01-รูปร่างดีรู้ได้อย่างไร

 รูปร่างดีรู้ได้อย่างไร 

ปัจจุบันคนมักมองว่ารูปร่างของตนเองเป็นแบบใดขึ้นอยู่กับความคิดเห็นส่วนบุคคลหรือเป็นการแสดงความคิดว่ามีรูปร่างแบบใด ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริงและอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ ดังจะเห็นได้จากการที่กลุ่มนางแบบในปัจจุบันที่วงการแฟชั่นทั่วโลก ได้จุดกระแสขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 2006 ที่ผ่านมา ก็คือ การที่ผู้จัดงานแฟชั่น วีค ทั่วโลก พร้อมใจกันแบนนางแบบที่ผอมผิดปกติ โดยห้ามไม่ให้นางแบบที่ผอมเหมือนคนเป็นโรคขาดอาหารเดินแบบโดยเด็ดขาด หลังจากการตายระหว่างเดินแบบ ของนางแบบชาวอุรุกวัย ที่ไม่ยอมกินอะไรเลยก่อนเดินแบบ เพราะคิดว่าถ้าผอมจะทำให้ตัวเองดูดีและมีชื่อเสียงมากขึ้น การตายของนางแบบอุรุกวัย ทำให้ แมดริด แฟชั่น วีค ของสเปน เป็นประเทศแรกที่ประกาศแบนนางแบบที่ผอมผิดปกติทันที โดยจะไม่ยอมให้เดินแบบ ถ้านางแบบคนนั้นมีมวลรวมของร่างกาย(body mass index)อยู่ที่ระดับตํากว่า 18 ในทางการแพทย์บอกว่า ปกติแล้วคนเราควรมีมวลรวมของร่างกาย(body mass index)อยู่ที่ระดับ 18 ขึ้นไป จึงจะถือว่ามีสุขภาพดี

 

ในทางกลับกันความอ้วนนี้ยังก่อให้เกิดต่อการเกิดอาการและโรคต่างๆ มากมายอาทิ อาการหายใจไม่อิ่ม ,ทำให้ข้อต่อต่างๆ ของร่างกายแบกรับน้ำหนักมากขึ้น, แผลจะหายซ้าและติดเชื้อได้ง่าย,โรคหัวใจขาดเลือด ,โรคเบาหวาน,นิ่วในทางเดินน้ำดีเพิ่มขึ้น ,ความดันโลหิตสูง ,หัวใจขาดเลือด ,เส้นเลือดในสมองตีบ,โรคมะเร็งบางชนิด ได้แก่มะเร็งที่พึ่งฮอร์โมนในผู้หญิงได้แก่ โรคมะเร็งมดลูก โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งเต้านม ส่วนในผู้ชายได้แก่มะเร็งลูกหมาก นอกจากนั้นยังพบว่ามะเร็งทางเดินอาหารเพิ่มขึ้นเช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งหลอดอาหาร และโรคมะเร็งถุงน้ำดี ฯ ซึ่งเป็นการบั่นทอนสุขภาพให้เสื่อมโทรมและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

 

 ฉะนั้นการที่มีรูปร่างที่ดีก็จะส่งผลให้สุขภาพร่างกายดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในการตรวจสอบรูปร่างของตนเองสามารถหาได้จากดัชนีมวลกาย BMI [body mass index] ซึ่งคิดค้นโดย Mr.Adolphe Quetelet    ชาวเบลเยี่ยม เป็นค่าที่อาศัยความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักตัวและส่วนสูง มาเป็นตัวชี้วัดสภาวะของร่างกายว่ามีความสมดุลของน้ำหนักตัวต่อส่วนสูงอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่    ค่าดัชนีมวลกายสามารถคำนวณได้โดยนำน้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูงกำลังสอง (หน่วยเป็นเมตร) ดังนี้

 

 

 

 

 

 

การคำนวณดัชนีมวลกาย

ดัชนีมวลกาย(BMI)   =    น้ำหนัก(กก)
                                      ส่วนสูง(ม)²

ตัวอย่างการคำนวณ

น้ำหนัก 75 กก.      ส่วนสูง 180ซม.

1.    น้ำหนักตั้ง   75 กก.

2.    ส่วนสูงxส่วนสูง = 1.80x1.80= 3.24

3.    ดัชนีมวลกาย= 75/3.24=23.14 กก/ตารางเมตร

                              รูปร่างสมส่วน

เมื่อคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย BMI [body mass index] ได้แล้วก็นำมาเปรียบเทียบกับตารางว่าท่านมีรูปร่างอย่างไร

ดรรชนีมวลกาย

รูปร่าง

ชาย

หญิง

ผอม

น้อยกว่า  19.00

น้อยกว่า  18.00

สมส่วน

ระหว่าง  19.01 - 24.99

ระหว่าง  18.01 - 23.99

น้ำหนักเกิน

ระหว่าง  25.00 - 29.9

ระหว่าง  24.00 - 29.9

อ้วนไป

มากกว่า  30

มากกว่า  30

 

 

ความสำคัญของการรู้ค่าดัชนีมวลร่างกาย  BMI [body mass index]  เพื่อดูอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ถ้าค่าที่คำนวณได้ มาก หรือ น้อยเกินไป ดังนั้นจึงควรรักษาระดับน้ำหนัก และค่าดัชนีความหนาของร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ  สำหรับค่าค่าดัชนีมวลร่างกาย สำหรับชาวเอเชีย พบว่าประเทศอากาศร้อน ความอ้วนจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงถือค่าประมาณ 18-23 กก./ตารางเมตร  เป็นค่าที่เหมาะสมสำหรับชาวเมืองร้อน การประเมินค่าดัชนีมวลกายนั้น จะต้องคำนึงถึงตัวแปรต่าง ๆ ด้วย ดังเช่นมวลกล้ามเนื้อ มวลไขมัน เพราะฉะนั้นดัชนีมวลร่างกายข้างต้นจะไม่สามารถนำไปใช้ได้กับผู้ที่มีมวลกล้ามเนื้อมาก

ข้อระวัง ในการคำนวณหาค่าดัชนีมวลร่างกาย  BMI [body mass index] จะใช้ประเมินปริมาณไขมันในผู้ที่มีกล้ามเนื้อมากๆไม่ได้ เช่น นักกีฬา นักเพาะกาย ที่อาจจะมีน้ำหนักมากเกิน 100 กิโลกรัมแต่ไม่จัดอยู่ในขั้นอ้วนหรืออันตรายมาก และใช้ประเมินในผู้ที่กล้ามเนื้อลีบจากสูงอายุไม่ได้ สำหรับคนอ้วนที่ยังไม่มีอาการของโรคต่างๆ ถือเป็นโอกาสดีที่ท่านยังมีเวลาแก้ตัว รีบควบคุมสภาพของท่านให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้กับปกติให้มากที่สุดก่อนที่จะมีการแสดงอาการของโรคต่างๆเกิดขึ้น 

การรับประทานอาหารมากๆและไม่ถูกสุขลักษณะแล้วทำให้มีค่าดัชนีมวลกายสูงๆ จะทำให้ต้องมาเสียโอกาสต่างๆไม่ว่าจะเป็น การเข้าทำงาน การเสียบุคลิกภาพ  และต้องคอยจ่ายยาเพื่อรักษาอาการของโรคที่ตามมา  การลดการน้ำหนักที่มากเกินไปโดยการหันมาสนใจดูแลสุขภาพเราเอง จะทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายเหมือนการรักษา อีกทั้งยังได้สุขภาพที่สมบูรณ์ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในบั้นปลายอีกด้วย  

สำหรับท่านที่มีเกณฑ์ดัชนีมวลกายต่ำกว่ามาตรฐาน คงต้องมาลองสำรวจหาความผิดปกติของระบบอาหารและการทานอาหารของเรา หรือการทำกิจวัตรประจำวันต่างๆเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เราเบื่ออาหาร ทานไม่ได้ หรือใช้พลังงานมากกว่าการได้รับสารอาหารเข้าไป การปล่อยสภาพร่างกายให้ผอมมากและนานเกินไปก็มีผลร้ายต่อร่างกายเราเช่นกัน ฉะนั้นจึงควรรีบหาสาเหตุและแก้ไขที่ต้นเหตุ แล้วสุขภาพที่ดีและรูปร่างที่ดีก็จะกลับมาเป็นของคุณครับ

 

 

      

 

----------------------------------------

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 220425
 เขียน:  
 ความเห็น: 1131  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า

ความเห็น

รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น อ่านทั้งหมด   อ่าน
krutoiting
เขียนเมื่อ Mon Nov 03 2008 00:04:21 GMT+0700 (ICT)

แวะมาดูรูปร่างดีค่ะ ขอบคุณค่ะ

คำนวณแล้วครับ

ไม่มาก ไม่น้อย แต่ต้องเริ่มระวังแล้วหล่ะ

ขอบคุณสำหรับสาระดีๆครับ

kig
IP: xxx.172.52.197
เขียนเมื่อ Mon Nov 03 2008 12:21:11 GMT+0700 (ICT)

ข้อมูลมีสาระมากค่ะ ต่อไปคงต้องระวังเรื่องการทานอาหารให้มาก

ไม่อย่างนั้น อ้วนแน่นอน ... ขอบคุณนะคะสำหรับสาระดี ๆ แบบนี้

ครูปู~natadee t'ซู๊ด
เขียนเมื่อ Mon Nov 03 2008 12:22:56 GMT+0700 (ICT)

เฮ้อ... โล่งอก ขอบคุณค่ะ

(^___^)

ไกรสิงห์วิทย์ออก67
IP: xxx.123.82.24
เขียนเมื่อ Mon Nov 03 2008 14:26:46 GMT+0700 (ICT)

ลองคำนวนดูแล้วผลออกมาว่าผมผอมครับ ผมพยายามกินให้มากและออกกำลังกายแต่น้ำหนักก็ไม่ขึ้นสักที ทำอย่างไรดีครับ

เอมวิกา วิญญาปา วิทย์-ออก เลขที่66
IP: xxx.47.223.9
เขียนเมื่อ Mon Nov 03 2008 14:43:56 GMT+0700 (ICT)

อ.กั้ม หนูได้คำนวนดูแล้วตั้งแต่ในคาบเรียนแรกแล้ว ผลออกมาว่า ปกติค่ะ อาจารย์หนูมีเรื่องอยากปรึกษา หนูอยากตัวสูง ทำไงดีล่ะค่ะ หนูได้อ่านบทความข้างบนแล้ว ได้ความรู้เพิ่มขึ้นเยอะเลย ขอบคุณค่ะ

เอกนารินทร์ พงค์จันทร์ วิทย์-ออก เลขที่24
IP: xxx.69.140.6
เขียนเมื่อ Mon Nov 03 2008 15:23:29 GMT+0700 (ICT)

ผมลองดูแล้ว ปกติคับ แล้วผมชอบวิทย์ออกกำลังกายมาก

orathai วิทย์-ออก no.84
IP: xxx.147.45.35
เขียนเมื่อ Mon Nov 03 2008 19:24:09 GMT+0700 (ICT)

I've already done it.

My result is simple But in fact I really fat.

Let see! my leg as big as a pig's leg.

-*-

น.ส สิริกัญญา ทองสิริ 83
IP: xxx.128.10.33
เขียนเมื่อ Mon Nov 03 2008 19:56:28 GMT+0700 (ICT)

ข้อมูลมีสาระดีมากค่ะ ต่อไปนี้คงต้องควบคุมเรื่องอาหาร เทียบกับตารางแล้วสมส่วนค่ะ แต่อยากให้น้ำหนักลดเร็วๆต้องทำไรค่ะ อยากลดต้นแขน ต้นขา ให้เล็กลงทำอย่างไรค่ะ

อัจฉรา วิทย์-ออก 13
IP: xxx.25.120.55
เขียนเมื่อ Mon Nov 03 2008 22:39:30 GMT+0700 (ICT)

เออ อ.ค่ะ คือหนูคำนวนแล้วล่ะค่ะ แต่หนูอยากจะผอมลงอีง่ะ ทำไงค่ะ เอาแบบว่าผอมหุ้นดีอะค่ะ

ถ้าทำได้บอกด้วยค่ะ

add
เขียนเมื่อ Tue Nov 04 2008 10:09:32 GMT+0700 (ICT)

ลองคำนวณดู..ดีใจจังอยู่ที่สมส่วน

ขอบคุณข้อมูลดีๆ

สุภาพรรณ วงศ์สุภา วิทย์ออก 62
IP: xxx.47.43.108
เขียนเมื่อ Tue Nov 04 2008 12:34:45 GMT+0700 (ICT)

หนูได้อ่านบทความของอาจารย์แล้วได้ความรู้มากขึ้นกับการดูแลสุขภาพของตัวเองและการหาค่าbmiแล้วอยู่ในเกณฑ์ปกติค่ะ

สิริกัญญา ทองสิริ วิทย์ออก 83
IP: xxx.128.10.33
เขียนเมื่อ Tue Nov 04 2008 18:45:46 GMT+0700 (ICT)

ออกกำลังกายทุกวันเหงื่อออกมากที่หลังค่ะ ทำให้เป็นผื่นเต็มหลัง มีวิธีอย่างไรค่ะที่ไม่ให้ผื่นขึ้นที่หลัง

ธีรกานต์ ริมแจ่ม วิทย์ออก 25
IP: xxx.29.60.222
เขียนเมื่อ Wed Nov 05 2008 13:10:43 GMT+0700 (ICT)

ผมลองคำนวนดูแล้วผมมีรูปร่างผอมและอยากอ้วนกว่านี้และอาจรย์สอนดีสนุดครับแต่ถึงหน้าจะดุแต่ก็ใจดีนะครับ

มด(Handball)
IP: xxx.47.225.145
เขียนเมื่อ Wed Nov 05 2008 15:16:48 GMT+0700 (ICT)

อาจารย์ ผมไม่อ้วน ไม่ผอม แต่มีน้ำหนักมาก

และไหล่กว้าง แบบนี้สมส่วนมั้ยคับ

I'annything HB
IP: xxx.123.21.169
เขียนเมื่อ Wed Nov 05 2008 16:44:20 GMT+0700 (ICT)

ไหล่กว้างงงงงงงง หรอออ

พอจาจอดดรถซักคันได่มะจร้า

หุหุ

เกือบบอ้วนหละเนี่ย

ตายยย

ตายยย

ลดด่วนนน

นที วิทสุข ยังมะมีรหัส
IP: xxx.47.146.130
เขียนเมื่อ Wed Nov 05 2008 19:13:40 GMT+0700 (ICT)

ก็ลองเข้ามาอ่านดูครับ

ปกติก็ชอบออกกำลังกายอยู่แล้ว

ก็ดีที่ได้เรียนเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ ทำให้รู้เรื่องร่างกายมากขึ้นครับ

ผมก็ลองคำนวนดูแล้ว สัดส่วนก็โอเค ไม่อ้วน ไม่ผอมครับ

แต่อยากให้เฟริมกว่านี้ คงต้องเบริน์อีกเยอะเลย

แต่ว่ากลัวเบริน์เยอะแล้วมันจะผอมเกินไปอะคับ

ต้องทำไงดีอ่า

peทีรายุธ
IP: xxx.128.107.99
เขียนเมื่อ Wed Nov 05 2008 20:04:25 GMT+0700 (ICT)

ผอมไปก็ไม่ดี

อ้วนไปก็ไม่ดี

ขอสมส่วนก็พอคับ เหอะๆ

ขอบคุณคับสำหรับสาระ

กิ่งกาญจน์ บัวชุม วิทย์ออกฯ ภาคค่ำ
IP: xxx.172.36.199
เขียนเมื่อ Wed Nov 05 2008 21:26:40 GMT+0700 (ICT)

บทความมีสาระมากค่ะ ชอบตรงที่เค้าแบนนางแบบที่ผอมเกินไปออก เพราะคนเราสมัยนี้มักชอบทำอะไรตามสมัยนิยม ความจริงผู้หญิงที่ดูอวบมีน้ำมีนวลยังดูดีและน่าดูกว่าผู้หญิงที่ผอมอีก ขอบคุณนะค่ะสำหรับบทความที่มีสาระแบบนี้ จะรออ่านบทความหน้าต่อไปนะค่ะ

ศุภชัย (ซี)
IP: xxx.137.99.76
เขียนเมื่อ Wed Nov 05 2008 21:30:57 GMT+0700 (ICT)

แวะมาทักทายครับ

สำหรับคนรูปร่างดี อิอิ

โอ๊ต แฮนบอล<เคยฟันดาบด้วยนะครับ>
IP: xxx.123.17.99
เขียนเมื่อ Wed Nov 05 2008 23:40:02 GMT+0700 (ICT)

พอดีเลยครับ ผมอยากผอมพอดี

คือตอนนี้ผมอ้วนมากกก

ขอบคุณครับ

เต้หมู...อิอิ
IP: xxx.172.18.172
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 00:23:49 GMT+0700 (ICT)

     จากที่ได้อ่านบทความแล้วทำให้ได้ความรู้มากขึ้นและได้เห็นว่าใน

ปัจจุบันมีคนสนในการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ดังนั้นวิธีการดูแล

สุขภาพที่ดีที่สุดคือการเล่นกีฬาคับ โดยเฉพาะกีฬาเทควันโดคับ อิอิ

ศรีวัน PE
IP: xxx.172.18.172
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 00:26:39 GMT+0700 (ICT)

อ่านแล้วรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กจังคับ อิอิ

ทำยังไงให้ตัวใหญ่ขึ้นสมชายคับ

กัลยาณี...ภาคค่ำ
IP: xxx.123.130.215
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 10:06:27 GMT+0700 (ICT)

จากบทความในข้างต้น ทำให้ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากค่ะ

แต่ถ้ามีท่านใดสามารถให้ข้อมูลการออกกำลังกาย แบบลดไขมันเฉพาะส่วนได้ ช่วยกรุณาแนะนำให้ดิฉันด้วยน่ะ

ขอบคุณล่วงหน้า ค่ะ ~_~ ^_^

ปิยะธิดา วิทย์ 2 เลขที่ 79
IP: xxx.29.60.222
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 10:14:41 GMT+0700 (ICT)

อิอิ...ตอนแรกนึกว่าตัวเองอ้วน แต่พอคำนวณแล้วก็ปกติ ไม่น่าเชื่อเลย อิอิ...

แต่ก็อยากผอมกว่านี้อ่ะ คงต้องไปเต้นแอคโรบิคล่ะ *-*

เบญจมาศ วิทย์ 02 เลขที่ 78
IP: xxx.29.60.222
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 10:16:14 GMT+0700 (ICT)

หนูคำนวณดูแล้วปกติคะแต่ทำไมตัวจริงหนูดูเหมือนจะอ้วนมากไม่เหมือนกับผลที่ออกมาคะ และอีกอย่างหนูอยากทราบว่าตอนนี้จะสูงขึ้นอีกไหมมีวิธีอะไรบ้างที่ช่วยให้สูงขึ้นกว่านี้บอกหน่อยคะ

โพธินันท์ ((ภาคค่ำ))
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 10:25:15 GMT+0700 (ICT)

อ่านบทความแล้ว คำนวณ ไปแล้วใน คาบ แรก ผลคำนวณ ผม นี้ ก็ ออกมาสมส่วน ปกติดีนะ แต่ทำไม ความรู้สึกมันยัง Body มันแห้งๆ ก้างๆ ยังไงก็ไม่รู้ บทความ อ.กั้ม กับ รูปภาพ นี้เลิศจังครับ ไม่ทราบว่า รูปแรกนั่น ใช่ Skeleton ที่ อ.กั้ม สอน ไปในคาบ ที่ 2 ไหม ครับ ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงมากเลยนะครับนั่น

"""รูปร่างที่สวยงามสมส่วน มักได้มากับความรู้เสมอๆ""""

((ลุงของ สไปเดอร์แมน บอก ไว้)) ขอบคุณ อ.กั้มครับ ที่ให้ความรู้

กัลยาณี ภาคค่ำ
IP: xxx.123.130.215
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 10:30:19 GMT+0700 (ICT)

จากที่ฉันได้อ่านข้อความนี้ เกิดความสนใจเป็ยอย่างมาก เลยอยากหยิบยกมาให้เพื่อนๆได้อ่านกันน่ะค่ะ

เป็นสูตรอาหารลดน้ำหนัก3 วัน4กิโล สำหรับผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว

ซึ่งสูตรอาหารมีดังนี้ค่ะ

วันที่ 1

เช้า กินชาหรือกาแฟ ไม่ใส่น้ำตาล กับขนมปังปิ้งหนึ่งแผ่น แล้วก็ถั่วกระป๋อง Baked Bean (มันคือถั่วขาว ในซอสมะเขือเทศ)

กลางวัน กินทูน่า ครึ่งกระป๋อง (ทูน่าในน้ำเกลือ) ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น แล้วก็ชาหรือกาแฟ ไม่ใส่น้ำตาลแก้วนึง

เย็น กินแฮม 2 แผ่น ถั่วฝักยาวต้ม 2 ออนซ์ (ประมาาณ 120 กรัม) บัทรูทต้ม 4 ออนซ์ แล้วก็ไอติมวานิลลา 4 ออนซ์

----------------------------------------------------

วันที่ 2

เช้า กินขนมปังปิ้ง กับกล้วยหอม แล้วก็ชาหรือกาแฟ ไข่ต้ม1ฟองด้วย

กลางวัน กินคอทเทจชีส (ชีสถ้วยของโฟร์โมสต์) 1ถ้วย แล้วก็ saltine craker 5 แผ่น แล้วก็ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล

เย็น กินบร็อคโคลีต้ม 4 ออนซ์ แครอทต้ม 2 ออนซ์ แฮม 2 แผ่น กล้วยหอมครึ่งลูก หรือลูกนึงเล็กๆ แล้วก็ไอติมวานิลา

----------------------------------------------------

วันที่ 3

เช้า กินเชลด้าชีส (ชีสแผ่นนี่แหละ)1 แผ่น กับชา แล้วก็ saltine craker 5 แผ่น

กลางวัน กินไข่ต้ม กับขนมปังปิ้ง 1 แผ่น แล้วก็ชาหรือกาแฟ ไม่ใส่น้ำตาล

เย็น กินดอกกระหล่ำต้ม 4 ออนซ์ บีทรูท 4 ออนซ์ ทูน่า 4 ออนซ์ ไอติมวานิลา 4 ออนซ์ แล้วก็ขนมปังปิ้งแผ่นนึง

