สมาชิก
แลกเปลี่ยน

วิชา "การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา"

 การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา 

 

ขอต้อนรับนักศึกษา ปริญญาโท สาขาการจัดการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

สู่การเรียนการสอนวิชา การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

· คำสำคัญ: การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา 
· หมายเลขบันทึก: 218881 · เขียน:  
· ดอกไม้:
2
 · ความเห็น:
246
 · อ่าน: แสดง 
· สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น อ่านทั้งหมด   อ่าน
พระเมธา ฐิตโสภโณ
IP: xxx.176.112.60
เขียนเมื่อ Tue Nov 04 2008 00:43:52 GMT+0700 (ICT)

ชั่วโมงแรกของการเรียนการสอนที่แสนจะอบอุ่นและเป็นกันเอง อาจารย์ ดร.กีรติ ยศยิ่งยง ผู้แสนจะน่ารัก ได้นำนักศึกษาเข้าสู่รายวิชาการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา ด้วยการอธิบายให้นักศึกษาเข้าใจถึงรายวิชาในภาพกว้าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องขอบเขตของการศึกษา และแนวคิดคุณลักษณะบัณฑิตของประเทศไทย ตลอดจนกิจกรรมและการประเมินผล เกรดและระดับคะแนน ฯลฯ นอกจากนี้ อาจารย์ยังชี้ให้เห็นว่า การจัดการศึกษาเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่จะต้องให้ความสำคัญ และใส่ใจในการเรียนรู้ถึงหลักการ แนวคิด ลักษณะงาน บุคคลที่เกี่ยวข้อง และเทคนิคบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ อาจารย์ยังได้กล่าวถึงลักษณะของบุคคลที่สังคมต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่ได้กล่าวไว้ใน FIVE MIND FOR THE FUTURS

ในส่วนวิธีการเรียนการสอนที่อาจารย์กำหนดไว้นั้น ได้แก่ การเรียนในห้องเรียน ทำรายงาน เขียนอารัมภบทความเชิงวิชาการ การศึกษาบทความวิชาการจากหนังสือวารสารต่างที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังได้เชิญวิทยากรพิเศษมาบรรยายอีกด้วย

ในส่วนการประเมินผล อาจารย์ประเมินผลคะแนนดังนี้

1) การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน 10 คะแนน

2) ส่งสรุปงานที่ Blog 10 คะแนน

3) วิเคราะห์บทความ 20 คะแนน

4) รายงานกลุ่ม 30 คะแนน

5) สอบปลายภาค 30 คะแนน

รวม 100 คะแนน

พระครชานนท์ สิรินฺธโร
IP: xxx.121.5.14
เขียนเมื่อ Tue Nov 04 2008 18:31:43 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร เปิดเทอมใหม่ พบอาจารย์คนใหม่ เริ่มเรียนวิชาใหม่ ๆ และพบเพื่อน ๆ ซึ่งวันแรกอาจจะมายังไม่ครบ แต่ก็ดีใจที่ได้พบกันอีกครั้ง หลังจากหยุดพักผ่อนกันมาประมาณ 1 เดือนได้ ชั่วโมงแรกของวัน และของเทอมนี้ ได้เรียนวิชาการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา สอนโดยอาจารย์ ดร.กีรติ  ยศยิ่งยง และพระครูสมุห์ชุมพล อินทฺโก โดยวันนี้อาจารย์ ดร.กีรติ ได้กล่าวถึงเรื่องราวโดยรวมของเนื้อหารายวิชา ลักษณะของการเรียน  เวลาเรียน จะเรียนตั้งแต่ 18.45-20.30 น. แต่ถ้าวิทยากรพิเศษ 18.30-20.30 น. การตัดเกรต และมาวันแรกอาจารย์สั่งงาน 4 ชิ้น โดยที่การสอบ final อาจารย์จะให้ข้อสอบมา 5 ข้อ แต่ให้เลือกทำแค่ 3 ข้อ ซึ่งไม่ต่ำกว่า 10 หน้า (เขียนด้วยมือ) และอีก 3 ชิ้น คือ บทความโดยให้อารัมภาบท (วิเคราะห์ และสังเคราะห์) งานกลุ่มให้ไปศึกษาตามโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง และชิ้นสุดท้าย การเข้ามา blog เพื่อโพส์ข้อความ ทุกครั้งที่เรียน โดยให้เวลาส่งถึงวันอาทิตย์ก่อนเที่ยงคืน ประเด็นสำคัญของวันนี้คือ Customer / Student Oriented Approach (การนำพานักเรียนให้ถึงจุดหมาย) ตัวอย่าง การตำน้ำพริก ที่ได้รสชาติ จะต้องเผ็ดและอร่อย (ซึ่งในห้องเรียนจะมีคนที่เก่ง และไม่เก่ง) ซึ่งพริก กระเทียมบางลูกอาจจะมีเน่าบ้างบางส่วน เราก็เฉือนส่วนที่มันเน่าทิ้งไป และก็ผสมคลุกเคล้าให้มันออกมาเป็นน้ำพริกที่เราต้องการ (Need) สรุป การศึกษาวิชาการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา เป็นการศึกษาเกี่ยวกับ บุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะต้อง เข้าใจ เข้าถึง และมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา (สามารถลงมือทำเองได้) ในทางด้านการบริหารการศึกษา เพราะนักการศึกษาปัจจุบันมีความต้องการ คนเก่งและคนดี รวมถึงการกล่าวถึงโอกาสที่มากกว่า หรือเรียกว่าทางเลือกที่กว้างกว่า เช่น การเรียนรู้ภาษาได้ไม่น้อยกว่า 3 ภาษา และให้ค้นหาจุดเด่น จุดต้อยของตนเองให้เจอและนำมันมาพัฒนาต่อไป

นางสาวพฤษรัตน์ เสนา
IP: xxx.149.25.225
เขียนเมื่อ Tue Nov 04 2008 19:58:07 GMT+0700 (ICT)

เปิดเทอมวันแรกข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นผลคะแนนที่ข้าพเจ้าได้เตรียมตัวมาก ๆ ในการอ่านหนังสือสอบครั้งที่แล้ว และตื่นเต้นที่จะได้ตารางเรียนใหม่ได้พบอาจารย์คนใหม่หรือไม่ว่าจะเป็นอาจารย์คนเดิมก็แล้วแต่ และได้เจอเพื่อนคนเดิม ๆ หน้าเดิม ๆ แต่น่าเสียดายเพื่อน ๆ มาไม่ครบ แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะข้าพเจ้ารู้สึกดีใจมากที่ชั่วโมงที่หนึ่งของการเรียนของข้าพเจ้าเป็นท่านอาจารย์ดร.กีรติ ยศยิ่งยง และท่านอาจารย์พระครูสมุห์ชุมพล อินทโก ซึ่งข้าพเจ้านับถือในความรู้ความสามารถของท่านอาจารย์และเคยได้ยินประวัติของท่านในด้านต่าง ๆ มาบ้างแล้ว เมื่อได้ก้าวเข้ามาในห้องเรียน ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความเป็นกันเองของท่านอาจารย์ทั้งสอง ข้าพเจ้ารู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นผู้บริหารที่ดี และสามารถพัฒนาองค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยท่านอาจารย์ดร.กีรติเป็นต้นแบบในการเป็นผู้บริหารที่ดีของข้าพเจ้าอยู่แล้ว เพราะท่านอาจารย์กีรติมีความรู้ความสามารถมากมาย

เนื้อหาวิชาการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษาโดยอาจารย์ดร.กีรติได้กล่าวถึงคำอธิบายรายวิชาและเนื้อหาในรายวิชาการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษาโดยเน้นในเรื่องของการเป็นผู้บริหารที่มีทั้งคุณภาพและประสิทธิภาพมิใช่อย่างใดอย่างหนึ่งและตรงกับความคิดของข้าพเจ้าด้วย ท่านอาจารย์กีรติได้ยกตัวอย่างให้ฟังหลายตัวอย่างโดยแต่ละตัวอย่างเป็นตัวอย่างที่เข้าใจง่าย เช่น แนวคิดและคุณลักษณะบัณฑิตของไทยในปัจจุบันในแต่ละระดับ การยกตัวอย่างพระราชดำรัสทางการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือตัวอย่างของการตำน้ำพริกให้มีความอร่อย โดยอาจารย์กีรติได้อธิบายความหมายและยกตัวอย่างของ FIVE MIND FOR THE FUTURS วัตถุประสงค์และขอบเขตของการเรียนในวิชานี้แบ่งออกเป็นข้อ ๆ ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า คือ

1 มีความรู้ความเข้าใจในหลักการของการพัฒนาทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา

2 ใช้แนวคิดและกระบวนการในการบริหารองค์กร บริหารบุคคลากรทางการศึกษา โดยใช้วิสัยทัศน์ หรือพันธกิจ

3 สามารถ คิด วิเคระห์ สังเคราะห์ บูรณาการ เชื่อมโยงในเรี่องของการบริหาร ทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา

4 รู้จักการวางแผนการบริหารงาน โดยเชื่อมโยงกับนโยบายในด้านต่าง ๆ ของภาครัฐและเอกชนและของสถาบันการศึกษาแต่ละสถาบัน

5 เข้าใจและพัฒนาองค์กร บุคคลากรในองค์กร และพัฒนาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปความ

ข้าพเจ้าได้ความรู้ในชั่วโมงแรกเป็นอย่างมากและจะนำความรู้ที่ได้รับนี้ไปใช้ประโยชน์และใช้พัฒนาองค์กร พัฒนาบุคลากรทางการศึกษาเพื่อให้มีประสิทธิภาพ

ท่านอาจารย์พระครูสมุห์ชุมพล อินทโก ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความตั้งใจในการศึกษาเล่าเรียนและการสร้างชื่อเสียงที่ดีให้กับสถาบัน ความสามัคคีในองค์กรซึ่งข้าพเจ้าได้ความรู้มากและจะนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้กับองค์กรของข้าพเจ้าเมื่อข้าพเจ้าได้เป็นผู้บริหาร

ข้าพเจ้าชอบเทคนิคการแนะนำวิธีการสอนให้เป็นผู้บริหารที่ดีของท่านอาจารย์ดร.กีรติมาก

นางวิมล เสนา
IP: xxx.149.24.161
เขียนเมื่อ Tue Nov 04 2008 20:43:34 GMT+0700 (ICT)

เมื่อเดินเข้ามาในห้องเรียนก็รู้สึกตะลึงเพราะเพื่อนที่หยุดไปหนึ่งเดือนนั้นมีหน้าตาแจ่มใสเบิกบาน และทักทายกันอย่างเป็นกันเอง และที่แปลกคือ อาจารย์คนใหม่ที่ครั้งแรกนึกว่าจะสอนเนื้อในลักษณะคล้าย ๆ กับอาจารย์ท่านอื่นคือสอนเกี่ยวกับการศึกษาทางพระพุทธศาสนา แต่ที่ไหนได้อาจารย์ดร.กีรติ ยศยิ่งยง และพระครูสมุห์ชุมพล อินทโก สอนเนื้อหาในเรื่องของการพัฒนาให้มีความเข้าใจดีขึ้น เทคนิคการดีและมีคำพูดที่สนุกสนาน เร้าใจ ทำให้รู้สึกมีความสนใจในเรียนมากขึ้น ในวิชาการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษามีการเกริ่นนำโดยใช้คำพูดที่เข้าใจง่ายแล้วจึงแจกเอกสารการสอน โดยบอกถึงรายละเอียด และอธิบายเนื้อหาวิชา ในวิชาอาจารย์ได้สั่งการบ้านให้นักศึกษาได้ไปศึกษาค้นคว้าเอง การสอบFinal อาจารย์ให้เลือกตัวเลือกที่มีความน่าสนใจมาก เช่น takehome โดยอาจารย์ให้นักศึกษาวิเคราะห์บทความ หรือการส่งเนื้อหาความเข้าใจในการเรียนในแต่ละชั่วโมงโดยส่งอาจารย์แบบใช้เทคโนโลยีมากทางการศึกษา คือ การส่งในเว็บไซด์ ซึ่งตัวเองก็ไม่ค่อยมีความถนัดมากนัก และยังมีเนื้อหาวิชาที่เกี่ยวกับการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ customer/student oriented approach โดยจะเน้นนักเรียนเป็นหลัก การนำพานักเรียนให้ถึงจุดหมาย โดยมีการอธิบายรายละเอียดอย่างชัดเจน และเน้นความเข้าใจ knowledg based เข้าถึง spiral based พัฒนา learning based โดยตรงกับพระราชดำหริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สรุป

การศึกษาในรายวิชาการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษาจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจเป็นอย่างดี และทำความเข้าใจด้วยตนเอง มีการพัฒนาและศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมเสมอ จึงจะชื่อว่าเป็นคน เก่ง ดี และมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของภาษาก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของความสำคัญในด้านการเรียนเพราะในปัจจุบันจะต้องมีความรู้ในด้านภาษาไม่น้อยกว่าสามภาษา เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีน โดยจะต้องเรียนรู้และชัดเจนในด้านของภาษาเพื่อนำไปใช้ติดต่อสื่อสารกับชาวต่างชาติเพื่อเพิ่มพูนความรู้ของเรามากขึ้น การค้นหาจุดเด่นและจุดด้อยของตนเองเพื่อการพัฒนาตน

สุดท้ายจึงขอขอบคุณอาจารย์ดร.เป็นอย่างสูงที่มีความตั้งใจสร้างบุคลากรทางการศึกษาให้มีความเข้าใจอย่างลึกสึ้งในการพัฒนาตนเองเพื่อความรู้และการอาชีพต่อไป

นางสาวสิริวิมล ศาลาจันทร์
IP: xxx.24.93.39
เขียนเมื่อ Tue Nov 04 2008 23:33:20 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ อาจารย์กีรติ ที่เคารพ

   ก่อนอื่นต้องบอกว่ารู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ภาคการเรียนที่ 2 นี้ได้มีโอกาสเรียนกับอาจารย์กีรติ เพราะรู้สึกประทับใจในการสอนของอาจารย์จากวิชาระเบียบวิธีวิจัยในภาคการเรียนที่ 1 ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะได้เรียนกับอาจารย์เพียงแค่ 1 คาบก็รู้สึกว่าอาจารย์สามารถสรุปได้ครอบคลุม ชัดเจน และเข้าใจง่าย

    สำหรับคาบแรกของการเรียนวิชา "การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา"  ปีการศึกษา 2/2551 ทำให้ได้รับสาระ ความรู้ ได้แนวความคิด และรับทราบขอบข่ายของกระบวนการเรียนการสอนมากมาย ซึ่งขอสรุปเป็นข้อๆ ดังนี้ค่ะ

(1) หลักการและลักษณะโดยทั่วไปของการเรียนวิชา "การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา" : การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับการนำความรู้ แนวคิด วิธีการของการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษามาใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรนั้นๆ โดยคุณลักษณะสำคัญของการบรรลุเป้าหมายการศึกษาเรื่องนี้ คือ ต้องเน้นการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาตัวเองได้ในที่สุด

    ขอยกตัวอย่างแนวคิดที่สำคัญในเรื่อง ทรัพยากรบุคคลที่พึงประสงค์ในอนาคต โดย Howard Gardner ได้ให้แนวคิดว่า ทรัพยากรบุคคลที่พึงประสงค์ในอนาคต ควรประกอบด้วย 5 คุณลักษณะ คือ ต้องเป็นคนที่มีจิตเชี่ยวชาญ มีจิตสังเคราะห์ มีจิตสร้างสรรค์ มีจิตเคารพ และมีจิตคุณธรรม ซึ่งทั้ง 5 ข้อนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่ต้องพิจารณาเป็นอย่างมากในการพัฒนาบุคคลทางการศึกษา ซึ่งแนวคิดนี้ก็สอดกับพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 (ที่ให้ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535) และแนวคิดคุณลักษณะบัณฑิตของประเทศไทย จากกระทรวงศึกษาธิการ โดยหากมามองที่คุณลักษณะบัณฑิตระดับปริญญาโท (ซึ่งตรงกับที่กำลังศึกษากันอยู่) พบว่าคุณลักษณะที่ควรมี คือ มีความรู้ลึก สามารถเชื่อมโยงและบูรณาการความรู้ มียุทธวิธี วิสัยทัศน์ คิดเองได้ และคิดไปข้างหน้า สามารถสร้างงานใหม่ และทำได้ด้วยตนเอง และเป็นบุคคลที่ส่งเสริม ชี้นำสังคมให้ตระหนักถึงคุณธรรม จริยธรรม ดังนั้นการเรียนวิชาการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษานี้  จึงเป็นเรื่องที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะได้ความรู้แล้ว ยังทำให้นักศึกษาได้ประเมิน และพัฒนาตัวเองจากการศึกษาแนวคิดของนักคิดต่างๆเหล่านี้ และนำไปบูรณาการ พร้อมประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์นั่นเอง

(2) ขอบข่ายและจุดประสงค์ของการเรียนวิชา "การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา"   ขอบข่ายของการเรียนวิชานี้ คือ ศึกษาแนวคิดในการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา  ศึกษาองค์กรกลางในการบริหาร ศึกษาภารกิจของบุคคลในองค์กร รวมถึงการสร้างและพัฒนาทีมงาน โดยมีจุดประสงค์หลักใหญ่ๆ มี 3 ส่วนคือ 1) เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจในหลักการ 2) เพื่อให้สามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ บูรณาการ เชื่อมโยงความรู้สู่การสร้างผลงาน และ 3) เพื่อศึกษาการวางแผนการบริหารให้เชื่อมโยงกับนโยบายด้านทรัพยากรบุคคลของสถาบันการศึกษาได้จริง

(3) ข้อตกลงในการเรียนวิชา "การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา"

                เวลาเรียน คือ 18.45 - 20.30 น.  หากเป็นคาบที่สอนโดยวิทยากรรับเชิญ เวลาเข้าเรียน คือ 18.30 - 20.30 น.

               สามารถเข้าเรียนสายได้ไม่เกิน 15 นาที (คือไม่เกิน 18.45 น.)

(4) ลักษณะรูปแบบการเรียนการสอน และเกณฑ์การประเมินผลการเรียน โดยการเรียนการสอนวิชานี้เน้น ให้เกิดความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาได้ในที่สุด

                รูปแบบการเรียนการสอน คือ การเรียนการสอนในห้องเรียน การเรียนการสอนโดยการไปศึกษาดูงาน และการค้นคว้าเพื่อทำรายงาน

                การประเมินผลการเรียน มาจาก 5 ส่วน คือ การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน (10%) การส่งสรุปงานใน Blog (10%) การวิเคราะห์บทความ (20%) การทำรายงานกลุ่ม (30%) และการสอบปลายภาค โดยการ Take Home (30%)

    รู้สึกได้ว่าการเรียนวิชานี้จะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะเป็นวิชาที่ต้องใช้ทั้งความรู้ ประสบการณ์ การค้นคว้ามาบูรณาการเป็นความคิดรวบยอด ทำให้ต้องฝึกตัวเองให้เป็นคนที่ต้องมีความกระตือรือร้นในการขวนขวายหาความรู้และต้องฝึกทักษะการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ให้เป็น  การได้เรียนวิชานี้ทำให้มีความคาดหวังว่าจะสามารถนำความรู้และทักษะจากกระบวนการเรียนการสอนไปประยุกต์ใช้กับการทำงาน และการดำเนินชีวิตประจำวันของตัวเองได้

    ต้องขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างมากที่ได้สละเวลามาสอนค่ะ

นางสุบุญนำ พรรณผัก
IP: xxx.24.177.152
เขียนเมื่อ Tue Nov 04 2008 23:35:44 GMT+0700 (ICT)

วันจันทร์ที่ 4 พ.ย.51

เวลา 18.30-21.00 น.

เรียนวิชา ED2304 การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา ณ ตึก สว.ชั้น5 ห้อง 2503

โดยท่าน อ.ดร.กีรติ ยศยิ่งยง และ พระครูสมุห์ชุมพล อินทโก

สวัสดีคะ ท่านอาจารย์ ดร.กรีติ ยศยิ่งยง และท่านพระครูสมุห์ชุมพล อินทโก

ดิฉัน ได้ฟังท่านอาจารย์บรรยายในชั้นเรียน โดยที่อาจารย์ได้อุปมาเหมือนการตำน้ำพริกนั้น แสดงให้เห็นถึงความมีจิตเมตตาที่อาจารย์มีต่อลูกศิษย์ทุกคนไม่ว่าลูกศิษย์จะมีลักษณะเป็นเช่นไร อาจารย์ก็จะพยายามสอนให้ลูกศิษย์ได้รับความรู้และมีความสามารถ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในที่สุด จากตรงจุดนี้เองทำให้ดิฉันได้เข้าใจถึงคำว่า"ครู อาจารย์"ได้ลึกซึ่งมากขึ้น

สรุป:แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา เน้นที่ ความรู้,ความคิด,ความสามารถ ซึ่งจะเป็นปัจจัยของการทำงานเพราะปัจจุบันโลกได้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการบริหารการศึกษาจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

Phra Dihan Thanavaro
IP: xxx.200.255.162
เขียนเมื่อ Wed Nov 05 2008 00:41:43 GMT+0700 (ICT)

First day we learned the subject of Human Resources Managment in Education, I think there are many point is very important.One of them is about "objectives of study". With this point we can know why we learn this subject. The other one is about "journal writing", because you are can be very creative with writing journal.

นายสมบัติ แซ่เบ๊
IP: xxx.8.19.120
เขียนเมื่อ Wed Nov 05 2008 13:24:15 GMT+0700 (ICT)

老师!您好!

เรียน อ.ดร.กีรติ ที่เคารพ

เรื่อง สิ่งที่ได้รับประโยชน์จากการเรียนรายวิชา ED ๒๓๐๔ การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา สาขาวิชาการจัดการศึกษา ระดับปริญญาโทชั้นปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑

ก่อนอื่นกระผมขอกล่าวถึงความรู้สึกสักนิดหนึ่ง เกี่ยวกับการได้เรียนในรายวิชาดังกล่าวกับอาจารย์ ในภาคการศึกษาที่ ๒/๒๕๕๑ สาขาวิชาการจัดการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย กระผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับความรู้จากอาจารย์ทั้งสองท่าน กล่าวคือ ท่านหนึ่งเป็นพระอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในด้านบริหารการศึกษา คือ พระครูสมุห์ชุมพล ส่วนอีกท่าน เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์โดยตรง คือ อาจารย์ ดร.กีรติ ยศยิ่งยง ด้วยเหตุนี้ในคาบแรกที่ได้พบกับอาจารย์ทั้งสองท่านจึงเป็นความรู้สึกดีๆ ว่าจักได้รับความรู้จากท่านอาจารย์อย่างมากเป็นแน่แท้...

สำหรับในคาบแรกที่ได้เรียน กระผมได้รับความรู้ในระดับหนึ่ง กล่าวคือ อาจารย์ได้เข้ามาอธิบายถึงข้อมูลในรายวิชา ED ๒๓๐๔ การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา ในเรื่องของเวลาเรียน เนื้อหาของรายวิชา งาน และการประเมินผล เป็นต้น

นอกจากนี้อาจารย์ยังได้เกริ่นนำในเรื่องของ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ เข้าใจ (Knowledge Spiral Based Learning)เข้าถึง (Area Based)และพัฒนา (Action) และพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่าน ที่ได้ทรงประทานไว้ในเรื่องของ ความรู้+ความคิด+ความสามารถ

ทั้งนี้อาจารย์ยังได้กล่าวถึงบัณฑิตอันพึงประสงค์ในปัจจุบัน ว่าในแต่ระดับของการศึกษานั้นบัณฑิตที่จบออกมาควรจะมีคุณลักษณะอย่างไร ซึ่งแนวความคิดตรงนี้มีให้เห็นในแนวคิดของชาวตะวันตกท่านหนึ่ง คือ Howard Gardner ที่กล่าวว่ามนุษย์ควรจะต้องมี จิตเชี่ยวชาญ จิตสังเคราะห์ จิตสร้างสรรค์ จิตเคารพ และจิตคุณธรรม

อีกทั้งในปัจจุบันเป็นยุคแห่งโลกาภิวัตน์ มีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมากมายในทุกๆ ด้าน ทั้งการศึกษา การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ตลอดจนวัฒนธรรม นั้น มีอัตราการแข่งขันค่อนข้างสูงมาก เพราะฉะนั้น มนุษย์เราจะต้องพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ให้เป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญแห่งศาสตร์ที่ได้รับการศึกษา รู้ซึ้งถึงหลากหลายภาษา อาทิ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ฯลฯ รู้เรื่องราวข่าวสาร ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยและสุดท้ายวัดกันที่คุณภาพ

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการเรียนทั้งสิ้น ซึ่งอาจารย์ได้ให้ข้อคิดเห็นที่ดีสำหรับการศึกษาต่อไป

ท้ายที่สุดนี้ ต้องขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ มา ณ โอกาสนี้ด้วย

"สวัสดีอาจารย์ที่เคารพ

ศิษย์น้อมนบคารวะด้วยใจหวัง

จักมุ่งเรียนเพียรรู้ไม่หยุดยั้ง

ให้ดุจดั่งอาจารย์แบบอย่างครู..."

พระมหาประเสริฐ นรินฺโท
IP: xxx.121.0.108
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 13:16:17 GMT+0700 (ICT)

นมัสการ พระครูสมุห์ชุมพล อินทฺโก

เจริญพร อาจารย์กิรติ ยศยิ่งยง

หลังจากที่ได้เปิดเรียน อาตมาได้มาเรียนวิชาแรกคือวิชา การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา ซึ่งอาตมาก็รู้สึกดีใจที่ได้เรียนกับ อาจารย์กิรติ ยศยิ่งยง อีกครั้งหนึ่ง เนื้อหารายวิชา ของวิชานี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การบริหาร , ทรัพยากร และการศึกษา ซึ่งรวม ๆ แล้ว เรียกว่า การเรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารซึ่งเกี่ยวกับทางด้านการศึกษา บริหารทั้งทางด้านวิชาการ และด้านบุคคล คือ ให้การศึกษาเกี่ยวกับระบบการจัดการศึกษา ของแต่ละสถาบัน หรือสถานศึกษา เพื่อที่จะนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในอนาคตข้างหน้า ซึ่งวิชานี้จะเรียนกันตั้งแต่ 18.45-20.30 น.ของทุกวันจันทร์ ถ้าวิทยากรพิเศษมาสอนก็จะเรียน 18.30-20.30 น.

ความรู้ที่อาตมาได้รับในวันนี้ คือ การเข้าใจ การเข้าถึง และการพัฒนา ซึ่งมีในตัวบุคคลแต่ละบุคคล การกล่าวถึงพระราชดำรัสของในหลวง ซึ่งพระองค์ท่านได้กล่าวเกี่ยวกับ ความรู้ ความคิด และความสามารถ ซึ่งทั้งสามสวนมีความเกี่ยวเนื่องกัน และจะต้องนำมาใช้ในการเรียน หรือการบริหารการศึกษา และอาจารย์ได้พูดถึงคุณลักษณะที่พีงประสงค์ของบัณฑิตในประเทศไทย ซึ่งในส่วนของระดับปริญญาโท เป็นการศึกษาเชิงรุก สามารถเชื่อมโยง บูรณาการความรู้ มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไปข้างหน้า สามารถคิดเองได้ และทำได้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งจะต้องมีคุณธรรม จริยธรรม ควบคู่กันไปด้วย

ซึ่ง Howard Gardner, กล่าวไว้ว่า Five Minds for the Future

Desciplined mind จิตวิเคราะห์ (สามารถแยกประเภท)

Syntesizing mind จิตสังเคราะห์ (การเปรียบเทียบ เขื่อมโยง)

Creating mind จิตสร้างสรรค์ (มีความลึกซึ้ง)

Respectful mind จิตเคารพ (Team Work)

Ethical mind จิตคุณธรรม

สรุป การศึกษาการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานภายในองค์กร ซึ่งต้องมีหลักการ และทำงานอย่างเป็นระบบ มีระเบียบ มีแรงจูงใจ มีทั้งเชิงรุก และเชิงรับ พร้อมทั้งนำความรู้ใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในการบริหารทรัพยากรบุคคลให้สามารถใช้งานได้คุ้มค่า ถูกเวลา ทันถ้วงที ในทางด้านการศึกษา เพื่อพัฒนาประเทศชาติ สังคม ให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

พระมหาสมควร ชาตเมธี
IP: xxx.8.252.16
เขียนเมื่อ Thu Nov 06 2008 23:25:02 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร ท่านอาจารย์กีรติ ยศยิ่งยง

ในวิชาการบริหารทรัพยากรบุคลากรทางการศึกษา ในครั้งที่ 1 นี้ ซึ่งเท่าที่อาตมาพอจะสรุปได้ตามความเข้าใจก็คือ อาจารย์ได้กล่าวถึงวิชาการบริหารทรัพยากรบุคลากรทางการศึกษาในภาพรวมก่อน คือ เนื้อหารายวิชา ลักษณะของการเรียน

เวลาเรียน จะเริ่มตั้งแต่ 18.45-20.30 น. สามารถเข้าเรียนสายได้ไม่เกิน 15 นาที ถ้ามีวิทยากรพิเศษ จะเริ่มเรียนเวลา 18.30-20.30 น.

เกรดและระดับคะแนน มีเกณฑ์ คือ

(4.00) A = 85 คะแนนขึ้นไป (excellent)

(3.75) B+ = 75 คะแนนขึ้นไป (very good)

(3.50) b = 70 คะแนนขึ้นไป (good)

(3.00) c+ = 65 คะแนนขึ้นไป (Fairly good)

(2.00) c = Fair

I = ไม่สมบูรณ์

กิจกรรมและการประเมิน

- การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน 10 คะแนน

- ส่งสรุปงานที่ Blog 10 คะแนน

- วิเคราะห์บทความ 20 คะแนน

- รายงานกลุ่ม 30 คะแนน

- สอบปลายภาค 30 คะแนน

รวม 100 คะแนน

คุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์ในปัจจุบันและในอนาคต ( Five minds for the future

และอาจารย์สั่งงาน 4 ชิ้น คือ

บทความ 3 ชิ้นโดยมีอารัมภบท และชิ้นสุดท้าย การเข้ามา blog เพื่อโพส์ข้อความ ทุกครั้งที่เรียน โดยให้เวลาส่งถึงวันอาทิตย์ก่อนเที่ยงคืน

การสอบ final อาจารย์จะให้ข้อสอบมา 5 ข้อ แต่ให้เลือกทำแค่ 3 ข้อ ให้เขีัยนด้วยลายมือไม่ต่ำกว่า 10 หน้า

งานกลุ่มให้ไปศึกษาตามโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง

สรุป การศึกษาการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา คือการศึกษาเกี่ยวกับ บุคลากรทางการศึกษา การบริหารงานภายในองค์กร ซึ่งจะต้องมีการทำงานที่เป็นระบบอีกทั้งจะต้องนำความรู้หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในทางด้านการบริหารการศึกษา เพราะว่านักการศึกษาในปัจจุบันนี้ต้องการคนเก่งและคนดี เพื่อที่จะได้ช่วยพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรื่องต่อไป

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร (อุดมสิทธิพันธุ์) 084-125-1760 มหามกุฏฯ
IP: xxx.90.75.98
เขียนเมื่อ Sun Nov 09 2008 14:43:50 GMT+0700 (ICT)

นมัสการ พระครูสมุห์ชุมพล อินทฺโก

เจริญพร อาจารย์กิรติ ยศยิ่งยง

อาตมภาพ พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ศาสนศาตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

"ความรู้ที่ถูกต้องแม่นยำ ทั้งทางลึก ทางกว้าง ประการหนึ่ง

ความสามารถในการปฏิบัติการงานให้สำเร็จผล ตรงตามจุดหมาย อีกประการหนึ่ง

เป็นปัจจัยสำคัญของการทำงาน ผู้ปฏิบัติราชการโดยอาศัยปัจจัยสามส่วนนี้โดยครบถ้วนสมำ่เสมอ จะประสบความเจริญรุ่งเรืองนี้ทั้งจะทำให้ราชการ และชาติบ้านเมืองพัฒนาก้าวหน้าไปได้ด้วยความมั่นคง สวัสดี"

ภูพิงคราชนิเวศน์ 6 มีนาคม 2535

การ...เรียน....รู้....ดู....เห็น....ทำ....เข้าใจ....และชำนาญการ.....จนประสบผลสำเร็จ

เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ของคนรุ่นหนึ่ง...ก็เพื่อคนอีกรุ่นหนึ่ง...สืบต่อกันไป....เพื่ออะไร...?

นับจากการสร้างชาติ....สร้างสังคม...พัฒนาทรัพยากรมนุษย์....ให้เป็นพลเมืองที่ดีของสังคม....เพื่อความเจริญวัฒนา และสถาพรของประเทศ

แต่ปัจจุบัน ไม่ว่าใครจะเล่าเรียนมา มากมายแค่ไหน จบการศึกษาสูงเท่าไหร่

ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหา ความเป็นไปของมนุษย์ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาปากท้อง การดำรงชีพ หรือแม้กระทั่งการเรียนจบมาตกงาน เพราะไม่มีงานทำ ไม่ใช่ว่าจะเลือกงาน อาจเป็นเพราะตำแหน่งงานที่รองรับ มีไม่เพียงพอมากกว่า....

ซึ่ง....ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติโดยรวม.........???????

ทำไม....นักคิด...นักการศึกษา....ผู้วางรากฐาน....ในระบบ...ระเบียบ....จึงขีดแต่เส้นตรง...วางเป็นทางให้เดินไปตามกรอบตามทาง....นั้นๆ

ทำไม....???....จึงไม่ขีดเส้นให้เป็นวงกลม......?????

เพราะ....มนุษย์...เกิดมาดิ้นรนเพื่อให้ดำรงชีพของตนให้อยู่ได้ในสังคม แห่งการเรียนรู้ และแก่งแย่ง แข่งขัน ไปตามสติปัญญา และความสามารถเฉพาะตน จนเรียนจบ...มี หรือไม่มีงานทำ....แต่งงาน...สร้างครอบครัวใหม่.....ผลิตลูกหลาน....จาก...ลูก..เป็นพี่ เป็นพ่อ เป็นปู่เป็นตา.......จนล้มหายตายจาก.....นอนนิ่งๆในโลง......รอ...ๆๆๆ......ต่อไป

เมื่อเรารู้ว่าพื้นฐานของมนุษย์ ทุกๆคน...อยู่ด้วยกิน กาม เกียรติ....ก็ขวนขวาย และเสริมสร้างในปัจจัยพื้นฐานต่างๆนี้.....ไม่ต้องรอ....เพื่อแก้ปัญหา....แต่เรารู้....ปัญหา...ใยไม่แก้ไขเพื่อ....ความเจริญของชาติ...และประเทศไทยในภายภาคหน้า.....

โลก...ใบเล็ก.....คนตัวเล็กกว่า....ถ้าไม่รู้ และตามไม่ทันในความต้องการเล็กๆในจิตใจ....ของคน...แต่ละบุคคล

ปัจจุบัน...สังคมเรียกร้อง.....คุณธรรม จริยธรรม.....แต่ละเลยศีลธรรม.....

มีคน....กล่าวว่า.....คุณ.....นะ.....ทำ.......ฉัน.....ไม่.....ทำ.......

.........แล้วจะเหลือ.......อะไร........เมื่อ สำนึก.....คนในชาติ....ในปัจจุบัน...เป็นเช่นนี้

ในบ้านเมืองใด....มีพ่อพระ.....แม่พระในบ้าน.......บ้านเมืองนั้นเจริญ และเป็นสุขสงบ

แต่บ้านเมืองใด...มีพ่อมหาโจร....มีแม่มหาโจร.....แล้วลูกๆในบ้าน....หวังได้หรือไม่....ว่าจะไม่เป็นโจร.......

.....กรรม...คือ...การกระทำ.....เจตฺตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํวทามิ......เจตนาเป็นกรรม สร้างการกระทำ

......สูง...ต่ำ....อยู่ที่ตัวทำ......ขาว(บุญ) หรือ ดำ(บาป) อยู่ที่ทำตัว......

.....มีแล้วเจียม....สงบเสงี่ยม....รู้เพียงพอ......ไม่อยาก...วุ่นวายหนอ...รู้จักพอ...รู้จักเพียง

...............................................ปภงฺกโร ภิกฺขุ....9 พฤสจิกายน 2551 (14:39น.)

นางสาวยุพิน แซ่เฮี๊ยบ
IP: xxx.9.140.51
เขียนเมื่อ Sun Nov 09 2008 18:02:39 GMT+0700 (ICT)

นมัสการ พระครูสมุห์ชุมพล อินทฺโก

สวัสดี อ.ดร.กีรติ ยศยิ่งยง ที่เคารพ

ดิฉัน นางสาวยุพิน แซ่เฮี๊ยบ นศ.ปริญญาโท สาขาการจัดการศึกษา ปีที่1/2551รหัส5110204010

ตั้งแต่เปิดเรียนในภาคเรียนที่2/2551วิชาแรกที่ได้เรียนคือวิชาการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา ดิฉันรู้สึกดีใจที่ได้เรียนกับท่านอาจารย์ หลังจากที่ได้เรียนกับ

ท่านอ.ดร.กีรติมาครั้งหนึ่งใน วิชาระเบียบวิจัย รู้สึกชื่นชมในการสอนเพราะอธิบายเข้าใจง่าย สนุก ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย สำหรับสิ่งที่ได้รับความรู้จากอ.ดร.กีรติในครั้งนี้ก็โดยสรุปก็คือ

1.ขอบเขตการศึกษา(ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา องค์กรกลางในการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา ภารกิจของผู้บริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา และการสร้างและการพัฒนาทีมงาน)

2.วัตถุประสงค์ของการศึกษา (เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการแนวคิดและกระบวนการบริหารและการพัฒนาทรัพยากรบุคคลากรทางการศึกษา,เพื่อให้นักศึกษาสามารถคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ และบูรณาการและเชื่อมโยงความรู้สู่การสร้างผลงานด้ารการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลทางการศึกษาได้,เพื่อศึกษาการวางแผนการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคลทางการศึกษาเชื่อมโยงกับนโยบายด้านทรัพยากรบุคคลของสถาบันการศึกษาได้จริง)

3.วิธีการเรียนการสอน

4.กิจกรรมของผู้เรียนและการประเมินผล

5.ข้อตกลงในการเรียนวิชา "การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา"

ด้วยความเคารพ

พระเมธา ฐิตโสภโณ
IP: xxx.176.112.12
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 13:50:33 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร อ.ดร.กีรติ ยศยิ่งยง หลังจากที่อาตมาได้รับฟังการบรรยายในเรื่องความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ HRM in Education ซึ่งเป็นการบรรยายครั้งที่สองของวิชานี้ สิ่งที่อาตมาสรุปได้ก็คือ

อ.ดร.กีรติ ได้อธิบายถึงมิติทางการบริหาร ซึ่งมีผลกระทบต่อกันและกันในมิติขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของบริบทของสังคมภายนอกก็ดี หรือภายในก็ดี ล้วนแล้วแต่ให้ผลกระทบซึ่งกันและกันตามเหตุ ตามปัจจัยที่เกิดขึ้น ซึ่งถ้าจะมองในเชิงผลกระทบและการบริหาร สามารถแบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ

1. Inside out การมองจากข้างในออกไปข้างนอก

2. Inside in การมองจากข้างนอกเข้ามาข้างใน

ส่วนทางด้านสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อมิติในองค์กร แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ

1. สภาพแวดล้อมภายนอก

2. สภาพแวดล้อมภายใน

1. สภาพแวดล้อมภายนอกหรือบริบทของสังคมภายนอก (Internal) เป็นผลกระทบที่ไม่สามารถควบคุมได้ (Uncontroled) เช่น สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่อาจเข้ามามีผลกระทบต่อมิติในองค์กรเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเงิน และความเชื่อมั่น เช่น การปล่อยกระแสข่าวการขึ้นราคาของน้ำมัน โดยการพยากรณ์ การสร้างกระแสให้นักลงทุนในตลาดหุ้นขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบให้กับองค์กรทั้งสิ้น เป็นสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยา (Psyclologioal factor) ซึ่งเราจะปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เพราะในประเทศไทยเป็นระบบองค์กรเปิด เพราะฉะนั้น สภาพแวดล้อมภายนอกซึ่งเป็นระดับโลกาภิวัติย่อมส่งผลกระทบต่อมิติในองค์กรอยู่ตลอดไม่มีที่สิ้นสุด เพราะโลกจะเกิดการพัฒนาและเดินหน้าไปเรื่อย ๆ อย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะฉะนั้น การบริหารจะต้องเตรียมตัวเพื่ออนาคตด้วย

2. สภาพแวดล้อมภายในหรือบริบทของสังคมภายใน (External) เป็นสิ่งที่สามารถควบคุมได้ (Controled) ผู้บริหารสามารถที่จะกำหนดปัจจัยต่าง ๆ ของทรัพยากรบุคคลภายในองค์กรได้ เช่น การรับคนเข้ามาทำงาน การให้ค่าตอบแทน การกำหนดงานให้เหมาะสมกับบุคลิกของแต่ละบุคคล เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้บริหารจำเป็นที่จะต้องมีพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจในเชิงการบริหารอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของตัวบุคคล กลุ่ม และโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับงาน HR เหล่านี้ล้วนแต่เป็นจำเป็นที่ผู้บริหารองค์กรทุก ๆ คน จะต้องรู้และเข้าใจ

หนทางหนึ่งที่สำคัญที่จะทำให้องค์กรนั้น ๆ คงอยู่ก็คือ การบริหารสภาพแวดล้อมภายในให้มีพื้นฐานที่เข้มแข็ง สร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นให้กับองค์กร และมีจุดยืนที่ชัดเจน เวลาทำงานเอาเป้าหมายเป็นตัวสำคัญ จะเป็นคน กลุ่ม หรือองค์กรต้องพัฒนาให้ทันสมัย ส่งเสริมทางด้านเทคนิคเพื่อต่อยอดพื้นฐานที่มีความมั่นคงแล้วให้พัฒนายิ่ง ๆ ขึ้นไป สามารถประยุกต์การบริหารและการทำงานให้ทันต่อโลก คือทันสมัยอยู่เสมอ

พระมหาประเสริฐ นรินฺโท
IP: xxx.176.112.12
เขียนเมื่อ Tue Nov 11 2008 14:17:00 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร ท่านอาจารย์ ดร. กีรติ ในการฟังคำบรรยายครั้งที่ 2 นี้ อาตมาสามารถสรุปประเด็นได้ดังนี้

การบริหารการจัดการศึกษาเราจะต้องมีพื้นฐานของตัวเองเสียก่อน จะต้องย้อนไปในอดีต ปัจุบัน และอนาคต ควรจะเข้าใจความเป็นคน เพราะคนเป็นศูนย์กลาง มันมีกลุ่มของมัน เช่น แบ่งเป็นคณะ เป็นองค์กร เศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม ปัจจัยของการเมือง มันเป็นยุคโลกาภิวัฒน์ แต่สิ่งที่สำคัญคือตัวมนุษย์เรา มีสภาพแวดล้อมภายนอกและสภาพแวดล้อมภายใน เป็นสภาพแวดล้อมเชิงปฏิบัติการ ปัจจัยภายในเป็นปัจจัยควบคุมได้ กับวงจรที่คุมไม่ได้คือปัจจัยภายนอก

นักบริหารจะต้องมีความรู้ความสามารถ ที่แข็งแรง หรือมีความสามารถการศึกษาคือเบ้าหลอมคนให้มีความรู้ความสามารถ ภาษาต้องได้อย่างน้อย 2 ภาษา และจะต้องเก่งทางด้านเทคโนโลยี หน้าที่ของผู้บริหารในปัจจุบันให้ดีแล้วจะต้องวางแผนให้ดีด้วย

ความแตกต่างระหว่างบุคคล

แรงจูงใจในการปฏิบัติงานมีผลต่อการทำงาน ความพึงพอใจของคนที่มีต่องาน

ความแตกต่างระหว่างบุคคลไม่เหมือนกัน ผู้บริหารจะต้องมีความรู้ความสามารถ เป็นหัวหน้าจะต้องมีวุฒิภาวะทุก ๆ ด้าน จะต้องมีความรับผิดชอบต่อการทำงาน ผู้บริหารจะต้องมองการณ์ไกล และมีเทคนิคในการบริหาร

- แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน

- ความพึงพอใจของคนที่มีต่องาน

- การทุ่มเทให้กับงาน

- ลักษณะของกลุ่มที่เป็นทางการและกลุ่มที่ไม่เป็นทางการ กลุ่มทุกกลุ่มจะมีปทัฏฐานต่างกัน

- ผู้บริหารการจัดการศึกษาจะต้องรู้โครงสร้างที่เกี่ยวกับงานของ HR ผู้บริหารเอกชนเขาจะใช้งานอย่างคุ้มค่า แต่ของรัฐไม่ค่อยรวดเร็ว

ผู้บริหารจะต้องมีการวางแผนไว้ข้างหน้าเมื่อเห็นปัญหาจะต้องรู้จักแก้ไขปัญหาแล้ะแก้ไขได้ถูกต้อง

นางสุบุญนำ พรรณผัก
IP: xxx.24.117.135
เขียนเมื่อ Thu Nov 13 2008 23:09:06 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีคะ ท่านอ.ดร.กีรติ ยศยิ่งยง ที่เครารพ

เมื่อ วันที่10 พย 51 ดิฉันได้ฟัง ท่านอาจารย์สอนวิชาการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา ดิฉันได้รับความรู้ และเทคนิคการคิดจากท่านอาจารย์มากมาย และท่านอาจารย์ยังได้กรุณาถ่ายทอดประสบการณ์ ซึ่งทำให้เข้าใจในวิชานี้มากยิ่งขึ่น

สรุป การเรียนวิชาED2304 การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา(HRM) Human Resour Management in Education

พื้นฐานความรู้ และความเข้าใจเชิงการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา (principle to knowledge an understanding Concept in HRD in Education) ประกอบด้วย พื้นฐานความรู้ ความเข้าใจเชิงบริหารองค์การ เนื่องจากในปัจจุบันโลกได้ก้าวหน้าไปเป็นเป็นระบบโลกาภิวัฒน์ ดังนั้น องค์กรจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาให้ทันกับโลกปัจจุบัน และลักษณะของผู้บริหารทางการศึกษา จะต้องเป็นผู้มีความรู้พื้นฐานในวิชาต่างๆ เป็นอย่างดี และต้องมีความเชี่ยวชาญในวิชาเฉพาะทาง และควรมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล โดยควรมองถึงอนาคตด้วย ผู้บริหาร จะต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อแจกจ่ายงานไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาได้อย่างเหมาะสมกับความสามารถของแต่ละบุคคล และต้องสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน(โดยใช้จิตวิทยา) เพื่อให้มีการแข่งกันในการปฏิบัติงาน และเกิดความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน ซึ่งจะเป็นผลนำไปสู่การปฏิบัติงานที่บรรลุผลสำเร็จในที่สุด

นายสมบัติ แซ่เบ๊
IP: xxx.8.23.159
เขียนเมื่อ Fri Nov 14 2008 12:34:14 GMT+0700 (ICT)

老师!您好!

เรียน อ.ดร.กีรติ ที่เคารพ

เรื่อง สิ่งที่ได้รับประโยชน์จากการเรียนรายวิชา ED ๒๓๐๔ การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา สาขาวิชาการจัดการศึกษา ระดับปริญญาโทชั้นปีที่ ๑ ครั้งที่ ๒

สำหรับครั้งที่ ๒ นี้ อาจารย์ได้ให้ความรู้เรื่อง ความเข้าใจพื้นฐานที่เกี่ยวกับ HRM in Education กล่าวคือ พื้นฐานความรู้ความเข้าใจทางด้านการบริหารนั่นเอง ทำให้ได้ทราบว่ามิติเชิงการบริหารคืออะไร บริบทของสภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายใน สภาพแวดล้อมเชิงปฏิบัติการ ซึ่งในพื้นฐานเชิงการบริหารจะประกอบไปด้วย

บุคคล คือ มนุษย์ (คน) ความแตกต่างระหว่างบุคคล แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ความพึงพอใจของคนที่มีต่องาน

กลุ่ม คือ ลักษณะการรวมกันของคน ให้เกิดเป็นองค์การขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของกลุ่ม ปทัสถานของกลุ่ม บทบาทของกลุ่ม

โครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการ HR ซึ่งท่านอาจารย์ได้เกริ่นนำไว้ และจะมาให้ความรู้ในลำดับต่อไป...

