้าวมาใส่ยุ่งฉางหรือชาวบ้านเรียกว่า “เล้า” มักจะทำบุญ เพื่อเป็นสิริมงคล เพิ่มความมั่งมี ศรีสุขให้แก่ตนเองและครอบครัว พิธีทำบุญคูณลาน ชาวบ้านจะนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์เย็น เป็น สิริมงคลแก่ข้าวเปลือก เมื่อพระฉันภัตตาหารเช้าในตอนเช้าเสร็จแล้วจะทำพิธีสู่ขวัญข้าวต่อไป

เดือนสาม (กุมภาพันธ์)

ประเพณีบุญข้าวจี่

คำว่า “จี่” หมายถึง การปิ้ง หรือย่าง วิธีทำข้าวจี่ คือ การนำข้าวเหนียวนึ่งให้สุก แล้วปั้นเป็นก้อนโตประมาณไข่เป็ดหรือใหญ่กว่านั้นตามต้องการ ทาเกลือให้ทั่วแล้วย่างไฟให้เหลืองหอม อาจจะทาด้วยไข่ไก่ หรือไข่เป็ด ที่ตีไข่แดงและไข่ขาวให้เข้ากันดีแล้วย่างไฟให้สุกอีกครั้งหนึ่ง ถ้าอยากให้มีรสหวาน ก็ใช้น้ำอ้อยปึกใส่ข้างในปั้นข้าวจี่นั้นด้วย และจะนำข้าวจี่ส่วนหนึ่งไปถวายพระ การทำบุญข้าวจี่นั้น จัดขึ้นในราวกลางเดือนหรือปลายเดือนสาม หลังจากการทำบุญมาฆบูชาแล้ว กำหนดวัดงาน ชาวบ้านจะนำอาหารหวานคาว และข้าวจี่ มารวมกันที่ศาลาวัด นิมนต์พระรับศีล แล้วตักบาตร ถวายข้าวจี่ แด่พระภิกษุ สามเณร พร้อมอาหารคาวหวาน เมื่อพระฉันเสร็จแล้ว มีการแสดงพระธรรมเทศนา จากนั้นชาวบ้านก็จะนำข้าวจี่ส่วนที่เหลือจากพระฉันมาแบ่งกันรับประทานเพราะเชื่อว่าจะโชคดี

เดือนสี่ (มีนาคม)

ประเพณีบุญพระเวสหรือเทศน์มหาชาติ

มหาชาติ หมายถึง ชาติใหญ่หรือชาติสุดท้ายขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้สร้างบารมี เพราะชาตินี้ คือ พระชาติที่เป็นพระเวสสันดร หรือจะเรียกว่า มหาเวสสันดรชาดกก็ได้ งานบุญพระเวสหรือ บุญเทศน์มหาชาติ จัดเป็นงานใหญ่ มีการจัดงานติดตาอกันสามวันเป็นอย่างน้อย

วันแรกของงาน หรือชาวบ้านเรียกว่ามื้อโฮม(วันรวม) คนในหมู่บ้านจะมาร่วมแรงร่วมใจกันทำงานที่วัด ช่วยกันจัดตกแต่งศาลา ที่จะเทศน์มหาชาติ ให้มีบรรยากาศคล้ายกับป่าเขา โดยจินตนาการจากศาลาของพระเวสสันดรในป่าเขาวงกต

วันที่สอง จะมีพิธีแห่พระเวสสันดร นางมัทรี กัณหา ชาลี เข้าเมืองซึ่งเป็นการไปแห่มาจากทุ่งนา ป่าเขา เข้ามายังศาลาที่ตกแต่งไว้

วันที่สามของงานบุญพระเวส คือ การฟังเทศน์มหาชาติ ให้จบภายในวันเดียว ซึ่งถือเป็น อานิสงค์ที่ยิ่งใหญ่ ในระหว่างที่พระเทศน์อยู่นั้น ชาวบ้านจะนำกัณฑ์เทศ มาถวายพระผู้เทศน์อยู่ตลอดเวลา เรียกว่า “กัณฑ์หลอน” โดยเรี่ยไรเงินบูชากัณฑ์เทศน์ในหมู่บ้าน แห่กัณฑ์เทศน์เข้ามาตอนเทศก์ก็จะถวายพระรูปนั้น โดยไม่เจาะจงว่าจะถวายพระรูปใด

เดือนห้า (เมษายน)

ประเพณีบุญสงกรานต์ หรือตรุษสงกรานต์

กำหนดจัดงานขึ้นในวันที่ 13-14-15 เมษายน ของทุกปี เหมือนกับภาคกลาง วันต้นหรือวันมหาสงกรานต์ จะนำเอาพระพุทธรูป มาทำความสะอาดแล้วนำขึ้นประดิษฐานยังที่อันควร แล้วสรงน้ำด้วยน้ำอบน้ำหอม วันกลางหรือวันเนา เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บิดามารดาหรือญาติที่ล่วงลับไปแล้ว วันสุดท้ายหรือวันเถลิงศก ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ จะมีการทำบุญตักบาตร ถวาย ภัตาหารแด่พระภิกษุ สามเณร ซึ่งในบุญสงกรานต์นี้ ชาวบ้านจะพากันไปฟังเทศน์ ทำบุญ สรงน้ำพระที่วัด และลูกหลานก็จะมีโอกาสรดน้ำขอพรจากบิดามารดา ญาติผู้ใหญ่ที่ตนนับถือ เพราะเชื่อกันว่าน้ำที่รดกันนั้นจะล้างเคราะห์ร้าย ความเศร้าหมองในปีเก่าให้หมดสิ้นไป

เดือนหก (พฤษภาคม)

ประเพณีบุญบั้งไฟ

บุญบั้งไฟ เป็นการบูชาแถน บูชาอารักษ์หลักเมือง และเป็นประเพณีขอฝน เพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านจะอยู่เย็นเป็นสุข ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ การทำบุญบั้งไฟ เริ่มตั้งแต่ มีใบฎีกา บอกบุญไปยังหมู่บ้าน หรือคุ้มวัดต่างๆ แล้วแต่ละคุ้มวัดจะช่วยกันทำบั้งไฟ ซึ่งต้องใช้ดินปืน (ขี้เกีย-ค้างคาว) เป็นส่วนผสมสำคัญ เพื่อเป็นแรงดันส่งบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้า จากนั้นตกแต่งบั้งไฟให้สวยงามด้วยกระดาษสี ลวดลายต่างๆ ให้เข้ากับรูปร่างบั้งไฟ เมื่อถึงกำหนดเวลาชาวบ้านก็ช่วยกัน แห่บั้งไฟไปที่วัด ซึ่งมีขบวนฟ้อนรำ ฟ้อนเซิ้ง บั้งไฟ สวยงาม สนุกสนาน เมื่อถึงวันจุดบั้งไฟ จะมีการแข่งขันบั้งไฟของใครจะขึ้นสูงหรือลอยอยู่ในท้องฟ้าได้นานกว่ากัน ถ้าบั้งไฟใครไม่ขึ้น เช่น บั้งไฟแตก ก็จะถูกจับโยนลงตม คลุกในโคลน เป็นที่สนุกสนาน

เดือนเจ็ด(มิถุนายน)

ประเพณีบุญซำฮะ หรือ บุญชำระ

การทำบุญซำฮะ จะมีการตั้งผาม(ปะรำ) ขึ้นกลางหมู่บ้าน มีต้นกล้วยผูกประจำทั้งสี่มุม มีไม้ไผ่แปดหลัก พร้อมเครื่องไทยทาน น้ำพระพุทธมนต์ ฝ้ายผูกแขน มีการฟังพระสวดมนต์ ทุกเย็น และถวายอาหารบิณฑบาตรทุกเช้า เป็นเวลา 3 วัน มีการประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ผู้เฒ่าผู้แก่ ทำพิธีผูกฝ้ายที่แขนให้ชาวบ้านโดยทั่วกัน

บุญซำฮะเป็นการล้างสิ่งที่เป็นเสนียดจัญไร อันจะทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่บ้านเมือง จึงต้องมีการทำบุญ บุญชาเทวดาอารักษ์ มเหศักดิ์หลักเมือง หลักบ้าน ผีบรรพบุรุษ ตลอดจน ผีตาแฮก (ผีประจำไร่นา)หรือพระแม่โพสพ วันสุดท้ายของการทำบุญ ชาวบ้านจะเก็บสิ่งปฏิกูลต่างๆหรือเครื่องใช้ที่แตกหักแล้ว ขนไปเผาทิ้งนอกบ้าน ทำบริเวณบ้านให้สะอาดเรียบร้อย เชื่อว่าเป็นการนำสิ่งอัปมงคลออกจากบ้านแล้วจะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข

เดือนแปด(กรกฎาคม)

ประเพณีบุญเข้าพรรษา

เริ่มในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันทำบุญเข้าพรรษา หรือบุญเข้าปุริมพรรษา ตามประเพณีที่ยึดถือมาเมื่อครั้งพุทธกาล ที่ให้ภิกษุอยู่ประจำที่หรือเข้าพรรษาเป็นเวลา 3 เดือน ชาวบ้านนิยมบวชลูกหลาน เป็นพระภิกษุเพื่อจะได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมวินัย ในงานบุญเข้าพรรษา ชาวบ้านจะ

srisuda
เขียนเมื่อ Wed Feb 25 2009 16:37:28 GMT+0700 (ICT)

จัดเตรียมอาหาร เพื่อไปทำบุญ และจัดหาสบง จีวร ผ้าอาบน้ำฝน เพื่อถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ ตลอดการจำพรรษาในวันดังกล่าว มีการฟังเทศน์ด้วย

เดือนเก้า (สิงหาคม)

บุญข้าวประดับดิน

การทำบุญข้าวประดับดิน คล้ายกับบุญข้าวสาก หรือเรียกว่า บุญข้าวสากน้อย เพื่ออุทิศส่วนกุศล แก่บรรพบุรุษและความเป็นสิริมงคลแก่พืชผล

เดือนสิบ(กันยายน)

ประเพณีบุญข้าวสากหรือสลากภัต

จัดขึ้นตรงกับวันเพ็ญเดือนสิบ หรือเรียกว่าบุญเดือนสิบ เป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วอีกครั้งหนึ้ง โดยผู้ที่จะถวายทาน เขียนชื่อของตนเองไว้ในภาชนะที่ใส่ลงในบาตรพระภิกษุ สามเณร รูปใดจับสลากของใคร ผู้นั้นจะนำของถวาย เมื่อพระฉันเสร็จแล้ว จะมีการฟังเทศน์ และกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้วด้วย

เดือนสิบเอ็ด(ตุลาคม)

ประเพณีบุญออกพรรษา

พิธีจะกระทำในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ในตอนเช้ามืด พระสงฆ์จะรวมกันทำพิธีออกวัสสาปวารณา คือ การเปิดโอกาสให้มีการว่ากล่าวตักเตือนกันได้ สำหรับ ชาวบ้านจะทำบุญตักบาตร เทโว ถวายภัตตาหารและบริขารต่างๆ แด่พระภิกษุ สามเณรที่วัด

เดือนสิบสอง (พฤศจิกายน)

ประเพณีบุญกฐิน

เริ่มประเพณีบุญกฐิน ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันเพ็ญเดือน 12 การทอดกฐินทำกันมาแต่โบราณ เพราะมีพุทธบัญญัติไว้ให้พระภิกษุ แสวงหาผ้าและรับกฐินได้ตามกำหนดเวลาดังกล่าว กฐินมี อยู่ 3 ประเภท คือ กฐินหลวง เป็นกฐินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ พระราชดำเนินไปถวาย หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้พระบรมวงศานุวงศ์ ราชสกุล ผู้แทนพระองค์ไปถวาย ณ พระอารามหลวง 16 วัด นอกเหนือจากนี้ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การ คณะบุคคล หรือเอกชน ขอพระราชทานผ่านกรมศาสนา เรียกว่า กฐินพระราชทาน กฐินราษฎร์ คือ กฐินที่ประชาชนจัดขึ้น มีเจ้าภาพแต่เพียงผู้เดียว และกฐินสามัคคี คือ กฐินที่ราษฎรร่วมกันเป็นเจ้าภาพ

นอกจากประเพณีหลัก สิบสองเดือน หรือ ฮีตสิบสอง แล้ว ในอำเภอราษีไศลยังมีความเชื่อที่ยึดถือปฏิบัติกันมาช้านาน จนถึงปัจจุบัน คือ การนับถือ ญาพ่อและปู่ตา

ญาพ่อ เป็นความเชื่อถือในท้องถิ่นของคนเผ่าลาว เผ่าส่วยและเผ่าเยอ ในจังหวัดศรีสะเกษในถิ่นลุ่มแม่น้ำมูล

ญาพ่อ หรือเจ้าพ่อ หรือ มเหศักดิ์ หมายถึง เทพารักษ์ผู้คุ้มครองถิ่นนั้นๆ หรือเจ้าผี ซึ่งเดิมเป็นเจ้าเมืองในถิ่นนั้น โบราณเรียกว่า เมฆเมือง ซึ่งได้แก่ผู้มาตั้งบ้านตั้งเมือง ตายแล้วไม่ยอมไปเกิดที่ไหน แต่ยังเป็นผีเฝ้าดูแลปกครองลูกหลานในบ้านในเมือง ตามเดิมเหมือนสมัยที่ยังไม่ตาย และอาศัยอยู่กับหลักบ้านหรือหลักเมืองติดแน่น จึงมีการสร้างศาลไว้คู่กับหลักเมือง หรือสร้างศาลคร่อมหลักเมืองเอาไว้เพื่อให้เจ้าพ่อได้อยู่อาศัย

ในจังหวัดศรีสะเกษ มีคน 4 เผ่า คือ ลาว ส่วย เขมรและเยอ เผ่าที่นับถือญาพ่อ คือ ลาว มีปรากฎที่อำเภอบึงบูรพ์ เกือบทุกหมู่บ้านยกเว้น บ้านค้อ บ้านหนองคู บ้านม่วง บ้านโนนแดง อำเภอราษีไศล ที่บ้านผึ้ง ดงแดง เหล่าโดน ทับส่วย หนองบัวดง บ้านห้วย บ้านหนองกก ฯลฯ จะสังเกตเห็นว่า หมู่บ้านที่นับถือญาพ่อ อยู่ใกล้กับบริเวณดงภูดิน อำเภอราษีไศล หรือหมู่บ้านที่อยู่ตามลำห้วยลำน้ำมูล

ปู่ตา เป็นความเชื่อของชาวพื้นบ้าน ซึ่งเป็นความเชื่อที่รักษาหย่อมป่าในพื้นที่ชุมชนหมู่บ้านของตนเองไว้ได้ เมื่อมีการทำบุญให้ทานที่วัดหรือที่บ้าน ก็จะต้องนำข้าวปลาอาหารไปเซ่นสรวงปู่ตาด้วย ซึ่งถือกันว่า ปู่ตาก็คือ ภูมิเทวดา หรือพระภูมิเจ้าที่นั่นเอง และเขตแดนของปู่ตานั้นทางการประกาศเป็นที่หวงห้ามที่สาธารณะปู่ตามาจนทุกวันนี้ หากผู้ใดต้องการอะไรหรือคนจะเข้าจะออกต้องไปบนบานศาลกล่าวให้ท่านช่วยเหลือหรือปกปักรักษา หากว่าถูกต้องตามประเพณีแล้วก็มักประสบความสำเร็จ

