Blended Learning

เบล็นเด็ดเลินนิ่ง การเรียนรู้แบบผสมผสาน คำนี้หมายถึงอะไร ทำไม เป็นประเด็นร้อนในแวดวงของการเรียนรู้และนักวิชาการ ผมเลยลองถามพี่กุ๊ก ถึงความหมายของคำดังกล่าว พี่กุ๊กก็เลยแนะนำให้พบปราชญ์ชาวบ้าน แห่งวงการไอทีคือ พี่วิ ซึ่งพี่วิเอง ก็ได้พูดถึงเบล็นเด็ดเลินนิ่ง ไว้ว่า

 

             เบล็นเด็ดเลินนิ่ง หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ ที่ผสมผสานรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในห้องเรียน ผสมผสานกับการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ผู้เรียนผู้สอนไม่เผชิญหน้ากัน หรือการใช้แหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่หลากหลาย กระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมเกิดขึ้นจากยุทธวิธี การเรียนการสอนที่หลากรูปแบบ เป้าหมายอยู่ที่การให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้เป็นสำคัญ

 

            การสอนด้วยวิธีการเรียนรู้แบบผสมผสานนั้น ผู้สอน สามารถใช้วิธีการสอน สองวิธีหรือมากกว่า ในการเรียนการสอน เช่น ผู้สอนนำเสนอเนื้อหาบทเรียนผ่านเทคโนโลยีผนวกกับการสอนแบบเผชิญหน้า แต่หลังจากนั้นผู้สอนนำเนื้อหาบทความแขวนไว้บนเว็บ จากนั้นติดตามการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้อีเลินนิ่ง ด้วยระบบแอลเอ็มเอส (Learning Management System ) ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องแล็บ หลังจากนั้นสรุปบทเรียน ด้วยการอภิปรายร่วมกับอาจารย์ผู้สอนในห้องเรียน

 

            ความจริงแล้วผมว่าอาจารย์ผู้สอนหลายท่านคงใช้ เบล็นเด็ดเลินนิ่ง อยู่แล้ว ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ผมว่าไม่มีสื่อหนึ่งสื่อใด หรือวิธีการหนึ่งวิธีการใดที่จะใช้แล้วประสบความสำเร็จในทุกครั้ง แต่เราคงต้องผสมผสาน หลากหลายกระบวนท่า เพื่อสู่ความสำเร็จในการเรียนที่ผู้เรียนมีความหลากหลาย

 

             เมื่อสักสองสามวันก่อน มีนิสิตที่ในที่ปรึกษาของผม มีแนวคิดจะนำเบล็นเด็ดเลินนิ่งไปใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกสาธารณะ โดยนิสิตได้ลองนำเสนอแนวคิดกับคณะกรรมการพิจารณา เพื่อนำเสนอกรอบคิด ซึ่งคณะกรรมการบางท่านได้ถามนิสิตว่า ถ้าใช้เบล็นเด็ดเลินนิ่ง จะใช้การเรียนในห้องเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็น จะใช้กิจกรรมการเรียนรู้บนเว็บกี่เปอร์เซ็นต์ นิสิตของผมเพิ่งจะศึกษาเรื่อง เบล็นเด็ดเลินนิ่ง ทำให้ไม่สามารถตอบได้ว่าจะใช้แต่ละวิธีเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์

 

             ซึ่งผมเองก็อึ้ง ไปเหมือนกัน ว่าควรจะใช้ยุทธวิธีต่างๆ เป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็น ไม่เคยคิดไว้ก่อน ลองไปเรื่อย วิธีไหนดี วิธีไหนน่าสนใจ ไม่ได้ใช้แนวคิดหรือทฤษฏีอะไรเลย แต่การที่จะเป็น PHD canddate คงจะตอบแบบนี้ไม่ได้ เราต้องมีกรอบความคิด มีที่มาที่ไป ทำให้ผมนึกว่า เอ ! การที่เราอยู่ในแวดวงวิชาการ อยู่ในมหาวิทยาลัย ทำให้เราติดกรอบมากไปหรือเปล่า บางครั้งเราใช้ใจเราบ้างไม่ได้หรือในการเป็นเหตุเป็นผลสำหรับการวิจัย แต่ก็มานึอีกทีขืน นิสิตของผมเค้าตอบแบบนี้ เค้าคงถูกไล่ลงเวทีไม่ทันแน่

 

 

Blended Learning เป็นการบูรณาการ online learning และ face-to-face meetings เข้าด้วยกัน  ข้อสมมติของชุมชนการเรียนรู้ในลักษณะนี้ คือ 1) ผู้เรียนจะมีปฏิสัมพันธ์ และร่วมมือกันที่ลึกซึ้งขึ้น 2) ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกัน จะเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กันในกลุ่มที่มีการจัดวางการทำงานกลุ่มเป็นอย่างดี