"อันความรู้รู้กระจ่างเพียงอย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล"

สนธยา อนุรักษ์ธนากร
IP: xxx.24.150.119
เขียนเมื่อ Fri Nov 14 2008 23:19:52 GMT+0700 (ICT)

เรียน ท่านอ.ดร.กีรติ ยศยิ่งยง ที่เคารพ

สรุป การเรียนวิชาED2304 การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา(HRM) Human Resour Management in Education ในวันที่ 10 พ.ย. 2551

ตามที่ได้ฟังและทำความเข้าใจจากเนื้อหาตามที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวมานั้น โดยร่วมแล้วข้าพเจ้าเข้าใจความหมายของพื้นฐานความรู้ และความเข้าใจเชิงการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา (principle to knowledge an understanding Concept in HRD in Education)เพิ่มมากขึ้น โดยพื้นฐานความรู้ และความเข้าใจเชิงการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา ประกอบด้วย พื้นฐานความรู้ ความเข้าใจเชิงบริหารองค์การ เนื่องจากในปัจจุบันโลกได้ก้าวหน้าไปเป็นเป็นระบบโลกาภิวัฒน์ ดังนั้น องค์กรจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาให้ทันกับโลกปัจจุบัน และลักษณะของผู้บริหารทางการศึกษา จะต้องเป็นผู้มีความรู้พื้นฐานในวิชาต่างๆ เป็นอย่างดี และต้องมีความเชี่ยวชาญในวิชาเฉพาะทาง และควรมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล โดยควรมองถึงอนาคตด้วย ผู้บริหาร จะต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อมอบหมายงานไปยังผู้ใต้บังคับที่มีส่วนรับผิดชอบในส่วนต่างๆ ให้สามารถควบคุม จัดการได้อย่างเหมาะสมกับความสามารถของแต่ละบุคคล และต้องสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และการทำงานดังกล่าวอาจต้องใช้ จิตวิทยา เข้าช่วยอีกทางหนึ่ง เพื่อที่จะให้บรรลุได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ ทำให้เกิดความกระตื้อรื้อร้นในการปฎิบัติงาน ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย นำไปสู่การแข่งขันกันซึ่งผลของการแข่งขันก็คือความสำเร็จของงานที่ตนได้รับมอบหมายมานั้นเอง

พระมหาสมควร ชาตเมธี
IP: xxx.8.190.115
เขียนเมื่อ Sat Nov 15 2008 10:02:07 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร ท่านอาจารย์ กีรติ

ในการฟังบรรยายของท่านอาจารย์ในครั้งที่ ๒ นี้ ท่านอาจารย์ได้บรรยายในเรื่องของพื้นฐานของการบริหารทรัพยากรบุคลากรทางการศึกษา หรือ HRM in Education โดยกล่าวถึงมิติในเชิงการบริหาร สภาพแวดล้อมภายใน (คน กลุ่มองค์กร) ซึ่งสามารถควบคุมได้ และสภาพแวดล้อมภายนอก (สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การเมืองการปกครอง และระบบโลกาภิวัฒน์ ) ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ สภาพแวดล้อมทั้งสองอย่างนี้จะส่งผลกระทบต่อกันและกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

การมองถึงผลกระทบมีอยู่ ๒ แบบ คือ แบบที่หนึ่งมองจากข้างในออกไปข้างนอก หรือ Inside out และแบบที่่สองมองจากข้องนอกเข้ามาข้างใน หรือ Outside in

ต่อจากนั้นก็มาในเรื่องของพื้นฐานเชิงการบริหารว่าประกอบไปด้วย ๑) บุคคล ซึ่งกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ความพึงพอใจของคนที่มีต่องาน ๒) กลุ่ม ซึ่งกล่าวถึง ลักษณะของกลุ่ม ปทัสถานของกลุ่ม บทบาทของกลุ่ม และ ๓) โครงสร้างที่เีกี่ยวข้องกับ HR ซึ่งประกอบด้วย โครงสร้างองค์กร โครงสร้างตำแหน่ง โครงสร้างสายการทำงานในอาชีพ และโครงสร้างค่าตอบแทน

นางวิมล เสนา
IP: xxx.31.62.155
เขียนเมื่อ Sat Nov 15 2008 22:36:00 GMT+0700 (ICT)

ครั้งที่ 2

อาจารย์กีรติได้อธิบายเนื้อหาการบริหารทรัพยากรบุคลากรทางการศึกษาโยให้รายละเอียดมากยิ่งขึ้น ในครั้งที่ 2 อาจารย์อธิบายหลายหัวข้อ ดังนี้

1 แรงจูงใจในการปฏิบัติ

2 การบริหารทรัพยากรทางการศึกษาโดย Apply กับบุคลากรทางการศึกษา

ตัวเราเป็นปัจจุบัน มองไปยังอนาคตและมองย้อนกลับไปในอดีตเพื่อมองย้อนดูตัวเองว่าต้องมีอะไรที่ต้องแก้ไขปรับปรุง เปรียบได้กับการส่องกระจกเพื่อมองดูตนเอง และนำไปต่อยอดความรู้ต่อไปในปัจจุบันและอนาคต

3 อธิบายถึงความเป็นคน เข้าใจความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง ซึ่งได้กับความเป็นองค์กร ซึ่งแสดงแผนผังองกรดังนี้

คน กลุ่ม ฝ่าย องค์กร

4 สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรทางการศึกษา ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังส่งผลกระทบต่อมติของสังคมอีกด้วย

5 สภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อมิติในองค์กร แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. สภาพแวดล้อมภายนอกหรือสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยา(Internal)(Psyclologioal factor) เป็นปัจจัยไม่สามารถควบคุมได้(Uncontrol)

2. สภาพแวดล้อมภายในหรือสภาพแวดล้อมเชิงปฏิบัติการ (External) เป็นปัจจัยควบคุมได้ (Controled)

สิ่งเหล่านี้รวมเรียกว่า บริบท

6 วงจรที่มีอิทธิพลที่สามารถควบคุมได้ Circle of Influence (coi) ตนเอง ตัวอย่างคือ การเปรียบเทียบการนำมือข้างหนึ่งมาจับนิ้วโป้งอีกข้างหนึ่งไว้ได้ คือปัจจัยที่ควบคุมได้

วงจรที่มีอิทธิพลที่ไม่สามารถควบคุมได้ Circle of Concert (coc)องค์กร ตัวอย่างคือ การเต้นตามโลกหรือการหลุนไปตามแกนของโลกซึ่งเราไม่สามารถควบคุมได้

เพราะฉะนั้นเมื่อเราเป็นองค์กรเราควรจะมีการบริหารองค์กรให้มีความเข้มแข็งและทำให้กระทบต่อ coi น้อยที่สุด

7 มติของการบริหาร การศึกษาเปรียบเสมือนเบ้าหลอม ดังนั้นถ้าเบ้าหลอมเบี้ยวก็เปรียบได้กับการศึกษาที่ไม่มีความแข็งแรง

8 พื้นฐานความรู้ ความเข้าใจเชิงการบริหารองค์กรมีผังดังนี้ เริ่มต้นจากระบบโลกาภิวัฒน์ เข้ามาสู้เรื่องของการเมืองการปกครอง เทคโนโลยี สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม องค์กร กลุ่ม และสุดท้ายคือ คน

การมองถึงผลกระทบมีอยู่ ๒ แบบ คือ

แบบที่หนึ่งมองจากข้างในออกไปข้างนอก Inside out

และแบบที่่สองมองจากข้องนอกเข้ามาข้างใน Outside in

9 พื้นฐานความรู้ ความเข้าใจเชิงบริหาร

พื้นฐานการบริหารแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ บุคคล กลุ่ม และโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับงาน HR

10 โครงสร้างของ HR แบ่งได้ดังนี้ โครงสร้างองค์กร โครงสร้างตำแหน่ง โครงสร้างสายการทำงานในอาชีพ โครงสร้างค่าตอบแทน

นอกจากนี้อาจารย์กีรติยังทิ้งท้ายด้วยบทกลอนอันไพเราะ น่าฟัง ไว้อีกด้วย ดิฉันจึงขออนุญาตยกมากล่าวถึง คือ

รู้อะไรรู้กระจ่างเพียงอย่างเดียว

แต่ให้เชียวชาญเถิดจะเกิดผล

นางสาวพฤษรัตน์ เสนา
IP: xxx.31.62.155
เขียนเมื่อ Sat Nov 15 2008 23:11:58 GMT+0700 (ICT)

ครั้งที่ 2

ในครั้งที่ 2 นี้อาจารย์กีรติได้ให้ความรู้มากมายในเรื่องของการบริหารหารการศึกษาโดยให้มองไปข้างหน้าคือ มองอนาคตไปหาปัจจุบัน และย้อนไปยังอดีต โดยมีปัจจัยที่เกียวข้องต่าง ๆ ดังนี้ คือ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม สิ่งแวดล้อม การเมือง และเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้ยังส่งผลกระทบต่อมติของสังคมอีกด้วย

แรงจูงใจ (Motivet)ในด้านการบริหาร

1 คนมีการจูงใจในด้านความพึงพอใจของคนมีผลต่องาน และความแตกต่างระหว่างบุคคล

2 กลุ่ม ลักษณะของกลุ่ม

บรรทัดฐานของกลุ่ม

บทบาทของกลุ่มในการปฏิบัติการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาโดยใช้การ Apply กับบุคลากรทางการศึกษา

สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรทางการศึกษา แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

สภาพแวดล้อมภายนอกหรือสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยา(Internal)(Psyclologioal factor)คือ

ปัจจัยไม่สามารถควบคุมได้(Uncontrol)

สภาพแวดล้อมภายในหรือสภาพแวดล้อมเชิงปฏิบัติการ (Operatianal External)

ปัจจัยควบคุมได้ (Controled) สภาพแวดล้อม คือ Enviroment เรียกว่า บริบท Context

วงจรที่มีอิทธิพลที่สามารถควบคุมได้ Circle of Influence (coi) ตนเอง ตัวอย่าง ถึงจะเจ็บก็รู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อย ปัจจัยที่ควบคุมได้

วงจรที่มีอิทธิพลที่ไม่สามารถควบคุมได้ Circle of Concert (coc)องค์กร ตัวอย่างคือ หมัดของเราเมื่อมีอะไรมากระทบ เราจะเป็นผู้บริหารต้องทำให้ coi มีความแข็งแรง โดยผู้บริหารเป็นคนควบคุม การบริหารองค์กรให้มีความเข้มแข็งและทำให้กระทบต่อ coi น้อยที่สุด

มติของการบริหารเราจะต้องรู้ เช่นรัสเซีนในสมัยก่อนมีการปิดประเทศ แต่ประเทศไทยเป็นประเทศที่เปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน มาค้าขาย ระบบองค์กรเปิดแบบนี้ประเทศไทยไม่สามารถปฏิเสธได้เลย ไม่ว่าจะบริหารอะไรก็ตามจะมีบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเปรียบเสมือนเบ้าหลอม ดังนั้นถ้าเบ้าหลอมเบี้ยวก็เปรียบได้กับการศึกษาที่ไม่มีความแข็งแรง

พื้นฐานความรู้ ความเข้าใจเชิงการบริหารองค์กรมีผังดังนี้ เริ่มต้นจากระบบโลกาภิวัฒน์ เข้ามาสู้เรื่องของการเมืองการปกครอง เทคโนโลยี สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม องค์กร กลุ่ม และสุดท้ายคือ คน

การมองถึงผลกระทบมีอยู่ ๒ แบบ คือ

แบบที่หนึ่งมองจากข้างในออกไปข้างนอก Inside out

แบบที่่สองมองจากข้องนอกเข้ามาข้างใน Outside in

พื้นฐานความรู้ ความเข้าใจเชิงบริหาร

พื้นฐานการบริหารแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

บุคคล

กลุ่ม

และโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับงาน HR

โครงสร้างของ HR แบ่งได้ดังนี้

โครงสร้างองค์กร

โครงสร้างตำแหน่ง

โครงสร้างสายการทำงานในอาชีพ

โครงสร้างค่าตอบแทน

สรุป

การบรรยายในครั้งนี้ของท่านอาจารย์กีรติได้ให้ประโยชน์กับผู้เรียนเป็นอย่างมากและสมารถเข้าใจเพิ่มมากขึ้นในเรื่องของการเป็นผู้บริหารองค์ที่ที่มีคุณภาพ

กลอนของท่านอาจารย์ค่ะ

รู้อะไรรู้กระจ่างเพียงอย่างเดียว

แต่ให้เชียวชาญเถิดจะเกิดผล

นางสาวสิริวิมล ศาลาจันทร์
IP: xxx.24.73.200
เขียนเมื่อ Sun Nov 16 2008 16:18:05 GMT+0700 (ICT)

เรียน อาจารย์กีรติ ที่เคารพ
  จากการเรียนคาบที่ ๒ ของวิชา การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา ซึ่งครั้งนี้เรียนในหัวข้อ "ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ HRM in Education" สามารถสรุปสาระสำคัญที่ได้เรียนรู้ในครั้งนี้ได้ ดังนี้

  ๑. การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา เป็นเรื่องของการนำหลักการมาประยุกต์ใช้กับการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษาของหน่วยงานนั้นๆ ซึ่งจำเป็นต้องรู้พื้นฐานของหลักการต่างๆให้เข้าใจก่อน จึงนำแนวคิดที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้อีกครั้งหนึ่ง

  ๒. ในการบริหารองค์นั้น มีปัจจัย ๒ อย่างที่มีอิทธิพลต่อการบริหาร คือ
      ๒.๑ ปัจจัยภายใน  ได้แก่ คน กลุ่ม องค์กร ซึ่งเป็นปัจจัยที่สามารถควบคุมได้
      ๒.๒ ปัจจัยภายนอก  ได้แก่ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การเมืองการปกครอง และระบบโลกาภิวัฒน์  ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้
  สิ่งสำคัญที่เราต้องคำนึงถึงในการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา คือ เนื่องจากเรามีทั้งปัจจัยที่ควบคุมได้ และไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้น เราต้องคำนึงว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถควบคุมปัจจัยเหล่านี้ให้ได้ผลลัพธ์ของสิ่งที่ต้องการมากที่สุด

  ๓. พื้นฐาน ความรู้ ความเข้าใจเชิงการบริหาร จะต้องเข้าใจในเรื่องของความแตกต่างของบุคคลเป็นสิ่งสำคัญ โดยต้องเข้าใจว่า
      ๓.๑ คนเรานั้นมีความแตกต่างด้านธรรมชาติทั้งสรีระและจิตใจ
      ๓.๒ คนเรานั้นมีความแตกต่างด้านสติปัญญา หรือความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน
      ๓.๓ คนเรานั้นมีความแตกต่างด้านการบังคับบัญชา และควบคุมบุคคลในการปฏิบัติงาน
      ๓.๔ คนเรานั้นมีความแตกต่างด้านลักษณะเฉพาะของบุคคลในการปฏิบัติงาน
      ๓.๕ คนเรานั้นมีความแตกต่างในแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของบุคคลในการปฏิบัติงาน

  ๔. บทสรุปเรื่อง พื้นฐานการบริหารทรัพยากรบุคคลนั้นก็คือ การเรียนรู้เรื่องการบริหารคน ซึ่งเป็นบทบาทของผู้บริหาร โดยคนที่จะเป็นผู้บริหารคนได้ ต้องมีวิสัยทัศน์ (เห็นโอกาส แสวงหาโอกาส และจำกัดปัญหา)  รวมทั้งสามารถวางแผนปัจจุบันได้อย่างเหมาะสมนั่นเอง

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร (อุดมสิทธิพันธุ์) 084-125-1760 มหามกุฏฯ
IP: xxx.9.29.155
เขียนเมื่อ Sun Nov 16 2008 18:19:12 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร อาจารย์กิรติ ยศยิ่งยง

อาตมภาพ พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ศาสนศาตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา การบรรยายครั้งที่ 2

มิติการบริหาร แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. Internal สภาพแวดล้อมภายใน

2. External สภาพแวดล้อมภายนอก

การมองถึงผลกระทบ มีอยู่ 2 แบบ คือ

1.Inside out มองจากข้างในออกไปข้างนอก

2.Outside in มองจากข้างนอกเข้ามาข้างใน

วงจรที่มีอืิทธิพล

1.Circle of Influence (coi) วงจรที่มีอิทธิพลที่ควบคุมได้ คือ ตนเอง

2.Circle of Concern (coc) วงจรที่มีอิทธิพลที่ควบคุมไม่ได้ คือ สภาพแวดล้อม

วิธีการบริหารองค์กรเพื่อให้องค์กรนี้ดีที่สุด.......

....ผู้บริหารต้อง...เห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต...วิสัยทัศน์...มองกว้าง...มองไกล...มองลึก....เข้าใจ....เข้าถึง....พัฒนา....รู้เท่า...รู้ทัน....รู้กัน....รู้แก้....สรุป..ทุกสิ่ง..ย่อมเกิดขึ้นได้และสมบูรณ์

....คือ...1.การวางแผนปัจจุบัน....ให้อนาคตมา

...........2.ผ่านพ้นไปได้...ในสิ่งที่เราเห็นปัญหา

...........3.แก้ไข...กำจัด.....แสวงหา....โอกาส

...........4.ด้วยเทคนิค....และกลยุทธ...อันชาญฉลาด

...ขั้นตอน....แปลงแนวคิด...ทฤษฏี.....แก้อย่างไร....วางแนวทาง....ทำให้ได้

......(...เสียเงิน....ไม่ว่า.....เสียเวลา....ไม่เอา....).....(...งานอย่างเดียวกัน....แต่ได้ผล...ไม่เหมือนกัน....)

...ตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

หมวด 2 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา

มาตรา 10 การจัดการศึกษา ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกัน ในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

.....วิเคราะห์ ตาม มาตรานี้....น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลสำหรับเด็กนักเรียนที่เป็นมันสมองของประเทศชาติในอนาคต.......เพราะการศึกษาพัฒนาคน คนพัฒนาชาติ

.....แต่.... เมื่อรัฐพิจารณาให้แค่ระดับพื้นฐาน....แต่เราต้องการมันสมองของชาติ....ทำไม...รัฐบาลไม่ระดมทุน....งบประมาณ...เพื่อส่งเสริม...และผลักดัน...เพื่อสร้างคนของชาติอย่างแท้จริง......ในเมื่อเศรษฐกิจ...อุตสาหกรรมต่างๆ ต้องการนักคิด บุคลากรที่เป็นมันสมองให้กับประเทศชาติ.....ลืม...หรือ...ละเลย...ต่อการปฏิบัติหน้าที่เพื่อสนองต่อแผ่นดิน...ในฐานะเป็น...ข้าราชการ.....รับใช้...กิจของพระราชา.......

.....ถ้า...เรา....ส่งเสริมเป็นทุนการศึกษาแก่นักเรียนทุกคน....ตามสติปัญญา...ความถนัด....และความสามารถ.....เมื่อจบมา...ก็ระลึก...และกลับมาใช้ทุน..(มีที่ทำงาน)...

.....ความเสียสละ...และจิตสำนึกที่ดีของผู้ได้รับการอบรมบ่มเพาะ...ด้วยการเอาใจใส่...ไม่ผลักปัญหา...ออกนอกตัว....เพราะ...ผู้บริหาร...คือ...พ่อบ้าน...ที่คอยคิด...และแก้ไข...ให้ลูกๆ ได้อยู่สบาย.....สังคมน่าจะดีกว่านี้แน่

ขออัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ ความฝันอันสูงสุด....เพื่อเป็นคติเตือนตน...และแนวทางสู่ใจของคนไทย...เพื่อความเจริญ และผาสุขของคนในชาติ....สืบต่อไป

.....ขอฝันใฝ่...ในฝันอันเหลือเชื่อ ขอสู้ศึก ทุกเมื่อไม่หวั่นไหว

ขอทนทุกข์ รุกโรมโหมกายใจ...ขอฝ่าฟัน ผองภัยด้วยใจทะนง

....จะแน่วแน่ แก้ไขในสิ่งผิด....จะรักชาติ จนชีวิตเป็นผุยผง

จะยอมตาย หมายให้เกียรติดำรง....จะปิดทอง หลังองค์พระปฏิมา

....ไม่ท้อถอย..คอยสร้างสิ่งที่ควร.....ไม่เรรวน พะว้าพะวัง คิดกังขา

ไม่เคืองแค้น น้อยใจในโชคชะตา...ไม่เสียดายชีวา ถ้าสิ้นไป

....นี่คือ...ปณิธาน ที่หาญมุ่ง....หมายผดุง ยุติธรรม อันสดใส

ถึงทนทุกข์ ทรมาน นานเท่าใด....ยังมั่นใจรักชาติ องอาจครัน

.....โลกมนุษย์...ย่ิอมจะดีกว่านี้แน่....เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้ แม้ถูกหยัน

คงยืนหยัด สู้ไป ใฝ่ประจัญ....ยอมอาสัญ ก็เพราะปอง เทิดผองไทย.....

...." บ้านเมืองจะมีความมั่นคงเป็นปกติสุขอยู่ได้ ก็ด้วยนานาสถาบันอันเป็นหลักของประเทศ และคนไทยทุกหมู่เหล่ามีความสามัคคีสมานปรองดองกันดี และรู้จักประสานหน้าที่ให้ส่งเสริมกัน ความพร้อมเพรียงของทุกฝ่าย ทุกคนที่มีความสำนึกแน่ชัดในหน้าที่ ความรับผิดชอบและตั้งใจปฏิบัติตน ปฏิบัติงานให้ดีให้ประสานสอดคล้องกันนี้ จัดเป็นความสามัคคีอย่างหนึ่ง คือ ความสามัคคีในชาติ ถ้าทุกคนในชาติจะตั้งตน ตั้งใจ ให้อยู่ในความสามัคคีดังกล่าว ประโยชน์และความสุขก็จะบังเกิดขึ้นพร้อมทั้งแก่ส่วนตัวและส่วนรวม ประเทศชาติของเราก็จะสามารถรักษาความเป็นปกติมั่นคง พร้อมทั้งพัฒนาให้รุดหน้าไปได้ดังปรารถนา "

.............พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในพระราชพิธีเสด็จออกมหาสมาคมรับการถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ณ มุขเด็จ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท วันที่ 5 ธันวาคม 2550

อาชีพมนุษย์......จับปลา.....หรือ.....เลี้ยงปลา

จิตมนุษย์...........กวนน้ำขุ่น....ให้นิ่งจนใสสะอาดและบริสุทธิ์

ชีวิตเปรียบ.......ลูกข่าง.......หมุนขว้าง.....จนนิ่งและสงบ....สุดท้าย...หมดแรงล้มลง

.........( ภายนอก...ส่งจิตออก.....ภายใน....ส่งจิต...ตามดู.....รู้....และเท่าทัน)

............ชีวิตมนุษย์....ก็เช่นกัน......มากมาย.....มี.....ทำไม.....เหมือนกัน........?

.............................ปภงฺกโร ภิกฺขุ.....16 พฤศจิกายน 2551 (18:18น.)

นางสาวยุพิน แซ่เฮี๊ยบ
IP: xxx.9.141.180
เขียนเมื่อ Sun Nov 16 2008 18:35:48 GMT+0700 (ICT)

เรียน อาจารย์กีรติ ที่เคารพ

จากการเรียน การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา ครั้งที่2 เมื่อวันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2551 สรุปได้ดังนี้

พื้นฐานความรู้ความเข้าใจเชิงการบริหาร

บุคคล(คน)ถือเป็นศูนย์กลางของการบริหาร บุคคลมีความแตกต่างกัน บางคนสู้งานหนักได้ทั้งร่างกายและจิตใจ บางคนชอบทำงานง่ายๆสบายๆ บางคนชอบผู้นำแบบประชาธิปไตย บางคนช่างพูดช่างเจรจา บางคนรับผิดชอบต่องานสูง ดังนั้นผู้บริหารจึงจำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้ความเข้าใจความแตกต่างหลายๆด้าน กล่าวคือด้านธรรมชาติของมนุษย์ทั้งด้านสรีระและจิตใจ ด้านสติปัญญาหรือความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน ด้านบังคับบัญชาและควบคุมบุคคลในการปฏิบัติงาน ด้านลักษณะเฉพาะของบุคคลในการปฏิบัติงาน ด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์(ความสำเร็จ)ของบุคคลในการปฏิบัติงาน

แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน การจัดงานที่ถ้าทายความสามารถที่ได้ทำ การเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการวางแผน การให้การยกย่องและสถานะภาพ การให้ความอิสระในการปฏิบัติงาน การเปิดโอกาสให้เจริญก้าวหน้าทางด้านส่วนตัวด้านอาชีพ การได้เลื่อนตำแหน่งได้รับอำนาจและได้รับการมอบหมาย ความรับผิดชอบ การให้ความมั่นคงและความปลอดภัย การให้เงินและรางวัล การให้โอกาสแข่งขัน เป็นแรงจูงใจที่สำคัญ

ความพึงพอใจของคนที่มีต่องาน เมื่อบุคคลพอใจในการปฏิบัติงานที่กระทำอยู่บุคคลนั้นก็จะปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพ

ลักษณะของกลุ่ม กลุ่มที่เป็นทางการและกลุ่มที่ไม่เป็นทางการ

ปทัสถานของกลุ่ม กลุ่มทุกกลุ่มจะมีปทัสถานเป็นระเบียบควบคุมการกระทำของกลุ่มซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีปทัสถานที่มีลักษณะเฉพาะตัว

บทบาทของกลุ่ม มีหลายลักษณะ เช่น บทบาทที่ขาดหวัง บทบาทที่รับรู้ และบทบาทการแสดงออก ซึ่งกลุ่มอาจมีพฤติกรรมการแสดงออกและปัญหาต่างๆ

บทสรุป การบริหารคน(HR)จะค้องมีการเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างบุคคลแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ความพึงพอของคนที่มีต่องาน ลักษณะของกลุ่ม ปทัสถานของกลุ่ม โครงสร้างของงานHR โครงสร้างองค์กร โครงสร้างตำแหน่ง โครงสร้างสายการทำงานในอาชีพ โครงสร้างค่าตอบแทน

พระครชานนท์ สิรินฺธโร (ธงหาร) 5110204001
IP: xxx.121.5.127
เขียนเมื่อ Sun Nov 16 2008 20:11:50 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร โยมอาจารย์กิรติ

จากที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับ Human Persour Management in Education (HRM)การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา

ซึ่งเป็นการศึกษาเกี่ยวกับ คน หรือกลุ่มบุคคล ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกันทางด้านการศึกษา ซึ่งเราจะศึกษาขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับบุคลิกภาพของบุคคล ทั้งภายในและภายนอก ซึ่งมีความแตกต่างกัน จุดประสงค์หลักในการเรียนวันนี้คือ การศึกษาสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก

สภาพแวดล้อมภายใน คือสภาพแวดล้อมเชิงปฏิบัติการ สามารถควบคุมได้ ได้แก่ คน กลุ่มคน องค์กร

สภาพแวดล้อมภายนอก เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ Uncontrol ได้แก่ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ

ซึ่งสิ่งที่สำคัญของคน คือ จิตใจ ถ้าเกิดผู้บริหารมีเทคนิค แนวคิด แรงจูงใจ ที่จะสามารถสร้างให้เกิดความพึงพอใจให้แก่คน หรือกลุ่มบุคคลนั้นได้ ก็จะมีผลต่องาน ซึ่งพื้นฐานความเข้าใจของบุคคลใน เรื่องของความแตกต่าง คือ ทางด้านของธรรมชาติ สรีระ สติปัญญา ความเป็นผู้นำ (reader)ผู้บังคังบัญชาสั่งการ และลักษณะเฉพาะของบุคคลในการปฏิบัติงาน

สรุป HRM คือการบริหารคน กลุ่มคน ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกันทางด้านการศึกษา ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาเกี่ยวกับบุคคลิกภาพของบุคคล ทั้งภายในและภายนอก เพื่อที่จะนำเทคนิค แรงจูงใจ แนวคิด วิสัยทัศน์ เข้าไปปรับเปลี่ยน ปรับปรุง มุมมอง และพัฒนาคน หรือกลุ่มคน เพื่อที่จะทำงานให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตามความต้องการของผู้บริหาร หรือตามนโยบายของประเทศชาติที่ต้องการความเจริญก้าวหน้า โดยต้องพัฒนาควบคู่กันไปทั้งด้านร่างกายและจิตใจ คือสภาพแวดล้อมภายนอกและภายใน

Phra Dihan Thanavaro (5110204002)
IP: xxx.200.255.162
เขียนเมื่อ Sun Nov 16 2008 22:01:34 GMT+0700 (ICT)

The lesson about understanding of Human Resources Managment in Education, there are many point is very important. Acharan talk about Personality difference, motivation for working, to content in the works, character of group, and structure of HR. Acharn also talk about COC ( Circle of Concern) and COI (Circle of influence). But I think globalization is big effect to HRM in Education, because we can't develop HRM if we not understanding about global codition.

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร (อุดมสิทธิพันธุ์) 084-125-1760 มหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.9.34.111
เขียนเมื่อ Tue Nov 18 2008 19:51:46 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร อาจารย์กิรติ ยศยิ่งยง

อาตมภาพ พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ศาสนศาตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา การบรรยายครั้งที่ 3

วิเคราะห์ วิจารณ์ บทความ เยือนเวียดนามผลิตครู อาชีพที่ได้รับความนิยม

ครูของครูกับครูอาชีพ

มาตรฐานและคุณภาพการศึกษา

มหาวิทยาลัยกับหลักสูตรแท้ หลักสูตรเทียมเพื่อธุรกิจการศึกษา

แนวความคิดที่มีอิทธิพลที่ส่งผลต่อการศึกษาของเวียดนาม คือ ประเทศจีน เพราะมีคำกล่าวว่า " จีนวางแผน 50 ปี ส่งคน ตามงบประมาณไปศึกษายังที่ต่างๆ เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ และการทำงานของต่างชาติ เพื่อกลับมาพัฒนาอนาคตของลูกหลานจีน "

....และภายใต้ประโยชน์ที่ได้รับจากการเป็นเมืองขึ้นของฝรั่ง....และการลงทุนของต่างชาติ ทำให้การติดต่อสื่อสารต่างๆ ภายในประเทศเวียดนาม ต้องใช้ภาษาอังกฤษ....เกิดการเรียนรู้ และใช้ภาษาสากลอย่างกว้างขวาง จนเป็นภาษาที่ 2 ของชาติ.....คนในชาติก็มีมาตรฐานมากขึ้น เพราะการสื่อสารกับนานาอารยประเทศได้ อย่างเท่าเทียมกัน

การวางแผนทางการศึกษา.....

การศึกษา...เปลี่ยนสถานะของคน....(การศึกษาสร้างคน...คนสร้างชาติ)

.....จากภาวะสงครามที่ผ่านมา เป็นบทเรียนโหดร้ายที่เตือนใจ....จากประเทศมหาอำนาจ จึงเป็นบทเรียนที่ฝังอยู่ในจิตใจ.....ที่ต้องการยกระดับ และเปลี่ยนแปลงตนเอง.....จากชนชั้นธรรมดา หรือ เกษตรกร ขึ้นสู่ชนชั้นทำงาน หรือสู่ผู้ปกครองให้ได้ ในอนาคต......

......พ่อแม่...ครอบครัว จึงส่งเสริมให้บุตรหลานได้รับการศึกษาที่ดี....เพื่องาน และเงิน ตลอดจนโอกาส และฐานะทางสังคม......

......แม้กระทั่งรัฐบาล.....ก็มีรากฐานแนวความคิดเดียวกับประชาชน.....ด้วยการเล็งเห็นประโยชน์ในอนาคตของชาติ ที่ว่า " เด็กในวันนี้ คือ ผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า "จึงจัดสรร และทุ่มงบประมาณด้วยการดูแล และเอาใจใส่.....เพื่อรอคอยผลผลิตในอนาคต......

.......เช่น การส่งนักเรียน นักศึกษาไปเรียนต่อยังต่างประเทศ ด้วยทุนรัฐบาล เพื่อให้ไปเรียนรู้อารยธรรมความเจริญก้าวหน้าของต่างชาติ....และซึมซับระบบระเบียบวิธีการบริหาร การทำงานในงานด้านต่างๆ...แล้วเมื่อชำนาญก็จะเชิญกลับมาเป็นบุคลากรที่สำคัญของประเทศต่อไป

.......หรือ การวางอนาคตทางการศึกษาให้เท่าเทียมกับนานาอารยประเทศได้อย่างรวดเร็ว คือ เชิญคณาจารย์ ผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิมาวางระบบ จัดหลักสูตรและทำการเรียนการสอน ด้วยความฉลาดแห่งการถ่ายทอด และสอนลูกศิษย์ เพียง 5-10 ปี เมื่อลูกศิษย์ เติบโต และเรียนจบ ก็สามารถที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ที่ได้รับจากคณาจารย์ได้ และเป็นผู้ดูแล บริหารสถาบันในตำแหน่งต่างๆ ต่อไป เพราะเชิญมาเพื่อปูรากฐาน วางระเบียบระบบ เพื่ออนาคต เช่น การเชิญคณาจารย์มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดมาวางรากฐาน เป็นต้น

.....ดังนั้น....หลักสูตร จึงเน้นที่ ความฉลาด และรอบรู้........เป็นสำคัญ

จึงมีการสอน วิชาต่างๆ มากมาย และจำนวนชั่วโมงที่มากขึ้น....เพื่อความรู้ที่แน่นอน ทั้งทางกว้าง และทางลึก....คือ สามารถ ปฏิบัติได้ และค้นคว้าเพิ่มเติมต่อยอดได้....นั่นเอง

......จึงไม่แปลกใจที่จะเห็นประเทศเวียดนาม.....เจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว....ก็เพราะ องค์ประกอบต่างๆ ตลอดทั้งการใส่ใจของคนทุกคน....เพื่อการพัฒนาตนในอนาคต

บทความ ครูของครูกับครูอาชีพ

.......เพื่อการวางแบบ และส่งเสริม จรรยาบรรณครู ตลอดจนนิสัยของความเป็นครู ที่เปรียบเสมือน พ่อแม่ คนที่ 2 ของลูกศิษย์.....เพื่อพัฒนาตน ให้เป็นพ่อพิมพ์ แม่พิมพ์ของชาติ.....อันเป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ คำว่า ครู (คุรุ) คือ ผู้ทำงานหนัก เปรียบเสมือนเรือจ้าง ทำหน้าที่ส่งต่อให้ลูกศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า ขึ้นสู่จุดหมายปลายทางที่หวังของชีวิต....

.........ปัจจุบัน...มีครู 2 ประเภท คือ ครูอาชีพ กับ อาชีพครู

ครูอาชีพ คือ ผู้มีวิญญาณความรัก ความเมตตา ปรารถนาให้ลูกศิษย์เป็นคนดีมีความเจริญก้าวหน้า จึงให้ความรู้ และมารยาท ตลอดทั้งคุณธรรมจริยธรรม ความสำนึกในการเป็นพลเมืองคนดีของตนเอง พ่อแม่ ครอบครัว เพื่อนบ้าน ประเทศชาติ ได้อย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย แม้แต่น้อย ...แต่จะภูมิใจทุกครั้งเมื่อได้เห็น หรือได้ยินข่าวลูกศิษย์มีความเจริญ เติบโต ก้าวหน้าเป็นคนดีของสังคม

อาชีพครู คือ ครูผู้ใช้วิชาชีพครูที่ร่ำเรียนมาเป็นเครื่องมือหาเลี้ยงชีพ.....ของตน

โดยทำหน้าที่ให้ความรู้ การเรียนการสอนในรายวิชานั้นตามที่ได้รับมอบหมาย แต่ไม่ใส่ใจในรายละเอียด ระเบียบวินัย การสร้างจิตสำนึก หรือจริธรรม คุณธรรมต่างๆ ให้เกิดขึ้นกับเด็ก......เพราะ หมดภาระ และความรับผิดชอบของตนแล้ว

สรุป.....อาชีพครู ทำหน้าที่ของตนให้สำเร็จลุล่วงไป เป็นคนทำงาน

......แต่ครูอาชีพ สอดใส่จิตวิญญาณด้วยความรัก ความผูกพัน เปรียบ พ่อแม่ พี่น้อง ที่เอื้ออาทรต่อกัน

บทความ มาตรฐานกับคุณภาพการศึกษา ของบุคลากรทางการศึกษา

และ มหาวิทยาลัยกับหลักสูตรแท้ หลักสูตรเทียม เพื่อธุรกิจการศึกษา

...........เก่ง ดี มีสุข......คุณธรรมนำไทย.......จิตสาธารณะ........รู้รักสามัคคี

พ่อปูแม่ปู สอนลูกปู........

กบในกะลา.......

ปีกกล้า ขาแข็ง.......

รำไม่ดี โทษปี่ โทษกลอง.......

อาบน้ำร้อน มาก่อน.......

มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ.......

แกว่งเท้า หาเสี้ยน.........

วัวหาย ล้อมคอก......

ตาบอดคลำช้าง........

พายเรือ ในอ่าง.....

น้ำขึ้น ให้รีบตัก......

ชี้โพรง ให้กระรอก......

ไม่เห็นกระรอก อย่าโก่งหน้าไม้.......

กระต่าย ตื่นตูม.......

เข็นครก ขึ้นภูเขา.....

ฝนทั่ง เป็นเข็ม.......

พระบาลี กล่าวว่า " วายเมเถว ปุริโส ยาว อตฺถตฺส นิปฺปทา "

แปลความว่า......เกิดเป็นคน ควรพยายามเรื่อยไป จนกว่าจะประสบความสำเร็จ.....

คนฉลาด ย่อมถ่ายทอดความฉลาด ได้อย่างเข้าใจง่าย และชัดเจน........

......คบบัณฑิต.....บัณฑิต พาไปหาผล......คบคนเช่นไร ย่อมเป็นคนเช่นนั้น.....

ทำอย่างไร จึงจะสามารถ สร้างมาตรฐานความฉลาด ให้เกิดขึ้นกับคนที่เราหวังไว้ได้.....???

......ฉะนั้น....งานการรวบรวมเทคนิค ภูมิปัญญาของคนที่หนึ่ง ครูที่หนึ่ง ถิ่นหนึ่ง....สามารถบันทึกได้ด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ เช่น ภาพ จากกล้อง เสียง จากเครื่องบันทึก .....เดินทางผ่านดาวเทียม เพื่อสถานที่อยู่ห่างไกลกัน เป็นต้น.....และคงอยู่ไม่สูญสลาย.....แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงไป....

ปัจจุบัน.....ภาวะความรับผิดชอบ.....และภาวะผู้นำ.....ขาดหายไปจากคนในชาติ

......จึงทำให้ไม่สามารถที่จะชี้นำสังคม หรือ กล้ายอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น.....

การสอน.....อัตตา (ตัวตน) .....แต่ไม่สอนให้เข้าใจ อนัตตา (ความไม่มีตัวตน)......

จึงหลงยึดติด ผูกพัน....... ปล่อย และ ละวางไม่ได้......

การแข่งขัน......เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ปรารถนา โดยไม่สนใจในสิ่งรอบข้างว่าจะเป็นเช่นไร

......เช่นการคิดแบบ เศรษฐศาสตร์........หามาให้ได้ และให้มากๆ มีกำไรเหลือเยอะๆ ใครจะเดือดร้อนไม่สนใจ......เข้าทำนองว่า รวยอยู่คนเดียว.....เจ๊ง ช่างมัน สะใจเป็นพอ.....

คุณภาพของคน คือ ความเมตตา เอื้ออาทร ห่วงใยต่อกัน....ร่วมทุกข์ร่วมสุข ดุจพี่น้องสายเลือดเดียวกัน.....เป็นใจดวงเดียวกัน.......

.......แล้วมีหรือ....ไทยจะฆ่าไทย.....เพราะไทย คือความเป็นอิสระเสรีภาพ....

สรุป......มาตรฐาน และคุณภาพการศึกษาของชาติ......อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน....เพราะ รากฐานสังคมไทย เป็นเมืองพุทธ.....แต่เป็นแค่ชื่อ....มิได้เป็นด้วย....ความรู้....ความรัก....และ.......วิญญาณแห่งความเป็นไทย......

.......สังเกตจาก......ข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์ทุกๆ ฉบับ ......ถ้า หมดซึ่งข่าวไม่ดี........มาตรฐานการศึกษาของคนในชาติ.....จะสูงขึ้นอีกมากมาย.......

......ดูคน....จากสิ่งรอบกายๆ....ดูใจ.....จากการสนทนา.........

...........................ปภงฺกโร ภิกฺขุ....18 พฤศจิกายน 2551 (19.45 น.)

อธิป อัศวพิริยานนท์
IP: xxx.24.179.32
เขียนเมื่อ Tue Nov 18 2008 22:41:32 GMT+0700 (ICT)

เปิดเทอมใหม่วันแรกยังคงรักษาสิถิติเดินครับด้วยการไม่ไปเรียน แต่ไม่ใช่โดดเรียนนะครับผมเปื่อย พอดีไปรับน้องกับที่ มศว. มาเมื่อวันอาทิดที่2 แล้วเกิดอุบัติเหตุตกบันไดตรงที่พักจึงทำให้ขาบวมแล้วในเช้าวันจัน ในขณะอาบน้ำและกำลังถูสบู่ จึงพบว่ามีอาการช้ำเปนบริเวณกว้าง(มาก)จึงไปพบแพทย์และแพทย์สั่งให้พักจนกว่าอาการบวมจะลดน้อยลงจึงไม่ได้ไปเรียน แต่ยังคงติดตามงานในคาบแรกดังนี้

วิชานี้สอนเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา โดยจะมี อ.ดร.กรีติเปนผุ้สอนหลัก และมีพระครูสมุห์ชุมพล อินทโก เปนผู้ช่วยเสริมในการสอน ทั้งนี้จะมีอ.พิเศษมาบรรยาย1ครั้ง ในเรื่องที่เกียวกับกฎหมาย โดยการเรียนวิชานี้ มีจุดประสงค์เพื่อ

1.เพื่อให้ผู้ศึกษามีความรู้/ความคิดเกี่ยวกับการบริหารทรพยากรบุคคลทางการศึกษา

2.เพื่อให้สามารถ คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ผลงานทางการบริหารและพัฒนาทรัพยากร ทางการศึกษาได้ ทั้งนี้เพื่อสร้างผลงานใหม่ๆ

3.สามารถนำเอาความรู้นี้ไปใช้ในการบริหาร/พัฒนาทรัพยากรบุคคลได้จริง

นอกจากนั้นในการเรียนวิชานี้ยังมีงานด้วยกัน 3 ชิ้น

1.ย่อ/สรุป เนื้อหาที่เรียนแต่ละครั้งลงในบล็อก

2.รายงานกลุ่ม

3.เขียนอารัมภบทความ

อธิป อัศวพิริยานนท์
IP: xxx.24.179.32
เขียนเมื่อ Tue Nov 18 2008 23:16:58 GMT+0700 (ICT)

ในคาบที่สองก็ไม่ได้ไปเนื่องจากติดธุระกับลูกค้ากลัวจะไปเรียนไม่ทัน18.45 เพราะมีเพื่อนในชั้นบอกว่า อ.ค่อนข้างเข้มงวด(เขี้ยว)เรื่องการเข้าเรียน จึงไม่อยากจะโดนด่าเลยคิดว่าไม่เข้าดีกว่าน่าเกลียด เพราะจากการคำณวนเวลาแล้วน่าจะไปถึงหลัง1ทุ่มซึ่งสายเกินไปที่จะไปเรียน เลยตัดสินใจ กระโดด แต่พอไปเรียนในคาบที่3เพื่อนก็กรุณาบอกว่า อ. ให้ทำอะไรบ้างแล้วคราวที่แล้วพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง ต้องขอบคุณเพื่อนๆพี่ๆป้าๆ555 ที่กรุณาและมาอ่าน ข้อความนี้ ขอบคุณคร้าบบ

โดยในคาบที่2 ท่านอ.กรีติ ได้พูดเนื้อความประมาณดังนี้

พูดถึงความรู้พื้นฐานความรู้เชิงการบริหาร แบ่งเปน 3 ข้อหลักๆ คือ บุคคล กลุ่ม โครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับงานทรับพยากรบุคคล

1.บุคคล แบ่งเปน 3 ข้อย่อยคือ

1.1ความแตกต่างระหว่างบุคคล -ผุ้บริหารต้องคำนึงถึงว่าคนเรานั้นแตกต่างกันทั้งร่างกายและจิตใจ คุณสมบัติ/ความสามารถในการกระทำสิ่งต่างๆ แลความรู้สึกนึกคิดในเรื่องต่างๆ ดังนั้นในการบริหารงานต้องเข้าใจความต่างส่วนบุคคล ของแต่ละคนไม่ใช่จะคิดว่าปฏิบัติกับทรพยากรบุคคลเหมือนๆกันแล้วจะได้ผลที่ต้องการเหมือนกัน

1.2แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน -ต้องรู้ว่าอะไรที่จะจูงใจให้บุคลากรทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทุ่มเท เอาใจใส่กับงานอย่างเต็มที่ทั้งนี้ต้องคำนึงด้วยว่าความแตกต่างระหว่างบุคคลทำให้แรงจูงใจของแต่ละบุคคลต่างกันไปด้วย

1.3ความพึงพอใจของบุคลากรที่มีต่องาน -ความพึงพอใจของบุคคลต่องานจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ เพราะความพึงพอใจจะนำไปสู่ความเอาใจใส่และจริงจังกับงาน ทั้งนี้อาจรวมถึงการพัฒนาด้านต่างๆในการทำงานอีกด้วย

2.กลุ่ม แบ่งเปน 3 ข้อ คือ

2.1 ลักษณะของกลุ่ม -ในองค์กรจะมีกลุ่มที่เปนทางการคือการรวมกันขึ้นเพื่อทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง และที่ไม่เปนทางการคือการรวมกลุ่มทางสังคมตามปกติของมนุษย์

2.2 กฎเกณฑ์ของกลุ่ม -แต่ละกลุ่มจะมีระเบียบ ข้อควรกระทำต่างกันแล้วแต่กลุ่มเหนว่าสำคัญหรือกำหนดกันขึ้นเอง และกฏ ระเบียบนี้ก็จะมีผลต่อบุคคลในกลุ่มต่างกนัไปด้วย

2.3 บทบาท -การแสดงออกของกลุ่มหรือหน้าที่ที่กลุ่มรับผิดชอบ โดยอาจจะมีเป้ามหายที่แน่นอนหรือไม่ก็ตาม แต่บทบาทของกลุ่มย่อมมีผลต่อองค์กรทั้งในการทำงานและการบริหารจัดการ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละกลุ่มย่อมมีบทบาทต่างกัน

ทั้งหมดนี้คือความที่พอจะเก็บได้จากการฟังเพื่อนๆพูดให้ฟัง หวังว่าคงจะพอใก้ลเคียงกับความจริงที่อ.ได้สอนในวันนั้น

Phra Dihan Thanavaro (5110204002)
IP: xxx.200.255.162
เขียนเมื่อ Tue Nov 18 2008 23:18:05 GMT+0700 (ICT)

About Education in Vietnam.

Every day one quater of the total population of Vietnam is directly involved in formal education and training activities, either as students or teachers.

Education is an important part of the society,it is a major preoccupation of government and is a highly valued and respected activity in Vietnamese society.

About Education in Vietnamese Government puts priority for cooperation in the following fields:

Developing the human resources, concentrating on training qualified and skilled workers, especially, for the fields that utilize advance technology, and for business administration.

Promoting branches and subjects essential for the modernization and industrialization process and for implementation of international cooperation.

Training and recycle training and managerial educational workers, exchange of students, information as well as experience in science and education.

นายสมบัติ แซ่เบ๊
IP: xxx.8.20.215
เขียนเมื่อ Wed Nov 19 2008 13:22:23 GMT+0700 (ICT)

老师!您好!

เรียน อ.ดร.กีรติ ที่เคารพ

เรื่อง สิ่งที่ได้รับประโยชน์จากการเรียนรายวิชา ED ๒๓๐๔ การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา สาขาวิชาการจัดการศึกษา ระดับปริญญาโทชั้นปีที่ ๑ ครั้งที่ ๓

สำหรับครั้งที่ ๓ นี้ อาจารย์ได้ให้ความรู้เรื่อง การวิเคราะห์บทความทางวิชาการ ในเรื่องของการศึกษา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การศึกษาวิเคราะห์บทความในครั้งนี้มีเรื่องที่สำคัญอยู่ด้วยกัน ๒-๓ เรื่องที่มีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน ดังนี้

๑.บทความเรื่อง เยือนเวียดนามผลิตครู อาชีพที่ได้รับความนิยม โดยคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ที่ได้ไปศึกษาดูงาน ณ มหาวิทยาลัยที่ประเทศเวียดนาม บทความเรื่องนี้ ได้บ่งบอกถึง สภาพทางสังคมในเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการศึกษา คนเวียดนามส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการประกอบวิชาชีพครู ซึ่งถือว่าเป็นวิชาชีพที่ทรงเกียรติ และเป็นเสมือนมันสมองที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ หลักสูตรนักศึกษาทางสายครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ มีความเข้มข้น กล่าวคือ ใช้เวลาน้อยแต่เนื้อหาวิชาที่เรียนรวมทั้งการฝึกประสบการณ์มีมาก เนื่องจากคนเวียดนามมีความขยัน วิริยะอุตสาหะ ความเพียรสูงมาก ซึ่งแตกต่างกับการศึกษาของไทยโดยสิ้นเชิง จึงเป็นแบบอย่าง อีกอย่างหนึ่งของการศึกษาที่น่าสนใจและสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาด้านการศึกษา

๒.บทความเรื่อง ครูของครูกับอาชีพครู เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าปัจจุบันอาชีพครูเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาความรู้ในหลายๆ ด้าน แต่สำหรับประเทศไทยเราไม่ค่อยให้ความสำคัญหรือตระหนักถึงคุณค่าของวิชาชีพนี้เสียเท่าไร จึงก่อให้เกิดคำ ๒ คำ ขึ้น คือ อาชีพครู และ ครูอาชีพ ซึ่งมีความแตกต่างกันมากในเรื่องของจิตวิญญาณ ความรู้สึก ความรักในการประกอบอาชีพ บางคนจบสายครูมาโดยตรงแต่จิตวิญญาณส่วนลึกไร้ซึ่งความเป็นครูเลย ในทางตรงกันข้าม บางคนมิได้จบทางสายครูมา แต่ด้วยความมีจิตวิญญาณของครูที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจ จึงทำให้ผู้นั้นมีความเป็นครูอย่างสมบูรณ์แบบ ฉะนั้น อาชีพครูในปัจจุบันมีมาก แต่ครูอาชีพนั้นมีน้อย

๓.บทความเรื่อง มาตรฐานและคุณภาพของบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งบทความนี้ได้เชื่อมโยงกับบทความอีกบทความหนึ่งซึ่งอาจารย์ได้หยิบยกมา มีชื่อบทความว่า มหาวิทยาลัยกับหลักสูตรแท้ หลักสูตรเทียมเพื่อธุรกิจการศึกษา เป็นการผ่าตัดหรือชำแหละความล้มเหลวของการศึกษาไทย โดยเฉพาะอุดมศึกษาที่ในแต่ละสถานศึกษามองข้ามประโยชน์ที่แท้จริงของการศึกษา โดยมุ่งหวังเพียงเม็ดเงินที่พวกเขาคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ทำสิ่งต่างๆ ให้เกินกรอบขอบเขตที่ได้วางไว้ จนหลงลืมรากเหง้าความเป็นตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์สั่งสมมานาน ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายองค์ความรู้ของคนในชาติ รวมทั้งความเจริญทัดเทียมกับอารยประเทศ

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความรู้ที่ได้ทำการวิเคราะห์ จากอดีต ปัจจุบัน และมุ่งสู่อนาคต

ทุกสิ่งทุกอย่างมีความเป็นมา เป็นอยู่ และเป็นไป...