**เป็นไงบ้างค่ะเพื่อนๆ เมื่ออ่านบทความข้างต้นแล้ว (จะลองเอาไปปฏิบัติดู ก็ได้ น่ะค่ะ)การลดน้ำหนักไม่จำเป็นว่าต้องอดอาหารเสมอไป การรับประทานอาหารอย่างถูกต้อง ก็สามารถลดความอ้วนได้ และได้เสียสุขภาพ ถ้าเราจะลดน้ำหนัก เราสามารถเลือกควบคุมการรับประทานอาหารได้ พร้อมทั้งการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อร่างกายที่แข็งแรง และรูปร่างที่สวยงามไปพร้อมๆกัน

หากเพื่อนๆท่านใด ได้นำไปปฏิบัติแล้วได้ผล ดีขนาดไหน ช่วยมาเล่าสู่กันฟังด้วยน่ะค่ะ จะได้เป็นแนวทางให้เพื่อนๆอีกหลายคนได้นำไปปฏิบัติตาม ค่ะ แล้วถ้าเพื่อนท่านใดมีสูตรอาหารลดน้ำหนักแบบนี้อีก ช่วยมาแนะนำให้ด้วยน่ะค่ะ(ถ้าเป็นอาหารเมืองเหนือได้ ก็จะดีมากๆ น่ะค่ะ อิอิ)ขอบคุณค่ะ .....^_^

กัลยาณี ภาคค่ำ
IP: xxx.123.130.215
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 10:33:49 GMT+0700 (ICT)

***แก้ไขค่ะ ม่ะกี้พิมข้อความบางประโยคผิดพลาดค่ะ -*- T^T **

จากที่ฉันได้อ่านข้อความนี้ เกิดความสนใจเป็ยอย่างมาก เลยอยากหยิบยกมาให้เพื่อนๆได้อ่านกันน่ะค่ะ

เป็นสูตรอาหารลดน้ำหนัก3 วัน4กิโล สำหรับผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว

ซึ่งสูตรอาหารมีดังนี้ค่ะ

วันที่ 1

เช้า กินชาหรือกาแฟ ไม่ใส่น้ำตาล กับขนมปังปิ้งหนึ่งแผ่น แล้วก็ถั่วกระป๋อง Baked Bean (มันคือถั่วขาว ในซอสมะเขือเทศ)

กลางวัน กินทูน่า ครึ่งกระป๋อง (ทูน่าในน้ำเกลือ) ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น แล้วก็ชาหรือกาแฟ ไม่ใส่น้ำตาลแก้วนึง

เย็น กินแฮม 2 แผ่น ถั่วฝักยาวต้ม 2 ออนซ์ (ประมาาณ 120 กรัม) บัทรูทต้ม 4 ออนซ์ แล้วก็ไอติมวานิลลา 4 ออนซ์

----------------------------------------------------

วันที่ 2

เช้า กินขนมปังปิ้ง กับกล้วยหอม แล้วก็ชาหรือกาแฟ ไข่ต้ม1ฟองด้วย

กลางวัน กินคอทเทจชีส (ชีสถ้วยของโฟร์โมสต์) 1ถ้วย แล้วก็ saltine craker 5 แผ่น แล้วก็ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล

เย็น กินบร็อคโคลีต้ม 4 ออนซ์ แครอทต้ม 2 ออนซ์ แฮม 2 แผ่น กล้วยหอมครึ่งลูก หรือลูกนึงเล็กๆ แล้วก็ไอติมวานิลา

----------------------------------------------------

วันที่ 3

เช้า กินเชลด้าชีส (ชีสแผ่นนี่แหละ)1 แผ่น กับชา แล้วก็ saltine craker 5 แผ่น

กลางวัน กินไข่ต้ม กับขนมปังปิ้ง 1 แผ่น แล้วก็ชาหรือกาแฟ ไม่ใส่น้ำตาล

เย็น กินดอกกระหล่ำต้ม 4 ออนซ์ บีทรูท 4 ออนซ์ ทูน่า 4 ออนซ์ ไอติมวานิลา 4 ออนซ์ แล้วก็ขนมปังปิ้งแผ่นนึง

**เป็นไงบ้างค่ะเพื่อนๆ เมื่ออ่านบทความข้างต้นแล้ว (จะลองเอาไปปฏิบัติดู ก็ได้ น่ะค่ะ)การลดน้ำหนักไม่จำเป็นว่าต้องอดอาหารเสมอไป การรับประทานอาหารอย่างถูกต้อง ก็สามารถลดความอ้วนได้ และไม่เสียสุขภาพ ถ้าเราจะลดน้ำหนัก เราสามารถเลือกควบคุมการรับประทานอาหารได้ พร้อมทั้งการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อร่างกายที่แข็งแรง และรูปร่างที่สวยงามไปพร้อมๆกัน

หากเพื่อนๆท่านใด ได้นำไปปฏิบัติแล้วได้ผล ดีขนาดไหน ช่วยมาเล่าสู่กันฟังด้วยน่ะค่ะ จะได้เป็นแนวทางให้เพื่อนๆอีกหลายคนได้นำไปปฏิบัติตาม ค่ะ แล้วถ้าเพื่อนท่านใดมีสูตรอาหารลดน้ำหนักแบบนี้อีก ช่วยมาแนะนำให้ด้วยน่ะค่ะ(ถ้าเป็นอาหารเมืองเหนือได้ ก็จะดีมากๆ น่ะค่ะ อิอิ)ขอบคุณค่ะ .....^_^

Oh_hO
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 10:40:54 GMT+0700 (ICT)
  • ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆค่ะ
  • ผอมเกินไปก็ดูไม่ดีเอาเสียเลยนะคะ
  • ออกจะน่ากลัวซะอีก !
  • ทางสายกลางดีที่สุด..อิอิ

กัลยาณี ภาคค่ำ
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 11:13:45 GMT+0700 (ICT)

อิอิ สมัครสมาชิกล่ะ อิอิ ((( กัลยาณี ภาคค่ำ )))

ตัวเล็ก
IP: xxx.146.37.17
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 12:45:38 GMT+0700 (ICT)

<a href="http://glitter.kapook.com/category.php?category_id=47&sid=4241daa67963830ddb25aa396fa52291" target="_blank"><img src="http://i223.photobucket.com/albums/dd277/akapong/thankyou/11060809.gif" border="0" alt="คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ..." title="คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ..."></a>

ข้อมูลมีประโยชน์มาก ๆ เลย

จะติดตามตอนต่อไปนะคะ

ไนท์48
IP: xxx.42.76.23
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 12:46:39 GMT+0700 (ICT)

มาแล้วครับพี่ผมฝากควมาคิดถึงมาให้ว่าสบายดีก่อครับ

วีระวัฒน์ (ภาคค่ำ)
IP: xxx.172.36.105
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 13:19:01 GMT+0700 (ICT)

ข้อมูลมีประโยชน์มากๆเลยคับ.โดยเฉพาะในการหาดัชนีมวลกายของตัวเราว่าเป็นอย่างไร

ศรัญญา sec.02,11
IP: xxx.123.25.97
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 13:33:18 GMT+0700 (ICT)

การคำนวนหาดัชนีมวลกายอยู่ในขั้นปกติ แต่ยังมีไขมันส่วนเกินอยู่ออกกำลังกายแล้วยังไม่ลดจะทำยังไงดีค่ะ?

อ๋อ Restrospec
IP: xxx.128.8.86
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 18:09:43 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับจารย์อยากรู้ว่าตะกร้อชิงธงเขาเล่นกันยังไงอ่ะครับ

อ๋อ Restrospec
IP: xxx.128.8.86
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 18:19:16 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับอาจารย์อิๆ

เลปรรณ จันต๊ะคาด
IP: xxx.47.47.105
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 21:31:42 GMT+0700 (ICT)

สุขภาพที่ดีคือ การที่เราดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง ตั้งแต่เรื่อง การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร การพักผ่อน การป้องกันโรค การลดหรือเลิกสิ่งบั่นทอนสุขภาพ ร่างกายเรากระปี้กระเปร่า พร้อมที่จะดำเนินชีวิตประจำวัน

เลปวรรณ จันต๊ะคาด
IP: xxx.47.47.105
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 21:41:09 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะอาจารย์

การคำนวณหาดัชนีมวลกายจากข้อมูลด้านบนที่ได้อ่าน หนูลองคำนวนแล้วมีเกณฑ์ดัชนีที่สมส่วนแต่ทำไมดูภายนอกจึงดูอ้วนจังค่ะ

อุเบกขา
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 21:42:47 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณคะ..ข้อมูลน่าสนใจและเป็นประโยชน์มากเลยคะ

วีระวัฒน์(ภาคค่ำ)
IP: xxx.172.59.115
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 21:51:28 GMT+0700 (ICT)

เต้นรำในน้ำ-แก้แพ้ท้องนะคับ

การเต้นรำหรือเต้นแอโรบิคในน้ำชองคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้อง และช่วยให้คลอดง่ายนะคับ

ข้อมูลจาก (สสส.)

อาจารย์ จุ๊บ
IP: xxx.47.226.60
เขียนเมื่อ Fri Nov 07 2008 22:16:08 GMT+0700 (ICT)

หาแฟน จน ๆ รับรองผอมเพรียว(ไส้แห้ง) อิอิ

กิตติยา จำปาคำ
IP: xxx.149.25.241
เขียนเมื่อ Sat Nov 08 2008 00:48:25 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะอาจารย์

สุขภาพที่ดี หมายถึง สภาวะแห่งความสมบูรณ์ของร่างกาย จิตใจ และสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีสุข มิใช่เพียงแต่ปราศจากโรคและความพิการเท่านั้น

อาจจำแนกออกได้เป็น 3 ประการ คือ

1. สุขภาพทางกาย

2. สุขภาพทางจิต

3. การดำรงชีวิตอยู่ในสังคมด้วยดี

ชุติมา เลขที่ 4 Sec02
IP: xxx.123.212.231
เขียนเมื่อ Sat Nov 08 2008 09:32:32 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะอาจารย์ วันนี้มีเรื่องสงสัยอยากจะถามค่ะ

บางครั้งที่วัดค่า BMI ออกมาแล้วอยู่ในระดับที่ปกติ แต่ทำไมเรายังรู้สึกว่าตัวเองอ้วน แถมยังมีหน้าท้องอีกด้วยล่ะคะ แต่บางวันถ้าไม่ทานข้าวก็จะรู้สึกเฉยๆ แต่พอตกดึกไปกจะเริ่มหิว จารย์พอที่จะมีวิธีแนะนำบ้างมั้ยคะ

ชุติมา เลขที่ 4 Sec 02
IP: xxx.123.212.231
เขียนเมื่อ Sat Nov 08 2008 09:44:04 GMT+0700 (ICT)

การมีสุขภาพที่ดีนั้น จะต้องประกอบไปด้วยร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์ ในด้านร่างกายก็อาจจะเริ่มจากการดูแลตนเองในเรื่องต่างๆ เช่น การทานอาหารที่มีประโยชน์ การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงการทำจิตใจให้แจ่มใส ดังกับคำที่ทุกคนเคยได้ยินว่า "ร่างกายที่สมบูรณ์ย่อมอยู่ในจิตใจที่แข็งแรง"

เอ็ม เฟดเดอเรอร์
IP: xxx.123.68.49
เขียนเมื่อ Sat Nov 08 2008 11:38:40 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับอาจารย์

กติกาตะกร้อ กติกาเซปักตะกร้อ กฏกติกาตะกร้อ กฏกติกาเซปักตะกร้อ

กติกาตะกร้อ เซปักตะกร้อ

1.ผู้เล่น

ประเภทเดี่ยว มีผู้เล่นตัวจริง 3 คน สำรอง 1 คน ประเภททีม ประกอบด้วย 3 ทีม มีผู้เล่น 9 คน และผู้เล่นสำรอง 3 คน2. ตำแหน่งของผู้เล่น มี 3 ตำแหน่งคือ

2.1 หลัง ( Back ) เป็นผู้เตะตะกร้อจากวงกลม

2.2 หน้าซ้าย

2.3 หน้าขวา

3. การเปลี่ยนตัวผู้เล่น

ในทีมเดี่ยวเปลี่ยนตัวได้ 1 คน และถ้าเหลือน้อยกว่า 3 คน ถือว่าแพ้ ผู้มีชื่อในทีมเดี่ยวที่เล่นมานานแล้ว จะลงเล่นในทีมเดี่ยวต่อไปไม่ได้

4. การเสี่ยงและการอบอุ่นร่างกาย

มีการเสี่ยง ผู้ชนะการเสี่ยงจะได้เลือกข้างหรือส่งลูก ทีมที่ได้ส่งลูกจะได้อบอุ่นร่างกายก่อน เป็นเวลา 2 นาที พร้อมเจ้าหน้าที่และนักกีฬาไม่เกิน 5 คน

5. ตำแหน่งของผู้เล่นระหว่างการส่งลูกเสิร์ฟ

เมื่อเริ่มเล่นทั้ง 2 ทีมพร้อมในแดนของตนเอง ผู้เล่นฝ่ายเสิร์ฟจะต้องอยู่ในวงกลมของตนเอง เมื่อเสิร์ฟแล้วจึงเคลื่อนที่ได้ ส่วนผู้เล่นฝ่ายรับจะยืนที่ใดก็ได้

6. การเปลี่ยนส่ง

ให้เปลี่ยนการส่งลูกเมื่อฝ่ายส่งลูกผิดกติกา หรือ ฝ่ายรับทำลูกให้ตกบนพื้นที่ของฝ่ายส่งได้

7. การขอเวลานอก

ขอได้เซตละ 1 ครั้งๆ ละ 1 นาที

8. การนับคะแนน

การแข่งขันใช้แบบ 2 ใน 3 เซต ในเซตที่ 1 และเซตที่ 2 จะมีคะแนนสูงสุด 15 คะแนน ทีมใดได้ 15 คะแนนก่อน จะเป็นผู้ชนะในเซตนั้นๆ ทั้ง 2 เซต จะไม่มีดิวส์ หากทั้งสองทีมได้ 13 ก่อน หรือ 14 เท่ากัน พักระหว่างเซต 2 นาที ถ้าเสมอกัน 1:1 เซต ให้ทำการแข่งขันเซตที่ 3 ด้วยไทเบรก โดยเริ่มด้วยการเสี่ยงใหม่ โดยใช้คะแนน 6 คะแนน ทีมใดได้ 6 คะแนนก่อนเป็นผู้ชนะ แต่จะต้องแพ้ชนะอย่างน้อย 2 คะแนน ถ้ายังไม่แพ้กันไม่น้อยกว่า 2 คะแนน ก็ให้ทำการแข่งขันอีก 2 คะแนน แต่ไม่เกิน 8 คะแนน เช่น 8:6 หทรือ 8:7 ถือเป็นการยุติการแข่งขันระบบไทเบรก เมื่อฝ่ายใดก็ตามได้ 3 คะแนน และขอเวลานอกได้เซตละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 นาที สำหรับไทเบรก ขอเวลาได้ 1 ครั้ง ครั้งละ 30 วินาที

แนะนำการดูตะกร้อ

มารยาทในการเล่นที่ดี

การเล่นกีฬาทุกชนิด ผู้เล่นจะต้องมีมารยาทในการเล่นและการแข่งขัน ประพฤติปฎิบัติตนให้เป็นไปตามขั้นตอนของการเล่นกีฬาแต่ละประเภท จึงจะนับว่าเป็นผู้เล่นที่ดีและมีมารยาท ผู้เล่นควรต้องมีมารยาทดังนี้ คือ

1. การแสดงความยินดี ชมเชยด้วยการปรบมือหรือจับมือเมื่อเพื่อนเล่นได้ดี แสดงความเสียใจเมื่อตนเอง หรือเพื่อนร่วมทีมเล่นผิดพลาดและพยามปลอบใจเพื่อน ตลอดจนปรับปรุงการเล่นของตัวเองให้ดีขึ้น

2. การเล่นอย่างสุภาพและเล่นอย่างนักกีฬา การแสดงกิริยาท่าทางการเล่นต้องให้เหมาะสมกับการเป็นนักกีฬาที่ดี

3. ผู้เล่นที่ดีต้องไม่หยิบอุปกรณ์ของผู้อื่นมาเล่นโดยพลการ

4. ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ต้องไม่แสดงอาการดีใจหรือเสียใจจนเกินไป

5. ผู้เล่นต้องเชื่อฟังคำตัดสินของกรรมการ หากไม่พอใจคำตัดสินก็ยื่นประท้วงตามกติกา

6. ผู้เล่นต้องควบคุมอารมณ์ให้สุขุมอยู่ตลอดเวลา

7. ก่อนการแข่งขันหรือหลังการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะก็ตาม ควรจะต้องจับมือแสดงความยินดี

8. หากมีการเล่นผิดพลาด จะต้องกล่าวคำขอโทษทันทีและต้องกล่าวให้อภัยเมื่อฝ่ายตรงข้ามกล่าวขอโทษด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส

9. ต้องแต่งกายรัดกุม สุภาพ ถูกต้องตามกติกาที่กำหนดไว้

10. ไม่ส่งเสียงเอะอะในขณะเล่นหรือแข่งขันจนทำให้ผู้เล่นอื่นเกิดความรำคาญ

11. ต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับตามกติกาอย่างเคร่งครัด

12. มีความอดทนต่อการฝึกซ้อมและการเล่น

13. หลังจากฝึกซ้อมแล้วต้องเก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อย

14. เล่นและแข่งขันด้วยชั้นเชิงของนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ในการเล่นกีฬา

มารยาทของผู้ชมที่ดี

1. ปรบมือให้นักกีฬาและผู้ตัดสินเมื่อเขาดินลงสนาม

2. ปรบมือแสดงความยินดีเมื่อผู้เล่นเล่นได้ดี หรือชนะการแข่งขัน

3. นั่งชมด้วยความสงบเรียบร้อยไม่ส่งเสียงเอะอะ

4. ไม่แสดงท่าทางยั่วยุให้ผู้เล่นขาดสมาธิ

5. ไม่ใช้เสียงเพลงที่มีเนื้อหาหยาบคาย สร้างความแตกแยก

6. อย่าแสดงกิริยาไม่สุภาพหรือใช้วัสดุสิ่งของขว้างปาลงสนาม นักกีฬา หรือกรรมการ

7. ผู้ดูต้องยอมรับการตัดสินของผู้ตัดสิน

8. ไม่ส่งเสียงโห่ร้องหรือแสดงกิริยาเย้ยหยัน เมื่อผู้เล่นเล่นผิดพลาดหรือผู้ตัดสินผิดพลาด

9. ผู้ดูควรเรียนรู้กติกาการแข่งขันกีฬาชนิดนั้นๆ พอสมควร

10. ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เมื่อเกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นในสนามแข่งขัน

11. สนับสนุนให้กำลังใจและให้เกียรตินักกีฬาทุกประเภทเพื่อเป็นการส่งเสริมการกีฬาของชาติ

วัน PE49.
IP: xxx.69.140.6
เขียนเมื่อ Sat Nov 08 2008 12:42:57 GMT+0700 (ICT)

ไมไม่เห็นเพื่อนผมเข้ามาเม้นอะคับ....

ชิดชนก (ภาคค่ำ)
IP: xxx.123.70.226
เขียนเมื่อ Sat Nov 08 2008 20:17:49 GMT+0700 (ICT)

เข้ามาอ่านแล้วได้ความรู้มากมายค่ะ

พัชรินทร์ (ภาคค่ำ)
IP: xxx.123.70.226
เขียนเมื่อ Sat Nov 08 2008 20:19:41 GMT+0700 (ICT)

เข้ามาอ่านแล้วมีประโยชน์มากค่ะ

บดินทร์ ศิษย์อาจารย์คะนอง
IP: xxx.173.224.248
เขียนเมื่อ Sat Nov 08 2008 22:55:52 GMT+0700 (ICT)

บทความนี้ดีมาก

ขอบคุณนะครับ

สำหรับข้อมูลดีๆๆ

2 ทอง

1 เงิน

1 ทองแดง

ปล.เหรียญทองแดงผมหายครับ

ใครขโมยไปเอามาคืนด้วย

ตัวใหญ่
IP: xxx.69.140.6
เขียนเมื่อ Sun Nov 09 2008 13:31:31 GMT+0700 (ICT)

ได้คำนวณ BMI ทำให้รู้ขนาดน้ำหนักที่พอเหมาะกับส่วนสูงของตัวเอง

ได้ประโยชน์มากมายเลย

น.ส.พวงผกา เลขที่ 80
IP: xxx.29.60.222
เขียนเมื่อ Sun Nov 09 2008 14:28:25 GMT+0700 (ICT)

จากบทความ รูปร่างดีรู้ได้อย่างไร

อ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นบทความที่ดีและมีประโยชน์เพราะเป็นบทความที่ทำให้หลายๆคนสามารถอ่านและนำไปคำนวณหาค่านำหนักตัวได้ และทำให้หลายๆคนที่คิดไปเองว่าตนเองอ้วนบ้างผอมบ้างได้รู้ว่าแท้จริงแล้วมีมวลนำหนักเป็นอย่างไร และที่สำคัญคนส่านใหญ่อยากมีรูปร่างที่ผอมบางจึงหาวิธีลดความอ้วนด้วยวิธีต่างๆที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ควรจะใช้วิธีออกกำลังกายดีกว่าเพราะจะมีประโยชน์ทำหให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง

บดินทร์ ศึษย์อาจารย์คะนอง
IP: xxx.173.224.78
เขียนเมื่อ Sun Nov 09 2008 15:30:18 GMT+0700 (ICT)

ลักษณะและขนาดของลูกแฮนด์บอล

ลูกบอล (The Ball)

1. ลูกบอลจะต้องทำด้วยหนังหรือวัสดุสังเคราะห์ และเป็นรูปทรงกลม ผิวของลูกบอลต้องไม่สะท้อนแสงหรือลื่น

2. ลูกบอลเมื่อวัดโดยรอบก่อนการแข่งขัน สำหรับผู้ชายมีเส้นรอบวงระหว่าง 58-60 เซนติเมตร หนัก 425-475 กรัม สำหรับผู้หญิง มีเส้นรอบวงระหว่าง 54-56 เซนติเมตร หนัก 325-400 กรัม

3. การแข่งขันทุกครั้งจะต้องมีลูกบอลที่ถูกต้องตามกติกาจำนวน 2 ลูก

4. เมื่อการแข่งขันได้เริ่มขึ้น จะเปลี่ยนลูกบอลไม่ได้ นอกจากจะมีเหตุผลอันสมควรเท่านั้น

5. ลูกบอลที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์แฮนด์บอลนานาชาติต้องมีเครื่องหมายของสหพันธ์เท่านั้นจึงจะสามารถใช้แข่งขันในระดับนานาชาติได้

กัลยาณี ภาคค่ำ
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 09:56:42 GMT+0700 (ICT)

โอ้วว กติกา ของกีฬานี้น่าสนใจดีน่ะค่ะ ต่อไปนี้จะได้ดูกีฬาให้สนุกมากยิ่งขึ้น

**แต่ใครมีกติกา ของกีฬาแปลกๆของพวกฝรั่ง ในโลกใบนี้ของเรามั่งค่ะ

อยากทราบจังเลยค่ะ อิอิ

กัลยาณี ภาคค่ำ
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 10:07:09 GMT+0700 (ICT)

เพื่อนๆค่ะ.. วันนี้คุณได้ออกกำลังกายแล้วหรือยัง???

