การเล่นไก่ชนของพระยาพิชัยดาบหัก

 การเล่นไก่ชนของพระยาพิชัยดาบหัก 

 


                                             "การเล่นไก่ชนของพระยาพิชัยดาบหัก"
              สมัยเด็กชอบวิชาชกมวย ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นทองดี แต่คนทั่งไปเรียกว่า" ทองดีฟันขาว เพราะฟัน
ขาวได้เริ่มหัดมวยกับครูมวยคนแรกชื่อ "เที่ยง" และคนต่อมาชื่อ "เมฆ" ได้ขึ้นชกมวยในแขวงเมืองพิชัย ทุ่งเมือง
ลับแลและทุ่งเมืองฝางจนไม่มีคู่ชก ต่อมาได้หัดวิชาฟันดาบกับครูฟันดาบที่เมืองสววคโลก และมวยจีนที่เมือง
สุโขทัยได้ขึ้นชกมวยที่เมืองตาก สามารถเอาชนะนักมวยของพระยาตากเจ้าเมืองตาก (สมเด็จพระเจ้าตากสิน
มหาราชยศขณะนั้น) พระยาตากเจ้าเมืองตากชอบใจจึงชวนเข้ารับราชการและตั้งให้เป็นหลวงพิชัยอาสา


              ในเมืองตากสมัยนั้น นอกจากจะมีการแข่งขันชกมวยแล้วยังนิยมกีฬาไก่ชนรวมทั้งสมเด็จพระเจ้าตาก
สินมหาราชก็ทรงโปรดการเล่นกีฬาไก่ชน หลวงพิชัยอาสาก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบเล่นกีฬาไก่ชนและมีไก่เก่งอยู่ตัว
หนึ่งชื่อ "พาลี" ไก่พาลีเ็ป็นไก่สีเขียวแข้งเขียว ตาเขียว เคยชนชนะมาหลายเที่ยวหลายไก่โดยชนะไม่เกินอัน
สามทุกครั้ง จนไม่มีใครนำไก่มาชนด้วยคงมีแต่หลวงเมืองตากซึ่งเคยแพ้ไก่พาลีมาถึง 2 ครั้ง จึงมีความมานะ
พยายามหาไก่เก่งมาปราบไก่หลวงพิชัยอาสาให้ได้ ต่อมาคนของหลวงเมืองหาไก่เก่งมาได้ตัวหนึ่งชื่อ"โทนเฒ่า"
(คิดว่าคงเป็นไก่ถ่ายหรือไก่แก่)เป็นไก่สกุลสูงคือ "เหลืองหางขาว" ชนะมาหลายไก่เหมือนกันเจ้าของเดิมเบื่อ
เลี้ยงเพราะหาคู่ต่อสู้ยาก เนื่องจากฝีตีนจัดและมีขนาดสูงใหญ่กว่าไกชน่ทั่วไป ไก่โทนเฒ่านี้มีประวัติว่าเมื่อแม่
่ไก่จะฟักไข่นั้นเจ้าของได้นำไข่มาชั่งได้ไข่ที่มีน้ำหนักกว่าฟองอื่นๆเพียง 3 ฟอง จึงให้ฟักเพียง3ฟอง และออก
เพียงตัวเดียว จึงตั้งชื่อว่า"เจ้าโทน"หลวงเมืองได้นำไก่โทนเฒ่าทดลองปล้ำ(ซ้อม)ดู ปรากฎว่าตีคู่ต่อสู้ชักดิ้น
ผับๆ ไม่ทันหมดอัน หลวงเมืองดีใจมากจึงประคบประหงมเลี้ยงดูโทนเฒ่าเป็นอย่างดีซุ่มไว้ไม่ให้ใครเห็น แล้วไป
ท้าตีกับไก่พาลีของหลวงพิชัยอาสาแบบคลุมถุงชนกันโดยไม่ต้องนำไก่มาเปรียบให้เสียเวลา ฝ่ายหลวงพิชัย
อาสาก็นึกรู้ทันทีว่าไก่ของหลวงเมืองต้องได้เปรียบ แต่ไก่พาลีเป็นไก่ชนขนาดกลางคงเสียเปรียบไม่เกินสาม
สอง จึงตกลงและ นักวันชนกัน
             ในวันชนไก่ครั้งนั้นพระยาตากสินซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าเมืองตากได้มาชมด้วยทั้งสองฝ่ายต่างมีพวกพ้อง
มาดูเป็นจำนวนมากบางคนก็เตรียมมาเล่นเดิมพันกัน พอได้เวลานำไก่เข้าสังเวียนหลวงพิชัยและพวกก็ตกใจ
จนหน้าซีดเพราะไก่โทนเฒ่าได้เปรียบไก่พาลีถึงสองเอาหนึ่ง ประกอบกับสกุลก็เหลือกว่า เพราะเป็น
"ไก่ชนเหลืองหางขาว" หรือ "เหลืองใหญ่ " พอปล่อยไก่ให้ตีกันฝ่ายหลวงหลวงเมืองและพวกร้องเสมอ
ไก่โทนเฒ่าเสียงดังสนั่น ฝ่ายหลวงพิชัยก็ร้องรับบ้างพอไม่ให้เสียเหลี่ยม นักเลง ไม่ค่อยเต็มใจเล่นเพราะไก่เสีย
เปรียบมาก ส่วนใหญ่ก็รอให้ไก่เข้าเชิงก่อน"นับตั้งแต่เมืองตากเล่นก๊ฬาไก่ชนกันมา คนไม่มากและไม่ออกรสสนุก