พระเมธา ฐิตโสภโณ
IP: xxx.176.112.59
เขียนเมื่อ Wed Nov 19 2008 14:59:56 GMT+0700 (ICT)

“เจริญพร อ.ดร.กีรติ ยศยิ่งยง”

ครั้งนี้...เป็นครั้งที่ 3 ของการเข้าเรียน สิ่งที่ได้จากการฟังบรรยายในครั้งนี้ เป็นเรื่องของการวิเคราะห์สิ่งที่ได้จากบทความวิชาการ ซึ่งทางอาจารย์ ดร.กีรติ ได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาช่วยกันแสดงความคิดเห็น ทั้งนี้ ทางอาจารย์เองก็ได้ช่วยวิเคราะห์และชี้แจงให้ความกระจ่างในแง่มุมที่น่าสนใจของบทความอย่างน่าประทับใจเลยทีเดียว สิ่งเหล่านี้ได้ช่วยเพิ่มพูนความรู้และมุมมองของอาตมาเพิ่มขึ้น โดยสามารถสรุปสิ่งที่ได้ ดังนี้

1. เรื่องเยือนเวียดนามดูการผลิตครูอาชีพที่ได้รับความนิยม

เป็นมุมมองหนึ่งซึ่งสะท้อนให้เห็นความแตกต่างระหว่างประเทศเวียดนามกับประเทศไทย ในด้านระบบการบริหาร และแนวคิด ตลอดจนค่านิยมในการผลิตครู นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับเยาวชนและประชาชนในประเทศ เพราะเชื่อว่า ทรัพยากรมนุษย์เป็นกลไกในการพัฒนาประเทศ

จากบทความจะเห็นว่าทางประเทศเวียดนามให้ความสำคัญกับการผลิตครูอย่างมาก จะเห็นได้จากหน่วยกิตการเรียนที่เรียนกันอย่างจริงจัง เข้มข้น หรือเรียกได้ว่า “เรียนกันเอาเป็นเอาตายเลยทีเดียว” นอกจากนี้ ประเทศเวียดนามให้ความย่องย่องอาชีพครูไว้อย่างมาก และผลจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งชาติและมหาวิทยาลัยฮานอยจะเห็นได้ว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ในประเทศเวียดนามอยากให้บุตรได้เรียนหนังสือ และส่วนมากอยากให้เรียนเป็นครู

อาตมาคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับประชาชนในประเทศเวียดนามที่มีมุมมองเช่นนี้ เพราะการที่จะฟื้นฟูประเทศและพัฒนาจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมให้บุคลากรได้มีความรู้ ความสามารถ และมีคุณภาพ อีกทั้งพลเมืองส่วนใหญ่ในประเทศก็มีความขยันหมั่นเพียรและการบริหารที่มีบทลงโทษที่รุนแรงและมีความเด็ดขาด สำหรับการกระทำที่บ่อนทำลายชาติ เช่น การคอรัปชั่น เป็นต้น

ในประเทศไทยของเราก็มี พรบ.การศึกษาแห่งชาติที่ดี แต่การนำมาปฏิบัติยังไม่เด็ดขาด การให้ความสำคัญและส่งเสริมทางด้านการศึกษาและการผลิตครูก็ยังน้อย ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปโดยที่ทุกฝ่ายนิ่งเฉย ในอนาคตของครูไทยอาจตกต่ำไม่ทันประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นแน่

ครูของครูกับครูอาชีพ

1. ครูอาชีพกับอาชีพครู

เป็นบทความที่นำเสนอมุมมองอันสะท้อนสังคมไทยได้เป็นอย่างดี เกี่ยวกับความเป็นครู ในบทความนี้เป็นการเปรียบเทียบความแตกต่างกันระหว่างครูอาชีพกับอาชีพครู

ครูอาชีพ คือ ครูที่มีความรัก ความอาทร ห่วงใยต่อนักเรียนหรือลูกศิษย์ ทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ศิษย์เป็นคนดี

อาชีพครู คือ ครูที่ใช้วิชาที่ร่ำเรียนมาเป็นเครื่องมือในการหาเลี้ยงชีพ สอนนักเรียนแค่จบไปวัน ๆ เท่านั้น

อาตมามีความเห็นว่า หากครูส่วนใหญ่เป็นลักษณะอาชีพครู ประเทศไทยก็น่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย เพราะครูคือประทีปส่องทางให้กับนักเรียน เป็นคนปั้นอนาคตของชาติ เป็นความหวังที่จะนำไปสู่ความสำเร็จทางด้านการปฏิรูปการศึกษา จึงอยากให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญและควรพยายามที่จะกำหนดแนวทางแก้ปัญหาเหล่านี้ร่วมกัน

2. ครูของครูกับครูอาชีพ

บทความนี้ เป็นบทความที่ต่อว่าคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยที่ขาดจิตวิญญาณของความเป็นครู ทำตัวเป็นลักษณะอาชีพครูไม่ใช่ครูอาชีพ จึงเกิดปัญหาด้านการผลิตบุคลากรทางการศึกษา ที่จบไปแล้วไม่มีคุณภาพและไร้มาตรฐาน ลูกศิษย์กลายเป็นเหยื่อของครู ซึ่งอาตมาคิดว่าน่าจะมีมาตรการเด็ดขาดในการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจังไม่ใช่ไปควบคุมแต่ครูที่สอนประถมและมัธยมเท่านั้น ควรควบคุมอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยด้วย มิฉะนั้น หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จะกลายเป็นวัฒนธรรมที่น่าเกลียด นำความอัปยศมาสู่วิชาชีพครูได้ในที่สุด

3. จิตสำนึกและวิญญาณของคนสอนครู

บทความนี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาด้านการขาดจิตสำนึกของความเป็นครู และครูก็ขาดแรงจูงใจและความเชื่อมั่น ในบทความแนะนำว่า จิตสำนึกและวิญญาณครูจุดเริ่มต้นน่าจะอยู่ที่การสร้างศรัทธาใน 3 มิติ คือ

1. ศรัทธาต่อตนเอง ได้แก่ ความเชื่อมั่นในความรู้ความสามารถแห่งตน เป็นตัวอย่างให้แก่สังคมได้

2. ศรัทธาต่ออาชีพ ได้แก่ การเห็นคุณค่าในชีวิตของความเป็นครู

3. ศรัทธาต่อองค์กร ได้แก่ การรักษาเกียรติของสถาบัน โดยประพฤติตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของครูอย่างเคร่งครัด

4. อาชีพครูกับผู้เรียน

กล่าวถึงปัญหาความไม่ซื่อตรงต่อหน้าที่ ใช้ผู้เรียนเป็นเครื่องมือในการทำมาหากิน เอาการศึกษาบังหน้าแล้วเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจกับลูกศิษย์อย่างไร้เมตตา ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้า ขายชีทความรู้เก่าๆ การหลีกเลี่ยงการสอนตามหน้าที่แต่กระตือรือร้นในการสอนพิเศษ ทำโครงการพิเศษเพื่อให้ได้เที่ยวต่างประเทศฟรีโดยไม่สนใจว่าผู้เรียนจะเดือดร้อนหรือจะต้องกู้ยืมเงินมาอย่างไร เป็นต้น

อาตมาคิดว่า ถึงแม้จะมี พรบ.การศึกษาแห่งชาติออกมาควบคุมแล้วก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เพราะขาดความเด็ดขาดในการควบคุมและลงโทษอย่างจริงจัง หากเพิ่มความเด็ดขาดและความรุนแรงในการลงโทษก็เชื่อได้ว่าปัญหาเหล่านี้น่าจะลดน้อยถอยลงและหมดไปในที่สุด

5. สร้างกระแสรักษาครูดี – ครูอาชีพ

เป็นบทความที่แนะนำวิธีการพัฒนาและป้องกัน สร้างกระแสให้ทุกคนตระหนักรักษาครูดี ๆ เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการยกย่องชมเชยครูดี เช่น การให้เป็นครูที่ดีเป็นครูต้นแบบ เป็นต้น การให้โอกาสส่งเสริมครูทุกคนที่ทำหน้าที่ครูอย่างแท้จริง สกัดกั้นสิ่งที่เป็นบ่อนทำลายและนำความเสื่อมเสียมาสู่วิชาชีพครู ตลอดจนสร้างระบบการผลิต พัฒนาครู ประเมินครูให้มีคุณภาพและมาตรฐาน

บทความเรื่อง มหาวิทยาลัยกับหลักสูตรแท้ หลักสูตรเทียม เพื่อธุรกิจการศึกษา

สำหรับบทความนี้ดู ๆ แล้วก็น่าตกใจอยู่ไม่น้อย เป็นบทความที่ส่องให้เห็นปัญหาของนักศึกษาที่โดนมหาวิทยาลัยบางแห่งหลอกลวงเอา กลายเป็นเหยื่อทางธุรกิจ นักศึกษาเรียนไม่จบเพราะขาดอาจารย์ที่ปรึกษา และหลักสูตรก็ไม่ผ่าน สกอ. ปัญหาเหล่านี้ถือว่าเป็นตัวบ่อนทำลายการศึกษาแห่งชาติก็ว่าได้

หากมีคำถามว่า แล้วไม่มีกฎหมายคุ้มครองหรือ ? ก็ต้องตอบว่า “มี” แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า กฎหมายที่ออกกันมาเยอะแยะมากมาย แต่กลับบังคับใช้ไม่ได้ กล่าวคือ ทางภาครัฐเองขาดความรับผิดชอบ และขาดความเอาจริงเอาจัง ไม่เด็ดขาดในการลงโทษต่อทางมหาวิทยาลัยที่กระทำผิด

อาตมามีความเห็นว่า อยากให้สถาบันการศึกษาแต่ละแห่งตระหนักและสำนึกถึงอนาคตของชาติ เคารพในสิทธิของมนุษย์ด้วยกัน ไม่เบียดเบียดกัน และซื่อตรงต่อหน้าที่ของตน อีกทั้ง อยากจะให้ทางภาครัฐเอาจริงเอาจังกันมากกว่านี้ สอดส่องดูแลสถาบันการศึกษาให้มากกว่านี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของครูและนักเรียนนักศึกษาทุก ๆ คน

ป ล: ชอบหนังสือ HRD ของอาจารย์มาก ๆ เปิดดูได้ 2 บทแล้ว รู้สึกคุ้มเกินคาดกับราคาที่เสียไป

สุบุญนำ พรรณผัก
IP: xxx.24.128.203
เขียนเมื่อ Thu Nov 20 2008 21:53:32 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ ท่าน อ.ดร.กีรติ ยศยิ่งยง

สรุปการเรียน ในวันที่ ๑๗ พ.ย.๒๕๕๑

จากการที่ได้อ่านบทความเรื่อง"เยือนเวียดนาม" เพื่อดูการผลิต ครูอาชีพ ที่ได้รับความนิยมนั้น สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของต่างประเทศ อย่างเช่น ประเทศเวียดนาม ที่ว่า การศึกษาสามารถเปลี่ยนสถานะของคนได้ จึงพยายามพัฒนาความเจริญทางด้านการศึกษา และอาชีพที่มีผลโดยตรงต่อการศึกษา และได้รับความนิยมอย่างมาก นั้นก็คือ อาชีพครู และโดยทั่วไปแล้วชาวเวียตนามมีพื้นฐานที่ดีพอสมควรในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาให้เกิดความเจริญในด้านต่างๆให้ทันนานาอารยะประเทศซึ่งมีการพัฒนาไปอย่างมาก เวียตนามซึ่งถือเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา จึงเร่งสร้างพื้นฐานที่ดีและมั่นคงอีกทั่งยังเป็นที่ยอมรับให้แก่ประชาชนและคนในชาติ นั่นก็คือการศึกษา โดยที่เวียตนามให้ความสำคัญต่อการศึกษาเป็นอย่างมาก คนส่วนใหญ่จึงนิยมให้บุตรหลานเรียนในสายงานอาชีพที่เกี่ยวกับการศึกษา นั้นก็คือการเรียนเพื่อที่จะมาเป็นครู เพราะถือว่ามีเกียรติ น่ายกย่อง

แต่ในทางกลับกัน ประเทศไทยของเรากลับมองว่า อาชีพครูเป็นอาชีพที่ดี น่ายกย่อง แต่ได้รับค่าตอบแทนน้อย จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมถ้าเทียบกับอาชีพอื่น

การผลิตครูของเวียตนามใช้เวลาในการเรียน เพื่อจะมาเป็นครูสั้นกว่าเมืองไทย แต่ได้จำนวนหน่วยกิจที่เรียนมากกว่า แต่สำหรับประเทศไทยนั้นใช้เวลาในการเรียนเพื่อจะมาเป็นครูยาวนานกว่า แต่ได้จำนวนหน่วยกิจที่เรียนน้อยกว่าประเทศเวียตนาม

ครูอาชีพ กับ อาชีพครู

ครูอาชีพ

-ครูอาชีพ คือครูที่เป็นครูด้วยใจรัก เป็นครูที่รักและห่วงใยอาทรต่อลูกศิษย์ โดยจะทำทุวิถีทาง เพื่อที่จะให้ศิษย์ได้รับความรู้ไปอย่างเต็มที่ และพร้อมกันนั้นก็อบรมให้ศิษย์เป็นคนดี ด้วย

-ครูอาชีพ คือครูที่มีความพร้อมในทุกๆด้านที่จะเป็นครู มีความประพฤติที่ดีเหมาะสม ว่างตัวดี ปฎิบัติหน้าที่การงานด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครู

อาชีพครู

ครูที่ใช้วิชาชีพครูที่ได้เรียนมาเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพ เพื่อหาเลี้ยงชีพเท่านั้น

ครูของครูกับอาชีพครู

ครูอาชีพเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการและคาดหวังว่าจะมี จำนวนมากขึ้น เมื่อผลการดำเนินการตามพรบ.การศึกษาแห่งชาติที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม แต่มีข้อยกเว้นบางประการ

หลักสูตรแท้ หลักสูตรเทียม เพื่อธุรกิจการศึกษา

สรุป บทความนี้กล่าวถึงสาเหตุของปัญหาทางการศึกษาที่มีผลอย่างมากมายในปัจจุบัน โดยเฉพาะในส่วนของการที่มหาวิทยาลัยต่างๆพยายามที่จะออกนอกระบบการศึกษาที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ เพื่อที่จะเปิดหลักสูตรต่างๆเพิ่มจากเดิมที่มีอยู่ โดยคิดเพียงแค่เพื่อเพิ่มจำนวน และผลประโยชน์ให้แก่มหาวิทยาลัยของตน แต่ไม่ได้คำนึงถึงจำนวนของบัณฑิตที่จบมาแล้วไม่มีงานรองรับ ทำให้เกิดปัญหาการว่างงานขึ้นในสังคม และยังเป็นปัญหาในเรื่องของความไม่มีประสิทธิภาพของคนที่จบมา การศึกษาในปัจจุบันจึงกลายเป็นธุรกิจ เพราะมีทั้งหลักสูตรแท้ และหลักสูตรเทียม และปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับระบบการศึกษานั้น มีสาเหตุมาจากการที่หน่วยงานที่รับผิดชอบทางการศึกษายังไม่จริงจังกับปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเอง

พระมหาประเสริฐ นรินฺโท
IP: xxx.121.3.167
เขียนเมื่อ Thu Nov 20 2008 22:37:05 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร อาจารย์กิรติ ยศยิ่งยง

ครั้งที่ 3 เรียนเรื่อง เยือนเวียตนาม ซึ่งการเรียนครั้งนี้เป็นการเรียนบทความ ซึ่งในประเด็น เรื่องประเทศเวียตนาม จากที่ได้อ่าน จะเห็นว่า ประชาชนมีความดิ้นรน มีความเพียรพยายามในการจะพัฒนาประเทศของตนเองให้มีความเจริญก้าวหน้า มากกว่าประเทศอื่น ๆ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดี หลังจากได้ผ่านส่งครามมา ซึ่งในเวียตนามจะนิยมให้ลูกได้เรียนหนังสือ และภาษาอังกฤษ จะเห็นได้ว่าการศึกษาสามารถเปลี่ยนสถานะของคนเราได้ คนเวียตนามเขาเห็นว่าอาชีพที่จะต้องเรียนมากที่สุด คือ อาชีพของความเป็นครู เมื่อมีโอกาสศึกษาเขาจึงพยายามเรียน พยายามศึกษาเพื่อตัวของเขาและประเทศชาติ คนเวียตนามเป็นคนที่ขยันมาก เรื่องความขยันของเวียตนามเป็นเลิศ คนเวียตนามมีศักยภาพในเรื่องของภาษาอังกฤษ อาชีพครูเป็นอาชีพที่คนเวียตนามนิยมเป็นมากที่สุด

อาชีพครูกับครูอาชีพนั้นมีความหมายที่แตกต่างกันมาก

อาชีพครู คือ ครูที่เป็นครูด้วยใจรัก เป็นครูที่รัก ห่วงใยอาทรต่อนักเรียน ทำทุกวิถีทางที่จะให้ศิษย์เป็นคนดี

ส่วนครูอาชีพ คือ ครูที่มีความพร้อมในทุกด้านที่จะเป็นครู มีความประพฤติวางตัวดี ปฏิบัติหน้าที่ด้วยวิญญาณของความเป็นครู

ครูนั้นจะต้องมีทั้งวิชาและความประพฤติ การศึกษาเป็นการหล่อหลอมมนุษย์

ครูของครูกับอาชีพ ครูอาชีพเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการและคาดหวังว่าจะมีจำนวนมากขึ้น เมื่อผลการดำเนินการตามพรบ. การศึกษาแห่งชาติเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม แต่มีข้อยกเว้นบางประการสำหรับคณะจารย์ในระดับอุดมศึกษาที่ทำหน้าที่สอนครูหรือครูของครู

การจะทำงานด้านการศึกษาเราจะต้องรัรบผิดชอบ และมีคุณภาพ อาจารย์พูดว่าเราจะต้องมีตาคอยถู หูคอยฟัง และมีสมองจะต้องคิด มันจะเกิดความคิด ทำให้เราฉลาด การเรียนทำให้เราเป็นคนทันสมัย

สรุป วันนี้เรียนเรื่องบทความเกี่ยวกับการศึกษา ความเป็นครู ความเป็นอยู่ของสังคมเวียตนาม อาชีพ และการพัฒนาความเป็นอยู่ในสังคมของประเทศเวียตนามที่มีมากกว่าประเทศไทย

พระครชานนท์ สิรินฺธโร (ธงหาร) 5110204001
IP: xxx.121.3.167
เขียนเมื่อ Thu Nov 20 2008 23:23:48 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร

โยมอาจารย์ กิรติ ยศยิ่งยง จากการเรียนในวันจันทร์ที่ 17 พฤษจิกายน 2551 เป็นการเรียนเรื่องบทความ เกี่ยวกับ การเยือนเวียตนาม ดูการผลิต ครู อาชีพ ที่ได้รับความนิยม,ครูของครูกับครูอาชีพ,มาตรฐานกับคุณภาพ ของบุคลาการทางการศึกษา และมหาวิทยาลัยกับหลักสูตรแท้ หลักสูตรเทียม เพื่อธุรกิจศึกษา

หลังจากที่ได้ศึกษาท่านได้อะไรจากบทความ

ได้รู้จักความเป็นอยู่ของคนภายในประเทศเวียตนาม หลังจากที่ได้ผ่านสงคราม การดิ้นรน ขวนขวาย สร้างบุคลากรทางด้านบุคคล (สร้างคน)ซึ่งถือเป็นการสร้างมันสมองของชาติด้วย มองเห็นถึงความเพียรพยายามที่จะยกฐานะ จากรากหญ้า ไปสู่จุดที่สูง และเริ่มพัฒนาไปเรื่อย ๆ ดังนั้นจุดสำคัญของประชาชนในเวียตนาม คือ การศึกษา เพราะการศึกษานั้นสามารถเปลี่ยนสถานะของบุคคลได้ (ซึ่งเป็นความเชื่อของคนเวียตนามที่คล้ายกับสังคมไทย)เปลี่ยนชนชั้น เมื่อมีโอกาสก็ต้องรีบไขว่ขว้า และปัจจุบันประเทศเวีนตนามเป็นประเทศที่เปิด ส่วนอาชีพที่ได้รับนิยมและถือเป็นเกียรติในสังคมคนเวียตนาม คือ อาชีพครู และคนเวียตนามเก่งทางด้านภาษาอังกฤษ

คำว่า "ครู" ซึ่งมี 2 อย่างคือ ครูอาชีพ กับ อาชีพครู

ครูอาชีพ คือ ครูสอนด้วยใจรัก เป็นครูที่รัก ห่วงใย อาทรต่อนักเรียน ต่อศิษย์ดุจลูกในไส้ของตนเอง

อาชีพครู คือ ครูที่ใช้วิชา ที่ร่ำเรียนมาเป็นเครื่องมือในการหาเลี้ยงชีพ ไม่ได้สอนด้วยใจรัก ครูประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้วิชาครู ไม่ต้องเขาใจวิชาที่ตนสอนมากนัก แค่สอนให้จบไปวัน ๆ

และยังมีครูของครู กับครูอาชีพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการและคาดหวังว่าจะมีจำนวนมากขึ้น เมื่อผลแห่งการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม เพราะครูของครูคือคนที่สอนครูก็ต้องเป็นครูอาชีพ และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับครู และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักเรียนด้วย ซึ่งในอดีตมีครูจำนวนมาก ที่มีลักษณะครูอาชีพเป็นครูด้วยใจรัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปตามกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ครูอาชีพที่เป็นปูชนียบุคคลก็ลดน้อยลง

มาตฐานของบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งประกอบด้วย

มาตรฐานเบื้องต้น ได้แก่ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน

มาตรฐานเฉพาะ ได้แก่ ความสามารถทางการศึกษาในการสอน ในรายวิชานั้น ๆ หรือวิชาที่ถนัด

คุณภาพของบุคลากรทางการศึกษา

คุณภาพเบื้องต้น ได้แก่ การพัฒนาตนเองในด้านการสอน ด้านการใฝ่หาความรู้ ด้านงานวิชาการของบุคลากรทางการศึกษา

คุณภาพเฉพาะ ได้แก่ การถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียน ซึ่งนักเรียนสามารถเข้าใจได้เป็นอย่างดี

และก่อนจะสรุป อาจารย์ได้นำบทความจากหนังสือพิมพ์ มาให้อ่าน เรื่อง มหาวิทยาลัยกับหลักสูตรแท้ หลักสูตรเทียม เพื่อธุรกิจศึกษา

ของมองในแง่ลบก่อน เราจะเห็นว่ามหาวิทยาลัยในปัจจุบันเริ่มเปิดเป็นมหาวิทยาลัยเปิด หรือเริ่มจัดการเรียนการสอนด้วยตนเอง รัฐไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่รัฐจะมีเงินสนับสนุนมาให้ และในบางครั้งมหาวิทยาลัยที่เปิดใหม่ อาจมีลู่ทาง แนวคิด ทัศนะ วิชา หรือคณะ ใหม่ ๆ ระดับการศึกษาขั้น ป.โท ป.เอก ให้นักศึกษาได้เข้ามาศึกษา เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน ทั้งในของมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน ซึ่งในที่นี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่า มหาวิทยาลัยใดได้มาตรฐาน ก็ต้องตรวจสอบโดย สกอ. แต่สกอ.ก็ขาดความเอาจริงเอาจังในการทำงาน จึงทำให้ผลออกมาช้า หรือมหาวิทยาลัยนั้น ๆ เปิดเรียนแล้วแต่ยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน และในบางมหาวิทยาลัยอาจจะมีการโฆษณาชวนเชื่อ ผ่านสื่อต่าง ๆ และหลอกล่อให้เหยื่อไปติดเบ็ด ซึ่งในบางมหาวิทยาลัยอาจจะทำอย่างนั้นจริง ๆ

จากที่มองในแง่ร้าย หัดมองในแง่บวกดูบ้าง เราจะเห็นว่าการที่มหาวิทยาลัยได้รับเปิด เป็นมหาวิทยาลัยเปิด โดยการจัดการเรียนการสอนเองนั้น เราจะเห็นว่าผู้บริหารจะต้องทำงานหนัก และต้องบริหารให้มหาวิทยาลัยนั้นอยู่รอด และสามาพัฒนาไปได้ไกลกว่า ซึ่งเราจะเห็นว่าค่าเทอมจากที่ค่าเทอมน้อย ก็มากขึ้น แต่อุปกรณ์ในมหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนแปลง พัฒนาขึ้น จากการมองที่มหาวิทยาลัยที่ดัง ๆ เราจะเห็นว่าสถานที่ อุปกรณ์ สื่อ ที่ใช้มีความทันสมัย และรวดเร็วต่อการศึกษา ซึ่งหลักการศึกษาคือการศึกษาตลอดชีวิต ดังนั้นเมื่อเราสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา มันก็เป็นโอกาสที่ดีอย่างหนึ่ง ซึ่งบางครั้งเราอาจจะมองว่ามันราคาแพง แต่จริงแล้วท่าเทียบกับเวลา เราจะเห็นว่ามันคุ้มค่าพอ ๆ กัน อนึ่งโลกเปลี่ยนไป ผู้คนเปลี่ยนไป วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ในปัจจุบันก็สามารถใช้ได้รวดเร็ว มันทำอะไรให้ง่าย แต่ในอีกแง่มันก็มีข้อเสีย

สรุป การศึกษาบทความ เป็นการตีความให้แตกออกมาเป็นความคิดของเราว่า สิ่งที่ได้รับจากบทความนั้น ๆ ถูกหรือผิด และเราได้อะไรจากมัน จากบทความเรียนมา อาตมา ได้รู้ถึงเรื่องทางด้านการศึกษา ของชาชาติเวียตนาม ความเป็นอยู่ ภาษา และเมื่อเทียบกับเมืองไทย รวมถึงการศึกษาบทความในเรื่องมหาวิทยาลัยหลักสูตร ซึ่งจะต้องมีการแก้ไข ให้ถูกต้องตามมาตรฐานการศึกษา

นางสาวสนธยา อนุรักษ์ธนากร
IP: xxx.29.86.254
เขียนเมื่อ Fri Nov 21 2008 17:50:06 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ อาจารย์กีรติ ยศยิ่งยง ที่เคารพ

ฝากกราบนมัสการพระอาจารย์ พระครูสมุห์ชุมพล อินทโก ที่เคารพ

จากการได้อ่านบทความทางวิชาการ เรื่อง เยือนเวียดนาม ดูการผลิต ครูอาชีพ ที่ได้รับความนิยม โดยแน้นด้านการศึกษาซึ่งในที่นี้ผู้เขียนขอนำเสนอใน 2 ประเด็นที่น่าสนใจคือ

1. ด้านปัจเจกบุคคล มีระบบหลักสูตรที่เข้มข้นในทุกระดับ ซึ่งมีค่าเท่ากับการประกันคุณภาพ

ทางการศึกษาอยู่ในตัว นับเป็นการปูพื้นฐานในการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนและเป็นระบบทั้งนี้เพราะ

เวียดนามมีปัญหาหลายด้านทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ปัญหาดังกล่าวสามารถบรรลุผล ได้ด้วยการศึกษาของประชาชนพลเมืองของเวียดนามเอง

2. ด้านสังคม ค่านิยมของสังคมเวียดนาม นิยมยกย่องศรัทธาวิชาชีพครู สังคมเวียดนาม

มองว่าอาชีพครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติคนเก่งๆ ของเวียดนามจะนิยมยึดอาชีพครู เพราะอาชีพครูเป็นอาชีพ

ที่สังคมเวียดนามยกย่อง

สำหรับเวียดนามในพ.ศ.นี้ ต้องยอมรับว่าอาชีพครูคืออาชีพที่คนเก่งใฝ่ฝันซึ่งหมายความว่า

ยอดคนถึงจะมีโอกาสได้เป็นครู และยอดครูเท่านั้นที่จะบริหารตน บริหารคน บริหารงาน ตลอดถึงสังคม ประเทศชาติได้บรรลุผลสำเร็จ

ส่วนสังคมไทยกลับมีทัศนคติ ที่เกี่ยวกับอาชีพครูต่างจากเวียดนาม อย่างชนิดที่เรียกว่า เป็น

เส้นขนาน แม้แต่ผู้ที่มีอาชีพครูเสียเองบางคนเป็นครูทั้งๆที่ไม่มีความรู้สึกศรัทธา ในอาชีพของตน

ซึ่งปัญหาดังกล่าวไม่มีปรากฏในเวียดนาม

ครูของครูกับครูอาชีพ

จากบทความดังกล่าวมีประเด็นสำคัญที่ย้ำให้เห็นข้อแตกต่างระหว่าง อาชีพครูกับครูอาชีพ

ต่างกันอย่างไร

ประเด็นแรก ท่านประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสุลานนท์ ให้คำนิยาม

ไว้ว่าอาชีพครู คือผู้ที่เป็นครูด้วยใจรักมีอุดมการณ์ ดังที่วจนะประพันธ์ตอนหนึ่งของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ยกย่องไว้ว่า...

ครูคือผู้ยกระดับวิญญาณมนุษย์

ให้สูงสุดเกินกว่าสัตว์เดรัจฉาน

ปลุกสำนึกสั่งสมอุดมการณ์

มีวิญญาณเพื่อมวลชนใช่ตนเอง

ประเด็นที่สองครูอาชีพคือครูที่สอนเพียงแต่หนังสือมากกว่าสอนนักเรียนปัจจุบันข่าวของครูที่

เสื่อมเสียปรากฏทางสื่อมวลชนบ่อยๆ ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหา ด้านการเรียนการสอน ด้านชู้สาว ด้านการ ไม่โปร่งใสในการบริหาร ด้านงบประมาณ ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงเด็กฝากสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นปัญหาที่หลายฝ่ายได้ข่าวแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ที่สำคัญคือเป็นเหตุให้ครูดีๆ ที่มีอุดมการณ์เสียกำลังใจ

จะอย่างไรก็ตามต่อประเด็นปัญหาดังกล่าวก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเหตุเพราะบุคลากรครูคือ บุคลากรของแผ่นดินอาชีพครูนั้นเป็นอาชีพที่สร้างชาติทั้งนี้เพราะ ผู้นำของประเทศ ตลอดถึงรัฐมนตรีในทุกกระทรวงล้วนผ่านน้ำมือของผู้ที่ได้ชื่อว่าครูทั้งสิ้น

ดังนั้นบทบาทหนึ่งของครูก็คือ วิศวกร ของสังคมนั่นเอง

มหาวิทาลัยกับหลักสูตร แท้ หลักสูตร เทียม

ก่อนอื่นผู้วิจารณ์ได้เห็นชื่อบทความแล้วต้องยอมรับว่า คาดไม่ถึงว่าหลักสูตรเทียม (ปลอม )จะ

มีปรากฏอยู่ในมหาวิทยาลัยไทยซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแท้ ต่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้หากมีผู้ตั้งคำถาม

ว่าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยคืออะไร?....

การแสวงหาคำตอบต่อคำถามดังกล่าว ที่นักอักษรศาสตร์มักนิยมใช้คือวิเคราะห์คำว่า .. มหาวิทยาลัยซึ่งมีรูปศัพท์แยกได้ดังนี้

มหา = ใหญ่

วิทยา = ความรู้ พูดจาภาษาไทย นิตยา กาญจนวรรณ สำนักพิมพ์โอเดียน

อาลัย = แหล่ง กรุงเทพฯ 2528

ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงหมายถึง แหล่งความรู้อันยิ่งใหญ่

สรุปว่า หน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่ควรจะเป็นในที่นี้คือ การให้บริการด้านวิชาการ ในฐานะที่เป็นแหล่งความรู้อันยิ่งใหญ่ หากผู้บริหารสถานศึกษา ได้ตระหนักถึงความหมายดังกล่าวเชื่อแน่ ว่า หลุมดำทางการศึกษาก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

สนธยา อนุรักษ์ธนากร

วิเคราะห์ เรียบเรียง เขียน

E-mail JUK-586@Hotmail.com

T.081-258-4253

นางสาวสิริวิมล ศาลาจันทร์
IP: xxx.24.86.80
เขียนเมื่อ Sun Nov 23 2008 00:00:51 GMT+0700 (ICT)

คาบที่ ๓ วันจันทร์ ที่ ๑๗ พ.ย. ๒๕๕๑

สวัสดีค่ะ อาจารย์กีรติ ที่เคารพ

สำหรับคาบที่ ๓ นี้เป็นการเรียนโดยการวิเคราะห์บทความ ๓ เรื่องด้วยกัน ซึ่งแต่ละบทความได้ให้ข้อคิดเห็น และข้อสรุปที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก และสามารถสรุปใจความสำคัญ และข้อคิดเห็นจากการได้วิเคราะห์บทความทั้ง ๓ ดังนี้

เรื่องที่ ๑ “เยือนเวียดนาม ดูการผลิต ครู อาชีพที่ได้รับความนิยม”

จากบทความนี้ทำให้ได้ข้อสังเกตเรื่องความแตกต่างด้านการศึกษาระหว่างประเทศไทยและเวียดนามในประเด็นต่างๆ ได้แก่ เรื่องการให้ความสำคัญต่อการศึกษา โดยพบว่าเด็กและเยาวชนชาวเวียดนามได้ให้ความสำคัญและเอาจริงเอาจังต่อการศึกษาเป็นอย่างมาก (เทียบกับไทยแล้วน่าจะมากกว่ามากๆ) และเรื่องการให้ความสำคัญของอาชีพครู โดยประเทศเวียดนามได้ให้ความสำคัญกับวิชาชีพครูมาก สังเกตได้จากการบังคับให้มีหน่วยกิจในการเรียนการสอนมากกว่าหลักสูตรของประเทศไทย ทั้งๆที่เวลาเรียนน้อยกว่า

ซึ่งเมื่อได้ย้อนกลับมาคิดถึงประเทศไทยปัจจุบันเรียกได้ว่า ระบบการศึกษาอาจทันโลก ทันสมัยขึ้น มีการกระจายการศึกษาไปยังท้องถิ่นมากขึ้น แต่ทำไมอัตราการเกิดอาชญากรรม หรือพฤติกรรมความรุนแรงของเยาวชนยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากคุณภาพการศึกษาของไทยยังไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้นการบริหารการศึกษานอกจากคำนึงถึงปริมาณแล้ว ควรคำนึงถึงคุณภาพการศึกษาให้ระบบการศึกษาไทยสามารถผลิตทรัพยากรบุคคลที่มีทั้งความรู้และคุณธรรมควบคู่ไปด้วย การได้อ่านบทความนี้จึงน่าคิดว่าทุกวันนี้ประเทศไทยของเราได้ให้ความสำคัญกับวิชาชีพทางการศึกษา และผู้นำทางการศึกษามากน้อย หรือจริงจังเพียงใด??

เรื่องที่ ๒ “ครูของครู กับครูอาชีพ”

๒.๑ ครูอาชีพกับอาชีพครู โดยได้สะท้อนให้เห็นความแตกต่างของคำ ๒ คำนี้ว่า “ครูอาชีพ” คือ ครูที่มีจิตสำนึกในความเป็นครูอย่างแท้จริง ครูที่ต้องการให้ลูกศิษย์ประสบความสำเร็จในชีวิต หรือเรียกได้ว่าเป็นครูที่สร้างคนให้เป็นมนุษย์นั่นเอง ส่วน “อาชีพครู” นั้นหมายถึง ครูที่เป็นครูเพราะเรียนจบครูแล้วใช้วุฒิการศึกษานี้มาทำมาหากินเท่านั้น อาจเรียกได้ว่าใช้คำว่าครูในการหาเงินไปวันๆ

๒.๒ ครูของครูกับครูอาชีพ ได้สะท้อนเรื่องของครูในสถาบันอุดมการณ์ศึกษาที่สอนแบบไม่มีคุณภาพ คือสอนให้จบๆไปเท่านั้นเอง ไม่ได้ใส่ใจว่านักเรียน นักศึกษาได้อะไรจากสิ่งที่สอน

๒.๓ จิตสำนึกและวิญญาณของคนสอนครู ได้สะท้อนให้เห็นว่าครูในปัจจุบันขาดจิตสำนึกในการเป็นครู และครูที่เป็นปูชนียบุคคลก็น้อยลงไปมาก ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ ได้แก่ คนเก่งไม่เรียนครู ครูมีภาระหน้าที่มาก ครูไม่ใส่ใจกับหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เป็นต้น โดยการจะสร้างแรงจูงใจให้เกิดจิตสำนึกในความเป็นครูให้มากขึ้น ควรประกอบด้วย ๓ ประการ คือ การสร้างศรัทธาต่อตนเอง การสร้างศรัทธาต่ออาชีพ และการสร้างศรัทธาต่อองค์กร

๒.๔ อาชีพครูกับผู้เรียน ได้สะท้อนให้เห็นว่าครูที่ได้ชื่อว่าเป็น อาชีพครูนั้นใช้อำนาจของความเป็นอาชีพมาหากินกับนักเรียนโดยไม่ได้ยึดหลักการ “นักเรียนเป็นศูนย์กลาง” ตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาติอย่างแท้จริง

๒.๕ สร้างกระแสรักษาครูดี – ครูอาชีพ เป็นการสะท้อนมุมมองว่าสามารถสร้างครูอาชีพ (ไม่ใช่อาชีพครู) ให้เป็นกระแสได้ โดยได้นำเอาพระราชดำริด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาพิจารณา โดยสามารถสรุปสิ่งที่พระองค์กล่าวได้ว่า...ครูอาชีพจะต้องเป็นคนที่ประพฤติดีทั้งด้านวิชาการ และด้านการปฏิบัติตนทั้งทางกายและจิตใจ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีได้ ทั้งยังต้องให้ความสำคัญกับการยกย่องชมเชยครูดี และส่งเสริมพัฒนาครูให้มีคุณภาพมากยิ่งๆขึ้น...ดังนั้นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างกระแสให้เกิดครูดีเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

เรื่องที่ ๓ “ มหาวิทยาลัยกับหลักสูตรแท้ หลักสูตรเทียม เพื่อธุรกิจการศึกษา” ได้สะท้อนให้เห็นปัญหาด้านนโยบายและการบริหารการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่ปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่ผลกำไรมากกว่า การสร้างบัณฑิตให้มีคุณภาพ หลักสูตรที่เฟ้อทำให้บัณฑิตไร้จุดยืนและไม่มีคุณภาพมากมาย ส่งผลเรื่องการตกงานต่อเนืองเป็นลูกโซ่นั่นเอง

จากบทความเรื่องที่ ๒ และ ๓ ได้สะท้อนปัญหาสำคัญหลักๆของการศึกษาไทยไว้ ๒ เรื่องใหญ่ คือ การให้ความสำคัญกับวิชาชีพครู และระบบการจัดการศึกษาสมัยใหม่ที่ยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพและประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จะกำหนดทิศทางการศึกษาของไทยในอนาคต เพราะประเทศชาติจะเป็นเช่นไร ย่อมมาจากการพัฒนาจากกำลังสติปัญญา ความสามารถของบุคคลที่เรียกว่า บัณฑิตนั่นเอง ดังนั้นเรืองปัญหาการศึกษาไทย น่าจะเป็นเรื่องที่รัฐบาล หรือผู้นำที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องให้ความสนใจเป็นลำดับต้นๆ สำหรับเราในฐานะนักศึกษา ครู อาจารย์ ก็ต้องให้ความสำคัญและกระตือรือร้นในการทำหน้าที่เป็น “ครูอาชีพ” และ “นักพัฒนาชั้นยอด” เพื่อเป็นแรงผลักดันแม้เพียงน้อยนิดก็คงดีกว่าไม่ได้มีส่วนใดๆเลย

นางสาวยุพิน แซ่เฮี๊ยบ
IP: xxx.9.151.212
เขียนเมื่อ Sun Nov 23 2008 12:42:15 GMT+0700 (ICT)

เรียน อาจารย์กีรติที่เคารพ

เรื่อง การส่งงานครั้งที่3 ของการเรียนเมื่อวันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2551

การเรียนในครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์บทความ 3 เรื่องกล่าวคือ

บทความที่ 1 การเยือนเวียดนาม ดูการผลิตครู อาชีพ ที่ได้รับ ความนิยม

ประเทศเวียดนามซึ่งปกครองในระบบสังคมนิยม ในอดีตได้รับความบอบชำทั้งด้านร่างกายและจิตใจอันเนืองมาจากสงคราม การรวมชาติระหว่างเวียดนามเหนือ-เวียดนามใต้ การถูกปกครองโดยชนชาติอื่น และจากผลแห่งอดีตทำให้เกิดความพิการในปัจจุบัน ทำให้เด็ก-เยาวชนและประชาชนให้ความสำคัญกับการศึกษามากเพราะถ้าไม่มีความรู้ก็จะไม่มีโอกาสได้รับเงินเดือนดีๆ เป็นได้แค่เกษตรกร ดังนั้นพ่อ-แม่จึงพยายามส่งลูกให้ได้เรียนสูงๆ โดยเฉพาะให้ลูกได้เรียนครู เพราะอาชีพครูสำหรับชาวเวียดนามถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติ ซึ่งต่างกับประเทศไทยของเราอย่างมาก และการศึกษาสำหรับชาวเวียดนาม การได้ศึกษาของเขาเป็นการช่วยยกฐานะให้สูงขึ้นโดยเฉพาะคนเป็นครู

บทความที่ 2 ครูของครูกับครูอาชีพ

"ครูอาชีพ" คือเป็นครูด้วยใจรัก ดังนั้นจึงรัก ห่วงใย และทำทุกวิธีที่จะให้ศิษย์เป็นคนดีและมีความพร้อมในทุกด้าน และตัวครูอาชีพเองก็มีความพร้อมที่จะเป็นตัวอย่างคือประพฤติตนดี วางตัวดี ปฏิบัติหน้าที่ด้วยวิญญานของความเป็นครู

"อาชีพครู" คือครูที่ใช้วิชาชีพที่เรียนมาป็นเครื่องมือในการหาเลียงชีพ

"ครูของครูกับครูอาชีพ" คือคณาจารย์ที่สอนครู หรือครูของครู ซึ่งต้องเป็นครูอาชีพ เป็นตัวอย่างที่ดี เพื่อจะได้พัฒนาครูให้เป็นที่พึ่งของลูกศิษย์ไม่ใช่ศิษย์เป็นที่พึ่ง(ครูอาศัยประโยชน์จากศิษย์)

"จิตสำนึกและวิญญาณของคนสอนครู" คือครูอาชีพซึ่งในอดีตเป้นครูด้วยใจรัก เป็นครูด้วยจิตและวิญญาณ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกิดการเปลียนแปลงทำให้ครูอาชีพ(ปูชนียบุคคล)ลดน้อยไป อาชีพครูได้รับการดูแคลน เพราะคิดว่าคนเรียนครูไม่ใช่คนเก่ง ดังนั้นจึงควรสร้างครูด้วยจุดเริ่มของความศรัทธาคือ 1.ศรัทธาต่อตนเอง 2.ศรัทธาต่ออาชีพครู 3.ศรัทธาต่อองค์กร

"อาชีพครูกับผู้เรียน" บทความนี้ต้องการบอกว่าถ้าผู้เรียนมีครูที่ยึดอาชีพครู รัฐควรสร้างเกณฑ์ในการควบคุม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของผู้เรียนโดยกำหนดให้จัดการศึกษาที่คำนึง ความรู้คู่คุณธรรมและพัฒนาวิชาชีพครู

"สร้างกระแสรักษาครูดี-ครูอาชีพ" ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือครูจะต้องเป็นผู้ประพฤติตนดี ทั้งด้านวิชาการ(มีความรู้ ความชำนาญ วิธีการสอน) ด้านความประพฤติคือดีพร้อมทั้งจิตใจและการปฏิบัติ นอกจากแนวพระราชดำริแล้วยังควรใช้วิธี ยกย่องชมเชยครูดี ให้โอกาสและส่งเสริมครูทุกคน สร้างระบบการผลิต พัฒนา และประเมินครูให้มีคุณภาพเหมาะกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง

บทความสุดท้าย มหาวิทยาลัยกับหลักสตรแท้ หลักสูตรเทียม เพื่อธุรกิจศึกษา

ในปัจจุบันสังคมให้ความสำคัญกับการศึกษามาก จึงมีการเปิดหลักสูตรต่างๆมากมายโดยไม่คำนึงถึงว่านักศึกษาไม่จบการศึกษาหรือเรียนไปแล้วหลักสูตรไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งการกระทำเหมือนการศึกษาปัจจุบันกระทำโดยแอบแฝงเพื่อธุรกิจ ดังนั้นรัฐควรเอาใจใส่เอาจริงในเรืองของระบบการศึกษา เพื่อการศึกษาไทยจะได้ไม่เป็นแหล่งผลิตบัณฑิตพิกลพิการ เพราะหวังเพียงประโยชน์ทางธุรกิจ

ธ้นยมัย พูนลา (ลูกแพร) ป.โท ปี1/2551
IP: xxx.136.48.243
เขียนเมื่อ Sun Nov 23 2008 12:46:32 GMT+0700 (ICT)

ในการเรียนครั้งที่ ๑ ไม่ได้เข้าเรียนเนื่องจากไปสัมนาที่ต่างจังหวัดกลับมาเรียนไม่ทันค่ะ แต่ก็ได้ถามจากเพื่อนว่าอาจารย์ให้ทำอะไรบ้าง งานที่ต้องทำมีดังนี้ - สรุป เนื้อหาที่เรียนแต่ละครั้งลงในบล็อกส่งอาจารย์ก่อนเรียนคาบต่อไป - รายงานกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน - เขียนอารัมภบท (บทความ)

ธันยมัย พูนลา (ลูกแพร) ป.โท ปี1/2551
IP: xxx.136.48.243
เขียนเมื่อ Sun Nov 23 2008 13:27:24 GMT+0700 (ICT)

ครั้งที่ ๓ อาจารย์บรรยายเรื่อง

1. เยือนเวียดนามผลิตครู อาชีพที่ได้รับความนิยม

สาระสำคัญ

           - สภาพความเป็นมาของการศึกษาในเวียตนามตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และนำมาเปรียบเทียบกับการศึกษาของไทย

2.คนของครูกับอาชีพครู

สาระสำคัญ

           - การเป็นครูโดยอาชีพ หรือ อาชีพครู (เปรียบเทียบความเป็นครูทั้งในอดีตและปัจจุบัน)และบุคคลที่เป็นครูของครู มีความสามารถผลิตครูให้เก่งเพื่อที่จะไปเป็นครูของคนอื่นได้อย่างไร?

พระมหาสมควร ชาตเมธี
IP: xxx.8.198.69
เขียนเมื่อ Sun Nov 23 2008 21:14:14 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร อ.กีรติ ยศยิ่งยง

สรุปจากการที่ได้ฟังบรรยายในครั้งที่ ๓ เกี่ยวกับบทความเรื่องแรกจะเป็นเรื่องเยือนเวียดนามผลิตครูที่ได้รับความนิยม ซึ่งในเนื้อหานั้นสะท้อนให้เห็นว่าประเทศเวียดนามนั้นแต่ก่อนอยู่ในช่วงสงครามพอหลังสงครามเสร็จก็ไม่รู้จะทำงานอะไรเพราะการศึกษาน้อย จึงพยายามเปลี่ยนสถานะความเป็นอยู่ของตนเองหรือครอบครัวด้วยการส่งเสริมให้บุตรหลานของตนเองได้เรียนหนังสือ และอาชีพที่อยากให้บุตรหลานเรียนที่สุดก็คืออาชีพครู ชาวเวียดนามเป็นคนขยันมากแถมมีพื้นฐานด้านภาษาอังกฤษดีจึงทำให้การศึกษาและด้านอื่นๆพัฒนาไปได้เร็วมาก ชาวเวียดนามยกย่องอาชีพครูว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติ ควรแก่การยกย่องนับถือ ส่วนประเทศไทยนั้นถ้าเปรียบเทียบกับประเทศเวียดนามแล้ว อาชีพครูไม่ค่อยเป็นที่นิยมยกย่องเหมือนแต่ก่อนเมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ การเรียนเพื่อเป็นครูหรือการผลิตครูของเวียดนามนั้นแม้จะใช้เวลาน้อยกว่าในประเทศไทยแต่ว่าเวียดนามนั้นเรียนมากกว่าไทย

ในเรื่องที่สองเรื่อง ครูอาชีพกับอาชีพครู ได้อธิบายถึงความหมายว่า ครูอาชีพคือครูที่เป็นครูด้วยใจรัก มีความรักและห่วงใยอาทรต่อลูกศิษย์ ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกศิษย์ได้รับความรู้และอบรมให้เขาเป็นคนดี และครูอาชีพนั้นต้องมีพร้อมในทุกๆด้าน มีความประพฤติที่ดีเหมาะสม ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณของครู

ส่วน อาชีพครูนั้น ต่างกันกับครูอาชีพ เพราะอาชีพครู คือ ครูที่ใช้วิชาที่ได้เรียนรู้มาเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพเท่านั้น ทุกคนต้องการครูอาชีพและต่างหวังว่าครูอาชีพจะมีมากขึ้น เมื่อผลการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม แต่ก็มีเงื่อนไขบางอย่างซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลอยู่เหมือนกันคือ พระราชบัญญัติการศึกษานี้กำหนดให้ครูทั้งของรัฐและเอกมีใบประกอบวิชาชีพ แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับคณาจารย์ในระดับอุดมศึกษา ที่ทำหน้าที่สอนครู หรือ ครูของครู นั่นเอง

เรื่องที่สามคือเรื่อง มาตรฐานและคุณภาพของบุคลากรทางการศึกษา โดยกล่าวถึง มาตรฐานของบุคลากรทางการศึกษามีอยู่ ๒ อย่างคือ มาตรฐานเบื้องต้น ซึ่งได้แก่ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ และมาตรฐานเฉพาะ ซึ่งได้แก่ ความสามารถทางการศึกษาในด้านการสอน

และกล่าวถึง คุณภาพของบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีอยู่ ๒ อย่างเช่นกัน คือ คุณภาพเบื้องตน ได้แก่ ในด้านการพัฒนาตนเองในด้านการสอน ด้านการใฝ่หาความรู้ ด้านงานวิชาการของบุคลากรเหล่านั้น และคุณภาพเฉพาะ ได้แก่ ในเรื่องของการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียน

และบทความสุดท้าย เรื่อง มหาวิทยาลัยกับหลักสูตรแท้ หลักสูตรเทียม เพื่อธุรกิจศึกษา ซึ่งกล่าวถึงปัญหาที่เกิดจากการผุดหลักสูตรใหม่ๆของมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งบางหลักสูตรก็ยังไม่ได้ผ่านการอนุมัติจาก สกอ. แต่ได้เปิดการเรียนการสอน ซึ่งมหาวิทยาลัยบางแห่งก็มุ่งเน้นเป็นธุรกิจทางการศึกษา ทำให้บางมหาวิทยาลัยประสบปัญหาด้านภาพพจน์ แล้วก็มีปัญหาภายหลังทำให้เป็นปัญหาต่อนักศึกษา ทำให้เรียนไม่จบ และปัญหาจากการขาดอาจารย์ที่จบจากสาขานั้นโดยตรงหรือแม้จะพอมีแต่ก้ไม่ครบถ้วนตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด สุดท้ายอาจารย์ก็ได้สรุปว่า สกอ. ควรจะเอาจริงเอาจังกับการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพให้มากกว่านี้เพื่อรักษามาตรฐานของหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา

นายอธิป อัศวพิริยานนท์
IP: xxx.24.140.94
เขียนเมื่อ Sun Nov 23 2008 23:57:16 GMT+0700 (ICT)

จากคาบเรียนครั้งที่3 ได้พูดถึงบทความ 3 อัน โดย 2 อันแรกเป็นการสรุปและหาประเด็นสำคัญ ส่วนบทความที่3 เป็นให้อ่านแล้วร่วมกันวิพากย์

บทความแรกเรื่อง เยือนเวียตนามฯ สรุปความได้ว่า ประเทศวียดนามถูกปกครองอยู่ภายใต้ระบอบสังคมนิยม และการผ่านศึกสงครามมานาเป็นเวลานานทำให้ประชาชนบอบช้ำทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงการพัฒนาก็ยั

งช้ากว่าปรเทศอื่นๆหลายประเทศ ด้วยเหตุนยี้รัฐบาลเวียตนามต้องเร่งพัฒนาและฟื้นฟูประเทศทุกรูปแบบ และเวียตนามก็ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก เพราะเขาเชื่อว่าทรัพยากรบุคคลจะเป้นจักรกลสำคัญในการพัฒนาประเทศ อีกทั้งประชาชนในประเทศก็เห็นว่าการศึกษาจะช่วยให้ตนมีงานและฐานะที่ดีขึ้น จึงให้ความสำคัญกบัการศึกษาและยกย่องอาชีพครูเป็นอย่างมาก เมื่อไปดูการผลิตครูในเวียตนามหลักสูตร จะใช้เวลา 4 ปี เรียนอย่างน้อย 221 หน่วยกิต และประเทศไทยจะใช้เวลาเรียน 5 ปี เรียนอย่างน้อย 160 หน่วยกิต จะเห็นว่าความเข้มข้นของการเรียนนั้นต่างกัน ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งทำให้ได้ครูที่มีคุณภาพต่างกัน

บทความที่สอง เรื่อง ครูของครูกับครูอาชีพ โดยในส่วนแรกพูดถึง ครูอาชีพกับอาชีพครู พอสรุปได้ว่า ครูอาชีพนั้นคือ ครูที่เป็นครูด้วยใจรัก ห่วงใย เอาใจใส่ ลูกศิษย์เหมือนลูกของตัวเอง มีความพร้อมในทุกๆด้าน มีวิญญาณความเป็นครูแฏบัติหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู มีเกียรติ ส่วน อาชีพครูนั้น คือครูที่ใช้วิชาที่ร่ำเรียนมาเป็นเครื่องมือในการหาเลี้ยงชีพ ไม่ได้เป็รครูด้วยความรัก สมัครใจ ไม่สนใจในการสอนขอแค่สอนจบไปวันๆ ปฏิบัติหน้าที่โดยไร้จิตวิญญาณความเป็นครู และในส่วนของครูของครูนั้น คือครูหรือคณาจารย์ที่สอนในระดับมหาวิทยาลัย หรือบัณฑิตวิทยาลัย ที่ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนครู หกรือครูของครู โดยการที่เราจะผลิตครูอาชีพให้ได้มากๆ ครูของครูก็จำเป็นต้องมีความเป้นครูอาชีพด้วยจึงจะสามารถผลิตครูอาชีพได้ โดยสิ่งเหล่านี้จะต้องถูกกำหนดโดยนโยบายให้ควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของกระบวนการผลิต พัฒนา ครู

ส่วนในบทความสุดท้ายเป้นเรื่องเกี่ยวกับหลักสูตรแท้หลักสูตรเทียม ปัญหาคือ หลักสูตรในปัจจุบันมีการเปิดหลักสูตรใหม่มากมาย แต่หลายๆหลักสูตรที่เปิดสอนในมหาวิทยาลัยเพื่อสนองความต้องการของตลาดแรงงานโดยผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้กำหนดสิ่งเหล่านี้ขึ้นไม่มีคุณภาพเพียงพอและไม่ผ่านมาตรฐานคุณภาพ ของ สกอ. ดังนั้น การแก้ปผัญหาน่าจะอยู่ที่ สกอ. ที่ต้องทำให้หลักสูตรที่เปิดสอนทุกหลักสูตรเป้นหลักสูตราแท้และมีการรับรองคุณภาพอย่างเป็นทางการและถูกต้อง เพื่อที่ว่าผู้ศึกษาจะไม่ต้องไปเสี่ยงต่อการเลือกเรียนในหลักสูตรที่เป็นหลักสูตรเทียม เพราะสิ่งเหล่านี้นอกจากจะเสียเวลาในการศึกษาแล้วยังเกี่ยวข้องต่ออนาคตของผู้ศึกษาในอีกทางหนึ่งก็คืออนาคตของชาตินั่นเอง สกอ. จึงต้องเร่งพัฒนาในส่วนนี้เพื่อ้องกันปัญหาในการศึกษาที่จะเกิดขึ้น

พระเมธา ฐิตโสภโณ
IP: xxx.176.113.25
เขียนเมื่อ Mon Nov 24 2008 22:38:58 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร อ.ดร.กีรติ ยศยิ่งยง

ก่อนอื่นก็ขอให้อาจารย์โชคดีในการเดินทางกลับบ้านคืนนี้นะครับ (แบบว่า สถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ)

การเข้าฟังคำบรรยายในครั้งนี้...เป็นครั้งที่ 4 ของการเข้าเรียน ถึงแม้จะเรียนไม่มาก (เพราะสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ) แต่ก็ได้มุมมองที่เสริมความรู้และความคิดของอาตมาอยู่ไม่น้อย ทั้งในทางเนื้อหาของบทความวิชาการและประสบการณ์ในการทำงานของอาจารย์ และเพื่อน ๆ ที่ได้ช่วยกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบุคลากรทางการศึกษา แต่ก็สามารถสรุปเป็นประเด็น ๆ ได้ดังนี้

1. เรื่องมาตรฐานกับคุณภาพของบุคลากรทางการศึกษา

เป็นบทความที่กล่าวถึงปัญหาบุคลากรทางการศึกษาขาดมาตรฐานและคุณภาพ บุคลากรทางด้านการศึกษาในที่นี้จะเน้นมาที่ตัวของครูโดยเฉพาะ ซึ่งในบทความได้กล่าวถึงมาตรฐานและคุณภาพของบุคลากรทางการศึกษาไว้ 2 ประการ

1.1 เรื่องของมาตรฐานของบุคลากรทางการศึกษา แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ

1) มาตรฐานเบื้องต้น เป็นมาตรฐานทาง Characteristic ของผู้สอน ได้แก่ มาตรฐานทางวุฒิการศึกษาหรือประสบการณ์สอน ซึ่งจัดว่าเป็นตัวประกันคุณภาพด้านความรู้ (Knowledge) ของผู้สอนว่าสามารถจัดอยู่ในฐานะที่จะสามารถสอนนักเรียนได้หรือไม่ มีประสบการณ์หรือเชี่ยวชาญหรือไม่

2) มาตรฐานเฉพาะ เป็นมาตรฐานทาง Technical Skill ของผู้สอน ได้แก่ ศิลปะของการสอน หรือเทคนิค วิธีการของผู้สอน เป็นมาตรฐานที่เกิดจากการขวานขวยและพัฒนาความสามารถทางการสอนของตัวผู้สอนเอง ทั้งนี้ ผู้สอนแต่ละวิชาย่อมมีเทคนิคการสอนที่แตกต่างกัน มีความชำนาญหรือความเชี่ยวชาญแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้น เทคนิคหรือศิลปะในการสอนจึงมีความแตกต่างกันไป หนทางหนึ่งที่จะสามารถพัฒนาคุณภาพตรงนี้ได้ก็คือ “การทำวิจัยในชั้นเรียน” เป็นการทำวิจัยในรายวิชาที่ตนสอน ผู้สอนจะได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการวิจัยในครั้งนี้ด้วย ปฏิบัติและทดลองด้วยตนเอง เป็นลักษณะของ Action Research เป็นการพัฒนาความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์และเทคนิคการถ่ายทอดความรู้ของผู้สอนให้เกิดความแยบคายเฉียบคมมากขึ้น

1.2 เรื่องของคุณภาพทางการศึกษาที่ต้องการ แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ

1) คุณภาพเบื้องต้น ได้แก่ การพัฒนาตนเองในด้านการสอน ด้านการใฝ่หาความรู้ ด้านงานวิชาการของบุคลากรทางการศึกษา เป็นต้น

2) คุณภาพเฉพาะ ได้แก่ การถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจให้กับผู้เรียน

2. เรื่องคนคุณภาพคือคุณภาพการศึกษา

ในบทความนี้มีคำสำคัญอยู่ 2 คำที่ควรทำการวิเคราะห์ ได้แก่คำว่า “คุณภาพ”และ “คนมีคุณภาพ”

2.1 คุณภาพ ในที่นี้ ได้แก่

- คุณภาพคือความพึงพอใจของผู้รับบริการ ซึ่งผู้รับบริการในที่นี้ก็ได้แก่ นักเรียน ผู้ปกครอง ครู

- คุณภาพคือความอยู่รอด ได้แก่ การพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อให้เท่าทันต่อการแข่งขันในยุคปัจจุบัน ซึ่งเน้นไปทางด้านคุณภาพของการศึกษา หากไม่พัฒนาองค์ความรู้ให้มีคุณภาพและทันสมัย ก็จะส่งผลกระทบต่อสถาบันโดยตรง สถาบันก็ไม่อาจจะอยู่รอดได้ เพราะไม่สามารถแข่งขันหรือพัฒนาองค์ความรู้ให้ทันสมัยหรือเป็นที่พอใจของสังคมได้

- คุณภาพคือตัวชี้วัดความสำเร็จ ความสำเร็จทางคุณภาพการศึกษาที่สามารถมองเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดก็คือ นักเรียนมีความรู้ความสามารถในการสอบแข่งขันหรือสามารถสอบผ่านเกณฑ์มาตรฐานเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยได้ หรือสอบ NT ผ่าน เป็นต้น

2.2 คนมีคุณภาพ

คนคุณภาพ หมายถึง คนดีและเก่ง ใช้ความดีเป็นกรอบและใช้ความเก่งเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรหรือชุมชนให้อยู่รอดและพัฒนาต่อไปได้

ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้คนมีคุณภาพก็คือ การศึกษา นั่นเอง

อาตมามีความเห็นด้วยอย่างยิ่งในเรื่องการนำเอาคุณธรรมมาเป็นกรอบควบคุมความเก่งหรือความสามารถ เพราะจะเป็นประโยชน์มากเลยทีเดียว หากการศึกษาทำให้คนเก่งแต่โกง ก็ไม่บังเกิดผลประโยชน์ใด ๆ ตรงกันข้าม กลับเป็นโทษอย่างมหันต์ อย่างเช่น การที่นักวิทยาศาสตร์เอาวิชาเคมีที่เรียนมาไปผลิตยาบ้ามาขาย เป็นต้น

พระครชานนท์ สิรินฺธโร 5110204001
IP: xxx.121.0.152
เขียนเมื่อ Wed Nov 26 2008 13:19:09 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร อ.ดร.กีรติ ยศยิ่งยง เรียนครั้งที่ 4 เรียนเรื่อง มาตรฐานและคุณภาพของบุคลากรทางการศึกษา และ คนคุณภาพ คือคุณภาพการศึกษา ซึ่งอาจารย์กล่าวว่า วันนี้เราจะพูดถึงคำ 2 คำ คือคำว่า "มาตรฐาน" และ "คุณภาพ" ซึ่งมาตรฐานของบุคคลากรทางการศึกษา คือ การศึกษาที่เกี่ยวกับบุคลากรทางการศึกษา อันได้แก่ ผู้บริหาร หรือ ผู้อำนวยการ (ครูใหญ่) หัวหน้าฝ่ายต่าง ๆ ครูและนักเรียน รวมไปถึงภารโรง พร้อมทั้งผู้ปกครอง และผู้มีบทบาทอีกทางหนึ่งคือ พระภิกษุสงฆ์ แต่ในวันนี้เราจะเน้นที่ ครู ซึ่งหลักของการศึกษา คือ ความรู้ เกณฑ์มาตรฐานในการรับผู้ที่จะเป็นครูจะต้องมีดังนี้คือ : 1. มีคุณวุฒิของความเป็นครู (วุิฒิการศึกษา), ประสบการณ์ 2. มีความสามารถพิเศษ (หรือความเชี่ยวชาญในเอก หรือวิชานั้นๆ)Technical Skill คำว่า "ครู" คือ ครูต้องใฝ่หาและค้นคว้า พร้อมต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เพื่อนำแนวคิดหรือความรู้มาปรับใช้กับการสอนให้เข้ากับนักเรียน และให้ทันยุคทันสมัย การหาต้นแบบ หรือครูต้นแบบ ซึึ่งบุคคลนั้นจะต้องมีองค์ความรู้ ความสามารถในการถ่ายทอดที่ดี แต่กระนั้นเราจะลอกเลียนแบบให้เหมือนครูต้นแบบนั้นคงจะยาก เพราะแต่ละคนก็มีความสามารถไม่เหมือนกัน อาจารย์จึงอยากจะให้ค้นหาหรือความเป็นตัวของตัวเอง และฝึกความรู้ที่มีนั้นให้เชี่ยวชาญ เืพื่อนำความรู้ไปปรับใช้และสั่งสอนบุคคลทางการศึกษาต่อไป ซึ่งความรู้ทางการศึกษาหลังจากที่จบไปแล้ว 5 ปี เป็นการศึกษาที่ล้าสมัยที่สุด มีข้อยกเว้น คือ ความรู้ทางพระพุทธศาสนา คนคุณภาพ คือ คุณภาพทางการศึกษา คนคุณภาพ หมายถึง คนดีและเก่ง แต่ในที่นี้หมายถึง บุคคลทางการศึกษา (ผู้บริหารและครู) คุณภาพ คือ ความพอใจ, ความอยู่รอด, ความก้าวหน้า, คุณภาพคือตัวชี้วัด ความสำเร็จ เพราะคุณภาพคือความพึงพอใจของผู้บริหาร, คุณภาพคือผลสัมฤทธิ์, ประสบการณ์และความสุขจากการเรียนรู้ของนักเรียน, คุณภาพของผู้ปกครองคืออยากให้ลูกเรียนสนุก เข้ากับสังคมได้ดี มีพฤติกรรมที่ดี เรียบร้อย เนื่องด้วยสังคมต้องการ คนดีและคนเก่ง ควบคู่กันไป สรุป การเรียนรู้ในวันนี้ เป็นการศึกษาถึงมาตรฐาน และคุณภาพทั้งทางการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา คนคุณภาพ (ครูต้นแบบ) ซึ่งในหลักในการสอน อาจารย์ชอบที่จะเน้นและถามให้นักศึกษาคิดและวิเคราะห์ออกมาเป็นแนวความคิดที่ ตนเองเข้าใจ ซึ่งเพื่อนๆ บางคนตอบได้เร็วมาก แต่กระนั้นคงเป็นเพราะเขามีพื้นฐานทางด้านนี้เยอะ ส่วนตัวของอาตมาไม่ได้เป็นครู มีประสบการณ์ยังน้อย แต่ก็พยายามศึกษา และพยามยามคิดเพื่อให้คำตอบ แก่อาจารย์ แต่บางครั้งอาจจะคิดนานหน่อย และวันนี้อาจารย์ปล่อยเลิกเร็ว เพราะสถานการณ์บ้านเมืองไม่เป็นใจ

IP: xxx.8.26.218
เขียนเมื่อ Wed Nov 26 2008 13:20:28 GMT+0700 (ICT)

老师!您好!