มีคำบอกเล่าการยกย่องนับถือปู่ตา ที่บ้านเมี่ยง ตำบลไผ่ อำเภอราษีไศล หลายครอบครัวที่อพยพไปอยู่หมู่บ้านใหม่ที่อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ตอนจะออกจากบ้านไปล่ำลาปู่ตา ขอให้ติดตามไปดูแลรักษาเวลาเดินทาง พอไปถึงจุดหมายปลายทางแล้วก็ไปบอกกล่าวแก่ปู่ตา คือให้คนๆหนึ่งที่เขาตั้งชื่อว่า เฒ่าจ้ำ คนผู้นี้ถือว่าเป็นคนใกล้ชิดหรือผู้เป็นลูกศิษย์ไปบอกกล่าวว่ามาขออาศัยเป็นลูกเต้า พึ่งร่มโพธิ์ร่มไทรปู่ตาทางโน้น ปู่ตาทางโน้นก็ใจดี ปู่ตาติดตามรักษาไปจากบ้านเมี่ยงก็เข้ามาหาสนิทสนมกับปู่ตาทางโน้นจนได้ผูกเป็นเสี่ยวกันถึงกับมอบหมายให้รักษาคนที่อพยพไป ตอนปู่ตาบ้านเมี่ยงจะกลับบ้าน ปู่ตาทางบ้านใหม่ก็มอบของที่ระลึกให้ คือ ที่ดงสตึกนั้นมีนกยูงมาก ก็เลยมอบนกยูงให้คู่หนึ่ง อันที่จริงแล้วในเขตบ้านเราไม่มีนกยูง แต่ที่ดอนปู่ตาบ้านเมี่ยง มีนกยูง 2 ตัว มาอยู่ที่กระท่อมดอนปู่ตาบ้านเมี่ยง อำเภอราษีไศล

(มีภาพประกอบ)

ศาลเจ้าพ่อ ปู่ตา ในอำเภอราษีไศล

srisuda
เขียนเมื่อ Wed Feb 25 2009 16:40:57 GMT+0700 (ICT)

จบข้อมูลของบทที่ ๒ ค่ะ

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Mar 23 2009 17:10:24 GMT+0700 (ICT)

บทที่ ๓

ดินแดนสี่เผ่าไทย ในจังหวัดศรีสะเกษ เป็นลักษณะพิเศษ ของความหลากหลายทางวัฒนธรรมชนเผ่าต่างๆ ในพื้นที่ ได้แก่ ส่วย เขมร ลาว เยอ

อำเภอราษีไศล เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษ ที่มีเอกลักษณ์ ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น ชาวพื้นเมือง คือ ชาวเยอ ที่มีการตั้งถิ่นฐานเริ่มต้นที่อำเภอราษีไศล จนเป็นตำนานของชาวเยอ ซึ่งชาวเยอ จะมีเอกลักษณ์ของตนเองในด้านต่างๆ หลายอย่าง ที่ในปัจจุบันยังคงอนุรักษ์ไว้ และมีภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสาร ในท้องถิ่นอำเภอราษีไศล และในอำเภอราษีไศล มีสิ่งดี สิ่งที่เด่นๆ จนกลายมาเป็นคำขวัญของอำเภอราษีไศลถึงปัจจุบัน

ชาวเยอ

ชาวเยอ เป็นชาวพื้นเมืองกลุ่มหนึ่ง ที่จัดอยู่ในกลุ่มภาษามอญ-เขมร เรียกตนเองว่า กวย มีความหมายว่า คน หากจัดกลุ่มแล้ว ชาวเยอจัดอยู่ในกลุ่มของชาวกูย มีภาษาพูดภาษาเดียวกัน ซึ่งมีเพียงบางคำเท่านี้นที่แตกต่างกัน

จุดเด่นของชาวเยอก็คือมีความเหนียวแน่นในการรักษาธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมทางภาษาของกลุ่มชนไว้เป็นอย่างดี ในหมู่บ้านชาวเยอทุกหมู่บ้าน จะพูดภาษาเยอ ชาวลาวหรือคนหมู่บ้านอื่นที่มาตั้งหลักฐานในหมู่บ้านจะเปลี่ยนภาษาพูดเดิมของตนมาพูดภาษาเยอและปฏิบัติตามธรรมเนียมของชาวเยอด้วย ชาวเยอโดยทั่วไปจะสูงประมาณ 165 เซนติเมตร ผิวดำแดง การตั้งหมู่บ้านส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเขตใกล้ลำน้ำหรือลำห้วย เช่น บ้านเมืองคง บ้านท่าโพธิ์ บ้านใหญ่ บ้านกลาง บ้านโนน บ้านฮ่องโสก บ้านหลุบโมก บ้านดอนเรือ บ้านหนองบาก บ้านหว้าน อำเภอราษีไศล ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูล บ้านโนนแกด บ้านขมิ้น อำเภอเมืองศรีสะเกษ บ้านโพธิ์ศรี ตำบลโนนเพ็ก อำเภอพยุห์ ตั้งอยู่ที่ราบลุ่มห้วยแฮด บ้านปราสาทเยอ บ้านโพนปลัด บ้านเขวา ตำบลปราสาทเยอ ตั้งอยู่ที่ราบลุ่มห้วยทา บ้านกุง บ้านวังไฮ บ้านขาม บ้านกลาง บ้านจิก ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มลำน้ำเสียว เป็นต้น ที่น่าสนใจคือชาวเยอในแต่ละหมู่บ้านมีความสัมพันธ์ในลักษณะ เครือญาติ ปกติชาวเยอมีอาชีพทำนา แต่บางส่วนมีความชำนาญด้านช่าง

ตำนานของชาวเยอในศรีสะเกษ เริ่มต้นที่ พญากตะศิลา เป็นหัวหน้านำคนเผ่าเยอ อพยพมาโดยทางเรือ มาตั้งเมืองคงโคกหรือเมืองคงปัจจุบันนี้ ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูล ซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำ และเป็นเส้นทางคมนาคมในการติดต่อค้าขาย มูลเหตุของการตั้งชื่อเมืองอาจมาจากการที่พื้นที่เหล่านี้อาจจะมีป่ามะม่วงมาก่อนแล้ว หรือมีการปลูกต้นไม้ผล เช่น ขนุน มะม่วง มะนาว มะพร้าว ฯลฯ ผลไม้ที่ปลูกง่ายและให้ผลเร็วคือ มะม่วง มะม่วงภาษาเยอว่า เยาะค็อง หรือเยาะก็อง ต้นมะม่วงที่มีอยู่จำนวนมากจึงเรียกเมืองตนเองว่า เมืองเยาะค็อง และเพี้ยนเป็นเมืองคอง-เมืองคง ในที่สุด ปัจจุบันมีรูปปั้นพญากตะศิลา ที่บึงคงโคก บ้านหลุบโมก ตำบลเมืองคง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เป็นที่เคารพของชาวเยอและมีการบวงสรวงในวันเพ็ญเดือนสามทุกปี

การอพยพของพญากตะศิลาเป็นคำบอกเล่าที่น่าสนใจ เพราะใช้เรือส่วง (เรือยาวที่ใช้พายแข่งขันกัน) 2 ลำ เรือลำที่ 1 ชื่อ คำผาย เรือลำที่ 2 ชื่อคำม่วน แต่ละลำจุคนได้ประมาณ 40-50 คน พายจากลำน้ำโขงเข้าปากแม่น้ำมูล รอนแรมทวนกระแสน้ำขึ้นมาเรื่อยๆ ผ่านเมืองไหนก็บอกกับเจ้าเมืองนั้นว่าจะไปตั้งเมืองใหม่อยู่ เจ้าเมืองๆนั้นก็ให้ไปเลือกอยู่ตามที่เห็นเหมาะสม ถึงบ้านท่า ตำบลส้มป่อย ก็พาไพร่พลแวะพักแรม รุ่งขึ้นวันใหม่ก็นำพวกออกสำรวจหาพื้นที่ตั้งเมือง มาเห็นเมืองร้างเป็นเนินดินสูงมีคูน้ำล้อมรอบ ที่บึงคงโคกทุกวันนี้ เห็นว่ามีสภาพภูมิประเทศเหมาะสมก็นำไพร่พลตั้งบ้านเรือน ปัจจุบันที่เมืองคงโคกมีศาลและรูปปั้นของพญากตะศิลา เป็นที่เคารพสักการะ บนบานของชาวบ้านเป็นประจำ

ต่อมาเมื่อจำนวนพลเมืองเพิ่มมากขึ้น ก็ขยายกันมาอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูล ที่บ้านกลาง บ้านใหญ่ บ้านโนน และบ้านท่าโพธิ์ รวมเรียกว่า เมืองคง เวลาผ่านไปมีพลเมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงอพยพไปตั้งหมู่บ้านใหม่ในที่ต่างๆ เช่น ทิศเหนือ ที่บ้านหว้าน ทิศใต้ข้ามลำน้ำมูลที่บ้านค้อเยอ บ้านขมิ้น บ้านโนนแกด อำเภอเมืองศรีสะเกษ บางส่วนเลยไปที่บ้านโพนปลัด อำเภอพยุห์ บ้านปราสาท บ้าน ประอาง อำเภอไพรบึง ทิศตะวันตกไปที่บ้านกุง บ้านเชือก บ้านขาม อำเภอศิลาลาด และบางส่วนเลยทุ่งกุลาร้องไห้ไปที่บ้านอีเม้ง บ้านหัวหมู อำเภอพยัฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม

หมู่บ้านชาวเยอ ที่ บ้านหลุบโมก ตำบลเมืองคง อำเภอราษีไศล ในปัจจุบัน

การแต่งกายของเยอ

ชาวเยอจะมีการแต่งกายเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ทั้งชายและหญิงจะใช้ผ้าไหมเหยียบแขนยาวย้อมสีดำ ซึ่งเป็นผ้าไหมเส้นเล็กทอลวดลายขิดดอกเล็กๆ แทรกตลอดผืน เมื่อตัดเย็บแล้วนำมาย้อมด้วยผลมะเกลือดิบที่ตำแล้วนำมาย้อมหลายครั้ง ตากให้แห้งแล้วคลุกหมักไว้ในโคลน เสื้อผ้าไหมเหยียบย้อมดำนี้ เป็นผ้าเนื้อแน่นและอ่อนนุ่ม มีความคงทนเป็นพิเศษใช้สวมใส่ในทุกโอกาส ไม่ว่าทำนา ทำไร่ ไปตลาด หรือไปเที่ยวงานรื่นเริง ถ้าทำนาหรือทำงานอื่นๆ จะสวมเสื้อย้อมดำคู่กับผ้าซิ่นฝ้าย แต่ในโอกาสทำบุญต่างๆ หรือโอกาสพิเศษหรือไปตลาดจะนิยมสวมเสื้อไหมเหยียบย้อมดำคู่กับผ้าซิ่นหมี่ มีผ้าสไบสีดำพาดไหล่ ใช้เช็ดหน้าตาเช็ดมือได้ ส่วนผู้ชายถ้าทำไร่ทำนาก็สวมเสื้อไหมเหยียบย้อมดำแขนยาวในลักษณะเสื้อเชิ้ต แต่ถ้าเป็นงานบุญหรือโอกาสพิเศษจะนุ่งโสร่งไหม มีผ้าขาวม้าไหมหรือฝ้ายสีสดใสเป็นลวดลายตารางมัดคาดเอว ปัจจุบันชาวเยอได้ประยุกต์ตนเองเข้ากับสมัยนิยมแล้ว แต่ยังคงเอกลักษณ์ของตนไว้

การเลี้ยงไหม การสาวไหม

การแต่งกายของชาวเยอ ผู้ชาย/ผู้หญิงและเด็กๆ

ปัจจุบันมีการแต่งกาย ตามสมัยนิยม

ภาษาถิ่น

ภาษาเยอ เป็นภาษาตระกูลเดียวกับภาษาส่วย มีอยู่ในบางท้องที่ของอำเภอราษีไศล บ้านกลาง บ้านจิก บ้านหลุบโมก บ้านดอนเรือ บ้านบากเรือ บ้านหว้าน บ้านร่องโศก บ้านใหญ่ อำเภอศิลาลาด บ้านกุง บ้านขาม บ้านกลาง อำเภอเมืองศรีสะเกษ ที่บ้านขมิ้น บ้านโพนค้อ อำเภอไพรบึงที่บ้านปราสาทเยอ ผู้พูดภาษาเยอ คิดเป็นร้อยละ 1 ของประชากรทั้งจังหวัด

ภาษาเยอเป็นภาษาเดียวกับภาษาส่วย เพียงแต่สำเนียงแตกต่างและเพี้ยนกันไป ผู้ชำนาญด้านภาษาบางท่านสรุปว่า เยอ คือ ภาษาส่วยที่ใกล้ชิดภาษาลาว ส่วยคือ ภาษาเยอที่ใกล้ชิดภาษาเขมร และภาษาส่วยเยอ เป็นภาษาที่อ่อนไหวจากอิทธิพลของภาษารอบข้าง คือ ลาวและเขมรมาก แต่ละหมู่บ้านส่วยหรือเยอ จะมีสำเนียงหรือคำศัพท์ที่ค่อนข้างแปลกแยกต่างกันชัดเจน ซึ่งง่ายต่อการ สูญสลายทางภาษาในที่สุด

คำขวัญอำเภอราษีไศล

คือ หาดทรายมูลคู่บ้าน ลิงบ้านหว้านคู่เมือง ดงภูดินลือเลื่อง เมืองแห่งบั้งไฟแสน

ดินแดนหอมแดง แหล่งหมูหันรสดี ฝายราษีสุดสวย พร้อมด้วยไข่ไก่งาม

ที่มาของคำขวัญอำเภอราษีไศล และประวัติความเป็นมาของเอกลักษณ์

ประจำท้องถิ่นในอำเภอราษีไศล มีดังนี้

หาดทรายมูลคู่บ้าน

แม่น้ำมูล เป็นลำน้ำที่สำคัญของอำเภอราษีไศล

ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาดงพญาเย็น

ในท้องที่จังหวัดนครราชสีมา

ไหล่ผ่านในหลายตำบลของอำเภอราษีไศล

ดังนี้ ตำบลด่าน ตำบลหนองแค

ตำบลบัวหุ่ง ตำบลหนองอึ่ง

ตำบลเมืองคง ตำบลเมืองแคน

ตำบลส้มป่อย และตำบลหนองหมี ระยะทางประมาณ 38 กิโลเมตร จึงเป็นแหล่งการทำมาหากินของชาวราษีไศล หลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น การประมงพื้นบ้าน การใช้น้ำเพื่ออุปโภค บริโภค การใช้น้ำในการทำเกษตรต่างๆ เป็นต้น

ลิงบ้านหว้านคู่เมือง

ลิงบ้านหว้าน อาศัยอยู่ที่ ปู่ตาบ้านหว้าน

หมู่ 2 ตำบลหว้านคำ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ

เป็นสวนป่า สาธารณะของหมู่บ้าน เป็นดอนปู่ตา มีเนื้อที่ประมาณ 20 อยู่ห่างจากอำเภอราษีไศล ประมาณ 6 กิโลเมตร และสำหรับประวัติความเป็นมา ของสวนลิงบ้านหว้าน ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าลิงนี้เป็นทหารของปู่ตา ตั้งแต่เกิดมาก็พบลิงอยู่แล้ว ซึ่งชาวบ้านมีความเชื่อว่า ถ้าใครทำร้ายลิง ก็เหมือนกับไปทำร้ายปู่ตา จะทำให้มีอันเป็นไป ชาวบ้านจึงไม่กล้าทำร้ายลิง ลิงจึงอาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้ได้ สวนลิงบ้านหว้าน ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ชื่นชมบรรยากาศ ให้อาหารสัตว์เป็นการทำบุญทำให้จิตใจเบิกบาน ไร่ และมีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนให้ลิง ในช่วงเดือนกันยายนของทุกปี โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบลหว้านคำ

