สมาชิก
แลกเปลี่ยน

เอกสารสรุปเตรียมสอบประมวลความรู้วิชาพื้นฐาน

 เอกสารนี้เป็นวิทยาทานที่พี่ ๆ มอบให้แก่รุ่นน้องและผู้ที่สนใจ 

ผลสอบประมวลความรู้ วิชาพื่นฐานออกมาแล้ว  ขอแสดงความยินดีกับเพื่อน ๆ ที่สามารถฝ่าฟัน และประสบความสำเร็จในครั้งนี้ หลังจากอดตาหลับขับตานอน ขยันอ่านหนังสืออยู่นาน สำหรับเพื่อน ๆ ที่สอบไม่ผ่านก็ไม่ต้องเสียใจนะคะ ขอให้พยายาม หมั่นอ่านทบทวนตำรา และฝึกทำ ฝึกเขียน การตอบคำถามให้ดี ๆ นะคะ  วันนี้มีตัวอย่างแนวข้อสอบ ประมวลความรู้ และเอกสารสรุปมาฝากผู้ที่สนใจนะคะ  รับรองสอบผ่านคะ  เอกสารฉบับไว้มาจากรุ่นพี่ผู้ใจดี 2 คนนะคะ คือ คุณพี่ปราณี  หนูขาว และพี่ไพโรจน์  หนูขาว ขอขอบพระคุณคุณพี่มานะคะโอกาสนี้ด้วยนะคะ  ที่เป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จครั้งนี้ค่ะ

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

                                                                                                                                                โดย  ปราณี  หนูขาว

 

ประชากร (Population)  หมายถึง  กลุ่มสิ่งมีชีวิตใด ๆ หรือจำนวนสิ่งที่จะนำมาศึกษา  เช่น  ประชากรนักฟุตบอลไทย  หมายถึงนักฟุตบอลไทยทุกคน   หรือประชากรวรรณกรรมของสุนทรภู่  หมายถึง  วรรณกรรมของสุนทรภู่ทุกเล่ม  

ประชากรแบ่งเป็น  2  ประเภท  คือ  ประชากรที่มีจำนวนจำกัด  เช่น  จำนวนนักศึกษา  จำนวนหนังสือในห้องสมุด  เป็นต้น  และ ประชากรที่มีจำนวนไม่จำกัด  เช่น  จำนวนต้นหญ้าในสนาม  จำนวนหยดน้ำเป็นต้น

กลุ่มตัวอย่าง(Sample)  หมายถึง  ประชากรที่ผู้วิจัยเลือกมาเป็นตัวแทนในการศึกษา   คำว่าตัวแทนนี้  หมายถึง  การมีคุณสมบัติต่างๆครบถ้วนเท่าเทียมกัน 

กลุ่มตัวอย่างที่ดี  หมายถึง  กลุ่มตัวอย่างที่มีค่าสถิติที่คำนวณได้ใกล้เคียงหรือเกือบเท่าค่าพารามิเตอร์  ซึ่งการที่จะได้กลุ่มตัวอย่างที่ดีต้องคำนึงถึงหลักสองประการ  คือ  การเลือกกลุ่มตัวอย่างให้เป็นตัวแทนได้จริงๆและมีจำนวนเหมาะสม  คือมีจำนวนมากพอที่จะทดสอบความเชื่อถือโดยวิธีการทางสถิติได้ 

เหตุผลในการเลือกกลุ่มตัวอย่างแทนประชากรเพราะ  ประหยัดค่าใช้จ่าย  ประหยัดเวลาและแรงงาน  สะดวก  มีความถูกต้องแม่นยำและเชื่อมั่นได้มากกว่า  เพราะศึกษาจากกลุ่มที่มีจำนวนน้อย

                เทคนิคการเลือกกลุ่มตัวอย่าง    มี  2  แบบ  คือ

1.       การเลือกโดยไม่ใช้หลักทฤษฎีความน่าจะเป็น  คือเลือกโดยที่สมาชิกทุกหน่วยได้รับ

เลือกไม่เท่ากัน  เช่นเลือกโดยจงใจ  (แบบเจาะจง)  หรือเลือกโดยบังเอิญ

2.       การเลือกโดยใช้หลักทฤษฎีความน่าจะเป็น  เลือกโดยให้สมาชิกทุกหน่วยของ    

ประชากรมีโอกาสได้รับเลือกเท่าๆกัน  คือการสุ่ม(Random)นั่นเอง

การสุ่มกลุ่มตัวอย่างมี  4  วิธี  คือ

1.       การสุ่มอย่างง่าย(Simple  random  sampling) 

2.       การสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random  sampling)

3.       การสุ่มแบบมีระบบ  (systematic random  sampling)

4.       การสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม(Ciuster random  sampling)

วิธีที่นิยมมากที่สุด  คือ  การสุ่มแบบแบ่งชั้น  เพราะเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ดีสามารถแทน

ประชากรได้ดี

 

ที่มา

 

บุญชม  ศรีสะอาด .  การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 7.  กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สุวีริยาสาส์น,  2545

พวงรัตน์  ทวีรัตน์. วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 7.  กรุงเทพฯ :

สำนักทดสอบทางการศึกษา  มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ  ประสานมิตร,  2540.