 

ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ก่อน และ/หรือหลังจากมีface-to-face learning แล้ว ก็ได้ ซึ่งอาจจะรวมถึง pre-event activities เพื่อ warm-up ก่อนมีการประชุมเป้าหมายก็เพื่อการสร้างมนุษยสัมพันธ์ในระหว่างผู้เรียน สร้างความรู้สึกการเป็นทีมร่วมกันซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพ และความรวดเร็วในการทำงานกลุ่ม อาจมีการปฐมนิเทศ แนะนำ ชี้แจง ก่อนเรียนทาง

Web conferences, online discussions, และ conference ซึ่งจะทำให้มีการเปิดใจกว้าง ที่จะเรียนรู้ร่วมกันแลกเปลี่ยนการเรียนรู้กัน ถ้าหากสุดท้ายผู้เรียนจะต้องมาพบกันในชั้นเรียนแบบเดิม หรือในอีกกรณีตัวอย่างหนึ่ง คือการให้มี Follow-up learning community หลังจาก มี face-to-face event แล้ว ชุมชนการเรียนรู้ในลักษณะนี้ อาจด้วยการให้ผู้เรียนทำ group projects, discussing research findings, และ mentoring peers เป็นต้น หรือลักษณะ end-to-end communities ที่รวมทั้ง pre-event และ follow-up learning activities ด้วย ผู้เรียนบางคนอาจชอบ end-to-end community มากกว่า เพราะ face-to-face meeting แบบปกติ มักเป็นเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม ที่จะมาร่วมมือกันทำงาน ตัวอย่างเช่น ครูอาจใช้ ice-breaker community สำหรับ prework และแนะนำ เรื่องต่าง ๆ ให้กับผู้เรียน ใช้ face-to-face experiential workshop ในการให้ความชัดเจนเรื่องจุดประสงค์การเรียนของแต่ละคน และใช้ follow-up community ในการ coaching และ mentoring เพื่อให้ผู้เรียนได้บรรลุจุดประสงค์ที่วางไว้

 

 

 

Blended Learning เป็นการบูรณาการ online learning และ face-to-face meetings เข้าด้วยกัน

ข้อสมมติของชุมชนการเรียนรู้ในลักษณะนี้ คือ 1) ผู้เรียนจะมีปฏิสัมพันธ์ และร่วมมือกันที่ลึกซึ้งขึ้น 2)

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกัน จะเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กันในกลุ่ม

ที่มีการจัดวางการทำงานกลุ่มเป็นอย่างดี ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ก่อน และ/หรือหลังจากมี

face-to-face learning แล้ว ก็ได้ ซึ่งอาจจะรวมถึง pre-event activities เพื่อ warm-up ก่อนมีการประชุม

เป้าหมายก็เพื่อการสร้างมนุษยสัมพันธ์ในระหว่างผู้เรียน สร้างความรู้สึกการเป็นทีมร่วมกัน

ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพ และความรวดเร็วในการทำงานกลุ่ม อาจมีการปฐมนิเทศ แนะนำ ชี้แจง ก่อนเรียนทาง

Web conferences, online discussions, และ conference ซึ่งจะทำให้มีการเปิดใจกว้าง ที่จะเรียนรู้ร่วมกัน

แลกเปลี่ยนการเรียนรู้กัน ถ้าหากสุดท้ายผู้เรียนจะต้องมาพบกันในชั้นเรียนแบบเดิม

หรือในอีกกรณีตัวอย่างหนึ่ง คือการให้มี Follow-up learning community หลังจาก มี face-to-face event

แล้ว ชุมชนการเรียนรู้ในลักษณะนี้ อาจด้วยการให้ผู้เรียนทำ group projects, discussing research

findings, และ mentoring peers เป็นต้น หรือลักษณะ end-to-end communities ที่รวมทั้ง pre-event และ

follow-up learning activities ด้วย ผู้เรียนบางคนอาจชอบ end-to-end community มากกว่า เพราะ

face-to-face meeting แบบปกติ มักเป็นเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม ที่จะมาร่วมมือกันทำงาน

ตัวอย่างเช่น ครูอาจใช้ ice-breaker community สำหรับ prework และแนะนำ เรื่องต่าง ๆ ให้กับผู้เรียน ใช้

face-to-face experiential workshop ในการให้ความชัดเจนเรื่องจุดประสงค์การเรียนของแต่ละคน และใช้

follow-up community ในการ coaching และ mentoring เพื่อให้ผู้เรียนได้บรรลุจุดประสงค์ที่วางไว้

 

 

 