วันนี้ดิฉันได้ไปอ่านเจอข้อความบทหนึ่งซึ่งมีความน่าสนใจเป็นอย่างมากค่ะ

เป็นการออกกำลังกายที่มากกว่าแค่การออกกำลังกาย แต่ระหว่างการออกกำลังกายชนิดนี้ ยังสามารถพัฒนาสมองของเราไปพร้อมๆกันด้วย น่าสนใจใช่ไมค่ะ เรามาดูกันเลย

*****การออกกำลังกายพัฒนาสมอง ด้วยตาราง 9 ช่อง*****

เรามารู้จักสมองกันก่อนน่ะค่ะ สมองถือได้ว่าเป็นศูนย์บัญชาการหลักที่ใช้ในการสั่งการระบบต่างๆของร่างกาย ประกอบด้วย เซลล์ประสาทส่วนต่างๆ ที่ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบที่ควบคุมพฤติกรรมทุกอย่างของมนุษย์

โดยสมองของคนเรานั้น แยกออกเป็น 2 ส่วนใหญ่คือ พฤติกรรมที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของจิตใจ เช่น อาการสะดุ้งตกใจ และพฤติกรรมที่อยู่ภายใต้การควบคุมของจิตใจ เช่น การอ่าน การเขียน การฟัง ตลอดจนการเคลื่อนไหวต่างๆอย่างเป็นระบบตามที่สมองเคยได้รับการฝึกเรียนรู้มา

ปัจจุบันมนุษย์เรามีพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากสภาพสังคมและสภาพแวดล้อมที่มีความแออัดเร่งรีบ จึงทำให้ขาดสมาธิหรือมีจิตใจจดจ่อในการรับรู้เรียนรู้สั้นลง หงุดหงิดง่าย ขาดความมั่นคงทางอารมณ์ ใจร้อน มีความเครียดและความวิตกกังวลสูง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรค เช่น โรคสมาธิสั้นในเด็ก โรคเครียด โรคสมองเสื่อม ในผู้สูงอายุ

ขั้นตอนการออกกำลังกายด้วยตาราง 9 ช่อง

1.เริ่มต้นการฝึกด้วยการปฏิบัติช้าๆ ทีละขั้นตอน โดยใช้มือซ้ายหรือเท้าซ้ายเคลื่อนไหวนำ และใช้มือขวาหรือเท้าขวาเคลื่อนไหวตามในแต่ละขั้นตอนจนจบตามที่กำหนดไว้

2.ปฏิบัติตามข้อ 1 สลับกันอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามไม่หยุดชะงักในช่วงที่มีการสลับกันจากซ้ายไปขวา

3.ปฏิบัติตามข้อ 2 โดยพยายามปรับความเร็วในการเคลื่อนไหวตามลำดับ

4.หากการสลับจากซ้ายไปขวามีความผิดพลาดให้หยุดการปฏิบัติทันที จากนั้นให้เริ่มปฏิบัติใหม่ช้าๆ จนสามารถปรับความเร็วเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งถึงความเร็วสูงสุดของแต่บุคคล

5.การฝึกในรูปแบบอาจใช้ระยะเวลาในการฝึกปฏิบัติต่อรอบประมาณ 10-15 วินาที โดยมีช่วงพักสลับแต่ละช่วง 30-60 นาที แต่ละรูปแบบของการฝึกปฏิบัติซ้ำ 3-5 รอบ

หรือถ้าหากอยากจะฝึกสมองและสมาธิ พร้อมกับได้เหงื่อไปด้วยพร้อมๆกัน ซึ่งถือว่าเป็นการเล่นที่ยากขึ้นมาหน่อย โดยการก้าวทแยงมุมแบบรัศมีดาว ซึ่งวิธีการเล่นนั้นสามารถปฏิบัติได้ดังนี้

7 8 9

4 5 6

1 2 3

ผู้ฝึกยืนด้วยเท้าทั้งสองข้างอยู่ที่ช่องหมายเลข 5 ช่องที่ใช้เคลื่อนไหวในการฝึกคือ 1/3/5/7 และ 9 (ใช้เท้าซ้ายเป็นเท้านำ)

1.ก้าวเท้าซ้ายเอียงลงไปที่ช่องหมายเลข 1

2.ก้าวเท้าขวาเอียงขึ้นไปที่ช่องหมายเลข 9

3.ก้าวเท้าซ้ายกลับมาที่ช่องหมายเลข 5

4.ก้าวเท้าขวากลับมาที่ช่องหมายเลข 5

5.ก้าวเท้าซ้ายเอียงขึ้นไปที่ช่องหมายเลข 7

6.ก้าวเท้าขวาเอียงลงที่ช่องหมายเลข 3

7.ก้าวเท้าซ้ายกลับมาที่ช่องหมายเลข 5

8.ก้าวเท้าขวากลับมาที่ช่องหมายเลข 5

เป็นอย่างไรบ้างค่ะเพื่อนๆ ลองเอาไปปฏิบัติตามกันดูน่ะค่ะ "ออกกำลังวันละนิด สุขภาพชีวิตยิ่งยืนนานค่ะ" ^_^~

เต้หมู...อิอิ
IP: xxx.172.97.97
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 10:58:15 GMT+0700 (ICT)

ประวัติกีฬาแฮนด์บอล

แฮนด์บอล (Handball) เริ่มต้นมาจากประเทศเยอรมัน ในราวปลายศตวรรษที่ 19 โดยครูพลศึกษาคนหนึ่งชื่อ Konrad Koch ได้ริเริ่มและแนะนำกีฬาประเภทนี้ออกมาเผยแพร่ อย่างไรก็ตาม เกมแฮนด์บอลก็ยังไม่เป็นที่นิยมกว้างขวางเท่าที่ควร จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2447 แฮนด์บอลจึงได้มีการพัฒนาอย่างกว้างขวางขึ้นในภาคพื้นยุโรป มีการกำหนดระเบียบและกติกาการเล่นโดยอาศัยกติกาของฟุตบอลเป็นหลัก นักพลศึกษาชาวอเมริกากล่าวว่า กีฬาแฮนด์บอลน่าจะเป็นเกมกีฬาที่เก่าแก่ที่สุด เพราะมนุษย์นิยมใช้มือกับลูกบอลขว้างมาแต่โบราณแล้ว อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถจะเดาได้ว่าเกมนี้ได้วิวัฒนาการมาเป็นกีฬาแฮนด์บอลในปัจจุบันได้อย่างไร

ประเทศยุโรปในฤดูหนาวไม่สามารถเล่นกีฬากลางแจ้งได้ จึงใช้ห้องพลศึกษาดัดแปลงเล่นกีฬาฟุตบอลด้วยมือ ตอนแรกใช้ผู้เล่น 11 คนเท่ากับฟุตบอล แต่ไม่สะดวก เพราะสถานที่คับแคบ จึงลดจำนวนผู้เล่นเหลือข้างละ 7 คน จึงกลายมาเป็นกีฬาแฮนด์บอลแบบการเล่นในปัจจุบัน ในช่วงนั้นแฮนด์บอลมิได้ถือว่าเป็นกีฬาอย่างหนึ่ง เพราะไม่มีหน่วยงานเป็นของตนเอง แต่คณะกรรมการที่ก่อตั้งและดำเนินการก็มาจากสหพันธ์กีฬาสมัครเล่นระหว่างชาติ (The International Amateur Athletic Federation) มีชื่อย่อๆ ว่า I.A.A.F. คณะกรรมการชุดนี้เป็นคณะกรรมการที่มีหน้าที่จัดดำเนินการต่างๆ ในทวีปยุโรปสมัยนั้น

หลังจากปี พ.ศ. 2447 กีฬาแฮนด์บอลซึ่งอยู่ในความดูแลของ I.A.A.F. ก็มีความมั่นคงขึ้น และหลายๆ ประเทศให้ความสนใจ และมีการจัดบรรจุในรายการกิจกรรมการกีฬาของประเทศนั้นๆ ด้วย ตลอดจนได้มีการแข่งขันทั้งภายในและภายนอกประเทศมากขึ้น

ในปี พ.ศ. 2469 I.A.A.F. ได้ตั้งคณะกรรมการกีฬาแฮนด์บอลขึ้นโดยเฉพาะ โดยมีคณะกรรมการที่มาจากประเทศต่างๆ ในเครือสมาชิกของกีฬาประเภทนี้มีการประชุมตกลงเรื่องกติกาซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่กีฬาแฮนด์บอลได้ตั้งเป็นกีฬาประเภทหนึ่งโดยเอกเทศ และมีการริเริ่มตั้งสหพันธ์แฮนด์บอลขึ้นในปี พ.ศ. 2471 ประเทศกลุ่มสมาชิก 11 ประเทศได้เข้าร่วมประชุมในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่เมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศฮอลแลนด์ The International amateur Handball Federation ก็ได้จัดตั้งขึ้น และบุคคลที่มีความสำคัญของการกีฬาสหพันธ์คือ Every Brundage ประธานของ I.O.C. ได้เป็นสมาชิกขององค์การใหม่นี้ด้วย

ในปี พ.ศ. 2471 กีฬาแฮนด์บอลก็ได้มีการสาธิตขึ้นในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ต่อมาในปี พ.ศ. 2474 แฮนด์บอลก็ได้บรรจุเข้าเป็นรายการแข่งขันกีฬาระหว่างชาติ โดยการยอมรับของ I.O.C. หลังจากการประชุมที่กรุงอัมสเตอร์ดัม สมาชิกทั้งหมด 11 ประเทศ ก็ได้เพิ่มเป็น 25 ประเทศในปี พ.ศ. 2477 ซึ่งเป็นจุดที่ชี้ให้เห็นว่ากีฬาแฮนด์บอลได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ในปี พ.ศ. 2479 ก็ได้บรรจุเข้าแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน หรือที่เรียกว่า Nazi Olympic

สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สร้างปัญหาต่างๆ ให้กับการกีฬาเป็นอย่างมากแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการประชุมร่วมกันอีกครั้งหนึ่งที่โคเปนเฮเกน เพื่อที่จะฟื้นฟูกีฬาแฮนด์บอลขึ้นมาใหม่ แต่ก็ล้มเหลว จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2499 จึงได้มีการแก้ไขกติกาแฮนด์บอลขึ้นใหม่ และยอมรับทักษะการเล่นสมัยก่อน ซึ่งทำให้ลักษณะของการเล่นและกติกาเปลี่ยนแปลงไป โดยอาศัยกติกาของฟุตบอลและบาสเกตบอลมาผสมกัน

สมัยก่อนนิยมการเล่นแบบ 11 คน เช่นเดียวกับฟุตบอล แต่ในยุโรปตอนเหนือได้มีการเล่นแบบ 7 คน และเล่นกันในร่ม ตอนแรกๆ ก็ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก แต่ต่อมาการเล่นแฮนด์บอลแบบ 7 คน ก็เป็นที่นิยมแพร่หลายในยุโรป ทำให้การเล่นแบบ 11 คนได้หายไป ซึ่งในปัจจุบันทั่วโลกก็ยอมรับการเล่นแบบ 7 คน และจากผลของการวิจัยต่างๆ ปรากฏว่าแฮนด์บอลเป็นกีฬาที่มีความเร็วเป็นอันดับสองของโลกรองลงมาจากกีฬาฮอกกี้น้ำแข็ง เหตุที่แฮนด์บอล 7 คนนิยมเล่นในร่มก็อาจเป็นเพราะเนื้อที่สนามน้อย สามารถเล่นในที่แคบๆ ได้ และอีกอย่างก็คือสภาพของดินฟ้าอากาศในฤดูหนาวของทวีปยุโรปนั้นจะปกคลุมไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง ดังนั้นแฮนด์บอลจึงไม่สามารถเล่นในสนามกลางแจ้งได้ ด้วยเหตุผลนี้แฮนด์บอลจึงเป็นที่นิยมเล่นกันในร่มหรือโรงยิมเนเซียมแทน

จากที่กล่าวมาแล้วจะเห็นว่ากีฬาแฮนด์บอลเป็นกีฬาของโลกอย่างหนึ่งเพราะการแข่งขันกีฬาสำคัญระหว่างชาติก็มีการแข่งแฮนด์บอลด้วย เช่น กีฬาเอเชียนเกมส์ ที่ประเทศอินเดีย เมื่อปี พ.ศ. 2525 ก็ได้มีการแข่งขันแฮนด์บอล หลังจากที่บรรจุไว้ในกีฬาโอลิมปิก เมื่อปี พ.ศ. 2479 แล้ว และในปี พ.ศ. 2516 ได้บรรจุในโปรแกรมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่นครมิวนิค ประเทศเยอรมันตะวันตกด้วย

ประวัติแฮนด์บอลในประเทศไทย

กีฬาแฮนด์บอลได้นำเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482 โดยอาจารย์กอง วิสุทธารมย์ อดีตอธิบดีกรมพลศึกษา ในสมัยนั้นแฮนด์บอลยังนิยมการเล่นแบบ 11 คนอยู่ แต่คนไทยเราไม่ค่อยจะนิยมเล่นกีฬาประเภทนี้กันเลยยกไป ซึ่งอาจเป็นเพราะประเทศไทยสามารถเล่นฟุตบอลได้ตลอดฤดูกาล กีฬาแฮนด์บอลจึงไม่เป็นที่นิยมเล่นดังกล่าว

ต่อมาในปี พ.ศ.2500 อาจารย์ชนิต คงมนต์ ได้ไปดูงานด้านพลศึกษาในประเทศเดนมาร์ก และสวีเดน ได้นำกีฬาแฮนด์บอลนี้มาเผยแพร่อีกครั้งหนึ่ง โดยเริ่มบรรจุเข้าสอนในโรงเรียนฝึกหัดครูพลานามัย และวิทยาลัยพลศึกษาก่อนที่อื่นเพื่อเป็นการทดลอง และต่อมาก็ได้เผยแพร่ไปตามโรงเรียนต่างๆ บ้าง แต่ก็ยังไม่กว้างขวางนัก

ปัจจุบันวิทยาลัยพลศึกษาทั่วประเทศได้บรรจุวิชาแฮนด์บอลไว้ในหลักสูตร ตลอดจนหลักสูตรประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายของกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2518 ได้กำหนดเป็นวิชาบังคับ จึงนับได้ว่ากีฬาแฮนด์บอลเป็นที่รู้จักและนิยมกันอย่างกว้างขวางในหมู่นักเรียนวิทยาลัยพลศึกษา และประชาชนคนไทยมากยิ่งขึ้น

แฮนด์บอลได้บรรจุเข้าแข่งขันในกีฬาของวิทยาลัยพลศึกษาทั่วประเทศที่กรมพลศึกษาเป็นเจ้าภาพ เมื่อ พ.ศ. 2524 โดยการใช้กติกาการแข่งขันสากลฝ่ายละ 7 คน ปัจจุบัน นายปรีดา รอดโพธิ์ทอง อธิบดีกรมพลศึกษา ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า กีฬาแฮนด์บอลเป็นกีฬาที่มีความเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ และสภาพของคนไทย จึงได้ส่งเสริมและให้มีการฟื้นฟูกีฬาประเภทนี้ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยให้กองกีฬากรมพลศึกษาเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งจัดให้มีการอบรมผู้ฝึกสอน อบรมผู้ตัดสิน พร้อมทั้งจัดให้มีการแข่งขันกีฬาแฮนด์บอลในกีฬากรมพลศึกษาเป็นประจำทุกปี

อรทัย วิทย์-ออกno.84
IP: xxx.29.60.222
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 11:20:43 GMT+0700 (ICT)

นพ.รุ่งโรจน์ชี้แจงว่า สำหรับแผ่นแปะคุมกำเนิดนั้น เป็นนวัตกรรมล่าสุดของการคุมกำเนิดที่จำหน่ายในท้องตลาด สูตินรีแพทย์ทั่วไปมักเรียกแผ่นแปะคุมกำเนิดว่า “ยาคุมกอเอี๊ยะ” เพราะมีลักษณะการใช้เหมือนกอเอ๊ะ คือ เมื่อแปะที่ผิวหนังแล้ว ตัวยาจะค่อยๆ ซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือด แล้วไปออกฤทธิ์ป้องกันการตั้งครรภ์ เป็นยาคุมกำเนิดชนิดแปะชนิดแรกที่ได้รับอนุมัติจาก FDA (องค์การอาหารและยา) ของสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2544 มีจำหน่ายในสหรัฐฯในปี 2545

ใช้แทนยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดกินสำหรับคนที่ไม่สามารถรับประทานยาได้ หรือคนที่ชอบลืมกินยา หรือไม่ชอบกินยา ถ้าใช้อย่างถูกต้องก็มีประสิทธิภาพ 99 %

สำหรับผลค้างเคียงของการใช้ยานั้น นพ.อรรณพ กล่าวว่า มีน้อยมาก ทั้งมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยค่อนข้างสูง ความน่าเชื่อถือก็เหมือนกับยาเม็ดคุมกำเนิดทั่วไป แต่อาการข้างเคียงน้อยไม่เหมือนกับยาเม็ดเพราะไม่ต้องรับประทานเข้าไปได้ผลดี สมมุติว่าหากเราใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดตัวยาที่ใช้เมื่อเข้าไปในร่างกายจะไม่ค่อยสม่ำเสมอแต่ยาชนิดนี้เมื่อแปะบนผิวหนัง ตัวยาที่ร่างกายได้รับจะสม่ำเสมอกว่า อาการข้างเคียงก็จะไม่ค่อยมีอย่างเช่นเลือดออกผิดปกติก็จะพบน้อยมาก

มัลลิกา เอี่ยมนุ้ย วิทย์ออกฯภาคค่ำ
IP: xxx.172.30.103
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 14:28:25 GMT+0700 (ICT)

อ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นบทความที่มีประโยชน์เพราะเป็นบทความที่ทำให้สามารถอ่านและนำไปคำนวณหาค่านำหนักตัวได้ เพราะโดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่มักจะหาค่าไม่เป็น

มัลลิกา เอี่ยมนุ้ย วิทย์ออกฯภาคค่ำ
IP: xxx.172.30.103
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 14:51:25 GMT+0700 (ICT)

วันนี้ดิฉันได้ไปอ่านเจอข้อความที่น่าสนใจเป็นอย่างมากค่ะ เพราะเคยคิดไหมค่ะว่ามีวิธีการรับประทานอาหารอย่างไรจึงทำให้อารมณ์ดีขึ้น ซึ่งสามารถปฏิบัติได้ง่ายในชีวิตประจำวัน

 

การปรับเปลี่ยนประเภทของอาหารเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่คุณ...