ระดับข้อมูล การทดสอบสมมุติฐานและสถิติสำหรับการวิจัย

                                                                                                                                                                โดย ชัยโรจน์  หนูขาว

                ระดับข้อมูล

1.  ข้อมูลระดับนามบัญญัติ  (Norminal  data) ได้แก่  ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น  นักฟุตบอลเบอร์  1  นักฟุตบอลเบอร์  2  โรงเรียน ก  โรงเรียน ข   ข้อมูลในระดับนี้ไม่มีความหมายเชิงปริมาณ  จึงไม่สามารถนำมาบวก  ลบ  คูณ  หาร ได้  การจัดกระทำข้อมูลในระดับนี้ทำได้อย่างเดียว  คือ  การแจกแจงความถี่เท่านั้น

2.  ข้อมูลระดับเรียงลำดับ  (Ordinal  data) ได้แก่  ตัวเลขที่บอกชื่อและจำแนกสิ่งต่าง ๆ และสามารถแสดงปริมาณและบอกคุณสมบัติได้  ได้แก่  มาก  น้อย  ดี  เลว  เช่น รองนางสาวไทยคนที่ 1  คนที่ 2  ความสามารถในการเล่นดนตรีของนักเรียน  4  คนเป็นอันดับ  4  3  2  1  ตามลำดับ  ตัวเลขในระดับนี้ไม่สามารถนำจำนวนมาคิดคำนวณได้

3.  ข้อมูลระดับอันตรภาค  (Interval  data) เป็นตัวเลขซึ่งสามารถบอกการเรียงลำดับได้  มีช่วงห่างของคะแนนเท่ากัน  เป็นข้อมูลที่ไม่มีศูนย์แท้มีแต่ศูนย์เทียม  เช่น  คะแนนจากการทดสอบ    ตัวเลขในระดับนี้สามารถนำมาคิดคำนวณได้

4.  ข้อมูลระดับอัตราส่วน  (Ratio  data) เป็นข้อมูลที่มีสมบัติทางคณิตศาสตร์ครบถ้วน   คือมีคุณสมบัติของตัวเลขนามบัญญัติ  เรียงลำดับ  อันตรภาคและมีค่าศูนย์แท้  ได้แก่  น้ำหนัก  ความสูง  ความเร็ว เป็นต้น  ตัวเลขในระดับรี้สามารถนำมาจัดกระทำโดยวิธีกี่ทางคณิตศาสตร์หรือวิธีการท่วสถิติได้ทุกรูปแบบ

การทดสอบสมมุติฐาน  เป็นกระบวนการในการทดสอบสมมุติฐานทางสถิติ  เพื่อที่จะนำไปสู่การลงสรุปตัดสินใจ  ว่าสมมุติฐานทางการวิจัยที่ตั้งไว้เกี่ยวกับประชากรที่ศึกษานั้นถูกต้องเป็นจริงหรือไม่

                ระดับนัยสำคัญ  หมายถึง  โอกาสของการเกิดความคลาดเคลื่อน  ใช้สัญลักษณ์  µ (แอลฟา)              ถ้ากำหนดว่า  µ  =  .05  หมายความว่า การวิจัยนั้น  ผลวิจัยที่ได้ยอมเสี่ยงให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้ 5 ครั้ง  ใน  100  ครั้ง   หรืออาจมองในแง่ความเชื่อมั่น  ก็หมายความว่า ผลการวิจัยที่ได้มีความเชื่อมั่นได้  95 %  คือ  ถ้าทำการวิจัย  100  ครั้ง  จะได้ผลตรงกัน  95  ครั้ง  จะมีเพียง  5  ครั้งที่คลาดเคลื่อนไป    (ในการวิจัยทาง สังคมศาสตร์  มักกำหนดค่าระดับนัยสำคัญไว้ที่ระดับ  0.5  และ .01)