Blended Learning   นั้นคืออะไรและมีการทำงาน อย่างไร

1. Blended Learning    นั้นจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่สิ่งต่อไป            ในช่วงปลายยุค 90 นั้น ทุกๆคนต่างหันมาให้ความสนใจกับอย่างมากมาย การฝึกอบรมผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเติบโตมากขึ้นในโลกของการสื่อสาร  ผู้คนเสียเวลากับการอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของพวกเขา            ปัจจุบันนี้เราได้รู้ว่าปัญหาที่แตกต่างกันก็ต้องใช้วิธีการแก้ปัญหาที่ต่างกัน (ต้องใช้การผสมผสานที่ต่างๆกันในการผสมสื่อ และช่องทางการสื่อสาร) และเราเชื่อว่านั้นคือกุญแจสำคัญ  ในการผสมผสานที่ถูกต้อง ที่จะช่วยในการแก้ปัญหาต่างๆ 

 

2. การเรียนแบบผสมผสานให้เหมาะกับทรัพยากรของคุณ            เราคำถามที่เกิดขึ้นมากมายนั้นก็คือ อะไรที่จะนำมารวมกันระหว่าง เครื่องมือ กับสื่อต่างๆ ที่จะส่งผลที่ดีที่สุดกลับมาและใช้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด>>> กุญแจสำหรับ Blended Learning    ก็คือ การเลือกส่วนผสมที่ถูกต้องในการรวมสื่อต่างๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงที่สุดสำหรับการลงทุนที่มูลค่าต่ำที่สุด. 

 

3.สื่อแต่ละประเภทมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อยอยู่ในตัว            การที่จะทำให้ Blended Learning   นั้นมีความสามารถที่มากขึ้นเต็มความสามารถของการผสมผสานนั้น คุณอาจจะเริ่มต้นที่จะมองหาสื่อต่างๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น การฝึกอบรมในชั้นเรียน ,การฝึกอบรมผ่านทางเครือข่าย ,การสัมมนาผ่านทางเครื่อข่าย, ชุดการเรียนการสอนด้วย CD-ROM  หรือแบบจำลองสถานการณ์การเรียนรู้ต่างๆ  สื่อต่างๆนั้นคือความน่าตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ที่สำคัญจะต้องรวม หนังสือ เอกสารต่างๆ

 

4. Blended Learning   ทำให้เราต้องคิดเกี่ยวกับปัญหาทางด้านธุรกิจ            เมื่อคุณเริ่มตัดสินใจที่จะใช้สื่อต่างๆ หรือเริ่มที่จะทำการผสมผสาน จุดจะต้องเริ่มทำการบริหารจัดการกับการเก็บข้อมูล และย่อมที่จะต้องเจอกับปัญหาในการใช้เครื่องมือต่างๆ อย่างแน่นอน  เมื่อคุณเริ่มที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย ก็ต้องเริ่มที่จะเจอกับ ความเสี่ยง เวลา และงบประมาณ 

 

5. เทคโนโลยีไม่ได้ง่าย และสะดวกทุกที่ทุกเวลาอย่างที่เราคิด            เมื่อเราใช้เทคโนโลยีมาก ก็ยากแก่การที่จะควบคุมได้ทั้งหมด เมื่อเรานำ เทคโนโลยีมาใช้เราก็ต้องจัดการโครงสร้างของการทำงานให้เข้ากับเทคโนโลยีหรือไม่ก็ต้องออกแบบหรือสร้างโครงสร้างของการทำงานขึ้นมาใหม่  ซึ่งโครงสร้างใหม่ที่เพิ่มขึ้นมานั้นสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นได้อย่างมากมาย

 

6. การคิดถึงกระบวนการแปรรูป   

 

       ประเด็นพื้นฐานใหญ่ๆ ที่พบก็คือ ต้องหาวิธีการจัดสรรระหว่างเวลา และเงิน ในการที่จะทำการตลาด  การดำเนินงาน และกระบวนการแปรรูป  ในการที่จะให้ประสบความสำเร็จ คุณจะต้องทำการพัฒนาและทำการรวม เพื่อที่จะให้เข้าถึงตลาดได้  กำหนดแผนที่จะดำเนินการเพื่อที่จะเจาะตลาดให้ได้

               ในช่วงปี ’90s เป็นยุคที่ e-learning กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ทั้งในวงการศึกษาและธุรกิจ ต่อมาจึงได้มีการพัฒนา Blended Learning ขึ้น ซึ่งหมายถึงการเรียนรู้แบบผสมผสาน ที่ประกอบด้วยการเรียนจากสื่อเทคโนโลยี เช่น CD-ROM การเรียนออนไลน์ และการเรียนในชั้นเรียน (face-to-face) เข้าด้วยกัน (Bersin & Associates Provider) ซึ่งผู้เรียนจะได้ร่วมกันทำกิจกรรม  ทำแบบฝึกหัด กับเพื่อนๆ เป็นการเปิดโอกาสให้  ผู้เรียนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับครูได้ปฏิสัมพันธ์กันโดยตรง นอกจากนี้ยังมีช่องทางติดต่อสื่อสารด้วย chat, E-mail, Bulletin board อีกด้วย ดังนั้นถ้าจะจัดการเรียนการสอนแบบ Blended Learning ครูผู้สอนต้องเตรียมตัววางแผนให้รอบคอบว่า