• รับประทานอาหารให้ครบมื้อ ถ้าไม่มีเวลารับประทานอาหารเป็นมื้อแบบกิจลักษณะ ควรเลือกของว่างเล็กๆ น้อยๆ เช่น ขนมปังโฮลวีทสักแผ่นหรือ ขนมปังกรอบธัญพืชสัก 2-3 แผ่น อย่าปล่อยให้ท้องว่างเด็ดขาด หรือว่าจะแบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อเล็กๆ แต่รับประทานบ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดตก

• รับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ผักและผลไม้ที่มีเส้นใยมาก และมีรสไม่หวาน เป็นต้น เพราะร่างกายจะค่อยๆ ย่อยและดูดซึมช้าๆ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ สม่ำเสมอ และหลังรับประทานอาหารได้ 4-6 ชั่วโมง ร่างกายจะหลั่งสารฮอร์โมนบางชนิดเพื่อสลายไกลโคเจน ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่สะสมอยู่ในร่างกาย และเพิ่มการสร้างกลูโคสจากแหล่งอาหารอื่น เช่น ไขมัน

• งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน หันมาดื่มน้ำผลไม้คั้นสดหรือน้ำเปล่าธรรมดาแทน

• หมั่นออกกำลังกาย เนื่องจากหลังออกกำลังกายต่อเนื่องสัก 20 นาที ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแอนโดรฟีนออกมาตามธรรมชาติ ทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้ปกระเปร่าและมีความสุข ลดความกังวลและเครียดลงได้

หากเพื่อนๆสนใจ ลองไปปฏิบัติดูได้นะค่ะ เพราะมีการทดลอง สามารถได้ผลลัทธ์ที่ดีทีเดียวค่ะ

เอมวิกา วิญญาปา วิทย์-ออก เลขที่66
IP: xxx.47.223.9
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 14:59:03 GMT+0700 (ICT)

อาจารย์ที่หนูบอกว่าอยากลดความอ้วน หนูได้ศึกษาดูแล้วค่ะ หนูไปเจอบทความอยู่บทหนึ่งมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับยาลดความอ้วนว่ามีข้อดีและข้อเสียอย่างไรแต่หนูไม่รู้ว่าเป็นของใครเขาไม่ได้บอกไว้ทำให้หนูรู้ที่มาของมัน หนูเลยคิดว่าเป็นอย่างนี้แหละดีแล้ว ไม่ต้องลดแล้วล่ะ บทความที่จะยกมาให้อาจารย์อ่านมีดังนี้ค่ะ

ยาลดความอ้วนที่มีการใช้กัน มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

ยาลดความอ้วนที่ใช้กันมีหลายตัว แต่แบ่งเป็นกลุ่มหลักๆได้คือ

ยาออกฤทธิ์ "กดความอยากอาหาร"

การใช้ยาลดความอ้วนที่ออกฤทธิ์ "กดความอยากอาหาร" ยาในกลุ่มนี้เป็นยาที่มี การดัดแปลงมาจาก"ยาบ้า" วิธีนี้มีผู้นิยมใช้กันมาก ข้อดีของการใช้ยาคือ น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว แต่มีข้อเสียคือ ผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่นง่วงซึมกระสับกระส่าย ใจสั่น กระวนกระวาย อ่อนเพลียจากการขาดอาหาร มีตะคริวขึ้นตามกล้ามเนื้อ หงุดหงิดง่ายโดยเฉพาะผู้มีปัญหาทางด้าน สุขภาพจิต อาจเกิดอาการคุ้มคลั่งได้ง่าย และ ยังมีผลทำให้เกิดโรคหัวใจบางชนิด จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาในกลุ่มนี้ทุกครั้ง

นอกจากนี้การใช้ยาในกลุ่มนี้เนื่องจากร่ายกายไม่ได้รับสารอาหารอย่างพอเพียง จึงมีการสลายตัวของไขมัน และกล้ามเนื้อของร่างกายไปพร้อมกันด้วยทำร่างกายทรุดโทรมเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย และ มีข้อสังเกตุคือยากลุ่มนี้เมื่อใช้ต่อเนื่องไปนานๆ เกินกว่าสองถึงสามเดือน ไปแล้ว จะไม่ค่อยได้ผล หรือมีอาการดื้อยา

และที่สำคัญ อีกประการหนึ่งคือเมื่อหยุดใช้ยาจะไม่มีการกดความรู้สึกหิว ร่างกายจึงจะรู้สึกหิวมากกว่าปกติ ทำให้มีการกินอาหารเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ ก่อให้เกิดการอ้วน กลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว(YOYO Effect)

ไกรสิงห์ วิทย์ออก.67
IP: xxx.172.29.229
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 15:23:33 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับอาจารย์กั๊ม

ในครั้งนี้ผมมีเคล็ดลับการรักษาสุขภาพเบื้องต้นมาฝากครับ

เพราะว่าผมเป็นคนที่นอนดึกเพราะชอบดูทีวีดึก ๆ ก็เลยต้องหาวิธีรักษาสุขภาพ

พอเจอข้อความนี้ผมอ่านแล้วก็ลองนำไปปฏิบัติตาม

ปรากฎว่ามันก็ได้ผลดีเลยทีเดียว

ยังไงก็ลองอ่านดูนะครับ

ความลับของการมีสุขภาพดีและยืนยาวได้ ไม่ได้อยู่ที่การได้กินยาอายุวัฒนะจากท้องทะเลลึก หรือการใช้สารสกัดจากดอกไม้ล้านปีแห่งยอดเขาหิมาลัย หรือการดื่มโสมพันปีจากเทือกเขาลี้ลับ แต่ได้จากการดำรงชีวิตและการกินอยู่อย่างง่าย ๆ เพียงไม่กี่อย่างในชีวิตประจำวันเท่านั้นก็สามารถที่จะทำให้ความสุขอยู่กับสุขภาพดี มีพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย หรือเป็นโรคฮิตที่นำความพิการและความจำกัดมาสู่ชีวิต

เป็นเรื่องน่าสนใจที่การศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพดีจำนวนมากมักจะแสดงผลที่บ่งชี้ ให้เห็นถึงการปฏิบัติง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างหนึ่งของการศึกษาที่โด่งดังมีผลการศึกษาเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในกลุ่มนักวิชาการสาธารณสุข คือ การศึกษาของ น.พ.เบลล็อค และ เบรสโล จากแคลิฟอร์เนีย ได้ศึกษาถึงปัจจัยที่ทำนายความยืนยาวของอายุและปัจจัยส่งเสริมให้มีสุขภาพดี 7 ประการ โดยพบว่า หากเราได้ปฏิบัติสิ่งเหล่านี้จริงจัง จะส่งผลดีต่อสุขภาพและมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น

*** ปัจจัยดังกล่าวประกอบด้วย ***

1) นอนหลับวันละ 7-8 ชั่วโมง

2) รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำ

3) ไม่รับประทานอาหารจุกจิกระหว่างมื้อ

4) รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

5) ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

6) ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ งดดื่มแอลกอฮอล์

7) ไม่สูบบุหรี่

จะเห็นว่าพฤติกรรมสุขภาพเหล่านี้ ทุกคนสามารถทำได้ตลอดเวลาทุกสถานที่และทุกฐานะ สิ่งที่คุกคามสุขภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนเรา ปัจจุบันนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การขาดวิตามิน หรือ สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ แต่เกิดจากการประเมินค่าความสำคัญของการปฏิบัติที่สุขภาพดีต่ำเกินไป จึงมีคนนำข้อควรปฏิบัติไปใช้ในชีวิตประจำวันน้อยจนถึงไม่สนใจเลย ในบางตัวอย่างหรือปัจจัยที่ได้จากการศึกษาที่กล่าวถึงประการหนึ่งในชีวิตประจำวัน หากเราสามารถทำได้จนเป็นนิสัยแล้ว จะก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ จะทำให้เห็นความแตกต่างของพละกำลังกับความอ่อนเพลีย

ระหว่างความสดชื่นกับความหดหู่ ระหว่างสุขภาพและความเจ็บป่วย คือ การดื่มน้ำอุ่น 1-2 แก้วหลังตื่นนอนตอนเช้า เหตุผลคือ ในตอนกลางคืนขณะหลับอุณหภูมิของร่างกายลดลง เลือดจะถูกดึงจากแขน-ขา หรือเรียกว่าส่วนปลายของร่างกายเข้าสู่ส่วนกลางอันเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายและผิวหนัง การดื่มน้ำอุ่น 1-2 แก้วหลังตื่นตอนจะส่งผลให้มีการแผ่กระจายตัวของอุณหภูมิ ทำให้เส้นเลือดส่วนปลายซึ่งหดเล็กลงในตอนกลางคืนขยายตัวออก ช่วยให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น และทำให้ผิวหนังอุ่นขึ้น เหตุผลอีกอย่างที่สำคัญคือ ช่วยลดภาวะท้องผูกโดยเฉพาะสตรีตั้งครรภ์และผู้สูงอายุ ที่มักจะประสบภาวะท้องผูก การดื่มน้ำอุ่นในตอนเช้า จะกระตุ้นการทำงานโดยเฉพาะ การเคลื่อนไหวของลำไส้ ช่วยให้การขับถ่ายได้สะดวก ผลระยะยาวจะทำให้เกิดความสดชื่น มีการทำงานที่ดีของร่างกาย กระเพาะอาหาร และลำไส้มีความพร้อมในการทำงาน คือการย่อยและดูดซึมเมื่อถึงมื้ออาหาร ผู้ที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำจะบอกได้ถึงความแตกต่างที่กล่าวถึง

การเริ่มต้นดื่มน้ำอุ่นในตอนเช้าของคนที่ไม่เคยปฏิบัติมาก่อน อาจจะเริ่มด้วยการดื่มน้ำอุ่นแก้วเล็ก ๆ แล้วค่อยเพิ่มปริมาณขึ้น จนได้ขนาดแก้วละ 250 ซีซี หรือมากกว่า ถ้ายังทำไม่ได้ตามแผน อาจจะต้องเขียนโน้ตติดไว้หน้ากระจกเตือนตัวเองว่าวันนี้คุณดื่มน้ำหรือยัง หรือจะให้น่าดื่มและเชิญชวนให้ดื่มได้มากขึ้น อาจจะบีบน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อย หรือจะเป็นชาสมุนไพรก็ไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด

แค่นี้คุณก็มีสุขภาพดีได้ตั้งแต่ตอนเช้า ลองหันมาปฏิบัติอย่างจริงจังทุกวัน แล้วเพิ่มข้อปฏิบัติอื่น ๆ ที่กล่าวไว้ติดตามมาก็จะทำให้คุณมีสุขภาพดี อายุยืนยาว ไม่ต้องหันไปพึงยาหรือสารสกัดใดให้เสียเงินโดยไม่จำเป็น........

บทความนี้มาจากฝ่ายส่งเสริมสุขภาพโรงพยาบาลมิชชั่น "เปิดโลกหน้าเหลือง" ฉบับที่ 33 ประจำเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2545 วารสารสำหรับลูกค้าสมุดหน้าเหลืองไทยแลนด์ เยลโล่เพลเพส

หรือ http://gotoknow.org/blog/gump/220425?page=2

นางสาว เลปวรรณ จันต๊ะคาด (ม.ฟาร์อีสเทอร์น)
IP: xxx.47.120.149
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 15:28:54 GMT+0700 (ICT)

สุขภาพที่ดี คือ การที่เราดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง ตั้งแต่เรื่อง การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร การพักผ่อน การลดหรือเลิกสิ่งที่บั่นทอนสุขภาพ ร่างกายเรากระปี้กระเปร่า พร้อมที่จะดำเนินชีวิตประจำวัน

นางสาว เลปวรรณ จันต๊ะคาด (ม.ฟาร์อีสเทอร์น)
IP: xxx.47.120.149
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 15:36:44 GMT+0700 (ICT)

วิธีการปฏิบัติเพื่อให้สุขภาพดี

1.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ2-3ครั้ง

2.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

3.ระบายความเครียดลงในกระดาษในแต่ละวัน เมื่อเครียดน้อยลงโรคต่างๆก็จะน้อยลง

4.ทำตัวเองให้เป็นคนสนุสนาน เพื่อชีวิตที่ยืนยาว เช่น ดูหนัง ฟังเพลง

5.เล่นเกมส์ฝึกสมอง ช่วยชะลอการเกิดโรคความจำเสื่อม

6.ควรล้างมือบ่อยๆ อย่างน้อยวันละ 4 ครั้ง

7.ตรวจร่างกายและเลือดเป็นประจำ อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อป้องกันการรุกรานของโรคแต่เนิ่นๆ

นางสาว เลปวรรณ จันต๊ะคาด (ม.ฟาร์อีสเทอร์น)
IP: xxx.47.120.149
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 15:41:19 GMT+0700 (ICT)

ปัจจัยที่ทำให้สุขภาพดี คือ อาหารและจิตใจ ถ้าเราได้ในสิ่งที่ต้องการจิตใจจะเบิกบาน แต่ถ้าจิตใจไม่ดี ทำให้ปวดหัวสุขภาพไม่ดี เพราะร่างกายทำงานหนัก เพราะอารมณ์ของเราแปรปรวน แต่จริงๆแล้วสุขภาพที่ดีทุกอย่างดีหมดไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหรือหน้าตา ผิวพรรณ

นางสาว เลปวรรณ จันต๊ะคาด (ม.ฟาร์อีสเทอร์น)
IP: xxx.47.120.149
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 15:48:11 GMT+0700 (ICT)

การตรวจสุขภาพ คือ การที่ผู้ไม่ได้เจ็บป่วยหรือรู้สึกว่าตัวเองมีสุขภาพแข็งแรงดีมาตรวจ เพื่อตรวจสอบว่ามีความผิดปกติอะไรแอบซ่อนอยู่หรือไม่ และควรได้รับคำแนะนำเพื่อปรับเปลี่ยน แก้ไข ป้องกัน ไม่ให้เกิดโรค เช่น การตรวจสุภาพแล้วพบว่ามีไขมันในเลือดสูง ไม่ได้เจ็บป่วยอะไร ก็จะได้ปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และออกกำลังกายให้สมำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคหลอดเลือดอุดตันในอนาคต เป็นต้น

รุ่งโรจน์
IP: xxx.123.23.116
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 15:55:59 GMT+0700 (ICT)

ดีดูด้วยสุขภาพและร่างกาย

นายสุพจน์ เครือคำ
IP: xxx.123.23.116
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 15:59:36 GMT+0700 (ICT)

รักกีฬาจัง

รุ่งโรจน์ PE49
IP: xxx.123.23.116
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 16:00:57 GMT+0700 (ICT)

ดีดูด้วยสุขภาพและร่างกาย

ชุติมา วิทย์ออก เลขที่ 4
IP: xxx.69.140.6
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 16:22:55 GMT+0700 (ICT)

ในหน้าหนาวทุกคนย่อมประสบปัญหาผิวแห้งแตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาวๆ ที่ถือปัญหาเรื่องความสวยงามที่จำเป็นจะต้องดูแลเป็นอย่างดี วันนี้มีวิธีการป้องกันและรักษาผิวแห้งแตกในหน้าหนาวมาฝากกันค่ะ

หลักการดูแลผิวเพื่อป้องกันและรักษาผิวแห้งมีไม่มาก

การดูแลภายนอก

- ไม่ควรอาบน้ำบ่อย อาบด้วยน้ำอุ่นได้ แต่อุณหภูมิไม่เกิน 34 องศาเซลเซียส

- เลือกผลิตภัณฑ์อาบน้ำหรือล้างหน้าที่ไม่มีความเป็นกรดหรือด่างแรง ๆ ควรใช้สบู่ หรือเจล

- ทาครีมเช้า-เย็น เพื่อลดการสูญเสียน้ำ ใช้ครีมที่มีสารจำพวก Vaseline, Petrolatum, Lanolin, Caramide พร้อมกับการดึงน้ำจากอากาศเข้าผิวหนัง โดยใช้ส่วนผสมของสารจำพวก Propylene Glycol, Glycerine ทาครีมที่มีส่วนผสมของ AHA, Lactic acid ที่ช่วยลดความหนาและการตึงของผิวหนัง ส่วนผสมที่กล่าวข้างต้น สามารถอ่านได้ตามฉลากข้างขวดครีมทั่วไป

- ควรสวมถุงเท้าหรือถุงน่องเมื่อสวมรองเท้า ป้องกันผิวแตกได้ดี

การดูแลภายใน

ผู้ที่มีปัญหาผิวแห้ง ควรปรนเปรอตนเองด้วยอาหารที่เน้นหนักสารอาหารที่บำรุงผิวโดยเฉพาะ อาทิ

- อาหารที่มีวิตามินซี เพราะเป็นสาร Antioxidants ทำหน้าที่ลดอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็งผิวหนัง ชะลอริ้วรอยเหี่ยวย่น เป็นสารที่จำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นหนังแท้ ซึ่งมีมากในส้ม มะนาว ฝรั่ง มะขาม มะละกอสุก แคนตาลูป มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ หรือรับประทานวิตามินซีสังเคราะห์วันละ 500-1,000 มิลลิกรัม

- รับประทานอาหารที่มีวิตามินอีที่จะช่วยป้องกันเนื้อเยื่อจากการถูกทำลาย เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวพรรณ ป้องกันและลดอันตรายจากแสงแดด ซึ่งได้แก่ พวกน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์มโอเลอิน ถั่วเปลือกแข็ง หรือรับประทานวิตามินอีในรูปอาหารเสริมวันละ 400 มิลลิกรัม

- วิตามินเอซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนแปลงในรูปเรตินอล ซึ่งปัจจุบันมีการสังเคราะห์เพื่อช่วยเสริมสร้างผิวพรรณ บ้างก็มารักษาสิว วิตามินเอมีมากในฟักทอง แครอท น้ำมันตับปลา ไข่ นม กล้วยไข่ ลูกท้อแห้ง เป็นต้น

นอกจากวิตามินดังที่กล่าวมายังมี ไบโอติน สารอาหารที่อยู่ในตระกูลวิตามินบี พวกบรูเวอร์ยีสต์ ข้าวกล้อง ขนมปัง ไข่แดง ตับ ที่ร่างกายต้องการ โดยรวมแล้วคือการรับประทานให้ครบ 5 หมู่ เป็นการดีที่สุดสำหรับผิวพรรณ การอดอาหารเพื่อการลดความอ้วน นอกจากจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพผิวหนัง ท่านจะขาดสารอาหารสำคัญ เกร็ดความรู้ที่ริมระเบียงนำมาฝากนี้เชื่อว่า ต้องเป็นประโยชน์ต่อคุณในหน้าหนาวนี้อย่างแน่นอน

กิตติพจน์ วิทยืออก เลขที่ 14
IP: xxx.69.140.6
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 16:31:55 GMT+0700 (ICT)

ปัจจุบันความอ้วยกลายเป็นปัญหาใหญ่ คนเรามักจะหาวิธีมากมาย วันนี้ผมขอนำเสนอ การลดความอ้วนด้วยสมุนไพร

สูตรลดความอ้วน

สูตรนี้ถ้าปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และไม่โกงตัวเอง

รับรองว่าจะลดน้ำหนักได้สัปดาห์ละ 5 กิโลกรัม

โดย 3 วันแรกลดได้ถึง 3 กิโลกรัม

ข้อห้าม งดเหล้า ไวน์ น้ำหวาน น้ำอัดลมทุกชนิด ชา กาแฟ ได้นิดหน่อย แต่ห้ามใส่น้ำตาล ห้ามรับประทานถั่ว ,ข้าวโพด ทุกชนิด

เริ่มวันแรก รับประทานผลไม้ทุกมื้อ โดยเฉพาะ แตงทุกชนิด เพราะมีแคลอรีต่ำ (ยกเว้นแตงกวา) ไม่มีแป้ง น้ำตาล (ส่วนอย่างอื่นงดหมด)

วันที่สอง จะเป็นผักทุกชนิด เช่น สลัดผัก มันฝรั่งนึ่งหรือเผา 1 หัว ใส่เนยก้อนเล็กๆเกลือ พริกไทย ซอสมะเขือเทศเพิ่มรสชาติ หรือจะดัดแปลงเป็นอาหารไทย เช่น เห็ดผัดกับน้ำพริกแกง,น้ำพริกเผา ช่วยให้ไม่เบื่ออาหาร (ที่สำคัญอย่างอื่นต้องงดเช่นเดียวกัน)

วันที่สาม ผักและผลไม้ ผสมกันรับประทานได้ทั้งวัน

วันที่สี่ กล้วยหอม 3 ใบ แบ่งรับประทานมื้อละ 1 ใบ ตามด้วยนมพร่องไขมัน มื้อละ 1 แก้ว

วันที่ห้า สามารถทานเนื้อสัตว์ได้ 10-20 กรัม (ประมาณชิ้นหรือสองชิ้นเล็กๆนั่นแหละ) ทานกับมะเขือเทศ 6 ลูก โดยน้ำไปอบ หรือย่าง แล้วลอกเปลือกออก แบ่งรับประทานเป็น 2-3 มื้อก็จะดี

วันที่หก รับประทานได้ทั้งเนื้อปลา ไก่ เนื้อ ทั้ง 3 มื้อ แค่พออิ่ม โดยรับประทานกับสลัดผัก

วันที่เจ็ด วันสุดท้ายแล้ว ให้เป็นข้างซ้อมมือ กับผัก (ไม่มีเนื้อสัตว์) แนะนำให้นำข้าวไปคลุก น้ำปลา หรือผัดกับน้ำพริกเผา ผัดร้อนๆ โดยใส่ผักลงไปด้วยก็ได้ โดยไม่มีเนื้อสัตว์

เมื่อครบ 7 วัน ก็หมุน เมนูไปรับประทานเหมือนวันแรก ทำเช่นนี้เป็นประจำทุกสัปดาห์ หรือจะเสริมด้วยซุปที่รับประทานได้ทุกวัน (ยกเว้นวันแรก)

ซุปสูตรลดความอ้วน

ประกอบด้วย เซลอรี 1 ต้น กะหล่ำปลี หอมหัวใหญ่ 6 หัว

พริกยักษ์ 1 เม็ด มะเขือเทศ 4 ลูก หั่นใส่รวมกัน ใส่น้ำพอท่วมผัก

เติมพริกไทย เกลือ ซอสพริม เพื่อเพิ่มรสชาติ ต้มจนเปื่อย

ขอรับรองว่า ถ้าปฏิบัติได้ตามนี้ จะได้ผลยอดเยี่ยม หน้าตาสวย เหมือนเดิม ร่างกายไม่โทรม เพียง 2 เดือนครึ่ง สามารถลดน้ำหนักได้ถึง 15 กิโลกรัม

นายชัยวิชิต อิ่นแก้ว(5001023035 ฟาร์อีสเทอร์น)
IP: xxx.149.25.234
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 19:50:39 GMT+0700 (ICT)

"ผิวขาดน้ำ" เป็นสัญญาณอันตรายของปัญหาผิวหน้าขาดความกระชับ และปัญหาริ้วรอย ถ้าไม่อยากหน้าเหี่ยวดูแก่ก่อนวัย ต้องรู้จักดูแลผิวหน้าตั้งแต่เนิ่นๆ !!!

แถมช่วงนี้อากาศก็เริ่มที่จะเย็นลงแล้วด้วย ดังนั้นสาว ๆ ทั้งหลายก็ควรจะเริ่มดูแลผิวหน้าของตัวเองเพื่อสู้กับอากาศที่เย็นลงได้แล้วนะคับ

ทั้งนี้หากสาว ๆ คนไหนสังเกตเห็นว่า มีเส้นปรากฏเป็นริ้ว ๆ บนแก้มนั้น เดาได้ว่าผิวของคุณกำลังขาดน้ำ อันนี้ถือเป็นสัญญาณอันตราย เพราะจะนำไปสู่ผิวที่อ่อนแอแพ้ง่าย ขาดความชุ่มชื้น และสูญเสียความแน่นกระชับ จนทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย ทางที่ดีควรดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 8 แก้ว หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

เพราะนอกจากการบำรุงผิวตามปกติแล้ว ในแต่ละวันก็ควรจะดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อเติมความชุ่มชื่นให้ผิวพรรณ รวมไปถึงพยายามพักผ่อนให้เพียงพอ และทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เพียงเท่านี้อาการ "ผิวขาดน้ำ" ก็จะไม่มาย่ำกรายแล้วนะคับ

นายนที รินยานะ 5001023054 (ฟาร์อีสเทอร์น)
IP: xxx.123.84.176
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 20:23:17 GMT+0700 (ICT)

การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพคืออะไร

คือ การออกกำลังกายเพื่อเพิ่ม หรือคงไว้ซึ่งความทนทานของระบบไหลเวียน

โลหิตและปอด โดยมีขบวนการใช้ออกซิเจน ในขบวนการเผาผลาญ เพื่อให้

เกิดพลังงานสำหรับการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง จึงมีชื่อเรียกการออก

กำลังกายชนิดนี้ว่า AEROBIC EXERCISE

ต้น ฟุตซอล
IP: xxx.29.60.222
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 20:53:55 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ ออกกำลังกายดีกว่าการอดอาหาร

เซฟ google
IP: xxx.29.60.222
เขียนเมื่อ Mon Nov 10 2008 20:59:52 GMT+0700 (ICT)

อยากหุ่นดีต้องออกกำลังกายนะคาบ

นางสาว เลปวรรณ จันต๊ะคาด (ม.ฟาร์อีสเทอร์น)
IP: xxx.123.22.235
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 09:17:41 GMT+0700 (ICT)

การตรวจสุขภาพ คือ

-การตรวจสุขภาพประจำปี เป็นการคัดกรองหากรองเป็นประจำทุก 12 เดือน โรคที่คัดกรองสามารถเป็นโรคที่สามารถควบคุมได้หรือสามารถรักษาในระยะเริ่มต้นแล้วได้ผลดี การตรวจคัดกรองในกลุ่มคนที่ไม่มีอาการก่อนจะมีอาการ จะช่วยชะลอการเจ็บป่วยหรือการเสียชีวิตได้

-การตรวจสุขภาพเป็นระยะ เป็นการตรวจสุขภาพที่กำหนดตามความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังและโรคที่เกิดจากการสัมผัสสิ่งแวดล้อมในการทำงาน อาทิ การตรวจคัดกรองโรคหอบหืดจากการทำงาน

ซึ่งการตรวจสุขภาพทั้ง2แบบนี้ มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไปจากการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรค

นางสาววราภรณ์ สุตพลสันติกุล (ม.ฟาร์อีสเทอร์น)
IP: xxx.172.24.249
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 11:43:09 GMT+0700 (ICT)

"ผิวขาดน้ำ" เป็นสัญญาณอันตรายของปัญหาผิวหน้าขาดความกระชับ และปัญหาริ้วรอย ถ้าไม่อยากหน้าเหี่ยวดูแก่ก่อนวัย ต้องรู้จักดูแลผิวหน้าตั้งแต่เนิ่นๆ !!!