เรียน อ.ดร.กีรติ ที่เคารพ

เรื่อง สิ่งที่ได้รับประโยชน์จากการเรียนรายวิชา ED ๒๓๐๔ การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา สาขาวิชาการจัดการศึกษา ระดับปริญญาโทชั้นปีที่ ๑ ครั้งที่ ๔

สำหรับการเรียนการสอนในครั้งนี้ อาจารย์และนักศึกษาได้มาร่วมกันวิเคราะห์ แลกเปลี่ยนความรู้บทความทางวิชาการเรื่อง มาตรฐานกับคุณภาพ ของบุคคลากรทางการศึกษา และเรื่อง คนคุณภาพ คือ คุณภาพการศึกษา

มาตรฐานกับคุณภาพ ของบุคลากรทางการศึกษา

หัวใจสำคัญ ในการศึกษาเรื่องนี้ต้องทราบสิ่งควรรู้อยู่สองประการ

๑. อะไรคือมาตรฐาน? มาตรฐานคือ สิ่งที่กำหนดความเป็นตัวตนของบุคคล ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น ๒ ประเด็น ได้แก่

- มาตรฐานเบื้องต้น คือ วุฒิการศึกษาและประสบการณ์

- มาตรฐานเฉพาะ คือ ความรู้ความสามารถในด้านการสอนของแต่ละบุคคล

๒. คุณภาพของบุคลากรทางการศึกษาที่ต้องการ คืออะไร? สิ่งที่ควรพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เกิดผลในทางที่ดีขึ้นและสอดคล้องกับมาตรฐาน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น ๒ ประเด็น คือ

- คุณภาพเบื้องต้น ได้แก่ การพัฒนาตนเองในด้านการสอน การใฝ่หาความรู้เพิ่มเติม ด้านความเป็นวิชาการของบุคลากรทางการศึกษา

- คุณภาพเฉพาะ ได้แก่ การถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้เรียน

characteristic---knowledge---technical skill

คนคุณภาพ คือ คุณภาพการศึกษา

บุคคลที่เกี่ยวข้องคือ ผู้ให้การบริการ (ผู้บริหาร)และผู้รับการบริการ (นักเรียน ผู้ปกครอง ครู) อันที่จะก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ประสบการณ์ ความสุข

นิยามของคุณภาพ อาจจะกล่าวได้ ดังนี้

- คุณภาพ คือ ความพึงพอใจของผู้รับบริการ

- คุณภาพ คือ ความอยู่รอด

- คุณภาพ คือ ความก้าวหน้า

- คุณภาพ คือ ตัวชี้วัดความสำเร็จ

ซึ่งประเด็นสำคัญที่เป็นหัวใจหลักนั้นล้วนเกี่ยวข้องกับการศึกษา "การศึกษาก็คือการสร้างคนและสร้างปัญญา"

นายสมบัติ แซ่เบ๊
IP: xxx.8.26.218
เขียนเมื่อ Wed Nov 26 2008 13:22:31 GMT+0700 (ICT)

老师!您好!

เรียน อ.ดร.กีรติ ที่เคารพ

เรื่อง สิ่งที่ได้รับประโยชน์จากการเรียนรายวิชา ED ๒๓๐๔ การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา สาขาวิชาการจัดการศึกษา ระดับปริญญาโทชั้นปีที่ ๑ ครั้งที่ ๔

สำหรับการเรียนการสอนในครั้งนี้ อาจารย์และนักศึกษาได้มาร่วมกันวิเคราะห์ แลกเปลี่ยนความรู้บทความทางวิชาการเรื่อง มาตรฐานกับคุณภาพ ของบุคคลากรทางการศึกษา และเรื่อง คนคุณภาพ คือ คุณภาพการศึกษา

มาตรฐานกับคุณภาพ ของบุคลากรทางการศึกษา

หัวใจสำคัญ ในการศึกษาเรื่องนี้ต้องทราบสิ่งควรรู้อยู่สองประการ

๑. อะไรคือมาตรฐาน? มาตรฐานคือ สิ่งที่กำหนดความเป็นตัวตนของบุคคล ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น ๒ ประเด็น ได้แก่

- มาตรฐานเบื้องต้น คือ วุฒิการศึกษาและประสบการณ์

- มาตรฐานเฉพาะ คือ ความรู้ความสามารถในด้านการสอนของแต่ละบุคคล

๒. คุณภาพของบุคลากรทางการศึกษาที่ต้องการ คืออะไร? สิ่งที่ควรพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เกิดผลในทางที่ดีขึ้นและสอดคล้องกับมาตรฐาน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น ๒ ประเด็น คือ

- คุณภาพเบื้องต้น ได้แก่ การพัฒนาตนเองในด้านการสอน การใฝ่หาความรู้เพิ่มเติม ด้านความเป็นวิชาการของบุคลากรทางการศึกษา

- คุณภาพเฉพาะ ได้แก่ การถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้เรียน

characteristic---knowledge---technical skill

คนคุณภาพ คือ คุณภาพการศึกษา

บุคคลที่เกี่ยวข้องคือ ผู้ให้การบริการ (ผู้บริหาร)และผู้รับการบริการ (นักเรียน ผู้ปกครอง ครู) อันที่จะก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ประสบการณ์ ความสุข

นิยามของคุณภาพ อาจจะกล่าวได้ ดังนี้

- คุณภาพ คือ ความพึงพอใจของผู้รับบริการ

- คุณภาพ คือ ความอยู่รอด

- คุณภาพ คือ ความก้าวหน้า

- คุณภาพ คือ ตัวชี้วัดความสำเร็จ

ซึ่งประเด็นสำคัญที่เป็นหัวใจหลักนั้นล้วนเกี่ยวข้องกับการศึกษา "การศึกษาก็คือการสร้างคนและสร้างปัญญา"

พระมหาประเสริฐ นรินฺโท
IP: xxx.121.0.152
เขียนเมื่อ Wed Nov 26 2008 13:43:51 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร อ.ดร.กีรติ ยศยิ่งยง

ครั้งที่ 4 แห่งการเรียนวิชาการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา

วันนี้เรียนเกี่ยวกับ มาตรฐาน และ คุณภาพ

เรื่องแรกคือ มาตรฐาน ซึ่งเป็นมาตรฐานของบุคลากรทางการศึกษา คือ ศึกษาเกี่ยวกับบุคคลทางการศึกษา โดยเ้น้นที่ตัวของ ครู เป็นหลัก

เพราะครูืถือ เป็นต้นแบบ เป็นแบบอย่าง และเป็นผู้แนะนำ แนวทางในการศึกษา และครูจะต้องมีความใฝ่หา และค้นคว้า เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะนำความรู้นั้นมาถ่ายทอดให้แก่นักเรียน และพัฒนาแนวการสอนต่อไป

ส่วนคำว่า คุณภาพ นั้น คือ ผลที่ได้จากมาตรฐานทางการศึกษา เพราะคนคุณภาพ คือ คนที่ดีและเ่ก่ง และสามารถนำความรู้นั้นไปถ่ายทอดให้แก่นักเรียน ซึ่งสามารถเข้าใจ และนำความรู้ในไปใช้ได้ถูกทาง นั้นก็ถือว่าเป็นคุณภาพ ซึ่งในที่นี้ถ้าผู้บริหารและครู สามารถบริหารจัดการ และพัฒนาการเรียนรู้ให้อยู่ในมาตรฐาน และมีคุณภาพ ก็จะทำให้เกิดผล คือ ผู้บริหารมีความพึงพอใจ นักเรียนได้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ได้ประสบการณ์ และความสุข ส่วนผู้ปกครอง ก็อยากให้ลูก ๆ ได้รับความสนุก ทั้งเก่งและีดี มีความประพฤติเรียบร้อย สามารถเ้ข้ากับสังคมได้ดี

สรุป มาตรฐาน และคุณภาพ ในที่นี้ ในการศึกษาและสังคม ต้องการคือ คนดีและคนเก่ง พร้อมทั้งต้องมีศีล สมาธิ ปัญญา ควบคู่กันไป

นางสาวพฤษรัตน์ เสนา
IP: xxx.29.86.254
เขียนเมื่อ Wed Nov 26 2008 18:35:23 GMT+0700 (ICT)

fการบรรยายครั้งที่ ๓

การบรรยายในครั้งนี้เกี่ยวกับบทความโดยแบ่งออกเป็นแต่ละหัวข้อดังนี้

บทความที่ 1

เยือนเวียดนามผลิตครูที่ได้รับความนิยม

ประเทศเวียดนามมีการศึกษาน้อย จึงพยายามเปลี่ยนสถานะความเป็นอยู่ของตนเองหรือครอบครัวด้วยการส่งเสริมให้ได้เรียนหนังสือ อาชีพที่ชาวเวียดนามอยากให้มีการเรียนการสอนที่สุด คือ อาชีพครู

ชาวเวียดนามยกย่องอาชีพครูว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติ ซึ่งต่างกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก

บทความที่ 2

ครูอาชีพกับอาชีพครู

ครูอาชีพคือครูที่เป็นครูด้วยใจรัก มีความรักและห่วงใยอาทรต่อลูกศิษย์ ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกศิษย์ได้รับความรู้และอบรมให้เขาเป็นคนดี และครูอาชีพนั้นต้องมีพร้อมในทุกๆด้าน มีความประพฤติที่ดีเหมาะสม ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณของครู

อาชีพครูนั้น ต่างกับครูอาชีพ เพราะอาชีพครู คือ ครูที่ใช้วิชาที่ได้เรียนรู้มาเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพเท่านั้น

บทความที่ 3

มาตรฐานและคุณภาพของบุคลากรทางการศึกษา

โดยกล่าวถึง มาตรฐานของบุคลากรทางการศึกษามีอยู่ ๒ อย่างคือ มาตรฐานเบื้องต้น ซึ่งได้แก่ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ และมาตรฐานเฉพาะ ซึ่งได้แก่ ความสามารถทางการศึกษาในด้านการสอน

บทความที่ 4

มหาวิทยาลัยกับหลักสูตรแท้ หลักสูตรเทียม เพื่อธุรกิจศึกษา

คือเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดจากหลักสูตรใหม่ๆของมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งบางหลักสูตรก็ยังไม่ได้ผ่านการอนุมัติจาก สกอ. แต่ได้เปิดการเรียนการสอน ซึ่งมหาวิทยาลัยบางแห่งก็มุ่งเน้นเป็นธุรกิจทางการศึกษา ทำให้บางมหาวิทยาลัยประสบปัญหาด้านภาพพจน์ แล้วก็มีปัญหาภายหลังทำให้เป็นปัญหาต่อนักศึกษา ทำให้เรียนไม่จบ และปัญหาจากการขาดอาจารย์ที่จบจากสาขานั้นโดยตรงหรือแม้จะพอมีแต่ก้ไม่ครบถ้วนตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด โดยในหัวข้อนี้เพื่อน ๆ ได้แสดงความคิดเห็นไว้ในด้านต่าง ๆ มากมาย และอาจารย์ได้สรุปให้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

วิมล เสนา
IP: xxx.29.86.254
เขียนเมื่อ Wed Nov 26 2008 18:51:14 GMT+0700 (ICT)

ครั้งที่3 อาชีพที่ได้รับความนิยมในเวียตนาม

- อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ในเวียตนาม

- การให้ความสำคัญ ของเยาวชนและประชาชน

- การผลิตครูของประเทศเวียตนาม

- ความดิ้นรน-สร้างคน-เพียรพยายาม

- เวียตนามเชื่อว่าอาชีพที่เป็นเกียรติคืออาชีพครู

คนของครูกับครูอาชีพ

ครูอาชีพคือครูที่เป็นครู ด้วยใจรัก เป็นครู ที่รัก ห่วงใยอาทรต่อนักเรียน

ทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ศิษย์เป็นคนดี

ครูอาชีพ คือครูที่มีความพร้อมในทุกด้านที่จะเป็นครู มีความประพฤติดี

วางตัวดี ปฏิบัติหน้าที่ด้วยวิญญาณของความเป็นครู

อาชีพครู- ครูที่ใช้วิชาชีพครูที่รำเรียนมาเป็นเครื่องมือเพื่อหาเลี้ยงชีพ

ครูของครูกับครูอาชีพ

ครูอาชีพเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการและคาดหวังว่าจะมีจำนวนมากขึ้นเมื่อ

ผลการดำเนินการตาม พ.ร.บ การศึกษาแห่งชาติเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม แต่มีข้อยกเว้นบางประการให้ความสำคัญกับการศึกษา การออกกฎหมายบังคับใช้แต่แท้จริงไม่สามารถปฏิบัติได้เต็มที่ โดยการขาดการประเมินมีแต่การผลิตอย่างเดียว

สรุป คนที่เป็นครูกับอาชีพครูเปรียบเทียบกับการศึกษาที่จะเจริญรุ่งเรืองต่อไปและการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียนโดยการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม

เป็นการผลิตครูที่ไม่มีคุณภาพมีการนำธุรกิจมาเกี่ยวข้อง

นางสาวพฤษรัตน์ เสนา
IP: xxx.29.86.254
เขียนเมื่อ Wed Nov 26 2008 18:57:15 GMT+0700 (ICT)

ครั้งที่ ๔

มีการเรียนการสอนแบบการเสนอความคิดเห็น การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างอาจารย์และนักศึกษาในเรื่องบทความต่าง ๆ ดังนี้

บทความเรื่องที่ 1 มาตรฐานกับคุณภาพ ของบุคคลากรทางการศึกษา

บทความเรื่องที่ 2 คนคุณภาพ คือ คุณภาพการศึกษา

มาตรฐานกับคุณภาพ ของบุคลากรทางการศึกษา

หลักใหญ่ ไ มี 2 ประการ ดังนี้

๑. ความหมายของคำว่ามาตรฐาน

มาตรฐานคือ สิ่งที่กำหนดความเป็นตัวตนของบุคคล แบ่งออกเป็นประเด็นย่อย ๆ 2 ประการ ดังนี้

- มาตรฐานเบื้องต้น คือ วุฒิการศึกษาและประสบการณ์

- มาตรฐานเฉพาะ คือ ความรู้ความสามารถในด้านการสอนของแต่ละบุคคล

๒. คุณภาพของบุคลากรทางการศึกษาต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และเกิดผลในทางที่ดีขึ้นซึ่งจะต้องสอดคล้องกับมาตรฐาน

ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น ๒ ประเด็น คือ

- คุณภาพเบื้องต้น ได้แก่ การพัฒนาตนเองในด้านการสอน การใฝ่หาความรู้เพิ่มเติม ด้านความเป็นวิชาการของบุคลากรทางการศึกษา

- คุณภาพเฉพาะ ได้แก่ การถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้เรียน

characteristic---knowledge---technical skill

คนคุณภาพ คือ คุณภาพการศึกษา

บุคคลที่เกี่ยวข้องคือ ผู้บริหาร และ

ผู้รับการบริการ (นักเรียน ผู้ปกครอง ครู)

ต้องมีความสัมพันธ์กันจึงจะเกิดผลสัมฤทธิ์ ประสบการณ์ ความสุข และประสบผลสำเร็จ

นิยามของคุณภาพ มีดังนี้

- คุณภาพ คือ ความพึงพอใจของผู้รับบริการ

- คุณภาพ คือ ความอยู่รอด

- คุณภาพ คือ ความก้าวหน้า

- คุณภาพ คือ ตัวชี้วัดความสำเร็จ

"การศึกษาก็คือการสร้างคนและสร้างปัญญา"

วิมล เสนา
IP: xxx.91.225.210
เขียนเมื่อ Thu Nov 27 2008 11:15:34 GMT+0700 (ICT)

ครั้งที่ 4

การอย่าเชื่อ ต้องมีการวิเคราะห์ถึงเหตุผลก่อน

1.มาตรฐานของบุคคลทางการศึกษา มาตรฐานเบื้องต้นได้แก่ วุฒิการศึกษา

ประสบการ

2.มาตรฐานเฉพาะ ได้แก่ ความสามารถและการศึกษาในการสอน

คุณภาพของบุคลากรทางการศึกษา

คุณภาพเบื้องต้นได้แก่ การพัฒนาตนเองในด้านการสอน ด้านการใฝ่หาความรู้

ด้านงาน

คุณภาพคือความพึงพอใจของผู้บริการ 1.นักเรียน 2.ผู้ปกครอง 3.ครู

คุณภาพคือความอยู่รอด คุณภาพคือความก้าวหน้า คุณภาพคือตัวชี้วัด

คนมีคุณภาพ คือ คนดีคนเก่งใช้ความดีเป็นกรอบ ปัจจัยที่จะทำให้คนมีคุณภาพได้คือการศึกษา

นิสัยแห่งคุณภาพ รักความสะอาดเป็นระเบียบ ปรับปรุงตนเองต่อเนื่อง ทำงานเป็นทีม

ม่งเน้นกระบวนการ ศึกษาและฝึกอบรมอยู่เสมอ สร้างความเชื่อมั่นเพื่อประกันคุณภาพ

การร่วมคิดร่วมใจ เปิดใจตัวเองให้กว้าง ทำให้ถูกตั้งแต่เริ่มต้น(Right the First

Time)

สรุป เหตุผลมาตรฐานและคุณภาพเกี่ยวพันธ์กับ ผู้ปกครอง นักเรียน ครู และบุคคล

รอบด้าน ต้องมีการวิเคราะห์ก่อนจึงจะดี

นางสาวยุพิน แซ่เฮี๊ยบ
IP: xxx.9.144.112
เขียนเมื่อ Sun Nov 30 2008 11:11:22 GMT+0700 (ICT)

เรียน อ.ดร.กีรติ ยศยิ่งยง

เรื่อง ส่งงานครั้งที่ 4 (เรียนวันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2551)

มาตรฐานกับคุณภาพของบุคลากรทางการศึกษา

บทความนี้สรุปได้ว่า การเรียนการสอนในปัจจุบันเป็นการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และคำนึงถึงแต่วิธีการหรือกระบวนการทางการศึกษา โดยลืมนึกถึงสิ่งสำคัญที่มีส่วนช่วยผลักดันให้สิ่งต่างๆดังกล่าวประสบผลสำเร็จและสัมฤทธิผลได้ นั่นก็คือบุคลากรทางการศึกษาหรือที่เรียกกันว่าครู-อาจารยื เพราะบุคคลดังกล่าวมีหน้าที่เป็นผู้ชี้แนะแนวทาง เป็นผู้ให้ความเข้าใจกับผู้เรียน ผู้เรียนจะได้รับการชี้แนะที่ถูกหรือผิดก็คือครู-อาจารย์นั่นเอง แต่ในปัจจุบันครู-อาจารย์ลดน้อยลงหรือมีแต่ได้มาในระบบที่ขาดมาตรฐาน ทำให้มีผลกระทบต่อการเรียนการสอน -ส่งผลต่อผู้เรียน -การเรียนการสอนล้มเหลว

มาตรฐานของบุคลากรทางการศึกษา มาตรฐานเบื้องต้นได้แก่ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ มาตรฐานเฉพาะได้แก่ความสามารถทางการศึษาในด้านการสอน(Technical Skill)

คุณภาพของบุคลากรทางการศึกษา คุณภาพเบื้องต้นได้แก่พัฒนาตนเองในด้านการเรียนการสอน-ใฝ่รู้ใฝ่เรียน-ศึกษางานวิชาการ คุณภาพเฉพาะได้แก่สามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียนจนผู้เรียนมาตรฐานการศึกษาที่ดี-มีคุณภาพทัดเทียมนานาอารยประเทศ-รักการค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง

คนคุณภาพ คือ คุณภาพการศึกษา

บทความที่2สรุปได้ว่า คนคือบุคลากรทางการศึกษาที่มีความสำคัญที่สุด คุณภาพคือการอยู่รอด คนคุณภาพ หมายถึง ดีและเก่ง ใช้ความดีเป็นกรอบ ใช้ความเก่งเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรหรือชุมชนให้อยู่รอดและพัฒนาต่อไป ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้มีคนคุณภาพก็คือ"การศึกษา"

คนเก่งคนดีเป็นอย่างไร

คนเก่งและดีในมิติ"นิสัยคุณภาพ" 1.รักษาความเป็นระเบียบทั้งร่างกายและจิตใจ ทั้งของตนเองและส่วนรวม 2.ปรับปรุงตนเองอย่างต่อเนื่อง-ไม่ดี-ทำให้ดี-ดี-ทำให้ดียิ่งขึ้นกล่าวคือทำให้ดีต่อเนื่อง ถ้าเป็นครูต้องเป็น "ครูอาชีพ" 3.ไม่ทำงานคนเดียว(Team Work) 4.ทำงานอย่างมีสาระและกระบวนการ 5.ศึกษาอบรมอยู่เสมอ(ใฝ่รู้,ใฝ่เรียน,แสวงหา) 6.สร้างความเชื่อมั่นเพื่อประกันคุณภาพ 7.ทำประโยชน์ให้ส่วนรวม 8.ทำให้ถูกตั้งแต่เริ่มต้น

สุดท้ายถ้าคนไทยมีนิสัยแห่งคุณภาพ จะเป็นปัจจัยพื้นฐานและพลังของการพัฒนาด้านอื่นๆรวมทั้งพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพ

สุบุญนำ พรรณผัก
IP: xxx.9.85.136
เขียนเมื่อ Sun Nov 30 2008 12:59:02 GMT+0700 (ICT)

สรุปวันที่ 24 พ.ย. 51

มาตรฐานและคุณภาพของบุคลากรทางการศึกษา

ครูที่ปฎิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพจนทำให้ผลงานมีมาตรฐานมีคุณสมบัติดังนี้

1.ต้องมีมาตรฐานทางการศึกษาเบื้องต้น

2.ต้องมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่ตนสอน

3.การพัฒนาวิธีการในการเรียนการสอนเพื่อให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพโดยปรับปรุงวิธีการสอนให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละกลุ่มผู้สอนจำเป็นต้องใฝ่หาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลาเพราะเวลาและสถานการย่อมเปลี่ยนไปดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาความรู้ที่ทันสมัยอยู่เสมอแล้วนำมาประยุกต์ก่อนให้เหมาะสมกับนักเรียนในยุคปัจจุบัน

สภาพแวดล้อมมีผลต่อระบบการศึกษาเพราะถ้าสภาพแวดล้อมไม่ดีย่อมมีผลทำให้การจัดการเรียนการสอนไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร (อุดมสิทธิพันธุ์) 084-125-1760 มหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.90.75.77
เขียนเมื่อ Sun Nov 30 2008 16:27:29 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร อาจารย์กิรติ ยศยิ่งยง

อาตมภาพ พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ศาสนศาตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา การบรรยายครั้งที่ 4

วิเคราะห์ วิจารณ์ บทความ มาตรฐานและคุณภาพของบุคลากรทางการศึกษา

...........มองกว้าง.....มองไกล......ใฝ่รู้.........โดยให้รู้เท่า.....รู้ทัน.....รู้กัน.....รู้แก้.......วิสัยทัศน์ของผู้นำ

การศึกษาสร้างคน...คนสร้างชาติ.....อันเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะพัฒนาอนาคตของคนและพัฒนาประเทศ

...ทำอย่างไร ที่จะสอนให้คนมีความฉลาด...รอบรู้ เป็นพหูสูตร นักคิด นักเขียน นักพัฒนา ผู้สร้างสรรค์ อย่างมีอุดมการณ์ และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง

....และทำอย่างไร ที่จะสอนให้คนมีคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรม ต่อตนเอง และสังคมด้วยความสำนึกรับผิดชอบ

......ปรัชญา.....เก่ง ดี มีสุข.......เข้าใจง่าย และ ทำได้ง่าย ถ้าน้อมนำเอา...วัฒนธรรมความเป็นชาติไทย ที่มีศาสนาพุทธ เป็นรากฐานแห่งความดีงามทั้งปวง และสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่คอยโอบอุ้ม และเยียวยาความเดือดร้อนของราษฏร์ ด้วยความรักและความห่วงใย

...และจาก คติพจน์ประจำมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ที่ว่า....

.......ระเบียบ สามัคคี บำเพ็ญประโยชน์......

ก็เป็นการเรียนรู้ และประพฤติปฏิบัติตาม หลักไตรสิกขา คือ ศีล ได้แก่ ระเบียบ เอาไว้ควบคุมให้เรียบร้อย ดุจพวงมาลัย , สมาธิ ได้เแก่ สามัคคี เอาไว้มุ่งมั่นพัฒนา ร้อยใจรวมกัน ดุจสายใยที่เชื่ือมต่อระหว่างดอกไม้แต่ละดอก หลากหลายสีรวมไว้ด้วยสามัคคี , ปัญญา ได้แก่ บำเพ็ญประโยชน์ ให้เกิดขึ้นทั้งแก่ตนเอง และผู้อื่น เปรียบด้วยการนำพวงมาลัยดอกไม้ ไปบูชาให้เกิดคุณค่าแก่ผู้ให้และผู้รับ และส่งกลิ่นหอมให้ผู้อยู่ใกล้สัมผัสถึงความสวยงามและชื่นใจ....

....และจาก สุภาษิตประจำมหาวิทยาลัย ที่ว่า....

....วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน โส เสฏฺโฐ เทวมานุเส แปลว่า ผู้มีความรู้ดีและมีความประพฤติดี คือ ผู้ประเสริฐในหมู่เทพและมนุษย์.........

ในพระพุทธศาสนาสอนว่า วิชชา คือ ความรู้ที่ขจัดความไม่รู้ ความหลงทั้งปวงออกไป

รู้ในวิชชา 3 หมายถึง

1. รู้ระลึกชาติ ปัจจุบัน ก็แค่ ทบทวนอดีตที่ผ่านมาทั้งที่ได้ทำดี และไม่ดี

2. รู้กำเนิดจุติ การเกิดของสัตว์ ก็คือ รู้ว่ากรรมก่อการกระทำ และให้ผลเป็นวิบากต่อในอนาคต เช่น คนใจดี ใจร้าย ส่งผลต่ออารมณ์ในปัจจุบัน ,การทำร้ายผู้อื่น ย่อมได้รับการอาฆาต ผูกเวร ต่อไป เพราะ สัตว์นั้นๆ เจ็บปวด , คนรวย คนจน ดูได้จากการให้ทาน ทำบุญ รวยทางกายใจอับจน หรือ จนทางกาย จิตใจอิ่มบุญ , บุญนั้นมองไม่เห็น แต่สังเกตุได้จาก ใบหน้า ผิวพรรณ สุขภาพ ของผู้ทำบุญนั้น ว่ามีความสุขกาย สุขใจหรือไม่..นี่คือ บุญ...

3. รู้ขจัดกิเลสให้สิ้น ก็คือ การพอใจยินดีในสิ่งที่มีของตน ไม่โลภมากอยากได้ รู้ประมาณ และเพียงพอ ไม่ทำตนให้เดือดร้อน รักษาอารมณ์ของตนเองให้เป็นปกติ ตั้งมั่นมีกาย วาจา และจิตใจ สะอาดแจ่มใส แช่มชื่น เบิกบาน ที่ทางพระสอนว่า ....สะอาด สว่าง...สงบ.....

...จรณะ คือ ความประพฤติ มี 15 ประการ 3 หมวด คือ...

1. ถึงพร้อมด้วยศีล 2. สำรวมอินทรีย์ (ร่างกาย) 3. รู้ความพอดีในการกินอาหาร 4. ประกอบความเพียรของผู้ตื่นอยู่ (ไม่เกียจคร้าน)

5. มีความเชื่อ 6. มีความละอาย 7. มีความเกรงกลัวผิด 8. เป็นผู้ฟังมาก 9. มีความเพียร 10. มีความระลึกได้ 11. มีความรอบรู้

12. ปฐมฌาน 13. ทุติยฌาน 14. ตติยฌาน 15. จตุตถฌาน (ทำสมาธิ ให้ใจมี วิตก วิจารณ์ ปีติ สุข เอกัคคตา จนสุดท้ายเหลือเพียงแค่ อุเบกขา กับเอกัคคตา คือ วางใจเป็นหนึ่งเดียวมั่นคง ไม่ยินดี ยินร้าย ดีใจ หรือ เสียใจกับสิ่งต่างๆ ที่มากระทบ หรือสัมผัส เพราะรู้เท่าทันตามความเป็นจริงของสภาวการณ์ในธรรมชาติ....ด้วยจิตที่มั่นคง)

พระพุทธเจ้าสอนว่า พาหุสัจจะ หรือ ผู้รอบรู้เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตนั้น ประกอบด้วย

1.พหุสฺสุตา มีการสดับตรับฟัง มีประสบการณ์มาก

2.ธตา สามารถทรงจำเรื่องนั้นๆ ไว้ได้มาก

3.วจสา ปริจิตา ท่องจำในหัวข้อสำคัญๆ ได้มาก

4.มนสานุเปกฺขิตา เพ่งพินิจสิ่งเหล่านั้นด้วยใจ จนเกิดความเข้าใจได้ดี

5.ทิฏฺฐิยา สุปฏฺวิทธา แทงตลอดด้วยทิฏฐิ คือ ขบเจาะเรื่องนั้นๆ ด้วยปัญญาของตนได้

.....สิ่งเหล่านี้ น่าจะเป็นแนวทางในการพัฒนาทั้งมาตรฐาน และคุณภาพของบุคลากรทางการศึกษาได้.......(ถ้าใคร่ครวญให้ดี....และมากๆ)

..................ปภงฺกโร ภิกฺขุ ......อาทิตย์ 30 พฤศจิกายน 2551 เวลา 16: 26 น.

สนธยา อนุรักษ์ธนากร
IP: xxx.155.54.245
เขียนเมื่อ Sun Nov 30 2008 17:23:27 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ อาจารย์กีรติ ที่เคารพ

ก่อนอื่นต้องขอชมว่า หนังสือการวางแผนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์เนื้อหาเข้าใจง่ายโดย

เฉพาะอย่างยิ่งสารบัญแผนภาพชึ่งแสดงเนื้อหาได้กระชับ ชัดเจน ตรงประเด็น ประหยัดเวลา ในการทำความ

เข้าใจขอเป็นกำลังใจให้มีผลงานออกมาเล่มต่อไป

จากการฟังบรรยาย มาตรฐานและคุณภาพของบุคลากรทางการศึกษา

ปัจจุบันวงการศึกษาของไทยแม้จะเตื่นตัวกับการเรียนการสอน ที่แน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางทฤษฎี

ดังกล่าวแม้จะเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่บุคลากรทางการศึกษาก็มีความสำคัญอยู่ไม่น้อยเช่นกันทั้งนี้ เพราะบุคลากร

ทางการศึกษานอกจากจะต้อง เชี่ยวชาญในสายการศึกษาโดยตรงแล้วควรจะเป็นมืออาชีพ มีความสามารถ

มีทักษะมีความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย

ก่อนอื่นต้องชัดเจนบทบาทของความเป็นครูซึ่งหมายถึงความเป็นนักเจียรนัยมิใช่ตุลาการ จิตวิทยา

ในการถ่ายทอดจะต้องยึดหลักทั้งยุทธ์ศาสตร์และยุทธ์วิธีอย่างเค่รงครัด เพื่อก่อให้เกิดผล คือเก่ง ดีและมีความ

สุขกับผู้เรียนซึ่งตรงกับทฤษฎีแนวใหม่ในวงการศึกษาแห่งยุคปัจจุบันที่ว่า.. Play + Learn = Plearm (เพลิน)

บทความ คนคุณภาพคือคุณภาพการศึกษา

จากบทความเรื่อง คนคุณภาพคือคุณภาพการศึกษาได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าการศึกษาคือ เครื่องมือ

ที่สำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพของคน และคนอีกเช่นกันคือปัจจัยที่สำคัญต่อการพัฒนา ในด้านต่างๆ ทั้งใน

ด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ในขณะเดียวกันจากบทความดังกล่าวได้นำเสนอนิสัยแห่งคุณภาพไว้

ในลักษณะต่างๆ รวม 8 ประเด็นซึ่งรวมอยู่ในเนื้อหาที่ว่า

- จะปลูกพืชต้องเตรียมดิน

- จะกินต้องเตรียมอาหาร

- จะพัฒนาการต้องเตรียมประชาชน

- จะพัฒนาคนต้องพัฒนาที่ใจ

- จะพัฒนาอะไรก็ติดถ้าจิตไม่พัฒนา

ซึ่งแนวทางพัฒนาดังกล่าวสามารถแสดงแผนภาพประกอบความเข้าใจได้ดังนี้

1.คุณภาพสังคม

2.พฤติกรรม

3.ทัศนคติ

4.ความรู้

ภาพแสดงระดับการเปลี่ยนแปลง หน้า125 การวางแผนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์

ดร.กีรติ ยศยิ่งยง สำนักพิมพ์ มิสเตอร์ ก๊อปปี้ กรุงเทพฯ 2548

น.ส. สนธยา อนุรักธ์นากร

E-mail juk-586 Hotmail.com

T .018-2584253

นางสาวสิริวิมล ศาลาจันทร์
IP: xxx.24.27.56
เขียนเมื่อ Sun Nov 30 2008 19:42:22 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ อาจารย์กีรติ ที่เคารพ

  สำหรับการเรียนครั้งที่ 4 (วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2551)ที่ผ่านมาได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่อง "มาตรฐานกับคุณภาพของบุคลากรทางการศึกษา" และ "คนคุณภาพ คือ คุณภาพทางการศึกษา" ซึ่งสามารถสรุปใจความสำคัญได้ ดังนี้

เรื่องที่ ๑ "มาตรฐานกับคุณภาพของบุคลากรทางการศึกษา"

  ปัจจุบันการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้เป็นแนวคิดสำคัญที่หลายสถาบันการศึกษาต่างก็นำแนวคิดเรื่องนี้ไปใช้  แต่นอกเหนือจากการนำแนวคิดนี้ไปใช้  การให้ความสำคัญเรื่องบุคคลากรทางการศึกษา(ซึ่งในที่นี้จะเฉพาะไปที่ ครู อาจารย์) ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจ เพราะครู/อาจารย์เป็นบุคคลที่ถ่ายทอดความรู้สู่ผู้เรียน ผู้เรียนที่ออกมาจากสถาบันต่างๆมีคุณภาพเพียงใด ครู/อาจารย์ย่อมเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้าง หรือให้ผลผลิตทางความรู้เหล่านั้น ดังนั้นเรื่องมาตรฐานกับคุณภาพของบุคคลากกรทางการศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณา  ซึ่งหากพูดถึงเรื่องนี้ จะมีประเด็นที่ต้องพิจารณา ๒ อย่างด้วยกัน คือ

๑. อะไรคือมาตรฐานของบุคคลากรทางการศึกษา อาจแบ่งมาตรฐานทางการศึกษาได้เป็น ๒ ด้าน คือ

     ๑.๑ มาตรฐานเบื้องต้น  คือ วุฒิการศึกษาและประสบการณ์

     ๑.๒ มาตรฐานเฉพาะตัว คือ ทักษะในด้านการสอนเฉพาะตัว 

  ดิฉันมีความคิดเห็นว่าหากพิจารณามาตรฐานทั้งสองด้าน พบว่ามีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไปในการคัดสรรบุคคลากรทางการศึกษา เพราะมาตรฐานทั้งสองด้านเป็นคุณสมบัติที่จำเป็น และส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน/นักศึกษา  โดยมาตรฐานเฉพาะตัวอาจเป็นเรื่องที่สามารถพัฒนา ส่งเสริมให้มีขึ้นได้จากการฝึกอบรม ทั้งนี้ก็ต้องเกิดจากการที่บุคคลากรทางการศึกษานั้นมีใจ ที่จะพัฒนาตนเองด้วยเช่นกัน

๒. คุณภาพของบุคคลากรทางการศึกษาที่ต้องการคืออะไร  อาจแบ่งคุณภาพของบุคคลากรทางการศึกษาได้เป็น ๒ ด้าน คือ

     ๒.๑ คุณภาพเบื้องต้น คือ การพัฒนาตนเองในด้านการสอน ด้านการใฝ่ความรู้ ด้านงานวิชาการ

     ๒.๒ คุณภาพเฉพาะ คือ การพัฒนาตนเองในด้านการถ่ายทอดความรู้ หรือการเพิ่มทักษะในการถ่ายทอดความรู้นั่นเอง

  ดิฉันมีความคิดเห็นว่าคุณภาพทั้งสองด้านนี้ เรียกได้ว่าเป็นผลต่อเนื่องมาจากการพิจารณาเรื่องมาตรฐานของบุคคลากรทางการศึกษานั่นเอง ซึ่งหากบุคคลากรทางการศึกษาหมั่นพัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพทั้ง ๒ ด้าน เชื่อว่า มาตรฐานการศึกษาของไทยคงเป็นที่ยอมรับ และประสบผลสำเร็จทางการศึกษาอย่างแท้จริง

เรื่องที่ ๒ "คนคุณภาพ คือ คุณภาพทางการศึกษา"

  สังคมต้องการ "คนคุณภาพ" เพื่อให้สังคมเจริญก้าวหน้า พัฒนาไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคนคุณภาพในที่นี้ ก็คือ คนดีและคนเก่ง เพราะคนดีและคนเก่งนั้นจะใช้ความดีเป็นกรอบ และความเก่งเป็นพลังขับเคลื่อนให้องค์กร หรืองานสำเร็จ ลุล่วงไปตามวัตถุประสงค์ องค์กรต่างๆจึงปรารถนาที่จะสร้างคนดีและเก่ง  และกระบวนการในการสร้างคนดีและคนเก่ง ก็คือ "การศึกษา" ตามความหมายใน พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ นั่นเอง ดังนั้นการศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาล หรือประเทศชาติให้ความสำคัญอย่างมาก

    และเมื่อจะตั้งความหวังว่า คุณภาพทางการศึกษา จะดีเพียงไร บุคคลที่มีส่วนอยางมากกับเรื่องนี้ก็คือ "บุคคลากรทางการศึกษา" (ครู/อาจารย์) นั่นเอง

  คุณภาพทางการศึกษาในที่นี้ คือ ความพึงพอใจของผู้รับบริการ ความอยู่รอด ความก้าวหน้า และตัวชี้วัดความสำเร็จ ซึ่งเกิดได้จากการที่บุคคลากรทางการศึกษามีการพัฒนาองค์ความรู้ให้เท่าทันโลก และพัฒนาตนเองให้เท่าทันผู้เรียน ทั้งนี้ก็เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการสอน และขององค์กรนั้นๆ ทีต้องการให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จทางการเรียน เช่น สอบเข้าได้ มีงานทำ และเป็นบุคคลที่เป็นทั้งคนดีและคนเก่งนั่นเอง

  ดิฉันมีความเห็นเพิ่มเติมว่า  การที่จะสร้างคนคุณภาพ จากการสร้างคุณภาพทางการศึกษานี้ ควรนำเรื่องจริยธรรม คุณธรรมเข้ามาเป็นเรื่องหลักสำคัญให้ผู้เรียนได้ซึมซับ ซาบซึ้งและเรียนรู้ไปด้วย เพราะคงไม่มีประโยชน์ที่จะสร้างปริมาณผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษาได้มาก แต่ไม่สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข  ดังนั้นสถาบันการศึกษาควรคิดเรื่องการสร้างคนเก่ง คนดี และคนที่มีความสุขเข้าไปด้วย

 

 

Phra Dihan Thanavaro
IP: xxx.200.255.162
เขียนเมื่อ Sun Nov 30 2008 21:15:58 GMT+0700 (ICT)

สรุปครั้งที่ ๔

มาตรฐานของบุคลากรทางการศึกษา

มาตรฐานเบื้องต้นได้แก่วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ มาตรฐานเฉพาะได้แก่Technical Skills

คุณภาพของบุคลากรทางการศึกษา

คุณภาพเบื้องต้นได้แก่การพัฒนาตนเองในด้านการเรียนการสอน-ใฝ่รู้ใฝ่เรียน-ศึกษางานวิชาการ คุณภาพเฉพาะได้แก่การที่สามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียนจนผู้เรียนมีมาตรฐานการศึกษาที่ดี-มีคุณภาพทัดเทียมนานาอารยประเทศ-รักการค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง

การที่จะเป็นบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพนั้นจะต้องผสมผสานหลักการทางทฤษฎีกับประสบการณ์เข้าด้วยกันเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่ได้ผลด้วย เพราะการปฏิบัติตามสิ่งที่ได้เรียนรู้และประสบการณ์นั้นถื่ว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่แท้จริง ดังคำกล่าวที่ว่า “To look is one thing. To see what you look at is another. To understand what you see is a third. To learn from what you understand is something else. But to act on what you learn is all that really matters.”

