"อารยะขัดขืน"

 "อารยะขัดขืน"  

อารยะขัดขืนได้ยินบ่อยที่ใช้กันอยู่ถูกต้องหรือไม่ลองอ่านและพิจารณากันนะคะ

"อารยะขัดขืน"

อาหารสมอง  วีรกร ตรีเศศ Varakorn@dpu.ac.th   มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1339

"อารยะขัดขืน" หรือ Civil Disobedience กำลังเป็นคำยอดฮิต และไอเดียของมันกำลังเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้แก่สังคมไทย ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ถึงแม้จะเป็นผมนักเศรษฐศาสตร์ แต่ก็เคยเรียนวิชา Politics 10 มาหนึ่งวิชาในตอนเรียนปริญญาตรี ที่ University of Western Australia เมื่อเกือบ 40 ปีก่อน วันนี้ขออาสาเขียนเรื่องที่ตนเองพอรู้บ้างเล็กน้อยสักหนนะครับ

จำได้แม่นยำว่ารู้จักคำนี้เป็นครั้งแรกจากวิชานี้ จากการอ่านบางส่วนของเรียงความชื่อ Resistance to Civil Government โดยนักคิดชาวอเมริกันชื่อ Henry David Thoreau ("น้ำจิ้มอาหารสมอง" ท้ายคอลัมน์นี้ได้เอาคำพูดของเขามาอยู่เนืองๆ) ที่อยู่ในหนังสือรวบรวมต้นฉบับข้อเขียนสำคัญเกี่ยวกับประชาธิปไตยและเผด็จการที่ผู้สอนบังคับให้อ่าน

ขอคุยหน่อยว่า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผลพวงจากการเรียนวิชานี้หรือไม่ จึงทำให้เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งในจำนวน 100 กว่าคนที่ชื่อ Kim Beazley ได้เป็นหัวหน้าพรรค Labor ของ Australia และเป็นผู้นำฝ่ายค้านในปัจจุบัน อดีตเป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง และขณะนี้กำลังจ่อคิวเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่

ผมขอไม่ให้คำจำกัดความของ "อารยะขัดขืน" ในตอนแรก แต่จะขอยกตัวอย่างจริงสักสองกรณีก่อนที่จะพูดถึงมันในตอนท้าย

กรณีแรก ในสมัยที่อินเดียยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษอยู่นั้น มีกฎหมายบังคับให้การผลิต และขายเกลือ ที่คนอินเดียบริโภคกันทั้งประเทศ กระทำได้เฉพาะรัฐบาลอังกฤษเท่านั้น หากผู้ใดฝ่าฝืนบังอาจผลิต หรือค้าขายเกลือมีโทษอาญาถึงติดคุกทีเดียว

รายได้จากการผูกขาดผลิต และค้าขายเกลือเป็นแหล่งรายได้ของอังกฤษในการดูแลปกครองอินเดีย ในขณะเดียวกันก็สูบทรัพยากรของอินเดีย ไปให้ประเทศแม่ใช้ ถึงแม้คนอินเดียยากจนจำนวนมากที่อยู่ชายฝั่งทะเล สามารถผลิตเกลือเพื่อบริโภคเองได้ ก็จำต้องเสียเงินซื้อเกลือจากรัฐบาลอังกฤษ

มหาตมะคานธี ผู้นำในการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดีย และคนอินเดียขุ่นใจในเรื่องนี้มานาน และเห็นหนทางที่จะโค่นอำนาจ ที่ครอบงำอาณานิคมอินเดีย

ในวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ.1930 มหาตมะคานธีก็เริ่มเดินเท้าออกจาก Sabarmati กับผู้ร่วมเดินทาง 78 คน ไปยัง Dandi ซึ่งอยู่ริมฝั่งทะเลไกลออกไป 240 ไมล์ เมื่อผ่านเมืองใดก็มีคนนับพันเดินตามไปด้วยจนเป็นขบวนยาวไม่ต่ำกว่า 2 ไมล์

เมื่อถึงที่หมายในเวลา 23 วัน มหาตมะคานธีก็กระทำสิ่งที่เรียกว่า "อารยะขัดขืน" ทันที

มหาตมะคานธี ขุดดินที่เต็มไปด้วยเกลือลงต้มในน้ำทะเลเพื่อผลิตเกลือ ซึ่งเป็นการกระทำที่คนอินเดียทุกคน ถูกห้ามมายาวนาน ผู้เดินตามนับพันคนก็เลียนแบบช่วยกันผลิตเกลืออย่างท้าทายกฎหมาย