สนานเหมือนวันนี้พอไก่ประสานแข้งจวนจะเข้าเกี้ยวไก่โทนเฒ่าเตะแข้งเปล่า ไม่ต้องจิกก็ทำเอาไก่พาลีหมุน
ติ้วไก่โทนเฒ่าเตะซ้ำ ไก่พาลีถูกแข้งตื่นบินขึ้นสุดตัวแล้ววิ่งหนี ไก่โทนเฒ่า ก็วิ่งไล่ตามไปรอบสังเวียนฝ่าย
หลวงเมืองกับพวกต่างหน้าบานร้องต่อถึงสามเอาหนึ่ง หลวงพิชัยอาสากับพวกนิ่งเงียบไม่มีใครกล้ารอง"จนหมด
ยกหนึ่ง
             เมื่อหมดอันหนึ่งมือน้ำฝ่ายหลวงพิชัยอาสาก็แก้จนไก่พาลีฟื้นตีปีกขันเดินเหยาะอย่างร่าเริงเหมือนไม่ได้
้ถูกตี ฝ่ายหลวงพิชัยก็พากันใจชื้น พอขึ้นอันสองฝ่ายหลวงเมืองร้องต่อสามเอาหนึ่งอีกหลวงพิชัยกับพวกเห็นไก่
่พาลีดิ้นรนจะเข้าหาไก่โทนเฒ่าเช่นนั้นต่างแบมือเข้ารองสามเอาหนึ่งคนละหลายขุม"พอปล่อยหางเข้า ปะทะกัน
2-3 นาที ไก่พาลีโชยหัวออกคล้ายจะวิ่งหนีหรือเชิงม้าล่อไก่โทนเฒ่าโดดเข้าจิกจะตีแต่จิกผิด ไก่พาลีหันมาเตะ
อัดสวนทันควันและแทงถูกไก่โทนเฒ่าที่รูหูอย่างจัง แต่เขาขลิปปลายเดือยเสียหน่อยด้วยกันทั้งสองฝ่ายไม่สู้
แหลมถึงกระนั้นก็เข้าไปเกือบมิดเดือย ไก่โทนเฒ่าก็หมุนหันเป็นกระแตเวียน ไก่พาลีเข้าเตะแข้งเปล่าถูกท้าย
เสนียดเป็นลำหัก "ไก่โทนเฒ่า" ลงดิ้นผับๆหัวเสือกอยู่กับดิน ไก่พาลีเอาตีนเขี่ยหัวไก่โทนเฒ่าผงกหัวขึ้นไก่
พาลีก็เตะถูกตรงคอเชือดชักดิ้นอยู่ประเดี๋ยวก็ตาย "หลังจากนั้นได้เกิดปากเสียงกันขึ้น โดยฝ่ายของหลวงเมือง
เถียงว่า ไก่ของตยไม่แพ้เพราะไก่แพ้ต้องร้องและหนี นี่ไม่หนีและไม่ร้องเพราะตายจะถือว่าแพ้ไม่ได้ฝ่ายหลวง
พิชัยอาสาก็เถียงว่าเมื่อตายแล้วก็เป็นอันว่าแพ้เพราะไม่สามารถสู้ได้อีก ต่างโต้เถียงไม่ตกลงกัน"
              พระยาตากสินจึงตัดสินให้เอาไก่โทนเฒ่าขึ้นขาหยั่งให้ไก่พาลีจิกเตะ ถ้าไก่โทนเฒ่าตกจากขาหยั่ง
เป็นแพ้ ถ้าไม่ตกไม่แพ้ ทั้งสองฝ่ายยอมตามคำตัดสินของพระยาตาก นายบ่อนจึงนำขาหยั่งขึ้นเอาไก่โทนเฒ่า
วางบนขาหยั่งปล่อยให่ไก่พาลีเตะจิก หลวงพิชัยอาสาร้องบอกไก่ของตัวเองว่า "อ้ายลูกแก้วจิกกระชากเข้า
จนตกขาหยั่งให้ได้สิหว่า" เป็นที่น่าพิศวงยิ่งพอหลวงพิชัยฯพูดขาดคำลง ไก่พาลีก็ตรงเข้าจิกดึงกระชากจน
ไก่โทนเฒ่าตกจากขาหยั่งเหมือนรู้ภาษาคน"ฝ่ายหลวงเมืองก็ยอมแพ้ ฝ่ายหลวงพิชัยฯก็ดีใจกันยกใหญ่ "
พระเจ้าตากสินทรงพระสรวลรับสั่งว่า"เจ้าของไก่หรือก็มีฝีมือมวยและฟันดาบเป็นเทวดามีไก่ก็มีแข้ง
เป็นเทวดาอีกด้วยเป็นที่น่าประหลาดเหลือ"ตั้งแต่นั้นมาจึงถือเป็นธรรมเนียมไก่ตีกันตายต้องเอาขึ้นขาหยั่ง
เพิ่งจะเลิกธรรมเนียมแบบนี้มาประมาณ50กว่าปีมานี้เอง ปัจจุบันไก่ตายถือว่าแพ้ไม่ต้องขึ้นขาหยั่ง
              จากประวัติการเล่นไก่ชนของพระยาพิชัยดาบหักจะเห็นว่าธรรมเนียมการชนไก่ของไทยได้สืบทอดกัน
มาแต่โบราณเพียงแต่ปัจจุบันมีการพัฒนาขึ้นตามกาลสมัย เช่นสมัยก่อนมีการขริบหรือลู่ปลายตอไม่ให้คมมาก
แต่ทุกวันนี้ได้ใช้พลาสเตอร์เทปพันเดือนแทน และถือว่าไก่สกุลเหลืองหางขาวเป็นไก่ชนที่มีสกุลสูงกว่า
ไก่ชนสีอื่นๆ แม้ศักดิ์ศรีจะสูงก็แพ้ได้เหมือนกัน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 230842
 เขียน:  
 อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า

ความเห็น

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์