ทางกลับเมืองลอ+เพลงไทดำรำพัน

 
ภาพปก CD น่าจะพิมพ์มาจาก Casset Tape (1)


เพลงไทยดำรำพัน (ฉบับขับร้องใหม่)



กิเลน ประลองเชิง เขียนบทความที่ชื่อ ทางกลับเมืองลอ ลงในคอลัมน์ ชักธงรบ หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ฉบับวันที่  30 ตุลาคม 2551 ความว่า

"ประวัติศาสตร์ไทดำ ค้นคว้าและเขียน โดย คุณบรรจง ชัชวาลชัยทรัพย์ คนเชื้อสายไทดำ ท้าวสรวง อพยพจากน่านเจ้า มาลงหลักปักฐานอยู่ที่เมืองลอ ครับ ภูมิประเทศที่เรียกว่าสิบสองจุไท ส่วนใหญ่เป็นขุนเขา จนเรียกว่าแผ่นดินแห่งขุนเขาหมื่นยอด มีพื้นที่ราบกว้างใหญ่ ทำนาได้ 100% อยู่สี่แห่ง ทุ่งเมืองลอ ทุ่งเมืองถาน ทุ่งเมืองเติ๊ก และทุ่งเมืองแถง แม้ทุ่งเมืองแถงจะใหญ่กว่า แต่รวมทั้งเมืองถาน เมืองเติ๊ก ก็ต้องขึ้นกับเมืองลอ ถิ่นฐานบ้านเดิมของไทดำที่เป็นศูนย์กลาง ต่อมาในสมัยลูกขุนลอ ชื่อล้านเจื้อง ปกครองเมืองแถง ทุกเมืองในสิบสองจุไท ก็เปลี่ยนมาขึ้นกับเมืองแถง วันเวลาผ่านไป จนถึงสมัยที่ดินแดนแถบนั้น อยู่ในปกครองของฝรั่งเศส และกำลังถูก โฮจิมินห์ ต่อต้าน ฝรั่งเศสจัดตั้งแนวร่วมต่อต้านโฮจิมินห์ รวบรวมรัฐไทดำไทขาว 16 แห่ง ตั้งสหพันธรัฐไต เรียกภาษาไทดำ 16 เจ้าไต แล้วให้ แดววันลอง ผู้นำไทขาว เมืองไลเจา เป็นประธานาธิบดี ฝ่ายโฮจิมินห์ ก็แก้ลำ ด้วยการเกลี้ยกล่อมไทดำ ไทขาว เข้าเป็นพวก สองฝ่ายใช้เงื่อนไขเดียวกัน ว่าทันทีที่ชนะ จะแยกดินแดนให้ไทดำไทขาวปกครอง นับแต่นั้น ไทดำ ไทขาวก็แตกออกเป็นสองพวก จับอาวุธหันมาฆ่าฟันกันเอง ผลบั้นปลายใน สมรภูมิเดียนเบียนฟู ฝ่าย โฮจิมินห์ชนะจับเชลยไทดำ ไทขาวที่เข้าข้างฝรั่งเศสไปฆ่าถึง 4,500 คน ส่วนไทดำ ไทขาวฝ่ายโฮจิมินห์ ระดับผู้นำก็ได้รับตำแหน่งสำคัญ ส่วนเรื่องสัญญา ชนะแล้วจะให้ปกครองดินแดน โฮจิมินห์ทำเป็นลืม ผนวกเอาดินแดน 16 เจ้าไต รวมกับดินแดนเวียดนาม นับแต่วันนั้น ปี พ.ศ.2497 ดินแดน 16 เจ้าไต ก็หายไปจากแผนที่โลก หายไปจากความทรงจำของชาวโลก ปี 2512 ไทดำที่ลี้ภัยไปอยู่ลาว แต่งเพลงไทดำรำพัน เนื้อเพลงท่อนแรก “15 ปีที่ไทดำ ห่างแดนดิน จงอินดู หมู่ข้าน้อย ที่พอยพาก บ้าน เฮาคนไท ย้ายกันไป ทุกถิ่นทุกถาน จงฮักกันเนอ ไทดำเฮาเนอ” บรรจง เล่าเรื่องไทดำไว้มาก แต่ผมจับใจ พิธีการก่อนตาย ไทดำ ในไทย ในลาว หรือทุกแห่งในโลก จะถูกสั่งสอนให้ให้รู้จักพิธีบอกวิญญาณ ให้รู้จักเส้นทาง กลับสู่แผ่นดินแม่ ไทดำที่อยู่ในสหรัฐฯ หรืออิตาลี จะถูกบอกให้ขึ้นเครื่องบินมาลงดอนเมือง หารถต่อไปถึงวัดเนินพระเนาว์ ข้ามฝั่งโขงเมืองหนองคาย...แล้วก็ลัดเลาะแต่ละเมืองไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงเมืองลอ สภาพของเมืองลอ น่าจะเป็นเมืองในเนื้อเพลงไทดำท่อน 3 รำพันว่า “เฮือนเคยอยู่ อู่เคยนอน ต้องจรจำลา ปะไฮ ปะนา น้ำตาไทไหล คุณบรรจง ทิ้งท้ายให้คิด เพราะไทดำ ไทขาว ไร้รักสามัคคี แตกแยกกันเอง เป็นเหยื่อคำหลอกล่อของฝรั่งเศสและญวน เป็นเหตุแห่งการสิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน ผมอ่านเรื่องที่คุณบรรจงเขียนแล้วก็เศร้าลึกๆ...ตอนยังมีชีวิต คิดถึงบ้าน ร้องเพลงไทดำรำพัน ตอนตาย ก็ยังต้องช่วยกันบอกหนทางให้วิญญาณ กลับบ้านเก่าถิ่นเกิด แต่ดูแล้วไทดำยังน่าเวทนาน้อยกว่าคนไทยที่ตั้งท่ารบกันในวันนี้ เพราะยังไม่มีเพลงไว้ร้อง ไม่มีพิธีบอกทางกลับบ้าน ก่อนตาย ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ เขาทำอะไรกัน" (1)