นอกจากลิงบ้านหว้านแล้ว ในอำเภอราษีไศล ยังมีถิ่นที่ลิงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก อีกแห่ง คือ สวนดงลิงบ้านเมืองแคน ตั้งอยู่บ้านเมืองแคน หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 11 ตำบลเมืองแคน อำเภอ ราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เป็นสวนป่าไม้นานาชนิด มีเนื้อที่ 73 ไร่ 3 งาน มีลิงอาศัยอยู่

ประมาณ 600 ตัว ได้รับการส่งเสริมเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดย องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองแคน ห่างจากอำเภอราษีไศล ประมาณ 10 กิโลเมตร มีความเป็นมา ว่าตั้งแต่บรรพบุรุษ ก็มีลิงมาอาศัยอยู่แล้ว ไม่ทราบว่ามีมากี่ปีแล้ว ออกลูกออกหลานมาเรื่อยๆ ขณะนี้ลิงบางส่วนได้แยกไปอยู่ที่บ้านพลไว อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร จึงทำให้จำนวนลิงลดลง

ดงภูดินลือเลื่อง

ป่าดงภูดิน เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลหนองแค มีจำนวนเนื้อที่ 5,100 ไร่ "ดงภูดิน" เป็นเนินเขาเตี้ยๆ ริมลำน้ำมูล อยู่ห่างจากตัวอำเภอราษีไศลไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว 10 กิโลเมตร เป็นศูนย์รวมความเชื่อของคนแห่งลุ่มน้ำมูลตอนกลาง บริเวณกลางป่าติดลำน้ำมูลเป็นสถานที่ตั้งศาลเจ้าปู่เล็กๆ ที่ชาวลุ่มน้ำมูลขนานนามว่า "เจ้าพ่อดงภูดิน" แล้วยังมีกลุ่มเจ้าพ่อ เจ้าแม่ในป่า ที่ชาวบ้านนับถืออีกถึง 20 ตน แต่ละปีจะมีการเลี้ยงผีปู่ตา 2 ครั้ง เลี้ยงขึ้นในช่วงเดือนห้า และเลี้ยงลงในช่วงเดือนสิบเอ็ด มีการแข่งเรือในลำน้ำมูลทุกปี เรือแข่งก็จะต้องมาแข่งขันให้เจ้าพ่อดงภูดินได้ชม เป็นการประเดิมเริ่มแรกก่อน ความเชื่อในผีปู่ตาของชาวบ้านเพียมาตร บ้านผึ้ง และบ้านเหล่าโดน ได้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน ด้านทิศตะวันตกของดงภูดินเป็นเนินเขาสูง มองไปจะเห็นสายน้ำมูลทอดยาวคดเคี้ยวมาจากทางทิศตะวันตกมาพบกับลำน้ำเสียว ที่ไหลผ่านจากกลางทุ่งกุลาร้องไห้มาบรรจบกัน ณ ที่แห่งนี้ หากลงเรือล่องลำน้ำมูลจากหน้าเขื่อน ราษีไศลไปตามลำน้ำมูล ก็จะเห็นกลุ่มไม้ยางของป่าดงภูยืนต้นตระหง่าน มองเห็นแต่ไกล

เมืองแห่งบั้งไฟแสน

การจัดประเพณีบั้งไฟ หรือบุญบั้งไฟ เชื่อกันว่าเป็น

การบูชาแถน บูชาอารักษ์หลักเมือง และเป็นประเพณี

ขอฝนเพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านอยู่เย็นเป็นสุข

ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บด้วย

สำหรับการจัดประเพณีบุญบั้งไฟ ในอำเภอราษีไศล มีการจัดกันทุกตำบล ในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม – เดือนมิถุนายน ของทุกปี และอำเภอราษีไศลมีกำหนดจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟขึ้นเป็นประจำทุกปี ในเดือนมิถุนายน การจัดงานดำเนินการ 2 วัน คือวันแรกเป็นวันรวม จะมีการแห่บั้งไฟ ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม และมีขบวนเซิ้ง ฟ้อนรำที่สวยงาม และวันที่สอง เป็นวันจุดบั้งไฟ เพื่อแข่งขันกันว่าบั้งไฟของใครจะขึ้นสูง หรือลอยอยู่ในท้องฟ้าได้นานกว่ากัน ซึ่งการดำเนินงานจัดประเพณีบุญบั้งไฟ ของอำเภอราษีไศล จะมีทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ประเพณีอันดีงาม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน ให้ความร่วมมือในการจัดประเพณี โดยการจัดส่งขบวนแห่บั้งไฟ และจัดส่งบั้งไฟ ที่ใช้ในการจุดตามประเพณี

ดินแดนหอมแดง

การปลูกหอมแดง ในอำเภอราษีไศล มีมากในตำบลหนองหมี

ตำบลส้มป่อย ตำบลไผ่ และในหลายๆตำบล เป็นวิถีชีวิตของ

ทั้งอำเภอราษีไศล ซึ่งทำรายได้ต่อปีให้กับชาวบ้านที่ปลูกเป็นอย่างมาก

หอมแดงมีหลายพันธุ์ เช่น หอมลำพูน หอมลับแล และหอมราษีไศล เป็นต้น ระยะเวลาในการปลูกและลักษณะ ก็จะแตกต่างกัน โดยเฉพาะหอมราษีไศล จะมีหัวใหญ่กว่าทั้งสองพันธุ์ ใช้เวลาในการปลูก หรืออายุก่อนการเก็บเกี่ยว ประมาณ 70-80 วัน การปลูกหอมแดงจะปลูกกันปีละสองครั้ง คือ ช่วงเดือนตุลาคม ปลูกหอมแดง ที่จะใช้ทำพันธุ์ และช่วงเดือนธันวาคม จะนำหอมแดงที่เป็นพันธุ์ มาปลูกเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาว หอมแดงชอบอากาศหนาว ปลูกในช่วงนี้จะได้ผลผลิตที่ดี หอมแดง มีหัวใหญ่กว่าปลูกในช่วงอื่นๆ

ผลผลิตที่ได้จากหอมแดงนอกจาก หัวหอมแดงแล้ว ยังนำผลผลิตที่ได้ คือ ดอกหอมแดง สามารถนำไปทำอาหารได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ลวก นึ่ง ดอง เป็นต้น

หอมกระเทียมดี มีปรากฎในคำขวัญของจังหวัดศรีสะเกษ

มีการปลูกหอม กระเทียมที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดศรีสะเกษ เริ่มปลูกที่อำเภอ ยางชุมน้อย แล้วขยายตัวไปยังพื้นที่ อำเภอราษีไศล ด้านตะวันออก เช่น ตำบลส้มป่อย ตำบล หนองหมี ตำบลไผ่ และกระเทียมมีการขยายการปลูกไปยังอำเภอกันทรลักษ์ ซึ่งสามารถปลูกได้ดีมีคุณภาพสูง

แหล่งหมูหันรสดี

การทำหมูหัน ที่อำเภอราษีไศล เริ่มต้นจาก คุณสุรียวัฒน์ กะตะศิลา ได้ทำงานที่ร้านอาหารในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นร้านอาหารที่ขายหมูหันสูตรอร่อย คุณสุรียวัฒน์ ได้เรียนรู้สูตรในการทำหมูหัน ที่อร่อย และเมื่อกลับมาที่อำเภอราษีไศล ได้ร่วมทำร้านอาหารกับน้องๆ คือ คุณศรีทัศน์ กะตะศิลา ในชื่อร้าน “ชิตหมูหัน” หมูหันของร้านเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจาก มีรสชาติอร่อย และเป็นเอกลักษณ์ มีชื่อเสียงในอำเภอราษีไศล จึงเป็นที่มาของ “หมูหันรสดี” ดังปรากฎในคำขวัญอำเภอราษีไศล

ติดต่อหมูหันรสดี ของอำเภอราษีไศล ได้ที่

คุณศรีทัศน์ กะตะศิลา โทร.089-578-8246

ฝายราษีไศลสุดสวย

ตั้งอยู่ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เป็นระบบผันน้ำบนลำน้ำมูล ตามโครงการ โขง-ชี-มูล สร้างด้วยคอนกรีต เก็บน้ำได้ตลอดทั้งปี เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ อยู่ห่างจากอำเภอราษีไศล ประมาณ 12 กิโลเมตร ห่างจากจังหวัดประมาณ 54 กิโลเมตร สภาพทางคมนาคม ถนนลาดยางตลอดเส้นทาง

ความเป็นมาของฝายราษีไศล

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่และราษฎรประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศ ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก อุปโภคและบริโภคเนื่องจากมีข้อจำกัดที่ปริมาณน้ำไม่เพียงพอโดยเฉพาะในลุ่มน้ำมูล-ชี จึงมีความพยามยามในการนำน้ำจากแม่น้ำโขงมาใช้ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ก็ได้ผลเฉพาะบางพื้นที่ที่ติดกับแม่น้ำโขง กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน(สำนักงานพลังงานแห่งชาติในขณะนั้น) ได้เสนอโครงการโขง-ชี-มูล เข้าบรรจุในแผนงานของ โครงการน้ำพระทัยจากในหลวง เพื่อการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามแนวพระราชดำริ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2531 ต่อมาได้เสนอโครงการ โขง-ชี-มูล ต่อคณะรัฐมนตรีในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีภูมิภาค ที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2532 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จเป็นรูปธรรมภายใน 3 ปี ในวงเงินประมาณ 18,000 ล้านบาท

โครงการโขง-ชี-มูล เป็นโครงการจัดหาและบริหารการใช้น้ำอย่างผสมผสานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยอาศัยแม่น้ำสายหลัก ได้แก่ แม่น้ำมูลและแม่น้ำชีและหากปริมาณน้ำในประเทศจากแม่น้ำสายหลักไม่ดังกล่าวไม่เพียงพอ ก็จะได้นำน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามาเสริม ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ ตลอดจนสามารถลดปัญหาภัยแล้งของราษฎรในเขต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างถาวร

จากผลการศึกษา ความเหมาะสมของโครงการ ปรากฎว่า โครงการโขง-ชี-มูล มีศักยภาพทางเทคนิคสามารถส่งน้ำให้แก่พื้นที่การเกษตรได้ประมาณ 4.98 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 15 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยกเว้น จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดสกลนครและ

จังหวัดหนองบัวลำภู โดยแบ่งระยะพัฒนาออกเป็น 3 ระยะ ในระยะพัฒนาที่ 1 จะสามารถส่งน้ำให้แก่ พื้นที่เพาะปลูกได้ 2.323 ล้านไร่ ซึ่งมีองค์ประกอบของโครงการ คือ ระบบการนำน้ำจากแม่น้ำโขง จำนวน 2 ฝาย และลำน้ำสาขา 8 ฝาย ระบบส่งน้ำจากลำน้ำชี และลำน้ำมูลไปยังลำน้ำสาขา 5 โครงการ รวมทั้งระบบกระจายน้ำของทุกโครงการด้วย

โครงการฝายราษีไศล เป็นโครงการองค์ประกอบหนึ่งของ ระบบผันน้ำบนลำน้ำมูล ตามแผนงานโครงการ โขง-ชี-มูล ณ บริเวณ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ จากการศึกษาความเหมาะสมของโครงการพบว่า ภูมิประเทศที่ตั้งฝายจะมีปริมาณน้ำไหลผ่าน ในฤดูน้ำหลาก เป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดน้ำท่วมขังเป็นประจำทุกปี ภูมิประเทศโดยทั่วไปใกล้ลำน้ำมูล มีหนอง กุดและแอ่งน้ำธรรมชาติซึ่งในฤดูแล้ง หนอง กุด แอ่งน้ำเหล่านี้ก็จะแห้งเพราะไม่มีปริมาณน้ำมาเพิ่ม หากได้มีการพัฒนาโดยการก่อสร้างฝาย หรืออาคารบังคับน้ำขึ้นก็จะก่อให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่สามารถกับเก็บน้ำไว้ได้เป็นจำนวนมากเพื่อตอบสนองความต้องการทั้งทางด้านเกษตรกรรม อุปโภคและบริโภค ในฤดูแล้งได้เป็นอย่างดีเพราะจังหวัดศรีสะเกษ มีพื้นที่ราบเหมาะสมจะทำการเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ แต่ขาดแคลนปริมาณน้ำ ประกอบกับในบริเวณเหนือน้ำขึ้นไปตาม ลำน้ำมูลจะมีห้วยและลำน้ำสาขาขนาดเล็กไหลมาบรรจบอยู่มากมาย หากมีการยกระดัยน้ำให้สูงขึ้น ก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณน้ำในลำน้ำสาขาเหล่านี้ด้วย นอกจากนี้เมื่อปริมาณน้ำในลำน้ำมูลมากเกินความต้องการ ฝายราษีไศลนี้ก็ยังจะสามารถผันน้ำเข้า ลำห้วยธรรมชาติไปเติมน้ำให้แก่ลำน้ำชีตอนปลายได้อีกด้วย

ลักษณะโครงการฝายราษีไศล เป็นการก่อสร้างฝายคอนกรีต พร้อม ติดตั้งบานประตูเหล็ก สามารถควบคุมการปิดเปิด ประตูเหล็ก เพื่อเก็บกักน้ำในลำน้ำเหนือฝายสำหรับใช้ประโยชน์เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรในฤดูแล้ง และสามารถลดระดับน้ำ ระบายน้ำหลากมากเกินความต้องการในฤดูฝนซึ่งจะสามารถระบาย ตะกอนที่จะมาทับถมที่หน้าฝายได้ด้วย

ประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการฝายราษีไศล จะช่วยยกระดับน้ำในลำน้ำมูลเป็นระยะทาง 120 กิโลเมตร และลำน้ำสาขาเป็นระยะทางรวม 53 กิโลเมตร เก็บกักน้ำได้รวม 74.43 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้สามารถสูบน้ำเพื่อช่วยเกษตรกรรม ในพื้นที่เพาะปลูกเต็มโครงการประมาณ 143,260 ไร่ แต่ในระยะแรกการพัฒนาจะเป็นการใช้น้ำจากภายในประเทศซึ่งจะสามารถส่งน้ำให้แก่พื้นที่เพาะปลูกได้ประมาณ 34,420 ไร่ ในเขตพื้นที่ อำเภอราษีไศล อำเภอบึงบูรพ์ จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ และอำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด

สะพานข้ามลำน้ำมูล ที่อำเภอราษีไศล

พร้อมด้วยไข่ไก่งาม

ไข่ไก่งาม ที่ฟาร์มอุ่นเรือน

“ฟาร์มอุ่นเรือน” ของครอบครัวอุ่นเรือน โดยมี คุณรำไพ อุ่นเรือน เป็นผู้ดูแลหลักๆ ฟาร์มอุ่นเรือน เลี้ยงไก่ ในระบบฟาร์มเปิด เลี้ยงแบบธรรมชาติ ใช้อาหารชีวภาพ ไม่มีสารเคมี ใช้น้ำหมักชีวภาพในการฆ่าเชื้อต่างๆในฟาร์ม และที่ฟาร์มเลี้ยงไก่ มีการปลูกพืชผัก ปลูกไม้ยืนต้น ที่มีความเป็นธรรมชาติ มาก

ไข่ไก่ที่ฟาร์มอุ่นเรือน ได้จัดส่งตัวอย่างไข่ไก่ ให้กองโภชนาการ กรมอนามัย ทำการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ และผลการวิเคราะห์ ปรากฎว่า

เป็นไข่ไก่ที่มีโคเลสเตอรอลต่ำ จึงเหมาะกับการบริโภค

ทางเข้าฟาร์มอุ่นเรือน จะมีถังน้ำหมักชีวภาพ เพื่อฆ่าเชื้อก่อนเข้าไปยังฟาร์ม เพื่อความปลอดภัย และให้อาหารชีวภาพกับไก่