แถมช่วงนี้อากาศก็เริ่มที่จะเย็นลงแล้วด้วย ดังนั้นสาว ๆ ทั้งหลายก็ควรจะเริ่มดูแลผิวหน้าของตัวเองเพื่อสู้กับอากาศที่เย็นลงได้แล้วนะคะ

ทั้งนี้หากสาว ๆ คนไหนสังเกตเห็นว่า มีเส้นปรากฏเป็นริ้ว ๆ บนแก้มนั้น เดาได้ว่าผิวของคุณกำลังขาดน้ำ อันนี้ถือเป็นสัญญาณอันตราย เพราะจะนำไปสู่ผิวที่อ่อนแอแพ้ง่าย ขาดความชุ่มชื้น และสูญเสียความแน่นกระชับ จนทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย ทางที่ดีควรดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 8 แก้ว หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

เพราะนอกจากการบำรุงผิวตามปกติแล้ว ในแต่ละวันก็ควรจะดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อเติมความชุ่มชื่นให้ผิวพรรณ รวมไปถึงพยายามพักผ่อนให้เพียงพอ และทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เพียงเท่านี้อาการ "ผิวขาดน้ำ" ก็จะไม่มาย่ำกรายแล้วค่ะ

นางสาวพัชรินทร์ เนตรทิพย์ (ม.ฟาร์อีสเทอร์น)
IP: xxx.172.95.44
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 11:49:41 GMT+0700 (ICT)

การดูแลสุขภาพดวงตา

ผื่นที่เปลือกตา

ผื่นที่เปลือกตา มีสาเหตุได้จากอะไรได้บ้าง เป็นสิ่งที่ต้องถาม

ต้อกระจก (Cataract)

ต้อกระจก เป็นภาวะที่พบบ่อยมากในผู้ป่วยสูงอายุเกิดจากการเสื่อมสภาพไปตามวัย ทำให้เลนส์แก้วตาที่ทำหน้าที่โฟกัสภาพ ซึ่งตามปกติจะเหมือนกระจกใสกลายเป็นกระจกฝ้า เป็นผลให้เกิดอาการตาพร่ามัวขึ้น ซึ่งไม่สามารถแก้ไขด้วยแว่นหรือคอนแทคเลนส์ได้ ต้องผ่าตัดเท่านั้น

ต้อหิน (GLAUCOMA)

ชื่อที่ใช้เรียกต้อหินนั้นเป็นชื่อที่ทำให้คนฟังเข้าใจผิดกันไม่ใช่น้อย เนื่องจากทำให้หลายๆคนพากันคิดว่ามีก้อนที่เหมือนหินอยู่ในตา และเมื่อเป็นแล้วก็จำเป็นที่จะต้องรักษาโดยการผ่าตัดเอาต้อหินอออก แท้ที่จริงแล้วกลับตรงกันข้าม เพราะไม่มีก้อนอะไรทั้งสิ้นเพียงแต่...

วิธีการถนอมดวงตา

น่าสนใจดีโดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทุกวันหรือ ใช้ปาล์มบ่อยๆ วิธีนี้คิดค้นขึ้นโดยจักษุแพทย์ชาวอเมริกันชื่อว่านายแพทย์ วิลเลียม เอช. เบตส์ (ค.ศ. 1860-1931)

อาหารเพื่อสุขภาพตา

ดวงตา เป็นอวัยวะที่มีความละเอียดอ่อน ซับซ้อน และยังเป็นอวัยวะที่ต้องปะทะกับแสงแดดทุกวัน เป็นสาเหตุของต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งนำไปสู่สาเหตุการตาบอดในผู้สูงอายุ

โรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมเนื่องจากอายุ

ตา เป็นอวัยวะที่สำคัญมากต่อของคนเราเพราะว่าหากตาทำงานผิดปกติไปหรือสูญเสียการมองเห็นไปแล้วนั้น เราย่อมไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวัน ได้ตามปกติ ตัวอย่างเช่น การเดินทาง การขับรถ อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ หรือภาพยนตร์ เป็นต้น หรือแม้กระทั่งการช่วยเหลือตัวเองในการทำธุระส่วนตัว หรือจนอาจเป็นภาระต่อผู้อื่น และหากเกิดขึ้นในผู้สูงอายุด้วยแล้วยิ่งทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น

วิตามินสำหรับคนสายตาสั้น

วิตามินสำหรับคนสายตาสั้น มีข่าวดีสำหรับคนสายตาสั้นค่ะ อย่าเพิ่งท้อนะคะ ว่า เมื่อสายตาสั้นแล้วต้องสั้นขึ้นเรื่อยๆ เพราะหาก ได้รับการบำรุงที่ดีก็จะช่วยชะลอการเสื่อมของเซลส์ ประสาทได้ค่ะ

การบริหารดวงตา

วิธีการฝึกสายตาอย่างธรรมชาติ เพื่อพักผ่อนกล้ามเนื้อตาและช่วยรักษาสายตาให้ดีขึ้น นายแพทย์เบตส์เขียนหนังสือชื่อ Perfect Sight without Glasses เป็นที่นิยมแพร่หลาย แม้ภายหลังเขาเสียชีวิต แต่วิธีการของนายแพทย์เบตส์ยังได้รับการเผยแพร่โดยแพทย์ทั้งหลายทั่วยุโรปและอเมริกา "วิธีของเบตส์" มี 7 ท่าด้วยกัน

นางสาววราภรณ์ สุตพลสันติกุล (ม.ฟาร์อีสเทอร์น)
IP: xxx.172.93.169
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 11:55:15 GMT+0700 (ICT)

หากสาวอวบอย่างคุณเมื่อเห็นสาวเอวบางร่างน้อยแต่งตัวเซ็กซี่แล้วเกิดอาการอิจฉาตาร้อนอยากจะลุกขึ้นมาโชว์หุ่นกับเขาดูบ้าง แต่ก่อนที่จะตัดสินใจทําอย่างนั้น WP ขอแนะให้มาอ่านข้างล่างนี้กันก่อนดีไหม เผื่อจะช่วยให้คุณไม่ต้องตกเป็นประเด็นฮอตให้คนอื่นเขาแอบเอาไปเม้าท์กัน

วิธีที่ WP จะนํามาแนะนําในวันนี้คือการกินโปรตีนค่ะ อ๊ะๆ คงนึกไม่ถึงละสิว่าโปรตีนนี่น่ะเหรอจะช่วยให้ฉันผอมได้ อย่าเพิ่งดูถูกไปนะคะ เพราะเขาได้มีการทดลองออกมายืนยันแล้วว่า

คนที่กินโปรตีนสูงจะมีแนวโน้มที่จะลดน้ำหนักได้มากกว่ากลุ่มที่กินโปรตีนน้อยหรือไม่กินเลย ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะโปรตีนมีส่วนช่วยในการเพิ่มอัตราเมตาบอลิซึ่มให้กับร่างกาย

นั่นก็หมายถึงคุณจะเผาผลาญ แคลอรีได้มากขึ้น นอกจากนี้ โปรตีนยังทําให้ระดับไนโตรเจนในร่างกายเกิดความสมดุลซึ่งจะมีผลให้มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น ช่วยให้อัตราการดูดซึมกลูโคสในกระแสเลือดช้าลงซึ่งจะทําให้ไม่ค่อยหิว และช่วยลดระดับ อินซูลินทําให้การเผาผลาญไขมันเป็นไปได้ง่ายขึ้นด้วย

แหล่งโปรตีนหาได้จากไหน

โดยปกติแล้ว ร่างกายจะสามารถสร้างกรดอะมิโนขึ้นมาเองได้ 80% ที่เหลืออีก 20% จะต้องรับจากการกินเข้าไป ซึ่งแหล่งของกรดอะมิโนเหล่านี้ หาได้จากอาหารที่มีโปรตีนสูง อย่างเช่น

เคซีน - หรือโปรตีนจากนมซึ่งเป็นที่โปรดปรานของกล้ามเนื้อมาก ช่วยทําให้กล้ามเนื้อกระชับ เพิ่มการสังเคราะห์และยับยั้งการย่อยสลายโปรตีน จากการศึกษาพบว่า ถ้าเรากินอาหารที่มีเคซีนเข้าไป มันจะไปเกาะกันเป็นก้อนอยู่ในรูปของวุ้นที่กระเพาะ ทําให้อาหารเคลื่อนตัวช้าลง

เป็นเหตุให้กรดอะมิโนถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น นอกจากนี้ เคซีนยังช่วยในเรื่องของการเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ เพิ่มระดับ HDL และช่วยคลายอาการปวดของกล้ามเนื้อและข้อต่อด้วยค่ะ

ถั่วเหลือง - มีโปรตีนสูงถึงร้อยละ 34

ซึ่งมากกว่าโปรตีนจากเนื้อหมูประมาณ 2 เท่า ถึงแม้ถั่วเหลืองจะไม่ค่อยมีบทบาทในการปั้นหุ่นมากนัก แต่มันก็มีความสําคัญต่อสุขภาพมากๆ เลยนะ เพราะในเมล็ดถั่วเหลืองโดยเฉพาะผิวหุ้มของมันจะมีสารเลซิธิน (Lecithin) ซึ่งเป็นสารบํารุงสมอง ช่วยในด้านการเพิ่มความจํา ลดไขมันและคอเลสเตอรอลในร่างกายค่ะ

ไข่-แหล่งโปรตีนที่ดีและราคาถูก ซึ่งหลายๆ คนอาจจะกลัวการกินไข่เพราะกลัวคอเลสเตอรอลที่มีอยู่ในไข่แดง แต่จริงๆ แล้วไขมันอิ่มตัวในอาหารต่างหากละที่เป็นตัวการทําให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง

ยิ่งไปกว่านั้นการกินไข่ยังเป็นการช่วยป้องกันโรคหัวใจและมีบทบาทในเรื่องของการลดน้ำหนักด้วยนะคะ เพราะไข่ 1 ฟอง นอกจากจะให้แคลอรีต่ำ เพียง 75 แคลอรีแล้ว ยังทําให้รู้สึกอิ่มได้นานกว่าอาหารชนิดอื่นๆ ที่ให้แคลอรีเท่ากันอีกค่ะ

นาย นันทชัย ใหม่คำ(ม.ฟาร์อีสเทอร์น)
IP: xxx.172.95.44
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 12:18:22 GMT+0700 (ICT)

ขอแนะนำแนวทางปฏิบัตินะคะว่า

อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้แก่อาหารจานต่างๆ ทั้งอาหารไทยและอาหารนานาชาติ

โดยขอให้พิจารณาจากส่วนประกอบของอาหารซึ่งควรมีทั้ง เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ และข้าวหรือขนมปัง

จากธัญพืชที่ผ่านขั้นตอนการแปรรูปน้อยที่สุด

แล้วปรุงอาหารถูกตามขั้นตอนเช่น ต้ม แกง ทอด ปิ้ง ย่าง อบ หรือ นึ่ง

โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่อมน้ำมัน หรือการใช้น้ำมันเก่าทำอาหาร

รวมทั้งอาหารที่ไหม้เกรียมจากการปิ้ง ย่างด้วยค่ะ

และที่สำคัญต้องหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหาร 3 มื้อ

หลีกเลี่ยงอาหารจุกจิกและงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ น้ำอัดลม

รวมทั้งบุหรี่ แนะนำให้ดื่มน้ำสะอาด น้ำผลไม้ นมหรือนมเปรี้ยวเพื่อสุขภาพอีกด้วยค่ะ

นางสาว เบญจวรรณ หล้าแปง(ม.ฟาร์อีสเทอร์น)
IP: xxx.172.93.169
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 12:20:00 GMT+0700 (ICT)

อาหารที่ดีต่อสุขภาพ

จากงานวิจัยที่ผ่านมาบอกเราว่าอาหารบางชนิดสามารถใช้แทนยาได้ในการรักษาสุขภาพ ตัวอย่างอาหารที่มีผลดีต่อสุขภาพ

chocolate ที่มีถั่วalmonds

จากกการศึกษาพบว่าการรับประทานอาหารนี้จะชะลอการเกิดโรค alzheimer โดยคิดว่าเป็นผลจากสารต้านอนุมูลอิสระในถั่ว แนะนำให้รับประทานถั่ว almond วันละ 60 กรับต่อวัน

ปลา

สารแมกนีเซียมจะช่วยผู้ป่วยโรคหอบหืดโดยลดความถี่และความรุนแรงของอาการหอบ สารแมกนีเซียมมีมากในปลา แนะนำให้ผู้ป่วยโรคหอบหืดรับประทานปลา อาหารทะเลอย่างน้อยวันละครั้ง

ผัก

คนที่รับประทานผักที่ผ่านการผัดหรือต้มจะมีโอกาสเกิดข้ออักเสบน้อยกว่าคนที่ไม่รับประทานร้อยละ 75 เชื่อว่าผักที่ผ่านการปรุงเกลือแร่จะถูกดูดซึมได้ดีกว่า

องุ่นช่วยเลือดออกตามไรฟัน

การขาดวิตามินซีทำให้เหงือกอักเสบและมีเลือดออก องุ่นจะมีวิตามินซีอย่างเพียงพอที่จะป้องกันการขาดวิตามินซี

น้ำช่วยลดกลิ่นปาก

หลายคนใช้มินช่วยลดกลิ่นปาก กลิ่นปากเกิดจากสาร sulfer ในปากการดื่มน้ำบ่อยๆจะช่วยชะล้างสารที่หมักในปากจะช่วยลดกลิ่นปาก

ไวน์อาจจะช่วยรักษาท้องร่วง

ในไวน์ไม่ว่าจะเป็นไวน์ขาวหรือไวน์แดงจะมีสาร bismuth ซึ่งใช้รักษาท้องร่วง การดื่มไวน์วันละ 1 แก้วจะช่วยหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคที่เรียในลำไส้ก่อนที่มันจะก่อให้เกิดโรค

น้ำมะเขือเทศช่วยในคนที่เมาค้าง

การที่คนดื่มสุราและมีอาการคลื่นไส้แสดงว่าเขาขาดแร่ธาตุ โปรแตสเซียม แคลเซียม โซเดียม สารดังกล่าวมีมากในน้ำมะเขือเทศ และให้ดื่มน้ำตามเพื่อให้ผู้ป่วยฟื้นเร็วขึ้น

น้ำตาลหนึ่งช้อนแก้สะอึก

เทน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะในปากและกลืนลงไป น้ำตาลจะกระตุ้นคอทำให้อาการสะอึกหายไป

กล้วยหอมแก้ตะคริว

หลังจากที่ตรากตรำทำงานหรือเล่นกีฬากล้ามเนื้อจะขาดเกลือแร่ทำให้เกิดตะคริว การรับประทานกล้วยหอมและดื่มน้ำตามจะช่วยแก้ปัญหานี้

เนื้อไม่มีมันจะช่วยชะลอการเกิดหัวล้าน

การขาดธาตุสังกะสีจะทำให้ผมร่วง เนื้อวัวที่ไม่มีไขมันจะมีธาตุสังกะสีมากช่วยชะลอผมร่วง

คนเป็นหมันควรรับประทานกรดโฟลิก

ผู้ชายที่มีเชื้อน้อยควรจะรับประทานอาหารที่มีกรดโฟลิก เพราะวิตามินนี้จะช่วยเร่งการแบ่งตัวของเชื้ออสุจิ และการสังเคราะห์ DNA

นางสาวคนึงนิจ มีใจดี (ม.ฟาร์)
IP: xxx.172.93.169
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 12:22:34 GMT+0700 (ICT)

สรรพคุณของวุ้นสำรองและวิธีการใช้

- แก้เจ็บคอแก้ไข้ ใช้ลูกสำรองราว 10-20 ลูก ต้มกับชะเอมจีนพอหวานจนได้น้ำยาเข้มข้น จิบน้ำสำรองบ่อยๆ ช่วยแก้ไข้เจ็บคอดีนัก

- แก้ไอขับเสมหะ ใช้ลูกสำรองแค่ 3-5 ลูกก็พอ เพียงแช่ลงในน้ำสัก 1 แก้ว จนพองเป็นวุ้นออกมา เติมน้ำตาล กรวดลงไปเพื่อแต่งรสให้หวานตามใจชอบ ดื่มทั้งเนื้อวุ้นและน้ำครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร

ช่วงฝนตกทุกวันอย่างนี้ ไข้หวัดกำลังระบาดพร้อมกับอาการไอ เจ็บคอ มีเสมหะ จึงควรหาลูกสำรองมาประจำ บ้านไว้เพื่อทำเครื่องดื่มอุ่นๆ แก้ไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้เจ็บคอ เนื่องจากอาการหวัดในหน้าฝนกันเถอะ และใน บางวันที่อากาศร้อนก็สามารถเรียกหาน้ำสำรองดื่มแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยให้ใจคอชุ่มชื่น กระปรี้ กระเปร่า ได้ ดีกว่าดื่มชาหรือกาแฟเป็นไหนๆ

- แก้ตาอักเสบ เนื่องจากวุ้นสำรองเป็นยาเย็นที่ไม่เป็นอันตรายต่อเยื่อบุอ่อนๆ จึงสามารถนำมาใช้รักษาตาอัก เสบได้ โดยนำผ้าก็อซชุบน้ำพอชุ่มชื้น แล้วนำไปวางทับบนตาที่อักเสบ จากนั้นจึงวางแผ่นเปลือกหุ้มเมล็ดลูก สำรองลงบนผ้าก็อซ เปลือกหุ้มเมล็ดนั้นจะพองตัวเป็นวุ้นแทรกซึมในผ้าก็อซ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บตา ตาอัก เสบอย่างได้ผลมาแล้ว

- แก้โรคอ้วน สรรพคุณลูกสำรองที่น้องๆธิดาช้างทั้งหลายควรสนใจ เนื่องจากฤทธิ์ในการระบายของวุ้น สำรองก็ดี หรือ การพองตัวของวุ้นสำรองที่คล้ายกับบุกก็ดี ล้วนเป็นคุณสมบัติสำคัญ แบบทูอินวันของสมุนไพร ลดน้ำหนักอย่างลูกสำรอง ที่ควรจัดเป็นเมนูเครื่องดื่มประจำสำหรับสาวไดเอ็ททั้งหลาย ที่เจาะกลุ่มเป้าหมาย ไปที่สาวๆก็เพราะมีตัวเลขว่าคุณผู้หญิงเป็นโรคอ้วนมากกว่าคุณผู้ชายถึง 2 เท่า เดี๋ยวนี้ความอ้วนไม่ใช่ภาวะ ตุ้ยนุ้ยธรรมดาแล้ว แต่ในทางการแพทย์ถือว่าเป็นภาวะของโรคอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุไปสู้โรคอื่นๆอีกมาก มายที่ทำให้อายุสั้น เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น

น้ำสำรองจึงเป็นเครื่องดื่มสุขภาพอีกตัวหนึ่ง ซึ่งควรสำรองไว้เป็นทางเลือกสำหรับผู้รักสุขภาพทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม เวลานี้มีการนำวุ้นสำรองมาฟอกสีเพื่อผลิตรังนกเทียมส่งออกไปต่างประเทศ เช่น จีน และ ประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนสมุนไพรไทยโกอินเตอร์ แต่ที่น่าวิตก ก็คือ ลูกสำรองที่ ซื้อขายกันในท้องตลาด นับแต่อดีตจนปัจจุบัน พบว่าชาวบ้านยังใช้วิธีโค่นต้นสำรองเพื่อเก็บลูก ถ้าหากเป็น เช่นนี้ไม่นาน เราก็คงไม่เหลือลูกสำรองลูกสุดท้ายไว้ให้ลูกหลานได้ดู

เวลานี้ทางจีนเองก็พยายามปลูกต้นสำรองไว้ เพื่อการค้าของตนเอง เพราะรู้ว่าสักวันหนึ่งแหล่งสำรองในไทย พม่า กัมพูชา และคาบสมุทรมาลายู คงจะสูญพันธุ์หาทำยายาก ดังนั้นพี่ไทยเองก็ไม่ควรประมาท ทั้งเกษตร ของภาครัฐและภาคประชาชนควารร่วมมือกันหาทางปลูกสำรองแบบไม้โตเร็ว เพื่อการค้าและยุติการทำลาย ต้นสำรองในป่าธรรมชาติ มิฉะนั้นแล้ว สมุนไพรที่มีวุ้นมหัศจรรย์ก็คงจะกลายเป็นเพียงตำนานสำหรับคนรุ่น หลัง และเมื่อถึงวันนั้นเราอาจจะต้องสั่งซื้อลูกสำรองจากประเทศจีนก็เป็นได้

Lovelove_Noofai
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 13:29:32 GMT+0700 (ICT)

ชื่อ:น.ส.ริศรา สิงห์สุวรรณ์(ม.ฟาร์)

สุขภาพ...