สำหรับประวัติ เพลงไทดำรำพัน นั้น ศาสตราจารย์ ดร. สมทรง บุรุษพัฒน์ ได้เขียนถึงประวัติ ของเพลงไทดำรำพันไว้ในหนังสือ สารานุกรมกลุ่มชาติพันธ์ไทยโซ่ง  ความว่า

"เพลงไทดำรำพัน โด่งดังในปี พ.ศ. 2513-2514 ซึ่งในระยะต่อมาได้มีนักร้องรุ่นหลังนำมาขับร้องใหม่หลายคน ซึ่งล้วนได้รับความนิยมจากประชาชน ถึงแม้ว่าจะมีข้อกังขาว่า ทำไมไทดำถึงต้องรำพัน ซึ่งก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ และดูเหมือนว่าบรรดานักเพลงและนักประวัติศาสตร์จะเป็นเส้นขนานกัน จึงได้แต่สันนิษฐานโดยการเอาประวัติศาสตร์กับเพลงมาต่อกัน ผู้ทีขับร้องเพลง ไทดำรำพัน เป็นคนแรกคือ ก. วิเสส มีชื่อจริงว่า กันตัง ราดปากดี ซึ่งอาจจะเขียนว่า กันตัง ราษฎร์ปากดี ก็ได้ มีถิ่นกำเนิดที่บ้านสีไค เมืองศรีโคตรบอง กำแพงนครเวียงจันท์ ประเทศลาว หลังจากที่จบ ป. 4 ท้าวกันตังได้ไปสมัครเป็นทหารอากาศ สังกัดหน่วยพลร่ม ต่อมาได้พบกับ พันเอกแพง เกี้ยวสุวัติ ซึ่งมีฉายาว่า หมีดำ [คุณเจนภพว่า ฉายาหมีดำ คือ พันเองแพง เกี้ยวสุวัติ แต่ครูทินกร ทิพยมาศ ว่าคือฉายาของ สนอง อุ่นวงศ์] ผู้ก่อตั้งวงดนตรีราบอากาศวังเวียง ได้ชักชวนท้าวกันตังมาร้องเพลงในวงดนตรีราบอากาศวังเวียงด้วย ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงให้กับ ก.วิเสส อย่างมาก กระทั่งต้องยกทั้งวงดนตรีข้ามโขงมาอัดเสียงที่ห้องอัดกมลสุโกศล กรุงเทพฯ เพราะระบบการอัดเสียงที่ประเทศลาวยังไม่ดีพอ และเพลงของ ก.วิเสส ก็โด่งดังข้ามมาถึงเมืองไทยในปลายปี 2513 ถึงปี 2514  เพลงที่ได้รับความนิยมมากคือ ไทดำรำพัน และ ชังคนหลายใจ ผู้ที่แต่งเพลงนี้ก็คือ “หมีดำ” ซึ่งต่อมาได้ถึงแก่กรรม เพราะเฮลิคอปเตอร์ตก [ครูทินกร ทิพยมาศ บอกว่า ปัจจุบันไปอยู่อเมริกา] จึงไม่สามารถที่จะทราบได้ว่า อะไรเป็นเหตุจูงใจให้ “หมีดำ” แต่งเพลงนี้ จึงได้แต่เพียงสันนิษฐานตามประวัติศาสตร์ของไทดำ ว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากการอพยพโยกย้ายถิ่นของไทดำ ที่อาศัยอยู่อย่างหนาแน่นในเมืองแถงหรือเดียนเบียนฟู (2)


อ้างอิง

(1) กิเลน ประลองเชิง (นามแฝง). ทางกลับเมืองลอ. หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คอมลัมน์ ชักธงรบ ประจำวันที่ 30 ตุลาคม 2551 [cited 2008 October 30]. Available from: http://thairath.co.th/news.php?section=politics02&content=109404

(2) สมทรง บุรุษพัฒน์. สารานุกรมกลุ่มชาติพันธ์ ไทยโซ่ง.--พิมพ์ครั้งที่ 1.--นครปฐม : สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล, 2540.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 คำสำคัญ (keywords): ไทดำรำพัน 
 หมายเลขบันทึก: 219803
 เขียน:  
 ดอกไม้:  ความเห็น: 36  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

ว่าที่ พ.ต.ดร. ณัฏฐพล ตันมิ่ง
เขียนเมื่อ Thu Oct 30 2008 17:02:01 GMT+0700 (ICT)

เพราะไทดำ ไทขาว ไร้รักสามัคคี แตกแยกกันเอง เป็นเหยื่อคำหลอกล่อของฝรั่งเศสและญวน เป็นเหตุแห่งการสิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน

กวิน
เขียนเมื่อ Thu Oct 30 2008 17:33:44 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณท่านอาจารย์ ว่าที่ พ.ต. ณัฏฐพล ตันมิ่ง ครับ

ครูแอน
เขียนเมื่อ Thu Oct 30 2008 17:53:40 GMT+0700 (ICT)
  •  ชาวไทดำในประเทศไทย

ในประเทศไทย คนไทยเรียกเรียกชาวไทดำว่า ลาวโซ่ง โซ่งนั้นน่าจะมาจากคำว่า ซ่วง หรือ ซ่ง ซึ่งเป็นภาษาไทดำ แปลว่ากางเกง เพราะว่าชาวไทดำเหล่านี้สวมกางเกงสีดำ
ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ครั้นพระองค์ทรงไปตีกรุงเวียงจันทน์ ในปี พ.ศ. 2322 พระองค์ทรงได้กวาดต้อนชาวไทดำที่อพยพมาจากสิบสองจุไท ส่งไปตั้งถิ่นฐานที่เมืองเพชรบุรี

  • ต่อมาในปี พ.ศ. 2335 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและในปี พ.ศ. 2381 สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ก็ทรงยกทัพไปตีเวียงจันทน์ และก็ได้กวาดต้อนชาวไทดำมาอีก
  • ในปัจจุบันตั้งถิ่นฐานกระจายกันอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี พิจิตร พิษณุโลก กาญจนบุรี ลพบุรี สระบุรี ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ปัจจุบันเรียกคนเหล่านี้ว่า ชาวไทยโซ่ง
  • น่าชื่นชมที่ชาวไทดำยังคงรักษาวัฒนธรรม วิถีชีวิต อย่างดี
กวิน
เขียนเมื่อ Thu Oct 30 2008 17:57:48 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณครับครูแอน กวินคิดว่า ในอนาคต อัตลักษณ์แบบเดิมๆ ของคนโซ่ง ก็จะหายไปนะครับ เพราะ.....?