สภาพแวดล้อมของฟาร์มไก่อุ่นเรือน มีความเป็นธรรมชาติมากๆ พืชผักทุกชนิดใช้ประโยชน์ได้

ไข่ไก่จากฟาร์มอุ่นเรือน มีจำหน่ายที่ตลาดสดอำเภอราษีไศล หรือ ติดต่อได้ที่ 045-682-261

จบบทที่ ๓ ค่ะ

มีภาพประกอบด้วยนะคะ แต่นำมาฝากไม่ได้ค่ะ

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Mar 23 2009 17:12:05 GMT+0700 (ICT)

บทที่ 4

ทรัพยากรธรรมชาติ

อำเภอราษีไศล มีลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบสูง พื้นดินเป็นดินร่วนปนทราย โดยทั่วไปเป็นป่าละเมาะบางส่วน มีแม่น้ำมูลไหลผ่านจากทิศตะวันออกสู่ทิศตะวันตก ที่ดินริมฝั่งแม่น้ำมูล ส่วนมากเป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง และมีป่าที่สำคัญบริเวณริมฝั่งแม่น้ำมูล คือ ป่าทาม เป็นแหล่งทรัพยากร ธรรมชาติ ที่มีความสำคัญ ช่วยรักษาความสมดุลระหว่างผิวดินและน้ำใต้ดิน ช่วยกักเก็บน้ำฝนและ ตะกอน ธาตุอาหารที่ถูกพัดมากับน้ำ ให้เป็นอาหารของพืชและสัตว์น้ำ คงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ แต่ปัจจุบัน ป่าทามได้รับผลกระทบจากการรุกล้ำเข้าไปสร้างบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ทำให้กระทบกับป่าไม้แห่งนี้

ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญในอำเภอราษีไศล แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

1. ทรัพยากรดิน

2. ทรัพยากรน้ำ

3. ทรัพยากรป่าไม้

ทรัพยากรดิน

ดินนับว่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีความสำคัญและมีคุณค่าที่สุด ทั้งนี้เพราะดินเป็นทรัพยากรพื้นฐานของการเกิด การดำรงอยู่ของชุมชน ตลอดจนเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ในการปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ พบว่าดินในจังหวัดศรีสะเกษ บางพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย พื้นที่ดินส่วนใหญ่ใช้ทำนา ดินจำนวนหนึ่งมีความอุดมสมบูรณ์อยู่ในระดับปานกลาง แต่ดินส่วนใหญ่ของพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ ที่ให้อดีตทำการเกษตรไม่ได้ผล เพราะแห้งแล้ง ดินเค็มจากชั้นเกลือหินใต้ดินซึมขึ้นมา แต่ปัจจุบันในพื้นที่ดินเค็มสามารถปลูกข้าวหอมมะลิได้ผลดี

การจำแนกประเภทของดิน

การจำแนกดิน พิจารณาเนื้อดินและลักษณะการเกิด จำแนกดินออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

1. ดินอันดับออกซิโซลส์ (Oxisols) เป็นดินที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดแล้วมีการผุกร่อนทับถมอยู่ในบริเวณนั้น

2. ดินอันดับอุลติโซลส์ (Ultisols) จะพบในพื้นที่ที่เป็นลานตะพัก ลำน้ำเก่า ที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ราบเรียบหรือค่อนข้างราบเรียบ ที่เกิดจากดินตะกอนที่มากับน้ำทับถม ซึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ มีดินชนิดนี้มากที่สุด

การจำแนกหน่วยดิน

หน่วยของดินที่พบในอำเภอราษีไศล มี 2 ชุด ดังนี้

ชุดดินร้อยเอ็ด (หน่วยดินที่ 17)

พบมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพบมากที่สุดในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ในบริเวณราบลุ่มแม่น้ำ ลำห้วย ที่มีระดับต่ำหรือที่ ที่มีสภาพเกือบราบเรียบ มีลักษณะเนื้อดินร่วนละเอียด ดินชั้นบนเป็นดินร่วน หรือร่วนปนทราย ดินชั้นล่างเป็นดินเหนียว น้ำมักจะท่วมในฤดูฝน เหมาะสำหรับปลูกข้าวได้ดีทั่วไปในที่ราบลุ่มแม่น้ำ พบประมาณ ร้อยละ 21 ของพื้นที่ เช่น ที่ราบลุ่มแม่น้ำมูล เขตอำเภอราษีไศล อำเภอศิลาลาด อำเภอยางชุมน้อย และอำเภอกันทรารมย์ เป็นต้น

ชุดดินบางนรา เชียงราย (หน่วยดินที่ 6)

ชุดดินบางนรา เป็นกลุ่มชุดดิน ที่มีเนื้อดินเป็นพวกดินเหนียว ดินบนมีสีเทาแก่ ดินล่างสีน้ำตาลอ่อนหรือสีเทา มีจุดประสีน้ำตาล สีเหลือง หรือสีแดง ตลอดจนชั้นดินบางแห่งมีศิลาแลงอ่อน หรือก้อนสารเคมีสะสมเหล็ก และแมงกานีสปะปนอยู่ด้วย เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำ เป็นดินลึกมาก การระบายน้ำเลว พบมากในพื้นที่ที่เป็นราบลุ่มริมแม่น้ำ เช่น ตำบลหนองอึ่ง ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล ตำบลละเอาะ ตำบลเขิน อำเภอน้ำเกลี้ยง ตำบลคูซอด อำเภอเมือง เป็นต้น

ข้อมูลที่ดินสาธารณะประโยชน์ ในอำเภอราษีไศล ที่ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง(นสล.)แล้ว มี จำนวน 474 แปลง ดังนี้

1.ตำบลบัวหุ่ง จำนวน 21 แปลง

2.ตำบลด่าน จำนวน 21 แปลง

3.ตำบลดู่ จำนวน 42 แปลง

4.ตำบลส้มป่อย จำนวน 41 แปลง

5.ตำบลหว้านคำ จำนวน 36 แปลง

6.ตำบลหนองหมี จำนวน 14 แปลง

7.ตำบลหนองแค จำนวน 39 แปลง

8.ตำบลเมืองคง จำนวน 19 แปลง

9.ตำบลหนองอึ่ง จำนวน 92 แปลง

10.ตำบลจิกสังข์ทอ จำนวน 29 แปลง

11.ตำบลเมืองแคน จำนวน 48 แปลง

12. ตำบลไผ่ จำนวน 43 แปลง

13.ตำบลสร้างปี่ จำนวน 29 แปลง

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Mar 23 2009 17:13:59 GMT+0700 (ICT)

ทรัพยากรน้ำ

แหล่งน้ำตามธรรมชาติ

1.แม่น้ำมูล ชาวบ้านเรียกว่ามูลหรือน้ำมูล มีต้นกำเนิดและไหลจากจังหวัดนครราชสีมา เข้าสู่จังหวัดศรีสะเกษ บริเวณอำเภอราษีไศล ซึ่งเป็นที่บรรจบของลำน้ำเสียว ที่ดงภูดิน อำเภอ ราษีไศล เรียกกันว่า วังใหญ่ ผ่านพื้นที่อำเภอราษีไศล อำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอเมืองศรีสะเกษ อำเภอยางชุมน้อย อำเภอกันทรารมย์ แล้วไหลไปบรรจบกับแม่น้ำชี ที่จังหวัดอุบลราชธานี พื้นที่ลุ่มแม่น้ำมูลเป็นที่ราบลุ่ม มีน้ำท่วมขังในฤดูฝน และมีแหล่งน้ำธรรมชาติ เรียงรายตามลุ่มริมฝั่งแม่น้ำตลอดสาย ในช่วงที่ผ่านจังหวัดศรีสะเกษ มีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำมูล 2 ฝาย คือ ฝายราษีไศล ที่บ้านดอนงูเหลือม ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล และฝายบ้านหัวนา ตำบลหนองแก้ว อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ

2. ลำน้ำเสียวหรือลำเสียวใหญ่ ต้นกำเนิดอยู่ที่จังหวัดมหาสารคาม ไหลผ่านจังหวัดร้อยเอ็ด ผ่านอำเภอศิลาลาด อำเภอราษีไศล ไหลลงสู่แม่น้ำมูล ที่ดงภูดิน อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Mar 23 2009 17:16:20 GMT+0700 (ICT)

3. หนอง บึง เป็นแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ที่มีกระจายอยู่แทบจะทุกหมู่บ้าน ส่วนใหญ่

เป็นแหล่งน้ำที่มีมานานแล้ว ปัจจุบันจึงตื้นเขิน ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ตลอดปี มีน้ำเฉพาะในช่วงฤดูฝน ฤดูแล้งน้ำจะแห้งเร็วมาก

แหล่งน้ำเพื่อการชลประทาน

แหล่งน้ำขนาดกลาง ที่กักเก็บน้ำได้ตั้งแต่ 1-100 ล้านลูกบาศก์เมตร คือ ฝายราษีไศล โครงการกั้นน้ำขนาดกลางกั้นแม่น้ำมูล จุดอำเภอราษีไศล ที่บ้านดอนงูเหลือม ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล เป็นส่วนหนึ่งของโครงการโขง ชี มูล เพื่อการเกษตร กักเก็บน้ำได้ 74.43 ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเค็ม ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล กักเก็บน้ำได้ 1.07 ล้านลูกบาศก์เมตร

และมีแหล่งน้ำที่สามารถใช้ประโยชน์ ได้ในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็น ฝาย หรือทำนบ ที่สร้างขึ้นสำหรับกั้นลำน้ำตามลำห้วยหรือลำธารเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ มิให้ไหลทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ ฝายที่สร้างขึ้นแล้วยังมีปัญหา คือ ขาดคูคลองส่งน้ำ เพื่อนำน้ำไปสู่พื้นที่เพาะปลูก การใช้ประโยชน์จากสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ได้ไม่เต็มที่นัก

ทรัพยากรป่าไม้

สภาพพื้นที่ป่าไม้โดยทั่วไปของจังหวัดศรีสะเกษ ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นป่าบนพื้นราบ จึงทำให้ราษฎรที่ต้องการพื้นที่เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย และพื้นที่เพื่อการเกษตรเข้าไปหักร้างถางพง ทำให้ป่ามีสภาพเสื่อมโทรมอยู่โดยทั่วไป ขณะนี้ยังคงสภาพป่าที่สมบูรณ์ในบางพื้นที่เท่านั้น เช่น บริเวณติดชายแดน บริเวณภูเขา เป็นต้น

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Mar 23 2009 17:18:20 GMT+0700 (ICT)

พื้นที่ป่าในจังหวัดศรีสะเกษ สามารถจำแนกได้ 3 ประเภท ได้แก่

1. ป่าแดงหรือป่าโคก ป่าแพะหรือป่าเต็งรัง มีลักษณะโปร่งค่อนข้างเป็นทุ่งหญ้า มีต้นไม้ขึ้น ห่างๆ กัน

2. ไม้เบญจพรรณ ได้แก่ ไผ่ป่า ไม้รวก สีเสียด ตะเคียนหมู ราชพฤกษ์ รกฟ้า เสลา ประดู่ ชิงชัน มะค่าโมง พะยุงแกลบ มะเกลือ ก้านเหลือง ยางเสี้ยน ตะแบกใหญ่

3. ป่าบุ่ง ป่าทาม เป็นป่าในที่ลุ่มริมฝั่งแม่น้ำ มีน้ำท่วมขังในฤดูฝน ระบบนิเวศมีความสลับ ซับซ้อน มีความหลากหลายทางด้านชีวภาพสูง มีประโยชน์ต่อการรักษาดุลยภาพของระบบนิเวศ ลำน้ำ และเป็นแหล่งที่เอื้อประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของชุมชน ป่าทามไม่ได้จัดเข้าเป็นป่าสงวน แต่จัดให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ พบทั่วไปตามสองฝั่งแม่น้ำมูล แม่น้ำชี ห้วยสำราญ ห้วยขะยูง ห้วยทับทัน เป็นต้น

ป่าสงวนแห่งชาติและป่าไม้ที่สำคัญๆของอำเภอราษีไศล มีดังนี้

- ป่าดงแดง ตำบลด่าน จำนวนเนื้อที่ 7,600 ไร่

- ป่าดงภูลอย ตำบบลเมืองแคน จำนวนเนื้อที่ 3,700 ไร่

- ป่าดงภูดิน ตำบลหนองแค จำนวนเนื้อที่ 5,100 ไร่(ป่าสงวนแห่งชาติ)

- ป่าโนนหัวภู ตำบลหนองแค จำนวนเนื้อที่ 5,012 ไร่

- ป่าโนนทราย ตำบลหนองอึ่ง จำนวนเนื้อที่ 4,018 ไร่

- ป่าโนนชาด ตำบลบัวหุ่ง จำนวนเนื้อที่ 3,018 ไร่

- ป่าดงใหญ่หนองหมี ตำบลหนองหมี จำนวนเนื้อที่ 6,500 ไร่

- ป่าดงใหญ่บัวหุ่ง ตำบลบัวหุ่ง จำนวนเนื้อที่ 2,768 ไร่

ป่าที่มีความสำคัญ ของอำเภอราษีไศล ตามวิถีชีวิต ลุ่มน้ำมูล คือ ป่าทาม

ป่าทาม หมายถึง พื้นที่ชุ่มน้ำประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ลุ่มต่ำอยู่ริมฝั่งน้ำ มีน้ำจากแม่น้ำเอ่อท้นตลิ่ง เจิ่งนองแผ่ออกท่วมเป็นบริเวณกว้าง ในช่วงฤดูฝนหรือฤดูน้ำหลาก เป็นระยะเวลาหลายเดือน ทุกปีมีดินตะกอนที่ไหลพัดมากับน้ำจากแม่น้ำทับถม อุดมด้วยธาตุอาหาร จึงเป็นถิ่นที่ขึ้นอยู่ของพืชพรรณป่าไม้ ถิ่นที่อยู่อาศัยหากิน สร้างรัง แพร่ขยายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต นานาชนิด ที่ปรับตัวดำรงชีวิตอยู่ได้ในเขตนิเวศบุ่งและทาม

ป่าทาม มีลักษณะที่เด่นชัดอยู่ 3 ประการ คือ

1) มีน้ำหรือเกี่ยวข้องกับน้ำตามช่วงฤดูกาล

2) มีดินซึ่งมีคุณลักษณะแตกต่างจากดินในที่ดอน

3) มีสิ่งมีชีวิตที่ชอบน้ำ และทนกับสภาวะน้ำท่วมขังเป็นระยะ

เวลานาน สลับกับน้ำแห้งในช่วงหนึ่งของปีได้

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Mar 23 2009 17:20:52 GMT+0700 (ICT)

ป่าทามมีความสำคัญ และมีคุณค่า จนมีคำกล่าวที่ว่า

“ป่าทาม ได้ชื่อว่า เป็นมดลูกของแม่น้ำ และเป็นไตของแผ่นดิน”

ป่ามดลูกแห่งแม่น้ำ หมายความว่า

พื้นที่ป่าบุ่งป่าทาม เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ลักษณะหนึ่ง ความหนาแน่นและหลากหลายของพืชน้ำ และพืชทนต่อการแช่ขังของน้ำ ทำให้พืชพันธุ์เหล่านี้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำนานาชนิด เปรียบประดุจมดลูกของแม่น้ำ นั่นคือ มดลูกกำเนิดอาหารให้กับแผ่นดิน