พระครชานนท์ สิรินฺธโร 5110204001
IP: xxx.121.5.162
เขียนเมื่อ Mon Dec 01 2008 23:11:29 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร ผ่านมาได้ 4 อาทิตย์ มีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไป ซึ่งในเทอมนี้สามารถเปลี่ยนสาขาการเรียนได้จึงทำให้เพื่อนที่ห้องอาตมาหายไป 2 รูป

คิดแล้วยังใจหายอยู่เลย เรียนกันมาตั้ง 1 เทอมและแล้วเพื่อนก็จากไป แต่ไม่เป็นไรเรายังมีเืพื่อน ๆ อีกตั้งหลายคนเพราะทุกคนมีแนวคิดของตัวเองเมื่อมันไม่ตรงหรือไม่ถูกแนว ตามที่ต้องการก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง สรุปวันนี้เรียนครั้งที่ 5มีสมาชิกใหม่มาเพิ่มอีก 1 รูป

วันนี้เรียนเรื่อง ต้นแบบแห่งการเรียนรู้ และครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อะไรจากการปฏิรูปการศึกษา อาจารย์ถามว่า ต้นแบบ คืออะไร ต้นแบบ คือ แบบฉบับที่เรามองเห็น สามารถสัมผัส และเรียนรู้ได้ ซึ่งประสบการณ์จริงขั้นแรกที่เราได้รู้เกี่ยวกับต้นแบบ คือการได้ต้นแบบมาจากครอบครัว (คุณพ่อคุณแม่) เพราะท่านจะคอยสอน ให้ความรู้ และแสดงท่าทีให้เราได้เรียนรู้ ซึ่งส่วนที่ลึก ๆ ลงไปนั้นเราจะสัมผัสได้จาก ความอบอุ่น ความรัก ที่คุณพ่อคุณแม่มีให้แก่เรา แต่ในที่นี้อาจารย์ให้มองต้นแบบ แบบการบริหาร คือ ครูผู้สอนเป็นต้นแบบ (บรรเจิดพร รัตนพันธ์) ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับ "ต้นแบบแห่งการเรียนรู้" ไว้ว่า

ต้นแบบ สามารถแบ่งออกเป็น 2 นัย คือ

1. การเรียนแบบ หรือต้นแบบในฐานเป็นแม่แบบ Frame /Form(ซึ่งให้เรานึกถึงตอนที่เรายังเป็นนักเรียน ต้นแบบที่เราจะสามารถนำมาเรียนแบบ ก็คือครูที่คอยสอนสั่ง อบรมเรา)

2. ต้นแบบในฐานะเป็นแรงบันดาลใจ Model ก่อให้เกิดการใฝ่รู้ เกิดกำลังใจ หรือรู้สึกชอบในสิ่งที่ดีงาม แล้วโยงมาเรื่องการศึกษา หัวใจของการศึกษา คือ ครู ซึ่งเป็นปัจจัยทางการศึกษา (ทำให้ดู สอนให้รู้และมีหลากหลายเทคนิคในการสอน)

และในหลักการสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านยังให้หลัก คือ

1. ศึกษาจากการฟัง

2. ศึกษาจากการคิด

3. ศึกษาด้วยปัญญา ซึ่งท่านไม่ได้สอนเพียงประสาทสัมผัสทั้ง 5 แต่สอนด้วยความมีเหตุและมีผล

หลักการในการเรียนวิชานี้ อาจารย์อยากให้นักศึกษา มีฐานคิดเยอะ (เช่นการแทน้ำใส่แก้ว โดยเทจากที่สูงหรือระดับที่สูง จะทำให้น้ำนั้นกระเด่นออก คือให้มีความรู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และไม่หยุดอยู่กับที่)

สรุปคือ อยากให้อ่านหนังสือเยอะ หรืออ่านมาก่อน แล้วจะได้มีความรู้มาก่อน ถึงจะนำมาคิดต่อได้ หรือสรุปออกมาได้ ไม่ใช่ไปตายเอาดาบหน้า (เหมือนน้ำคำ(น้ำที่สกปรก)เวลากลางคืนยังมองเห็นดวงจันทร์ที่ยิ้มได้)

แล้วมีคำถามอีกคำถาม ซึ่งพระอมรท่านได้ถามอาจารย์ว่า "แล้วโจรถือว่าเป็นต้นแบบได้ไหม" สรุปคือได้ (แต่เป็นต้นแบบที่ดี)แต่คิดอีกที่คนเราก็มีทั้งด้านดีและด้านไม่มี ไม่มีใครดีไปทุก ๆ ด้านหรอก แต่บางครั้งเราอาจจะได้ประโยชน์จากที่เราเรียนแบบอย่างโจรก็ได้ เช่น คุณมีรถที่ล็อกกุญแจอย่างดีแล้ว แต่คุณดันทำกุญแจหาย หรือบางคนขี้ลืมออกจากห้องแล้วลืมกุญแจห้องอย่างนี้เป็นต้น)เหมือนสำนวนที่ว่า เอาอย่างกา แต่ไม่เอาเยี่ยงกา แล้วเราจะรู้ได้ไงว่า ใครเป็นครูต้นแบบ อาจารย์บอกว่า ไม่มีใครเขาบอกกันหรอก

ประเด็นที่ 2 ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อะไรจากการปฏิรูปการศึกษา

สรุป คือ - รู้จักวิธีการคิดใหม่ (เปลี่ยนวิธีคิด)

           - มีระบบแบบแผนมากขึ้น - มีระบบการตรวจสอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานที่มีคุณภาพ (ครูจะต้องมีการศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ เพื่อนำมาพัฒนาแนวการสอน)            - และอย่างน้อยครูก้ได้เงินเดือนเพิ่ม

ก่อนที่จะปฏิรูป

การบริหาร

          - การกระจายอำนาจ

          - บุคลากร (ผู้บริหาร, ครูและเจ้าหน้าที่)

          - การเรียนการสอน

          - หลักสูตร

          - ระบบการบริหารการศึกษา ปฏิรูปการศึกษาแล้ว มีการกระจายอำนาจมากขึ้น มีระบบในการตรวจสอบ (สหวิทยาการ คือ การรวมกันของหลาย ๆ ศาสตร์)

ซึ่งปัจจุบันนี้ บุคคลที่ไม่จบทางด้านการบริหารการศึกษา ไม่สามารถที่จะมาเป็นผู้บริหาร (ผอ.) หรือรองผู้บริหารได้ และยังจะต้องมีการควบคุมเรื่องประสบการณ์ ซึ่งสามารถแบ่งเป็น เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ

ลักษณะการสอนของครูสมัยก่อน คือ สอนตามใจฉัน แต่พอปฏิรูปการศึกษาแล้ว จะมองไปที่ตัวนักศึกษาหรือนักเรียน เป็นสำคัญ คือการเรียนแบบชายเซนเตอร์นั่งเอง

และวันนี้เราได้รู้ว่า มมร.เป็นต้นแบบทางด้านการศึกษา ม.สวนดุสิต แต่ก่อนเป็นต้นเครื่อง หรือสถานที่ำทำอาหารให้แก่พระราชวัง ส่วน ม.สุนันทา เป็นวัง

สรุปวันนี้ได้อะไรเยอะ อาจารย์พยายามให้แรงกระตุ้นในการสอนมาก อยากให้อ่านหนังสือเยอะ ค้นคว้าและหาข้อมูลมาก เพราะอยากให้นักศึกษามีความรู้ และเมื่อรู้แล้วสามารถนำมาคิด และพัฒนาการศึกษาต่อไป

นางสาวสิริวิมล ศาลาจันทร์
IP: xxx.24.59.98
เขียนเมื่อ Wed Dec 03 2008 00:23:24 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ อาจารย์กีรติ ที่เคารพ

                สำหรับการเรียนครั้งที่ ๕ (วันจันทร์ ที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๑) ที่ผ่านมาได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่อง ต้นแบบแห่งการเรียนรู้ และ ครูและบุคลากรทางการศึกษาทำอะไร ได้อะไรจากการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งสามารถสรุปสาระสำคัญและขอแสดงข้อคิดเห็นส่วนตัวไว้ด้วย ดังนี้ค่ะ

                เรื่องที่ ๑ ต้นแบบแห่งการเรียนรู้

                วงการการศึกษานั้นจำเป็นต้องมี ต้นแบบ เพื่อให้เป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยคำว่า ต้นแบบ นั้นมีความหมายที่ทำให้สามารถเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยการแบ่งเป็น ๒ ลักษณะ ดังนี้

(๑)  ต้นแบบในฐานะเป็นแม่แบบ ( Frame/Form) คือเป็นแม่แบบเพื่อให้ผู้ดูแบบได้เอาอย่าง สามารถทำตามแบบ เลียนแบบ และประยุกต์แบบเป็นตัวเขาเองได้  เช่น  เห็นครูสอนภาษาไทยที่มีสไตล์ที่ชอบมาก จึงจดจำและเลียนแบบพฤติกรรมการสอนภาษาไทยในรูปแบบดังกล่าว

(๒) ต้นแบบในฐานะเป็นแรงบันดาลใจ (Role Model) คือ เป็นแม่แบบที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกอยากใฝ่รู้ใฝ่เรียน สามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนสร้างสรรค์สิ่งดีงาม ซึ่งต้นแบบแบบนี้อาจไม่ได้เกิดจากการถ่ายทอดกันตรงๆ อาจได้รับฟังต่อๆกันมา แต่ก็เป็นแรงบันดาลใจให้อยากทำตามได้

ครู ควรเป็นต้นแบบแห่งการเรียนรู้ที่ดีทั้ง ๒ ลักษณะข้างต้น เพราะครู คือบุคลากรทาง

การศึกษาที่ผู้เรียนได้รับการถ่ายทอดทั้งความรู้ และประสบการณ์ ครูจึงควรเป็นต้นแบบโดยผ่านการ สอนให้รู้ ทำให้ดู และอยู่ให้เห็น เพราะผู้เรียนไม่ได้เลียนแบบในสิ่งที่ครูสอนในห้องเรียนเท่านั้น หากแต่พิจารณาจากประสบการณ์ การดำเนินชีวิตของครูผู้สอนด้วย  บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นครูที่แท้จริงจึงต้องยึดมั่นในบทบาทของการเป็น ต้นแบบแห่งการเรียนรู้ แม้การเป็นต้นแบบแห่งการเรียนรู้นี้อาจต้องใช้ระยะเวลาในการสั่งสม และสร้างสรรค์นานพอสมควร แต่เชื่อว่าบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นอาชีพครูโดยจิตวิญญาณ ย่อมมีความภาคภูมิใจเมื่อมีผู้เรียกว่า ครู จากการเป็นครูต้นแบบแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง

                สำหรับความคิดเห็นส่วนตัว เชื่อมั่นและศรัทธาในวิชาชีพและความเป็น ครู ว่าเป็นอาชีพที่มีความศักดิ์สิทธิ์และมีคุณค่าอย่างแท้จริง เพราะครูคือบุคคลผู้สร้างสรรค์ให้คนเป็นมนุษย์ บุคคลผู้ดึงศักยภาพของผู้เรียนให้เข้าใจตนเองและเข้าใจความจริงได้ ดังนั้นการเป็นครูต้นแบบจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและต้องใส่ใจอย่างมาก โดยจากประโยคที่ว่าครูต้นแบบนั้นต้องเป็นต้นแบบจาก....การสอนให้รู้ ทำให้ดู และอยู่ให้เห็น...นั้นเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งพบว่าการเป็นครูต้นแบบในลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดการจัดการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนวิถีพุทธ ซึ่งเน้นเรื่องการเรียนรู้โดยผู้เรียนเป็นสำคัญ (Student Center) ด้วยหลักธรรมไตรสิกขา๓ (ศีล สมาธิ ปัญญา) จัดสภาพการเรียนรู้ทั้งหลักสูตร ผู้สอน และบรรยากาศโดยใช้แนวคิดสอนให้รู้ ทำให้ดู และอยู่ให้เห็น ครูเป็นบุคคลากรทางการศึกษาที่มีบทบาทเป็นครูต้นแบบที่ดี ด้วยการสอน การฟัง และการเป็นอย่างแท้จริง....เชื่อได้ว่าการจัดการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนวิถีพุทธดังกล่าว สามารถสร้างครูต้นแบบ โรงเรียนต้นแบบ และนักเรียนต้นแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                เรื่องที่ ๒ ครูและบุคลากรทางการศึกษาทำอะไร ได้อะไรจากการปฏิรูปการศึกษา

                แต่เดิมระบบการจัดการศึกษาของไทยมีการกระจายอำนาจไม่ทั่วถึง การจะดำเนินการแต่ละเรื่องต้องผ่านหลายขั้นตอน บทบาทของครูคือ ผู้สอนนักเรียนเท่านั้น จึงมีการปฏิรูปการศึกษาขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการจัดการศึกษาหลายด้าน  โดยเมื่อมองผลที่ครูและบุคลากรทางการศึกษา นั้นสามารถสรุปได้ว่าสิ่งที่ครูและบุคคลากรทางการศึกษาได้ทำ เรียนรู้ และเปลี่ยนแปลงไปจากการปฏิรูปการศึกษา มีดังนี้

(๑)   ครูมีการเปลี่ยนความคิดจาก ครูเป็นผู้สอน มาเป็น ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เรียนรู้จากการแสวงหาความรู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองอย่างสนุกสนาน เรียกง่ายๆว่าเปลี่ยนจาก Teacher Center เป็น Student Center

(๒) ครูมีบทบาทชัดเจนขึ้น  เนื่องจากการปฏิรูปการศึกษาทำให้เกิดระบบตรวจสอบคุณภาพเพื่อประเมินผลโรงเรียน ทำให้บทบาทของครู และบุคลากรทางการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงไป แต่เดิม ครู ๑ คนอาจเป็นทั้งผู้อำนวยการ ครูผู้สอน ประสานงานและบริหารงานทั่วไป ปัจจุบันก็มีความชัดเจน และเจาะจงมากขึ้น โดยการแบ่งระบบการบริหารอย่างเป็นสัดส่วนมากขึ้น

(๓)  ครูต้องมีความกระตือรือร้นในบทบาทของตนเองมากขึ้น  เนื่องจากแนวคิดเรื่อง การให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หรือให้ผู้เรียนเป็นสำคัญ นั้นต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรืออาจเรียกได้ว่าปฏิรูปการสอนนักเรียนใหม่ ซึ่งครูต้องเตรียมตัวให้มีความพร้อมทั้งองค์ความรู้ (ต้องรู้ลึก รู้ดีและรู้จริง) และความพร้อมด้านเทคนิค วิธีการสอน เรียกได้ว่าเป็นภาระหน้าที่ที่หนักพอสมควรสำหรับครู

(๔)  ครูต้องพัฒนาตนเองให้มีความเป็นมืออาชีพ และรวดเร็วในการทำงาน จากการกระจายอำนาจทางการศึกษาที่มุ่งสู่ส่วนภูมิภาค หรือระดับรากหญ้ามากขึ้น การติดต่อประสานงาน ดำเนินการใดๆสะดวก รวดเร็วมากขึ้นทำให้ผู้บริหาร และครู ต้องพัฒนาตนเองให้มีความเป็นมืออาชีพในการทำงาน โดยการวิสัยทัศน์ของผู้นำ และการทำงานเป็นทีม การทำงานอย่างรวดเร็วของครู(ผู้ตาม)


สำหรับความคิดเห็นส่วนตัวมองว่า การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีใน

การให้ความสำคัญกับการศึกษา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลควรให้ความสนใจเป็นลำดับแรกๆในการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตามการปฏิรูปการศึกษานี้ส่งผลต่อบทบาทครูและบุคคลากรทางการศึกษาเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งก็ควรต้องให้เวลาและใช้วิธีการที่เหมาะสมการสนับสนุนบทบาทครูที่เพิ่มมากขึ้นจากการปฏิรูปการศึกษาดังกล่าว  เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะสอนให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายของคำว่า การศึกษา ตามพรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ได้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเพียงอย่างเดียว เพราะนั่นคือภาระอันหนักของครู หรืออาจต้องสร้างแรงจูงใจให้ครูมากขึ้น เช่นการเพิ่มค่าตอบแทน การยกย่องสนับสนุนส่งเสริมวิชาชีพครูให้เป็นอาชีพที่เป็นที่ยอมรับในสังคมมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ได้คนดี คนเก่งมาเป็นครูมากขึ้น ที่สำคัญต้องย้อนกลับมามองด้วยว่าวัฒนธรรม ประเพณีไทย หรือท้องถิ่นนั้นๆเป็นอย่างไร วิธีการใดน่าจะเหมาะกับการเรียน การสอน ไม่ใช่ว่าอะไรๆ ก็สอนแบบให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพราะโดยส่วนตัวเชื่อว่าการสอนแบบให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางนั้นจะได้ผลอย่างแท้จริงต้องบูรณาการทั้งสถาบันการศึกษา สถาบันครอบครัว และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดหลักสูตร หรือกิจกรรมการเรียนการสอนดังกล่าว ซึ่งการจะทำแบบนั้นได้ต้องมีเจ้าภาพ หรือผู้นำในการทำงาน คำถามคือใครจะทำ?? แล้วคนที่ทำจะได้อะไร?? คุ้มไหมที่จะทำ??  ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษา โดยยึดหลักการให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางนั้นอาจใช้ไม่ได้ผล ๑๐๐ % กับสังคมไทย และบทบาทครูจากการปฏิรูปการศึกษานี้ แท้จริงแล้วน่าจะอยู่ที่ว่าสังคม วัฒนธรรมของชุมชน/โรงเรียนเป็นอย่างไรมากกว่า  แล้วจึงนำมาประยุกต์ บูรณาการเป็นหลักสูตร และวิธีการเรียนการสอนที่เหมาะสม อย่างไรก็ดี ครูยุคการปฏิรูปการศึกษานี้ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องกระตือรือร้นให้เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถเท่าทันโลก เท่าทันผู้เรียน เรียกได้ว่าต้องรู้จักปฏิรูปตัวเองให้ดียิ่งๆขึ้นเท่าทันการปฏิรูปการศึกษาให้ได้นั่นเอง

 

นายสมบัติ แซ่เบ๊
IP: xxx.8.22.150
เขียนเมื่อ Wed Dec 03 2008 13:42:47 GMT+0700 (ICT)

老师!您好!

เรียน อ.ดร.กีรติ ที่เคารพ

เรื่อง สิ่งที่ได้รับประโยชน์จากการเรียนรายวิชา ED ๒๓๐๔ การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา สาขาวิชาการจัดการศึกษา ระดับปริญญาโทชั้นปีที่ ๑ ครั้งที่ ๕

สำหรับเนื้อหาสาระที่สำคัญในครั้งนี้ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วนด้วยกัน คือ

๑. เรื่องของต้นแบบแห่งการเรียนรู้

ความสำคัญของต้นแบบกล่าวได้ ๒ นัย คือ

- ในฐานะเป็นแม่แบบ เพื่อให้ผู้ดูแบบได้มีการศึกษาพฤติกรรมแล้วปฏิบัติตาม

- ในฐานะเป็นแรงบันดาลใจ เพื่อให้เกิดการใฝ่รู้ใฝ่เรียน เป็นกำลังใจแก่ผู้ดูแล และให้ผู้ดูแบบได้เกิดความคิดสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม

ต้นแบบแห่งการเรียนรู้มี ๓ ลักษณะ คือ สอนให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น

๒. ครูและบุคลากรทางการศึกษาทำอะไร ได้อะไรจากการปฏิรูปการศึกษา

หัวใจสำคัญของความสำเร็จในการพัฒนามนุษย์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ผู้ที่มีส่วนผลักดันและมีบทบาทสำคัญยิ่งก็คือ ครู

- เปลี่ยนความคิดจากครูผู้สอนเป็นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้

- ออกแบบระบบการเรียนการสอนที่เน้นผลมาตรฐานการเรียนรู้

หลักการสำคัญของการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของครู คือ

- ความเป็นมืออาชีพในการทำงาน

- การส่งเสริมคนดี คนเก่ง

- การจัดเครื่องมือเครื่องใช้ที่อำนวยความสะดวก

- การสร้างวัฒนธรรมคุณภาพ

"ผู้ที่มีวิญญาณแห่งต้นแบบการเรียนรู้ ย่อมจะไม่เหน็ดเหนื่อยในการถ่ายทอด"

IP: xxx.91.225.210
เขียนเมื่อ Wed Dec 03 2008 13:52:01 GMT+0700 (ICT)

ครั้งที่5

การที่อาจารย์ถามพื้นความรู้จากการอ่านและนักศึกษาตอบแต่ไม่ค่อยตรงประเด็นนักอาจารย์อธิบายเพิ่มเติม

แบบที่ว่าเข้าใจมากขึ้นกว่าเดิมเป็นอันมาก

ต้นแบบมี 2 นัย

ต้นแบบในฐานะที่เป็นแม่แบบ เพื่อให้ผู้ดูแบบได้เอาอย่างศึกษาตามพฤติกรรมต้นแบบ เลียนแบบ ต่อมาอาจประยุกต์แบบ ต้นแบบในฐานะเป็นแรงบันดาลใจ เพื่อให้ดูแบบเกิดการใฝ่รู้ใฝ่เรียนเป็นกำลังใจแก่ผู้ดูแลกระตุ้นให้ผู้ดูแบบสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามต้นแบบต้องทำงานหนักและเหนื่อย เพื่อรักษาการเป็นต้นแบบอีกทั้งถ่ายทอดขยายเครือข่ายแก่ผู้ดูแบบแม้ไม่มีองค์ใดมารับรองว่าท่านเป็นต้นแบบ ท่านอาจเป็นแรงบันดาลใจเป็นต้นแบบของดวงตาคู่น้อยๆ ที่จับจ้องทุกกิริยาของท่านและท่านเป็นต้นแบบตั้งแต่มีเสียงเรียกท่านว่า “ คุณครู”

พฤติกรรมทำให้ดู รู้จักการอ่าน การฟัง การคิด เทคนิครู้จากการอ่าน สัมผัสทั้ง5

- knowledge Spiral Based Learning เข้าใจให้ได้

- Problem-Based learning ดูแบบของจริง

เป็นครูอาชีพไม่ใช่อาชีพครูเลือกมาทำ Model

การสร้างวิสัยทัศน์ครูสู่การปฏิรูปการศึกษาในศตวรรษหน้า

มนุษย์ไม่สามารถตัดการศึกษาออกจากชีวิตได้ การศึกษาจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

การปฏิรูปการศึกษา หมายถึงการปฏิรูปความเฉพาะติดต่อให้เกิดวิสัยทัศน์ใหม่โดย

1. ระบบของการศึกษาในระบบการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยตลอดจนการศึกษาตลอดชีวิต

2. การจัดการศึกษาทุกคนต้องมีการศึกษาพื้นฐาน 12 ปี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

3. การปรับระบบการศึกษาพื้นฐานเน้นพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

4. การจัดการเรียนการสอนเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางพัฒนาตามศักยภาพและธรรมชาติรวมถึงต้องให้ทั้งความรู้คู่คุณธรรมเกิดการบูรณาการกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมในแต่ระดับ

ในหลวงทรงกล่าวไว้ว่า สังคมย่อมมีความแตกต่างกัน วัฒนธรรมต่างกัน ให้ชุมชนสร้างแล้วนำมาประยุกต์

หลักฐานเชิงประจักคือ เอกสารสร้างขึ้น ระบบระเบียบแบบแผน มากขึ้นที่จะทำให้เชื่อมั่น ว่าการศึกษามีคุณภาพหรือไม่มี

สรุป ได้ความรู้เพิ่มมากขึ้นจากการที่อาจารย์อธิบายและขอขอบคุณเป็นอย่างสูงมาณ.ที่นี้ด้วยความจริงใจ

วิมล เสนา
IP: xxx.91.225.210
เขียนเมื่อ Wed Dec 03 2008 13:56:12 GMT+0700 (ICT)

ครั้งที่5

การที่อาจารย์ถามพื้นความรู้จากการอ่านและนักศึกษาตอบแต่ไม่ค่อยตรงประเด็นนักอาจารย์อธิบายเพิ่มเติม

แบบที่ว่าเข้าใจมากขึ้นกว่าเดิมเป็นอันมาก

ต้นแบบมี 2 นัย

ต้นแบบในฐานะที่เป็นแม่แบบ เพื่อให้ผู้ดูแบบได้เอาอย่างศึกษาตามพฤติกรรมต้นแบบ เลียนแบบ ต่อมาอาจประยุกต์แบบ ต้นแบบในฐานะเป็นแรงบันดาลใจ เพื่อให้ดูแบบเกิดการใฝ่รู้ใฝ่เรียนเป็นกำลังใจแก่ผู้ดูแลกระตุ้นให้ผู้ดูแบบสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามต้นแบบต้องทำงานหนักและเหนื่อย เพื่อรักษาการเป็นต้นแบบอีกทั้งถ่ายทอดขยายเครือข่ายแก่ผู้ดูแบบแม้ไม่มีองค์ใดมารับรองว่าท่านเป็นต้นแบบ ท่านอาจเป็นแรงบันดาลใจเป็นต้นแบบของดวงตาคู่น้อยๆ ที่จับจ้องทุกกิริยาของท่านและท่านเป็นต้นแบบตั้งแต่มีเสียงเรียกท่านว่า “ คุณครู”

พฤติกรรมทำให้ดู รู้จักการอ่าน การฟัง การคิด เทคนิครู้จากการอ่าน สัมผัสทั้ง5

- knowledge Spiral Based Learning เข้าใจให้ได้

- Problem-Based learning ดูแบบของจริง

เป็นครูอาชีพไม่ใช่อาชีพครูเลือกมาทำ Model

การสร้างวิสัยทัศน์ครูสู่การปฏิรูปการศึกษาในศตวรรษหน้า

มนุษย์ไม่สามารถตัดการศึกษาออกจากชีวิตได้ การศึกษาจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

การปฏิรูปการศึกษา หมายถึงการปฏิรูปความเฉพาะติดต่อให้เกิดวิสัยทัศน์ใหม่โดย

1. ระบบของการศึกษาในระบบการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยตลอดจนการศึกษาตลอดชีวิต

2. การจัดการศึกษาทุกคนต้องมีการศึกษาพื้นฐาน 12 ปี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

3. การปรับระบบการศึกษาพื้นฐานเน้นพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

4. การจัดการเรียนการสอนเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางพัฒนาตามศักยภาพและธรรมชาติรวมถึงต้องให้ทั้งความรู้คู่คุณธรรมเกิดการบูรณาการกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมในแต่ระดับ

ในหลวงทรงกล่าวไว้ว่า สังคมย่อมมีความแตกต่างกัน วัฒนธรรมต่างกัน ให้ชุมชนสร้างแล้วนำมาประยุกต์

หลักฐานเชิงประจักคือ เอกสารสร้างขึ้น ระบบระเบียบแบบแผน มากขึ้นที่จะทำให้เชื่อมั่น ว่าการศึกษามีคุณภาพหรือไม่มี

สรุป ได้ความรู้เพิ่มมากขึ้นจากการที่อาจารย์อธิบายและขอขอบคุณเป็นอย่างสูงมาณ.ที่นี้ด้วยความจริงใจ

นางสาวพฤษรัตน์ เสนา
IP: xxx.31.90.198
เขียนเมื่อ Sat Dec 06 2008 09:10:59 GMT+0700 (ICT)

ครั้งที่ 5 ดิฉันต้องขอโทษอาจารย์ด้วยเนื่องจากครั้งนี้มีการประชุมเวลา 17.30 น-18.00 น จึงทำให้ดิฉันมาเรียนช้ากว่าเวลาที่อาจารย์ได้กำหนดไว้ แต่ดิฉันก็รีบมากโดยนั่งแท็กซี่จากโรงเรียนมาเลยเพื่อไม่ให้ช้าไปกว่านี้ แลบะได้มาถึงเวลา 19.00 น และได้มาฟังอาจารย์บรรยายทันเวลาพอดี

ในการบรรยายครั้งที่ 5 ของท่านอาจารย์กีรติก็ทำให้ข้าพเจ้ามีความเข้าใจในเรื่องของคำว่าการบริหารการศึกษามากขึ้นและเข้าใจส่วนสำคัญต่าง ๆ ของการบริหารการศึกษา โดยครั้งนี้อาจารย์ให้ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องของ“ต้นแบบแห่งการเรียนรู้” และ “ครูและบุคลากรทางการศึกษาทำอะไร ได้อะไรจากการปฏิรูปการศึกษา”

โดยข้าพเข้าได้สรุปได้ตามความเข้าใจของข้าพเจ้าได้ดังนี้ซึ่งสามารถสรุปสาระสำคัญและขอแสดงข้อคิดเห็นส่วนตัวไว้ด้วย ดังนี้ค่ะ

“ต้นแบบแห่งการเรียนรู้”

การศึกษานั้นจำเป็นต้องมี “ต้นแบบ” เพื่อให้เป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน

คำว่าต้นแบบในความหมายของดิฉันคือ

ต้นแบบ คือ ตัวอย่างที่ดีที่เราสามารถปฏิบัติตามได้ เรียนรู้ได้ ต้นแบบทีดีเริ่มต้นมาจากครอบครัว คือ พ่อแม่ของเรานั่นเอง เพราะพ่อแม่จะคอยดูแลเราตั้งแต่เรเล็ก ๆ จนเราเติบโตขึ้นอยางสมบูรณ์ แข็แรงและอบรมสั่งสอนเราให้เราเป็นคนดีเป็นตัวอย่างที่ให้ลูก สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ให้ความรู้ ลูก ๆ อย่างเต็มที่ โดยไม่มีการหวงวิชาเลยแม้แต่นิดเดียว แต่กลับตรงกันข้ามพ่อแม่ให้ความรู้และทำให้เรามีประสบการณ์ในเรื่องต่าง ๆ และมีความจริงใจ พ่อแม่ให้ความรัก ความอบอุ่นแก่ลูกทุกคน ดังนั้นคำว่าต้นแบบของข้าพเจ้าก็คือพ่อแม่นั่นเอง

การบริหาร คือ ครูผู้สอนเป็นต้นแบบ (บรรเจิดพร รัตนพันธ์) ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับ "ต้นแบบแห่งการเรียนรู้" ไว้ดังนี้

“ต้นแบบ” มีความหมายที่เป็น ๒ นัย ดังนี้ คือ

(๑) ต้นแบบในฐานะเป็นแม่แบบ ( Frame/Form) คือเป็นแม่แบบเพื่อให้ผู้ดูแบบได้เอาอย่างและสามารถนำไปปฏิบัติเป็นแบบอย่างได้ เพราะการเป็นต้นแบบในฐานะแม่แบบนั้นเป็นที่ที่ควรปฏิบัติตามอยางยิ่ง และยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นแบบซึ่งเป็นตัวเขาเองได้ หรือการเรียนแบบ

(๒) ต้นแบบในฐานะเป็นแรงบันดาลใจ (Role Model) คือ เป็นแม่แบบที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกอยากใฝ่รู้ใฝ่เรียน สามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนสร้างสรรค์สิ่งดีงาม ซึ่งต้นแบบแบบนี้อาจไม่ได้เกิดจากการถ่ายทอดกันตรงๆ อาจได้รับฟังต่อๆกันมา แต่ก็เป็นแรงบันดาลใจให้อยากทำตามได้

“ครู” ควรเป็นต้นแบบแห่งการเรียนรู้ที่ดีทั้ง ๒ ลักษณะข้างต้น เพราะครู คือบุคลากรทาง

การศึกษาที่ผู้เรียนได้รับการถ่ายทอดทั้งความรู้ และประสบการณ์ ครูจึงควรเป็นต้นแบบโดยผ่านการ สอนให้รู้ ทำให้ดู และอยู่ให้เห็น เพราะผู้เรียนไม่ได้เลียนแบบในสิ่งที่ครูสอนในห้องเรียนเท่านั้น หากแต่พิจารณาจากประสบการณ์ การดำเนินชีวิตของครูผู้สอนด้วย บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นครูที่แท้จริงจึงต้องยึดมั่นในบทบาทของการเป็น “ต้นแบบแห่งการเรียนรู้” แม้การเป็นต้นแบบแห่งการเรียนรู้นี้อาจต้องใช้ระยะเวลาในการสั่งสม และสร้างสรรค์นานพอสมควร แต่เชื่อว่าบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นอาชีพครูโดยจิตวิญญาณ ย่อมมีความภาคภูมิใจเมื่อมีผู้เรียกว่า “ครู” จากการเป็นครูต้นแบบแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง

ในความคิดของดิฉัน การเป็นครูต้นแบบสมารถเป็นได้ไม่ยาก ถ้าเราเชื่อมั่นและศรัทธาในวิชาชีพและความเป็น “ครู” เพราะอาชีพครูเป็นอาชีพที่มีความศักดิ์สิทธิ์และมีคุณค่าอย่างแท้จริง เพราะครูคือบุคคลผู้สร้างสรรค์ให้คนเป็นมนุษย์ บุคคลผู้ดึงศักยภาพของผู้เรียนให้เข้าใจตนเองและเข้าใจความจริงได้ ดังนั้นการเป็นครูต้นแบบจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและต้องใส่ใจอย่างมาก โดยจากประโยคที่ว่าครูต้นแบบนั้นต้องเป็นต้นแบบจาก....การสอนให้รู้ ทำให้ดู และอยู่ให้เห็น...นั้นเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งพบว่าการเป็นครูต้นแบบในลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดการจัดการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนวิถีพุทธ ซึ่งเน้นเรื่องการเรียนรู้โดยผู้เรียนเป็นสำคัญ (Student Center) ด้วยหลักธรรมไตรสิกขา๓ (ศีล สมาธิ ปัญญา) จัดสภาพการเรียนรู้ทั้งหลักสูตร ผู้สอน และบรรยากาศโดยใช้แนวคิดสอนให้รู้ ทำให้ดู และอยู่ให้เห็น ครูเป็นบุคคลากรทางการศึกษาที่มีบทบาทเป็นครูต้นแบบที่ดี ด้วยการสอน การฟัง และการเป็นอย่างแท้จริง....เชื่อได้ว่าการจัดการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนวิถีพุทธดังกล่าว สามารถสร้างครูต้นแบบ โรงเรียนต้นแบบ และนักเรียนต้นแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เรื่องที่ ๒ “ครูและบุคลากรทางการศึกษาทำอะไร ได้อะไรจากการปฏิรูปการศึกษา”

แต่เดิมระบบการจัดการศึกษาของไทยมีการกระจายอำนาจไม่ทั่วถึง การจะดำเนินการแต่ละเรื่องต้องผ่านหลายขั้นตอน บทบาทของครูคือ ผู้สอนนักเรียนเท่านั้น จึงมีการปฏิรูปการศึกษาขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการจัดการศึกษาหลายด้าน โดยเมื่อมองผลที่ครูและบุคลากรทางการศึกษา นั้นสามารถสรุปได้ว่าสิ่งที่ครูและบุคคลากรทางการศึกษาได้ทำ เรียนรู้ และเปลี่ยนแปลงไปจากการปฏิรูปการศึกษา มีดังนี้

(๑) ครูมีการเปลี่ยนความคิดจาก ครูเป็นผู้สอน มาเป็น ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เรียนรู้จากการแสวงหาความรู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองอย่างสนุกสนาน เรียกง่ายๆว่าเปลี่ยนจาก Teacher Center เป็น Student Center

(๒) ครูมีบทบาทชัดเจนขึ้น เนื่องจากการปฏิรูปการศึกษาทำให้เกิดระบบตรวจสอบคุณภาพเพื่อประเมินผลโรงเรียน ทำให้บทบาทของครู และบุคลากรทางการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงไป แต่เดิม ครู ๑ คนอาจเป็นทั้งผู้อำนวยการ ครูผู้สอน ประสานงานและบริหารงานทั่วไป ปัจจุบันก็มีความชัดเจน และเจาะจงมากขึ้น โดยการแบ่งระบบการบริหารอย่างเป็นสัดส่วนมากขึ้น

(๓) ครูต้องมีความกระตือรือร้นในบทบาทของตนเองมากขึ้น เนื่องจากแนวคิดเรื่อง การให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หรือให้ผู้เรียนเป็นสำคัญ นั้นต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรืออาจเรียกได้ว่าปฏิรูปการสอนนักเรียนใหม่ ซึ่งครูต้องเตรียมตัวให้มีความพร้อมทั้งองค์ความรู้ (ต้องรู้ลึก รู้ดีและรู้จริง) และความพร้อมด้านเทคนิค วิธีการสอน เรียกได้ว่าเป็นภาระหน้าที่ที่หนักพอสมควรสำหรับครู

(๔) ครูต้องพัฒนาตนเองให้มีความเป็นมืออาชีพ และรวดเร็วในการทำงาน จากการกระจายอำนาจทางการศึกษาที่มุ่งสู่ส่วนภูมิภาค หรือระดับรากหญ้ามากขึ้น การติดต่อประสานงาน ดำเนินการใดๆสะดวก รวดเร็วมากขึ้นทำให้ผู้บริหาร และครู ต้องพัฒนาตนเองให้มีความเป็นมืออาชีพในการทำงาน โดยการวิสัยทัศน์ของผู้นำ และการทำงานเป็นทีม การทำงานอย่างรวดเร็วของครู(ผู้ตาม)

ก่อนการปฏิรูปการศึกษา

ในเรื่องของการการบริหารมีดังนี้

- การกระจายอำนาจ คือการกระจายอำนาจในองค์กร เช่น การแบ่งหน้าที่ในการทำงานให้มีความชัดเขนขึ้น คือการแบ่งเป็นแต่ละฝ่ายงาน

- บุคลากร คือบุคลากรทางการศึกษาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ผู้บริหาร ครู นักเรียน หรือผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ก็เป็นบุคลากรทางการศึกษาเหมือนกัน

- การเรียนการสอน ต้องมีการจัดการเรียนการสอนให้ชัดเจนโดนจัดเป็นแต่ละกลุ่มสาระวิชา หรือมีการจัดหลักสูตรท้องถิ่นเพิ่มเติมด้วย

- หลักสูตร หลักสูตรจะต้องยึดหลักสูตรแกนกลางเป็นหลักโดยกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้กำหนดหลักสูตรแกนกลางและจัดหลักสูตรสถานศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้มีความสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลาง และปัจจุบันนี้ยังจะต้องมีหลักสูตรท้องถิ่นเพิ่มเติมอีก เพราะจะต้องมีความสัมพันธ์กับชุมชนด้วย โดยโรงเรียนและชุมชนเป็นคนกำหนดหลักสูตรท้องถิ่น

- ระบบการบริหารการศึกษาที่มีการปฏิรูปการศึกษาแล้ว จะมีการกระจายอำนาจมากขึ้น มีระบบในการตรวจสอบ

คำว่าสหวิทยาการ คือ การรวมกันของหลาย ๆ ศาสตร์

ซึ่งปัจจุบันนี้ บุคคลที่ไม่จบทางด้านการบริหารการศึกษา ไม่สามารถที่จะมาเป็นผู้บริหาร (ผอ.) หรือรองผู้บริหารได้ และยังจะต้องมีการควบคุมเรื่องประสบการณ์ ซึ่งสามารถแบ่งเป็น เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ

ลักษณะการสอนของครูสมัยก่อน คือ สอนตามใจฉัน แต่พอปฏิรูปการศึกษาแล้ว จะมองไปที่ตัวนักศึกษาหรือนักเรียน เป็นสำคัญ

และอาจารย์กีรติก็ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมกับฉันอีกอย่างหนึ่ง คือ

มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัยเป็นต้นแบบทางด้านการศึกษา มหาวิทยาลัยสวนดุสิต แต่ก่อนเป็นต้นเครื่อง หรือสถานที่ทำอาหารให้แก่พระราชวัง ส่วน มหาวิทยาลัยสวนสุนันทา เป็นวัง

สำหรับความคิดเห็นของข้าพเจ้า การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีใน

การให้ความสำคัญกับการศึกษา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลควรให้ความสนใจเป็นลำดับแรกๆในการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตามการปฏิรูปการศึกษานี้ส่งผลต่อบทบาทครูและบุคคลากรทางการศึกษาเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งก็ควรต้องให้เวลาและใช้วิธีการที่เหมาะสมการสนับสนุนบทบาทครูที่เพิ่มมากขึ้นจากการปฏิรูปการศึกษาดังกล่าว เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะสอนให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายของคำว่า “การศึกษา” ตามพรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ได้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเพียงอย่างเดียว เพราะนั่นคือภาระอันหนักของครู หรืออาจต้องสร้างแรงจูงใจให้ครูมากขึ้น เช่นการเพิ่มค่าตอบแทน การยกย่องสนับสนุนส่งเสริมวิชาชีพครูให้เป็นอาชีพที่เป็นที่ยอมรับในสังคมมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ได้คนดี คนเก่งมาเป็นครูมากขึ้น ที่สำคัญต้องย้อนกลับมามองด้วยว่าวัฒนธรรม ประเพณีไทย หรือท้องถิ่นนั้นๆเป็นอย่างไร วิธีการใดน่าจะเหมาะกับการเรียน การสอน ไม่ใช่ว่าอะไรๆ ก็สอนแบบให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพราะโดยส่วนตัวเชื่อว่าการสอนแบบให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางนั้นจะได้ผลอย่างแท้จริงต้องบูรณาการทั้งสถาบันการศึกษา สถาบันครอบครัว และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดหลักสูตร หรือกิจกรรมการเรียนการสอนดังกล่าว ซึ่งการจะทำแบบนั้นได้ต้องมีเจ้าภาพ หรือผู้นำในการทำงาน คำถามคือใครจะทำ?? แล้วคนที่ทำจะได้อะไร?? คุ้มไหมที่จะทำ?? ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษา โดยยึดหลักการให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางนั้นอาจใช้ไม่ได้ผล ๑๐๐ % กับสังคมไทย และบทบาทครูจากการปฏิรูปการศึกษานี้ แท้จริงแล้วน่าจะอยู่ที่ว่าสังคม วัฒนธรรมของชุมชน/โรงเรียนเป็นอย่างไรมากกว่า แล้วจึงนำมาประยุกต์ บูรณาการเป็นหลักสูตร และวิธีการเรียนการสอนที่เหมาะสม อย่างไรก็ดี ครูยุคการปฏิรูปการศึกษานี้ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องกระตือรือร้นให้เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถเท่าทันโลก เท่าทันผู้เรียน เรียกได้ว่าต้องรู้จักปฏิรูปตัวเองให้ดียิ่งๆขึ้นเท่าทันการปฏิรูปการศึกษาให้ได้นั่นเอง

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร (อุดมสิทธิพันธุ์) 084-125-1760 มหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.9.37.71
เขียนเมื่อ Sat Dec 06 2008 14:20:49 GMT+0700 (ICT)

นมัสการ พระครูสมุห์ชุมพล อินฺทโก

เจริญพร อาจารย์ ดร.กิรติ ยศยิ่งยง

อาตมภาพ พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ศาสนศาตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา การบรรยายครั้งที่ 5 วันที่ 1 ธันวาคม 2551

วิเคราะห์ วิจารณ์ บทความ “ ต้นแบบแห่งการเรียนรู้ ” และ “ ครูและบุคลากรทางการศึกษาทำอะไรได้อะไรจากการปฏิรูปการศึกษา ”

.........." วง ไม่ว่าจะเป็นวงกลม หรือ วงรี ถ้าไม่ลากเส้นให้บรรจบกันไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น....วง ที่สมบูรณ์....."

.........เปรียบได้กับการศึกษา หรือการบริหารจัดการทั้งปวง....ถ้าไม่สามารถดำเนินการให้เป็นระบบ และครบวงจร ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่า การบริหารจัดการนั้นสมบูรณ์แบบ.....

.....เพราะมนุษย์...ที่แสวงหา และเรียนรู้ในศาสตร์วิชาต่างๆ ก็เพื่อพัฒนาความรู้ของตนให้ไปสู่จุดมุ่งหมาย คือ ประกอบอาชีพ หาเลี้ยงชีวิตให้ดำรงอยูได้ในสังคม.......

แต่ไม่ว่า จะมีการปฏิรูปการศึกษาในประเทศไทย...มากี่ครั้ง....ศักยภาพของมนุษย์ คุณภาพของมนุษย์....ก็ยังไม่สามารถพัฒนาให้ถึงเป้าหมายที่ประสงค์ได้...เพราะอะไร....?

คงต้องมองย้อนไปดูว่า ....วง....ที่เราร่วมกันวางแผน กำหนดเป็นนโยบายการศึกษาแห่งชาตินั้น.....เราได้ทำเต็มที่ และครบสมบูรณ์....หรือไม่....และเพราะอะไร....?

ในปัจจุบัน....รัฐวางแผนส่งเสริมการศึกษาให้ผู้เรียนทุกคนต้องมีการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ไม่เสียค่าใช้จ่าย .....แต่ระดับอาชีวศึกษา อุดมศึกษา.....ทุกคนต้องขวนขวายด้วยตนเอง.....ตามแต่ละ....ครอบครัว หรือ พ่อแม่ผู้ปกครองจะส่งเสริมบุตรหลานให้ได้รับการศึกษาสูงสุดเท่าที่จะทำได้........

.....ทำไมรัฐไม่เล็งเห็น.....ปรัชญาที่ว่า....การศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ.....

.....หรือเราต้องการเพียงแค่ชนชั้น....แรงงาน ลูกจ้างประกอบกิจการ....แม้กระทั่งกรรมกร....หรืออยากเห็นคนจรจัด....ก่อปํญหาสังคมมากๆ จึงไม่ส่งเสริมให้การศึกษาแก่เขาเหล่านั้น.....คนรวยมีโอกาสทางสังคมมากกว่าคนจน....จึงสามารถส่งเสริมให้การศึกษาบุตรหลานได้จนถึงระดับสูงๆ แพงๆ และดีๆ อาจส่งไปเรียนต่อต่างประเทศ....แล้วคนจน ลูกชาวไร่ ชาวนา กรรมกรแบกหาม....ลูกๆ ของเขาคือใคร ...ถ้าไม่ใช่...อนาคต ของประเทศชาติ........

.....การมองประเทศเพื่อนบ้าน....เพื่อย้อนกลับมามองตนเอง....ก็สามารถมองเห็นประเทศไทยในอนาคตอีก 10-20 ปีข้างหน้าได้ว่า....ทิศทางนโบายที่เรากำหนดนั้น...ดี และสมบูรณ์เพียงใด

.....ในเมื่อเมล็็ดพันธ์แห่งชีวิต....ต้องการปัจจัย และองค์ประกอบต่าง ที่สมบูรณ์เพื่อจะเติบโต....ออกดอก ออกผล และเป็นผลผลิตที่จะขยายเมล็ดพันธ์แห่งชีวิตสืบต่อไป....

.....พื้นดินแห้งแล้ง...น้ำท่าขาดแคลน...อากาศหนาวร้อนไม่อบอุ่น....ปุ๋ยเร่งการเจริญเติบโตไม่มี.....แล้วจะหวังได้หรือว่า....เมล็ดพันธ์นั้นๆ จะงอกและเจริญเติบโต.....

......ภาษีราษฏร์...เพื่อพัฒนาประเทศ.....กลับนำไปใช้ผิดทิศทาง......เร่งสร้างวัตถุ....แต่กลับลืมพัฒนาจิตใจมนุษย์......น่าเศร้าใจที่ภาครัฐผู้บริหาร ละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตนในประเด็นนี้....เพราะไม่อาจจัดการที่เป็นระบบ และตอบสนองความต้องการของคนในประเทศ................

..........ปลูกบ้านตามใจผู้อยู่.....ปลูกอู่ตามใจผู้นอน.........แต่...ปัญหานั้น ต้องแก้ไขได้....โดยผู้นำชาติบ้านเมือง.....ที่อาสาเสียสละ....เพื่อพัฒนาชาติ.....และ..จริงหรือที่เราจะหวังได้......เพราะนโยบายถูกกำหนดโดยกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน.............

......การก้าวเดิน....ทีละก้าว.....และการยืนที่มั่นคง.....โดยอยู่บนพื้นฐานของความเป็นคนไทย.....ที่มี...ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์.....อันเป็นเอกราช และอธิปไตยในใจคนไทยทั้งแผ่นดิน...

.....คนไทยไม่เคย...ทิ้งกัน....ยามศึกเรารบ ยามสงบเราพัฒนา....

.....ปัจจุบันคนไทย.....ยามศึกเรารบ....ยามสงบเราทะเลาะ และฆ่ากันเอง....นี่หรือ...คือ ผู้เจริญ....

เรา....ปฏิรูปสิ่งต่างๆ เพื่อให้ได้มาตามใจปรารถนา.....แต่กาลและเวลา ขณะนั้น เหมาะสม หรือไม่....ก็ไม่ใส่ใจ และไม่คำนึง.....เพราะการศึกษา ไม่ยืนบนรากเหง้า และวัฒนธรรมของตนเอง........

ไทย...เมืองพุทธ.....สยามเมืองยิ้ม.....ก็เลย...ค่อยหายไปตามกระแสการเปลี่ยนแปลง

....อยากได้ อยากมี อยากเป็น จึงไม่เห็นใจใคร....อยากพูด อยากว่าอะไร...ใครเสียใจไม่เคยทบทวน.....บ้านเรือนที่เคยอยู่เป็นเป็นสุข....กลับระทมทุกข์....เพราะ เพื่อนเราเผาเรือน....การทะเลาะของคน....นำผลเดือดร้อน....จนฉิบหาย.....

.....คิดดี....พูดดี......ทำดี......สร้างสรรค์....โลกงดงาม......น่าปรารถนา...เป็นที่สุด

....พระพุทธเจ้าสอนว่า....โทษเครื่องเศร้าหมอง (อุปกิเลส) 16 ประการ ที่มนุษย์พึงสังวร(ระลึก) ให้ดี ....อย่าให้มี อย่าให้เกิด...มีแล้วเกิดแล้วให้ระงับ บรรเทาให้เบาบางลงไป

1.อภิชฌาวิสมโลภะ ละโมบโลภอยากได้เพ่งเล็งของผู้อื่น 2.โทสะ ประทุษร้ายหมายให้เขาพินาศ 3.โกรธ เพลิงเร่าร้อนเผาใจตน 4.อุปนาหะ ผูกโกรธอาฆาตเจ็บแค้น 5.มักขะ ลบหลู่คุณท่าน ไม่รู้บุญคุณกตัญญู 6.ปลาสะ ตีเสมอ ยกตนเทียมท่าน 7.อิสสา ริษยา เห็นเขาได้ดีทนดูไม่ได้ 8.มัจฉริยะ ตระหนี่ ขี้เหนียว หวงไว้ไม่เผื่อแผ่ 9.มายา เจ้าเล่ห์ หลอกลวง 10.สาเถยยะ โอ้อวด ขี้โม้ 11.ถัมภะ หัวดื้อ ดื้อดัน ดื้อด้าน ดื้อดึง 12.สารัมภะ แข่งดี ให้อีกฝ่ายตำ่กว่าตน 13.มานะ ถือตัว เก่ง เลิศกว่าเขา 14.อติมานะ ดูหมิ่นคนอื่น ด้อยกว่าตน 15.มทะ มัวเมาลุ่มหลง 16.ปมาทะ ประมาทเลินเล่อ หลงลืม พลั้งเผลอ ผิดพลาด

.....ดุจสนิม เกาะกินเหล้็ก......อุปกิเลส เกาะกินใจ....ให้หมดสภาพความเป็นมนุษย์ในที่สุด (ธรรมปริทรรศน์: พระโสภณคณาภรณ์ (ระแบบ ฐิตญาโณ) สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย 2526,หน้า 206.)

.....เพราะ มนุษย์ คือ สัตว์ประเสริฐ ผู้มีจิตใจสูง.....

...........เป็นมนุษย์ เป็นได้เพราะใจสูง...... เหมือนหนึ่งยูง มีดีที่แววขน.......

...........ถ้าใจต่ำ ก็เป็นได้แต่เพียงคน....... ย่อมเสียที ที่ตนได้เกิดมา..........

...........ใจสะอาด ใจสว่าง ใจสงบ........... ใครมีครบ ควรเรียก มนุสสา.........

...........เพราะพูดถูก ทำถูก ทุกเวลา........ เปรมปรีดา คืนวันสุขสันต์จริง......

......ไม่มีอะไร....ที่มนุษย์ทำไม่ได้........แต่อยู่ที่ว่า......ไม่ได้ทำ.....มากกว่า....???

.....แม่แบบดี......ย่อมหล่อหลอม......ถ่ายทอดได้ไม่หมดสิ้น.....ไร้ตำหนิ....

......ถ้าแม่พิมพ์ดี มีคุณภาพ.....ผลผลิตก็ดีตามแม่พิมพ์.....

ก็สามารถเรียกได้ว่า เราหว่านพืช ย่อมหวังผล....รัฐ ส่งเสริมการศึกษา นักเรียน อนาคตของชาติ ก็ย่อมฉลาด....มีคุณภาพ และรอบรู ......

.......น้ำดี ดินดี ใครเล่า...จะปลูกสิ่งใด...ดูแลด้วยใจ...ก็ได้สิ่งนั้น...ดังใจหวัง.......สมดังตั้งใจ......สาธุ

เนื่องในวันพ่อ 5 ธันวาคม 2551 นี้...... ร้อยดวงใจ แทนคุณแผ่นดิน รู้รักสามัคคี ใช้ชีวิตพอเพียง ตามรอยเท้าพ่อ พระเจ้าแผ่นดิน............

....................ฑีฆายุโก โหตุ มหาราชา......ขอพระองค์ทรงพระเจริญ....ยิ่งยืนนาน

............ปภงฺกโร ภิกฺขุ.......6 ธันวาคม 2551 เวลา 14: 19 น.