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเดนมาร์กเปิดเผยผลการศึกษาว่า การดื่มแอลกอฮอล์และออกกำลังกายให้ผลดีต่อสุขภาพหากปฏิบัติอย่างเหมาะสมไปพร้อมๆ กัน

แต่อย่าเข้าใจผิดหรือตีความเอาแต่ได้ประสาสิงห์สุรา เนื่องจากข้อดีนั้นไม่ได้หมายถึงเมาไปออกกำลังกายไป เพราะถ้าทำอย่างนั้นมันคือหนทางสู่หายนะชัดๆ ทว่าการดื่มกับการออกกำลังกายจะเกิดประโยชน์ เมื่อดื่มในปริมาณเล็กน้อยถึงปานกลางเพื่อสังสรรค์หรือเข้าสังคม ส่วนการออกกำลังกายก็ควรปฏิบัติอย่างต่อ

นอกจากงานวิจัยล่าสุดจากเดนมาร์ก ก่อนหน้านี้มีการศึกษาพบว่า การดื่มในปริมาณน้อยถึงปานกลาง มีส่วนเกี่ยวพันกับการลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ และงานวิจัยบางชิ้นยังพบด้วยว่า การดื่มในปริมาณที่เหมาะสมสามารถลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งบางชนิดด้วย เช่นเดียวกับที่พบว่าผู้ออกกำลังกายเป็นประจำก็มีอัตราเสี่ยงของโรคดังกล่าวลด

ดังนั้นเมื่อเอาสองเรื่องนี้ (ดื่มพอประมาณและออกกำลังกายสม่ำเสมอ) มารวมกัน ก็ยิ่งให้ผลที่เอื้อต่อกัน นั่นคือทำให้อัตราเสี่ยงของโรคหัวใจลดต่ำลงกว่าการทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่าง

แต่ถึงที่สุดของที่สุด ข้อดีและคุณประโยชน์ที่กล่าวมา ตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า “ดื่มแต่น้อยพอเป็นกระษัย และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ” เท่านั้น หากดื่มหนักแบบเมาหัวราน้ำ หรือออกกำลังกายแบบเหยาะๆ แหยะ ทำบ้างไม่ทำบ้าง นอกจากไม่เกิดประโยชน์ยังมีสิทธิ์เป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ

เด็กฟาร์เจ้า (สร้อยนภา)
IP: xxx.172.95.44
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 13:30:59 GMT+0700 (ICT)

สมอง ” ... กองบัญชาการของร่างกาย

“ สมอง ” เป็นอวัยวะที่มีโครงสร้างซับซ้อน ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกายในแทบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว ระบบประสาทสัมผัสต่างๆ เช่น การได้ยิน การมองเห็น การรับรู้กลิ่นและรส เป็นต้น นอกจากนี้สมองยังมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก การเรียนรู้ และความจำ สมองประกอบด้วยเซลล์ประสาท (neuron) จำนวนมากกว่าแสนล้านเซลล์ที่มีแขนงประสาท (neuronal processes) งอกออกมา ประสานกันเป็นร่างแหเพื่อใช้ในการติดต่อและส่งสัญญาณประสาท โดยมีอัตราความเร็วของการส่งสัญญาณตั้งแต่ 0.5-120 เมตร/วินาที เชื่อว่าเซลล์ประสาทจะมีจำนวนคงที่เมื่อแรกคลอด แต่การงอกของแขนงประสาทจะเพิ่มขึ้นได้หลังจากมีการกระตุ้นจากการเรียนรู้และได้รับสารอาหารที่เหมาะสม ทำให้สามารถส่งสัญญาณประสาทได้เร็วขึ้น และมีการติดต่อประสานงานที่ต่อเนื่องครอบคลุม สมองจึงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะเป็นปัจจัยที่บ่งบอกถึงความฉลาดและสติปัญญาได้

“ สารสื่อประสาท ” ปัจจัยที่ช่วยการทำงานของสมอง

เช่นเดียวกับอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย สมองต้องการสารอาหารเพื่อเป็นพลังงานและใช้ในการทำงาน การติดต่อกันระหว่างเซลล์สมองยังต้องการสารเคมีที่เรียกว่า สารสื่อประสาท (neurotransmitter) อย่างน้อย 3 ชนิด ที่จะทำให้การส่งข้อมูลของสมองเป็นไปอย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ สารสื่อประสาทเหล่านี้สร้างมาจากสารอาหารต่างๆ ที่รับประทาน โดยมีวิตามินและแร่ธาตุช่วยในกระบวนการ...ได้แก่

อะซิทิลโคลีน (Acetylcholine) ทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์ประสาท ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และมีบทบาทสำคัญเกี่ยวข้องกับการสร้างความจำด้วย โดยพบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease) จะมีอะซิทิลโคลีนในสมองน้อยกว่าคนปกติ อะซิทิลโคลีนมีมากในอาหาร จำพวกไข่แดง ถั่ว ข้าวไม่ขัดสี ตับ เนื้อสัตว์ต่างๆ ปลา นม เนยแข็ง และผักโดยเฉพาะ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บร็อคโคลี เป็นต้น

โดปามีน (Dopamine) เกี่ยวข้องกับสมาธิ ความสนใจ และการเรียนรู้ ในขณะเดียวกันก็มีผลต่อความรู้สึกตื่นตัว โดยจะเห็นได้จากผู้ที่เป็นโรคจิตเภท (schizophrenia) จะมีโดปามีนในสมองมากกว่าคนปกติ โดปามีนมีมากในอาหารที่เป็นแหล่งของโปรตีนทุกชนิด เช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ ผลิตภัณฑ์จากนม ปลา ถั่วต่างๆ รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนประมาณ 60-80 กรัม จะช่วยให้ตื่นตัว และมีพลังได้

ซีโรโตนิน (Serotonin) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก และควบคุมวงจรการนอนหลับ โดยซีโรโตนินจะทำงานเฉพาะในบริเวณสมองส่วนกลาง (brain rewards system) เมื่อเกิดความรู้สึกพอใจ พบว่าผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีระดับของซีโรโตนินในสมองบริเวณนี้น้อยกว่าปกติ สารอาหารคาร์โบไฮเดรตจำพวกแป้งและน้ำตาล เช่น ข้าว พาสต้า ผักประเภทหัว ธัญพืช และขนมปัง จะช่วยเพิ่มการดูดซึมทริปโตแฟน (tryptophan) ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นซีโรโตนินในสมอง โดยพบว่าภายใน 30 นาทีหลังรับประทานอาหารประเภทดังกล่าวจะทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสงบได้นานหลายชั่วโมง

น.ส.อนงค์ วงศ์สุภา (ม.ฟาร์)
IP: xxx.172.22.239
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 13:35:29 GMT+0700 (ICT)

โรคฟันผุนี้เกิดจากการใช้ชีวิตของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่รับประทาน วิธีการดูแลรักษาความสะอาดของเราเอง หรือปริมาณสารฟลูออไรด์ที่เราบริโภคเข้าไป แม้กระทั่งการถ่ายทอดทางพันธุกรรมก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

แม้ว่าฟันผุจะพบบ่อยในเด็ก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่พบอาการฟันผุในผู้ใหญ่ ซึ่งอาการฟันผุ

ที่พบบ่อยได้แก่

*ฟันผุด้านบดเคี้ยว เป็นประเภทที่พบมากที่สุดทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

*ฟันผุที่เกิดบนผิวรากฟัน ยิ่งเมื่อมีอายุมากขึ้น เหงือกก็จะถอยร่นไป ทำให้บริเวณ รากฟันสัมผัสกับแบคทีเรียมากขึ้น

*ฟันผุที่เกิดซ้ำภายหลังการอุดฟัน หลังจากอุดฟันไปได้สักระยะหนึ่ง

จะเกิดรอยผุ ที่วัสดุอุด เพราะมีเชื้อแบคทีเรียสะสมอยู่ จนเกิดพลัค

และในที่สุดก็เกิดอาการ ฟันผุกลับมาได้อีกครั้ง

ในผู้ใหญ่ที่มีอาการ “ปากแห้ง” ไม่ว่าจะมาจากการทำเคมีบำบัด การเจ็บป่วย

หรือว่ายาต่างๆ จะเกิดฟันผุได้ง่าย เพราะว่าร่างกายผลิตน้ำลายออกมาน้อย

แพรวนภา สุกใส (ม.ฟาร์อีสเทอร์น)
IP: xxx.172.95.44
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 13:36:16 GMT+0700 (ICT)

...แนะกินผักพื้นบ้านรักษาโรคหน้าหนาว ^_^\\

กรมแพทย์แผนไทยฯ แนะกินผักพื้นบ้านรักษาโรคหน้าหนาว ไข้ตัวร้อนกินสะเดา-มะระ เป็นหวัดซดต้มจืดเติมพริกไทย กระเทียม ใช้ท่าฤาษีดัดตนออกกำลังกาย

นพ.ลือชา วนรัตน์ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า สภาพอากาศในฤดูหนาวมีความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากระบบทางเดินหายใจ ช่วงนี้ทางแพทย์แผนไทยเชื่อว่าธาตุไฟในร่างกายผิดปกติจึงก่อให้เกิดธาตุพิการ จึงควรรักษาสุขภาพและป้องกันการเกิดโรค โดยเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับร่างกาย และเลือกใช้ส่วนประกอบในเครื่องปรุงอาหารเป็นผักพื้นบ้านที่หาได้ง่าย ๆ ในท้องถิ่น เป็นการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ ได้รับความปลอดภัย และไม่มีการใช้สารเคมีหรือสารกำจัดศัตรูพืชมาก

อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ กล่าวอีกว่า การเลือกรับประทานอาหารหรือผักเพื่อรักษาตามอาการในช่วงฤดูหนาว คือ หากมีอาการเป็นไข้ตัวร้อน เบื่ออาหารให้รับประทานผักที่มีรสขม เช่น สะเดา หรือ มะระ ถ้ามีอาการเป็นไข้หนาวสั่น หรือเป็นหวัดมีน้ำมูก ควรรับประทานอาหารประเภทต้มจืดเติมพริกไทย กระเทียม หอม จะช่วยบรรเทาอาการไข้หวัดได้ หากมีอาการไอ เจ็บคอ มีเสมหะให้รับประทานผลไม้หรืออาหารที่มีรสเปรี้ยว เช่น น้ำมะนาว โดยนำมะนาวสดคั้นน้ำ เติมเกลือเล็กน้อย จิบบ่อย ๆ หรือจะทำเป็นน้ำมะนาวใส่เกลือและน้ำตาล ปรุงรสเข้มข้นแต่ไม่หวานจัด จิบได้บ่อย ๆตามต้องการ เพื่อลดอาการไอ เจ็บคอ และขับเสมหะได้ด้วย

นพ.ลือชา กล่าวด้วยว่า การออกกำลังกายก็มีส่วนทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่นลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ เช่น การบริหารร่างกายแบบไทย ด้วยท่าฤาษีดัดตน หรือ โยคะ หรือแม้แต่การรำไทเก๊ก โดยเฉพาะท่าฤาษีดัดตนของไทยไม่ใช่ท่าผาดโผนหรือฝืนร่างกายจนเกินไป ส่วนใหญ่เป็นท่าดัดตนตามอิริยาบถของคนไทยและคนทั่วไปสามารถทำเองได้ สำหรับผู้สนใจสามารถศึกษาการออกกำลังกายด้วยท่าฤาษีดัดตนแบบง่ายๆ 15 ท่า ได้ที่เวปไซค์ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก www.dtam.go.th หัวข้อ การบริหารร่างกาย/ส่งเสริมสุขภาพ

สร้อยนภา (ฟาร์)
IP: xxx.172.32.176
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 13:36:54 GMT+0700 (ICT)

ปัจจัยทางจิตวิทยา ได้รับการยอมรับว่า มีความสำคัญต่อการแพทย์ ตั้งแต่สมัย Hippocrates ดังได้มีประมาณการว่า 60% ของผู้ป่วยที่พบแพทย์ มีสาหตุเบื้องต้นทางอารมณ์ มากกว่าทางกายจริงๆ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวนี้ ก็ใกล้เคียงกับประมาณการในปัจจุบัน ที่พบ ประมาณ 50-80% ดังนั้น ไม่ว่าผู้ป่วยจะมาด้วยโรคอะไร การให้การดูแลทางด้านจิตใจ ก็จะช่วยให้ผลการรักษา เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

การรักษาด้านจิตใจ มีวิธีการหลายแบบ ทั้งแบบเรียบง่าย เช่น การให้กำลังใจ และแบบที่มีขั้นตอนซับซ้อน และต้องระมัดระวัง เช่น การรักษาทางยา หรือช๊อกไฟฟ้า นอกจากนั้น ยังมีการรักษาอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องใช้ทั้งยา และการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า แต่จะให้ความสำคัญกับการฝึก ให้ผู้ป่วยแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่ไม่พึงปรารถนา ให้กลับมาดำเนินชีวิตได้ อย่างมีความสุขด้วยตนเอง ซึ่งเรียกว่าพฤติกรรมบำบัด การทำพฤติกรรมบำบัด จะมีเรื่องที่เกี่ยวข้องด้วย 2-3 เรื่อง คือ การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และการทำ biofeedback ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

หลักการทั่วๆ ไปในการสร้างความผ่อนคลายด้วยตนเอง

คุณสามารถทำให้ร่างกายผ่อนคลายได้ ด้วยวิธีมุ่งความสนใจไปที่กล้ามเนื้อแต่ละกลุ่ม ให้เกร็งให้แน่น แล้วค้างไว้ประมาณ 10 วินาที แล้วจึงค่อยๆ คลายออก การเกร็งเต็มที่แล้วคลายออก จะทำให้คุณรู้สึกหนักและอบอุ่น เพราะคลื่นบางๆ ของกระแสเลือด จะเคลื่อนไหวไปยังอวัยวะส่วนนั้นๆ เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัว คุณก็รู้สึกผ่อนคลายสบาย ข้อสำคัญ ต้องไม่เร่งการเกร็งกล้ามเนื้อ ส่วนที่กำลังมีความเครียดให้แน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เป็นตะคริวได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อมีการเกร็ง ปวดเมื่อยที่กล้ามเนื้อส่วนคอ วิธีการแก้ไขก่อนจะทำการผ่อนคลาย คือ นวดเบาๆ ให้กล้ามเนื้อคลายตัวลงก่อน

การเริ่มต้นทำที่ง่ายที่สุด มักจะนิยมให้เกร็งนิ้ว ไม่ใช่ฝ่ามือ เกร็งทั้ง 2 ข้างพร้อมๆ กัน นับในใจ ช้าๆ ถึง 10 แล้วค่อยๆ คลายมือออก ให้ดูเหมือนกลีบดอกไม้ค่อยๆ บาน ให้อยู่กับความรู้สึกอบอุ่น สบาย เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัว หลังจากเกร็งมาระยะหนึ่งแล้ว ต่อไปจึงทำที่กล้ามเนื้อกลุ่มอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน เช่น ที่แขน ให้เกร็งแขนค้างไว้ 10-20 วินาทีแล้วคลายออก

ตัวอย่างวิธีการผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่อวัยวะต่างๆ

ไหล่

- จินตนาการว่ามีเชือกผูก ที่ไหล่ทั้งสองของคุณ เชือกนั้นๆ ค่อยๆ ดึงไหล่ของคุณให้ยกสูงขึ้นๆ ทีละน้อย จนกระทั่งใกล้ติ่งหูมากที่สุด

- เอาละปล่อยเชือกลง ให้ไหล่ลงมาอยู่ตามปกติ แล้วจึงดึงเชือกให้ดึงรั้งไปข้างหลัง จนคุณรู้สึกเกร็งที่ส่วนหลังค้างไว้ แล้วค่อยๆ ผ่อนเชือก จนกระทั่งไหล่ทั้ง 2 ของคุณกลับคืนสู่สภาพปกติ

- ต่อไปให้ห่อไหลทั้ง 2 ไปข้างหน้า โดยแขนทั้ง 2 เหยียดเกร็ง ค้างไว้ นับ 1-10 แล้วจึงปล่อยลง

ขาอ่อน

- ให้เท้าทั้ง 2 กดลงกับพื้นให้แน่นที่สุด จนรู้สึกเกร็งตลอดขา

- ยกขาทั้ง 2 ขึ้นจากพื้น ยืดตรงเข่าไม่งอ กระดกนิ้วเท้าให้ชี้ขึ้นสูงที่สุด เท่าที่จะทำได้ เกร็งค้างไว้....ปล่อยลง

เท้า - น่อง

- เอาปลายเท้าทั้ง 2 กดพื้นไว้ แล้วยกส้นเท้าให้สูงที่สุด เท่าที่จะทำได้เกร็งค้างไว้...ปล่อยลง

- กดส้นเท้าไว้กับพื้น กระดกเท้าขึ้นให้มากที่สุด เกร็งค้างไว้ ......ปล่อยลง

ก้น

- ขมิบเกร็งก้น จนรู้สึกเหมือนนั่งสูงขึ้น ค้างไว้....ปล่อยลง

หลัง

- แอ่นตัวไปข้างหน้ามากที่สุด จนตัวโค้งเหมือนคันศร เกร็งค้างไว้....ปล่อย

กระเพาะลำไส้

- แขม่วหน้าท้องให้มากที่สุด จินตนาการว่ากระเพาะลำไส้ เข้าไปใกล้กระดูกสันหลัง มากที่สุดเกร็งไว้.....ปล่อยลงตามปกติ

หน้าอก

- เอาฝ่ามือทั้ง 2 ประกบกันข้างหน้าอก แล้วดันเข้าหากันช้าๆ จนแน่นที่สุดเกร็งค้างไว้....ปล่อย

ใบหน้า - ศีรษะ

- เลิกคิ้วให้สูงสุด เหมือนคุณประหลาดใจเต็มที่ ค้างไว้......ปล่อย

- ยิ้มกว้างๆ ที่สุดจนเห็นฟันมากที่สุด เท่าที่คุณไม่เคยเป็นมาก่อน ค้างไว้...ปล่อย..กดคางลงให้เข้าใกล้หน้าอก ให้มากที่สุด ค้างไว้....ปล่อยคืนที่

คอ

- เกร็งกล้ามเนื้อคอ ยื่นส่วนใบหน้าไปข้างหน้า ค่อยๆ หมุนศีรษะช้าๆ ตามเข็มนาฬิกา 1 รอบ ทวนเข็มนาฬิกา 1 รอบ

การนำไปใช้

เมื่อเกิดภาวะสงบหรือผ่อนคลาย คุณจะพร้อมที่จะรับคำแนะนำต่างๆ ดังนั้น ช่วงนี้จึงควรพูดกับตัวเอง ถึงสิ่งที่ต้องการให้ตัวเองเป็น หรือจดจำ เพราะมันจะค่อยๆ แทรกตัว เข้าไปสู่จิตใจใต้สำนึกของคุณในที่สุด

ตัวอย่างคำพูด

1. จิตใจฉันสงบเยือกเย็นขึ้นทุกวัน

2. ฉันยอมรับสภาพของตัวเอง ทั้งในด้านร่างกาย และอารมณ์ความรู้สึก

3. เมื่อเกิดความเครียด ฉะนั้น สามารถผ่อนคลายลงได้ด้วยตนเอง

4. ฉันสามารถพูดคุยกับเจ้านาย หรือคนแปลกหน้าได้เหมือนปกติ

5. ฉันเป็นคนดี และสามารถให้ความรักกับคนอื่นๆ ได้

6. ฉันสามารถเลิกคิดเรื่องไร้สาระ หรือสิ่งไม่ดีต่างๆ ได้

7. ฉันเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ

8. สมาธิและความจำของฉันดีขึ้นทุกวัน

9. ฉันมีความอดทนต่อเรื่องราวต่างๆ ได้ดี

10. ฉันไม่กลัวสิ่งที่คนอื่นๆ ส่วนมากไม่กลัวกัน

ทำไมวิธีการผ่อนคลายจึงได้ผล

จากที่กล่าวมาแล้วว่า ความคิดมีผลต่ออารมณ์ และปฏิกิริยาทางร่างกาย ดังนั้น ถ้าเปลี่ยนการคิดกังวล กับเรื่องที่ทำให้ไม่สบายไปสู่สิ่งดีๆ หรือทำการผ่อนคลายส่วนต่างๆ ของร่างกาย ก็จะช่วยให้เกิดภาวะสมดุลขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะเรื่องของการรับรู้ความคิด การได้ยิน ตลอดจนการทำงานของต่อมไร้ท่อ เมื่อหลอดเลือดขยายตัว ปริมาณโลหิตที่ไหลเวียนไปยังอวยวะต่างๆ ก็มีมากขึ้น มีอ๊อกซิเจนมากขึ้น ขจัดกรดแลคติกไปได้มากขึ้น ความตึงตัวของกล้ามเนื้อก็ลดลงไป ความผ่อนคลาย สงบ สบาย ก็เข้ามาแทนที่ นอกจานั้นการผ่อนคลาย ยังมีประโยชน์ ดังต่อไปนี้ คือ

1. การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ยังช่วยลดการเร้าอารมณ์ ในระบบประสานส่วนกลาง ทำให้ระบบสมองส่วนลิมปิค (limbic) ถูกกระตุ้นน้อยลง ความเครียดทางอารมณ์ จึงลดลงไป และก็จะรู้สึกดีขึ้น ทั้งจิตใจและร่างกาย

2. ภาวะผ่อนคลาย จะทำให้คุณกลับสู่ปกติ ทั้งร่างกายและจิตใจ รู้สึกอารมณ์ปลอดโปร่งแจ่มใส สามารถรู้เท่าทัน กับปฏิกิริยาของตัวเอง เมื่อเกิดความเครียด และคิดแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหานั้นๆ ได้อย่างมีเหตุผล และมีประสิทธิภาพต่อไป