ป่าประดุจไตของแผ่นดิน หมายความว่า

กระบวนการแรงน้ำไหล ทำให้เกิดการกัดเซาะ พังทลายของดินและการชะล้าง พัดพา แร่ธาตุสารอาหาร สารพิษต่างๆ มวลสรรพสิ่งเหล่านี้ จะไหลหลากไปตามสายน้ำ เมื่อปะทะกับ ป่าบุ่งป่าทาม จะถูกชลอความเร็ว ด้วยตะกอนหรือถูกกรองตกค้าง ตามพื้นที่ บุ่งทามต่างๆ ป่าบุ่ง ป่าทามจึงเปรียบประดุจไตหรือระบบการกรองธรรมชาติก่อนที่ทุกสิ่งจะไหลรวมสู่มหาสมุทร

ประโยชน์ของป่าทาม

ป่าทามเป็นแหล่งอาหารที่มีความสำคัญและความหลากหลาย ไม่ต่างจากป่าบก อาหารที่มีอยู่ได้แก่ หน่อไม้ ผลไม้ป่า ผักป่ากินได้ และยังเป็นแหล่งเห็ดที่สำคัญเกือบทุกชนิด เห็ดในป่าทามจะมีผลผลิตก่อนเห็ดในป่าอื่น เห็ดที่พบได้แก่ เห็ดระโงก เห็ดโคน เห็ดน้ำหมาก เห็ดไคล เห็ดผึ้ง เห็ดตับเต่า เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีมันแซงที่พบได้ทั่วไป แม้ในช่วงน้ำท่วม ผลไม้ที่พบมากได้แก่ มะกอกน้ำ มะดัน ลูกผีพ่วน โดยเฉพาะลูกหว้ามีมากมายหลายชนิด

กระโดนน้ำ หวายน้ำ

ลูกหว้า

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Mar 23 2009 17:22:35 GMT+0700 (ICT)

ป่าทามเป็นแหล่งไม้ฟืนที่สำคัญของชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้ลำน้ำ ไม้ที่นิยมตัดทำฟืน ได้แก่ ไม้หัวลิง เสียวป่า สะแก เป็นต้น เป็นไม้ที่ไม่มีขนาดใหญ่นัก และมักจะตัดฟืนในช่วงฤดูแล้ง

ด้านการประมง ป่าทามเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำประเภทปลา ในช่วงฤดูน้ำหลาก ปลาจากลำน้ำโขง (เดิม) และลำน้ำมูลจะว่ายทวนน้ำขึ้นไปวางไข่ ในบริเวณป่าทาม เนื่องจากมีสภาพเหมาะสม มีอาหารสำหรับพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ และลูกอ่อนที่เกิดใหม่ นอกจากนี้ยังพบสัตว์ประเภทหอยเป็นจำนวนมาก ซึ่งหอยนี้เป็นอาหารสำคัญของปลาขนาดใหญ่ กระแสน้ำในป่าทามจะไหลไม่แรงเหมือนน้ำในลำน้ำสายหลัก เหมาะสมต่อการแพร่พันธุ์ของปลาในลำน้ำ

หอยและปลาเล็ก ปลาน้อย จากลำน้ำมูล

ป่าทาม นับว่ามีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชุมชน ตลอดสองข้างลำน้ำมูล ในพื้นที่อำเภอราษีไศลในด้านต่างๆ เป็นอย่างมาก

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Mar 23 2009 17:23:34 GMT+0700 (ICT)

ประโยชน์ที่ได้รับจาก ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ อุดมสมบูรณ์ ในอำเภอราษีไศล

ทรัพยากรดิน

ปลูกพืชผัก ผลไม้

ทรัยากรน้ำ เป็นแหล่งที่อยู่ของ กุ้ง หอย ปลา ปู

ทรัพยากรป่าไม้ที่ทรงคุณค่าเพิ่มความชุ่มชื้นของผืนดิน

มีผลิตผลจากธรรมชาติ ทำให้เกิดการค้าขาย

แลกเปลี่ยนหมุนเวียนในชุมชน

บรรยากาศที่ ตลาดสดอำเภอราษีไศล

(ตลาดสดเทศบาลตำบลเมืองคง)

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Mar 23 2009 17:26:28 GMT+0700 (ICT)

จบบทที่ ๔ แล้วค่ะ

มีภาพประกอบจำนวนมาก พอสมควร

แต่ไม่มีความสามารถนำมาฝากในที่นี่ได้

แต่ถ้ามีใครสนใจข้อมูลราษีไศลบ้านเรา

ขอสำเนาข้อมูลได้ที่บรรณารักษ์ห้องสมุดประชาชนอำเภอราษีไศล นะคะ

เราต้องการเผยแพร่สิ่งดีงามในชุมชนของเราค่ะ

มีมากมายเลยนะคะที่ราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษค่ะ

๐๔๕-๖๘๒๖๕๓

๐๔๕-๖๘๒๖๕๓

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Mar 23 2009 17:27:50 GMT+0700 (ICT)

๐๔๕-๖๘๒๔๙๔

เบอร์ติดต่อกศน.อำเภอราษีไศลค่ะ

พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)
IP: xxx.53.31.80
เขียนเมื่อ Mon Aug 03 2009 18:29:09 GMT+0700 (ICT)

เจริญพรคุณศรีสุดา สุภี

  • อาตมาภาพสนใจอยากจะทำหนังสือประวัติชุมชนที่บ้้านเกิดเห็นข้อมูลชุดนี้ทำไว้ดีมากเลย
  • อาศัยเป็นแนวนำทางในการจัดทำ ดูข้อมูลเมืองราษีไศลแล้วน่าสนใจอย่างมากมีประวัติศาสตร์ มีความเป็นมาอันเก่าแก่ยาวนาน
  • น่าสรรเสริญอย่างยิ่งที่ได้ทำเอกสารชุดนี้ไว้ให้คนรุ่นหลังศึกษาเรียนรู้ท้องถิ่นของตนและเกิดความภาคภูมิใจในบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง

ขอเจริญพร

พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)

ศรีสุดา
IP: xxx.26.70.196
เขียนเมื่อ Tue Aug 04 2009 08:33:16 GMT+0700 (ICT)

นมัสการพระคุณเจ้าค่ะ

ขอบพระคุณนะคะ

และมีความยินดีด้วยที่ท่านจะทำประวัติของชุมชนท่านค่ะ และเป็นเรื่องดีทีอนุชนรุ่นหลัง

จะได้มีโอกาสศึกษาค่ะ

เด็กราษี
IP: xxx.26.84.46
เขียนเมื่อ Sun Sep 20 2009 14:22:30 GMT+0700 (ICT)

คนดีเเห่งราษี

ศรีสุดา
IP: xxx.26.95.225
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 09:05:30 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณความเห็นค่ะ

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:01:08 GMT+0700 (ICT)

บทที่ 5

ภูมิปัญญา เป็นความรู้ ความสามารถ ทักษะ ความเชื่อ และศักยภาพในการแก้ปัญหาของมนุษย์ที่สืบทอดกันมาจากอดีตถึงปัจจุบัน ในอำเภอราษีไศล มีภูมิปัญญาที่ทรงคุณวุฒิ และมี ภูมิปัญญาท้องถิ่นในด้านต่างๆ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ผู้ทรงคุณวุฒิทางภูมิปัญญา ด้านการศึกษา

นายประสิทธิ์ จันดา

เกิดวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2487 อายุ 64 ปี ภูมิลำเนาเดิม ที่บ้านส้มป่อยใหญ่ ตำบลส้มป่อย อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ อดีตเคยเป็นลูกศิษย์วัดมหาพุทธาราม (วัดพระโต) สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร อดีตครูประชาบาลอำเภอขุขันธ์ หัวหน้าหมวดการศึกษาอำเภอไพรบึง หัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอกันทรารมย์ กันทรลักษ์ เมืองศรีสะเกษ เป็นผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดแม่ฮ่องสอน บุรีรัมย์ ขอนแก่น นครราชสีมา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ จบหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (นบส.) รุ่นที่ 26

ผลงานดีเด่นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและท้องถิ่นมีมากมาย ตั้งแต่ปี 2515 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้บริหารดีเด่นในทุกระดับที่ปฏิบัติงาน เพราะยึดปรัชญาการทำงานว่า การทำงานหนักคือดอกไม้แห่งชีวิต อาทิ ริเริ่มการอบรมผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น นอกสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ตามจุดต่างๆทั่วประเทศ ริเริ่มการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญร่วมกับคณะกรรมการข้าราชการครู (ก.ค.) ตรวจสอบคำขอการปรับปรุงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา 13,963 ตำแหน่ง ร่วมกับ ก.ค. ริเริ่มอบรมทางไกลให้ผู้บริหารที่จะเข้าสู่ตำแหน่งสูงขึ้นประมาณ 13,000 คน ทั่วประเทศ และได้ดำเนินโครงการสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรในสังกัดอย่างครบวงจร การกระจายอำนาจให้หน่วยงานทางการศึกษาเพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติ นับเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา

รวมภูมิปัญญาและอาชีพท้องถิ่น

1. การปั้นหม้อบ้านโก

บ้านโก เป็นหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อเรื่องการปั้นหม้อ เป็นเวลานานกว่า 140 ปี หรือมากกว่า 4 ชั่วอายุคนมาแล้ว คนเฒ่าที่เคยเป็นคนปั้นหม้อส่งลูกเรียนหนังสือจบชั้นสูงๆถึงปริญญาเอกปริญญาโท และปริญญาตรีมาแล้ว บอกว่า “มีเงินส่งลูกเรียนก็เพราะการปั้นหม้อนี่แหละ”

จากการบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ ได้กล่าวว่า บรรพบุรุษของชาวบ้านโก อพยพย้ายมาจากเมืองกลาง (ปัจจุบันเข้าใจว่าเป็นอำเภอโนนสูง) จังหวัดนครราชสีมา โดยอพยพล่องเรือมาตามแม่น้ำมูล เนื่องจากชุมชนเดิมประสบปัญหาความแห้งแล้งและอดอยาก ประกอบกับแรงงานผู้ชายในหมู่บ้านถูกเกณฑ์แรงงานไปคล้องช้างและเข้าป่า แล้วหายไปไม่ได้ข่าวคราว ผู้หญิงในหมู่บ้านต้องหาเลี้ยงดูครอบครัวด้วยอาชีพปั้นหม้อหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ตีหม้อ”

ต่อมา การประกอบอาชีพปั้นหม้อแต่เพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถเลี้ยงชีพได้ จึงอพยพย้ายแสวงหาแหล่งทำมาหากินแบบต่างคนต่างไป ซึ่งแต่ละคนมีทักษะและความชำนาญในการปั้นหม้อเป็นพื้นฐาน จึงแสวงหาแหล่งวัตถุดิบที่เหมาะสมกับการประกอบอาชีพปั้นหม้อ จนกระทั่งอพยพมาถึงฝั่งลำน้ำมูลบริเวณปัจจุบัน มีทำเลและดินเหมาะสมตามที่ต้องการ คือ ใช้สำหรับปั้นหม้อ มีความคงทน เมื่อเผาแล้วมีสีแดงปนมีความสวยงาม สามารถแลกเปลี่ยนค้าขายได้ดี เมื่อพบแหล่งทำกินดังที่ต้องการ จึงตัดสินใจตั้งรกรากถิ่นฐานสภาพพื้นที่ที่ตั้งถิ่นฐานเป็นที่ดอน มีต้นตะโกขึ้นอยู่มากมาย จึงเรียกชื่อบ้านว่า “บ้านโก” คนกลุ่มแรกที่อพยพมาจำนวน 14 ครอบครัว เป็นชาวไทโคราช มีวัฒนธรรมและภาษาพูดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ส่วนมากผู้หญิงเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการใช้ฝีมือปั้นหม้อ ต่อมามีการผสมผสานกลมกลืนทางด้านวัฒนธรรม ประเพณีไทลาวและเขมร จากการสมรสและการอพยพย้ายถิ่นเข้ามาอยู่อาศัยในชุมชนได้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เช่น ประเพณีการทำบุญเลี้ยงบ้านหรือบุญข้าวสาก แต่ดั้งเดิมคนลาวจะทำพิธีในเดือน 10 ส่วนชาวไทยโคราช ทำพิธีบุญเลี้ยงบ้านร่วมกันในเดือน 6 ซึ่งเป็นตัวอย่างหนึ่งของการพยายามในการผสมผสานวัฒนธรรมเดิมของแต่ละเผ่าพันธุ์ ในการอยู่ร่วมกันของชาวบ้าน บ้านปั้นหม้อ “บ้านโก”

ปัจจุบัน วัฒนธรรมการปั้นหม้อได้แพร่ขยายไปสู่ชุมชนและชาวบ้านอื่นๆ ที่มีความสนใจฝึกปฏิบัติยึดถือเป็นอาชีพโดยผ่านทางระบบกลไกความสัมพันธ์ทางด้านการสมรสของสมาชิกหมู่บ้านกับสมาชิกในชุมชนอื่นๆ เช่น ที่บ้านโพนทราย อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นตัวอย่างอีกชุมชนหนึ่งที่มีสมาชิกจากบ้านโก ไปลงหลักปักฐานและยึดอาชีพปั้นหม้อเป็นหลักในการเลี้ยงครอบครัวเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีแหล่งดินทามที่เหมาะแก่การปั้นหม้อ

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:02:15 GMT+0700 (ICT)

การปั้นหม้อ มีวัตถุดิบและกรรมวิธีการปั้น ดังนี้

วัตถุดิบในการปั้นหม้อ

ดินเหนียว วัตถุดิบที่สำคัญ ต้องคลุมพลาสติกไว้ เพื่อไม่ให้ดินแห้งเกินไป

1) ดินเหนียว ถือว่าเป็นวัตถุดิบ ที่สำคัญที่สุดสำหรับการปั้นหม้อ โดยเฉพาะดินเหนียวที่ได้จากทาม แหล่งดินทามที่เหมาะสำหรับการปั้นหม้อจะมีเส้นทางเป็นสายการงอกของดิน ซึ่งเกี่ยวกับวัฏจักรการหลากท่วมทุกปีของแม่น้ำมูลและเป็นเฉพาะที่ ไม่ได้พบอยู่ทั่วไป ดินที่ใช้ จะมีดินเชื้อและดินปั้น พื้นที่บางแห่งจะมีดินทั้ง 2 ชนิด และบางแห่งมีเฉพาะดินเชื้อหรือดินปั้นเท่านั้น

การเลือกดินสำหรับปั้นหม้อต้องขุดลึกประมาณ 1.50 เมตร เพื่อให้ได้ดินเหนียวล้วนๆ ไม่มีทรายหรือดินอื่นๆ ปนอยู่เลย เมื่อปั้นแล้วนำไปเผาจะทำให้หม้อไม่แตก และที่บ้านโก มีพื้นที่สำหรับ ขุดดินมาทำปั้นหม้อ ประมาณ 5 แห่ง รวมพื้นที่ ประมาณ 47 ไร่ คือ หนองปลาโด ประมาณ 15 ไร่ หนองจับ ประมาณ 12 ไร่ ตามฮ่อมน้ำ ประมาณ 12 ไร่ หนองไข่นุ่น (ปัจจุบันขุดดินไม่ได้) หนองพุก ประมาณ 8 ไร่

การขุดดินเหนียวจะสามารถทำได้ในช่วงฤดูแล้ง ชาวบ้านจะสะสมดินเหนียวไว้ใช้ผลิตในช่วงหน้าฝน เพราะช่วงฤดูฝนน้ำท่วมแหล่งขุดดิน ไม่สามารถนำดินเหนียวมาปั้นหม้อได้

2) แกลบดิบ เป็นวัตถุดิบที่นำมาผสมกับดินเชื้อ ในอดีตชาวบ้านมีแกลบใช้โดยไม่ต้องซื้อเพราะตำข้าวบริโภคเอง แต่ปัจจุบันหันไปสีข้าวที่โรงสี จึงต้องซื้อแกลบ ทำให้ต้นทุนในการปั้นดินเผาเพิ่มขึ้น