            1. จะใช้ computer และ internet ในการสอนอย่างไร

2. จะวางแผนการสอนอย่างไร

3. จะควบคุมสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้แบบนี้อย่างไร

4. จะใช้แหล่งเรียนรู้ online ให้เกิดประสิทธิผลอย่างไร

5. จะใช้แรงจูงใจและช่วยเหลือสนับสนุนผู้เรียนอย่างไรบ้าง

6. จะให้ผู้เรียนทำงานกลุ่มอย่างไร

7. จะสร้างองค์ประกอบของการสอนแบบ fact-to-face ได้อย่างไร

8. จะเสริมการเรียนรู้แบบออนไลน์ได้อย่างไร

ผลการวิจัยเปรียบการเรียนในชั้นเรียน กับการเรียนแบบ Blended Learning ของสถาบันวิจัยของประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าผู้เรียนที่เรียนแบบ Blended Learning มีความรู้สูงขึ้นกว่า การเรียนในชั้นเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีความรู้ที่คงทนกว่าถึงร้อยละ 110

http://www.clomedia.com/content/templates/clo_article.asp?articleid=1070&zoneid=25

http://www.e-learningguru.com/wpapers/blended_bersin.doc

http://www.learningcircuits.org/2003/jul2003/rossett.htm

Net Lingo เป็น พจนานุกรมอินเตอร์เน็ตออนไลน์ ที่มีการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ คำศัพท์ที่หยิบยกมีทั้งที่เป็นคำศัพท์ พร้อมคำอธิบายที่ชัดเจน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ที่ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ยังนำเสนอคำย่อ ( Acronyms ) ชวเลข ( Text shorthand ) ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เช่น 2G2B4G ซึ่งหมายถึง Too Good To Be Forgotten http://www.netlingo.com/inframes.cfm ถ้าจะเปรียบเทียบกับเว็บ http://www.abbreviations.com/  และ http://emoticonuniverse.com/expression/  จะพบว่าวิธีการนำเสนอของเว็บนี้ในเรื่องตัวย่อ      ( Acronyms / Abbreviations ) จะน่าสนใจกว่าเพราะนำเสนอเป็นหมวดหมู่สะดวกแก่การสืบค้น เช่น กลุ่มคำย่อในหมวด Internet  และพจนานุกรมที่จะเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับ         นักการศึกษา ก็คือ training dictionary online ซึ่งผู้ใช้สามารถเพิ่มคำศัพท์ ขอเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำศัพท์และความหมายที่มีอยู่เดิมก็ได้โดยต้องสมัครลงทะเบียนเป็นสมาชิกก่อน http://trainingdictionary.com/  เว็บข้างต้นต่างก็มีจุดมุ่งหมายในการนำเสนอในเรื่องของคำศัพท์ในรูปแบบที่คล้ายกัน คือเป็นการเชื่อมต่อจากหน้าหนึ่งไปสู่หน้าอื่นๆ ไม่เหมือนกับการนำเสนอข้อมูลใน http://www.techtionary.com/index_in.html ซึ่งสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหว สีสันสวยงาม และภาพสามารถสื่อความหมายได้ชัดเจนกว่า

Smartphone-Assisted Remote Proctoring เป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตในการสอบทางไกล หรือการสอบออนไลน์ ซึ่งแต่เดิมมีการนำเทคโนโลยีประเภทการพิมพ์ลายนิ้วมือ การใช้ pin number, รูปถ่าย หรือแม้แต่เสียงพูด แต่ก็ยังมีการทุจริตได้ คือผู้ที่ทำข้อสอบเป็นคนละคนกับคนที่พิมพ์ลายนิ้วมือเข้าไป จึงได้มีการพัฒนา เทคโนโลยีแบบใหม่ โดยการใช้โทรศัพท์ที่ติดตั้งอุปกรณ์พิเศษทำหน้าที่เสมือนผู้คุมสอบแทน

            ข้อดี คือ ผู้สอบสามารถจะสอบที่ใดก็ได้ ถ้าสามารถต่อสัญญาณโทรศัพท์ได้ และหันตัวกล้องให้สามารถมองเห็นผู้สอบได้ตลอดเวลา            ข้อเสีย อาจมีผู้ไม่ประสงค์ดีนำข้อมูลส่วนตัว ภาพถ่ายไปใช้ในทางที่ไม่ชอบ

http://www.xplanazine.com/archives/2006/10/smartphoneassis.php

 

Learning management systems เป็นระบบการเรียนออนไลน์ที่จัดให้นักเรียนได้เรียนตาม