เทียบกับ สาวกระเหรี่ยงคอยาวยุคใหม่ที่ไม่ยอมใส่ห่วงคอเพราะ....?

ครูแอน
เขียนเมื่อ Fri Oct 31 2008 11:35:25 GMT+0700 (ICT)

ครูแอนพาสาวๆมาเยี่ยมกวินค่ะ

10หมื่น
IP: xxx.25.46.166
เขียนเมื่อ Fri Oct 31 2008 12:58:52 GMT+0700 (ICT)

สามัคคี รักชาติ รักแผ่นดินกันไว อย่าให้ลูกหลานไทย ต้องไม่มีแผ่นดินอยู่

ประไทย รบไม่เคยแพ้ชาติอื่น แต่ไทยแตกแยกเมื่อไร ก็จะแพ้ทันที ดังในการเสียกรุงศรี

paleeyon
เขียนเมื่อ Fri Oct 31 2008 13:44:07 GMT+0700 (ICT)

สวสดีครับ ไม่ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนทักทายกันตั้งนาน

พอดีผมมีข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องความตายของไทดำมาร่วมแลกเปลี่ยนครับ

ได้มาจากเวปไซด์

http://coe.asafas.kyoto-u.ac.jp/research/sea/social/ hayashi/Hayashi_Unnan_5Pracha

ชื่อเรื่อง Tai Dam in Laos : Rituals of the Death

โดย PRACHAN RAKPONG

Rajabhat Institute Chiang Mai

"Sending the Soul of the Dead to Muang Fa (Sky)

Bok Thang:

Bok Thang is a ceremony to send the soul of the dead to heaven. It takes place at the house of the dead, three days after the corpse has been buried. Preparation of the ritual paraphernalia includes the hiew apparatus (a structure with rectangular flags, some money (usually bank notes)utensils, tools of the trade, models of domesticated animals, bamboo food tray, (sticky rice, water etc.), basket of clothes with personal belongings and one bottle of liquor. When the appointed time is reached 'keray kok" (person in charge of the funeral ceremony) invites the residential house spirit (pee huan) to receive and consume the offerings. Afterwards he will read the sacred text for sending the soul to heaven, quoting the route from the dead person's home to Muang Lai and Muang Thaeng, the homeland of the Tai Dam in Northwest Vietnam. Then the spirit (soul) is directed to go to the Phaya Thaen (gods of the Tai Dam ) in the sky."

เป็นเวปที่มีข้อมูลเกี่ยวกับไทดำละเอียดดีครับ โดยเฉพาะบทความนี้เป็นของนักวิชาการชาวไทยด้วยครับ

กวิน
เขียนเมื่อ Fri Oct 31 2008 15:47:02 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณๆ สิบหมื่นครับ

กวิน
เขียนเมื่อ Fri Oct 31 2008 23:30:41 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณท่านอาจารย์  paleeyon ครับ ภาพใหม่จำไม่ได้เลยนะครับ แต่กวินว่าภาพที่ ท่านอาจารย์ ใส่เครื่องนักพัฒนากร (ภาพเดิม) นั้นเท่ อย่าบอกใครเลยนะครับ :)  

กวิน
เขียนเมื่อ Fri Oct 31 2008 23:32:33 GMT+0700 (ICT)

*เครื่องแบบนักพัฒนากร

บัญชา ธนบุญสมบัติ
เขียนเมื่อ Sat Nov 01 2008 08:55:13 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ น้องกวิน

       นำสาวไท เอ้ย! หนังสือที่คาบเกี่ยวกับประเด็นนี้มาฝากครับ

                  

         หนังสือ คนไทในชมพูทวีป เขียนโดย บุญยงศ์ เกษเทศ
            สำนักพิมพ์หลักพิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ 2 ตุลาคม 2548
                             ISBN 974-93146-6-2

       ฟังเพลงไทดำรำพัน แล้วนึกถึงตอนเด็กๆ เลย ได้ยินบ่อยมากๆ รู้สึกดีใจที่ได้รู้บางแง่มุมของความหมายของเนื้อเพลง

       ไปเจอมือดีแกะคอร์ดกีตาร์เพลงนี้ไว้ด้วย ที่นี่ครับ ลองเล่นดู ปรากฏว่านิ้วระบมครับ เพราะไม่ได้เล่นมานานนนนมากแล้ว :-P

       น่าสงสัยเหมือนกันว่า คนไทยที่ฟัดกันอยู่ตอนนี้ ต่างตกเป็นเครื่องมือของมือที่มองเห็นมั่ง ไม่เห็นมั่ง (แต่พูดถึงตรงๆ ไม่ได้) โดยยกอุดมการณ์ชี้นำ...อยู่หรือเปล่า? 

