หลักการและทฤษฎีในการสร้างCAI

 หลักการและทฤษฎีในการสร้างCAI 

หลักการและทฤษฎีในการสร้างCAI

ทฤษฎีการเรียนรู้ของธอร์ไดค์เป็นฤษฎีการเรียนรูจากกฏของความพร้อมReadiness effectแลการฝึกฝนซึ่งนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน

1.กฏแห่งความพร้อมLearning Theory

2.กฏแห่งผลLaw off effect

3.กฏแห่งการฝึกLaw of exercise

ทฤษฎีการเสริมแรงReinforcement Theory ของสกินเนอร์

1.เสริมแรงทุกครั้งContinouse Reinforcement

2.เสริมแรงเป็นครั้ง Partial Reinforcement

ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับการออกแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

                ทฤษฎีหลักที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ของมนุษย์และส่งผลกระทบต่อแนวคิดในการออกแบบโครงสร้างของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  ได้แก่ (ถนอมพร เลาหจรัส. 2541: 52. 

1.       ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม ( Behaviorism)
2.       ทฤษฎีปัญญานิยม (Cognitivism)
3.       ทฤษฎีโครงสร้างความรู้ (Schema  Theory)
4.       ทฤษฎีความยืดหยุ่นทางปัญญา (Cognitive  Flexibility)
1.       ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม ( Behaviorism)
       เป็นแนวคิดของสกินเนอร์ (Skinner) เชื่อว่าจิตวิทยาเป็นเสมือนการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของพฤติกรรมมนุษย์ (Scientific  Study  of  Human  Behavior) และการเรียนรู้ของมนุษย์เป็นที่สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมภายนอก  มีแนวความคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง (Stimuli  and  Response)  เชื่อว่าการตอบสนองกับสิ่งเร้าของมนุษย์จะเกิดควบคู่กันในช่วงเวลาที่เหมาะสม  การเรียนรู้ของมนุษย์เป็นพฤติกรรมแบบอาการกระทำ (Operant  Conditioning)  ซึ่งมีการเสริมแรง (Reinforcement) เป็นตัวการ  ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมนี้ไม่พูดถึงความนึกคิดภายในของมนุษย์  ความทรงจำ  ภาพ  ความรู้สึก  โดยถือว่าคำเหล่านี้เป็นคำต้องห้าม (Taboo)ทฤษฎีนี้ส่งผลต่อการเรียนการสอนที่สำคัญ  ในลักษณะที่การเรียนเป็นชุดของพฤติกรรมซึ่งจะต้องเกิดขึ้นตามลำดับที่แน่ชัด  ผู้เรียนจะบรรลุวัตถุประสงค์ได้ต้องมีการเรียนตามขั้นตอนเป็นวัตถุประสงค์ ๆ ไปผลที่ได้จากการเรียนขั้นแรกนี้จะเป็นพื้นฐานในการเรียนของขั้นต่อ ๆ ไปในที่สุด
       คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ออกแบบตามแนวความคิดของทฤษฎีพฤติกรรมนิยม  มีโครงสร้างของบทเรียนในลักษณะเชิงเส้นตรง (Linear) โดยจะได้รับการเสนอเนื้อหาในลำดับที่เหมือนกันและตายตัว ซึ่ง ได้พิจารณาแล้วว่าเป็นลำดับการสอนที่ดี  และผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  มีการตั้งคำถามผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ  หากตอบถูกก็จะได้รับการตอบสนองในรูปผลป้อนกลับทางบวกหรือรางวัล (Reward) หากผู้เรียนตอบผิดจะได้รับการตอบสนองในรูปของผลป้อนกลับในทางลบและคำอธิบายหรือการลงโทษ (Punishment) ซึ่งผลป้อนกลับนี้ถือเป็นการเสริมแรงเพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการ  คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ออกแบบตามแนวคิดของทฤษฎีพฤติกรรมนิยมจะบังคับให้ผู้เรียนผ่านการประเมินตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามจุดประสงค์เสียก่อนจึงสามารถผ่านไปศึกษาเนื้อหาของวัตถุประสงค์ต่อไปได้  หากไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้  ผู้เรียนต้องกลับไปศึกษาเนื้อหาเดิมอีกครั้งจนกว่าจะผ่านการประเมิน