ไม้ฟืน ที่หาได้ง่าย คือ ไม้ไผ่บ้าน

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:02:53 GMT+0700 (ICT)

3) ฟืน ใช้สำหรับเผาใน 2 ลักษณะ คือ เผาดินเชื้อ และเผาผลิตภัณฑ์ดินเผา ในอดีตสามารถหาฟืนได้ตามป่าทามโดยมีรูปแบบการตัดไม้และการรักษาต้นไม้ด้วยการตัดไม้เฉพาะกิ่ง ปลายไม้หรือไม้ตาย แต่ปัจจุบันฟืนหายากขึ้น บางครั้งต้องซื้อหรือไปหาในพื้นที่ห่างไกล

ฟาง ใช้สำหรับเผาหม้อดิน

4) ฟาง ใช้สำหรับเผาดินเชื้อ เผาผลิตภัณฑ์หม้อดินเผาและใช้รองผลิตภัณฑ์ในขณะบรรทุกไปขายหรือเคลื่อนย้าย ในอดีตฟางสามารถที่จะขอกันได้ แต่ปัจจุบันต้องซื้อ

กรรมวิธีการปั้นหม้อ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนที่สำคัญดังนี้

(1) การเตรียมวัตถุดิบ

ในการปั้นหม้อ วัตถุดิบที่จำเป็นคือ ดินเหนียว ซึ่งสามารถแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ ดินเหนียวหรือชาวบ้านเรียกว่า “ดินตี” และ “ดินเชื้อ” (การผสมดินเชื้อกับดินปั้นหรือดินตี เพื่อช่วยลดการหดตัวของเนื้อดิน และยังช่วยควบคุมการทรงตัวของเนื้อดินขณะปั้นเพื่อความสะดวกในการให้ได้รูปทรงตามความต้องการ)

อุปกรณ์ในการเตรียมดิน ชาวบ้านจะเตรียมดินทั้งที่เป็นดินเชื้อและเนื้อดินปั้น โดยอาศัยอุปกรณ์ต่างๆ ดังนี้

1. รถ สำหรับขนดินเหนียว ฟืน แกลบ หรืออุปกรณ์ต่างๆ

2. จอบ หรือเสียม ใช้ขุดดินเพราะต้องขุดลอกประมาณ 1-2 เมตร ถึงจะได้ดินเชื้อและดินปั้นหม้อ

3. ครก ใช้สำหรับตำดินเชื้อให้ละเอียด โดยครกเป็นครกไม้ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 25 เซนติเมตร สูงประมาณ 50 เซนติเมตร ครกนอกจากจะใช้ตำดินแล้ว ยังใช้เป็นแท่นตั้งดิน สำหรับขึ้นรูปเครื่องปั้น โดยกลับด้านล่างขึ้นมาด้านบน

4. เขิง เป็นตะแกรงทำด้วยไม้ไผ่ ใช้สำหรับร่อนดินที่ตำละเอียดแล้ว มีช่องทางของรูตะแกรงประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:03:47 GMT+0700 (ICT)

5. ลำเพลิน (ปัจจุบันใช้กระสอบปุ๋ยหรือพลาสติก) ใช้สำหรับรองพื้นที่ในการนวดดินปั้นและนวดดินเชื้อให้เข้ากัน และป้องกันวัสดุอื่นๆ เช่น กรวดทราย หรือเศษไม้มาปะปนดนิที่กำลังนวด

ดินเชื้อ ที่เตรียมเรียบร้อยแล้ว

นำดินเชื้อที่เตรียมไว้ มาตำให้ละเอียด เพื่อนำไปผสมกับดินเหนียว รอปั้น

นำดินเชื้อและดินเหนียวมานวดรวมกัน เพื่อให้สามารถนำไปขึ้นรูปได้ต่อไป

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:04:42 GMT+0700 (ICT)

(2) การขึ้นรูปเครื่องปั้นดินเผา

มีการขึ้นรูปด้วยการใช้หินดุประกอบไม้ตี ซึ่งกรรมวิธีการขึ้นรูปด้วยวิธีการใช้หินดุประกอบไม้ตี เป็นวิธีที่ชาวบ้านใช้สืบต่อกันมา ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน อุปกรณ์ที่ใช้ในการขึ้นรูป ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์ต่างๆ คือ หินดุ ไม้ตีราบ ไม้ตีราย ครก ถุงพลาสติก เป็นต้น อุปกรณ์ต่างๆ นี้มีทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ตามความต้องการในการผลิต

หินดุ /ไม้ตีราบ / ครก /พลาสติก

การขึ้นรูปหินดุประกอบไม้ตี จะมีขั้นตอนในการขึ้นรูปและตกแต่งตามลำดับดังต่อไปนี้

1. การนำดินที่ขุดได้มาทิ้งไว้สักครู่หนึ่ง

2. ตัดดินที่เตรียมไว้ด้วยเชือก หรือดึงดินออกด้วยมือให้เป็นชิ้นเล็กๆเท่าฝ่ามือ ทิ้งไว้ในร่มแต่อย่าให้แห้งมากนัก

3. นำดินที่เตรียมไว้ไปใส่น้ำกะว่าพอดินอมน้ำพอสมควรแล้วนำมาทุบให้แตกบนพลาสติก หรือเรียกว่า “นวดดิน”

4. นำดินเชื้อที่ร่อนไว้มาผสม โดยโรยดินเชื้อกลบหน้าดินให้ทั่วแล้วทำการนวดให้ดินตีกับดินเชื้อเข้ากันจนกะว่าดินใช้การได้

5. แบ่งดินออกมาจากกองใหญ่ กะจำนวนประมาณว่าปั้นได้ 1 ใบ คลึงให้เป็นรูปเบ้าทรงกระบอก แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือกดบริเวณศูนย์กลางของหน้าตักทรงกระบอกให้เป็นรูป ขั้นตอนนี้เรียกว่า “การจกเบ้า”

การจกเบ้า

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:06:08 GMT+0700 (ICT)

6. ตั้งเบ้าขึ้นสอดมือซ้ายลงด้านในแล้วใช้มือขวาตบรอบๆให้เบ้าโป่งออก ทิ้งไว้สักพัก แล้วยกเบ้าขึ้นไปตั้งบนแท่นไม้หรือครกมือ ซึ่งคว่ำปากลง

7. ใช้หินดุรองด้านในและใช้ไม้ตีราย ตีขยายขนาดของเบ้าให้ใหญ่ตามต้องการ

การตีขยายขนาดของเบ้า ให้ใหญ่ตามความต้องการ

8. การสวีปากหม้อ โดยการชโลมน้ำให้ดินเปียก ง่ายต่อการที่จะขึ้นรูป หลังจากการชโลมน้ำแล้วจะใช้ไม้ตีราบบนปากหม้อให้เรียบแล้วใช้ถุงพลาสติกชุบน้ำ ให้ชุ่มวางลงบริเวณของเบ้า โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือขวาบีบลงไป ส่วนภายในเบ้าจะใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือซ้ายประคองไว้ โน้มตัวลง ตาจับอยู่ที่นิ้วทั้งสองขณะลำตัวจะเอียงขวาเข้าหาแท่นไม้ เดินซอยเท้าถี่ๆ หมุนรอบครก ขอบดินที่เปียกและอ่อนตัวจะเริ่มผายออกเป็นขอบโค้งและวงกลม มือต้องนิ่ง น้ำหนักหมือที่กดต้องสม่ำเสมอ และจังหวะการเดินต้องสัมพันธ์กัน ซึ่งต้องใช้ความชำนาญมาก ขั้นตอนนี้เรียกว่า “สวีปาก”

การสวีปากหม้อ

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:07:03 GMT+0700 (ICT)

9. นำหม้อที่ขึ้นรูปแล้วไปตามแดดพอหมาดๆ หรือ เรียกว่า “กล้าม” (กล้ามในภาษาอีสาน หมายถึง ดินเริ่มแห้งและแข็งบ้างเล็กน้อย) ยกกลับขึ้นมาบนแท่นครกไม้ แล้วเริ่มตีให้โป่งออก โดยใช้มือซ้ายถือหินดุดันผนังด้านในออกมา ไม้ตีราบก็จะตีรับด้านนอกเพื่อรีดดินให้บาง ในขณะที่มือทั้งสองข้างทำหน้าที่ตี เท้าก็จะเดินวนไปรอบครกไม้ เพื่อให้ความหนาสม่ำเสมอตลอดใบจนได้รูปทรงพอใจแล้วยกลง

10. นำหม้อไปตากแดดเพื่อให้กล้ามขึ้น ในขณะที่ก้นหม้อยังเป็นรูอยู่

หม้อที่ขึ้นรูปแล้ว ตากแดด รอนำไปตีหุ้มก้น

11. การตีหุ้มก้น หรือที่เรียกกันว่า “จอดก้น” โดยจะนั่งเหยียดขาโดยไม่ตึงมากนัก งอเข่าเล็กน้อยให้พอเหมาะกับการวางหม้อ มือซ้ายจับหินดุรองรับเข้าภายในเพื่อรับน้ำหนักการตีด้วยไม้ตีราบ ในมือขวา ในการตีต้องเอาหินดุรองรับภายใน และต้องตีด้วยน้ำหนักพอดี มิฉะนั้นจะทำให้ผิวบางเกินไป หรือรูปทรงไม่สวยงาม ขณะที่ตีต้องเอาหินดุจุ่มน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ดินติดไม้ การตีหุ้มก้น มักนิยมตีจากส่วนกลางไปหาส่วนปากและก้น เมื่อตีจนบรรจบกันแล้วจะวางหม้อบนหม้อแตกครึ่งด้านขวาง และค่อยๆ ใช้มือตกแต่งรูปทรงให้เรียบร้อยและสวยงาม

การตีหุ้มก้นหม้อหรือจอดก้นหม้อ

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:07:44 GMT+0700 (ICT)

12. นำหม้อมาตีตกแต่ง เมื่อหม้อเริ่มหมาดมากขึ้นแล้ว ก็จะนำมาตีตกแต่งให้เรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย

ตีตกแต่งหม้อตามความต้องการ

13. การตกแต่งหม้อตามแบบที่คิดไว้ เมื่อหม้อดินเรียบร้อยก็จะทำการตกแต่ง เช่น การติดสันหม้อ หรือกระดูกหม้อ

หม้อที่สมบูรณ์ และ ฝาหม้อ รอการนำไปเผา

(3) การเผาภาชนะดินเผา

ในการเผาภาชนะดินเผานั้นวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม มีดังนี้ ฟาง ฟืน ขาหลัก เป็นต้น ซึ่งมีลำดับขั้นตอนในการเผากลางแจ้ง มีรายละเอียดขั้นตอนดังนี้

ฟืน ฟาง และบริเวณที่จะเผาหม้อที่ปั้นแล้ว

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:08:28 GMT+0700 (ICT)

1. นำหม้อที่ปั้นมาตากแดดให้แห้งสนิทอีกครั้งที่บริเวณใกล้กับลานเผา

2. กวาดพื้นที่บริเวณลานเผาให้เรียบร้อย

3. จัดเตรียมฐานสำหรับทำเตาเผาบนพื้นดินด้วยฟืน โดยจัดวางระยะห่างให้เหมาะสมกับความยาวของพื้นที่ที่จะใช้เผา

4. นำฟืนมาวางพาดลงบนร่องของหลักโยงติดต่อกัน วางฟืนทับฟืนชั้นแรก ในการวางให้วางแนวขวาง และวางซ้อนให้ถี่ขึ้น

5. ใช้ไม้ฟืนขนาดเล็กวางซ้อนทับจนมีความหนาพอประมาณ

6. จัดวางเครื่องปั้นดินเผาวางบนกองฟืนให้เต็มเนื้อที่บริเวณลานเผา โดยคว่ำปากลง นิยมวางซ้อนกัน 2 ชั้น ฝาหม้อจะวางแทรกตามช่องว่าง

7. จุดไฟเริ่มจากด้านล่างแล้วนำฟางข้าวที่เตรียมมาคลุมลงบนกองเครื่องปั้นดินเผาให้ทั่วถึง จะต้องคอยเติมฟางอยู่อย่างสม่ำเสมอ

8. ดินสุกหมดเพียงพอแล้ว ให้หยุดเติมฟาง และทิ้งไว้สักครู่

9. นำเครื่องปั้นดินเผาออกจากเตาผา โดยใช้ไม้ยาวสอดไปในปากของเครื่องปั้นดินเผา และ

ยกออกมาทีละใบ ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น จึงนำไปเรียงเก็บรอการจำหน่ายต่อไป

หม้อที่เผาเรียบร้อยแล้ว

หลังจากเผาหม้อเสร็จจะเก็บเรียงรายไว้ใต้ถุนบ้านรอพ่อค้าจากภายนอกหมู่บ้าน ผู้สั่งซื้อสินค้าแต่ละประเภทมารับผลิตภัณฑ์ที่บ้าน หรือบางครั้งมีพ่อค้าที่อยู่ในชุมชนเดียวกันมารับไปขายภายนอกหมู่บ้าน รูปแบบการค้าขายแลกเปลี่ยน ในปัจจุบันผู้ผลิตไม่ต้องเสียเวลาไปเร่ขายสินค้าเอง เพราะมีพ่อค้าคนกลางทำหน้าที่แทน

ผลิตภัณฑ์ปั้นหม้อของบ้านโก มีทั้งแบบดั้งเดิมและแบบที่ได้รับการพัฒนาตามที่ตลาดต้องการ ผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆในอดีต มีดังนี้ หม้อหุง (หุงข้าว) หม้อแกง (แกงกิน) หม้อลอก(นึ่งข้าวสาวไหม) หม้อแอ่ง (ใส่น้ำดื่ม) หม้อหวด (นึ่งข้าว) ซึ่งปัจจุบันไม่มีการผลิต

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:09:12 GMT+0700 (ICT)

ปัจจุบันสินค้ามีหลากหลายมากขึ้นตามความต้องการของตลาด เช่น กระถางขนาดต่าง ๆ อ่างปลูกบัวเลี้ยงปลา แจกัน ผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น กระปุกออมสินรูปนกฮูก นกยูง บาตรทำบุญ 108 เป็นต้น ผลผลิตในแต่ละเดือนขึ้นอยู่กับความขยันขันแข็งของแต่ละคน แต่ปริมาณที่ผลิตได้ตามปกติ

การประอาชีพทำนาในบ้านโก เพิ่งเริ่มไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่อาชีพหลักของชุมชนยังคงเป็นการปั้นหม้อ จนถึงปี 2527 ได้มีการประสานงานกับหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงมี การฝึกอบรมอาชีพ และจัดตั้งกลุ่มอาชีพแก่ชาวบ้าน ได้แก่ อาชีพการปลูกหอม กระเทียม พริก จึงเป็นอีกทางเลือกที่ชาวบ้านทำกันในปัจจุบัน

ในปี พ.ศ.2536 อุตสาหกรรมจังหวัดศรีสะเกษ ได้หาวิธีช่วยเหลือ โดยเข้ามาส่งเสริมและพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์การปั้นหม้อและสร้างโรงเรือนพร้อมเตาเผาขนาดใหญ่โดยใช้ความร้อนสูง มีคณะกรรมการดำเนินการกลุ่มเครื้องปั้นดินเผา เป็นการเพิ่มความสามารถในการผลิตและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ทำให้เป็นการเพิ่มรายได้ให้คนในชุมชน

ปัจจุบันมีกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาบ้านโก จัดตั้งกลุ่มเมื่อ พ.ศ.2546 มีจำนวนสมาชิกในกลุ่ม 75 ครัวเรือน หน่วยงานที่ให้การสนับสนุนในการจัดตั้งกลุ่ม คือ องค์การบริหารส่วนตำบลส้มป่อย อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ สมาชิกกลุ่มมีรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่อเดือน ประมาณ 20,000 – 30,000 บาท หม้อบ้านโก เป็นสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ของตำบลส้มป่อย

ติดต่อประธานกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาบ้านโก ได้ที่ นายบรรหาร ทองสุทธิ์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 3 บ้านโก ตำบลส้มป่อย อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ 33160 โทรศัพท์ 045-681-254

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:09:46 GMT+0700 (ICT)

2. การตีเหล็ก

นายสมศรี คำผาย เกิดเมื่อ พ.ศ.2496 อาชีพทำนา เป็นภูมิปัญญาทางการตีเหล็ก ที่มีความสามารถในการตีเหล็ก ประกอบเป็น มีดพร้า มีดอีโต้หัวตัด มีดโตม๊อก เสียม เคียว มีดแหลม มีดตอก ดาบ หรืออื่นๆ ได้ทุกประเภท ตามแต่ความต้องการของลูกค้า โดยใช้เหล็กแหนบรถ มาเผาไฟให้อ่อน แล้วนำมาตัดเป็นรูปร่างที่ต้องการ จากนั้นนำไปเผาไฟอีกครั้ง แล้วนำมาตีเป็นรูปร่างตามต้องการ สำหรับการขายจะมีลูกค้ามาติดต่อ รับซื้อถึงที่ มีรายได้ประมาณ เดือนละ 4,000 – 5,000 บาท

โรงตีเหล็กช่างสมศรี ที่อยู่ คือ บ้านเลขที่ 70 บ้านกอย หมู่ที่ 2 ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ 33160 โทรศัพท์ 089-520-1972

3. หนังบักตื้ออีสาน (หนังตะลุงอีสาน)

หนังบักตื้ออีสาน “คณะเฉลิมศิลป์” ศิลปินเชิงอนุรักษ์

ความเป็นมาของหนังตะลุงอีสานใต้ แต่สมัยก่อนในภาคอีสานของเรา เวลามีงานบุญ งานบวชนาค หรืองานกุศล งานฉลอง หรือที่เรียกันติดปากแต่ก่อนนั้น คือ บุญใหญ่ ไม่มีมหรสพสมโภช เช่นทุกวันนี้ จะมีก็ลิเกลาว หรือลิเกไทย จะว่าจ้างแต่ละครั้งก็ลำบากแสนสาหัส เพราะเราต้องเดินทางไปว่าจ้าง เพราะการคมนาคมไม่สะดวกเช่นทุกวันนี้ เพราะใกล้ที่สุด คือ อยู่เขตโคราช และสิ่งสมโภชและสะดวกที่สุดที่จะสมโภชในงานต่างๆ ก็คือ หนังตะลุง หรือหนังประโมทัย และหนังตะลุง อยู่ที่บ้านปลาปึ่ง ตำบลพระเสาร์ อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดอุบลราชธานี (สมัยก่อน) ปัจจุบัน คือ จังหวัดยโสธร คือ มหรสพสมโภชที่อยู่ใกล้ บ้านผึ้งมากที่สุด และศิลปินคนแรกของบ้านผึ้ง ตำบลหนองแค ที่คิดจะนำศิลปะชิ้นนี้ทำการแสดงในบ้านผึ้ง ก็คือ นายเลื่อน สังวรณ์ เป็นคนต้นแบบและเป็นนายช่างที่คิดตัดภาพหนังตะลุงให้เป็นศิลปะของบ้านผึ้ง

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:13:30 GMT+0700 (ICT)

นายเลื่อน กับเพื่อนได้ไปหาแม่แบบและฝึกซ้อมหนังตะลุง ที่บ้านยางปลาปึ่ง กับ อาจารย์หนู บ้านยางปลาปึ่ง ตำบลพระเสาร์ อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร พร้อมกับได้ตำราการแสดงอีกด้วย

หลังจากได้ตัวหนังตะลุงและกลอนหนังตะลุง ก็ได้ร่วมกันแสดงได้ระยะหนึ่ง แต่ละคนที่อยู่ต่างถิ่น ก็แยกย้ายกันไปทำมาหากิน ทำให้หนังตะลุงเลิกร้างไป

หลายปีต่อมาที่บ้านเพียมาต อาจารย์ผง ได้รวบรวมนักแสดงใหม่ขึ้นมาอีก ประกอบด้วย อาจารย์เที่ยง อาจารย์หนู นายโฮม และนายสิงห์ ได้ทำภาพหนังตะลุง ใหม่ เพราะว่าภาพเก่าสีตก

นายสิงห์ ได้มาแต่งงานอยู่ที่บ้านผึ้ง และนำหนังตะลุง มาฝึกให้กับบุคคลที่สนใจ และมีความสามารถในการแสดง ได้ตั้งชื่อคณะ ส.ร่วมมิตร มีนายสุริยงค์ นรสาร ได้นำเทคนิคและระบบแสง สี เสียง ดนตรี หมอลำ เข้ามาประกอบการแสดง เรียกว่า หนังตะลุงซิ่ง ระยะนั้นมีความรุ่งโรจน์มาก โดยได้รับการติดต่อจากรายการโทรทัศน์ หลายรายการมาถ่ายทำสารคดี เช่น รายการตามไปดู ชีวิตต้องสู้ สู่โลกกว้าง รอยไทย ในปี พ.ศ.2540-2543

ก่อนแสดงต้องมีการทำพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและความราบรื่นของการแสดง

หนังตะลุง ตัวเอก

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:14:08 GMT+0700 (ICT)

ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง มีระนาด/พิณ/กลอง

ชื่อ คณะหนังตะลุง ได้เปลี่ยน เป็นหนังบักตื้อ เพื่อที่จะให้คนพบเห็นหรือฟังแล้วเข้าใจง่าย เพราะเป็นภาษาอีสาน ส่วนมากแล้วจะเรียกกันว่าบัก... ขึ้นหน้า ถ้าใช้คำว่าหนังตะลุง ส่วนใหญ่จะนึกถึงภาคใต้ ความแตกต่างของหนังบักตื้อ กับหนังตะลุง ภาคใต้ คือ ตัวหนัง (รูปภาพ) จะใหญ่และสูงมากกว่า 1 เมตร เพราะหนังตะลุง ภาคใต้ ตัวเล็ก

นายเฉลิมชัย เขียวอ่อน ได้ฟื้นฟูมรดก หนังบักตื้อ อีกครั้ง โดยลงทุน ตัดตัวหนังใหม่ ตัวหนังสูงประมาณ 1 เมตร เวทีการแสดงยาว 8 เมตร การแสดงตัวพระ ตัวนาง เน้นการขับเสภา ทำนองอีสาน ตัวตลกแทรก ศิลปะหมอลำของท้องถิ่นสลับกัน โดยตั้งชื่อคณะใหม่ว่า “หนังบักตื้อเฉลิมศิลป์ ศิลปินเชิงอนุรักษ์” นักแสดงกลุ่มนี้ต้องการที่จะถ่ายทอด ศิลปะการแสดงให้แก่ลูกหลานเยาวชน ชาวบ้านผึ้งให้สืบทอดต่อไป

ติดต่อ คณะหนังบักตื้อ เฉลิมศิลป์ ได้ที่ บ้านผึ้ง ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล

จังหวัดศรีสะเกษ

เบื้องหลังการแสดง เบื้องหน้าท่านผู้ชม

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:14:59 GMT+0700 (ICT)

4. การทอผ้าไหม

แม่หนูเคลือบ บุญเย็น

ภูมิปัญญาด้านการทอผ้าไหม คือ แม่หนูเคลือบ บุญเย็น อายุ 60 ปี ประธานกลุ่ม ทอผ้าไหม บ้านห้วย ตำบลบัวหุ่ง อำเภอราษีไศล ได้เรียนรู้การทอผ้าไหม จากบรรพบุรุษ จนมีความชำนาญและสามารถทำได้หลายรูปแบบ นับว่าเป็นภูมิปัญญา ผู้รู้ด้านการไหม อย่างแท้จริง เพราะ แม่หนูเคลือบ รู้เรื่องเกี่ยวกับไหม ตั้งแต่เริ่มต้น เลี้ยงตัวหม่อนไหม การสาวไหม การด่องไหม หรือเป็นการฟอกสีไหม ให้ไหมนุ่ม สามารถย้อมสีให้ติดทนนานได้ การย้อมไหมในลักษณะเดิมจากสีธรรมชาติและการย้อมไหม สมัยใหม่โดยสีเคมี แม่หนูเคลือบมีวิธีการมัดหมี่ ลวดลายต่างๆ การประยุกต์ลายผ้าไหม ตามความนิยมของท้องตลาด แม่หนูเคลือบ สามารถ รวมกลุ่มสมาชิกการทอผ้าไหม ในหมู่บ้านได้ และมีวัสดุอุปกรณ์ ต่างๆในกลุ่ม สำหรับการเลี้ยงไหม ทอผ้าไหม ครบพร้อม อาทิ กี่ ฟืมทอผ้า กระด้งเลี้ยงหม่อนไหม เครื่องสาวไหมและไน เป็นต้น และสมาชิกร่วมทอผ้าไหมจำหน่ายนำรายได้เข้ากลุ่ม และมีการปันผลให้กับสมาชิกในกลุ่มด้วย

กี่และฟืมทอผ้า/ กระด้งเลี้ยงไหม ในกลุ่มทอผ้าไหม บ้านห้วย

ผ้าไหมลายต่างๆ ที่กำลังทอ

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:15:37 GMT+0700 (ICT)

แม่หนูเคลือบ บุญเย็น ยังได้เป็นวิทยากรบรรยาย ถ่ายทอดความรู้ เรื่องการทอผ้าไหม ให้กับผู้ที่สนใจ และกลุ่มชุมชนต่างๆ ได้อีกด้วย การทอผ้าไหมลายต่างๆ เช่น ผ้าไหมลายเกร็ดเต่า ผ้าไหมพื้นเรียบ ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าไหมลายลูกแก้ว และผ้าไหมข้อ เป็นต้น ซึ่งผลผลิตของกลุ่ม ได้เป็นสินค้า หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ของตำบลบัวหุ่ง อำเภอราษีไศล

สามารถติดต่อภูมิปัญญา ด้านการทอผ้าไหม ในกลุ่มของ แม่หนูเคลือบ บุญเย็น ได้ที่ บ้านห้วย เลขที่ 10 หมู่ที่ 3 ตำบลบัวหุ่ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ 33160

โทรศัพท์ 087-817-4617

ผ้าไหมลวดลาย/รูปแบบต่างๆ

ผ้าไหมลายมัดหมี่

ผ้าไหมลายลูกแก้ว ผ้าไหม เป็นสีพื้น

ผ้าไหมลายประยุกต์

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:16:13 GMT+0700 (ICT)

5. หัตถกรรม กก ผือ

กก-ผือ เป็นพืชตระกูลน้ำ ซึ่งคนที่มิได้มีความผูกผันหรือใช้ประโยชน์อะไรจากมัน ก็จะถือว่าเป็นวัชพืชธรรมดา แต่สำหรับคนลุ่มน้ำมูล ตอนกลาง กก ผือ เป็นพืชที่ทรงคุณค่าสามารถนำทำแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อย่างมากมาย

ต้นกก/ผือ

กก เป็นพืชที่ชาวบ้านนิยมนำมาสอยตากแดดให้แห้งและทอเป็นเสื่อมากที่สุด ซึ่งกก มีลักษณะลำต้นกลมลู่ ดอกสีขาวนวล เป็นพวง ผิวมันเรียบ ลื่น เมื่อนำมาสอย(สอย กก ผือ คือ การนำมีดคมๆ มากรีดแบ่งลำต้นกกหรือผือ เป็นเส้นยาว หากต้องการเส้นใหญ่ ลำต้นหนึ่งจะแบ่งได้ 2-3 เส้น หากต้องการเส้นเล็ก ลำต้นหนึ่งจะแบ่งได้ 5-6 เส้น) ตากแดดเส้นกกจะสามารถสอยได้ประมาณ 3-4 เส้น แล้วแต่ขนาดของเส้น เมื่อนำมาทอเป็นเสื่อที่เหนียวนุ่ม มัน ลื่น เรียบไม่มีขุย หากปูนอนจะสัมผัสได้ถึงความเย็นสบาย เพราะเสื่อกกสามารถระบายความชื้นได้ดีกว่าเสื่อชนิดอื่น เหมาะสำหรับปูนอนในฤดูร้อน

ผือ มี 2 ชนิด คือ

1) ผือฮังกา ลักษณะลำต้นกลม ผิวเรียบ ลื่น เหมือนกก แต่ดอกจะเป็นพวงใหญ่กว่า เมื่อสอยเป็นเส้นและนำมาทอเป็นเสื่อ เสื่อฮังกาจะไม่เหนียว นุ่มเหมือนเสื่อกก แต่จะมีความเรียบและลื่นเหมือนเสื่อกก เหมาะในการปูนั่ง นอน และไม่ควรให้เสื่อที่ทอจากผือฮังกาพับหรืองอ เพระจะทำให้เสื่อหักได้

2) ผือธรรมดา ลักษณะลำต้นเป็นสามเหลี่ยม ดอกเป็นพวงสีขาวขุ่นๆ ใต้ดอกจะมีใบเลี้ยงยาว เมื่อนำมาสอยจะต้องสอยเอาเฉพาะเหลี่ยม ซึ่งต้นหนึ่ง ถึงแม้ว่าลำต้นจะมีขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ก็สอยเส้นผือได้ 3 เส้น ต่อ 1 ต้นเท่านั้น ไม่เหมือนกกและผือฮังกา ที่สามารถสอยได้หลายเส้นตามขนาดของลำต้น เส้นผือมีคุณสมบัติที่ต่างจากเสื่อ 2 ชนิด คือ เมื่อใช้ไปนานๆ เสื่อผือธรรมดา จะหนานุ่มแบนออก และเรียบขึ้นกว่าเดิม เหมาะในการปูนอนในฤดูหนาว เพราะจะให้ความอบอุ่นกว่าเสื่อผือฮังกาและกก ส่วนการโค้งงอตัวของเสื่อผือธรรมดาจะดีกว่าผือฮังกา

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:17:00 GMT+0700 (ICT)

การแปรรูปผลิตภัณฑ์กกและผือ เริ่มจากการนำ กกหรือผือ มาสอย (สอย กก ผือ คือ การนำมีดคมๆ มากรีดแบ่งลำต้นกกหรือผือ เป็นเส้นยาว หากต้องการเส้นใหญ่ ลำต้นหนึ่งจะแบ่งได้ 2-3 เส้น หากต้องการเส้นเล็ก ลำต้นหนึ่งจะแบ่งได้ 5-6 เส้น) แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆได้ต่อไป

การสอยกก/ผือ และนำมาตากแดดให้แห้ง

ในอำเภอราษีไศล มีกลุ่มแม่บ้านหลายตำบลที่มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ จากต้นกก/ผือ ดังนี้

1. กลุ่มสตรีสหกรณ์การแปรรูปจากผือสามเหลี่ยม บ้านหนองกก หมู่ที่ 9 ตำบลบัวหุ่ง อำเภอ

ราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ 33160

2. กลุ่มหัตถกรรมจากกกและผือ บ้านนาแปะ หมู่ที่ 2 ตำบลหนองอึ่ง อำเภอราษีไศล จังหวัด

ศรีสะเกษ 33160

3. กลุ่มหัตถกรรมจากผือ ทาม บ้านหนองแห้ว หมู่ที่ 11 ตำบลด่าน อำเภอราษีไศล จังหวัด

ศรีสะเกษ 33160

4. กลุ่มหัตถกรรม กก ผือ บ้านหนองกกน้อย ตำบลบัวหุ่ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ 33160