       แต่คิดๆ ไป ก็คงเป็นเสี้ยวหนึ่งในพัฒนาการของสังคมมั้งครับ (มองแบบปลงๆ)

บัญชา ธนบุญสมบัติ
เขียนเมื่อ Sat Nov 01 2008 08:56:50 GMT+0700 (ICT)

โอ๊ะโอ...ขออภัย...สะกดชื่ออาจารย์ผู้เขียนผิด

ที่ถูกต้องคือ บุญยงค์ เกเทศ ครับ

pa_daeng
เขียนเมื่อ Sat Nov 01 2008 08:58:02 GMT+0700 (ICT)
  • สวัสดีค่ะ น้องกวิน
  • ป้าแดงไม่ค่อยแม่นเรื่อง ไทดำ
  • รู้แต่ว่า ชอบเพลง ไทดำรำลึก และในเนื้อเพลง ก็บอกเล่าถึง เรื่องราวของไทดำ บ้าง
  • ขอบคุณค่ะ
ว่าที่ พ.ต.ดร. ณัฏฐพล ตันมิ่ง
เขียนเมื่อ Sat Nov 01 2008 09:10:28 GMT+0700 (ICT)

พิธีกรรมการเลี้ยงเจ้าบ้านของชาวบ้านนาป่าหนาด ตำบลเขาแก้ว อำเภอเชียงคานคาน จังหวัดเลย

เป็นพิธีกรรมหนึ่งที่น่าศึกษา เพราะมีความแตกต่างจากหมู่บ้านอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียงกัน

เป็นภูมิความรู้ในท้องถิ่นอย่างหนึ่งที่ทำให้ชุมชนแห่งนี้อยู่กันอย่างสงบสุข

พิธีกรรมเลี้ยงบ้านนี้มีการสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต ความเชื่อเป็นมรดกทางสังคมอย่างหนึ่ง

ที่ได้รับจากบรรพบุรุษและถ่ายทอดไปให้แก่อนุชน ซึ่งเป็นแบบแผนในการดำเนินชีวิตในชุมชน

และเป็นระบบความรู้ความเชื่อในชุมชน ชุมชนแห่งนี้ได้ยึดถือปฏิบัติสืบกันมา

ถ้าใครฝ่าฝืนจะถูกตำหนิจากสังคมและจัดขึ้นตามลัทธิเพื่อความขลัง

ในอดีตนั้นพิธีกรรมการเลี้ยงบ้านชาวบ้านจะถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดโดยจะพากันหยุดการทำงานทุกอย่าง

มาประกอบพิธีกรรมกันตลอดวัน มีการละเล่นกันอย่างสนุกสนาน

การสืบทอดที่ผ่านมามาเป็นการเรียนรู้กันตามธรรมชาติ ไม่ได้มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้

จึงมีความต้องการรวบรวมองค์ความรู้ไว้ให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาเรียนรู้

ไทดำนั้นเป็นชนชาติไทยกลุ่มหนึ่งที่มีความเชื่อและนับถือผี ไทดำจะเรียกตนเองว่าไต (ไท)หรือ ?TAI?

มีคนเรียกชื่อต่างๆ นานาหลายชื่อด้วยกัน อาทิเช่น ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ลาวซงดำ ผู้ไทยดำ ผู้ไตซงดำ

ไทยทรงดำ ไทยโซ่งดำ แต่คำว่า ?ไทยดำ? จะเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย

ถิ่นเดิมของไทดำอยู่ที่แคว้นสิบสองจุไท บริเวณแม่น้ำแดง แม่น้ำดำและบริเวณแม่น้ำอู

จนถึงแม่น้ำโขงในแคว้นสิบสองจุไทนี้ ประกอบด้วยเมืองต่างๆ คือ เมืองไล เมืองเจียน เมืองมุน เมืองบาง

เมืองแถง เมืองกวาย เมืองดุง เมืองหม้วย เมืองลา เมืองมัวะ เมืองวาด เมืองฮวาง

บ้านนาป่าหนาด ตำบลเขาแก้ว อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เรียกตามภาษาท้องถิ่นทั่วไปว่า ?โคก?

ชาวบ้านนาป่าหนาด และหมู่บ้านใกล้เคียงจะเรียกหมู่บ้านนี้ว่า ?บ้านโคก? หรือบางทีก็เรียกว่า

?บ้านโคกโซ่งดำ? ตอนแรกเรียกว่า บ้านนาป่าติ้ว ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า

?บ้านนาป่าหนาด?เพราะบริเวณนี้มีต้นหนาดมากมาย นอกจากนี้ยังมีป่าไผ่ ไม้ประดู่ ไม้เปือย ไม้แดง

ไม้เต็งรัง มากมาย

มีสัตว์ป่าชุกชุม มีแหล่งน้ำธรรมชาติ 2 แห่ง คือ ลำน้ำฮวยและลำน้ำห้วยป่าติ้ว

หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ห้วยน้อย หล่อเลี้ยงพืชพันธุ์ทางการเกษตร

มีสัตว์น้ำมากมายอันเป็นอาหารของชาวบ้านได้อย่างดี ชาวบ้านในแถบนี้จะปลูกข้าวไร่กัน จึงไม่มีนาปลูกข้าว

เมื่อชาวไทดำได้เข้ามาอยู่บริเวณนี้ ก็พากันทำนาปลูกข้าวซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิม ชาวบ้านในแถบนี้เห็นเข้า

จึงได้พากันทำนาปลูกข้าวเหมือนชาวบ้านนาป่าหนาดจนถึงปัจจุบัน

อพยพหนีภัยสงครามเข้ามาในประเทศไทยครั้งที่ 5 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นครั้งแรก ประมาณปี พ.ศ. 2423

และเดินทางเข้าไปในสิบสองจุไทอีก ในปี พ.ศ. 2430 แต่อยู่ไม่ได้เพราะฝรั่งเศสบังคับ กดขี่ข่มเหง

และใช้งานหนัก ไทยดำกลุ่มนี้ไม่ยอมจึงเดินทางเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ.2460

ตั้งบ้านเรือนจะตั้งเรียงรายยาวไปตามถนนภายในหมู่บ้าน โดยมีถนนสาย บ้านนาบอน ? บ้านสงเปือย

เป็นเส้นทางผ่านกลางหมู่บ้านและถนนอีก 2 เส้นขนานกับเส้นกลางหมู่บ้าน ภายในหมู่บ้านจะมีซอย

ตัดเป็นแนวเดียวกัน 17 ซอย ปัจจุบันบ้านนาป่าหนาดแบ่งการปกครองเป็นสองหมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 4

มีประชากร 569 คน เป็นชาย 281 คน เป็นหญิง 288 คน มีทั้งหมด 124 หลังคาเรือน จำนวน 130