ข่าวการกระทำที่เป็น "อารยะขัดขืน" ของมหาตมะคานธี ถูกแพร่หลายออกไปทั่วโลก ในขณะเดียวกันกับที่คนอินเดียทั้งประเทศ เลียนแบบ ผลิตและขายเกลือกันอย่างไม่กลัวกฎหมาย ในที่สุดมหาตมะคานธีถูกจับ พร้อมกับคนนับหมื่นทั่วประเทศ แต่ยิ่งถูกจับก็ยิ่งเป็นที่ขบขันแก่ชาวโลกเพราะข้อหาคือการผลิตเกลือเพื่อเอาไว้ใช้ในครัวเรือน

"อารยะขัดขืน" โดยสันติวิธีของมหาตมะคานธีในเรื่องเกลือที่มีชื่อเรียกว่า The Salt March ครั้งนี้ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่ออิสรภาพของอินเดีย เพราะเมื่อถูกปล่อยออกมาแล้ว มหาตมะคานธีก็เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ ปลุกคนอินเดียทั่วประเทศให้ตื่นขึ้น ร่วมขบวนการกู้ชาติจนสำเร็จในที่สุดในปี ค.ศ.1947

กรณีที่สอง คือขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิความเท่าเทียมกันของคนผิวดำในสหรัฐอเมริกา (เดิมเรียกว่า Negros ซึ่งถือเป็นคำดูถูก ต่อมาเปลี่ยนเป็น Black Americans ปัจจุบันเป็น African Americans) ที่เรียกว่า Civil Rights Movement ระหว่าง ค.ศ.1955-1968

ก่อนหน้าการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันนี้ คนผิวดำและผิวขาวต้องแยกห้องน้ำกันใช้ ร้านอาหาร โรงเรียน โรงพยาบาล รถเมล์ แหล่งที่อยู่อาศัย ก็แยกกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐทางใต้ที่คนผิวดำเคยเป็นทาสเก็บฝ้าย ทำงานรับใช้ในบ้าน ทำงานในฟาร์ม ฯลฯ มาก่อน

คนอเมริกันผิวขาวส่วนหนึ่งไม่พอใจการแบ่งแยกดังกล่าว แต่อีกส่วนหนึ่งรังเกียจผิวและต่อต้านกฎหมาย ที่ออกมาบังคับให้เลิกการแบ่งแยก การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันโดยใช้กฎหมาย กระทำตั้งแต่กลางทศวรรษ 1950 จนได้รับชัยชนะด้วยการออกกฎหมาย Voting Rights Act of 1965 และ Civil Rights Act of 1968

ในช่วงก่อนหน้าที่กฎหมายจะออกมา มีคนผิวดำจำนวนมากที่ใช้ "อารยะขัดขืน" ต่อสู้ความไม่เป็นธรรม ขอเล่าบางเหตุการณ์ดังต่อไปนี้

ในปี 1955 Rosa Parks หญิงผิวดำโดยสารรถเมล์ปฏิเสธที่จะลุกขึ้นให้ที่นั่งแก่คนขาวตามที่กฎหมายท้องถิ่นกำหนด ในกรณีที่อนุญาตให้นั่งรถเมล์ร่วมกัน เธอถูกจับขึ้นศาลและถูกตัดสินจำคุก

เมื่อคดีถึงหูกลุ่มเพื่อนสีผิวเดียวกัน ผู้นำ 50 คนก็รวมตัวกันบอยคอตรถเมล์ (ดังที่มีชื่อว่า Montgomery Bus Boycott) เพื่อประท้วงการบังคับที่แตกต่างกันของคนละสีผิวในการขึ้นรถเมล์ ต่อสู้อยู่กว่า 1 ปี ท้องถิ่นก็จำต้องยกเลิกกฎหมาย

เมื่อกรณีนี้ทราบกันไปทั่วก็สร้างแรงกดดันอย่างมากแก่ท้องถิ่นอื่นที่ยังมีกฎหมายเช่นนี้อยู่

อีกกรณีหนึ่งคือนักเรียนผิวดำในหลายรัฐได้ใช้วิธี "sit in" กล่าวคือ พากันมานั่งหน้าเคาน์เตอร์ขายอาหารกลางวัน ในร้านที่ปฏิเสธการรวมกันใช้สถานที่ของผิวขาวและดำ พวก "sit in" เหล่านี้จะแต่งตัวสุภาพ เข้าไปนั่งในทุกที่นั่งหน้าเคาน์เตอร์ขายอาหาร โดยผลัดเปลี่ยนเวียนกันเข้าไปนั่งจนไม่มีที่นั่งว่างให้คนอื่นเลย จนร้านทำธุรกิจไม่ได้