2.       ทฤษฎีปัญญานิยม (Cognitivism)
       เกิดจากแนวคิดของชอมสกี้ (Chomsky) ที่ไม่เห็นด้วยกับสกินเนอร์ (Skinner) บิดาของทฤษฎีพฤติกรรมนิยม  ในการมองพฤติกรรมมนุษย์ไว้ว่าเป็นเสมือนการทดลองทางวิทยาศาสตร์  ชอมสกี้ (Chomsky) เชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์เป็นเรื่องของภายในจิตใจ  มนุษย์มีความนึกคิด  มีอารมณ์จิตใจและความรู้สึกภายในแตกต่างกันออกไป  การออกแบบการเรียนการสอนก็ควรที่จะคำนึงถึงความแตกต่างภายในของมนุษย์ด้วย  แนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องความทรงจำ  ได้แก่  ความแตกต่างระหว่างความทรงจำระยะสั้น  ระยะยาว  และความคงทนของการจำ (Short  term  memory, Long  term  memory, and Retention) แนวคิดเกี่ยวกับการแบ่งประเภทความรู้ออกเป็น  3 ลักษณะ  คือ
2.1     ความรู้ในลักษณะเป็นขั้นตอน (Procedural  Knowledge) ซึ่งได้แก่  ความรู้ที่อธิบาย
ว่าทำอย่างไร  และเป็นองค์ความรู้ที่ต้องการลำดับการเรียนรู้ที่ชัดเจน
2.2     ความรู้ในลักษณะเป็นการอธิบาย (Declarative  Knowledge) ซึ่งได้แก่  ความรู้ที่
อธิบายว่าคืออะไร
2.3     ความรู้ในลักษณะเป็นเงื่อนไข (Condition  Knowledge) ซึ่งได้แก่  ความรู้ที่อธิบาย
เกี่ยวกับว่าเมื่อไรและทำไม
         ซึ่งความรู้ ประเภทหลังนี้  ไม่ต้องการลำดับการเรียนรู้ที่ตายตัว  ทฤษฎีปัญญานิยมทำให้เกิดแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบในลักษณะสาขา (Branching) ของคราวเดอร์ (Crowder) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับบทเรียนที่ออกตามแนวความคิดของพฤติกรรมนิยมแล้ว  จะทำให้ผู้เรียนมีอิสระมากขึ้นในการควบคุมการเรียนของตัวเอง  การเลือกลำดับของการนำเสนอเนื้อหาบทเรียนที่เหมาะสมกับตน  มีโครงสร้างของบทเรียนในลักษณะสาขา  โดยผู้เรียนทุกคนจะได้รับการเสนอเนื้อหาในลำดับที่ไม่เหมือนกัน  ขึ้นอยู่กับความสามารถ  ความถนัด  และความสนใจของผู้เรียนเป็นสำคัญ
       3.  ทฤษฎีโครงสร้างความรู้ (Schema  Theory)
       ภายใต้ทฤษฎีปัญญานิยม  ได้เกิดทฤษฎีโครงสร้างความรู้  ซึ่งเป็นแนวคิดที่เชื่อว่าโครงสร้างภายในความรู้ที่มนุษย์มีอยู่  มีลักษณะเป็นโหนดหรือกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงกันอยู่  การที่มนุษย์เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ นั้น  มนุษย์จะนำความรู้ใหม่ที่เพิ่งได้รับนั้นไปเชื่อมโยงกับกลุ่มความรู้ที่มีอยู่เดิม (Pre-existing  Knowledge) รูเมลฮาร์ทและออโทนี่ (Rumelhart  and  Ortony, 1977.    ให้นิยามความหมายของโครงสร้างความรู้ว่า  เป็นโครงสร้างข้อมูลภายในสมองของมนุษย์ซึ่งรวบรวมความรู้เกี่ยวกับวัตถุ  ลำดับเหตุการณ์  รายการกิจกรรมต่าง ๆ เอาไว้  หน้าที่โครงสร้างของความรู้นี้คือ  การนำไปสู่การรับรู้ข้อมูล (Perception) การรับรู้ข้อมูลนั้นจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขาดโครงสร้างความรู้ (Schema  Theory) เพราะการรับรู้ข้อมูลนั้นเป็นการสร้างความหมายโดยการถ่ายโอนความรู้ใหม่เข้ากับความรู้เดิม  ในกรอบความรู้เดิมที่มีอยู่และจากการกระตุ้นโดยเหตุการณ์หนึ่ง ๆ เกิดการเชื่อมโยงความรู้นั้น ๆ เข้าด้วยกัน  การรับรู้ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้เนื่องจากไม่มีการเรียนรู้ใดเกิดขึ้นได้  โดยปราศจากการรับรู้โครงสร้างความรู้ยังช่วยในการระลึก (recall) ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เราเคยเรียนรู้มา (Anderson,  1984. 