ครอบครัว และหมู่ที่ 12 มีประชากร 563 คน ชาย 295 คน หญิง 268 คน มีทั้งหมด 123

หลังคาเรือน จำนวน 126 ครอบครัวอาณาเขตบ้านนาป่าหนาดมีเขตติดต่อกับหมู่บ้านต่างๆ คือ

ทิศเหนือติดกับบ้านวังอาบช้าง ทิศใต้ติดกับบ้านหินตั้ง ทิศตะวันออกติดกับบ้านตาดซ้อ

ทิศตะวันตกติดกับบ้านนาเบน

เจ้าบ้าน เป็นผีที่รักษาคุ้มครองหมู่บ้าน จะอาศัยอยู่หอเจ้าบ้าน

ซึ่งเป็นที่อยู่ของผีหรือเทวดาผู้มีอิทธิฤทธิ์ ที่ได้ช่วยปกปักรักษาและคุ้มครองช่วยให้ชาวบ้านนาป่าหนาด

ตั้งบ้านตั้งเมืองและอยู่เย็นเป็นสุขตลอดมา หอเจ้าบ้านของชาวบ้านนาป่าหนาดมีจำนวน 4 หลัง

อยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านห่างออกไปประมาณ 100 เมตร ภายในบริเวณจะมีต้นไม้ใหญ่ ต้นไผ่ต่างๆ

ขึ้นล้อมรอบ และภายในบริเวณหอเจ้าบ้านมีลานกว้าง ปัจจุบันชาวบ้านได้ทำศาลาขนาดใหญ่ครอบหอเจ้าบ้านไว้

มีศาลาขนาดเล็กสำหรับให้คนมาร่วมพิธีกรรมนั่งพัก และใช้จัดงานเลี้ยงเจ้าบ้าน หอเจ้าบ้านมีทั้งหมด 4

หลัง

ทุกๆวันพระ ทุกครัวเรือน จะนำดอกไม้ธูปเทียน ไปสักการะ เจ้าจ้ำ มีหน้าที่ดูแลรักษาหอรักษาทั้ง 4 หอ

รวมทั้งทำพิธีเซ่นสรวงสักการะหอเจ้าบ้านในงานเลี้ยงด้วย เจ้าจ้ำคนปัจจุบันคือ นายแก้ว ซ้อนเติม

เจ้าเสื้อคือผู้ช่วยเจ้าจ้ำ ปัจจุบันคือ นายช่วง แหก่งกุยอม

จากการศึกษาตนเองและวิเคราะห์ประเพณี วัฒนธรรมของชุมชนในเรื่องพิธีกรรมการการเลี้ยงเจ้าบ้าน

กวิน
เขียนเมื่อ Sat Nov 01 2008 18:57:25 GMT+0700 (ICT)

อ่านแล้ว เห็นภาพที่พี่ชิวกำลัง รี๊ดกี่ตาร์ เสียง ติ๊ดติว ติ๊ดติว ติ๊ดติ้ว!! แบบเพลงหมอรำ (จนนิ้วเจ็บ) เพลงนี้พ่อของกวินเปิดฟังบ่อยๆ กวินจำได้ร้องได้เลยครับ   สำหรับ หนังสือหนังสือ คนไทในชมพูทวีป เคยเห็นในร้านหนังสือแล้วครับเล่มนี้ และขอบคุณสำหรับ คอร์ดกีตาร์เพลงไทยดำรำพันนะครับ

กวิน
เขียนเมื่อ Sat Nov 01 2008 19:09:55 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณpa_daeng [มณีแดง คนสวย แซ่เฮ] ที่เข้ามาฟัง ดนตริยานุสติ ครับ

กวิน
เขียนเมื่อ Sat Nov 01 2008 19:11:38 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณท่านอาจารย์ ว่าที่ พ.ต. ณัฏฐพล ตันมิ่ง สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับไทดำ ครับ

kasem2003
IP: xxx.123.159.54
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 18:13:52 GMT+0700 (ICT)

กิเลน ประลองเชิง เจ้าของคอลัมภ์ ชักธงรบได้เขียนถึง ไทดำรำพัน [24 ต.ค. 51 - 15:33]( เพิ่มเติม ในไทยรัฐ ปีที่ 59 ฉบับที่ 18552 วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน 2551) ว่า

ปลายปี 18 ลาวแตก ระบอบการปกครองที่มีเจ้ามหาชีวิต เปลี่ยนเป็นสังคมนิยม ในจำนวนลาวลี้ภัยมากมาย ไทดำกลุ่มใหญ่ อพยพอยู่วัดเนินพะเนาว์ ริมฝั่งโขงเมืองหนองคาย...

ผมเขียนทิ้งเป็นนัย...วันนี้ ไม่รู้ว่าไทดำไปอยู่ที่ไหน?

คุณบรรจง ชัชวาลชัยทรัพย์ หนึ่งในไทดำกลุ่มนั้น...เขียนจากศูนย์การศึกษาไทดำ กรุงเทพฯ มาว่า วันนี้พวกเขาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่ประเทศที่สาม

ฝรั่งเศส แคนาดา ออสเตรเลีย อิตาลี และสหรัฐอเมริกา

เฉพาะสหรัฐฯ มีชาวไทดำกลุ่มใหญ่จำนวนถึง 6 พัน อยู่ในรัฐไอโอวา

ไทดำในไอโอวานี่เองที่ตั้งศูนย์การศึกษาไทดำ รวบรวมอนุรักษ์ จารีตประเพณี วัฒนธรรม ภาษาพูด ภาษาเขียน เอาไว้ ตั้งใจให้เป็นมรดกตกทอดแก่ลูกหลานไทดำได้สืบสาน

ศูนย์การศึกษาไทดำในกรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่ง

คุณบรรจงปรารภมาว่า ปัจจุบันวัฒนธรรมไทดำในเมืองไทย ถูกวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งก็คือวัฒนธรรมไทยกลมกลืนเสียจนเสียรูปร่าง ใกล้จะกลายเป็นวัฒนธรรมพันทาง...เต็มที