สนธยา อนุรักษ์ธนากร
IP: xxx.8.112.152
เขียนเมื่อ Sat Dec 06 2008 19:06:20 GMT+0700 (ICT)

ฝากกราบ นมัสการท่านพระอาจารย์ พระครูสมุห์ชุมพล อินทฺโก ที่เคารพ

สวัสดีค่ะ อาจารย์ดร.กีรติ ยศยิ่งยง ที่เคารพ

จากการฟังบรรยายเมื่อ 3/11/51 ในทรรศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่าทรัพยากรที่สำคัญของโลก

คือมนุษย์ สิ่งที่สำคัญที่สุดในมนุษย์คือ ดวงจิต สิ่งที่สำคัญที่สุดในดวงจิตคือ คุณธรรม แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามหลักพระพุทธศาสนามีหลักอยู่ว่าทรัพยากรที่สำคัญของโลกคือ มนุษย์

สรุปว่า คุณธรรม เป็นรากฐานที่สำคัญของผู้บริหารทุกระดับ

ดังนั้นมนุษย์จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญในฐานะที่เป็นปัจจัยหลักและเครื่องมือที่สำคัญต่อการพัฒนา

ปัจจัยดังกล่าวคือการได้รับการศึกษาของประชาชนพลเมือง ซึ่งหมายถึงการเป็นกำลังของเมืองโดยตรงด้วย

เหตุนี้ได้มีปราชญ์ทางการศึกษากล่าวไว้ในรูปของวจนะประพันธ์ตอนหนึ่งความว่า

พ่อแม่หวังพึ่งพาเจ้า

ครูเล่าหวังให้สร้างชื่อ

ชาติหวังกำลังฝีมือ

เจ้าคือความหวังทั้งมวล

จากวจนะประพันธ์ดังกล่าวได้แสดงความศรัทธาเชื่อมั่นถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากร

มนุษย์ว่ามีความสำคัญเพียงใด

จะอย่างไรก็ตามมีข้อที่น่าสังเกตุบางประการคือถึงแม้นมนุษย์จะเป็นทรัพยากรที่สำคัญเพียงใด

แต่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยตรงนั้นย่อมสำคัญยิ่งกว่า เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว นายคริสต์มัส ฮัมฟรีย์ นักปราชญ์ชาวพุทธแห่งซีกโลกตะวันตกกล่าวยืนยันไว้ในงานทางพระพุทธศาสนา

ของเขาตอนหนึ่งความว่า

Sow a thought reap an act ;

Sow an act reap a habit ;

Sow a habit, reap a character;

Sow a character reap a destiny โดยใจความก็คือ

“ ความคิดก่อให้เกิดการกระทำ

การกระทำก่อเป็นนิสัย

นิสัยหลอมเข้าเป็นอุปนิสัย

อุปนิสัยสร้างวิถีชีวิตของคน ”

Sontaya Anuraktanakorn

E-mail JUK-586@ hotmail.com

Tel. 081-258 4253 ,089-032 5684

หมายเหตุ ข้อมูลนี้เคยส่งมาเมื่อ 8/11/51 เวลา22.25.น แต่มีเหตุขัดข้องจึงส่งมาใหม่

สนธยา อนุรักษ์ธนากร
IP: xxx.8.112.152
เขียนเมื่อ Sat Dec 06 2008 19:14:11 GMT+0700 (ICT)

กราบนมัสการ พระอาจารย์ชุมพล สวัสดีค่ะอาจารย์กีรติ ที่เคารพ

ช่วงนี้ลมหนาวเย็นเข้ามาเยือนทำให้การปรับอุณหภูมิร่างกายบางคนปรับไม่ทันจะเจ็บป่วยง่ายโดย

เฉพาะผู้ที่ทำงานต้องใช้เสียงตลอดเวลารักษาสุขภาพทั่วหน้าค่ะ

ต้นแบบแห่งการเรียนรู้

สังคมปัจจุบันคือสังคมแห่งการเรียนรู้ที่สำคัญเรื่องการเรียนรู้ไม่มีข้อจำกัดเรื่องของวัย แม้แต่การเข้า ถึงสื่อในยุคปัจจุบันก็สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าในอดีตและ ในกรณีเช่นนี้ย่อมปังเกิดผลทั้งในแง่ลบและแง่บวกหมายความว่าสื่อIT เป็นนวัตกรรมการศึกษาที่มีประโยชน์เอนกประการหากเน้นด้านการศึกษามากกว่าการเสพ

หลักคิดโดยทั่วไป พระเทพโสภณ(ประยูร ธมม.จิตโต)อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯได้ให้ข้อสังเกตุที่สำคัญไว้เป็น2นัยคือ นัยแรกต้นแบบในฐานะที่เป็นแม่แบบ แม่แบบดังกล่าวอาจอยู่ในรูปของบุคคลหลัก

การคติธรรม ความเชื่อวัฒนธรรม ประเพณีวิถีชีวิตของสังคม นัยที่สองการประยุกต์แบบการพัฒนาแบบการ

ต่อยอดแบบ เช่นภาษาไทยคือ วัฒนธรรมไทยที่ทรงคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์ที่ถูกต้องไม่ได้หมายว่าจะอนุรักษ์

โดยไม่คำนึงถึงความเปลี่ยนแปลง การอนุรักษ์ที่ถูกต้องก็คือ ต้องมีการพัฒนาดัง เช่นภาษาไทยในยุคพ่อขุนรามคำแหงกับภาษาไทยในยุคปัจจุบันดังนั้นการอนุรักษ์ที่ปฎิเสธการเปลี่ยนแปลงนอกจากจะไม่สามารถทำได้

แล้วอาจไม่สามารถรักษาวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าดังกล่าวไว้ได้เลย ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมต้นแบบแห่งการเรียนรู้

จะต้องเรียนรู้อย่างมีพัฒนาการและสร้างสรรค์ให้ดียิ่งขึ้น วิวัฒนาการต่างๆของศาสตร์ตะวันตกคือ ผลิตผลของต้นแบบแห่งการเรียนรู้หมายความว่า เหตุที่โลกเจริญมาตามลำดับสู่ยุคปัจจุบัน คือความพยายามของ มวลมนุษยชาติที่มีการพัฒนาต้นแบบอย่างมีระบบจึงเป็นเหตุให้ได้พัฒนามาอย่างไม่หยุดหยั้ง ในขณะเดียวกัน

ต้นแบบบุคคลโดยเฉพาะสายการศึกษาที่ศิษย์น้อมรับข้ามาสู่การศึกษาเรียนรู้คือสอนให้รู้ทำให้ดูเป็นอยู่ให้เห็น

จากจุดสังเกตุ3ด้านคือต้นแบบอันพึงปรารถนาของบุคคลทางการศึกษาในทุกระดับแห่งคุณภาพ

สนธยา อนุรักษ์ธนากร

Mail juk-586@hotmail.com

สุญนำ พรรณผัก
IP: xxx.144.160.244
เขียนเมื่อ Sat Dec 06 2008 20:43:45 GMT+0700 (ICT)

วันที่ 1 ธ ค 2551

กราบสวัสดีคะท่าน อ. ดร. กีรติ ยศยิ่งยง เมื่อวันจันทร์ ที่ 1 ธ ค 2551 ท่านอาจารย์ได้กรุณามาให้ความรู้ที่ มมร. ดิฉันรู้สึกว่าดิฉันและเพื่อนๆเป็นผู้โชคดี ที่ได้มาเรียนกับท่านอาจารย์คะเพราะอาจารย์ ไม่ได้สอนเพื่อให้รู้เพียง อย่างเดียว แต่ท่านได้กรุณาสอนให้รู้จักวิธีคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ เรื่องต้นฉบับแห่งการเรียนรู้ และ เรื่อง ครูและบุคคลกรทางการศึกษาว่าทำอะไร ได้อะไรจากการปฏิรูปการศึกษา และ ท่านยังได้ให้ข้อคิดที่ดีมีประโยชน์อีกมากมาย กราบขอบพระคุณอาจารย์อย่างสุงคะ

ต้นฉบับแห่งการเรียนรู้

การเรียนรู้ นั้นมีอยู่ 2 วิธี คือ

1 การเรียนรู้ด้วยตนเอง

2 การเรียนรู้จากการได้รับการสอน

การเรียนรู้ทั้งสองวิธี จำเป็นจะต้องมีต้นแบบ และต้นแบบที่ดี ก็คือครูผู้ให้ความรู้ชึ่งควรมีลักษณะ ดังนี้

มีบุคลิกภาพดี หมายถึง การแต่งกายเหมาะสมกับกาลเทศะ มี กิริยามารยาทงดงาม มีความฉลาดรอบรู้ในศาสตร์ต่างๆ จนสามารถนำมาบูรณาการณ์ ในการถ่ายทอดความรู้ได้อย่างกลมกลืนจนทำให้ผู้ได้รับการถ่ายทอดสามารถเข้าใจ และจดจำ ซึ่งทำให้การเรียนรู้นั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้ที่เป็นครูจึงจำเป็นจะต้องพัฒนาตนในทุกด้านอยู่เสมอ เพื่อให้ทันโลกทันเหตุการณ์

ครูและบุคลากรทางการศึกษา ทำอะไรในการปฏิรูปการศึกษา

เป้าหมายที่สำคัญ ในการปฏิรูปการศึกษาคือ มุ่งเน้นให้เยาวชนไทยทุกคนเป็นคนเก่ง ดี มีความสุข เพื่อเป็นกำลังของชาติในอนาคต ดังนั้นครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนจึงมีหน้าที่ สร้างเยาวชนไทยทุกคนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามเป้าหมาย และการที่จะสำเร็จได้ตามเป้าหมายนั้น ครูและบุคลากรทางการศึกษาจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาปรับเปลี่ยนปัจจัยต่างๆในองค์กรให้เหมาะสม กับการเรียนรู้ของเยาวชนไทย โดยต้องสร้างพวกเขาให้เป็นมนุษย์ที่สมบรูณ์ ทั้งทางร่างกายจิตใจและสติปัญญา อีกทั้งยังมีคุณธรรมจริยธรรมในการดำเนินชีวิตในอนาคต

ครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้อะไรจากการปฏิรูปการศึกษา

จากเป้าหมายของ การปฏิรูปการศึกษา มีผลทำให้ครู และบุคลากรทางการศึกษา ต้องพัฒนาตนเองเพื่อให้มี

ประสิทธิภาพในการเรียนการสอนและเพื่อให้เป็นขวัญและกำลังใจในการพัฒนาตนเองรัฐบาลจึงได้ออกกฎหมาย

ในการให้บุคลากรทางการศึกษา ได้รับเงินตอบแทนในรูปของเงิน ”วิทยฐานะ” นอกจากนี้ถ้าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีผลงานดีเด่น หรือผู้ที่ได้รับการยกย่องชิดชูเกียรติ เช่น ครูแห่งชาติ ก็จะได้รับเงินตอบแทนที่เรียกว่า “เงินวิทยพัฒน์” ซึ่งทำให้ครูมีการเปลียนแปลงในวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

Phra Dihan Thanavaro
IP: xxx.200.255.161
เขียนเมื่อ Sat Dec 06 2008 23:52:27 GMT+0700 (ICT)

สรุปความสำคัญของคำว่า “ต้นแบบ” ว่ามี 2 นัย

นัยแรกคือต้นแบบในฐานะเป็นแม่แบบ เพื่อให้ผู้ดูแบบได้เอาอย่าง ศึกษาตามพฤติกรรมต้นแบบ แล้วทำตามแบบ เลียนแบบ ต่อมาก็อาจ ประยุกต์แบบ

นัยที่สองคือ ต้นแบบในฐานะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการใฝ่รู้ใฝ่เรียน เป็นกำลังใจแก่ผู้ดูแล กระตุ้นให้ผู้ดูแบบสร้างสรรสิ่งดีงาม ต้นแบบตามนัยนี้อาจไม่ต้องมีการถ่ายทอดจากต้นแบบสู่ผู้ดูแบบ ไม่ต้องสอนกันตรง ๆ เพียงแค่ผู้ดูแบบ....ได้เห็น... ได้รับฟังต่อ ๆ กันมาได้รับรู้ก็เกิดความปลื้มปีติ ศรัทธาเชื่อมั่น เป็นขวัญกำลังใจ แม้ไม่รู้จัก แม้เพียงแค่มอง ผู้ดูแบบก็ได้อานิสงส์มากมาย “แค่อยู่ให้เห็นก็เป็นแรงบันดาลใจมหาศาล”

การศึกษาถ้าไม่มีแบบอย่างที่ดีเป็นไปไม่ได้ การศึกษาเป็นระบบกัลยาณมิตร เป็นพรหมจรรย์ การมีต้นแบบที่ดีย่อมเป็นกำลังใจ ครูควรต้องเป็นแบบอย่างที่ดีชี้นำทางสว่างแก่ศิษย์ ต้นแบบแห่งการเรียนรู้มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ ต้นแบบสอนให้รู้ ต้นแบบทำให้ดู และต้นแบบอยู่ให้เห็น หากครูเป็นต้นแบบที่ดี เป็นกัลยาณมิตรของศิษย์และเพื่อนครู ก็ย่อมจะเกิดผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ เกิดครูดี ศิษย์ดีต่อเนื่องขยายวงต่อ ๆ กันไป “ผู้ที่มีวิญญาณแห่งต้นแบบการเรียนรู้ ย่อมจะไปเหน็ดเหนื่อยในการถ่ายทอด”

จุดเริ่มต้นของการเกิดแรงบันดาลใจในชีวิตผู้ดูแบบ คือการ ได้รู้ ได้ดู ได้เห็นต้นแบบ เกิดศรัทธาต่อต้นแบบ เกิดแรงบันดาลใจให้ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน เลียนแบบของต้นแบบ หากเราเผยแพร่ตัวแบบที่ไม่เหมาะสมต้นแบบชองการกระทำในอบายมุข ต้นแบบของการฉ้อราษฎร์ ต้นแบบของการหยาบคายในกิริยาและวาจา ต้นแบบของการประจบสอพลอ ฯลฯ สังคมจะดูต้นแบบที่น่าชื่นใจเป็นแรงบันดาลใจให้สร้างคุณภาพดีแก่เยาวชน แก่ประเทศชาติจากที่ไหน

นางสาวยุพิน แซ่เฮี๊ยบ
IP: xxx.9.144.26
เขียนเมื่อ Sun Dec 07 2008 14:27:58 GMT+0700 (ICT)

กราบนมัสการ พระครูสมุห์ชุมพล อินทฺโก

สวัสดี อ.ดร.กีรติ ยศยิ่งยง

การเรียนกับอาจารย์ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 (1 ธันวาคม 2551)

การเรียนในครั้งนี้ยังคงความรู้คู่ความตื่นเต้นเหมือนเดิมเริ่มจาก

ต้นแบบคืออะไร

"สมเด็จย่า"ถือว่าเป็นต้นแบบที่ทรงคุณค่ามหาศาลเพราะเป็นแบบอย่างให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่สถิตในดวงใจของปวงชนชาวไทย

ต้นแบบมี 2 ลักษณะคือ 1.ต้นแบบในฐานะเป็นแม่แบบเมื่อผู้ศึกษาแล้วสามารถทำตาม จนสามารถนำแบบไปประยุกต์ใช้ 2.ต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการถ่ายทอดโดยไม่ต้องสอนเพียงแค่เห็นก็เกิดศรัทธา เชื่อมั่นและปฏิบัติตาม (ครูจะเป็นแบบไหน)

ในการศึกษาต้องมีแบบอย่างที่ดีซึ่งมีลักษณะสำคัญ3ประการคือ ต้นแบบสอนให้รู้-ต้นแบบทำให้ดู-ต้นแบบอยู่ให้เห็น และผู้ที่เป็นต้นแบบแห่งการเรียนรู้ก็คือผู้ที่ถูกเรียกว่าคุณครู

ครูคือต้นแบบที่เด็กอยากเรียนรู้ เมื่อนักเรียนเห็นสิ่งที่ดีจากครูจะได้เรียนรู้และในที่สุดก็จะนำไปสร้างสังคมที่พัฒนาประเทศชาติต่อไป และหัวใจของต้นแบบก็คือต้องยอมเหนื่อย โดยไม่เหนื่อยต่อการถ่ายทอด สอน เผยแพร่ด้วยวิญญาณแห่งต้นแบบ และต้นแบบที่ยิ่งใหญ่สำหรับครูทั้งประเทศ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชพระองค์เปรียบเสมือน"ครูของแผ่นดิน"

แนวคืดการพัฒนาอาชีพครู

ครูคือผู้ที่เป็นแบบอย่างที่ดี ดังนั้น การที่จะหาผู้ที่มาทำหน้าที่ครูควรมีมาตรฐานเหมาะสมกับคำว่าครู

1.มีมาตรฐานการให้การศึกษา อบรมกับครู

2.มีหน่วยงานตรวจสอบ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน

3.มีการควบคุมการศึกษา ด้านฝึกหัดครูอย่างจริงจัง

4.ผู้ที่จะเป็นครูต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติมาตรฐาน

5.มีการพัฒนาครูเป็นประจำ

6.ตอบแทนความดีความชอบครูที่มีผลงานดีเด่น

7.กำหนดเงินเดือนครูที่เริ่มต้นสูง

8.ให้สถานศึกษาบริหารงานภายใต้การกำกับดูแลของกรรมการโรงเรียนที่มีประชาชนร่วมเป็นกรรมการ

9.มีระบบประเมินผู้ไม่เหมาะสม

ครูและบุคลากรทางการศึกษาทำอะไรได้อะไรจากการปฏิรูปการศึกษา

มนุษย์ไม่สามารถตัดการศึกษาออกจากชีวิตได้ การศึกษาจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนามนุษย์ ในการปฏิรูปการศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาจึงมีส่วนเป็นอย่างยิ่ง เพราะในการปฏิรูปการศึกษาจุดมุ่งหมายคือต้องการให้เด็กและเยาวชนไทยเป็นคนเก่ง คนดีและมีความสุขเพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต

ดังนั้นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของการพัฒนามนุษย์ให้สมบูรณ์ที่สุดก็คือการปรับเปลี่ยนบทบาทของครู

1.เปลี่ยนความคิดจาก Teacher-Teaching มาเป็น Learner-Learning,Project-based Learning,Activity-based Learning

2.ครูออกแบบการสอนเป็นมาตรฐานสากล

ปฏิรูปการทำงานของครูให้มีความเป็นมืออาชีพแสวงหาคนเก่ง ดี และส่งเสริมให้คงอยู่ จัดเครื่องมืออุปกรณ์ให้เสมอภาค สร้างวัฒนธรรมให้มีคุณภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้ หลังการปฏิรูปการศึกษาก็จะได้ครูที่มีวิธีคิด มีระบบแบบแผน ตรวจสอบได้ว่าการจัดการศึกษามีคุณภาพ โดยใช้กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องยั่งยืน

พระมหาประเสริฐ นรินฺโท
IP: xxx.121.1.193
เขียนเมื่อ Sun Dec 07 2008 19:20:26 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร อ.กีรติ ยศยิ่งยง

ครั้งที่เรียนเป็นครั้งที่ 5 แล้ว แต่วันนี้อาตมาขอลาไปงานศพโยมแม่ ที่ต่างจังหวัด จึงไม่ได้เข้ามาเรียนในคาบที่ แต่ก็ศึกษาจาก sheet และข้อบทสรุปของเพื่อน ๆ

สรุปว่า วันนี้เรียนเกี่ยวกับต้นแบบ ซึ่งประเด็นหลักของต้นแบบ คือ ครู ต้องเป็นต้นแบบ แก่นักเรียน ถ้าต้นแบบดี นักเรียนก็จะดีและปฏิบัติตามที่ครูได้กระทำ เช่น การพูดจา การแต่งตัว เป็นต้น

ซึ่ง ต้นแบบนั้น มี 2 ลักษณะคือ

1.ต้นแบบในฐานะเป็นแม่แบบ คือ เป็นแม่พิมพ์ของชาติ หรือแม่พิมพ์ให้นักเรียนได้ปฏิบัติตาม

2.ต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจ คือแค่เห็น เช่น ลักษณะการพูดจา การแต่งตัวของครู ถึงไม่บอกนักเรียน แต่นักเรียนเห็นแล้วรู้สึกดี และดูแล้วว่าการพูดจาที่ไพเราะ และการแต่งตัวดีให้เรียบร้อย ทำให้ดูสง่ามีราศรี นักเรียนก็จะทำตามโดยที่อาจารย์ไม่ต้องสั่งสอนเลย

ส่วนประเด็นที่ 2 คือ ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อะไรจากการปฏิรูปการศึกษา

ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งทางด้านกายภาพและด้านจิตใจ คือการเรียนรูปแบบการสอน จากที่อาจารย์เป็นผู้สอน ป้อนข้อมูลให้ เปลี่ยนมาเป็นสอนโดยนักเรียนเอานักเรียนเป็นศูนย์กลาง หลักการเรียนการสอนเปลี่ยนไป มีเทคโนโลยีสมัยเข้ามาร่วมในการเรียนการสอน สื่อต่าง ๆ มากมาย อาจารย์ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น และผู้ปกครองก็ไว้วางใจ ในสถาบันการศึกษา (โรงเรียน) มากขึ้น และครูอาจารย์ได้อบรม ให้มีความรู้เพิ่มเต็มจากที่ไม่รู้ให้รู้ และนำแนวที่ได้พัฒนามานั้น มาพัฒนาการสอน เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ในยุคสมัยปัจจุบันที่มีแต่ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และรวดเร็ว

นายอธิป อัศวพิริยานนท์
IP: xxx.24.150.111
เขียนเมื่อ Sun Dec 07 2008 21:07:13 GMT+0700 (ICT)

ในครั้งที่ 4 วันที่ 24 พ.ย. 51 ไม่ได้ไป้รียนเนื่องจากแม่ไม่ให้ไปเพราะกลัวเกี่ยวกับเรื่องพันธมิตร และการปฏิวัติและผมก็กลัวด้วยถึงแม้จะทราบว่ามีเรียนแต่ก็ไม่ไปจึงขอส่งงานย้อนหลังที่ได้ถามจากเพื่อนๆต่างวัย

ในวันนั้นได้มีการพูดถึงบทความ2อันได้แก่ "มาตรฐานกับคุณภาพ ของบุคลากรทางการศึกษาในบทความได้พูดถึง"และ "คนคุณภาพ คือ คุณภาพทางการศึกษา" ในบทความแรก ได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องของคุณภาพของ ครู หรึอบุคลากรทางการศึกษา โดย บทความได้กล่าวถึง แนวคิดของการเรียนในปัจจุบันว่าเน้นที่ผู้เรียนเป็นจุดศูนย์กลาง และครูเป็นผู้แนะนำ ผู้เรียนได้คำแนะนำไปในทางใดและดีแค่ไหนเป็นตัวสะท้อนคุณภาพของครูหรือบุคลกรทางการศึกษาว่ามีคุณภาพแค่ไหน โดยผู้เขียนบทความได้ให้ข้อเสนอแนะแนวคิดเรื่องมาตรฐานทางการศึกษาไว้2ประเด็นหลักๆคือ 1. อะไรคือมาตรฐานของบุคลากรทางการศึกษา โดยทั่วไปเข้าใจว่า มาตรฐานของครูคือคุณสมบัติของครูเพียงอย่างเดียวแต่ในบทความเห็นว่าการมองเช่นนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านโดยได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ว่ามาตรฐานทางการศึกษาจะต้องประกอบด้วย2ประการคือ 1.มาตรฐานเบื้องต้น ได้แก่ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ทางการศึกษา 2.คือมาตรฐานเฉพาะซึ่งได้แก่ความสามารถทางการศึกษาในด้านการสอน ส่วนประเด็นที่ 2. คือคุณภาพของบุคลากรทางการศึกษาที่ต้องการคืออะไร ซึ่งสถานศึกษาหลายๆแห่งละเลยในเรื่องคุณภาพทั้งที่มีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพอยู่แล้วแต่ไม่ได้ใส่ใจ และเข้าใจผิดในเรื่องของคุณภาพเช่น การมองว่าคุณภถาพที่ดีอนู่ที่ ปริมาณผู้เรียน ปริมาณผู้ที่สำเร็จการศึกษา แต่ต้องกลับมาพิจารณาว่าผู้ที่สำเร็จการศึกษามีคุณภาพแค่ไหน และผู้เขียนได้ให้ข้อเสนอแนะไว้2ประการคือ คุณภาพเบื้องต้น ได้แก่ ในด้านการพัฒนาในการสอน ด้านการใฝ่หาความรู้ และประการที่สอง คือ คุณภาพเฉพาะในการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากมีบุคลากรทางการศึกษามากมายที่มีความรู้แต่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ทำให้คุณภาพทางการศึกษาลดต่ำลงไป และผมมีความเห็นว่าในเรื่องนี้ผู้เขียนพูดได้อย่างมีเหตุผล การคัดเลือกบุคลากรส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความรู้หรือคุณสมบัติพื้นฐาน แต่ที่ถูกต้องการคัดเลือกครูไม่ใช่นักวิชาการควรจะเน้นที่การถ่ายทอดความรู้ถึงแม้ความรู้อาจจะสู้นักวิชาการไม่ได้แต่ถ้าถ่ายทอดให้ผู้เรียนได้ทั้งหมด ย่อมดีกว่าให้นักวิชาการมาสอน คือ คุณภาพของครูควรจะดูที่ลักษณะพิเศษหรือการถ่ายทอดความรู้เป็นสำคัญ

ในบทความที่สองเรื่อง"คนคุณภาพ คือ คุณภาพการศึกษา"ในบทความได้พูดถึง คุณภาพของสถาบันหรือองค์กรต่างๆล้วนอยู่ที่คุณภาพของบุคลากรหรือบุคคล การศึกษาก็เช่นเดียวกัน โดยทั่วไปจะไม่เข้าใจว่าคุณภาพคืออะไรแต่ผู้เขียนได้อธิบายคุณภาพของคนที่มีคุณภาพไว้ในลักษณะของการบูรณาการของคนเก่งและคนดี โดยเรียกว่านิสัยแห่งคุณภาพ โดยผู้เขียนได้พูดไว้ 2 ประการคือ

1.รักความสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งร่างกายและจิตใจ และการปฏิบัติงาน

2.ปรับปรุงตนเองอย่างต่อเนื่อง มีนิสัยหรือการทำงานไม่ดีก็รู้จักปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

3.ทำงานเป็นทีม ต้องทำงานร่วมกับคนอื่นอย่างเป็นระบบ กำหนดและปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง

4.มุ่งเน้นกระบวนการ ให้ความสำคัญกับสาระ และกระบวนการในการทำงาน

5.ศึกษาและฝึกอบรมอยู่เสมอ ฝึกนิสัยเป็นคนที่ใฝ่รู้ เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา แสวงหาความรู้ใหม่ๆ เพิ่มทักษะ

6.สร้างความเชื่อมั่นเพื่อประกันคุณภาพ ฝึกการทำงานอย่างเป็นระบบ จะทำอะไรต้องเป็นไปตามขั้นตอน และชัดเจน

7.เปิดใจตัวเองให้กว้าง ไม่ปิดกั้นความคิดคนอื่น และฝึกให้มีจิตสาธารณะ(เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม)

8.ทำให้ถูกตั้งแต่เริ่มต้น ให้ทำให้ถูกต้องทุกครั้ง คือ ทำให้ถูกต้องตลอดตั้งแต่แรก หากเริ่มด้วยสิ่งผิด สิ่งที่ถูกต่อๆไปก็จะถูกไม่จริง และจะเกิดปัญหา

ทั้งหมดนี้คือความที่สรุปได้จากบทความที่เพื่อนๆได้อ่านพร้อม อ. ในชั่วโมง แต่ผมฟังจากเพื่อนๆภายหลังและอ่านเพิ่มเติมนิดหน่อยครับ

อธิป อัศวพิริยานนท์
IP: xxx.24.150.111
เขียนเมื่อ Sun Dec 07 2008 23:40:26 GMT+0700 (ICT)

ในครั้งที่ 5 อ.กีรติได้ให้วิพากษ์เกี่ยกวับบทความเรื่อง"ต้นแบบแห่งการเรียนรู้"

ในบทความได้กล่าวถึงต้นแบบ 2 ลักษณะ คือ ต้นแบบในฐานะแม่แบบ คือการเลียนแบบและเอาบางส่วนมาปฏิบัติตาม เช่น ต้นแบบของการศึกษาคือ ครู เมื่อนักเรียนเห็นความประพฤติและการแสดงออกของครู นักเรียนก็จะเอามาปฏิบัติตาม ลักษณะที่สอง คือ ต้นแบบในฐานะที่เป็นต้นแบบ คือ การถอดเอาแบบ สิ่งที่เป็นลักษณะของคนๆนั้นมา เกิดจากแรงบัดาลใจ การจะเป็นต้นแบบ ต้องทำงานหนักเพื่อที่จะรักษาแบบ นั้นๆไว้ เกิดจากการสังเกต ดู แล้วทำตามลักาณะการกระทำของครู

ในบทความเรื่องที่สองที่พูดถึงก็คือ "ครู และ บุคลากรทางการศึกษาทำอะไรได้อะไรจากการปฏิรูปการศึกษา โดยสรุปและที่วิพากษ์ในห้อง คือการวิเคราะห์ว่า ก่อนและหลังการปฏิรูปการศึกษา คือการเปลี่ยนวิธีคิดในการบริหารจัดการศึกษา จากศูนย์กลางอยู่ที่ครูไปสู่นักเรียน ขั้นตอนในการบริหารก็มีการลดขั้นตอนทางระเบียบ และเพิ่มการดูแลนักเรียน ครูไม่ใช่แค่ผู้ที่มีความรู้ทางด้านต่างๆ แต่ครูจะต้องเป็นผู้ที่จบจากวิชาชีพครู เพื่อที่จะได้มีความสามารถในการถ่ายทอดและมีการปฏิบัติให้สมกับการเป็นครูหรือแบบอย่างที่ดี ในส่วนของหลักสูตร มีการเปลี่ยนแปลงโดยเสริมวิชาในท้องถิ่นหรือตามความถนัดพิเศษตามโรงเรียนโดยมีคนจากส่วนกลางมาตรวจสอบคุณภาพ ทำให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่มากขึ้น ระบบระเบียบขั้นตอนในการบริหารและการสอน มีแบบแผนมากขึ้น อกีทั้งยังมีการตรวจสอบคุณภาพในการจัดการศึกษา ทำให้ครูต้องทำงานหนักขึ้นจากเดิมเพราะต้องเอาใขใส่ดูแลนักเรียนมากขึ้น มีการสอนที่หนักขึ้น นอกเหนือจากวิชาการยังต้องอบรมนักเรียนอีกทั้งระบบการสอนยังเปลี่ยนแปลงไป ต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้นทำให้ต้องเกิดการเรียนรู้ใหม่ๆ แต่สิ่งที่ได้นั้นนับว่าคุ้สค่าเพราะจะได้คนที่มีทั้งความสามารถและความประพฤติที่เหมาะสม เพราะได้รับการดูแลมาอย่างดี อีกทั้งยังมีความทันสมัยต่อเทคโนโลยีและความเจริญที่พัฒนาขึ้น แต่ก็ไม่ละทิ้งเอกลักษณ์หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในพื้นที่ของตน คือเป็นคนที่ทันสมัยและกลมกลืนกับสังคม ด้วยการเรียนวิธีนี้หรือแนวการศึกษาใหม่การพัฒนาของครูและนักเรียนจะควบคู่กันไปไม่ใช่นักเรียนฝ่ายเดียวที่จะรู้เพิ่มแต่ครูเองก็ต้องพัฒนาตนให้มากกว่านักเรียนเพื่อที่จะอบรมสั่งสอนได้

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ได้ในห้องจากการเรียนครั้งที่ 5

นาง วิมล เสนา
IP: xxx.91.225.210
เขียนเมื่อ Tue Dec 09 2008 10:44:34 GMT+0700 (ICT)

ครั้งที่ 6

ความน่ารักความน่าจะเป็นของครูอาชีพที่ไม่ใช่อาชีพครู จัดนำพาเชิญวิทยากรจากนอกมาบรรยายให้นักศึกษาฟัง และการฟังบรรยายนั้นก็เกินคุ้มกว่าที่นักศึกษาจะได้กับเวลาที่มาในครั้งนี้

เริ่มด้วยการเกริ่นและแนะเอกสารประกอบ และแนะนำวิทยากร อาจารย์สุชาติผู้อยู่สุข

พูดเรื่องกฎหมายแรงงาน

ความหมายของคำว่าลูกจ้าง ตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 5 บัญญัติว่าลูกจ้างคือผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ.2518 มาตรา5 ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทนพ.ศ.2537 และพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ.2533 มาตรา 5 บัญญัติว่าลูกจ้างหมายว่า ผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างๆไรแต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้านมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย

ลูกจ้างทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างทดลองงาน ลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างที่มีกำหนดเวลา การจ้างไว้แน่นอน ทั้งระยะสั้น ระยะยาว ลูกจ้างที่ทำงานไม่เต็มเวลา ( Part Time )ลูกจ้างสัญญาจ้าง พิเศษ และรวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงาน เกี่ยวกับงานบ้านด้วยกรณีที่ถือเป็นลูกจ้าง

คำพิพากษาฎีกาที่ 51/2537 โจทย์เป็นช่างตัดผมชายใช่สถานที่ของจำเลยเปิดบริการแก่ลูกค้าจำเลยเป็นผู้จัดหาสถานที่ โต้ะ เก้าอี้ และของใช้ต่างๆ ส่วนโจทย์มีกรรไกร ปัตตาเลี่ยน เครื่องมือ ใช้เช็ดหู รายได้จากการแต่งผมชาย โจทย์ และจำเลยแบ่งคนละครึ่งโดยจำเลยจ่ายส่วนแบ่งให้โจทก์ภายในวันที่ 1 และวันที่ 16 ของทุกเดือน มีการตกลงข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่าโจทย์จะต้องตอกบัตรลงเวลาทำงานหรือมาสายในวันใด โจทย์จะต้องถูกหักค่าจ้าง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จำเลยกำหนดเวลาทำงานและตรวจสอบการทำงานของโจทก์กับมีอำนาจหักรายได้ของโจทก์ในกรณีที่โจทก์ขาดงานหรือมาทำงานสายถือว่าโจทก์ทำงานให้แก่จำเลยเพื่อรับค่าจ้างในการคำนวณตามผลงานที่โจทก์ทำได้ โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของจำเลย

อาจารย์ว่าหลายเรื่องมาก ค่าตอบแทนการทำงาน เงินประกันการทำงาน การขอลาหยุดพักผ่อนของลูกจ้าง การลากิจ การลาป่วย การลาคลอด การทำงานล่วงเวลา การทำงานในวันหยุด การย้ายสถานประกอบการ การเลิกจ้างลูกจ้าง ทั้งหมดนี้ อาจารย์ อธิบายกระจ่างจนทุกคนมีการโต้ตอบและเสริมคำถามที่ทำให้เพื่อนพลอยเข้าใจปัญหาของกฎหมายไปด้วย ต้องตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

สรุป ความรู้ที่ได้นี้ ก็สามารถทำให้ทุกคนมีความรู้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ไม่รู้เกี่ยวกับกฎหมายเลยได้กระจ่างขึ้นมากทีเดียว ข้าพเจ้าขอขอบคุณท่านอาจารย์ทุกท่านที่ทุ่มเทเพื่อความรู้ของพวกเรา

สนธยา อนุรักษ์ธนากร
IP: xxx.8.93.171
เขียนเมื่อ Thu Dec 11 2008 11:54:11 GMT+0700 (ICT)

กราบนมัสการ พระอาจารย์ชุมพลที่เคารพ

สวัสดีค่ะเรียน อาจารย์กีรติที่เคารพ

วิเคราะห์กฎหมายกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ทางการศึกษา

ผู้เขียนได้ฟังวิทยากรบรรยายในชั่วโมงกฎหมายกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์บุคลากรทางการศึกษา สาระตอนหนึ่งได้กล่าวถึงสิทธิของลูกจ้างที่ควรทราบและได้รับแจกข้อมูลเป็นเอกสารทำให้ผู้

เขียนเกิดข้อคิดว่าการที่มองกฎหมายและเข้าใจกฎหมายจะต้องมองกฎหมายในสภาพที่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง การมองอย่างภาพนิ่งจึงมองเห็นภาพของกฎหมายเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ดังนั้นควรเข้าใจ

และมองว่า การเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการของกฎหมายจะไปพร้อมกับวิวัฒนาการของสังคม

ฉะนั้นเมื่อมีสังคมก็จะมี จารีตประเพณี ศีลธรรม กฎหมายที่บัญญัติขึ้น ความยุติธรรมอยู่ที่สำนึกของคน ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับศีลธรรมนั้นมีลักษณะที่เกี่ยวพันกันจนแยกไม่ออก ตลอดเวลาระหว่างที่กฎหมายเจริญพัฒนาขึ้นตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ความคิดทางศีลธรรม ความเป็นธรรมได้เข้ามาปรุงแต่งกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เราจะพบว่ามีความพยายามที่จะทำประมวลกฎหมาย หรือบัญญัติกฎหมาย

ให้เป็นระบบคลอบคลุมปัญหาต่างๆมากที่สุด ในลักษณะมีความแน่นอนชัดเจนและเปิดช่องให้หลักศีลธรรม

ความยุติธรรมเข้ามาปรุงแต่งกฎหมายให้ยืดหยุ่นได้ตามสมควร การทำประมวลกฎหมายในลักษณะเช่นนี้

เปิดโอกาสให้นักนิติศาสตร์ชักนำศีลธรรมเข้ามาสัมผัสกับกฎหมายได้นั่นเอง หลักข้อนี้คือการใช้กฎหมายที่มีบัญญัติให้นำหลักศีลธรรมมาใช้การตีความกฎหมาย โดยออกมาในรูปกฎหมายมหาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นกฎหมายเทคนิค เป็นปรากฏการณ์ที่แพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน

การคลี่คลายของกฎหมาย

1.ในยุคแรกกฎหมายกับศีลธรรมมีลักษณะซ้อนกันจนเป็นสิ่งเดียวกัน

2. ต่อมาเมื่อสังคมเจริญขึ้นก็ค่อยๆ มีการปฏิบัติบางอย่างที่กระทำต่อๆ มาจนยอมรับนับถือเรียกว่าจารีตประเพณีบางส่วนเกิดจากปฏิบัติตามหลักศีลธรรมติดต่อกันมานานบางส่วนเกิดจากเหตุบังเอิญหรือจากการตกลงกันทำให้กฎหมายมีลักษณะแตกต่างไปจากศีลธรรม

3. เมื่อเกิดรัฐสมัยใหม่ เกิดความจำเป็นที่จะต้องบัญญัติกฎเกณฑ์เพื่อสนองความต้องการทาง “ เทคนิค”

บางประการไม่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมและจารีตประเพณีทำให้บางส่วนของกฎหมายต่างออกไปและยิ่งมีการนิติบัญญัติมากขึ้นเท่าใดส่วนต่างนี้ก็ขยายกว้างมากขึ้นเท่านั้น

4. ภายใต้ความคิดแบบPoitivism & Constructivism ที่เชื่อว่ากฎหมายเป็นสิ่งที่มนุษย์

กำหนดขึ้น ทำให้บางคนเข้าใจเลยไปว่ามนุษย์จะกำหนดบัญญัติกฎหมายอย่างไรก็ได้ทำให้ส่วนแตกต่างขยายกว้างมากขึ้นและไม่ใคร่ครวญให้ดีอาจหลงมองเห็นแต่ส่วนแตกต่างจนเข้าใจว่ากฎหมายกับศีลธรรมเป็นคนละเรื่อง ทำให้เกิดความเชื่อวิปริตไปว่า กฎหมายเป็นเครื่องมือในการปกครองของฝ่ายปกครองเป็นคำบงการของผู้คุมอำนาจรัฐที่จะทำอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจไม่เกี่ยวกับศีลธรรมเป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง

ในปัจจุบันไม่อาจกล่าวได้ว่ากฎหมายเป็นเรื่องเดียวกันกับศีลธรรม แต่ก็สามารถกล่าวได้อย่าง

มั่นใจว่า แม้กฎหมายจะมีความแตกต่างจากศีลธรรม แต่กฎหมายก็มีความสัมพันธ์กับศีลธรรมอย่างแยกกันไม่ออกและมีอิทธิพลถึงกันตลอดมา

นางสาวสิริวิมล ศาลาจันทร์
IP: xxx.24.35.184
เขียนเมื่อ Fri Dec 12 2008 22:52:10 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ อาจารย์กีรติ ที่เคารพ

    สำหรับการเรียนครั้งที่ ๖ ในวันจันทร์ ที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๑ นี้ ได้เรียนรู้เรื่อง "กฎหมายกับการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา" ซึ่งมี อาจารย์สุชาติ ผู้อยู่สุข เป็นอาจารย์พิเศษมาบรรยายโดยเน้นเรื่องเกี่ยวกับ กฎหมายแรงงาน ทำให้ได้รับสาระ ความรู้มากมาย รู้สึกว่าเรียนสนุกมากค่ะ และยังได้ความคิดว่ากฎหมายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราควรศึกษาหาความรู้ไว้ เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มพูนความรู้รอบตัว ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการป้องกันและรักษาสิทธิประโยชน์ของตัวเราเองได้ด้วย

     ในส่วนของการพัฒนาทรัพยากรบุคคลทางการศึกษานั้น นอกจากจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาฝีมือแล้ว การพัฒนาเรื่องระเบียบ วินัยก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นการเรียนรู้และทำความเข้าใจในบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรบุคคลจึงมีความสำคัญมากเช่นกัน โดยกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑, พรบ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๘ และ พรบ.เงินทดแทน พ.ศ.๒๕๓๗ เป็นต้น

     สำหรับสาระสำคัญที่ได้เรียนรู้ในด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ "ลูกจ้าง" ในวันนี้มีหลายประเด็นด้วยกัน ได้แก่

    (๑) นิยามและลักษณะของคำว่า "ลูกจ้าง

     (๒) กฎหมายที่ว่าด้วยค่าตอบแทนของการทำงาน

     (๓) กฎหมายที่ว่าด้วยเงินประกันการทำงาน

     (๔) กฎหมายที่ว่าด้วยการขอลาหยุดพักผ่อนของลูกจ้าง

     (๕) กฎหมายที่ว่าด้วยการลากิจของลูกจ้าง

     (๖) กฎหมายที่ว่าด้วยการลาป่วยของลูกจ้าง 

     (๗) กฎหมายที่ว่าด้วยการลาคลอดบุตร

     (๘) กฎหมายที่ว่าด้วยการทำงานล่วงเวลา

     (๙) กฎหมายที่ว่าด้วยการทำงานในวันหยุด

     (๑๐) กฎหมายที่ว่าด้วยการย้ายสถานประกอบกิจการ

     (๑๑) กฎหมายที่ว่าด้วยการเลิกจ้างลูกจ้าง

     (๑๒) กฎหมายที่ว่าด้วยดอกเบี้ยเงินเพิ่ม

     ซึ่งรายละเอียดของแต่ละประเด็น มีค่อนข้างมาก (อาจารย์ได้ให้เอกสารประกอบไว้แล้ว จึงไม่ขอหยิบยกมาสรุปซ้ำอีกในที่นี้)

     จากการที่ได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับกฏหมายแรงงานในวันนี้ทำให้ตระหนักได้ว่า เราในฐานะเป็นทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา ควรศึกษาหาความรู้ ทำความเข้าใจในเรื่องนี้ไว้ด้วย เพราะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเป็นอย่างมาก โดยกฎหมายแรงงานนี้เป็นกฎหมายที่รัฐ บัญญัติออกมาเพื่อให้สอดคล้องและเกิดความเป็นธรรมต่อ นายจ้างและลูกจ้าง เพราะในปัจจุบันปัญหาด้านการบริหารการศึกษานั้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องวิชาการ หรือการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างเดียว แต่เรื่องระเบียบ วินัยในระบบบริหารก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้บริหารและพนักงานในองค์กรควรให้ความสำคัญ สถานศึกษาก็เช่นเดียวกันน่าจะจัดอบรมเรื่องกฎหมายให้แก่บุคคลากรในองค์กรได้ทราบเรื่องราวเหล่านี้เพื่อปกป้อง รักษา และพัฒนาสิทธิอันชอบธรรมของตนเองและผู้อื่นด้วย  เรียกได้ว่าการให้ความรู้เรื่องกฎหมายแก่บุคลากรในองค์กรการศึกษานั้นๆ เป็นการพัฒนาศักยภาพ ความรู้ ความสามารถและ อาจเป็นการสร้างแรงจูงใจทางอ้อมให้แก่บุคลากร ให้รู้จักวางแผน อยู่ในกฏระเบียบและมีความกระตือรือร้นในการปฏิบัติงานมากขึ้นได้ด้วย

 

สุบุญนำ พรรณผัก
IP: xxx.24.139.158
เขียนเมื่อ Sat Dec 13 2008 22:16:06 GMT+0700 (ICT)

นมัสการ พระอาจารย์ชุมพล ที่เคารพ

และสวัสดีค่ะ ท่านอาจารย์กีรติ ที่เคารพ

สรุป การเรียนในวันจันทร์ ที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๑

จากที่ได้เข้าเรียนในครั้งที่ ๖ นี้ ได้เรียนรู้เรื่อง "กฎหมายกับการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา" โดยมีท่านอาจารย์สุชาติ ผู้อยู่สุข อาจารย์พิเศษ ได้ให้เกียรติ์มาบรรยาย ในเรื่องเกี่ยวกับ กฎหมายแรงงาน

ซึ่งจากการได้ฟังการบรรยายในครั้งนี้ ดิฉันได้รับความรู้ในส่วนของกฏหมายแรงงานอย่างเต็มที่ และมีความเข้าใจ มากยิ่งขึ้น

การพัฒนาทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา นอกจากจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาฝีมือแล้ว การพัฒนาเรื่องระเบียบ วินัยก็มีความสำคัญ

ดังนั้น การเรียนรู้และทำความเข้าใจในบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรบุคคลจึงมีความสำคัญมากเช่นกัน

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑, พรบ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๘ และ พรบ.เงินทดแทน พ.ศ.๒๕๓๗ เป็นต้น

สาระสำคัญที่ได้เรียนรู้ในด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ "ลูกจ้าง" ในวันนี้มีหลายประเด็นด้วยกัน ได้แก่

๑. ความหมาย นิยามและลักษณะของคำว่า "ลูกจ้าง”

๒. ค่าตอบแทนของการทำงาน

๓. เงินประกันการทำงาน

๔. การขอลาหยุดพักผ่อนของลูกจ้าง

๕. การลากิจของลูกจ้าง

๖. การลาป่วยของลูกจ้าง

๗. การลาคลอดบุตร

๘. การทำงานล่วงเวลา

๙. การทำงานในวันหยุด

๑๐. การย้ายสถานประกอบกิจการ

๑๑. การเลิกจ้างลูกจ้าง

๑๒. กฎหมายที่ว่าด้วยดอกเบี้ยเงินเพิ่ม

โดยแต่ละประเด็นได้มีการอธิบายไว้ในเอกสารประกอบการเรียนอย่างละเอียด และมีการกล่าวถึง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พุทธศักราช ๒๕๔๑ ไว้อย่างชัดเจน

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร (อุดมสิทธิพันธุ์) 084-125-1760 มหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.9.32.217
เขียนเมื่อ Sun Dec 14 2008 00:22:30 GMT+0700 (ICT)

นมัสการ พระครูสมุห์ชุมพล อินฺทโก

เจริญพร อาจารย์ ดร.กิรติ ยศยิ่งยง และ อาจารย์สุชาติ ผู้อยู่สุข

อาตมภาพ พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ศาสนศาตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา การบรรยายครั้งที่ 6 วันที่ 8 ธันวาคม 2551

การบรรยาย....กฏหมายกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ทางการศึกษา...โดย อ.สุชาติ ผู้อยู่สุข

....มีคำกล่าวว่า.....ผู้ไม่รู้กฏหมาย....ถือว่า....ผิดกฏหมาย.....

........กฏหมาย คือ สิ่งที่เรียกว่า ข้อบังคับ เพื่อให้การอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความเป็นปกติสุข ใครจะล่วงละเมิดมิได้ ....ถ้าฝ่าฝืน ย่อมต้องได้รับโทษ.....ในความผิดนั้นๆ

........4 เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ ยังรู้พลั้ง.....ผิดเป็นครู ไว้เรียนรู้ เพื่อสอนตน.....

....กรณีศึกษา....ปี 2551 ....นายกรัฐมนตรี ต้องลาออกจากการดำรงตำแหน่ง....เพราะ กฏหมายกำหนดไว้ว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นข้าราชการไม่สามารถ ที่จะเป็นลูกจ้างรับเงินเดือนจากผู้ใดได้......

ข่าวจาก..กรุงเทพธุรกิจ และนสพ.ไทยรัฐ

สมัคร หลุดตำแหน่งนายกฯ มติศาล 9-0 ขาดคุณสมบัติ

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณี "สมัคร สุนทรเวช" จัดรายการชิมไปบ่นไป และยกโขยง 6 โมงเช้า มีมติเอกฉันท์ให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้านพรรคพลังประชาชน เตรียมผลักดัน "สมัคร" เป็นนายกรัฐมนตรี รอบ 2

วันนี้ (9 กันยายน) เวลา 15.30 น. นาย ชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคำร้องของ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.และคณะรวม 29 คนและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของ "นายสมัคร สุนทรเวช" นายกรัฐมนตรี ในการรับจัดรายการ "ชิมไปบ่นไป" และรายการ "ยกโขยง 6 โมงเช้า" เป็นนัดสุดท้าย หลัง จากได้นัดไต่สวนนายสมัคร และนายศักดิ์ชัย แก้ววรรณีสกุล กรรมการบริหารบริษัทเฟซ มีเดีย ผู้ผลิตรายการชิมไปบ่นไป และยกโขยง 6 โมงเช้า เป็นนัดสุดท้าย เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา

สมัคร สุนทรเวช

(เปิดคำให้การ สมัคร สุนทรเวช คดีชิมไปบ่นไป ทั้งหมดคลิกเลย)

http://hilight.kapook.com/view/28663

ทั้งนี้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยว่า การจัดรายการ "ชิมไปบ่นไป" และรายการ "ยกโขยง 6 โมงเช้า" ของนายสมัครนั้น มุ่งประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ถือได้ว่าขัดรัฐธรรนูญ ส่งผลให้ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยมติเอกฉันท์ 9-0

โดยคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงมติเอกฉันท์ว่า นายสมัคร มีความผิดตาม มาตรา 267 และ มาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) จึงวินิจฉัยว่าผู้ถูกร้องสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ เฉพาะตัว และเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 จึงเป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรค 1 (1) แต่ด้วยความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ เป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ทำให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่เหลือยังอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อ ไป จนกว่ารัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181

ขณะที่ พ. ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้นายสมัครพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า พรรคพลังประชาชนเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตาม การพ้นจากตำแหน่งครั้งนี้ก็มีเพียงนายกรัฐมนตรีคนเดียวที่พ้นจากตำแหน่ง แต่รัฐมนตรีคนอื่นยังรักษาการอยู่

" ทั้งนี้พรรคพลังประชาชนจะมีการหารือกัน และคาดว่าจะให้มีการเสนอวาระด่วน เพื่อเลือกนายกฯ ในวันพรุ่งนี้(10 กันยายน) ทันที และเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 หยุมหยิมเกินไปควรที่จะมีการแก้ไข" พ.ต.ท.กานต์ กล่าว

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก กรุงเทพธุรกิจ และนสพ.ไทยรัฐ http://hilight.kapook.com/view/28680

สมัคร แจงไม่ได้เป็น ลูกจ้าง รายการ ชิมไปบ่นไป

นาย สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "สนธนาประสาสมัคร" ถึงกรณีที่ยุติการถ่ายทำรายการ "ชิมไปบ่นไป" ที่ จ.เพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า สาเหตุที่รายการของตนหายไป 2 วัน เช่น รายการชิมไปบ่นไป เป็นเพราะว่าเมื่อได้เป็นนายกรัฐมนตรีมา 3 เดือน มีกลุ่มบุคคลที่พยายามจะนำตนออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ตลอด ตอนแรก ถูกกล่าวหาว่าแจกซีดีเมื่อตอนหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งก็รอดตัวมาไป ต่อมาก็มีคนไปแจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีกว่าตนพ้นจากการดำรงตำแหน่งส.ว.มาไม่ถึง 2 ปี ทำให้ไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งกกต.ก็บอกว่าตนเป็นได้ ต่อมามีแจ้งอีกว่าตนเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งกกต.บอกว่าไม่มีกฎหมายเอาผิด ต่อมาก็ถูกโจมตีเรื่องคดีหมิ่นประมาท

"2 - 3 วันที่ผ่านมา มีคณะบุคคลจะหาคนมาแทนนายสมัครอีกแล้ว หาว่าผมทำรายการ "ชิมไปบ่นไป" แล้วผิดกฎหมาย เพราะหาว่าผมเป็นลูกจ้างบริษัท ที่ผมทำมา ผมได้ถามนักกฎหมายเอกแล้ว พบว่าสามารถทำได้ เพราะผมได้รับค่าจ้างเป็นครั้งๆ ไม่ทำก็ไม่ได้ค่าจ้าง จึงถือว่าเป็นการ "รับจ้าง" จึงไม่ถือว่าเป็นลูกจ้าง และสามารถทำได้จะมีคนไปยื่นเรื่องนี้ให้กกต. แต่ผมขอชี้แจงไว้ก่อน โดยพรุ่งนี้ตนจะทำหนังสือชี้แจงกับกกต.ต่อไป" นายสมัคร กล่าว

ด้าน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว. สรรหา ผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนถึง กกต. ให้ตรวจสอบกรณีนายสมัครจัดรายการ "ชิมไปบ่นไป" เปิดเผยว่า ตนได้ส่งหนังสือถึง กกต. อีก 1 ฉบับ เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการเป็นพิธีกรของนายสมัครในรายการ "ชิมไปบ่นไป" โดย ได้แนบบทสัมภาษณ์ที่อยู่ในนิตยสาร สกุลไทยฉบับที่ 2453 ปีที่ 47 ประจำวันที่ 23 ต.ค. 2544 ซึ่งเป็นช่วงที่นายสมัครยังดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ซึ่ง บทสัมภาษณ์นั้นนายสมัครยอมรับเองว่า การทำหน้าที่พิธีกรกิตติมศักดิ์เป็นเงินเดือนๆ ละ 8 หมื่นบาท ก็บริจาคให้กองทุนสุนัขและแมวจรจัด เพื่อทำหมันและใส่ปลอกคอสีเขียว

นายเรืองไกรกล่าวอีกว่า บทสัมภาษณ์นี้เป็นการตอบคำถามของนายสมัครที่พูดในราย การ "สนทนาประสาสมัคร" เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ดีว่าเป็นอย่างไร ใช่ค่าน้ำมันรถหรือค่าอะไรตอบแทนเป็นคราวๆ ที่เรียกว่ารับจ้างหรือไม่ หากจากปี 2544 ก็เป็นเวลา 7 ปีเศษแล้วที่เป็นพิธีกรกิตติมศักดิ์ จึงอยากให้ กกต. ได้พิจารณาถึงพฤติกรรมที่ผ่านมาตลอด 7 ปีเศษ

ข้อมูลจาก เดลินิวส์

............ที่มา http://hilight.kapook.com/view/24045

ดาวน์โหลดคลิป "สนทนาประสาสมัคร" ครั้งที่ 14 วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2551

ดาวน์โหลดคลิป "สนทนาประสาสมัคร" ครั้งที่ 13 วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม 2551

ดาวน์โหลดคลิป "สนทนาประสาสมัคร" ครั้งที่ 12 วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน 2551

ดาวน์โหลดคลิป "สนทนาประสาสมัคร" ครั้งที่ 11 วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน 2551

ดาวน์โหลดคลิป "สนทนาประสาสมัคร" ครั้งที่ 10 วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน 2551

ดาวน์โหลดคลิป "สนทนาประสาสมัคร" ครั้งที่ 9 วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน 2551

ดาวน์โหลดคลิป "สนทนาประสาสมัคร" ครั้งที่ 8 วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2551

ดาวน์โหลดคลิป "สนทนาประสาสมัคร" ครั้งที่ 7 วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม 2551

ดาวน์โหลดคลิป "สนทนาประสาสมัคร" ครั้งที่ 6 วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม 2551

ดาวน์โหลดคลิป "สนทนาประสาสมัคร" ครั้งที่ 5 วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม 2551

ดาวน์โหลดคลิป "สนทนาประสาสมัคร" ครั้งที่ 4 วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม 2551

ดาวน์โหลดคลิป "สนทนาประสาสมัคร" วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2551

อ่าน คำต่อคำ สนทนาประสาสมัคร ประจำวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2551

คลิปรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ครั้งที่ 1

-คลิป นายกฯ สมัคร ในรายการ สนทนาประสาสมัคร (1)

- คลิป นายกฯ สมัคร ในรายการ สนทนาประสาสมัคร (2)

- คลิป นายกฯ สมัคร ในรายการ สนทนาประสาสมัคร (3)

- คลิป นายกฯ สมัคร ในรายการ สนทนาประสาสมัคร (4)

- คลิป นายกฯ สมัคร ในรายการ สนทนาประสาสมัคร (5)

- คลิป นายกฯ สมัคร ในรายการ สนทนาประสาสมัคร (6)

ดาวน์โหลดเสียง "สนทนาประสาสมัคร" ครั้งที่ 5

ดาวน์โหลดเสียง "สนทนาประสาสมัคร" ครั้งที่ 2

.......................................................................................................

จากการฟังบรรยาย อาจารย์บอกว่า......

.......ลูกจ้าง ทำงานเกิน 120 วัน ถือว่าเป็นลูกจ้าง.......

.......จ้างทำของ.....ไม่เป็นลูกจ้าง....เพราะไม่มีการบังคับบัญชา, การเซ็นต์ชื่อ, เวลาทำงานที่ชัดเจน

วิเคราะห์ วิจารณ์........การทำความดี......ไม่ติด ไม่หลงดี.......แต่ยังมี ผู้คนอิจฉา......

.........ดังคำว่า.....ทำดี.....อย่าให้เด่น...จะเป็นภัย.......มองมุมกลับ แล้วใครเล่า จะกล้าเสนอหน้า อาสาทำความดี ด้วยความเสียสละ เพื่อประเทศชาติ บ้านเมือง

........เหนื่อยฟรี....ถูกด่า.....ถูกตี.....อีกต่างหาก......คนดี ไหนเล่า จะยอมออกมาช่วยเหลือ ....เพราะไม่คุ้มค่า.....ที่ต้องแลกมาด้วย.....ความดีของชีวิตทั้งชีวิต......?

เมื่อกฏหมาย....อันศักดิ์สิทธิ์.....ถูกใช้ผิดทิศ....จึงเสียหาย.......ผลประโยชน์ ที่มีมากมาย.....ไอติม....ละลาย ใครได้กินกัน.......

......เด็กน้อยตาดำๆ มองดูพวกท่าน ได้รู้ ได้เห็น ท่านทำอะไร.....กันบ้าง

.........สักวันหนึ่ง ถ้าฉันเติบโต รถหรูคันโก้ ภาษีผู้ใด....ยักยอก ฉ้อราษฏร์ เป็นสินน้ำใจ......สักวัน คนไทย......คงขายบ้านกิน......และต้องทิ้งถิ่น......รับใช้ เป็นทาสผู้ใด.......???

.......เงินตรา เป็นพระเจ้า......อยู่เหนือทุกสิ่ง.....เงิน สามารถง้างเหล็กที่ว่าแข็งได้ แต่ไม่สามารถ แหวกหัวใจที่บริสุทธิ์เป็นเพชรของผู้มั่นคงในศีลธรรมได้.......ก็เพราะเขาไม่ยอมขายวิญญาณ......เป็นทาสเงิน

...............( เงิน คือ พระเจ้า แต่ เรา คือ เจ้าของ เงิน )........................

"""""""" รู้กิน รู้ใช้ รู้เก็บ แม้เพียงเล็กๆ นานวัน มากมาย """""""""""""

น้ำ จากฟ้า แต่ละหยด รวมเป็นมหาสมุทร อันไพศาล

...............................................................................................................

สิทธิ ที่ควรมี ควรเป็น และควรได้ ควรอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ.........สงบ เรียบร้อย ด้วยสามัคคี

.......................ปภงฺกโร ภิกฺขุ.........อาทิตย์ 14 ธันวาคม พ.ศ.2551 เวลา 0:20 น.