นักศึกษาผิวดำและผิวขาวจำนวนมากที่เห็นใจ ก็พากันเลียนแบบวิธีการ "sit in" จนกระจายไปทั่วรัฐทางใต้ และระบาดไปถึงสวนสาธารณะ ชายทะเล ห้องสมุด โรงหนัง พิพิธภัณฑ์ และสถานที่สาธารณะต่างๆ ด้วย เมื่อถูกจับ นักศึกษาเหล่านี้ก็ไม่ยอมประกัน ต้องการติดคุกเพื่อให้เป็นข่าวและสร้างภาระแก่ผู้ดูแลคุกในเรื่องพื้นที่และอาหาร

ตัวอย่างของ "ขัดขืนอารยะ" ข้างต้น ล้วนเกี่ยวพันการปฏิเสธที่จะกระทำตามกฎหมายที่คิดว่าไม่ถูกต้องหรือขาดจริยธรรม หรือเรียกร้อง หรือบังคับรัฐบาล หรือผู้มีอำนาจให้กระทำบางอย่างด้วยสันติวิธี

มหาตมะคานธี ให้การต่อศาลว่า "..การที่ข้าฯ มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่นั้น มิใช่เพราะข้าฯ ไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง แต่เป็นเพราะข้าฯ ต้องการปฏิบัติตามคำสั่งที่สูงยิ่งไปกว่านั้น นั่นคือคำสั่งแห่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของข้าฯ เอง..."

กฎหมายที่ออกโดยตัวแทนของประชาชนนั้น บางครั้งก็อาจขัดแย้งกับความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นระบบการเมืองที่ทุพพลภาพออกกฎหมายโดยไม่ฟังเสียงของประชาชน ตามแนวคิดของ "อารยะขัดขืน" ประชาชนมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนั้นโดยสันติวิธี แต่ต้องหลีกเลี่ยงการบีบบังคับขู่เข็ญด้วยกำลัง เพื่อให้รัฐกระทำตามความต้องการของตน

การต่อต้านคำสั่งหรือกฎหมายที่คิดว่าไม่เป็นธรรมนี้ มีเป้าหมายอยู่ที่การสื่อสารให้สังคมรับทราบ ปัญหาความเดือดร้อน และความอยุติธรรม โดยผู้ต่อต้านยินยอมรับการลงโทษอันอาจเกิดขึ้นตามกฎหมาย ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่เป็นผลดี ต่อผู้มีอำนาจอย่างกว้างไกล

"อารยะขัดขืน" เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกและใช้กันอย่างกว้างขวางในแอฟริกาใต้เพื่อต่อสู้การแบ่งแยกผิว และถูกใช้ในสแกนดิเนเวียในการต่อต้านการยึดครองของนาซีในสงครามโลกครั้งที่สอง

"ยายไฮ" แชมเปี้ยนของผม ผู้ต่อสู้เพื่อความถูกต้องเมื่อที่นาถูกเวนคืนไปอย่าง อยุติธรรม การขึ้นไปนั่งนอนอยู่บนยอดไม้หลายครั้งหลายหน เป็นเวลายาวนานเพื่อประท้วง ถือเป็น "อารยะขัดขืน" ขนานแท้ (โดยยายไม่ต้องอ่านข้อเขียนของ Thoreau ที่เขียนไว้ตั้งแต่ ค.ศ.1849) ในบางช่วงเวลาอาจถูกจับ ในข้อหาก่อความไม่สงบเรียบร้อยได้ เช่นเดียวกับ นายนรินทร์ กลึง หรือ นรินทร์ ภาษิต ในสมัยรัชการที่ 5 และ รองศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร รายล่าสุด

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 คำสำคัญ (keywords): อารยะขัดขืน 
 หมายเลขบันทึก: 215219
 เขียน:  
 ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

มาอ่านอารยะขัดขืนของยาย แล้ว ไม่มีในตัวเลย มีแต่ อะไรยะไม่ขัดขืน อิอิ

ครูเมี้ยว
เขียนเมื่อ Thu Oct 09 2008 20:35:18 GMT+0700 (ICT)
  • สวัสดีค่ะ...คิดถึง
วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
เขียนเมื่อ Thu Oct 09 2008 20:39:54 GMT+0700 (ICT)

สว้สดีครับ คุณ รัชนี

มาดูว่า อารยะมันจะขัดขืนไปถึงไหน

รัชนี สุวรรณเกษร
เขียนเมื่อ Fri Oct 10 2008 13:23:26 GMT+0700 (ICT)
 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า