ศูนย์ไทดำจึงตั้งขึ้นมาเพื่อให้ลูกหลานได้รู้ว่า ไทดำมีความเป็นมาอย่างไรในครั้งบรรพกาล แผ่นดินเกิดอยู่ที่ไหน ปัจจุบันอยู่ในสถานะใด ของแว่นแคว้นใด

คุณบรรจงบอกว่า เคยอยู่ในลาวเมื่อ พ.ศ.2512-2515 รู้ที่ มาของเพลงดัง ไทดำรำพัน...ดี

ในงานเลี้ยงที่วังเวียงของลาว นายคำละ หรือละ สิงลอคำ (สิง เป็นคำนำหน้าสกุล เหมือนคนจีนใช้ แซ่) ซึ่งแต่งเพลงไว้ แล้วขึ้นร้องบนเวที

เนื้อร้องและทำนองเพลงไทดำรำพัน ไพเราะกินใจหัวหน้าวงดนตรีราบอากาศของลาว ชื่อหมีดำ เขานำเนื้อร้องไปดัดแปลงให้ กลมกล่อม สัมผัสเนียนขึ้น

แล้วนำไปให้ ก.วิเสส นักร้องในวงซึ่งเป็นคนลาว ร้องอัดเทป กลาย เป็นเพลงดัง

ทั้งในลาวและไทย

ในขณะที่ลาวและไทยฟังเพลงไทดำรำพัน แล้วก็เบื่อแล้วก็ ลืมเลือนไป แต่สำหรับชาวไทดำ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในลาว ในไทย หรือในเมืองฝรั่ง...เพลงไทดำรำพัน คือเพลงสัญลักษณ์ เพลงประจำเผ่า

ยกเว้นไทดำในสิบสองจุไทเดิม ที่อยู่ใต้การปกครองของเวียดนาม

บรรจงบอกว่า ทุกครั้งที่เพลงไทดำรำพันดังขึ้น คนไทดำ

ในประเทศที่สามจะน้ำตารื้น...

ไทดำในไทยอาจไม่รู้สึกโศกเศร้าเสียใจ เพราะทิ้งบ้านเมืองเดิมมาอยู่ในไทยกว่าสองร้อยปีที่แล้ว ก่อนแผ่นดินไทดำจะถูกกลืนกิน

และผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเวียดนาม

คุณบรรจงทักผมว่า ที่เขียนว่าเมืองไทยแตกแยกเป็นไทยแดง ไทยเหลืองนั้น เข้าใจดีว่าเขียนประชด แต่ขอให้รู้ความจริงว่า ในจำนวนเผ่าไทยหลายเผ่า เผ่าไทยเหลืองไม่มี

แต่เผ่าไทยแดงมี...

ไทยแดงคนหนึ่งวันนี้ยังทำงานอยู่ในสถานทูตลาวในกรุงเทพฯ

เป็นอันว่า จดหมายจากคุณบรรจง ทำให้ผมได้เชื่อมต่อความรู้...อย่างน้อยก็รู้บ้างแล้วว่า ไทดำมาจากที่ไหน และวันนี้ไปอยู่ที่ไหน เพลงไทดำรำพัน มีที่มาอย่างไร

ถ้าโอกาสมี สักวัน...เราคงได้คุยกัน...เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เราก็ไทยด้วยกัน

ที่รบรากันบ้างในวันนี้ คิดเสียว่าซ้อมมือไว้ เผื่อรบกับ ศัตรูตัวจริงในวันหน้า.

“กิเลน ประลองเชิง”

กวิน
เขียนเมื่อ Fri Nov 07 2008 13:22:05 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณคุณ kasem2003 ครับ

ครูใหม่
เขียนเมื่อ Fri Nov 07 2008 13:32:37 GMT+0700 (ICT)

น้ากวิน คะ ไปเที่ยว บ่อน้ำพุร้อนกับน้องพอ กันเจ้า

กวิน
เขียนเมื่อ Fri Nov 07 2008 15:00:11 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณครับครูใหม่

ใบโพธิ์
IP: xxx.200.255.162
เขียนเมื่อ Fri Nov 07 2008 15:00:32 GMT+0700 (ICT)

แวะมาเยี่ยมครับ

สบายดีนะครับ

กวิน
เขียนเมื่อ Fri Nov 07 2008 15:20:38 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณครับสบายดีเหมือนเช่นเคย ครับ

dhanarun
เขียนเมื่อ Fri Nov 07 2008 23:49:54 GMT+0700 (ICT)

ชอบจังเลย.....ไม่ได้ฟังมานานมากกกกกก.....(แสดงว่าแก่)

ฟังรอบแรก  อ่านไปด้วย (ยิ่งซึ้งงงงงง...)

ฟังรอบสอง ฟังไป เม้นท์ไป

อยากฟัง ชังคนหลายใจ อีกด้วยหล่ะ.....จัดให้ตามคำขอได้ไหมคะ พูดจริงนะ......

กวิน
เขียนเมื่อ Sat Nov 08 2008 00:00:10 GMT+0700 (ICT)

เพลงนี้เก่ามาก ต้นฉบับ คงหาไมได้แล้วในตอนนี้ เดี๋ยว ดีเจกวิน พยายาม จัดให้นะครับ ว่าแต่ ฟังเอง หรือจะมอบให้ใครฟังเป็นพิเศษ หรือขอให้ ดีเจฟังครับ  

กวิน
เขียนเมื่อ Sat Nov 08 2008 00:22:42 GMT+0700 (ICT)

ชังคนหลายใจ http://www.imeem.com/prakob/music/6petmC_q/wma/ 

वीर
เขียนเมื่อ Wed Nov 12 2008 01:32:55 GMT+0700 (ICT)

ถ้าสามัคคีกันเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรครับ? รบชนะทั้งเวียดนาม และฝรั่งเศส? ทำได้จริงๆ?

กวิน
เขียนเมื่อ Wed Nov 12 2008 21:18:52 GMT+0700 (ICT)

वीर Q : ถ้าสามัคคีกันเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรครับ? รบชนะทั้งเวียดนาม และฝรั่งเศส? ทำได้จริงๆ?