       4.  ทฤษฎีความยืดหยุ่นทางปัญญา (Cognitive Flexibility)
       เชื่อว่าความรู้แต่ละองค์ความรู้มีโครงสร้างที่แน่ชัดและสลับซับซ้อนมากน้อยแตกต่างกันไป  องค์ความรู้บางประเภทสาขาวิชา  เช่น  คณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์กายภาพ  ถือว่าเป็นองค์ความรู้ประเภทที่มีโครงสร้างตายตัวไม่สลับซับซ้อน (Well-Structured  Knowledge  Domains) เพราะตรรกะและความเป็นเหตุเป็นผลที่แน่นอนของธรรมชาติขององค์ความรู้  องค์ความรู้บางประเภทสาขาวิชา  เช่น  จิตวิทยาถือว่าเป็นองค์ความรู้ที่ไม่มีโครงสร้างตายตัวสลับซับซ้อน (ill-structured  Knowledge  Domains) เพราะไม่เป็นเหตุเป็นผลของธรรมชาติขององค์ความรู้(West  and  Others, 1991.   การแบ่งลักษณะโครงสร้างขององค์ความรู้ตามประเภทสาขาวิชา  ไม่สามารถหมายรวมไปทั้งองค์ความรู้ในวิชาหนึ่ง ๆ ทั้งหมด  บางส่วนขององค์ความรู้บางประเภทสาขาวิชาที่มีโครงสร้างตายตัว  ก็สามารถที่จะเป็นองค์ความรู้ประเภทที่ไม่มีโครงสร้างตายตัวได้เช่นกัน  แนวคิดในเรื่องยืดหยุ่นทางปัญญานี้  ส่งผลให้เกิดความคิดในการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อตอบสนองต่อโครงสร้างองค์ความรู้ที่แตกต่างกัน  ซึ่งได้แก่แนวความคิดในเรื่องการออกแบบบทเรียนแบบสื่อหลายมิตินั่นเอง
              ทฤษฎีโครงสร้างความรู้และความยืดหยุ่นทางปัญญา  ส่งผลต่อการออกแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในปัจจุบันในลักษณะใกล้เคียงกัน  กล่าวคือ  ทฤษฎีทั้งสองต่างสนับสนุนแนวคิดเกี่ยวกับการจัดระเบียบโครงสร้างการนำเสนอเนื้อหาคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  ในลักษณะสื่อหลายมิติ  การจัดระเบียบโครงสร้างการนำเสนอเนื้อหาบทเรียนในลักษณะสื่อหลายมิติ  จะตอบสนองต่อวิธีการเรียนรู้ของมนุษย์
ในความพยายามที่จะเชื่อมโยงความรู้ใหม่เข้ากับความรู้ที่มีอยู่เดิมได้เป็นอย่างดี  ตรงกับแนวคิดของทฤษฎีโครงสร้างความรู้  การนำเสนอเนื้อหาบทเรียนในลักษณะสื่อหลายมิติยังสามารถที่จะตอบสนองความแตกต่างของโครงสร้างขององค์ความรู้ที่ไม่ชัดเจน  หรือมีความสลับซับซ้อนซึ่งเป็นแนวคิดทฤษฎีความยืดหยุ่นทางปัญญาได้อีกด้วย  การจัดระเบียบโครงสร้างการนำเสนอเนื้อหาบทเรียนลักษณะ
สื่อหลายมิติ  จะให้ผู้เรียนทุกคนมีอิสระในการควบคุมการเรียนของตน (Learner  control)ตามความสามารถ  ความสนใจ  ความถนัด  และพื้นฐานความรู้ของตน  คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ออกแบบตามแนวคิดทฤษฎีทั้งสองนี้  ก็มีโครงสร้างของบทเรียนแบบสื่อหลายมิติในลักษณะโยงใย  โดยผู้เรียนทุกคนได้รับการเสนอเนื้อหาในลำดับที่ไม่เหมือนกันและไม่ตายตัว  โดยเนื้อหาที่จะได้รับการนำเสนอจะขึ้นอยู่กับ  ความสามารถ  ความถนัด  และความสนใจของผู้เรียน  ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการออกแบบตามแนวคิดของทฤษฎีปัญญานิยมก็คือ  คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ออกแบบตามแนวคิดของทฤษฎีทั้งสองนี้จะให้อิสระแก่ผู้เรียน  ในการควบคุมการเรียนของตนมากว่า  เนื่องจากการออกแบบที่สนับสนุนโครงสร้างความสัมพันธ์ของเนื้อหาที่ลึกซึ้ง  และสลับซับซ้อน (Criss-Crossing  Relationship)
จิตวิทยาการเรียนรู้ของมนุษย์ที่เกี่ยวกับการออกแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