3. จะเห็นได้ว่า การจัดการกับความเครียด ด้วยการใช้เทคนิคผ่อนคลายนี้ จึงเป็นบันไดขั้นแรก ที่จะเตรียมตัวให้พร้อม กับการที่จะเริ่มต้นติดแก้ปัญหาที่มีอยู่ อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง นอกจากนั้น ยังเป็นวิธีการที่จะช่วยเหลือขจัดโรค อันเนื่องมาจากความเครียดต่างๆ ด้วย ข้อสำคัญที่สุด วิธีผ่อนคลายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกผ่อนคลายคล้ามเนื้อ การสร้างจินตนาการถึงสถานที่พิเศษ การทำสมาธิ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ทำได้สะดวก ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ต้องมีอุปกรณ์ประกอบ ดังนั้น ใครๆ ก็ทำได้ไม่ว่าจะมีฐานะ หรือยากจน สิ่งสำคัญมีอยู่เพียงว่าวิธีการต่างๆ ที่จะใช้ ควรเลือกให้เหมาะกับตัวเอง ทั้งนี้ เนื่องจากบางวิธีอาจจะไม่เหมาะ กับคนที่มีปัญหาสุขภาพบางอย่างอยู่ก่อนแล้วก็ได้ ถ้าจะได้ดี ควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่า ตนเองจะทำวิธีที่ตั้งไว้ได้หรือไม่ ก็จะได้ประโยชน์สูงสุด

รศ. พญ. กนกรัตน์ สุขะตุงคะ

ภาควิชาจิตเวชศาสตร์

แหล่งข้อมูล : Siriraj E-Public Library - www.si.mahidol.ac.th

ข้อมูลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง

บันได 5 ขั้น สู่ชีวิตใหม่ ที่มีค่าและเป็นสุข

สุขภาพจิตดี ด้วยการปรับวิธีคิดให้เหมาะสม

ความเครียด

คู่มือคลายเครียด (1)

การนอนไม่หลับ

น.ส.ริศรา สิงห์สุวรรณ์ (ม.ฟาร์)
IP: xxx.172.93.169
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 13:37:41 GMT+0700 (ICT)

สาวคนไหนที่มีรอบเดือนมาน้อย วันนี้มีอาหารบำรุงรอบเดือนมาฝาก

ประจำเดือนที่มาตามปกติแสดงถึงความสมบูรณ์ของสตรีวัยเจริญพันธุ์ และเป็นการถ่ายเทเลือดเสียซึ่งเกิดจากการสลายตัวของเยื่อบุมดลูกและสร้างเยื่อบุมดลูกใหม่หมุนเวียน ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเป็นปกติ

แต่ละเดือนที่ผู้หญิงต้องเสียเลือดเป็นจำนวนมากจากการมีรอบเดือน ร่างกายจะสูญเสียวิตามินและเกลือแร่ อย่างแคลเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสีด้วย ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียกว่าปกติ หรือมีอาการปวดศีรษะ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร อารมณ์เศร้าซึม โดยเฉพาะผู้หญิงที่สุขภาพไม่แข็งแรง ขาดการออกกำลังกาย หากมัวแต่อดอาหาร รักษาหุ่น อาจทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็น และเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง ร่างกายจะซูบซีด ผิวพรรณไม่มีเลือด

ในช่วงมีรอบเดือน การรับประทานอาหารที่สมดุลต่อร่างกายจะช่วยป้องกันอาการต่าง ๆ ได้โดยเน้นที่อาหารบำรุงเลือด เช่น เครื่องในสัตว์ ไข่แดง ถั่วเมล็ดแห้ง และ ผักใบสีเขียวจัด เช่น คะน้า กวางตุ้ง สาหร่าย เป็นต้น ซึ่งให้ธาตุเหล็ก วิตามินบี 6, บี 12, บีรวม และกรดโฟลิก ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้าง

สำหรับสตรีที่ประจำเดือนมาน้อยหรือมากผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจมี ความผิดปกติ ในร่างกาย เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานไม่สมบูรณ์ หรือมีเนื้อร้ายที่มดลูก

รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมหันมาดูแลรักษาสุขภาพกันด้วย...

ชื่อพชรมณ ฟาร์อีสเทิร์น
IP: xxx.123.135.96
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 13:41:37 GMT+0700 (ICT)

วิธีการดูแลสุขภาพ ในโรคภูมิแพ้ ต้องทำยังไงบ้าง?

1. ออกกำลังกายโดยเริ่มเดินเร็ว ๆ ก่อน ประมาณวันละ 30 นาที อาจจะ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ พอเริ่มอยู่ตัวสัก 2 อาทิตย์ก็เต้นแอโรบิคค่ะ

2. ทานผักผลไม้มาก ๆ เน้น วิตามินซีค่ะ ทานมังสวิรัติได้ก็ดีนะคะ

3. เลี่ยงสิ่งที่เราแพ้ อันนี้สำคัญที่สุดค่ะ ถ้าแพ้อากาศเย็น ก็ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น ถ้าแพ้ฝุ่น ก็ต้องซักผ้าปูที่นอนปลอกหมอนทุกอาทิตย์ และใช้แบบใยสังเคราะห์

4. ไม่ให้เลี้ยงสัตว์ เช่น แมว สุนัข

5. ของเครื่องใช้ทุกอย่างเช็ดกำจัดฝุ่น แต่ต้องใช้ผ้าปิดจมูกและปากด้วยนะคะ

6. ไม่สะสมของเยอะ ของใช้ในห้องนอนไม่ควรมีมากเกินไป และไม่ควรมีตุ๊กตาขนปุยค่ะ

7. ทานยาภูมิแพ้มาก ๆ จะอ้วนนะคะ และบางตัวง่วงนอนด้วยค่ะ ให้ระวังด้วย

สุพรรษา ฟาร์อีสเทิร์น
IP: xxx.123.135.96
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 13:44:45 GMT+0700 (ICT)

20 สูตรการดูแลความงาม ง่ายๆน่ารู้.

1. ปัญหาจุดด่างดำบนใบหน้า ต้องใช้น้ำมะขามเปียก ผสมขมิ้นทาให้ทั่ว ทิ้งไว้จนแห้งแล้วล้างออก จากนั้นนำแตงกวาฝานบางๆ วางทั่วใบหน้า ประมาณ 10 - 15 นาที ทำสัปดาห์ละครั้ง จุดด่างดำจะจางลงและผิวหน้านุ่มขึ้น

2. ใช้น้ำมะนาวผสมน้ำเปล่าเล็กน้อยนวดหน้าอกทุกเย็น ผิวจะกระชับและขาวสดใส

3. ปกป้องผิวจากริ้วรอย โดยใช้ใบบัวบกปั่นละเอียด คั้นน้ำออกพอหมาดๆ นำเฉพาะกากมาพอกทั่วหน้า ทิ้งไว้ 20 นาที หรืออาจเปลี่ยนมาใช้มะละกอ หรือแครอท แทนก็ได้ พอกสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง

4. สูตรสำหรับผิวกาย ลองใช้กล้วยสุก 1 ผลปั่นผสมกับนมสดครึ่งถ้วย พอกทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด น้ำตาลและโปรตีนในกล้วยจะช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวที่แห้งเสียให้นุ่มลื่น

5. อย่าละเลยการดูแลมือเป็นอันขาด ใช้น้ำมันมะกอก 2 ช้อนชา ผสมกับครีมบำรุงมือทั่วไป นำมานวดมือสัก 10 - 15 นาที แล้วล้างออก มือจะนุ่มลื่น สุขภาพเล็บแข็งแรง ถ้าทำได้ทุกวันจะดีมากๆ

6. มีปัญหาใต้วงแขนคล้ำ ลองใช้น้ำมะขามเปียกผสมน้ำผึ้งนิดหน่อยมาทาใต้วงแขน ทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วล้างออก นอกจากจะขาวขึ้นแล้วยังเนียนนุ่มอีกด้วย

7. จู่ๆ สิวเกิดอักเสบ รีบไปหาน้ำแข็งก้อนมาประคบด่วน ความเย็นจะช่วยให้เส้นเลือดหดตัวจึงลดอาการบวมแดง แล้วรอให้สิวยุบเอง อย่าใช้มือซนๆ ไปบีบสิวเด็ดขาด

8. สาวผิวมันหรือผิวผสม ใช้น้ำมะเขือเทศสุกที่กรองกากออกแล้ว ผสมนมสดในปริมาณเท่ากัน ใช้เช็ดทำความสะอาดผิววันละ 1 - 2 ครั้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด กรดในมะเขือเทศจะช่วยขัดลอกเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน พร้อมลดความมันและความหมองคล้ำบนใบหน้าอีกด้วย

9. ส้นเท้าแตกจะสวมรองเท้าเปลือยส้นคงไม่น่าดู แนะนำให้นำเปลือกกล้วย (ด้านใน) มาถูบริเวณส้นเท้า แล้วล้างออก หมั่นทำทุกวันส้นเท้าจะเรียบเนียนสวยเหมือนเดิม

10. รอยช้ำรอบดวงตา นอกจากใช้ถุงชาประคบแล้วสามารถผสมเกลือ 1 ช้อนชาผสมกับน้ำร้อนครึ่งถ้วย แล้วใช้ผ้าหรือสำลีชุบน้ำเกลือปิดตาไว้ 5 - 10 นาที รอยช้ำจะค่อยๆ จางลง

11. สาวผมมันต้องลองสูตรนี้ นำว่านหางจระเข้มาฝานเปลือกออก นำเฉพาะเนื้อเจลไปปั่น ให้ได้ 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำมะนาว 1 ช้อนชา และแชมพูที่ใช้เป็นประจำอีก 1 ถ้วย นำไปสระผมตามปกติ นอกจากลดความมันแล้วยังคืนความสมดุลให้แก่เส้นผมและหนังศีรษะ

12. สาวผมแห้งฟูไม่มีน้ำหนักแก้ไขได้ เพียงนำอโวคาโด 1 ผล ปอกเปลือกและบดให้ละเอียด ผสมกับกะทิ 1 ถ้วยจนเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้หมักผมหลังจากสระผมเรียบร้อยแล้ว นวดให้ทั่วศีรษะ โดยใช้หวีซี่ห่างๆ แปรงผมให้เป็นระเบียบ ทิ้งไว้ 15 นาทีค่อยล้างออก

13. อยากใส่เสื้อสีดำ แต่มีรังแคมารบกวน อย่างนี้ต้องใช้น้ำมะนาว 8 ช้อนโต๊ะผสมน้ำสะอาดครึ่งถ้วยคนให้เข้ากัน นวดหนังศีรษะและเส้นผมเบาๆ เพื่อให้กระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิต จากนั้นหมักทิ้งไว้ 30 นาทีจึงล้างออก

14. หลังจากเจอแดดมาทั้งวัน ควรทำให้ผิวหน้าเย็นลงด้วย การคั้นน้ำแตงกวามาเช็ดใบหน้าและรอบดวงตา ผิวหน้าจะรู้สึกผ่อนคลาย ทั้งยังลดอาการบวมแดงอีกด้วย

15. อยากหน้าขาวแบบธรรมชาติ ให้ละลายดินสอพองในน้ำจนข้น แล้วผสมขมิ้นกับน้ำมะนาวให้เป็นเนื้อเดียวกัน พอกหน้าทิ้งไว้ให้แห้งจึงล้างออก

16. การนอนหงายเป็นประจำช่วยป้องกันไม่ให้ใบหน้ามีริ้วรอยได้ แต่ถ้าชอบนอนตะแคงควรเลือกปลอกหมอนที่ทำจากผ้าซาตินจะดีสุด

17. กำจัดสิวเสี้ยนด้วยการนำไข่ขาวมาพอกบริเวณจมูก รอให้แห้งแล้วล้างออก สิ้วเสี้ยนบางส่วนจะหลุดออกมาโดยไม่ทำให้ผิวบริเวณนั้นแห้งตึง

18. ใช้คัตตอนบัดชุบเบบี้ออยล์ทำความสะอาดสะดือหลังอาบน้ำทุกวัน เวลาใส่เสื้อเอวลอยจะได้อวดผิวสวยไม่อายใคร

19. รอยคล้ำรอบดวงตาแบบหมีแพนด้าดูจางลงได้ด้วย น้ำผึ้งบริสุทธิ์ 1 ช้อนชาผสมน้ำแร่อุ่นๆ ครึ่งแก้ว แล้วใช้สำลีชุบน้ำผึ้งที่ผสมไว้ แปะบริเวณรอบดวงตา 10 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด

20. ช้อปปิ้งนานๆ เท้าคงเมื่อยล้า ก่อนนอนแช่เท้าในน้ำอุ่นผสมเกลือ 1 -2 ช้อนโต๊ะ คืนนี้หลับสบายแน่ๆ

สุวลักษณ์ ฟาร์อีสเทิร์น
IP: xxx.123.135.96
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 13:49:08 GMT+0700 (ICT)

วิธีการดูแล สุขภาพผิว โดยเฉพาะ ใบหน้า ให้ ขาว เนียน

ถ้าอยากมีสุขภาพผิวดี และมีใบหน้าที่ขาวเนียนมีวิธีการง่ายๆ และราคาถูกมาก ดังนี้ค่ะ สับปะรดสดๆ คั้นเอาแต่น้ำมาชโลมพอกทาใบหน้า คนที่มีผิวหน้ามันจะได้ผิวที่ดี สมดุล จุดด่างดำ และริ้วรอยต่างๆ จะหายไป (พอกนาน 20 นาที) แอปเปิลนำไปปั่นให้ข้น (ไม่ต้องให้เป็นน้ำ) หรือฝานเป็นชิ้นบางๆ นำมาวางทั่วใบหน้า หรือพอกหน้าไว้นาน 20 นาที เหมาะสำหรับคนผิวแห้ง เพิ่มความชุ่มชื้นให้ใบหน้า ผิวหน้าที่ตากลมตากแดดมากๆ ควรบำรุงด้วยสูตรนี้ มะละกอสุกที่คัดเมล็ดทิ้งแล้วปั่นหรือยีให้เละด้วยส้อม นำมาพอกหน้านาน 15-20 นาที ทำให้ผิวหน้าที่แห้งแตกเป็นขุยๆ มีความนุ่มนวลและชุ่มชื้นขึ้น เปลือกมะนาวที่บีบน้ำออกแล้วนำมาถูคลึงเบาๆ ทั่วใบหน้ามันจะช่วยลดความมัน ขจัดสิวเสี้ยน เพิ่มความขาวนวลได้ดี มะเขือเทศ แตงกวา น้ำผึ้ง (เลือกอย่างหนึ่งอย่างใด) ปั่นละเอียดหรือฝานบางๆ วางทั่วใบหน้าหรือพอกหน้านาน 20 นาทีเป็นประจำทุก 1 สัปดาห์ จะช่วยขจัดริ้วรอยบนใบหน้า เพิ่มความขาวเนียนผุดผ่องให้ใบหน้าได้อย่างวิเศษ

ธีรกานต์ ริมแจ่ม วิทย์ออก 25
IP: xxx.29.60.222
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 14:49:57 GMT+0700 (ICT)

การที่ผมได้ออกกำลังกายทุกวันทำให้สุขะภาพดีมากและอยากให้เพื่อนมาออกกำกายทุกวันที่โรงยิมและจะออกกำลังกายนอกสถานที่อื่นก็ได้เหมือนกันหรือในแต่ละวันเราก็ออกกำลังกายเปฦนเวลาวันละ 30 นาทีจะทำให้มีสุขขะภาพแข็งแรงไม่เป็นโรคได้ง่ายเหมือนกับที่ ดร.สรพงษ์ วงศ์ธีระธรณ์ บอกว่าคนเราต้องออกกำลังกายอยากน้อยวันละ 1-3 ช.ม และจะทำให้สุขะภาพแข็งแรงกินข้าวลำแต้ๆ

นภา_Far003
IP: xxx.172.31.155
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 15:01:54 GMT+0700 (ICT)

"เคล็ดลับ"

คุณเคยรู้สึกเมื่อยล้าดวงตา เนื่องจากการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆหรือไม่ เชื่อว่าคนทำงานส่วนใหญ่ต้องเคยสัมผัสกับอาการเหล่านั้นแน่นอน ซึ่งวันนี้เราก็มีเคล็บลับสำหรับผู้ที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์มาฝาก เพื่อรักษาดวงตาคู่สวยของคุณให้ใสปิ๊งอยู่ตลอด

1. หมั่นกระพริบตาให้บ่อยขึ้น อาการตาแห้งเกิดจากเมื่อเรามีสมาธิขณะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ อัตราการกระพริบตาจะลดลงจาก 20-22ครั้ง ต่อนาที เหลือเพียง 6-8 ครั้ง ต่อนาที ถ้าไม่อยากตาแห้ง ก็ต้องกระพริบตาบ่อยขึ้น

2. จัดวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม ปรับความสูงของจอให้เหมาะสม โดยระยะห่างระหว่างจอภาพกับตัวเรา ควรอยู่ระหว่าง 20-28 นิ้ว หรือประมาณ 1 ช่วงแขน จุดศูนย์กลางของคอมพิวเตอร์ควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 4-9 นิ้ว ไม่ควรอยู่สูงหรือต่ำกว่านี้มากนัก และควรจะตั้งตรงหน้า ตำแหน่งการวางคอมพิวเตอร์ควรจะให้หน้าต่างอยู่ด้านข้างของโต๊ะ เพื่อป้องกันไม่ให้แสงตกสะท้อนหน้าจอ

3. ปรับตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้น

4. เลือกแว่นที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ ควรใช้เลนส์สีชมพูอ่อน จะช่วยให้สบายตาขึ้นภายใต้แสงจากหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ สำหรับคนที่ใส่แว่นควรปรึกษาจักษุแพทย์

5. เบรกซะบ้าง ทุกๆชั่วโมง ควรลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายสัก 10 นาที เพื่อพักสายตา และป้องกันไม่ให้เกิดความเมื่อยล้า

6. เปลี่ยนจอใหม่ เลือกใช้จอชนิดLCD (จอแบน) แม้ราคาจะแพงกว่าจอธรรมดา (CRT) แต่ช่วยถนอมตาได้มาก

ศุภณัฐฑ์ ม.ฟาร์
IP: xxx.172.95.44
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 15:02:48 GMT+0700 (ICT)

เมื่อผู้ชายเริ่มย่างเข้าอายุ 40 ปีต่อมลูกหมากจะโตเมื่ออายุมากขึ้นก็จะพบผู้ป่วยที่ต่อมลูกหมากโตจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ80จะมีต่อมลูกหมากโต ต่อมลูกหมากจะเริ่มโตจากด้านในดังนั้นก็จะกดท่อปัสสาวะทำให้ปัสสาวะลำบาก เมื่อปัสสาวะลำบากทำให้ปัสสาวะออกไม่หมดเหลือปัสสาวะบางส่วนในกระเพาะปัสสาวะเกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ นอกจากนี้การที่ทางเดินปัสสาวะถูกกดอาจจะทำให้กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไม่ดีและอาจจะเกิดไตวายได้หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

สาวิตรี_far039
IP: xxx.172.31.155
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 15:04:45 GMT+0700 (ICT)

21 เคล็บลับความสวย ความงาม ที่สาวๆ ควรรู้

1. งดรับประทานอาหารที่จะทำให้ฟันของคุณไม่ขาวอย่างที่ควรจะเป็น อย่างเช่น ไวน์แดง ซอร์สถั่วเหลือง หรือสเต็ค แล้วหันมาเคียวอาหารจำพวกแอปเปิล แครอท หรือแตงกวา เซลลูโลสในผิวของมัน จะทำความสะอาดผิวฟันของคุณให้ขาวสดใส

2. เลือกยาสีฟันที่มีสีขาว ที่ผสมฟลูออไรด์ และพยายามแปรงฟันหลังอาหาร หากไม่สามารถทำได้ ก็ให้เคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาล แต่อาจจะมีสารจำพวกเพิ่มความขาว เคี้ยวสัก 20 นาทีก็พอ เพราะมันจะช่วยลดคราบฟันได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์

3. หากคุณมีปัญหาเรื่องฟันไม่ขาว ก็ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ฟอกสีฟัน ที่เรียกว่า Crest White Strip โดยใส่ไว้สัก 30 นาที วันละ 2 ครั้ง จะช่วยให้ฟันขาวขึ้นมาได้ภายในสองสัปดาห์ ซึ่งทางที่ดีควรจะปรึกษาทันตแพทย์

4. ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง อย่าลืมครีมกันแดดเป็นอันขาด เพราะแสง UV เป็นสาเหตุให้คุณเหี่ยวเร็วอย่างคาดไม่ถึง

5. ปรนิบัติผิวตั้งแต่หัวจรดเท้า อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ตั้งแต่การทำความสะอาด ไปจนถึงการใช้ครีมบำรุง

6.หาเวลาในการพักผ่อน อย่างเช่นการไปทะเล แล้วไปหาอาหารทะเลรับประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลา กรดไขมันโอเมก้า 3 มีประโยชน์ต่อผิวพรรณของคุณ

7. รับประทานชาเขียว เพราะมันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานของระบบการสร้างความยืดหยุ่นของผิว

8. รับประทานอาหารที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ อย่างเช่น วิตามิน C , E และเบต้าแคโรทีน ซึ่งสารเหล่านี้ มีในมะเขือเทศ แครอท เป็นต้น

9. รับประทานน้ำมันโอลิเวอร์ ช่วยป้องกันจุดด่างดำต่าง ๆ ที่เกิดกับผิว

10. ออกกำลังกายครั้งละ 20 นาที 4 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ถ้าต้องการเห็นผลเร็ว อาจเพิ่มเป็น 30 หรือ 40 นาทีก็ได้

11. ยกน้ำหนักเพื่อให้กล้ามเนื้อกระชับ และเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ

12. ดูแลผมให้สุขภาพดีเสมอ โดยผู้เชี่ยวชาญแนะว่า ให้ Hot oil บำรุงเป็นประจำทุกสัปดาห์

13. หาทรงผมที่เหมาะกับตัวคุณ การไว้ผมยาวเกินไป หรือสั้นเกินไป อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณดูแก่ลงได้ ให้เลือกที่พอเหมาะพอดี

14. บำรุงผิวก่อนแต่งหน้า โดยอาจจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวสว่างใส ก่อนที่จะลงรองพื้นและเครื่องสำอางอื่นๆ

15. ระมัดระวังเรื่องของการใช้อายไลน์เนอร์ และอาจจะช่วยเพิ่มไฮไลท์บริเวณกระดูกใต้คิ้ว และมาสคาร่าที่เพิ่มความหนาให้กับขนตา

16. ถ้าคุณอายุเกิน 25 ปี ปากจะเริ่มบางลง ซึ่งควรจะใช้ดินสอเขียนขอบปากช่วยหรืออาจจะใช้ลิปมันช่วย ทำให้ดูปากอวบอิ่มและสุขภาพดี รวมทั้งอย่าลืมเลือกลิปสติกที่ให้ความชุ่มชื้น หรืออาจจะมีสารกันแดดผสมก็ได้