กวิน A: ถ้า ไทดำ สามัคคีกันก็อาจจะดำเนิน กลยุทธ ผูกมิตรใกล้ตีไกล คือผูกมิตรกับเวียดนาม+ไทย+ลาว ร่วมกันต่อต้าน รัฐจักรวรรดินิยม หรืออาจจะต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว เช่น จีน ในอดีตที่คนในชาติมีความสามัคคี แต่ก็ถูก รัฐจักรวรรดินิยม แทรกซึมบ่อนทำลายด้วย ฝิ่น ทำให้คนในชาติอ่อนแอ โดยสรุป แม้นในที่สุด ถึงจะรบแพ้ แต่ก็ยังมีแผ่นดินให้อยู่? ถามว่า ตอนนี้ คุณ वीर  ตกเป็นทาสรัฐจักรวรรดิ์นิยม อยู่หรือไม่ครับ ใน สงครามฝิ่นแบบใหม่? (ฝิ่น ในรูปแบบใหม่ ก็คือ ค่านิยมบริโภคนิยม เช่น นิยมใส่เสื้อผ้าราคาแพงๆ แข่งกันขับรถหรูๆ ดูหนังฟังเพลง กระเตงๆ ตะลอนๆ ถ่ายรูปไปวันๆ  จัดงานสังสรรค์ Karaoke meeting (KM)  สิ่งเหล่านี้คือ ฝิ่น ในรูปแบบใหม่ที่ทำให้คนในชาติอ่อนแอ)

สุวิทย์
IP: xxx.172.224.8
เขียนเมื่อ Fri Dec 26 2008 11:22:54 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับสมาชิกทุก ๆ คน ผมเพิ่งเข้ามาพบเวปนี้ในวันนี้ อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติ-ศาสตร์ไทดำบางส่วนแล้ว ทำให้รู้อะไรเกี่ยวกับพี่น้องไทดำมากขึ้น ผมก็เป็นคนเชื้อสายไทดำคนหนึ่งครับ สกุล สิงห์เรือง ขอเข้ามาคุยด้วยคนนะครับ

กวิน
เขียนเมื่อ Fri Dec 26 2008 16:39:32 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณๆ สุวิทย์ครับ ยินดีครับ

YiSan
IP: xxx.128.197.106
เขียนเมื่อ Sun Mar 14 2010 19:30:26 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากครับ

น่าสงสาร เมืองไทยวันนี้

อนุกูล จินตรักษ์
IP: xxx.207.32.204
เขียนเมื่อ Sun Oct 02 2011 19:54:39 GMT+0700 (ICT)

อ่านประวัติเพลงไทยดำรำพันแล้วสงสารและเห็นใจพี่น้องชาวไทยดำอย่างยิ่ง เรื่องการแตกสามัคคีระหว่างชนเผ่าไทยที่นำไปสู่การ

ถูกญวนกลืนชาติควรจะเป็นอุทธาหรณ์ที่ดีแก่ผู้ที่เป็นตัวการให้เกิดการเข่นฆ่ากันในหมู่คนไทยในขณะนี้ จึงเป็นการสมควรสำหรับผู้ที่ไม่ปรารถนาเห็นคนไทยสิ้นชาติจะเกิดสติปัญญา แล้วเลิกสนับสนุนขบวนการดังกล่าวทันที แล้วชวยกันหาวิธีการที่จะทำให้พวกเรารักกันเหมือนแต่ก่อน

เห็นใครต่อใครเขียนเนื้อเพลงไทยดำรำพันต่างกันหลายแห่ง แต่ไม่เคยเห็นใครพยายามแปลความบางคำในเนื้อเพลงเลย เช่นที่ว่า "ปะไฮ ปะนา" นั้นแปลว่าอะไร เดากันไปต่าง ๆ นานา แล้วไม่พยายามถามคนที่เขารู้ภาษาถิ่นของอีสานเลย ความจริงแล้วคำนี้ น่าจะเป็น "ป๋า" ซึ่งแปลว่าทิ้ง หรือเลิก เพราะฉะนั้น ป๋าไฮ่ป๋านา ก็คือ(จำต้อง)ทิ้งไร่ทิ้งนา เนื่องจากสงครามเดียนเบียนฟู หรือถ้าพูดถึงคู่ผัวเมียที่หย่าร้างกัน เขาก็จะพูดว่า "มันป๋ากันแล่ว"

ดร.เจริญ สิงห์ลอ
IP: xxx.77.189.134
เขียนเมื่อ Wed Mar 28 2012 21:21:34 GMT+0700 (ICT)

ผมเป็นไทดำ เข้าประเทศไทยรุ่น200กว่าปี บรรพบุรุษน่าจะมาจากเมืองม้วยใหล้ๆ เมืองแถง มาโดยการเป็นลูกหาบให้ทหารไทและเป็นทาส คนไทยแลนด์เรียกขานว่า"ลาว"เอ..ดูไปดูมามาทางประเทศลาวก็ต้องเป็นลาว นั่นไม่ใช่ลาว100% เอ้าชอบใส่ลาวส้วง ก็เลยเรียกว่าลาวส้วง เพี้ยนไปเพื้ยมาเรียกเป็น "ลาวโซ้ง"

   ไม่เฉพาะไทยแลนด์ เด็กไทดำได้รู้ประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนว่าพวกไทดำชอบทำสงคราม เคยไปตีกันกับพวกแกว เลยถูกแกวยึดเมือง เด็กไทดำนิยมพูดภาษาแกวกันมาก

   นั่งรถยนต์ออกจากฮานอยไปเมืองแถง  ออกไปไม่เกิน 50 กม น่าสังเวชใจ คนไทดำตั้งบ้านเรือน กันอย่างหน่าแน่น

   กลางวันก็นอน ทำงานบ่ายสอง  เฮ้อ.....................................ง

Mr SunSun
IP: xxx.26.89.185
เขียนเมื่อ Wed Jul 24 2013 20:55:02 GMT+0700 (ICT)