นางสาวพฤษรัตน์ เสนา
IP: xxx.31.48.161
เขียนเมื่อ Sun Dec 14 2008 08:44:07 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีอาจารย์ที่เคารพทั้ง 3 ท่าน เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกินนะค่ะ แปบเดียวก็ครั้งที่ 6 แล้ว

ทุก ๆ สัปดาห์ที่ได้เรียนกับท่านอาจารย์กีรติ และพระครูสมุห์ชุมพล อินทฺโก ในการเรียนคอร์สวิชานี้มักจะมีเรื่องตื่นเต้นและนำไปปรับใช้ได้ในหลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ เรื่องเลยค่ะ และอาจารย์ก็สอนได้สนุกและมันส์จริง ๆ และยังจะนำไปต่อยอดความรู้ได้อีกด้วย

ในครั้งนี้ ดิฉันเชื่อว่านักศึกษาทุกคนมีความสนในมากขึ้น เนื่องจากในเอกสารการเรียนที่อาจารย์ให้มาได้แจ้งว่าจะมีวิทยากรจากภายนอกมาสอนทำให้ดิฉันรู้สึกตื่นเต้นมาก และรอลุ้นว่าอาจรย์ที่มาสอนจะหน้าตาเป็นยังไง จะมีอายุมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอกค่ะ แต่ลุ้นให้มีความรู้สึกสนุกและอยากจะเรียนมากขึ้นด้วย

ครั้งที่ 6 นี้อาจารย์แนะนำในเรื่องของในเรื่องของกฎหมายกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ทางการศึกษา พอได้ยินเรื่องเท่านั้นแหละค่ะ ดิฉันก็คิดไปไกล ต่าง ๆ นานา เลยว่า โห คงเครียดน่าดูเลย แต่ที่ไหนได้ล่ะ อาจารย์อธิบายได้สนุกสนานเป็นกันเองกับนักเรียนมาก เพื่อนๆ ทุกคนได้มีโอกาสซักถามถึงปัญหาต่าง ๆ ทั้งเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป เรื่องส่วนตัว หรือเรีองกฎหมายของประชาชน แม้แต่ท่านอาจารย์กีรติยังมีการซักถามเลย

กฏหมายกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ทางการศึกษา อ.สุชาติ ผู้อยู่สุข

ท่านอาจารย์สุชาติอธิบายได้สนุกสนานและเป็นกันเองกับนักเรียนมากเลยค่ะโดยอาจารย์สรุปในเรื่องของกฏหมายแรงงานที่ไม่น่าเบื่อเลยแต่เป็นเรื่องที่น่ารู้และควรรู้มากกว่า

โดยอาจารย์ได้เริ่มจากความหมายของคำว่าอธิบายข้อมูลต่าง ๆ ที่นักศึกษาควรจะรู้กฏหมายเบื้องต้นได้อย่างละเอียดมากแต่ละอย่างอาจารย์ก็ได้สอดแทรกตัวอย่างให้ฟังอย่างสนุกสนานและละเอียดมากโดยเข้าใจได้ง่ายจริง ๆ และอาจารย์ยังสรุปได้ดีอีกด้วย นอกจากนั้นอาจารย์ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีการซักถามอีกด้วย

โดยมีประเด็นที่สำคัญ ๆ ที่เป็นความรู้เกี่ยวกับในด้านของกฎหมายเบื้องต้นที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษา ดังนี้

๑. ความหมาย นิยามและลักษณะของคำว่า "ลูกจ้าง”

๒. ค่าตอบแทนของการทำงาน

๓. เงินประกันการทำงาน

๔. การขอลาหยุดพักผ่อนของลูกจ้าง

๕. การลากิจของลูกจ้าง

๖. การลาป่วยของลูกจ้าง

๗. การลาคลอดบุตร

๘. การทำงานล่วงเวลา

๙. การทำงานในวันหยุด

๑๐. การย้ายสถานประกอบกิจการ

๑๑. การเลิกจ้างลูกจ้าง

๑๒. กฎหมายที่ว่าด้วยดอกเบี้ยเงินเพิ่ม

โดยแต่ละประเด็นจะมีความเชื่อมโยงกับพระราชบัญัติกฎหมายดังนี้

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑, พรบ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๘ และ พรบ.เงินทดแทน พ.ศ.๒๕๓๗ เป็นต้น

อาจารย์สอนได้สนุกสนานจริง ๆ ค่ะ และได้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายเพิ่มมากขึ้น ดิฉันขอขอบพระคุณอาจารยืกีรติที่นำความรู้ที่ดี ๆ มาให้นักศึกษาและอยากให้มีการเชิญวิทยากรมาบรรยายอีกค่ะ แต่ดิฉันอยากเพิ่มเติมคือ ควรมีของที่ระลึกจากนักศึกษาให้อาจารย์ที่มาเป็นวิทยากรด้วยค่ะ

ขอบพระคุณท่านอาจารย์สุชาติ ผู้อยู่สุข อาจารย์พิเศษ ได้ให้เกียรติ์มาบรรยาย ในเรื่องเกี่ยวกับ กฎหมายแรงงาน

Phra Dihan Thanavaro
IP: xxx.9.193.3
เขียนเมื่อ Sun Dec 14 2008 15:39:42 GMT+0700 (ICT)

นมัสการ พระครูสมุห์ชุมพล อินฺทโก

เจริญพร อาจารย์ ดร.กิรติ ยศยิ่งยง และ อาจารย์สุชาติ ผู้อยู่สุข

ตาม พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า “ลูกจ้างหมายความว่า ผู้ซึงตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร”

คำว่าลูกจ้างจึงหมายถึง บุคคลคนหนึ่งจะเป็นใครก็ตามที่ไปตกลงทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของงานหรือเจ้ากิจการซึ่งเรียกว่านายจ้าง โดยเป็นการทำงานเพื่อประสงค์สิ่งตอบแทนที่เรียกว่าค่าจ้าง บุคคลนั้นเป็นลุกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

ลุกจ้างตามความหมายข้างต้นจึงหมายถึงลูกจ้างทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างทดลองงาน ลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างที่มีกำหนดเวลาการจ้างไว้แน่นอน ลูกจ้างที่ทำงานไม่เต็มเวลา( part time) ลูกจ้างสัญญาจ้างพิเศษและรวมถึงลูกจ้างซึงทำงานเกี่วยกับงานบ้านด้วย

การที่มองกฎหมายและเข้าใจกฎหมายจะต้องมองกฎหมายในสภาพที่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง การมองอย่างภาพนิ่งจึงมองเห็นภาพของกฎหมายเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ดังนั้นควรเข้าใจและมองว่า การเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการของกฎหมายจะไปพร้อมกับวิวัฒนาการของสังคม

ฉะนั้นเมื่อมีสังคมก็จะมี จารีตประเพณี ศีลธรรม กฎหมายที่บัญญัติขึ้น ความยุติธรรมอยู่ที่สำนึกของคน ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับศีลธรรมนั้นมีลักษณะที่เกี่ยวพันกันจนแยกไม่ออก ตลอดเวลาระหว่างที่กฎหมายเจริญพัฒนาขึ้นตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ความคิดทางศีลธรรม ความเป็นธรรมได้เข้ามาปรุงแต่งกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เราจะพบว่ามีความพยายามที่จะทำประมวลกฎหมาย หรือบัญญัติกฎหมาย

ให้เป็นระบบคลอบคลุมปัญหาต่างๆมากที่สุด ในลักษณะมีความแน่นอนชัดเจนและเปิดช่องให้หลักศีลธรรม

ความยุติธรรมเข้ามาปรุงแต่งกฎหมายให้ยืดหยุ่นได้ตามสมควร การทำประมวลกฎหมายในลักษณะเช่นนีเปิดโอกาสให้นักนิติศาสตร์ชักนำศีลธรรมเข้ามาสัมผัสกับกฎหมายได้นั่นเอง หลักข้อนี้คือการใช้กฎหมายที่มีบัญญัติให้นำหลักศีลธรรมมาใช้การตีความกฎหมาย โดยออกมาในรูปกฎหมายมหาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นกฎหมายเทคนิค เป็นปรากฏการณ์ที่แพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน

นายสมบัติ แซ่เบ๊
IP: xxx.24.49.172
เขียนเมื่อ Sun Dec 14 2008 17:03:13 GMT+0700 (ICT)

เรียน อ.ดร.กีรติ ที่เคารพ

เรื่อง สิ่งที่ได้รับประโยชน์จากการเรียนรายวิชา ED ๒๓๐๔ การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา สาขาวิชาการจัดการศึกษา ระดับปริญญาโทชั้นปีที่ ๑ ครั้งที่ ๖

ในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากอาจารย์สุชาติ ผู้อยู่สุข มาบรรยายให้ความรู้ในเรื่องกฎหมายกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ทางการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายแรงงาน

อาจารย์ท่านได้ให้ความรู้ แง่คิด เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เป็นประเด็นสำคัญต่อการประกอบอาชีพทางการศึกษา ความรู้ที่ได้รับในครั้งนี้ถือว่ามีคุณค่ามากในเรื่องดังต่อไปนี้

- ความหมายของลูกจ้าง ซึ่งประเด็นนี้เป็นข้อถกเถียงกันพอสมควรในสังคมเรา

- ค่าตอบแทนในการทำงาน

- เงินประกันการทำงานการขอลาหยุดของลูกจ้าง ซึ่งมีหลายกรณี เช่น การลาป่วย การลากิจ การลาหยุดพักผ่อน การลาคลอดบุตร

- การทำงานล่วงเวลา

- การย้ายสถานประกอบกิจการ

- การเลิกจ้าง

- ดอกเบี้ย

ซึ่งกฎหมายเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องรู้เพื่อที่จะได้นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประวัน และวิชาชีพ

นางสาวยุพิน แซ่เฮี๊ยบ
IP: xxx.9.141.80
เขียนเมื่อ Sun Dec 14 2008 18:39:48 GMT+0700 (ICT)

เรียน อ.ดร.กีรติ ยศยิ่งยง ที่เคารพ

เรื่อง สิ่งที่ได้รับความรู้จากการเรียนการบริหารทรัพยากรบุคลากรทางการศึกษาครั้งที่ 6

จันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2551

การเรียนยังคงสนุกสนานชัดเจนและทรงคุณค่าเหมือนเดิมแต่ครั้งนี้เพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมายมาบรรยายให้ความรู้เพื่อทันโลกทันเหตุการณ์เริ่มด้วย

กฎหมายมีความสำคัญในชีวิตประจำวัน ทันทีทีคุณติดต่อกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายหรือซักถามก็เริ่มมีกฎหมายเข้ามาเกียวข้องทันที

"ลูกจ้าง" ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรแต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย

กรณีตัวอย่าง

กรณีที่ถือว่าเป็นลูกจ้าง โจทก์เป็นช่างตัดผมชายใช้สถานที่ของจำเลยเปิดบริการแก่ลูกค้า จำเลยเป็นผู้จัดหาสถานที่ รายได้จากการแต่งผมชาย แบ่งกันคนละครึ่ง มีข้อตกลงว่าโจทก์จะต้องตอกบัตรลงเวลาทำงาน หากโจทก์ไม่มาทำงานหรือมาสายโจทก์จะถูกหักค่าจ้าง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์มีเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จำเลยกำหนดเวลาทำงานและตรวจสอบการทำงานของโจทก์ กับมีอำนาจหักรายได้ของโจทก์ในกรณีที่โจทก์ขาดงานหรือมาทำงานสาย ถือว่าโจทก์ทำงานให้แก่จำเลยเพื่อรับค่าจ้างในการคำนวณตามผลงานที่โจทก์ทำได้ โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของจำเลย

กรณีไม่ถือว่าเป็นลูกจ้าง พนักงานซึ่งทำหน้าที่ตัดผมในร้านตัดผมซึ่งไม่ใช่ร้านของตนเองและได้รับค่าตัด 40% เจ้าของได้ 60%โดยไม่มีการกำหนดระยะเวลาในการทำงานและเจ้าของร้านไม่มีอำนาจสั่งการ ไม่มีระเบียบเกี่ยวกับการลา การกระทำนั้นเป็นการกระทำซึ่งให้ได้ค่าจ้างมาจากลูกค้า ค่าจ้างนั้นเป็นผลอันเกิดจากการตัดผมให้แก่ลูกค้าดดยตรงเจ้าของร้านมีเพียงสิทธิได้รับส่วนแบ่งค่าตัดผมในฐานะเจ้าของร้าน ค่าจ้างที่ได้รับจึงไม่ใช่ค่าจ้างที่เจ้าของร้านให้ ไม่ถือว่าตกลงทำงานให้แก่เจ้าของร้านเพื่อรับค่าจ้าง จึงไม่ใช่ลูกจ้างของเจ้าของร้านดังกล่าว

"ค่าตอบแทนการทำงาน"

"เงินประกันการทำงาน"

"การขอลาหยุดพักผ่อนของลูกจ้าง"

"การลากิจของลูกจ้าง"

"การลาป่วยของลูกจ้าง"

"การลาคลอดบุตร"

"การทำงานล่วงเวลา"

"การทำงานในวันหยุด"

"การย้ายสถานประกอบกิจการ"

"ดอกเบี้ยเงินเพิ่ม"

และสุดท้าย "การเลิกจ้างลูกจ้าง"

สิ่งต่างๆดังกล่าวเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุดที่เราควรศึกษาจากพระราชบัญญัติค้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

พระมหาประเสริฐ นรินฺโท
IP: xxx.121.5.99
เขียนเมื่อ Sun Dec 14 2008 20:14:09 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร โยมอ.กีรติ ยศยิ่งยง

สรุปบทเรียนครั้งที่ 6 เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายแรงงาน

วันนี้เราได้รับความรู้เรื่องกฎหมายแรงงาน จากอาจารย์สุชาติ ผู้อยู่สุข ทำให้เราได้รับความรู้เรื่องนี้เป็นอย่างมากจากสิ่งที่เราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย ทั้งได้รับประสบการรณ์จากอาจารย์ิวิทยากรในชั่วนี้เป็นอย่างมาก ทำให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายมาก และวิทยากรก็ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับเรื่องนี้ดีมาก

ในส่วนของเนื้อหา อาจารย์ได้กล่าวถึง คำว่า "ลูกจ้าง" ซึ่งหมายถึง ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้าง ตามพรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5

ส่วนคำว่า "ค่าจ้าง" หมายถึง เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่้าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง และได้กล่าวถึง เงินประกันการทำงาน การลาป่วย หยุดงาน หรือมีเหตุจำเป็นในการลางาน รวมถึงลักษณะของการทำงานในช่วงวันเวลาที่ เกิน หรือในวันหยุด และพูดถึงการเลิกจ้างงานพร้อมทั้งมีรูปแบบเป็นตัวอย่างหนังสือ

สรุป บทเรียนในวันนี้ได้อะไรหลายอย่างจากการเรียน เป็นความรู้ใหม่ซึ่งทุกคนควรจะได้รู้ไว้เพื่อใช้ในการทำงานต่อไป

พระครชานนท์ สิรินฺธโร
IP: xxx.121.5.99
เขียนเมื่อ Sun Dec 14 2008 21:25:46 GMT+0700 (ICT)

นมัสการ พระครูสมุห์ชุมพล อินทฺโก เจริญพร อ.ดร.กีรติ ยศยิ่งยง วันนี้ได้เรียนกับวิทยากรพิเศษ ชื่อ อ.สุชาติ ผู้อยู่สุข

เรียนครั้งที่ 6 เป็นเรื่อง "กฎหมายทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์ทางการศึกษา" ซึ่งอาจารย์ได้กล่าวถึงเรื่อง "กฎหมาย" ว่าเป็นเรื่ิองที่เข้าใจยาก แต่เป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งที่ทุกคนควรศึกษาไว้ รวมทั้งเป็นการพัฒนาโดยการสร้างวินัยไปในตัว เพราะกฎหมายก็คือกฎระเบียบที่เราต้องมีและต้องใช้ เมื่อเราอยู่ร่วมกับชุมชนหรือหมู่คณะ

แต่ถ้าอยู่คนเดียวเรียกว่า "การจัดการตนเอง"

ในวันนี้อาจารย์กล่าวถึง กฎหมายซึ่งมี 2 ด้าน คือ

      กฎด้านของเอกชน และกฎหมายด้านรัฐ

      ทางด้านเอกชน

      คำว่า "ลูกจ้าง" ซึ่งมีความหมายตาม พรบ.คุ้มครองแรงงานอยู่ 3 ฉบับ คือ

ลูกจ้าง หมายถึง ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร"

ลูกจ้าง หมายถึง ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง ลูกจ้าง หมายถึง ผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรแต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย

ซึ่งลูกจ้างนั้นก็จะมีหลายประเภท เป็นต้นว่า ลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างรายเดือน ลูกจ้างค้างคืน หรือจะเป็นลูกจ้าง Part time ซึ่งทั้งหมดรวมกันเรียกว่า "ลูกจ้าง" และรวมถึงลูกจ้างทดลองงานด้วย (ซึ่งถ้าทำงานเกิน 120 วันก็ถือว่าเป็นลูกจ้างแล้ว)

ซึ่งในกรณีช่างตัดผม ถ้าช่างมาทำงานเวลาไหนก็ได้ หรือไม่มีการบังคับ จะต้ิองเข้าตามเวลาออกตามเวลา อันนี้ก็ไม่เรียกว่า ลูกจ้าง ลักษณะของนายจ้าง หรือคนว่าจ้าง มีสิทธิหักค่าภาษี ณ ที่ได้จ่ายไว้ได้ 3-5 %

ในส่วนที่ 2 พูดถึงเรื่อง "ค่าตอบแทน" ซึ่งเรียกว่า "ค่าจ้าง" หมายถึง เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นต่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะยเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเืดือน หรือจะเป็นระยะเวลาอื่น ๆ ก็ว่ากันไป ซึ่งลักษณะของค่าจ้าง นายจ้างจะไม่สามารถลดค่าจ้างได้ และสิ่งที่นายจ้างมิควรลืม คือ ต้องจ่ายค่าจ้างอย่างเป็นธรรม

การไล่พนักงานออก หากพนักงานที่ถูกไล่ออกต้องการเงินค่าจ้างหรือค่าตอบแทนที่ถูกไล่ออก เขาไม่เรียกว่า ค่าจ้างหรือค่าตอบแทน แต่เรียกเป็นว่า เงินชดเชย ซึ่งสามารถเรียกร้องคืนได้จากนายจ้าง ส่วนเงินโบนัส, เบี้ยขยัน, เป็นค่าจ้างหรือไม่ นั้นก็ตอบว่า ไม่เป็นค่าจ้าง

เงินประกันการทำงาน จะมีเฉพาะบางแผนกที่จะต้องมีเงินค่าประกัน เนื่องเพราะเป็นแผนกที่เกี่ยวข้องกับเงิน หรือสินเชื่อ เช่น แผนกสมุบัุญชี ติดตามหนี้สิน ฯลฯ

มาต่้อด้วยเรื่องการล่าหยุดงาน ซึ่งจะมีการลาได้หลายลักษณะ ตั้งแต่ลาพักร้อน ลาหยุดพักผ่อน ลาป่วย หรือจะลากิจ ซึ่งลักษณะการลาหยุดพักผ่อนประจำปี ลาหยุดได้ไม่้น้อยกว่า 6 วัน จะเกินกว่า 6 วันก็ได้ แต่ห้ามน้อยกว่า 6 วัน แต่ในกรณีลาป่วย เกินกว่า 3 วัน จะต้องมีใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันมาแสดงด้วย (บางคนอาจคิดว่ามีใบประกันสังคมก็เลยคงไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ก็ได้มั้ง) และมีอีกหลาย ๆ เรื่อง คือ เรื่องของการทำงานในวันหยุด, การย้ายสถานประกอบการ, การเลิกจ้างลูกจ้าง

ซึ่งในกรณีถ้าลูกจ้างลาออกจากงานจะไม่สามารถได้รับเงินค่าจ้าง (กรณีที่มีใบลาออก)

เงินสินไหมทดแทน คือ เงินชดเชยค่าเสียหายที่ได้รับ เช่น เกิดอุบัติเหตุ

รวม ๆ แ้ล้ว เรื่องกฎหมายถืิอว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ควรศึกษาหาความรู้ เพื่อนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน สรุปความในการเรียนวันนี้ ในเรื่องของกฎหมาย เพื่อเป็นกันป้องกัน หรือยืนยังสิทธิมนุษย์ชนของแต่ละบุคคลในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งทำธุรกรรมร่วมกัน จะต้องมีข้อตกลงกฎข้อบังคับ เพื่อความเสมอภาคและเป็นธรรม ในการอยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกัน

พระมหาประจวบ ฐานจนฺโท (จันบัวลา)
IP: xxx.121.25.217
เขียนเมื่อ Sun Dec 14 2008 21:54:45 GMT+0700 (ICT)

นมัสการพระครูสมุท์ชุมพล อินฺทโก

เจริญพร อาจารย์ ดร.กีรติ ยศยิ่งยง

งานครั้งที่1 หลังจากย้ายมาเรียนสาขาการจัดการศึกษา และได้ฟังอาจารย์บรรยายและได้ถามถึงพื้นฐานความความที่ได้อ่านแต่ว่าอาตมาก็ยังไม่ได้อ่านเพราะว่าเรียนวันแรกจึงไม่ค่อยรู้ที่อาจารย์ถามเท่าไหร่นัก แต่พอมาอ่านแล้วก็ได้ความรู้เกี่ยวกับต้นแบบ และมีผู้รู้ท่านหนึ่งได้พูดเรื่อง ต้นแบบ ว่า พระมหากษัตริย์ของเรามี ต้นแบบ ที่ทรงคุณมหาศาลที่หล่อหลอมพระองคืท่านให้เป็นกษัตริย์ที่สถิตย์ในดวงใจของปวงประชาชนชาวไทย นั้นคือ สมเด็จย่า แม้ว่าสมเด็จย่า จะจากพวกเราไป แต่พระองค์ฝากสิ่งที่สำคัญยิ่งไว้ให้ชาวโลกและพระเทพโสภณ(ประยูร ธมฺมจิตฺโต)อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้สรุปความสำคัญของคำว่าต้นแบบว่ามี 2 นัยด้วยกัน

นัยแรกคือ ต้นแบบในฐานะเป็นแม่แบบ เพื่อให้ผู้ดูแบบได้เอาอย่าง ศึกษาตามพฤติกรรมต้นแบบแล้วทำตามแบบ เลียนแบบ ต่อมาก็อาจประยุกต์แบบ

นัยที่สองคือ ต้นแบบในฐานะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการใฝ่รู้ใฝ่เรียน เป็นกำลังใจแก่ผู้ดีแล กระตุ้นให้ผู้ดูแบบสร้างสรรสิ่งดีงาม ต้นแบบตามนัยนี้อาจไม่ต่องมีการถ่ายทอดจากต้นแบบสู้ผู้ดูแบบ

และที่สำคัญหัวใจสำคัญของต้นแบบ คือ ต้นแบบต้องทำงานหนักและเหนื่อยทั้งเพื่อคงรักษาการเป็นต้นแบบ อีกทั้งถ่ายทอด ขยายเครือข่ายแก่ผู้ดูแบบ ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ แต่ท่านเหล่านั้น คงไม่เหน็ดเหนื่อยต่อการสอนการเผยแพร่ เพราะท่านเหล่านั้นมีวิญญาณแห่งต้นแบบ ไม่ว่าท่านจะเป็นต้นแบบจากองค์กรไหน ท่านก็เป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้พบเห็น ได้เสมอ ทั้งที่ท่านรู้ตัวและไม่รู้ตัว ท่านได้ทำบุญอันยิ่งใหญ่นัก

พระมหาประจวบ ฐานจนฺโท (จันบัวลา)
IP: xxx.121.25.217
เขียนเมื่อ Sun Dec 14 2008 23:23:23 GMT+0700 (ICT)

นมัสการพระครูสมุห์ชุมพล อินฺทโก

เจริญพร อาจารย์ ดร.กีรติ ยศยิ่งยง อาจารย์สุชาติ ผู้อยู่สุข

เรียนครั้งที่ 2 เกี่ยวกับกฏหมายแรงงาน ขอขอบคุณอาจารย์ สุชาติ ผู้อยู่สุขที่ได้ให้เกียรติมาให้ความความเกี่ยวกับกฏหมายแรงงาน ถึงแม้ว่าตอนนี้ยังไม่ได้ไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใด ก็ควรจะศึกษาไว้ก็ดี หลังจากที่เรียนกับอาจารย์สุชาติแล้วก็ได้มาหาข้อมูลเพิ่มเต็ม ได้ที่มาของกฏหมายว่าทำไมต้องมีกฏหมายก็ได้รู้ว่า

กฏหมาย คือกฏเกณฑ์ที่วางระเบียบแห่งการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ในสังคมโดยมีสภาพบังคับของสังคมนั้น

ความจำเป็นในการมีกฏหมาย เพราะว่ากฏหมายเป็นเครื่องควบคุมประพฤติการณ์ในสังคม พัฒนาขึ้นมาจากขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี ศาสนา และกฏเกณฑ์ข้อบังคับ ตามลำดับ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำรงความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสมาชิกในสังคม กับทั้งเพื่อให้การอยู่ร่วมกันในสังคมนั้นเป็นไปโดยราบรื่น สนองความต้องการของภาคส่วนต่าง ๆอย่างเหมาะสม ดังภาษิตละตินที่ว่า ที่ใดมีมนุษย์ที่นั้นมีสังคม ที่ใดมีสังคม ที่นั้นมีกฏหมาย ดัวยเหตุนั้น ที่ใดมีมนุษย์ที่นั้นจึงมีกฏหมาย

ความหมายของคำว่าลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า ลูกจ้างหมายความว่า ผู้ซึงตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออะไร

ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 บัญญัติว่า ลูกจ้างหมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง

ตามพระราชบัญบัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 และพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 บัญญัติว่า ลูกจ้างหมายความว่าผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย

ค่าตอบแทนการทำงาน

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า ค่าจ้าง หมายถึงเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ้ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ้ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานและให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง ในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้

เงินประกันการทำงาน

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 10 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 51 วรรคสองห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินอื่นหรือการคำประกันด้วยบุคคลจากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อนให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ ลักษณะหรือสภาพของานที่ให้เรียกหรือรับหลักประกันจากลุกจ้าง ตลอดจนประเภทของหลักประกัน จำนวนมูลค่าของหลักประกันและวิธีการเก็บรักษา ให้เป็นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

การขอลาหยุดของลูกจ้าง

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 30 บัญญัติว่า ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 6 วัน ทำงานโดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างล่วงหน้าหรือกำหนดให้ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน

การลากิจของลูกจ้าง

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 34 บัญญัติว่า ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน

การลาป่วยของลูกจ้าง

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 32 บัญญัติว่า ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง การลาป่วยตั้งแต่สามวันทำงานขึ้นไป นายจ้างอาจให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งหรือของสถานพยาบาลของทางราชการ ในกรณีที่ลูกจ้างไม่อาจแสดงใบรับรอบแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งได้ ให้ลูกจ้างชี้แจงให้นายจ้างทราบ

และได้เรียนหลายเรื่อง เช่น การทำงนล่วงเวลาของลูกจ้าง,ทำงานในวันหยุดราชการ,การย้ายสถานประกอบกิจการ,การเลิกจ้างลูกจ้าง,ดอกเบี้ยเงินเพิ่ม,

สภาพการจ้าง หมายความว่า เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงานกำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่น ของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน ดังนั้นจากคำนิยามดังกล่าวข้างต้น อาจสรุปออกมาได้ว่า เรื่องใดๆก็ตามที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวนายจ้างกับตัวลูกจ้างในทางการจ้างงานแล้วละก็ ล้วนถือเป็นการจ้างทั้งสิ้น

เรื่องกฏหมายถือเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากและเราก็หนีไม่พ้นด้วยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับรู้ไม่ว่ากฏหมายใดก็ตาม ต้องทำความเข้าใจในส่วนที่เราเกี่ยวข้องเพื่อสิทธิของตัวเราเอง

นายสมบัติ แซ่เบ๊
IP: xxx.8.21.175
เขียนเมื่อ Tue Dec 16 2008 15:55:56 GMT+0700 (ICT)

老师!您好!

กราบนมัสการ พระครูสมุห์ชุมพล

เรียน อ.ดร.กีรติ ที่เคารพ

เรื่อง สิ่งที่ได้รับประโยชน์จากการเรียนรายวิชา ED ๒๓๐๔ การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา สาขาวิชาการจัดการศึกษา ระดับปริญญาโทชั้นปีที่ ๑ ครั้งที่ ๗

ในครั้งนี้ท่านอาจารย์กีรติ ไม่มาจึงได้ให้ท่านพระครูสมุห์ชุมพล มาบรรยายในเรื่อง ภาวะผู้นำ ตลอดระยะเวลาเกือบ ๒ ชั่วโมงครึ่ง ท่านพระอาจารย์ได้ให้ความรู้เป็นอย่างดี ในเรื่องดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น ผู้นำคืออะไร ภาวะผู้นำเป็นอย่างไร ผู้นำเป็นมาแต่กำเนิดหรือถูกสร้างขึ้น ทฤษฎีคุณลักษณะภาวะผู้นำ จุดแข็งและจุดอ่อนของผู้นำ ฯลฯ เป็นต้น

เนื้อหาที่ได้โดยสรุป พออธิบายโดยสังเขปดังนี้

ภาวะผู้นำ คือ ศาสตร์ทางศิลปะ หรือ ความสามารถของบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่จะจูงใจหรือใช้อิทธิพลต่อผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อปฏิบัติการและอำนวยการ โดยใช้กระบวนการสื่อความหมายหรือการติดต่อซึ่งกันและกัน ให้ร่วมใจกับตนดำเนินการจนกระทั่งบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของเป้าหมายที่กำหนดไว้...

ตำราพิชัยสงครามซุนวู กล่าวว่า

รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

ผู้นำที่คิดรุกตลอดเวลา ถูกทำลายได้

ผู้นำที่ห่วงภัยเฉพาะตน ถูกจับกุมได้

ผู้นำที่ฉุนเฉียวง่ายดาย เป็นที่ดูถูกได้

ผู้นำที่พิถีพิถันจู้จี้ เป็นที่ขบขันได้

ผู้นำที่อ่อนไหว ลำบากใจได้

นางวิมล เสนา
IP: xxx.91.225.210
เขียนเมื่อ Wed Dec 17 2008 11:17:39 GMT+0700 (ICT)

ครั้งที่ 7 วันนี้อาจารย์กีรติมอบให้ท่านพระอาจารย์พระครูสมุห์ชุมพล สอนพระอาจารย์ พูดดีแนวจริยธรรมคำสอนแทรกต้องมีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม มีความเข้าใจในเนื้อหา ดีพอสมควร

จากเรื่อง ทฤษฎีภาวะผู้นำ ทางการศึกษา

ภาวะผู้นำ คือ ( Leadership ) บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งหรือยกย่องให้เป็นหัวหน้า ซึ่งอาจเกิดจากอำนาจหน้าที่หรือความสามารถที่มีเหนือบุคคลอื่น ชักนำให้ผู้ร่วมงานปฏิบัติภารกิจให้บรรลุตามเป้าหมายขององค์กร โดยมุ่งเน้นอิทธิพลแรงจูงใจ วิสัยทัศน์ ในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้สัมฤทธิ์ผลในทุกสถานการณ์

มีทฤษฎีหลายทฤษฎีที่พยายามอธิบายเกี่ยวกับผู้นำและภาวะผู้นำ ซึ่งบางครั้งก็มีความสอดคล้องและบางครั้งก็ขัดแย้งกัน

ทฤษฎีคุณลักษณะภาวะผู้นำ( Trait Theories of Leadership )

ลักษณะของทฤษฎี

แนวความคิดนี้เชื่อว่า การเป็นผู้นำขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะส่วนบุคคล อาจจะได้รับการถ่ายทอดทางพันธุ์กรรม หรือสิ่งแวดล้อมได้ นักวิชาการ อริสโตเติล ให้แนวคิดสนับสนุนทฤษฎีดังกล่าวว่า ภาวะผู้นำของบุคคล เริ่มต้นตั้งแต่กำเนิด และมุ่งเน้นศึกษาคุณลักษณะทางกาย และทางจิตของผู้นำ

พฤติกรรมของผู้นำมี 3 ด้าน

1. ด้านร่างกาย หมายถึง รูปร่าง ความสง่างาม และลักษณะที่บ่งบอกถึงความเป็นผู้นำ

2. ด้านสติปัญญา หมายถึง ความฉลาด ความรอบรู้ ทักษะในการแก้ปัญหา สติปัญญามักจะเกี่ยวพันกับการเป็นผู้นำ ผู้นำจึงมักเป็นผู้มีระดับสติปัญญาสูงกว่าผู้อื่น

3. ด้านบุคลิกภาพ หมายถึง ความเชื่อมั่นในตนเอง ความสามารถในการปรับตัว ความมีมนุษย์ สัมพันธ์ และยอมรับผู้อื่น การควบคุมอารมณ์ มีบุคลิกที่โดดเด่นกว่าคนอื่น

สรุปว่า ผู้นำที่ดีควรมีคุณลักษณะ มีความทะเยอทะยาน มีความอุตสาหะ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความยุติธรรม มีวินัยใน เช่น เดียวกับแนวคิดของ อารี โสตถิพันธ์ พบว่า คุณลักษณะของผู้นำประกอบด้วย

1. ความมุ่งมั่น ในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ

2. สื่อสารได้ดีชัดเจนนำไปสู่การทำงานที่สำเร็จ

3. ไว้วางใจได้ความสามารถที่ทำให้ตนเองเป็นที่ไว้วางใจของผู้อื่น

4. มีความสามารถในการบริหารการจัดการ มีทักษะเป็นนักบริหารเวลา บริหารเงิน บุคลากรและ บริหารทรัพยากรได้อย่างดี

ทฤษฎีอำนาจบารมีภาวะผู้นำ ( Theories of Charismatic Leadership) อำนาจบารมีของผู้นำเป็นแนวคิดที่สำคัญ เชื่องโยงกับกระบวนการที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยแปลงเจตคติ และแนวความคิดของสมาชิกเพื่อการดำเนินงานให้บรรลุตามเปาหมาย

การนำทฤษฎีอำนาจบารมีไปใช้

1. เพื่อเป็นการสร้างความศรัทธาให้เกิด

2. การมีอำนาจบารมีทำให้ผู้อื่นเกิดความเชื่อ

3. ผู้นำที่มีอำนาจบารมีย่อมแสดงแนวคิดในด้านใดด้านหนึ่ง

สรุป ภาวะผู้นำ คือ ศิลปะ หรือความสามารถของบุคคลหนึ่งที่จะจูงใจหรือใช้อิทธิพลต่อผู้อื่น

ข้าพเจ้ามีความเข้าใจเป็นอย่างมากเพราะอาจารย์ยกตัวอย่างของนักวิทยาศาสตร์ หลายท่าน

ซึ่งนำไปสู่เป้าหมายของภาวะผู้นำจึงขอขอบคุณท่านมาณ.ที่นี้ด้วยความเคารพเป็นอย่างสูง

Phra Dihan Thanavaro
IP: xxx.29.86.254
เขียนเมื่อ Wed Dec 17 2008 18:23:41 GMT+0700 (ICT)

ครั้งที่ 7

เรื่อง ทฤษฎีภาวะผู้นำ ทางการศึกษา

กราบนมัสการ พระครูสมุห์ชุมพล

เรียน อ.ดร.กีรติ ที่เคารพ

ภาวะผู้นำ (Leadership) หมายถึง กระบวนการที่บุคคลใช้วิธีการนำ เพื่อนำกลุ่มให้บรรลุตามเป้าหมายร่วมกันขององค์กร โดยมุ่งเน้นอิทธิพล แรงจูงใจ วิสัยทัศน์

ในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้สัมฤทธิ์ผลในทุกสถานการณ์

ผู้นำที่ดีควรมีคุณลักษณะ มีความทะเยอทะยาน มีความอุตสาหะ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความยุติธรรม มีวินัย เช่น เดียวกับแนวคิดของ อารี โสตถิพันธ์ พบว่า คุณลักษณะของผู้นำประกอบด้วย

1. ความมุ่งมั่น ในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ

2. สื่อสารได้ดีชัดเจนนำไปสู่การทำงานที่สำเร็จ

3. ไว้วางใจได้ความสามารถที่ทำให้ตนเองเป็นที่ไว้วางใจของผู้อื่น

4. มีความสามารถในการบริหารการจัดการ มีทักษะเป็นนักบริหารเวลา บริหารเงิน บุคลากรและ บริหารทรัพยากรได้อย่างดี

สรุปสาระของการศึกษาภาวะผู้นำไว้ดังนี้

1.แบบของผู้นำทั้งสองแบบคือ แบบมุ่งสร้างโครงสร้างและแบบมุ่งสร้างน้ำใจ ที่ได้จากแบบสอบถาม LBDQ ถือได้ว่าเป็นพฤติกรรมพื้นฐานของผู้นำ

2.ผู้นำที่มีประสิทธิภาพมีแนวโน้มที่จะใช้แบบพฤติกรรมทั้งสองสูงทั้งคู่

3.ผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้นำจะประเมินพฤติกรรมตรงกันข้าม

4.แบบพฤติกรรมของผู้นำที่เน้นสูงทั้งมุ่งสร้างโครงสร้างและมุ่งสร้างน้ำใจ

5.สถานการณ์ที่แตกต่างกัน จะเป็นตัวกำหนดหรือต้องการแบบผู้นำที่ต่างกันไป

พระครชานนท์ สิรินฺธโร
IP: xxx.121.5.6
เขียนเมื่อ Thu Dec 18 2008 16:27:47 GMT+0700 (ICT)

กราบนมัสการครับ พระอาจารย์พระครูสมุห์ชุมพล

เรียนครั้งที่ 7 เรื่อง ทฤษฎีภาวะผู้นำ ทางการศึกษา

ซึ่งในที่นี้เราจะกล่าวถึง ผู้นำกับภาวะผู้นำ ซึ่งมีความหมายที่แตกต่างกัน คือ

     ผู้นำ (Leader) หมายถึง บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้า เพราะมีความสามารถที่เหนือกว่าบุคคลอื่น

      ส่วน ภาวะผู้นำ (Leadership) หมายถึง กระบวนการที่ใช้ในการนำ หรือสั่งการ โดยมีแรงจูงใจ วิสัยทัศน์ ความคิดรวบยอด และมีจิตวิทยา

      ทฤฎีคุณลักษณะภาวะผู้นำ (Trait Theories of Leadership) มีด้วยกัน 3 ด้าน คือ ทางด้านร่างกาย ต้องมีรูปร่างเหมาะสม สง่างาม บ่งบอกถึงความเป็นผู้ำนำ ทางด้านสติปัญญา มีความเฉลียวฉลาด รอบรู้ และมีทักษะในการแ้ก้ไขปัญหาเป็น ทางด้านบุคลิกภาพ ต้องมีความเชื่อมั่นในตนเอง สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดี สามารถควบคุมอารมณ์ และมีบุคลิกภาพที่โดดเด่นกว่าผู้อื่น แต่อยากจะเพิ่มลักษณะของภาวะผู้นำอีกด้าน คือ ด้านคุณธรรม จะต้องมีความเที่ยงธรรม ไม่หูเบา หรือไม่ลำเอียง ต้องมีหลักธรรมทางด้านไตรสิิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา)เข้ามาใช้ในการเป็นผู้นำที่ดี

     แต่ในที่นี้พระอาจารย์ได้นำตัวอย่างของผู้นำที่คุณลักษณะตรงตามทฤษฎีของภาวะผู้นำ คือ พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร และ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และอีกท่านคือ ร.ต.อ.ปุรชัย  เปี่ยมสมบูรณ์  และพระอาจารย์ยังได้กล่าวถึง ทฤษฎีอำนาจบารมีของภาวะผู้นำ ซึ่ง คำว่า บารมี (Charisma) หมายถึง แรงบันดาลใจที่จะทำให้ผู้อื่่นเลื่อมใสศรัทธา ความเชื่อถือ การยอมรับของประชาชน และสิ่งสำคัญอีกอย่างที่มีความสำคัญไม่น้อย คือ การติดต่อสื่อสาร ระหว่างผู้นำกับผู้ใต้บังคับบัญชา รวมทั้งผู้นำควรรู้จักการให้ การอภัยทาน และธรรมทาน

   สรุป ผู้นำที่ดี ต้องมีหลาย ๆ อย่างรวมกัน ทั้งแนวคิด ความสามารถ บุคลิกภาพ การติดต่อสื่อสาร สั่งการ จูงใจ มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ทันยุคทันเหตุการณ์ มีคุณลักษณะในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี และมีคุณธรรมในการเป็นผู้นำ เห็นแก่ส่วนรวม ไม่เห็นแก่ส่วนตน มีความพอดีในการทำงาน

พระมหาประเสริฐ นรินฺโท
IP: xxx.121.5.6
เขียนเมื่อ Thu Dec 18 2008 16:40:33 GMT+0700 (ICT)

กราบนมัสการ พระครูสมุห์ชุมพล

เนื่้องจากครั้งนี้เป็นการเรียนครั้งที่ 7

เรียนเกี่ยวกับเรื่อง "ผู้นำและภาวะของผู้นำ ทางการศึกษา"

คำว่า "ผู้นำ" หมายถึง ผู้ที่เป็นหลัก หรือเป็นบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้า ภายในองค์กรนั้น ๆ เช่นในสถานศึกษา ก็จะเป็น ผู้อำนวยการ,คณบดี ฯลฯ

ส่วนคำว่า "ภาวะของผู้นำ" หมายถึง กระบวนการ วิธี ในการสั่งการ ควบคุมและดูแล

ซึ่งในวันนี้ได้เรียนเกี่ยวกับทฤษฎีภาวะผู้นำ คุณลักษณะภาวะผู้นำ อำนาจบารมีภาวะผู้นำ ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ วิถีทางสู่เป้าประสงค์ มนุษย์นิยม และความเป็นผู้นำเชิงพฤติกรรมศาสตร์

เราจะเห็นว่า มีหลายทฏษฎีที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวกับภาวะผู้นำ ซึ่งผู้นำจะต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มองโลกในแง่ดี มีความรู้ความสามารถ มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง และมีลักษณะพิเศษกว่าใครที่จะทำให้สามารถสั่ง หรือควบคุม องค์กรได้ มีจิตวิทยา แรงจูงใจ โน้มน้าว แต่ก็ต้องมีหลักคุณธรรมและจริยธรรมเข้ามาช่วยในการเป็นผู้นำที่ดี

คุณลักษณะของผู้นำที่ดีจะต้อง มีบุคลิกภาพที่ดูเรียบร้อย สง่างาม พูดจาไพเราะน่าฟัง ไม่มีความโน้มเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง มีความคิดเห็นเป็นกลาง มีรูปร่างที่สูงกำยำ น่านับถือ มีจิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สามารถชักจูงให้บุคคลทำงานร่วมกัน โดยเป็นทีม (Team Work)

สุบุญนำ พรรณผัก
IP: xxx.24.180.167
เขียนเมื่อ Sat Dec 20 2008 12:01:01 GMT+0700 (ICT)

กราบสวัสดีคะ ท่านอ.ดร.กีรติ ยศยิ่งยง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ธ.ค.2551

ดิฉัน ได้มีโอกาสฟัง ท่านอาจารย์ วิจารณ์ งานวิจัยที่ มมร. แล้วได้ความรู้ และ ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องงานวิจัยได้ดียิ่งขึ้นคะ

เมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธ.ค.2551 ท่านพระครูสมุห์ชุมพล อินทโก ได้กรุณามาให้ความรู้เรื่องภาวะผู้นำ ซึ่งทำให้ดิฉันเข้าเรื่องนี้ได้ดียิ่งขึ้น ค่ะพอสรุปได้ ดังนี้

ทฤษฎีภาวะผู้นำ

ภาวะผู้นำ หมายถึง กระบวนการที่บุคคลใช้วิธีการนำ เพื่อนำกลุ่มให้บรรลุตามเป้าหมายร่วมกันขององค์การ โดยมุ่งเน้นอิทธิพล แรงจูงใจ วิสัยทัศน์ ในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้สัมฤทธ์ผลในทุกสถานการณ์

มีทฤษฎีหลายทฤษฎีที่พยามอธิบายเกี่ยวกับผู้นำและภาวะผู้นำ พอสรุปได้ดังนี้

อริสโตเติล ได้ให้แนวคิด ว่า ภาวะผู้นำของบุคคล เริ่มต้นตั้งแต่กำเนิด และมุ่งศึกษาคุณลักษณะทางกาย และทางจิตของผู้นำเพื่ออธิบายพฤติกรรมของผู้นำได้ดังนี้

1 ด้านร่างกาย หมายถึง มีรูปร่างลักษณะที่บ่งบอกถึงความเป็นผู้นำ

2 ด้านสติปัญญา หมายถึง ความฉลาดรอบรู้ และมีทักษะในการแก้ปัญหา

3 ด้านบุคลิกภาพ หมายถึง ความเชื่อมั่นในตนเอง ความมีมนุษย์สัมพันธ์ การเข้าใจและยอมรับผู้อื่น

สรุป ผู้นำที่ดีควรมีคุณลักษณะดังนี้ มีความทะเยอทะยาน มีความอุตสาหะ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความยุติธรรม มีวินัยในตนเอง และรู้จักใช้ศีลปะในการจูงใจเพื่อให้องค์กร บรรลุเป้าหมายที่วางไว้

นางสาวยุพิน แซ่เฮี๊ยบ
IP: xxx.9.143.8
เขียนเมื่อ Sat Dec 20 2008 19:49:50 GMT+0700 (ICT)

กราบนมัสการพระครูสมุห์ชุมพล อินทฺโก

เรียน อ.ดร.กีรติ ยศยิ่งยง

เรื่อง ส่งงานทฤษฎีภาวะผู้นำ

การเรียนในครั้งนี้เป็นครั้งที่7 ครั้งนี้สอนโดยพระครูสมุชุมพล อินทฺโก

ผู้นำคืออะไร ภาวะผู้นำเป็นอย่างไร

บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งหรือยกย่องให้เป็นหัวหน้า จากอำนาจหรือความสามารถคือผู้นำ กระบวนการที่บุคคลใช้วิธีการนำ เพื่อนำกลุ่มให้บรรลุตามเป้าหมายร่วมกันขององค์กร คือภาวะผู้นำ

คุณลักษณะภาวะผู้นำ

-ด้านร่างกาย สง่างาม บ่งถึงความเป็นผู้นำ

-ด้านสติปัญญา ฉลาด รอบรู้ แก้ปัญหาได้

-ด้านบุคลิกภาพ เชื่อมั่น ปรับตัว มนุษย์สัมพันธ์ดี รับฟัง ควบคุมอารมณ์ได้

อำนาจบารมีภาวะผู้นำ

-เกิดจากความเลื่อมใส ศรัทธา ยอมรับ ดังนั้นคุณลักษณะจึงต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล กล้าเสี่ยง เปิดเผย เที่ยงตรง มั่นใจ ใช้อำนาจ

ภาวะผู้นำตามสถานการณ์

วิถีทางสู่เป้าประสงค์

-ชี้นำ

-สนับสนุน

-มุ่งความสำเร็จ

-มีส่วนร่วม

มนุษย์นิยม

ผู้นำเชิงพฤติกรรมศาสตร์

โดยสรุปภาวะผู้นำ คือศิลปะหรือความสามารถของบุคคลหนึ่งที่จะจูงใจหรือใช้อิทธิพลต่อผู้อื่นเพื่อปฏิบัติการร่วมกันจนบรรลุวัตถุประสงค์

ดังนั้นผู้นำควรมีคุณธรรม นำด้วยหลักธรรมาภิบาล

พระมหาประจวบ ฐานจนฺโท (จันบัวลา)
IP: xxx.121.25.107
เขียนเมื่อ Sat Dec 20 2008 20:56:56 GMT+0700 (ICT)

กราบนมัสการ พระครูสมุห์ชุมพล อินฺทโก ที่เคารพ

เจริญพร อาจารย์ ดร.กีรติ ยศยิ่งยง ที่เคารพ

สำหรับการเรียนครั้งที่ 3 ในวันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา ได้เรียนรู้เรื่องภาวะผู้นำ และผู้นำทางการศึกษา โดยมีท่านพระครูสมุห์ชุมพล ได้นำเสนอเป็นPowerPoint ซึ่งก่อนที่จะเข้าเนี้อหาในบทเรียนท่านพระครูก็ได้ พูดคุยซักถามเนื้อหาที่เกี่ยวข้องในบทเรียนโดย ตั้งคำถามว่าผู้นำคืออะไร ลักษณะของผู้นำเป็นอย่างไรบ้าง

ผู้นำ คือ ผู้ที่สามารถโน้นน้าวจิตใจ หรือชักจูงให้ผู้ตามปฏิบัติตามที่ตนประสงค์ โดยความสมัครใจของผู้ตาม และเป็นผู้ที่สามารถชี้ให้ผู้ตามเห็นด้วย ในสิ่งที่ตนต้องการและพร้อมใจปฏิบัติร่วมกันโดยปราศจากการบังคับขู่เข็น

ผู้นำแบ่งได้ 3 แบบ คือ Head,Chairmanและ Leader

Head คือผู้นำที่เชื่อในความคิดของตนเอง มีความเข้าใจว่าจนเองต้องอยู่สูงกว่าผู้อื่นเสมอ เชื่อมั่นว่าผู้อยู่ต่ำกว่าย่อมมีความคิดความสามารถ และโลกทัศน์ต่ำกว่า และผู้ที่อยู่ส่งกว่า จะดำเนินการทุกอย่างตามความคิดของตนเอง การออกคำสั่งจะเป็นลักษณะรวมอำนาจ ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้มีส่วนร่วม

Chairman คือผู้นำแบบกึ่งประชาธิปไตย มีการประชุมปรึกษาหารือ แต่ยังมีความคิดว่าเก้าอี้ของตนสูงกว่าคนอื่นๆ เวลาตันสินใจมักจะใช้ดุลยพินิจของตนเอง เป็นเครื่องชี้ขาดโดยการครอบงำความคิดของผู้อื่น

Leader คือผู้นำแบบประชาธิปไตย มีความสามารถในการจูงใจคน โดยไม่ต้องอาศัยตำแหน่งหน้าที่หรือกฏหมายใดๆ เป็นเครื่องมือ เป็นผู้ที่มีความสามารถในการเข้าใจผู้ตามมีความเข้าใจเรื่องมนุษย์สัมพันธ์ และธรรมชาติของมนุษย์เป็นอย่างดี

การที่จะก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำคนสำคัญ มีอยู่ 4 หนทางด้วยกันคือ

1.โดยอาศัยความสามารถเฉพาะตัว สามารถแสดงออกถึงความรู้ความสามารถทำให้ผู้อื่นอยากจะยึดเป็นที่พึ่ง โดยการยอมปฏิบัติตามประสงค์ ปราศจากการบังคับขู่เข็ญ เช่น ประธานาธิบดีแมคไซไซ แห่งฟิลิปปินส์

2.โดยอาศัยสถานการณ์ สามารถฉวยโอกาสในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง เรียร้องความสนใจและเร่งเร้าให้ผู้อื่นสนับสนุนได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งถ้าไม่มีสถานการณ์เฉพาะช่วยเกื้อหนุนแล้ว ผู้นำประเภทนี้อาจไม่มีโอกาสขึ้นมายืนบนฐานอำนาจเลย เช่น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

3.โดยอาศัยความเริดหรือปาฏิหาริย์ ตามแบบฉบบของผู้มีความวิเศษประจำตัว หรือนักบุญ ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระเยซู

4.โดยอาศัยลักษณะแห่งความเป็นสัญลักษณื กล่าวคือ ผู้อยู่ในตำแหน่งนี้ มิได้มีหรือใช้อำนาจปกครอง บังคับบัญชา ตามกฏหมายแต่อย่างใด หากแต่มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ ต่อความเป็ฯเอกภาพของประเทศชาติและสังคม เช่น องค์พระมหากษัตริย์

การทำงานของผู้นำต้องมีแบบแผน ซึ่งประกอบด้วยแผนหลักและแผนรอง เพื่อรองรับความผิดพลาด หลักสำคัญในการทำงานก็คือ มองปัญหาให้เข้าใจถ่องแท้ก่อนที่จะคิดแก้ปัญหา โดยเริ่มจากวิธีที่ง่ายที่สุด รับฟังความคิดเห็นของผู้ร่วมงาน แก้ปัญหาทีละขั้นตอน สั่งการด้วยความมั่นใจ ติดตามผลงานวัดผลงาน แก้ไขเมื่อมีข้อบกพร่อง

ผู้นำบางคนเมื่อขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้วกลับล้มเหลวพังพินาศตกอับอย่างรวดเร็ว เนื่องจากรู้เพี่ยงวิธีไต่เต้าขึ้นไปเป็นใหญ่ แต่หาได้รักษาเสถียรภาพความเป็นผู้นำ การเป็นผู้นำเป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ่ง ผู้นำจะต้องสร้างความรับผิดชอบร่วมกัน โดยสนับสนุนให้ผู้ร่วมงานได้แสดงความเห็นและหลัการทำงาน

คุณลักษณะที่ดีของผู้นำ

ผู้นำที่ดีต้องยอมรับความจริงเห็นความสำคัญของผู้อื่น ดังมีหลักอยู่ว่า ผู้เป็นนาย เปรียบเสมือนเข็มนาฬิกาที่เป็นตัวบอกเวลา แต่เข็มนาฬิกาจะมิอาจเดินหรือบอกเวลาได้หากปราศจากกลไกลภายใน คนที่รู้จักคนได้ดีจะต้องไม่รังเกียจคนเป็นเบื้องแรก การที่จะทำให้เราเป็นคนที่ไม่รังเกียจคนได้นั้น จะต้องไม่มองคนในแง่ร้าย ทฤษฏีของผู้นำคือ หาข้อยุติเกี่ยวกับเรื่องราวของมนุษย์ การที่คนไม่รู้จักตนเองก็ไม่มีทางจะรู้จักคนอื่นได้ ดังนั้นก่อนที่จะรู้จักคนอื่นจะต้องรุ้จักตนเองเสียก่อน คนที่มีโอกาสได้รับใช้ใกล้ชิดผู้ที่มีอำนาจทั้งหลาย มักจะลืมตนว่าตนเองเป็นผู้มีอำนาจด้วย เพราะผู้มีอนาจส่วนใหญ่มีจุดอ่อนคือ ความหูเบา เพราะผู้ใต้บังคับบัญชาต่างแย่งกันที่จะทำให้ตนเองสำคัญกว่าคนอื่น และยังหาเหตุทำลายผู้อื่นเสียอีกด้วย ดังนั้นความหูเบาจึงเป็นจุดจบของนักบริหาร