5. กลุ่มหัตถกรรม กก ผือ บ้านด่าน ตำบลด่าน อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ 33160

กก ผือ ที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ หนองน้ำ ลำคลอง ถูกนำมาแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและมีคุณค่า สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในวิถีชีวิต และเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของผลิตภัณฑ์ชุมชน หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ของอำเภอราษีไศล

เสื่อจาก กก และผือ

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:17:59 GMT+0700 (ICT)

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย จาก กกและผือ

หมวกและกระเป๋า

หมอนเพื่อสุขภาพ

ถาด จานรอง กล่องใส่กระดาษชำระ

เป็นสินค้าที่สร้างอาชีพเสริมและเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:18:46 GMT+0700 (ICT)

6. กลุ่มอาชีพ ทำปลาส้ม

คุณอรพิน จำปี

ประธานกลุ่มทำปลาส้ม คือ คุณอรพิน จำปี เริ่มต้นความรู้เกี่ยวกับการทำ ปลาส้ม โดย ได้ไปเรียนรู้การทำปลาส้ม จากจังหวัดนครสวรรค์ แล้วนำมาทดลองทำตามสูตรและปรับปรุงพัฒนาฝีมือจนเป็นที่ยอมรับของตลาด และได้มีการจัดตั้งกลุ่มขึ้นในปี พ.ศ.2544 โดยมีสมาชิก ของกลุ่มคือคนที่อยู่ในชุมชน ได้ร่วมกันผลิตสินค้า เพื่อส่งขายตลาด มีการดำเนินงานกลุ่มอย่างเข้มแข็ง โดย คุณอรพิน ซึ่งเป็นประธานกลุ่ม และมีส่วนราชการเข้ามาให้การสนับสนุน เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรอำเภอราษีไศล (ธกส.)ได้ให้สินเชื่อเพื่อการผลิต และมีสำนักงานบัญชีสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ มาตรวจบัญชีกลุ่มด้วย และนอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มยังได้รับเครื่องหมายรับรองคุณภาพ (อย.) แล้ว

สามารถติดต่อกลุ่มอาชีพ ทำปลาส้ม ปลาตะเพียนได้ที่ บ้านเลขที่ 37/1 บ้านห้วยใต้ หมู่ที่ 11 ตำบลบัวหุ่ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ 33160 โทร. 087 -254 -1412 ,087-246-0907

ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มมีหลากหลาย อาทิเช่น ปลาส้ม ส้มห่อปลากราย ปลาจ่อม หม่ำไข่ปลาหม่ำไส้ปลา ปลาร้า น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกปลาป่น เป็นต้น

ปลาส้ม/ปลาร้า/ปลาจ่อม จากกลุ่มอาชีพทำปลาส้ม

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:19:41 GMT+0700 (ICT)

บรรณานุกรม

กรมพัฒนาการและส่งเสริมพลังงาน. จากวันนั้น ถึงวันนี้ โครงการฝายราษีไศล. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543.

จังหวัดศรีสะเกษ. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดศรีสะเกษ.

กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2544.

ธิดา สาระยา. อารยธรรมไทย. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2539.

บรรหาร ทองสุทธิ์. สัมภาษณ์, 21 เมษายน 2551.

บุญถิ่น ทองอยู่. สัมภาษณ์, 20 เมษายน 2551.

พานทอง คำจุลลา. สัมภาษณ์, 21 เมษายน 2551.

ราษีไศล,ที่ว่าการอำเภอ. ข้อมูลทั่วไปอำเภอราษีไศล. มีนาคม 2551.

รำไพ อุ่นเรือน. สัมภาษณ์, 23 เมษายน 2551.

ศันสนีย์ ชูแวว. “ระบบนิเวศ ป่าทามพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของภาคอีสาน” ใน ป่าทาม ป่าไทย. 43-54.

สุรินทร์ : โครงการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำป่าทามมูล, 2544.

ศรีทัศน์ กะตะศิลา. สัมภาษณ์, 22 เมษายน 2551.

สถานีตำรวจภูธรอำเภอราษีไศล. ข้อมูลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน. ม.ปท. , 2551.

สำนักงานเกษตรอำเภอราษีไศล. ข้อมูลการเกษตร. ม.ปท. , 2550.

สำนักงานปศุสัตว์อำเภอราษีไศล. ข้อมูลการปศุสัตว์. ม.ปท. , 2550.

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ. ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นอันเป็น

เอกลักษณ์จังหวัดศรีสะเกษ. อุบลราชธานี : ยงสวัสดิ์อินเตอร์กรุ๊ป, 2548.

. ข้อมูลวัดและที่พักสงฆ์อำเภอราษีไศล. ม.ปท. , 2551.

สำนักงานสาธารณสุขอำเภอราษีไศล. ข้อมูลการสาธารณสุข. ม.ปท. , 2550.

สำรอง กตะศิลา. สัมภาษณ์, 23 เมษายน 2551.

สำราญ แสงใส. สัมภาษณ์, 20 เมษายน 2551.

สดใส สร่างโศก. “ดินทาม กับการปั้นหม้อ” ใน ป่าทาม ป่าไทย. 175-189. สุรินทร์ : โครงการฟื้นฟู

พื้นที่ชุ่มน้ำป่าทามมูล, 2544.

เสี่ยน กตะศิลา. สัมภาษณ์, 23 เมษายน 2551.

ห้องสมุดประชาชนอำเภอราษีไศล. รวมข้อมูลคลังแหล่งเรียนรู้. ม.ปท. , 2550.

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:22:18 GMT+0700 (ICT)

สิ่งดีๆที่อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เรามีมากมายค่ะ

มาพบและสัมผัสจริงได้ที่ราษีไศลนะคะ

และอย่าลืมมาแวะที่แหล่งเรียนรู้ ห้องสมุดประชาชนอำเภอราษีไศลด้วยนะคะ

srisuda
เขียนเมื่อ Mon Sep 21 2009 12:22:54 GMT+0700 (ICT)

สิ่งดีๆที่อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เรามีมากมายค่ะ

มาพบและสัมผัสจริงได้ที่ราษีไศลนะคะ

และอย่าลืมมาแวะที่แหล่งเรียนรู้ ห้องสมุดประชาชนอำเภอราษีไศลด้วยนะคะ

นายวิทยา นครพันธ์
IP: xxx.26.74.175
เขียนเมื่อ Tue Dec 15 2009 22:56:40 GMT+0700 (ICT)

เป้นข้อมูลที่ดีมากครับขอบคุณในความพยามยามและตั้งใจทำให้ผมได้ข้อมูล ขอให้เจริญๆ และมีความสุขตลอดปี 2553 เด้อ

ศรีสุดา
IP: xxx.53.74.59
เขียนเมื่อ Wed Dec 16 2009 08:26:16 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณนะคะ

และดีใจที่ข้อมูลที่จัดทำขึ้นเป็นประโยชน์กับคุณวิทยา

ขอให้มีความสุขเช่นกันค่ะ

ศรีสุดา

ประพันธ์ หารไชย
IP: xxx.9.97.24
เขียนเมื่อ Fri Dec 18 2009 19:33:04 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณศรีสุดา

เยี่ยมมากครับ

อยากจะนำไปเผยแพร่ใน website www.rasisumpun.com ไม่ทราบจะอนุญาตหรือเปล่าครับ

ซึ่งขณะนี้กำลังรวบรวมและปรับปรุ่ง เพื่อประโยชน์ของลูกหลานคนราษีไศล และเป็นชุมชน Online ติดต่อส่งข่าวสารกัน

ขอแสดงความนับถือ

ติดต่อผมได้ที่

ชมรมราษีสัมพันธ์ สมาคมชาวศรีสะเกษ

คุณประพันธ์ หารไชย

081 915 1264

VITA POWER SYSTEM CO., LTD และ

NEW POWER SYSTEM (ASIA) CO., LTD

ที่อยู่ 81 Moo12, Phuttamonthonsai 3 Road

Salathummasob, Taweewattana Bangkok 10170 THAILAND

Tel :02 888 1922 to 24

Fax :02 888 1921

www.vitapowersystems.com :

www.matrixpower.net :

www.rasisumpun.com

ศรีสุดา
IP: xxx.26.75.109
เขียนเมื่อ Mon Dec 21 2009 08:26:36 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณประพันธ์

บรรณารักษ์มีความยินดีที่จะร่วมเผยแพร่สิ่งดีๆๆของราษีไศล เราค่ะ

สามารถนำไปเผยแพร่ได้ค่ะ

ศรีสุดา

ประพันธ์ หารไชย
IP: xxx.90.97.100
เขียนเมื่อ Mon Dec 21 2009 15:33:54 GMT+0700 (ICT)

เรียน คุณศรีสุดา

ขอขอบคุณแทนคนราษีไศลครับ

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2553 ขออวยพรให้คุณศรีสุดาและครอบครัว

มีความสุข ความเจริญรุ่งเรือง ทั้งเงินทอง ลาภ ยศ

(ผมฝากของขวัญปีใหม่ไปให้ ผ่านพี่ณัฐพร(แต๋))

ขอแสดงความนับถือ

ประพันธ์ หารไชย

081 915 1264

email : [email protected]

ศรีสุดา
IP: xxx.26.71.59
เขียนเมื่อ Mon Dec 21 2009 15:52:26 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณประพันธ์

ขอบพระคุณค่ะสำหรับของขวัญวันปีใหม่

และขออวยพรให้คุณประพันธ์และครอบครัว มีความสุขในปีใหม่นี้และตลอดไปค่ะ

อนุชาติ อินทรพาณิช
IP: xxx.26.179.226
เขียนเมื่อ Wed Feb 17 2010 16:53:34 GMT+0700 (ICT)

ก่อนการเดินทาง ผมจะศึกษาถึงสถานที่ หรือพื้นที่ที่ผมจะไป ในหลายๆด้าน บังเอิญว่าผมหาข้อมูลของเมืองราษีไศล ได้พบข้อมูลของคุณศรีสุดา สุภี นับว่าได้เปิดตา ได้ความรู้เก่าและใหม่เพิ่มขึ้นอีก หาคนที่จะรวบรวมเรื่องราว ต่างกรรม ต่างวาระ นำมาเรียบเรียงไว้ให้เป็นวิทยาทานแก่สังคมได้ยาก คุณศรีสุดา สุภี นับเป็นบุคคลที่น่ายกย่อง เป็นแบบอย่างของผู้ให้ที่ดี ขอให้มีความเจริญตลอดไป

ขอแสดงความนับถือ

อนุชาติ อินทรพาณิช

ศรีสุดา
IP: xxx.26.69.142
เขียนเมื่อ Wed Feb 17 2010 17:30:22 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ คุณอนุชาติ

ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ และขอบพระคุณสำหรับคำชมในการรวบรวมงานข้อมูลชุมชนค่ะ

รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับอำเภอราษีไศลค่ะ

อำเภอราษีไศลเรายินดีต้อนรับนะคะ

ขอขอบคุณอีกครั้ง

ศรีสุดา

อนุชาติ
IP: xxx.26.172.90
เขียนเมื่อ Tue Feb 23 2010 22:09:45 GMT+0700 (ICT)

ผมเดินทาง 19 ก.พ.ถึงราษีฯ16น.เศษ พักที่เพ็ญศิริ ไม่สงบอย่างที่คิด เช้า20ก.พ. เข้าบ้านงานที่ บ้านบากเรือ พิธีแต่งงานเริ่ม9.09น.แบบพื้นบ้าน แปลกที่มีบายศรี 2ชุด มีการปิดกั้นประตูเงิน ประตูทอง ล้างเท้าเจ้าบ่าวบนใบตองที่วางบนหินลับมีด หลังจากส่งสินสอดกันแล้ว พราหมณ์สู่ขวัญ ทำการสู่เรียกขวัญ พรามณ์อายุมากแล้ว แต่คำสูตรขวัญทันสมัยมาก "ขวัญอยู่เมืองนอก เมืองฟินแลนด์ กะให้กลับมาเย้อขวัญเอ้ย"มีการทำนายไข่ต้มและกระดูกคางไก่ขวัญ ที่ต้มทั้งตัว การทำนายทายทักรูปแบบนี้เหมือนกันในทุกท้องที่ในอีสาน จะมีเฉพาะตามชนบท ส่วนในเมืองผสมผสานกันทั้ง ไทย ลาว จีน แถมมีฝรั่งปนด้วยที่ชุดวิวาห์ ตอนเย็นเลี้ยงฉลองที่หอประชุมโรงเรียนมัธยมราษีไศล เลิกงานดึก เริ่มหิว เห็นหอยทอด หน้าเซเว่นอีเลเว่น ตรงข้ามธนาคาร ไม่ได้จำชื่อ ได้หอยทอดกรอบร้อนๆกลับที่พัก ผมเปลี่ยนไปพักที่ราษีรีสอร์ท เก่าแต่สงบดีครับ เช้ามาตั้งใจจะไปวัดเมืองคง จากข้อมูลของคุณ ขณะนี้ถูกครอบครองโดยมูลนิธิธรรมกาย ผมเลยเปลี่ยนใจไม่เข้า ผมมีหนังสือติดรถไปเล่มหนึ่ง ตั้งใจจะเอาไปฝากคุณ แต่พอทราบว่าไม่อยู่ในพื้นที่ และเป็นวันหยุดราชการ เลยติดรถกลับบ้าน วันหลังผมจะส่งไปให้นะครับ จากคำพูดว่าอำเภอราษีไศลยินดีต้อนรับ ผมได้รับการให้เกียรติจากชาวบ้านบากเรือ และแขกในงานทุกท่านอย่างดียิ่ง จะจดจำไว้ตลอดไปครับ

ขอขอบคณชาวราษีไศลทุกท่านครับ

พรชัย
เขียนเมื่อ Tue Feb 23 2010 22:16:39 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ คุณศรีสุดา สุภี

ผมเกิดที่ราษ๊ไศล ไปเติบโตทำมาหากินที่ยโสธร อยากศึกษาผลงานข้อมูลชุมชนอำเภอราษีไศลครับ

ถ้ามีหนังสือส่งหักเงินปลายทางให้ด้วยครับ

srisuda
เขียนเมื่อ Wed Feb 24 2010 12:44:59 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ คุณอนุชาติ

ได้อ่านข้อมูลของคุณแล้ว ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับงานแต่งงานของภาคอีสานเราได้อย่างเห็นภาพเลยนะคะ

และมีการผสมผสานของหลากวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นไปตามวิถีของโลกเรานะคะ

สิ่งดีๆที่ราษีไศลเรามีเยอะค่ะ รอคอยทุกท่านเข้ามาเยือนและเลือกเรียนรู้จากสิ่งดีงามที่เรามี

และสุดท้าย

เราชาวราษีไศล ยังคงยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาเยือนค่ะ

ศรีสุดา

srisuda
เขียนเมื่อ Wed Feb 24 2010 12:46:52 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ คุณพรชัย

ยินดีที่จะจัดส่งเอกสารข้อมูลชุมชนอำเภอราษีไศลไปให้นะคะ

แต่ไม่ทราบที่อยู่ในการจัดส่งค่ะ ขอให้คุณพรชัยแจ้งที่อยู่ในการจัดส่งด้วยนะคะ

ขอบคุณค่ะ

ศรีสุดา

จากลูกหลานเยอราษีฯ ไปอยู่ต่างถิ่น ขออนุญาตนำข้อมูลบางส่วนไปเผยแพร่เป็นวิทยาทานนะคะ
IP: xxx.53.124.179
เขียนเมื่อ Sun Apr 21 2013 18:25:58 GMT+0700 (ICT)

 ขอบคุณคะ

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า