เพลงไทดำรำพัน แต่งขึ้นโดยคนไทดำชื่อท้าวเฮืองกับท้าวฮุงที่หนีภัยโฮจิมินท์มาอาศัยอยู่ในประเทศลาวแต่งเพื่อรำลึกถึงบ้านเกิดเมืองนอนเนื้อเพลงเศร้าสร้อยโหยหาถิ่นเกิด ต่อมาหมีดำได้นำเพลงไทดำรำพันไปให้ ก วิเศษ ขับร้องจนโด่งดัง ท้างเฮืองท้าวฮุงไปอยู่ฝรั่งเศสแล้วได้ทำการฟ้องร้องลิขสิทธิ์จากหมีดำ แม่ไม่ทันจบเรื่องหมีดำเครื่องบินตกตายเสียก่อน

Mr SunSun
IP: xxx.26.89.185
เขียนเมื่อ Wed Jul 24 2013 21:01:01 GMT+0700 (ICT)

คนไทดำเป็นชนชาติกลุ่มไท คือกลุ่มที่ใช้ ภาษาไท ชนกลุ่มไท อาศัยอยู่ตั้งแต่ตอนบนของพม่า เรียกว่าไทใหญ่ จีนตอนล่าง เขตปกครองพิเศษ สิบสองปันนา ไทลื้อ ตอนเหนือของเวียตนาม พวกไทดำ ไทแดง ไทขาว กลุ่มไทดำอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของเวียตนาม ตามพงศาวดารเมืองไล จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากร 2507 เมืองที่ไทดำอยู่นั้น เช่น เมืองแถน เมืองควาย เมืองตุงเป็นต้น มี 12 เมืองเรียกว่าเมืองสิบสองผู้ไท หรือสิบสองจุไท คำว่าจุ มาจากคำว่าเจิว เป็นภาษาแกว แปลว่า เมือง เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีกล่าวถึงดินแดนสิบสองจุไท ในพ.ศ.2430 ว่าเป็นเมืองของพวกไทดำ ดังพวกลาวเพชรบุรี คำว่าลาวนั้นเป็นคำที่คนที่อยู่ในประเทศไทยเรียกคนที่ข้ามจากฝั่งโขงมาไทย เรียกว่าลาวทั้งหมด เช่นมาจากเมืองเวียงจันท์ก็เรียกว่าลาวเวียง มาจากเมืองพวน ก็เรียกว่าลาวพวน มาจากหลวงพระบางก็เรียกว่าลาวคั่ง เป็นต้น ส่วนคนไทดำไม่ได้อาศัยอยู่ในประเทศลาว แต่ข้ามแม่น้ำโขงมาเช่นกัน จึงถูกเรียกว่า ลาวไปด้วย ซึ่งคนในประเทศลาวเขาก็ไม่ยอมรับว่าไทดำเป็นลาว คนไทดำเรียกตนเองและพวกเดียวกันว่าไท หรือ ไต เช่น ไตบ้านดอน ไทบ้านยาง ไทเมืองเพชรเป็นต้น ไม่ได้เรียกตนเองว่าลาวเลย

ในการปกครองบ้านเมืองของไทดำ แบ่งเมืองออกเป็น 2 ชั้น หรือ3 ชั้นแล้วแต่เมือง คนที่อาศัยอยู่ในกำแพงเมือง เรียกว่าไทกวงเมือง หรือไทเมือง ส่วนพวกที่อยู่นอกกำแพงเมือง เรียกว่า ไทโซ่ง หรือไตโซ่ง การที่พวกโซ่งเป็นคนที่อาศัยอยู่นอกกำแพงเมือง จึงเป็นการง่ายที่จะถูกกวาดต้อน พวกไทดำที่ถูกกวาดต้อนจึงเป็นพวกไทโซ่งเสียเป็นส่วนมาก ในหนึ่งเมืองจะประกอบไปด้วย 4 โซ่ง เช่นที่เมืองลา มีโซ่งปัน โซ่งป้อง โซ่งหอหลวง โซ่งล่ามหอ (หนึ่ง โซ่งจะประกอบไปด้วยหมู่บ้าน 5-10 หมู่บ้าน) ดังนั้นคำว่าโซ่ง ก็หมายถึง พวกชนบท พวกบ้านนอก หรือพวกด้อยวัฒนธรรม พวกการศึกษาต่ำ พวกโง่ อะไรทำนองนั้น การที่พวกเราเรียก ไทดำ ว่าโซ่ง พวกโซ่งก็หมายถึงคุณกำลังเรียกเขาว่า ไอ้บ้านนอก ไอ้โง่อะไรทำนองนั้น เช่นเราคนสุพรรณไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ เขาเรียกเราว่าไอ้สุพรรณไอ้บ้านนอกเรายังโกรธเลย ไทดำก็เหมือนกัน ถูกเรียกว่าโซ่ง หรือไอ้บ้านนอก ไอ้โง่ เขาก็ต้องโกรธเช่นกัน ดังนั้นต่อไปนี้ให้เรียกเขาว่า ไทดำ หรือผู้ไทดำ นะจ๊ะ ยังมีเรื่องเล่าสู่กันฟังอีกมาก เอาไว้วันหลังก็แล้วกัน หรือใครอยากฟังเรื่องอะไร ขอได้ ตอนนี้ กำลังเขียนเรื่อง 1.การบริหารตามยถากรรม และ 2.อารมณ์วิปัสสนาที่ถูกต้อง เป็นแนวปฏิบัติ เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า วิปัสสนาคืออะไร ปฏิบัติที่ถูกต้องทำอย่างไร วันนี้พอแค่นี้ก่อน bye
Dr.Suriya R.

Ae
IP: xxx.84.18.242
เขียนเมื่อ Tue Mar 25 2014 00:01:26 GMT+0700 (ICT)

TAI HUK KAN NER PEE NONG HOUW. PA KAN HUK SA HEED TAI HOUW VAI . SEAR BAAN SEAR MOUNG TAE YASEAR KARM PEN TAI.

CATEE AE.

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า