ทุกๆคนในห้องมีโอกาสที่จะเป็นผู้นำได้ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ข้าราชการ หรือพลเรือนก็ตาม ทั้งเป็นผู้นำในหน้าที่การงาน ทั้งความเป็นผู้นำในครอบครัว ความรู้ที่คู่กับคุณธรรม จะนำไปสู่ความสำเร็จ

นางสาวสนธยา อนุรักษ์ธนากร
IP: xxx.155.54.249
เขียนเมื่อ Sun Dec 21 2008 10:22:57 GMT+0700 (ICT)

โชคดีปีใหม่2552

กราบนมัสการ พระสมุห์ชุมพล ที่เคารพ และเรียนอาจารย์กีรติ ที่เคารพค่ะ

การสร้างและพัฒนาทีมงานบุคลากรทางการศึกษา

การสร้างและพัฒนาทีมงานนั้นหลักการพื้นฐานก็ไม่ต่างไปจากการสร้างทีมงานบริหารในส่วนอื่นๆเช่นทีมงานการบริหารธุรกิจ เพียงแต่ทีมงานบริหารการศึกษาต้องอาศัยผู้ที่สำเร็จการศึกษาโดยตรงจะช่วยให้เกิดความมั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพในการบริหารได้เหมาะสม ปัญหาสถานศึกษาบางแห่งแม้จะมีความพร้อมด้านอื่นๆ แต่หากขาดบุคลากรทางการศึกษาเพียงอย่างเดียว ก็นับเป็นปัญหาที่น่าห่วงอยู่ สถาบันการศึกษาของไทยในปัจจุบัน ที่ที่ถือว่าได้มาตรฐานอย่างแท้จริงด้านบุคลากรก็เห็นจะเป็นโรงเรียนสาธิต เช่น สาธิตจุฬา, สาธิตมศว. สถาบันการศึกษาเหล่านี้มีการวางแผนการจัดสรรบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีวิสัยทัศน์ เหตุเพราะว่าสถาบัน การศึกษา ดังกล่าวมีความพร้อมทั้งด้านทุน บุคลากรประสบการณ์ความเชี่ยวชาญและการบริหารที่ดี

ในทัศนะของแดเนียลโทบิน Tobin , (1993: 14-20) กล่าวว่า ถ้าในองค์การใดประกอบด้วยองค์ประกอบ5ประการจะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการพัฒนาองค์การได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมีดังนี้

1.ทุกคนเป็นผู้เรียน ตั้งแต่ผู้บริหารจำเป็นต้องเรียนรู้อย่างต่อเนือง

2.ทุกคนเรียนรู้จากกันและกัน เช่นการฟังผู้อื่น การสังเกตการณ์ทำงานของเพื่อนร่วมงาน

3.การเรียนรู้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่สร้างสรรค์และการพัฒนาในระดับต่างๆ

เช่น การศึกษา เศรษฐกิจและสังคม

4.การเรียนรู้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ใช้วิธีหลากหลาย เช่นกลุ่มร่วมเรียนรู้ การประชุม

โดยใช้เทคโนโลยี่การสื่อสาร

5.การเรียนเป็นการลงทุน ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย มีทัศนะต่อการเรียนรู้ว่าเป็นการลงทุนเพื่อ

อนาตคขององค์กร

สรุปว่าการสร้างและพัฒนาทีมงานบุคลากรทีดีนั้นจะต้องอาศัยปัจจัยในหลายๆด้านเป็นองค์ประกอบไม่เน้นเพียงองค์ประกอบเพียงอย่างเดียวเพราะงานบริหารดังกล่าวเป็นงานในระดับทีมงานจึงเป็นความสำเร็จของทีมไม่ใช่ปัจเจกบุคคลซึ่งอาจเหมาะกับยุคอดีตแต่ปัจจุบันต้องมีการเปลี่ยนแปลงทั้งนี้เพื่อก้าวเข้าสู้โลกาภิวัฒน์ได้อย่างยั่งยืนได้ในที่สุด

IP: xxx.24.1.50
เขียนเมื่อ Sun Dec 21 2008 13:35:08 GMT+0700 (ICT)

นมัสการ พระอาจารย์สมุห์ชุมพล

สวัสดี อาจารย์กีรติ ที่เคารพ

                สำหรับคาบที่ 7 เรียนรู้เรื่อง "ผู้นำและภาวะของผู้นำ ทางการศึกษา" ทำให้ได้ทราบแนวคิด ความหมาย ความเป็นมา ความสำคัญ บทบาท ประโยชน์ และการนำความรู้ที่ได้ไปใช้เกี่ยวกับเรื่องนี้มากมาย ขอสรุปและแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนี้ค่ะ 

"ผู้นำ" หมายถึง ผู้ที่สามารถสั่งการให้คนในองค์การหรือลูกน้องปฏิบัติตาม, ผู้ที่มีความสามารถหรือมีความเชี่ยวชาญเป็นที่ยอมรับของผู้อื่นและได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำ, บุคคลที่มีบารมี และสามารถตัดสินใจได้เป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถกระตุ้นบุคคลอื่นให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ โดยสรุป  ผู้นำ หมายถึง บุคคลที่สามารถนำกลุ่มบุคคล หรือนำบุคคลอื่น ให้ปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการดำเนินกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งได้

                "ภาวะผู้นำ" หมายถึง ความสามารถที่จะสร้างความเชื่อมั่น และการสนับสนุนให้เกิดขึ้นระหว่างบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการบรรลุเป้าหมายขององค์กร

                ทั้งนี้เกี่ยวกับนิยาม หลักการ ลักษณะ ความสำคัญ บทบาท และประโยชน์ของคำว่า ผู้นำ และภาวะผู้นำ นั้นได้มีทฤษฏีหลายทฤษฏีที่พยายามอธิบายในเรื่องนี้ อันได้แก่ ทฤษฎีภาวะผู้นำ,   ทฤษฏีคุณลักษณะภาวะผู้นำ, ทฤษฏีอำนาจบารมีภาวะผู้นำ, ทฤษฏีผู้นำตามสถานการณ์, ทฤษฏีวิถีทางสู่เป้าประสงค์, ทฤษฏีมนุษย์นิยม และทฤษฏีความเป็นผู้นำเชิงพฤติกรรมศาสตร์ เป็นต้น โดยแต่ละทฤษฏีก็ต่างมีแนวคิดที่คล้ายคลึงกัน และมีส่วนที่แตกต่างกันด้วย สำหรับในเรื่องคุณลักษณะของผู้นำ นั้นสามารถแบ่งได้ ๓ คุณลักษณะหลัก คือ ๑. คุณลักษณะด้านร่างกาย ต้องเป็นบุคคลที่มีบุคลิกภาพดี ไม่ใช่ว่าสวย หล่อ หรือรูปร่างดี แต่ต้องมีการวางตัวที่ดี แต่งกายสะอาด และถูกกาลเทศะ เป็นต้น  ๒.คุณลักษณะด้านสติปัญญา ต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ดี หรือมีความสามารถในการแก้ปัญหาได้ดี มีไหวพริบดี เป็นต้น และ ๓. คุณลักษณธด้านบุคลิกภาพ ต้องเป็นคนที่มีความมั่นใจในตนเอง กล้าแสดงออก รับฟังผู้อื่น สามารถควบคุมอารมณ์ได้ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เป็นต้น  และผู้นำนั้นก็มีขั้นตอนหรือรูปแบบของการก้าวขึ้นสู่ผู้นำได้หลายทางด้วยกัน ได้แก่ ด้วยความสามารถเฉพาะตัว ด้วยสถานการณ์ ด้วยปาฏิหาริย์ และด้วยสัญลักษณ์ (เช่น ประเทศไทยมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นผู้นำด้วย เป็นต้น)

ทั้งนี้มีความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า สำหรับนักการศึกษา ก็เป็นบุคคลกลุ่มหนึ่งที่จำเป็นต้องมีภาวะผู้นำในตัวเองอย่างมาก เพราะนักการศึกษาเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็นคนอบรม สั่งสอนผู้อื่นให้มีความรู้ ให้ประพฤติตัวเป็นคนดี ดังนั้นจึงจำเป็นที่ตัวเองจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นผู้นำที่ดีในทุกๆด้าน โดยคุณสมบัติสำคัญของการเป็นผู้นำทางการศึกษา ได้แก่  การเป็นบุคคลซึ่งรู้หลักการ คือ รู้หน้าที่ รู้กฎกติกาที่เกี่ยวข้อง และต้องตั้งมั่นในหลักการนั้น,  รู้จุดหมาย และต้องมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในจุดหมายนั้น,  รู้ตน รู้ว่าตนเองเป็นใคร อยู่ในสถานะใด มีความสามารถ ความถนัด สติปัญญาอย่างไร กำลังแค่ไหน,  รู้ประมาณ คือ รู้จักความพอดี รู้จักขอบเขต ขีดขั้นความเหมาะสมที่จะจัดทำในเรื่องต่างๆ,  รู้กาล คือ รู้จักเวลา เช่นรู้ลำดับ ระยะ จังหวะ ปริมาณความเหมาะสมของเวลา รู้จักการวางแผนใช้เวลา,  รู้ชุมชน คือ รู้สังคมทั้งในขอบเขตที่กว้างขวาง จนถึงชุมชนรอบตัว และรู้บุคคล คือ รู้จักคนที่ร่วมงาน และคนที่ใช้บริการ เพื่อปฏิบัติต่อเขาให้ถูกต้อง  เป็นต้น 

นางสาวสิริวิมล ศาลาจันทร์
IP: xxx.24.1.50
เขียนเมื่อ Sun Dec 21 2008 13:37:29 GMT+0700 (ICT)

นมัสการ พระอาจารย์สมุห์ชุมพล

สวัสดี อาจารย์กีรติ ที่เคารพ

                สำหรับคาบที่ 7 เรียนรู้เรื่อง "ผู้นำและภาวะของผู้นำ ทางการศึกษา" ทำให้ได้ทราบแนวคิด ความหมาย ความเป็นมา ความสำคัญ บทบาท ประโยชน์ และการนำความรู้ที่ได้ไปใช้เกี่ยวกับเรื่องนี้มากมาย ขอสรุปและแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนี้ค่ะ 

"ผู้นำ" หมายถึง ผู้ที่สามารถสั่งการให้คนในองค์การหรือลูกน้องปฏิบัติตาม, ผู้ที่มีความสามารถหรือมีความเชี่ยวชาญเป็นที่ยอมรับของผู้อื่นและได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำ, บุคคลที่มีบารมี และสามารถตัดสินใจได้เป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถกระตุ้นบุคคลอื่นให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ โดยสรุป  ผู้นำ หมายถึง บุคคลที่สามารถนำกลุ่มบุคคล หรือนำบุคคลอื่น ให้ปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการดำเนินกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งได้

                "ภาวะผู้นำ" หมายถึง ความสามารถที่จะสร้างความเชื่อมั่น และการสนับสนุนให้เกิดขึ้นระหว่างบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการบรรลุเป้าหมายขององค์กร

                ทั้งนี้เกี่ยวกับนิยาม หลักการ ลักษณะ ความสำคัญ บทบาท และประโยชน์ของคำว่า ผู้นำ และภาวะผู้นำ นั้นได้มีทฤษฏีหลายทฤษฏีที่พยายามอธิบายในเรื่องนี้ อันได้แก่ ทฤษฎีภาวะผู้นำ,   ทฤษฏีคุณลักษณะภาวะผู้นำ, ทฤษฏีอำนาจบารมีภาวะผู้นำ, ทฤษฏีผู้นำตามสถานการณ์, ทฤษฏีวิถีทางสู่เป้าประสงค์, ทฤษฏีมนุษย์นิยม และทฤษฏีความเป็นผู้นำเชิงพฤติกรรมศาสตร์ เป็นต้น โดยแต่ละทฤษฏีก็ต่างมีแนวคิดที่คล้ายคลึงกัน และมีส่วนที่แตกต่างกันด้วย สำหรับในเรื่องคุณลักษณะของผู้นำ นั้นสามารถแบ่งได้ ๓ คุณลักษณะหลัก คือ ๑. คุณลักษณะด้านร่างกาย ต้องเป็นบุคคลที่มีบุคลิกภาพดี ไม่ใช่ว่าสวย หล่อ หรือรูปร่างดี แต่ต้องมีการวางตัวที่ดี แต่งกายสะอาด และถูกกาลเทศะ เป็นต้น  ๒.คุณลักษณะด้านสติปัญญา ต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ดี หรือมีความสามารถในการแก้ปัญหาได้ดี มีไหวพริบดี เป็นต้น และ ๓. คุณลักษณธด้านบุคลิกภาพ ต้องเป็นคนที่มีความมั่นใจในตนเอง กล้าแสดงออก รับฟังผู้อื่น สามารถควบคุมอารมณ์ได้ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เป็นต้น  และผู้นำนั้นก็มีขั้นตอนหรือรูปแบบของการก้าวขึ้นสู่ผู้นำได้หลายทางด้วยกัน ได้แก่ ด้วยความสามารถเฉพาะตัว ด้วยสถานการณ์ ด้วยปาฏิหาริย์ และด้วยสัญลักษณ์ (เช่น ประเทศไทยมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นผู้นำด้วย เป็นต้น)

ทั้งนี้มีความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า สำหรับนักการศึกษา ก็เป็นบุคคลกลุ่มหนึ่งที่จำเป็นต้องมีภาวะผู้นำในตัวเองอย่างมาก เพราะนักการศึกษาเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็นคนอบรม สั่งสอนผู้อื่นให้มีความรู้ ให้ประพฤติตัวเป็นคนดี ดังนั้นจึงจำเป็นที่ตัวเองจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นผู้นำที่ดีในทุกๆด้าน โดยคุณสมบัติสำคัญของการเป็นผู้นำทางการศึกษา ได้แก่  การเป็นบุคคลซึ่งรู้หลักการ คือ รู้หน้าที่ รู้กฎกติกาที่เกี่ยวข้อง และต้องตั้งมั่นในหลักการนั้น,  รู้จุดหมาย และต้องมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในจุดหมายนั้น,  รู้ตน รู้ว่าตนเองเป็นใคร อยู่ในสถานะใด มีความสามารถ ความถนัด สติปัญญาอย่างไร กำลังแค่ไหน,  รู้ประมาณ คือ รู้จักความพอดี รู้จักขอบเขต ขีดขั้นความเหมาะสมที่จะจัดทำในเรื่องต่างๆ,  รู้กาล คือ รู้จักเวลา เช่นรู้ลำดับ ระยะ จังหวะ ปริมาณความเหมาะสมของเวลา รู้จักการวางแผนใช้เวลา,  รู้ชุมชน คือ รู้สังคมทั้งในขอบเขตที่กว้างขวาง จนถึงชุมชนรอบตัว และรู้บุคคล คือ รู้จักคนที่ร่วมงาน และคนที่ใช้บริการ เพื่อปฏิบัติต่อเขาให้ถูกต้อง  เป็นต้น 

ธันยมัย พูนลา (ลูกแพร) THANYAMAI POONALA (LOOKPAIR)
IP: xxx.136.49.59
เขียนเมื่อ Sun Dec 21 2008 15:24:21 GMT+0700 (ICT)

กราบนมัสการพระอาจารย์สมุห์ชุมพล สวัสดีค่ะ...Dr.กีรติ วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2551 เรียนเรื่อง ผู้นำและภาวะผู้นำทางการศึกษา

"ภาวะผู้นำกับการเป็นผู้บริหารที่ดี " การบริหารเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนและงาน เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการบริหารงานดังนั้นจึงต้องใช้การปกครองอย่างมีศิลปะ เพื่อให้สามารถครองใจคนและได้ผลงานที่มีประสิทธิภาพเกิดคุณภาพ ถือว่าเป็นศาสตร์และศิลป์ในการทำงานให้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้ การดูแล การจูงใจจะต้องนำก่อนทำเป็นตัวอย่างตลอดจนสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรให้เป็นที่ชื่นชมยินดี

ผู้บริหารในยุคโลกาภิวัตน์  ต้องใช้ภาวะผู้นำให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ โดยสามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับทุกสภาพการณ์ได้  และใช้ความรู้ความสามารถของตนให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหารงานอย่างมีประสิทธิผล 

จากสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา   มีการแข่งขันเพื่อชิงความเป็นเลิศ  ดังนั้น  วิธีที่จะทำให้ผู้บริหารประสบความสำเร็จสูงสุด คือ ผู้บริหารต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง   เบิร์นส์  (Burns) เสนอความเห็นว่า การแสดงความเป็นผู้นำยังเป็นปัญหาอยู่จนทุกวันนี้  เพราะบุคคลไม่มีความรู้เพียงพอในเรื่องกระบวนการของความเป็นผู้นำ  เบิร์นส์  อธิบายความเข้าใจในธรรมชาติของความเป็นผู้นำว่าตั้งอยู่บนพื้นฐานของความแตกต่างระหว่างความเป็นผู้นำกับอำนาจที่มีส่วนสัมพันธ์กับผู้นำและผู้ตาม   อำนาจจะเกิดขึ้นเมื่อผู้นำจัดการบริหารทรัพยากร  โดยเข้าไปมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้ตามเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตนหวังไว้  ความเป็นผู้นำจะเกิดขึ้นเมื่อการบริหารจัดการทำให้เกิดแรงจูงใจ  และนำมาซึ่งความพึงพอใจต่อผู้ตาม  ความเป็นผู้นำถือว่าเป็นรูปแบบพิเศษของการใช้อำนาจ (Special  form of power)

ผู้นำที่ดิฉันต้องการ คือ  ผู้นำจริยธรรม (Moral  Leadership)  ผู้นำที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ตาม  ซึ่งผู้นำจะมีความสัมพันธ์กับผู้ตามในด้านความต้องการ (Needs) ความปรารถนา (Aspirations) ค่านิยม (Values) และควรยึดจริยธรรมสูงสุด คือ ความเป็นธรรมและความยุติธรรมในสังคม  ผู้นำลักษณะนี้มุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ตอบสนองความต้องการ และความจำเป็นอย่างแท้จริงของผู้ตาม  ตัวอย่างผู้นำจริยธรรมที่สำคัญ

ตัวอย่างผู้นำจริยธรรมที่สำคัญ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ท่านทรงเป็นนักวางแผนและมองการณ์ไกล นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง  เช่น โครงการอีสานเขียว โครงการน้ำพระทัยจากในหลวง  โครงการแก้มลิง

 

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร (อุดมสิทธิพันธุ์) 084-125-1760 มหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.9.25.239
เขียนเมื่อ Mon Dec 22 2008 00:06:55 GMT+0700 (ICT)

นมัสการ พระครูสมุห์ชุมพล อินฺทโก

เจริญพร อาจารย์ ดร.กิรติ ยศยิ่งยง

อาตมภาพ พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร รหัสประจำตัว 5110204005 สาขาการจัดการศึกษา ปีที 1

ศาสนศาตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

การบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา การบรรยายครั้งที่ 7 ....วันที่ 15 ธันวาคม 2551

การบรรยาย....ทฤษฎีภาวะผู้นำทางการศึกษา...โดย พระครูสมุห์ชุมพล อินฺทโก

.....ผู้นำ คือ บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้ง หรือยกย่องให้เป็นหัวหน้า ซึ่งอาจเกิดจากอำนาจหน้าที่ หรือความสามารถที่มีเหนือบุคคลอื่น ชักนำให้ผู้ร่วมงาน ปฏิบัติภารกิจให้บรรลุตามเป้าหมายขององค์กร

.....ผู้นำ ต้องมีความสามารถด้านการบริหาร KM ,ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์, มุ่งมั่น, สื่อสารชัดเจน, วางใจได้, สามารถบริหารเวลา, บุคลากร, ทรัพยากร, งบประมาณ (เงิน)

.....มีวิสัยทัศน์กว้างไกล, คิดวางแผน, คิดหากุศโลบายให้ประสบผลสำเร็จ, ความสามารถในการรวมใจคน,

......ลักษณะผู้นำ.....มีความรู้, ความสามารถ, คุณธรรมจริยธรรม

....เฉลียวฉลาดรอบรู้, ตัดสินใจรวดเร็ว, สุขุมรอบคอบ, แก้ปัญหาเก่ง, กระฉับกระเฉง, เอาจริงเอาจัง, ทันสมัยต่อเหตุการณ์, มีประสบการณ์สูง,

.....ทฤษฎีอำนาจบารมีภาวะผู้นำ (Theories of Charismatic Leadership)

...แรงบันดาลใจให้ผู้อื่นศรัทธาเลื่อมใส อยู่ที่....เงิน...ความดี....บารมี

.......พฤติกรรมผู้นำ.....มุ่งงาน....มุ่งคน....หรือการมีส่วนร่วม

.....ผู้นำ 4 แบบ .....

1. ชี้นำ (Directive Leadership)

2. สนับสนุน (Supportive Leadership)

3. มุ่งความสำเร็จ (Achievement)

4. มีส่วนร่วม (Participative Leadership)

.....เราจะเลือก หรือกำหนด หรือจะเป็นผู้นำที่สามารถชี้ทิศ และเส้นทางสู่เป้าหมายได้อย่างไร.......?

........ตำราพิชัยสงครามซุนวู กล่าวว่า........." รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง "

เรา...ในฐานะผู้ศึกษา และค้นคว้า....เสน่ห์ตะวันออก และสากลตะวันตก.....

ขอเสนอแนวทางแห่งขุมปัญญาของเสน่ห์ตะวันออก.....ของพระศาสดาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.....

ทศพิธราชธรรม 10

.......ทศพิธราชธรรม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ราชธรรม 10" นี้

ปรากฏอยู่ในพระสูตร ขุททกนิกาย ชาดก ปรากฏพระคาถา ดังนี้

.....................................ทานํ สีลํ ปริจฺจาคํ อาชฺชวํ มทฺทวํ ตปํ .........

.....................................อกฺโกธํ อวิหึสญฺจ ขนฺติญฺจ อวิโรธนํ...............

............................................................ขุ.ชา.28/240/86

ราชธรรม ๑๐ ประการ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงบำเพ็ญมาโดยสม่ำเสมอ ได้แก่ ทาน ศีล บริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความเพียร ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทน และความเที่ยงธรรม ราชธรรม ๑๐ ประการนี้เรียกว่า "ทศพิธราชธรรม"

ทศพิธราชธรรม

.....1.ทาน คือ การให้สละทรัพย์สิ่งของบำรุงเลี้ยงช่วยเหลือประชาชนและบำเพ็ญ

สาธารณประโยชน์ (Sharing with the populace) หมายความถึง การพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ การทรงเสียสละพระกำลังในการปกครอง แผ่นดิน การพระราชทานพระราชดำริอันก่อให้เกิดสติปัญญาและพัฒนาชาติ การพระราชทานเสรีภาพอันเป็นหัวใจแห่งมนุษย์

.....2.ศีล คือ ความประพฤติดีงาม ประกอบแต่การสุจริตให้เป็นตัวอย่างแก่

ประชาชน (Maintaining good conduct) หมายความถึงการตั้งและทรงประพฤติพระราชจรรยานุวัตร พระกาย พระวาจา ให้ปราศจากโทษ ทั้งในการปกครอง อันได้แก่ กฎหมายและนิติราชประเพณี และในทางศาสนา อันได้แก่ เบญจศีลมาเสมอ

.....3.ปริจาคะ คือ การบริจาคเสียสละความสุขสำราญส่วนตนเพื่อประโยชน์สุขของ

ปวงชน (Working selflessly) หมายความถึงการที่ทรงสละสิ่งไม่เป็นประโยชน์หรือมีประโยชน์น้อยเพื่อสิ่งที่ดีกว่า คือ เมื่อถึงคราวก็สละได้แม้พระราชทรัพย์ตลอดจนพระโลหิต หรือแม้แต่พระชนม์ชีพ เพื่อรักษาธรรมและพระราชอาณาจักรของพระองค์

.....4.อาชชวะ คือ ความซื่อตรงมีความจริงใจต่อประชาชน (Working honestly)

หมายความถึงการที่ทรงซื่อตรงในฐานะที่เป็นผู้ปกครอง ดำรงอยู่ในสัตย์สุจริต ซื่อตรงต่อพระราชสัมพันธมิตรและอาณาประชาราษฎร

.....5.มัททวะ คือ ความอ่อนโยน มีกริยาสุภาพนุ่มนวล (Deporting himself with

gentleness) หมายความถึงการที่ทรงเป็นผู้มีอัธยาศัยอ่อนโยน เคารพในเหตุผลที่ควร ทรงมีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโสและอ่อนโยนต่อบุคคลที่เสมอกันและต่ำกว่า

.....6.ตบะ คือ การเผากิเลสมิให้เข้าครอบงำจิตใจ (Rejecting indulgence through austerity) หมายความถึงความเพียรที่แผดเผาความเกียจคร้าน คือ การที่พระมหากษัตริย์ทรงตั้งพระราชอุตสาหะปฏิบัติพระราชกรณียกิจให้เป็นไปด้วยดี โดยปราศจากความเกียจคร้าน

.....7.อักโกธะ คือ ความไม่โกรธและไม่เกรี้ยวกราด (Adhering to reason, not

anger) หมายความถึงการไม่แสดงความโกรธให้ปรากฎ ไม่พยายามมุ่งร้ายผู้อื่นแม้จะลงโทษผู้ทำผิดก็ทำตามเหตุผล และสำหรับพระมหากษัตริย์นั้นต้องทรงมีพระเมตตาไม่ทรงก่อเวรแก่ผู้ใด ไม่ทรงพระพิโรธโดยเหตุที่ไม่ควร และแม้จะทรงพระพิโรธก็ทรงข่มเสียให้สงบได้

.....8.อวิหิงสา คือ ความไม่เบียดเบียนบีบคั้นประชาชน (Bringing tranquility

through non violence) หมายความว่าทรงมีพระราชอัธยาศัย กอปรด้วยพระมหากรุณา ไม่ทรงก่อทุกข์หรือเบียดเบียนผู้อื่น ทรงปกครองประชาชนดังบิดาปกครองบุตร

.....9.ขันติ คือ ความอดทนต่อความยากลำบากทางกายและใจ (Overcoming difficulties with the patience) หมายความถึงการที่ทรงมีพระราชจริยานุวัตร อันอดทนต่อสิ่งทั้งปวง รักษาพระราชหฤทัย และพระอาการ พระกาย พระวาจา ให้เรียบร้อย

.....10.อวิโรธนะ คือ ความไม่คลาดธรรม ไม่เอนเอียงหวั่นไหวกับสิ่งไม่ดีงาม

(Not doing that which strays from righteousness) หมายความถึง การที่ทรงตั้งอยู่ในขัตติยราชประเพณี ไม่ทรงประพฤติผิดจากพระราชจริยานุวัตร นิติศาสตร์ ราชศาสตร์ ไม่ทรงประพฤติให้คลาดจากความยุติธรรม ทรงอุปถัมภ์ยกย่องคนที่มีความชอบ ทรงบำราบคนที่มีความผิดโดยปราศจากอำนาจอคติ ๔ ประการ และไม่ทรงแสดงให้เห็นด้วยพระราชหฤทัยยินดียินร้าย

*****************

.................ใจที่เปี่ยมสุข ความเป็นพุทธไม่เสื่อมหาย สถิตแน่นในใจกาย น้อมถวายพุทธองค์..........

.......................ปภงฺกโร ภิกฺขุ.........อาทิตย์ 21 ธันวาคม พ.ศ.2551 เวลา 0:05 น.

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร (อุดมสิทธิพันธุ์) 084-125-1760 มหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.9.25.239
เขียนเมื่อ Mon Dec 22 2008 00:13:46 GMT+0700 (ICT)

ทศพิธราชธรรม คือ จริยวัตร 10 ประการ ที่ พระเจ้าแผ่นดินทรงประพฤติเป็นหลักธรรม ประจำพระองค์

หรือเป็นคุณธรรมประจำตนของผู้ปกครองบ้านเมือง ให้มีความเป็นไปโดยธรรม

และยังประโยชน์สุขให้เกิดแก่ประชาชน จนเกิดความชื่นชม ยินดี

ซึ่งความจริงแล้ว ไม่ได้จำเพาะเจาะจงสำหรับพระเจ้าแผ่นดินหรือผู้ปกครองแผ่นดินเท่านั้น

.........บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้บริหารระดับสูงในทุกองค์กรก็พึงใช้หลักธรรมเหล่านี้

พระศักดิ์ชัย ปภงฺกโร (อุดมสิทธิพันธุ์) 084-125-1760 มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
IP: xxx.9.25.239
เขียนเมื่อ Mon Dec 22 2008 00:36:38 GMT+0700 (ICT)

คุณธรรมสำหรับนายกรัฐมนตรี ชุดที่ 1 : ราชธรรม 10(ทศพิธราชธรรม)

ราชธรรม 10 หรือ ทศพิธราชธรรม (ธรรมของพระราชา, กิจวัตรที่พระเจ้าแผ่นดินควรประพฤติ, คุณธรรมของผู้ปกครองบ้านเมือง, ธรรมของนักปกครอง — virtues or duties of the king; royal virtues; virtues of a ruler)

1. ทาน (การให้ คือ สละทรัพย์สิ่งของ บำรุงเลี้ยง ช่วยเหลือประชาราษฎร์ และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ — charity; liberality; generosity)

2. ศีล (ความประพฤติดีงาม คือ สำรวมกายและวจีทวาร ประกอบแต่การสุจริต รักษากิตติคุณ ให้ควรเป็นตัวอย่าง และเป็นที่เคารพนับถือของประชาราษฎร์ มิให้มีข้อที่ใครจะดูแคลน — high moral character)

3. ปริจจาคะ (การบริจาค คือ เสียสละความสุขสำราญ เป็นต้น ตลอดจนชีวิตของตน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง — self-sacrifice)

4. อาชชวะ (ความซื่อตรง คือ ซื่อตรงทรงสัตย์ไร้มารยา ปฏิบัติภารกิจโดยสุจริต มีความจริงใจ ไม่หลอกลวงประชาชน — honesty; integrity)

5. มัท ทวะ (ความอ่อนโยน คือ มีอัธยาศัย ไม่เย่อหยิ่งหยาบคายกระด้างถือองค์ มีความงามสง่าเกิดแต่ท่วงทีกิริยาสุภาพนุ่มนวล ละมุนละไม ให้ได้ความรักภักดี แต่มิขาดยำเกรง — kindness and gentleness)

6. ตปะ (ความทรงเดช คือ แผดเผากิเลสตัณหา มิให้เข้ามาครอบงำย่ำยีจิต ระงับยับยั้งข่มใจได้ ไม่ยอมให้หลงใหลหมกมุ่นในความสุขสำราญและความปรนเปรอ มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอ หรืออย่างสามัญ มุ่งมั่นแต่จะบำเพ็ญเพียร ทำกิจให้บริบูรณ์ — austerity; self-control; non-indulgence)

7. อักโกธะ (ความไม่โกรธ คือ ไม่กริ้วกราด ลุอำนาจความโกรธ จนเป็นเหตุให้วินิจฉัยความและกระทำกรรมต่างๆ ผิดพลาดเสียธรรม มีเมตตาประจำใจไว้ระงับความเคืองขุ่น วินิจฉัยความและกระทำการด้วยจิตอันราบเรียบเป็นตัวของตนเอง — non-anger; non-fury)

8. อวิหิงสา (ความไม่เบียดเบียน คือ ไม่บีบคั้นกดขี่ เช่น เก็บภาษีขูดรีด หรือ เกณฑ์แรงงานเกินขนาด ไม่หลงระเริงอำนาจ ขาดความกรุณา หาเหตุเบียดเบียนลงโทษอาชญาแก่ประชาราษฎร์ผู้ใด เพราะอาศัยความอาฆาตเกลียดชัง — non-violence; non-oppression)

9. ขันติ (ความอดทน คือ อดทนต่องานที่ตรากตรำ ถึงจะลำบากกายน่าเหนื่อยหน่ายเพียงไร ก็ไม่ท้อถอย ถึงจะถูกยั่วถูกหยันด้วยคำเสียดสีถากถางอย่างใด ก็ไม่หมดกำลังใจ ไม่ยอมละทิ้งกรณีย์ที่บำเพ็ญโดยชอบธรรม — patience; forbearance; tolerance)

10. อวิโรธ นะ (ความไม่คลาดธรรม คือ วางองค์เป็นหลักหนักแน่นในธรรม คงที่ ไม่มีความเอนเอียงหวั่นไหวเพราะถ้อยคำที่ดีร้าย ลาภสักการะ หรืออิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ใดๆ สติมั่นในธรรม ทั้งส่วนยุติธรรม คื ความเที่ยงธรรม ก้ดี นิติธรรม คือ ระเบียบแบบแผนหลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ก็ดี ไม่ประพฤติให้เคลื่อนคลาดวิบัติไป — non-opposition; non-deviation from righteousness; conformity to the law)

ราชธรรม 10 นี้ พึงจดจำง่ายๆ โดยคาถาในบาลี ดังนี้

ทานํ สีลํ ปริจฺจาคํ อาชฺชวํ มทฺทวํ ตปํ

อกฺโกธํ อวิหึสญฺจ ขนฺติญฺจ อวิโรธนํ.

.............................................................................................

คุณธรรมสำหรับนายกรัฐมนตรี ชุดที่ 2 : ราชสังคหวัตถุ 4

สังคหวัตถุของผู้ครองแผ่นดิน หรือ ราชสังคหวัตถุ 4 (สังคหวัตถุของพระราชา, ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจประชาชน, หลักการสงเคราะห์ประชาชนของนักปกครอง -a ruler's bases of sympathy; royal acts of doing favors; virtues making for national integration)

1. สัสสเมธะ (ความฉลาดในการบำรุงพืชพันธุ์ธัญญาหาร ส่งเสริมการเกษตร - shrewdness in agricultural promotion)

2. ปุริสเมธะ (ความฉลาดในการบำรุงข้าราชการ รู้จักส่งเสริมคนดีมีความสามารถ - shrewdness in the promotion and encouragement of government officials)

3. สัมมาปาสะ (ความรู้จักผูกผสานรวมใจประชาชนด้วยการส่งเสริมอาชีพ เช่น ให้คนจนกู้ยืมทุนไปสร้างตัวในพาณิชยกรรม เป็นต้น - 'a bond to bind men's hearts'; act of doing a favor consisting in vocational promotion as in commercial investment)

4. วาชเปยะ หรือ วาจาเปยยะ (ความมีวาจาอันดูดดื่มน้ำใจ น้ำคำควรดื่ม คือ รู้จักพูด รู้จักปราศรัย ไพเราะ สุภาพนุ่มนวล ประกอบด้วยเหตุผล มีประโยชน์เป็นทางแห่งสามัคคี ทำให้เกิดความเข้าในอันดี และความนิยมเชื่อถือ - affability in address; kindly and convincing speech)

ราชสังคหวัตถุ 4 ประการ นี้ เป็นคำสอนในพระพุทธศาสนา ส่วนที่แก้ไขปรับปรุงคำสอนในศาสนาพราหมณ์ โดยกล่าวถึงคำศัพท์เดียวกัน แต่ชี้ถึงความหมายอันชอบธรรมที่ต่างออกไป ธรรมหมวดนี้ ว่าโดยศัพท์ ตรงกับ มหายัญ 5 (the five great sacrifices) ของ พราหมณ์ คือ.-

1. อัสสเมธะ (การฆ่าม้าบูชายัญ - horse-sacrifice)

2. ปุริสเมธะ (การฆ่าคนบูชายัญ - human sacrifice)

3. สัมมาปาสะ (ยัญอันสร้างแท่นบูชาไว้ที่ขว้างไม้ลอดบ่วงไปหล่นลง - peg-thrown site sacrifice)

4. วาชเปยะ (การดื่มเพื่อพลังหรือเพื่อชัย - drinking of strength or of victory)

5. นิรัคคฬะ หรือ สรรพเมธะ (ยัญไม่มีลิ่มสลัก คือ ทั่วไปไม่มีขีดขั้นจำกัด, การฆ่าครบทุกอย่างบูชายัญ - the bolts-withdrawn sacrifice; universal sacrifice)

มหายัญ 5 ที่ พระราชาพึงบูชาตามหลักศาสนาพราหมณ์นี้ พระพุทธศาสนาสอนว่า เดิมทีเดียวเป็นหลักการสงเคราะห์ที่ดีงาม แต่พราหมณ์สมัยหนึ่งดัดแปลงเป็นการบูชายัญเพื่อผลประโยชน์ในทางลาภสักการะ แก่ตน ความหมายที่พึงต้องการ ซึ่งพระพุทธศาสนาสั่งสอน 4 ข้อแรก มีดังกล่าวแล้วข้างต้น ส่วนข้อที่ 5 ตามหลักสังคหวัตถุ 4 นี้ ว่าเป็นผล แปลว่า ไม่มีลิ่มกลอน หมายความว่า บ้านเมืองจะสงบสุขปราศจากโจรผู้ร้าย ไม่ต้องระแวงภัย บ้านเรือนไม่ต้องลงกลอน

ที่มา : พจนานุกรมพุทธศาสตร์ โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

..................................................................................................................

คุณธรรมสำหรับนายกรัฐมนตรี ชุดที่ 3 : จักรวรรดิวัตร 12

จักรวรรดิวัตร 5, 12 (วัตรของพระเจ้าจักรพรรดิ, พระจริยาที่พระจักรพรรดิพึงทรงบำเพ็ญสม่ำเส, ธรรมเนียมการทางบำเพ็ญพระราชกรณีย์ของพระเจ้าจักรพรรดิ, หน้าที่ของนักปกครองผู้ยิ่งใหญ่ — duties of a universal king or a great ruler)

1. ธรรมาธิปไตย (ถือธรรมเป็นใหญ่ เคารพนับถือบูชายำเกรงธรรม ยึดธรรมเป็นหลัก เป็นธงชัย เป็นธรรมาปิไตย — supremacy of the law of truth and righteousness; rule of the Dhamma; rule of the true law) (1) และ

2. ธรรมิการักขา (จัดการรักษาป้องกันและคุ้มครองอันชอบธรรมและเป็นธรรม — provision of the right watch, ward an protection)

มอ

ก. อันโตชน (แก่ชนภายใน ตั้งแต่พระมเหสี โอรส ธิดา จนถึงผู้ปฏิบัติราชการในพระองค์ทั้งหมด คือ คนในปกครองส่วนตัว ตั้งแต่บุตรธิดาเป็นต้นไป ด้วยให้การบำรุงเลี้ยงอบรมสั่งสอนเป็นต้น ให้อยู่โดยเรียบร้อยสงบสุข และมีความเคารพนับถือกัน — for one’s own folk) (2)

ข. พลกาย (แก่กองทัพ คือ ปวงเสนาข้าทหาร, ข้าราชการฝ่ายทหาร — for the army; the arms-forces; military personnel) (3)

ค. ขัตติยะ (แก่กษัตริย์ทั้งหลายผู้อยู่ในพระบรมเดชานุภาพ, เจ้าเมืองขึ้น, ปัจจุบันสงเคราะห์ชนชั้นปกครองและนักบริหารชั้นผู้ใหญ่ทั้งหลาย, ข้าราชการฝ่ายปกครอง — for colonial kings; administrative officers) (4)

ง. อนุยนต์ (แก่ผู้ตามเสด็จ คือ ราชบริพารทั้งหลาย, ปัจจุบันควรสงเคราะห์ข้าราชการฝ่ายพลเรือนเข้าทั้งหมด — for the royal dependants; civil servants) (5)

จ. พรา หมณคฤหบดี (แก่ชนเจ้าพิธี เจ้าตำรา พ่อค้า เจ้าไร่เจ้านา คือ ครูบาอาจารย์ นักวิชาการ หมอ พ่อค้า ผู้ประกอบอาชีพวิชพต่างๆ และเกษตรกร ด้วยช่วยจัดหาทุนและอุปกรณ์เป็นต้น — for brahmins and householders; the professional, traders and the agricultural) (6)

ฉ. เนคมชานบท (แก่ชาวนิคมชนบท คือ ราษฎรทั้งปวงทุกท้องถิ่นตลอดถึงชายแดนทั่วไปไม่ทอดทิ้ง — for town and country dwellers; townsmen and villagers; upcountry people) (7)

ช. สมณพราหมณ์ (แก่พระสงฆ์และบรรพชิตผู้ทรงศีลทรงคุณธรรม — for the religious) (8)

ญ. มิคปักษี (แก่มฤคและปักษี คือ สัตว์อันควรสงวนทั้งหลาย — for beasts and birds) (9)

3. อธรรม การนิเสธนา (ห้ามกั้น มิให้มีการอันอธรรมเกิดขึ้นในพระราชอาณาเขต คือ จัดการป้องกัน แก้ไข มิให้มีการกระทำความผิดความชั่วร้ายเดือดร้อนเกิดขึ้นในบ้านเมือง — to let no wrongdoing prevail in the kingdom) (10)

4. ธนานุประทาน (ปันทรัพย์เฉลี่ยให้แก่ชนผู้ไร้ทรัพย์ มิให้มีคนขัดสนยากไร้ในแว่นแคว้น — to let wealth be given or distributed to the poor) (11)

5. ปริปุจฉา (ปรึกษา สอบถามปัญหากับสมณพราหมณ์ ผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ผู้ไม่ประมาทมัวเมา อยู่เสมอตามกาลอันควร เพื่อให้รู้ชัดการอันดีชั่ว ควรประกอบหรือไม่ เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขหรือไม่ แล้วประพฤติปฏิบัติให้เป็นไปโดยถูกต้อง ข้อนี้ปัจจุบันสงเคราะห์นักปราชญ์นักวิชาการผู้ทรงคุณธรรมเข้าด้วย — to go from time to time to see and seek advice from the men of religious life who maintain high moral standards; to have virtuous counsellors and seek after greater virtue) (12)

จักรวรรดิวัตรนี้ มาใน จักกวัตติสูตร ตามที่มาที่อ้าง ในพระบาลี คือไตรปิฎก ท่านไม่ระบุจำนวนข้อไว้ แต่นับตามที่ตรัสไว้ เป็นหลักการที่ยึดถือหนึ่งข้อ และหลักปฏิบัติ 4 ข้อ จึงรวมเป็น 5 ข้อ อย่างไรก็ดี ข้อย่อยที่แยกออกไปจากข้อ 2 (ธรรมิก รักขา) แต่ละอย่าง ในชั้นอรรถกถาคงเห็นว่ามีความสำคัญมาก และมีรายละเอียดวิธีปฏิบัติจำเพาะต่างกันออกไป จึงจัดเป็นวัตรแต่ละข้อเท่ากันหมด นับได้ 12 ข้อ ตามตัวเลขในวงเล็บข้างหลัง

แต่ใน อรรถกถาแห่งพระสูตรนี้เอง (ที.อ. 3/46) ท่านจัดต่างออกไปดังนี้

1. อนฺโตชนสฺมึ พลกายสฺมึ (สงเคราะห์ชนภายใน และพลกายกองทหาร)

2. ขตฺติเยสุ (สงเคราะห์กษัตริย์เมืองขึ้นทั้งหลาย)

3. อนุยนฺเตสุ (สงเคราะห์เหล่าเชื้อพระวงศ์ ผู้ตามเสด็จเป็นราชบริพาร)

4. พฺราหฺมณคหปติเกสุ (คุ้มครองพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย)

5. เนคมชานปเทสุ (คุ้มครองชาวราษฎรพื้นเมืองทั้งหลาย)

6. สมณพฺราหฺมเณสุ (คุ้มครองเหล่าสมณพราหมณ์)

7. มิคปกฺขีสุ (คุ้มครองเนื้อนกที่เอาไว้สืบพันธุ์)

8. อธมฺมการปฏิกฺเขโป (ห้ามปรามมิให้มีการประพฤติการอันผิดธรรม)

9. อธนานํ ธนานุปฺปทานํ (ทำนุบำรุงผู้ขัดสนไร้ทรัพย์)

10. สมณพฺราหฺมเณ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺหาปุจฺฉนํ (เข้าไปหาและสอบถามปัญหากะสมณพราหมณ์)

11. อธมฺมราคสฺส ปหานํ (เว้นความกำหนัดในกามโดยอาการไม่เป็นธรรม)

12. วิสมโลภสฺส ปหานํ (เว้นโลภกล้า ไม่เลือกควรไม่ควร)

ที่จำกันมาส่วนมาก ก็ถือตามนัยอรรถกถานี้ อย่างไรก็ดี ตามนัยนี้ ท่านไม่นับข้อธรรมาธิปไตย เข้าในจำนวน 12 ข้อ และเพิ่มข้อ 11, 12 เข้ามาใหม่ ซึ่งไม่มีมาในบาลีเดิม สำหรับข้อ 11,12 นี้ โดยเหตุผลน่าจะมีอยู่แล้วในหลักทศพิธราชธรรม

ที่มา : พจนานุกรมพุทธศาสตร์ โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

http://blog.spu.ac.th/dhanapon/2008/12/16/entry-1

...............การศึกษาเพื่อพัฒนาคุณค่าชีวิตและสังคม ..................

.......ไตรสิกขา......คือ อะไร.....?........ดีหรือไม่........เพียงใด.......ต่อการศึกษาไทย

.............ศีลธรรม......กับ....ความเป็นพุทธ.......

...........จริยธรรม.......กับ.....ความประพฤติ......

...........คุณธรรม.........กับ.....ความมีน้ำใจ.........

ชาติเข้มแข็ง......ประชาชนอุ่นใจ.......การศึกษา....เพื่อใคร.....ถ้าไม่ใช่....ลูกของคุณ....!

.......เรียนฟรี.....จบมาตกงาน.........!

..........ฉลาด....จน......ผู้คน....กลับไป.....ปลูกข้าว.....เลี้ยงควาย.......น่าจะดี...อนาคตไทย........

Phra Dihan Thanavaro
IP: xxx.29.86.254
เขียนเมื่อ Wed Dec 24 2008 15:37:46 GMT+0700 (ICT)

นมัสการ พระครูสมุห์ชุมพล อินฺทโก

เจริญพร อาจารย์ ดร.กิรติ ยศยิ่งยง

อารัมภบทวิชาการ เรื่อง ระบบการศึกษาที่คุณธรรมนำความรู้

สรุปได้ว่า

๑ ฐานของการเรียนรู้ต้องเป็นฐานวัฒนธรรม การศึกษา/โรงเรียนต้องเข้าไปเชื่อมกับฐานชุมชนให้มากที่สุด เพื่อเข้าไปสู่ฐานวัฒนธรรม เพราะในชุมชนจะมีทุกอย่าง ตั้งแต่การทำงาน การรักษาสุขภาพ สิงแวดล้อม ความยุติธรรม การไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ฯลฯ เพราะมีผู้คนจำนวนมากในชุมชนทั้งชาวบ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน พระ เป็นต้น การจะทำเช่นนั้นได้โรงเรียนต้องลดเวลาการเรียนที่เอาวิชาเป็นตัวตั้งลง ไม่เช่นนั้นจะทำไม่ได้ เรื่องนี้ต้องการการตัดสินใจเชิงนโยบาย ความกล้าจากผู้บริหารเพื่อให้เด็ก/เยาวชนได้มีโอกาสเรียนรู้ แลกเปลี่ยนกับพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ที่สำคัญคือฐานครอบครัว ฐานวัฒนธรรม

๒ การมีวิจารณญาณ (ความมีเหตุผล) จากสภาพปัจจุบันที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร เด็ก/เยาวชนทุกคนดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ ซึ่งเต็มไปด้วยโฆษณาชวนเชื่อ มีการนำเอาภาพที่ไม่สมควร ฉะนั้นการศึกษาต้องเผชิญความจริงนี้อย่าอยู่แค่กับตำรา ต้องเข้าใจกับความจริงอันนี้ การศึกษาต้องนำมาเป็นโจทย์ให้คิดว่า ในชีวิตประจำวันได้เห็นอะไร ได้ฟังอะไร แล้วเป็นจริงหรือไม่ มีประโยชน์อะไร มีโทษอะไร ฝึกให้คิดใช้เหตุผล ฝึกการใช้วิจารณญาณเป็นประจำทุกวัน สิ่งเหล่านี้สามาระฝึกได้เกือบ ๒๔ ชั่วโมง โดยเฉพาะถ้าพ่อแม่กับเด็กได้คุยกันว่าที่พูดอย่างนี้จริงหรือไม่จริง มีประโยชน์หรือไม่

๓ การทำแผนที่ความดีและขยายความดีให้เต็มแผ่นดิน ในแผ่นดินมีคนทำเรื่องดี ๆ อยู่มากมาย มนุษย์ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีอยู่ในหัวใจ ถ้าเราจับตรงนี้ได้เราจะมีพลังขึ้น การศึกษาต้องสามารถเปิดการรับรู้ความจริงทั้งหมด และในพื้นที่มีความดีมาก ใครลงไปในพื้นที่จะมีกำลังใจ หากนะแนวคิดดังกล่าวมาปรับเข้ากับการจัดการศึกษาของประเทศ เรามีโรงเรียนเป็นฐานอยู่ในทุกชุมชน ตำบลหนึ่งมีโรงเรียนอยู่ ๔ – ๕ โรง มีวัดอยู่ ๔ – ๕ วัด การทำแผนที่ความดีจะเชื่อมโยงให้เด็กได้เกิดความภาคภูมิใจในบ้านเกิด เข้าใจท้องถิ่นของตนเอง รู้จักประวัติศาสตร์ที่มาของหมู่บ้าน บันทึกเครื่องหมายลงในแผนที่ เกิดเป็นแผนที่ความดี และนำความดีนั้นมาสื่อสารกันเพื่อขยายความดีให้เต็มแผ่นดิน

๔ การทำแผนที่ศักยภาพมนุษย์ (human mapping) ตรงนี้เป็นจุดใหญ่ที่จะพลิกผัน เพราะศีลธรรมพื้นฐาน คือการเคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นคนของคน ทุกคนอย่างเท่าเทียม ระบบการศึกษาที่ผ่านมาทำให้เราขาดตรงนี้ เพราะเมื่อนักเรียนเข้ามาเรียนในโรงเรียนแล้วจะมีความรู้สึกว่าชาวบ้านไม่มีเกียรติสถาบันของเรามีเกียรติ เพราะเราเคารพความรู้ในตำรา แต่เราไม่เคารพความรู้ในตัวคน คนทุกคนมีความรู้ในตัวที่ได้มาจากประสบการณ์ชีวิต ได้มาจากการทำงาน ฉะนั้นทุกคนจะมีความรู้ ครูที่ดีที่สุดของเราคือแม่ของเรา เมื่อระบบการศึกษาเริ่มจากศีลธรรมพื้นฐาน คือการเคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นคน ที่เป็นรากฐานของสิ่งดี ๆ ทั้งปวง เป็นรากฐานของประชาธิปไตย

๕ วิทยาศาสตร์บูรณาการ ความเป็นวิทยาศาสตร์ไม่ได้อยู่ที่การท่องวิชาวิทยาศาสตร์ ใครพบอะไรไม่เกิดความเป็นวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์จะเกิดขึ้นในระบวนการวิทยาศาสตร์ ในการเรียนรู้ ต้องหันมาปรับตรงนี้

กระบวนการเรียนรู้ และกระบวนการวิจัยจะอยู่ในสาระ ดังนี้

1.หัดสังเกตในเรื่องทั้งหมดที่ทำ

2.หัดบันทึก

3.หัดการนำเสนอ / บันทึกเรื่องที่เราสังเกต เพราะต้องคิดเป็นกระบวนการทางปัญญา

4.ฝึกการฟัง การฟังเป็นการเคารพคนอื่น การฟังอย่างลึกทำให้เกิดปัญญา เกิดการเปลี่ยนแปลง

5.ฝึกปุจฉา วิสัชนา ที่ฟังกันไปแล้วก็ยังไม่แจ่มแจ้ง

6.ตั้งสมมุติฐานและตั้งคำถามว่าเกิดจากอะไร มีประโยชน์อะไร และมีวิธีการอะไร

7.สร้างคำถามที่สำคัญ การตั้งคำถามที่ดี เป็นกระบวนการทางปัญญา

8.ฝึกหาคำตอบ โดยไปค้นหนังสือสืบค้นทางอินเทอร์เน็ต การค้นจะได้ความรู้มาก

9.การวิจัยเพื่อให้ได้คำตอบและความรู้ใหม่ขึ้นมา

ปัญญาและการบูรณการ เมื่อวิจัยได้ความรู้มาแล้ว ต้องเชื่อมโยงโดยบูรณาการความรู้เป็นเรื่อง ๆ และโลกในความเป็นจริงจะเชื่อมโยงกันหมด

ฉะนั้นวิทยาศาสตร์ต้องไม่เป็นวิทยาศาสตร์แบบธรรมดา แต่เป็น “วิทยาศาสตร์

บูรณาการ” ซึ่งหมายถึงรู้ตัวเองด้วย เพราะตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด พอเรารู้ทั้งหมดและรู้ตัวเองแล้ว เราสามารถจัดความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสิ่งอื่นได้อย่างถูกต้อง

๖ จิตตปัญญาศึกษา ซึ่งแปลว่าศึกษาโดยดูจิตของตัวเอง ตรงนี้ต้องนำมาเป็นยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนคุณธรรมนำความรู้

รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น อ่านทั้งหมด   อ่าน
อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์