17. ปัญหาเรื่องรูขุมขน นับว่าเป็นปัญหาใหญ่เมื่ออายุมากขึ้น เพราะฮอร์โมนจะเปลี่ยนทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น ผิวหน้าจะดูหยาบขึ้น ควรจะใช้โทนเนอร์ ช่วยกระชับรูขุมขนบ้าง แม้จะใม่ใช่ทางแก้ปัญหาถาวรก็ตามที

18. จุดด่างดำต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่ออายุเข้าเลข 3 ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งนั้น มาจากแสงอาทิตย์ และหากพบปัญหาในบริเวณกว้าง ควรจะพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง

19. ริ้วรอยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่หน้าผาก หัวคิ้ว ถ้ามันทำให้คุณรู้สึกแย่ อาจจะปรึกษาแพทย์เพื่อฉีดโบท๊อกได้

20. ความชุ่มชื้นเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ดวงตาของตนดูอ่อนวัยและสดใส ควรจะใช้อายครีมวันละ 2 ครั้ง

21. ปัญหาเรื่องตีนกา แพทย์ผิวหนังอาจจะช่วยได้ ด้วยการสั่งครีมบางชนิด ซึ่งต้องมีใบสั่งจากแพทย์ให้คุณใช้

วีระยุทธ หอมนวล ม.ฟาร์
IP: xxx.172.93.169
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 15:07:21 GMT+0700 (ICT)

ประโยชน์ของน้ำแร่

น้ำแร่ เป็นน้ำที่มีสารบางอย่างละลายอยู่ซึ่งไม่มีอยู่ในน้ำธรรมชาติชนิดอื่นๆ สารที่ละลายอยู่เช่น สังกะสี กำมะถัน เป็นต้น บ่อน้ำแร่ที่มีชื่อเสียงในประเทศไทยมีหลายแห่ง เช่นที่จังหวัดกาญจนบุรี สุราษฎร์ธานี ระนอง เป็นต้น สำหรับน้ำแร่บรรจุขวดที่ขายในเมืองไทย ส่วนมากสั่งมาจากประเทศฝรั่งเศสและเบลเยี่ยม

แหล่งน้ำแร่แต่ละแหล่งจะมีแร่ธาตุต่างกัน ประโยชน์ของน้ำแร่จึงอยู่ที่แร่ธาตุที่ละลายอยู่ในน้ำนั้นๆ เช่น

- น้ำแร่ที่มีเกลือซัลเฟตของโซเดียมหรือแมกนีเซียม จะเป็นยาระบายช่วยขับถ่าย

- น้ำแร่ที่มีฟลูออไรด์เป็นองค์ประกอบ มีประโยชน์ในการป้องกันฟันผุ

- น้ำแร่ที่มีฤทธิ์เป็นเบส ซึ่งมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นองค์ประกอบ จะช่วยขับปัสสาวะ นอกจากนั้นยังทำให้น้ำมีรสชวนดื่มอีกด้วย รายได้เสริมทำออนไลด์ผ่าน net 100% รายได้ 5 หมื่น บ/ด ขั้นต่ำ สมัครที่ www.abc.321.cn

- น้ำแร่ที่เป็นด่างมีเกลือไบคาร์บอเนต อาจช่วยลดกรดในกระเพาะ

น้ำแร่ที่บริสุทธิ์ต้องมีส่วนประกอบและคุณสมบัติของน้ำแร่คงเดิมเท่าที่มีอยู่ในธรรมชาติ ไม่มีการปนเปื้อนหรือปรุงแต่งด้วยสารเคมีใดๆ เพราะน้ำแร่ในธรรมชาติเองมีความสะอาด ผ่านการกรองจากชั้นดินต่าง ๆ มาอย่างดี เวลานำน้ำแร่ไปบรรจุขวดจำหน่าย เพียงแต่นำมาผ่านการฆ่าเชื้อโรคพวกเชื้อแบคทีเรียและจุลินทรีย์ แล้วนำไปผ่านเครื่องกรอง จากนั้นจึงตรวจสอบคุณภาพให้ได้มาตรฐาน คือ ต้องไม่มีแร่ธาตุเกินอัตราส่วนที่จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย

นักวิทยาศาสตร์จากหลายประเทศในยุโรปเชื่อว่าน้ำแร่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ก็เป็นความเชื่อที่ขาดหลักฐานการทดลองทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์

ปนัดดา_far005
IP: xxx.172.31.155
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 15:07:25 GMT+0700 (ICT)

21 เคล็บลับความสวย ความงาม ที่สาวๆ ควรรู้

ใคร ๆ ก็อยากดูอ่อนกว่าวัยทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหนก็ตาม เรามีเคล็ด 21 อย่าง ที่จะทำให้คุณดูอ่อนกว่าวัยเสมอ

1. งดรับประทานอาหารที่จะทำให้ฟันของคุณไม่ขาวอย่างที่ควรจะเป็น อย่างเช่น ไวน์แดง ซอร์สถั่วเหลือง หรือสเต็ค แล้วหันมาเคียวอาหารจำพวกแอปเปิล แครอท หรือแตงกวา เซลลูโลสในผิวของมัน จะทำความสะอาดผิวฟันของคุณให้ขาวสดใส

2. เลือกยาสีฟันที่มีสีขาว ที่ผสมฟลูออไรด์ และพยายามแปรงฟันหลังอาหาร หากไม่สามารถทำได้ ก็ให้เคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาล แต่อาจจะมีสารจำพวกเพิ่มความขาว เคี้ยวสัก 20 นาทีก็พอ เพราะมันจะช่วยลดคราบฟันได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์

3. หากคุณมีปัญหาเรื่องฟันไม่ขาว ก็ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ฟอกสีฟัน ที่เรียกว่า Crest White Strip โดยใส่ไว้สัก 30 นาที วันละ 2 ครั้ง จะช่วยให้ฟันขาวขึ้นมาได้ภายในสองสัปดาห์ ซึ่งทางที่ดีควรจะปรึกษาทันตแพทย์

4. ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง อย่าลืมครีมกันแดดเป็นอันขาด เพราะแสง UV เป็นสาเหตุให้คุณเหี่ยวเร็วอย่างคาดไม่ถึง

5. ปรนิบัติผิวตั้งแต่หัวจรดเท้า อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ตั้งแต่การทำความสะอาด ไปจนถึงการใช้ครีมบำรุง

6.หาเวลาในการพักผ่อน อย่างเช่นการไปทะเล แล้วไปหาอาหารทะเลรับประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลา กรดไขมันโอเมก้า 3 มีประโยชน์ต่อผิวพรรณของคุณ

7. รับประทานชาเขียว เพราะมันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานของระบบการสร้างความยืดหยุ่นของผิว

8. รับประทานอาหารที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ อย่างเช่น วิตามิน C , E และเบต้าแคโรทีน ซึ่งสารเหล่านี้ มีในมะเขือเทศ แครอท เป็นต้น

9. รับประทานน้ำมันโอลิเวอร์ ช่วยป้องกันจุดด่างดำต่าง ๆ ที่เกิดกับผิว

10. ออกกำลังกายครั้งละ 20 นาที 4 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ถ้าต้องการเห็นผลเร็ว อาจเพิ่มเป็น 30 หรือ 40 นาทีก็ได้

11. ยกน้ำหนักเพื่อให้กล้ามเนื้อกระชับ และเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ

12. ดูแลผมให้สุขภาพดีเสมอ โดยผู้เชี่ยวชาญแนะว่า ให้ Hot oil บำรุงเป็นประจำทุกสัปดาห์

13. หาทรงผมที่เหมาะกับตัวคุณ การไว้ผมยาวเกินไป หรือสั้นเกินไป อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณดูแก่ลงได้ ให้เลือกที่พอเหมาะพอดี

14. บำรุงผิวก่อนแต่งหน้า โดยอาจจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวสว่างใส ก่อนที่จะลงรองพื้นและเครื่องสำอางอื่นๆ

15. ระมัดระวังเรื่องของการใช้อายไลน์เนอร์ และอาจจะช่วยเพิ่มไฮไลท์บริเวณกระดูกใต้คิ้ว และมาสคาร่าที่เพิ่มความหนาให้กับขนตา

16. ถ้าคุณอายุเกิน 25 ปี ปากจะเริ่มบางลง ซึ่งควรจะใช้ดินสอเขียนขอบปากช่วยหรืออาจจะใช้ลิปมันช่วย ทำให้ดูปากอวบอิ่มและสุขภาพดี รวมทั้งอย่าลืมเลือกลิปสติกที่ให้ความชุ่มชื้น หรืออาจจะมีสารกันแดดผสมก็ได้

17. ปัญหาเรื่องรูขุมขน นับว่าเป็นปัญหาใหญ่เมื่ออายุมากขึ้น เพราะฮอร์โมนจะเปลี่ยนทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น ผิวหน้าจะดูหยาบขึ้น ควรจะใช้โทนเนอร์ ช่วยกระชับรูขุมขนบ้าง แม้จะใม่ใช่ทางแก้ปัญหาถาวรก็ตามที

18. จุดด่างดำต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่ออายุเข้าเลข 3 ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งนั้น มาจากแสงอาทิตย์ และหากพบปัญหาในบริเวณกว้าง ควรจะพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง

19. ริ้วรอยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่หน้าผาก หัวคิ้ว ถ้ามันทำให้คุณรู้สึกแย่ อาจจะปรึกษาแพทย์เพื่อฉีดโบท๊อกได้

20. ความชุ่มชื้นเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ดวงตาของตนดูอ่อนวัยและสดใส ควรจะใช้อายครีมวันละ 2 ครั้ง

21. ปัญหาเรื่องตีนกา แพทย์ผิวหนังอาจจะช่วยได้ ด้วยการสั่งครีมบางชนิด ซึ่งต้องมีใบสั่งจากแพทย์ให้คุณใช้

พิกุล FAR
IP: xxx.172.31.155
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 15:07:55 GMT+0700 (ICT)

วันนี้เรามีทริคดี ๆ สู้ภัยหนาวมาฝาก

1.อย่างแรกเลยก็คือต้องล้างหน้าด้วยน้ำเย็น แม้ว่าอากาศจะหนาวากสักเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าคุณดื้อดึงที่จะใช้น้ำอุ่นล่ะก็เชื่อเถอะค่ะ หน้าคุณจะแห้งตลอดศกแน่นอนเลยทีเดียว ทั้งนี้คุณควรจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่เป็นกลาง คือไม่เป็นกรดหรือด่างมากเกินไป และพิเศษอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีผิวแห้งอยู่แล้วก็คือต้องเลือกแบบที่มีมอยเจอร์ไรเซอร์ด้วยนะคะ เพื่อเป็นการเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวหน้าค่ะ

2.หลังจากทำความสะอาดร่างกายแล้วก็ไม่ควรลืมที่จะทาโลชั่นด้วย เพื่อเป็นการเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว แต่ถ้าเผอิญว่าคุณมีผิวที่แห้งเป็นขุยไปแล้วให้ใช้โลชั่นแบบเข้มข้นเลยนะคะ และในขณะที่ทาโลชั่นก็อย่าลงน้ำหนักมากเกินไป ให้ทาเพียงเบา ๆ จนกระทั่งส่วนที่เป็นขุยค่อย ๆ หลุดลอกออกไปนะคะ

และที่ขาดไม่ได้ก็คือการทาครีมกันแดด หลาย ๆ คนชะล่าใจเห็นว่าเป็นหน้าหนาวจนละเลยที่จะทาครีมกันแดดกันบ่อย ๆ แม้จะจริงอยู่ที่ว่าอากาศมันเย็นลงก็ตาม แต่แดดมันก็แรงมากขึ้นด้วยเหมือนกันคะ เพราะฉะนั้นก็อย่าชะล่าใจไปนะคะ

นอกจากนี้การดื่มน้ำส้มคั้นเป็นประจำทุกวันวันละ 1 แก้ว ก็ช่วยได้เช่นกันค่ะ นอกจากนี้อย่าลืหมั่นออกกำลังกายให้เหงือออกตามธรรมชาติด้วยนะคะ เพื่อร่างกายแข็งแรงและสุขภาพผิวที่ดีค่ะ

เสาวลักษณ์_007 FAR
IP: xxx.172.95.44
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 15:11:13 GMT+0700 (ICT)

กล้วยหอมเพียง 2 ใบ ช่วยลดหุ่นให้ดูเพรียวบางได้ และกลายเป็น สูตรลดน้ำหนักสุดฮิต ที่สาวหนุ่มแดนซากุระแห่ทำตาม จนแทบแย่งชิงกันเพื่อให้ได้กล้วยหอมมาครอบครอง หวังลดน้ำหนักได้เพรียวกันถ้วนหน้า

สูตรลดน้ำหนักที่ตกเป็นข่าวโจษขานเมื่อไม่นานมานี้ แนะนำให้กินกล้วยหอม 1-2 ผล พร้อมกับน้ำในอุณหภูมิห้องในมื้อเช้า ส่วนมื้อกลางวันและเย็นสามารถกินได้ตามปกติ อาจจะเพิ่มอาหารว่างตอนบ่ายสาม สิ่งสำคัญคือ งดของหวานและเข้านอนก่อนเที่ยงคืน

“ในทางโภชนาการแล้ว สูตรดังกล่าวสามารถลดน้ำหนักได้จริง หากเป็นคนที่ไม่ทานอาหารเช้าเลย หรือทานอาหารเช้าที่หนักเกินไป” แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายความเป็นไปได้

กล้วยหอม 1 ลูก น้ำหนักประมาณ 100 กรัม (ไม่รวมเปลือก) จะให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี ในกรณีที่กินข้าวเช้าตามปกติ เช่น ข้าวมันไก่ 1 จาน ที่ให้พลังงาน 500 กิโลแคลอรี หากเปลี่ยนมากินกล้วยหอมเป็นมื้อเช้า ก็จะได้แคลอรีน้อยลง ในขณะเดียวกัน หากว่ากันตามสูตรก็จะให้กินพร้อมกับน้ำ ทำให้อิ่มเร็วขึ้น

สำหรับคนที่ไม่เคยกินข้าวเช้า นักโภชนาการบอกว่า สูตรนี้ช่วยได้อย่างมาก เนื่องจากจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ให้ได้รับอาหารเช้า ซึ่งเป็นมื้อที่จำเป็นต่อร่างกายและสมอง

“ในสังคมปัจจุบัน คนเร่งรีบจนไม่กินอาหารเช้าหรือดื่มเพียงกาแฟ 1 แก้ว ซึ่งส่งผลต่อระบบการเผาผลาญในร่างกาย กล้วยหอมจะถือเป็นอาหารมื้อเช้า ที่ช่วยให้ระบบการเผาผลาญทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” ในกล้วย นอกจากจะมีคาร์โบไฮเดรต และไฟเบอร์ ยังมีน้ำตาลทั้งกลูโคส, ฟลุกโตส และซูโคส ที่ช่วยเพิ่มพลังกายและสมอง ให้สามารถนำไปใช้ได้เลย ทำให้นักโภชนาการมองว่า สูตรลดน้ำหนักด้วยกล้วยนี้ จะเป็นที่นิยมนานกว่าสูตรอื่น เนื่องจากเป็นสูตรที่ง่าย ราคาไม่แพง แถมยังอร่อย ทำให้คนไม่ฝืนใจกิน ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้กับกล้วยประเภทอื่น ได้ไม่ว่าจะเป็นกล้วยน้ำว้า กล้วยไข่

นอกจากรับประทานกล้วยแล้ว ข้อห้ามเกี่ยวกับของหวานและการนอน ก็เป็นปัจจัยเสริมที่ดี น.ส.แววตาชี้ว่า ของหวานเป็นอุปสรรคสำคัญในการลดน้ำหนัก

ขณะที่การจัดเวลาของว่างช่วงบ่ายสามโมงก็ถือว่าดี จากเดิมที่คนไทยกินของว่างไม่เป็นเวลา ก็จะช่วยให้นาฬิการ่างกายเรียนรู้ และปรับระบบเผาผลาญในช่วงเวลานั้น ส่วนการนอนก่อนเที่ยงคืน ก็เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบเผาผลาญได้อีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ดี นักโภชนาการแนะนำว่า สูตรนี้เหมาะกับคนที่ไม่รับประทานอาหารเช้า หรือรับประทานอาหารเช้าที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ผู้ที่ไม่ควรลิ้มลองคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคไต เนื่องจากกล้วยมีน้ำตาลและโปแตสเซียมสูง ในขณะที่ผู้ที่รับประทานอาหารเช้าเพื่อสุขภาพอยู่แล้วก็ไม่จำเป็น อาทิเช่น คอร์นเฟลกกับนม, ข้าวกับแกงจืดตำลึง หรือ ข้าวกับไก่ผัดขิง เป็นต้น

ในขณะเดียวกัน สูตรลดน้ำหนักนี้ก็ไม่เหมาะกับเด็กวัยเรียน เนื่องจากเด็กวัยนี้ต้องการโปรตีนในช่วงเช้าเพื่อเป็นแหล่งพลังงานระหว่างวัน

โดยนักโภชนาการแนะว่า หากต้องการลดน้ำหนัก อาจจะปรับสูตร เช่น กล้วยกับหมูปิ้ง กล้วยกับไข่ต้ม หรือกล้วยกับชีสแบบไขมันต่ำ นักโภชนาการยังบอกด้วยว่า ไม่เฉพาะแต่กล้วยที่สามารถนำไปใช้เป็นสูตรลดน้ำหนักได้ ผลไม้อื่นก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยดูจากผลไม้ที่ไม่หวานมาก ไม่หนักแป้ง และกินได้ง่าย เช่น แอ๊ปเปิ้ล แคนตาลูป หรือแตงโม เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ก็ควรหลีกเลี่ยงทุเรียน, ขนุน ที่หวานจัดหรือผลไม้ที่เป็นกรดเช่น สับปะรด

“สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำเตือนทุกคนคือ กล้วย 1 ใบ ไม่ใช่อาหารมหัศจรรย์ที่จะทำให้คนเราผอมสวย สุขภาพดี เนื่องจากเป็นอาหารที่ไม่ครบ 5 หมู่ แต่กล้วยจะเป็นจุดเริ่มต้น ให้คนหันมารับประทานอาหารเช้าซึ่งเป็นมื้อสำคัญ และเพิ่มสารอาหารให้ครบ 5 หมู่ในมื้ออื่นของวัน และต้องออกกำลังกายให้สมดุลกับอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละวัน เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีต่อไป”

นภา ใจเฟย_far003
IP: xxx.172.95.44
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 15:20:42 GMT+0700 (ICT)

ผมหงอกก่อนวัย

ผมหงอกแสดงถึงเซลล์ร่างกายเริ่มเสื่อมลงหรือเรียกสั้นๆ ว่า "เริ่มแก่" ซึ่งปัจจุบันแนวโน้มอายุคาดหวังของประชากรโลกลดลงเรื่อยๆ จึงไม่แปลกใจเลยที่หนุ่มสาวอายุเพิ่งยี่สิบก็มีผมหงอกแล้ว โดยทั่วไปผมจะเริ่มหงอกจากจอน ขมับ แล้วลามไปทั่วศีรษะ อาจเป็นเพราะหนังศีรษะแต่ละส่วน ทั้งด้านหน้า ตรงขมับ ด้านข้าง ด้านหลัง และกลางศีรษะ อย่างไรก็ตามยังไม่มีคำอธิบายแน่ชัดว่าเพราะเหตุใด แต่หากเปรียบเทียบทั้งร่างกาย จะพบว่าผมหงอกเริ่มที่ศีรษะก่อนแล้วค่อยลามไปที่เคราและขนตามร่างกายในเวลาต่อมา

ใครมีผมหงอกก่อนวัยได้บ้าง

ทายาทผมหงอก คนที่ได้รับถ่ายทอดยีนผมหงอกมาจากพ่อหรือแม่ หากพ่อแม่มีผมหงอกก่อนวัยก็เชื่อได้เลยว่าลูกมีสิทธิ์ผมหงอกตอนเป็นหนุ่มได้เช่นกัน

สิงห์นักสูบ มีงานวิจัยว่าคนที่สูบบุหรี่ตั้งแต่อายุน้อยจะมีผมหงอกก่อนคนที่ไม่สูบบุหรี่ เพราะสารอนุมูลอิสระจากการเผาไหม้บุหรี่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้เซลล์ทั่วร่างกายแก่เร็ว

เป็นโรคกระดูกพรุนหรือโรคหลอดเลือดหัวใจ ผู้ที่เป็นโรคใดโรคหนึ่งในสองโรคนี้ บ่งบอกถึงสัญญาณความชรามาเยี่ยมแล้ว

การรักษา

ไม่มีทั้งยารับประทานและยาทาที่สามารถฟื้นคืนเซลล์สร้างเม็ดสีให้ทำงานปกติได้เลย แต่มีวิธีเดียวคือ เมื่อเริ่มรู้ว่ามีผมหงอกแค่เพียงเส้นเดียว ควรหันมาออกกำลังกายเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ควบคู่กับรับประทานผัก ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน หลอดเลือดหัวใจ และชะลอวัยได้

วิทยาศาสตร์การแพทย์ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาผมหงอกก่อนวัย และอนาคตอาจมีการใช้ สเต็มเซลล์ ปลูกเซลล์รากผมที่ดีลงไปแทนได้ ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในขั้นทดลอง หรืออาจใช้ ฮอร์โมนต้านความชรา แต่หากไม่ควบคุมปริมาณให้ดีอาจก่อมะเร็งได้ ต้องจับตาดูว่าทั้งสองวิธีนี้จะผ่านการรับรองจากวงการแพทย์เมื่อไร เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ชุติมา วิทย์ออก เลขที่ 4
IP: xxx.69.140.6
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 15:23:52 GMT+0700 (ICT)

เวลาเกิดอุบัติเหตุ เราจะต้องระวังสมอง และไขสันหลังให้ดีที่สุด เพราะถ้าเกิดการกระทบกระเทือนก็มักอาจจะส่งผลต่อร่างกายของคนเรา เช่น ความจำเสื่อม การเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น ดังนั้นทั้งสองสิ่งนี้คือสิ่งที่เราจำเป็นต้องดูแลเป็นอย่างดี ซึ่งสิ่งแรกที่ควรจะทำเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นก็คือ การตั้งสติ

รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น อ่านทั้งหมด   อ่าน
 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์