                             แนวความคิดด้านจิตวิทยาพุทธิพิสัย  ได้แก่  ความสนใจและการรับรู้อย่างถูกต้อง  การจดจำ  ความเข้าใจ  ความกระตือรือร้น  แรงจูงใจ  การควบคุมการเรียน  การถ่ายโอนการเรียนรู้  การตอบสนองความแตกต่างรายบุคคล (Alessi  and  Trollip, 1991. 
1.       ความสนใจและการรับรู้อย่างถูกต้อง (Attention  and  Perception)

2.       การจดจำ (Memory)

3        ความเข้าใจ (Comprehension)

4.       ความกระตือรือร้นในการเรียน (Active  Learning)

5.      แรงจูงใจ (Motivation)

6.      การควบคุมบทเรียน (Learner  Control)

7.    การถ่ายโอนความรู้ (Transfer  of  Learning)

8.     ความแตกต่างรายบุคคล (Individual  Difference)

ในการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้นได้ยึดทฤษฎีการเรียนรู้มาใช้เป็นหลักในการสร้างดังนี้
         ทฤษฎีการสอนของกาเย่และบริกส์ (Gagne’ & Briggs  Theory) (วารินทร์  รัศมีพรหม. 2541: 129.  
กาเย่  ได้กล่าวถึงการเรียนรู้โดยเน้นเงื่อนไขที่จัดขึ้นเพื่อให้เกิดการเรียนรู้  โดยเฉพาะเป็นเงื่อนไขภายในและเงื่อนไขภายนอกของผู้เรียนที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้มากน้อยเพียงใดและเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในการเรียนรู้ (Events  of  Learning) ด้วย
         ในด้านเงื่อนไขการเรียนรู้ของกาเย่และบริกส์นั้นแยกประเภทรายละเอียดดังต่อไปนี้
1.       เงื่อนไขภายใน (Internal  Conditions) เป็นเงื่อนไขภายในของผู้เรียน  เช่น  ความพร้อม
ที่จะเรียนรู้  สิ่งที่รู้มาก่อนที่จะเรียนรู้ใหม่
2.       เงื่อนไขภายนอก (External  Conditions) เช่น  เทคนิคพิเศษในการสอนที่จะนำมาใช้รูป

แบบการสอนของกาเย่และบริกส์นี้  จะประยุกต์เอาเหตุการณ์ในการเรียนรู้ (Events  of  Learning) มาเกี่ยวข้อง  รวมทั้งเงื่อนไขของการเรียนรู้ด้วย  ทั้งนี้ได้ให้ความหมายของการสอนว่า  เป็นการ


 


 


 


 


 


 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 21103
 เขียน:  
 ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

บักนัทเมือง
IP: xxx.47.247.117
เขียนเมื่อ Sat Apr 01 2006 16:37:07 GMT+0700 (ICT)

verygood  ช่วยบอกผมหน่อยได้ไหม  วิธีใส่ข้อความ กับใสภาพใหม่อีกครั้ง มือใหม่หัดทำ ด่วน..

แม่มด
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Sat Aug 09 2008 15:36:23 GMT+0700 (ICT)

อยากทราบวิธีทำCAIมากกว่าค่ะ

อ.นก
IP: xxx.172.80.208
เขียนเมื่อ Sun May 10 2009 17:15:29 GMT+0700 (ICT)

มีประโยชน์มาก ขอบคุณมาก่ะ

พ่อมด
IP: xxx.7.131.151
เขียนเมื่อ Mon Nov 02 2009 16:38:38 GMT+0700 (ICT)

มีประโยชน์มาก ขอบคุณมาก

อยากทราบวิธีทำCAIมากกว่า

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า