                ขั้นตอนการทดสอบสมมุติฐาน

1.2   ตั้งสมมุติฐานทางสถิติ (เป็นการแปลงสมมุติฐานทางการวิจัยเป็นสมมุติฐานทางสถิติ)

1.3   กำหนดระดับนัยสำคัญ (µ  =  .05  หรือ  µ  =  .01)

1.4   เลือกเทคนิคทางสถิติที่จะใช้ทดสอบ

1.5   ระบุเขตวิกฤติหรือค่าวิกฤติ (เปิดตาราง)

1.6   คำนวณค่าสถิติ

1.7   การตัดสินใจลงสรุปผล

 

สถิติสำหรับการวิจัย

สถิติสำหรับการวิจัยทางสังคมศาสตร์  แบ่งเป็น  2  ประเภทใหญ่ ๆ คือ  สถิติบรรยาย กับสถิติอนุมาน

1.  สถิติบรรยาย  (Descriptive  statistics)  เป็นสถิติที่ใช้บรรยายหรืออธิบายคุณลักษณะของข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาจากกลุ่มที่นำมาศึกษา ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ

1.1  การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง  หมายถึงการหาค่ากลาง ๆ หรือค่าตัวแทนของข้อมูลแต่ละชุด  เพื่อให้ทราบว่ามีคุณลักษณะเบื้องต้นอย่างไร


1.1.1  มัชฌิมเลขคณิต (Arithmetic  mean )  คือค่าเฉลี่ย  ใช้สัญลักษณ์  X สำหรับกลุ่มตัวอย่าง  และใช้สัญลักษณ์  m (มิว) สำหรับประชากร  การคำนวณหาค่าเฉลี่ยทำได้โดยนำค่าคะแนนทั้งหมดมารวมกันแล้วหารด้วยจำนวนทั้งหมด

1.1.2  มัธยฐาน (Median) สัญลักษณ์  Md.  หมายถึงค่าที่อยู่ตรงตำแหน่งกึ่งกลางของข้อมูลแต่ละชุด

1.1.3  ฐานนิยม (Mode) สัญลักษณ์  Mo.  คือค่าที่มีความถี่สูงสุดของข้อมูลชุดหนึ่ง ๆ

ข้อสังเกต

1.   ถ้าข้อมูลชุดหนึ่ง ๆ มีการแจกแจงเป็นโค้งปกติ จะมีมัชฌิมเลขคณิต  มัธยฐาน  ฐานนิยม  เท่ากัน

2.   ถ้าข้อมูลชุดหนึ่ง ๆ มีการแจกแจงไม่เป็นโค้งปกติ  จะมีมัชฌิมเลขคณิต  มัธยฐาน  ฐานนิยม       แตกต่างกัน

ข้อควรพิจารณาในการใช้การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง

1.       ถ้าข้อมูลมีการแจกแจงเป็นโค้งปกติ  ใช้มัชฌิมเลขคณิต(ค่าเฉลี่ย)

2.       ถ้าข้อมูลมีการแจกแจงเบ้ไปทางใดทางหนึ่ง  ใช้มัธยฐาน

3.       ถ้าต้องการทราบค่าโดยประมาณอย่างรวดเร็ว ใช้ฐานนิยม

1.2  การวัดการกระจาย  เป็นสถิติที่ช่วยให้ทราบว่า  ข้อมูลที่ได้นั้นมี่ความแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด

1.2.1  พิสัย (Range)  หมายถึง  ช่วงห่างของคะแนนสูงสุดกับคะแนนต่ำสุด

1.2.2  ความเบี่ยงเบนควอไทล์ (Quartile  deviation)  หมายถึง ครึ่งหนึ่งของความแตกต่างของ     ควอไทล์ที่ 3  กับควอไทล์ที่ 1  (การวัดการกระจายด้วยความเบี่ยงเบนควอไทล์มักใช้คู่กับมัธยฐาน)

1.2.3  ความแปรปรวน (Variance)  สัญลักษณ์  S2  สำหรับกลุ่มตัวอย่าง  และs2  สำหรับประชากรหมายถึง  กำลังสองของผลรวมของค่าเบี่ยงเบนจากค่าเฉลี่ย (ความเบี่ยงเบนมาตรฐานยกกำลังสอง)  เป็นการวัดการกระจายในรูปพื้นที่  ความแปรปรวน มักใช้ควบคู่กับมัชฌิมเลขคณิต

1.2.4  ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน  Standard  deviation)  สัญลักษณ์  S หรือ SD สำหรับกลุ่มตัวอย่าง  และs  สำหรับประชากร  หมายถึงรากที่สองของความแปรปรวน(รากที่สองของผลรวมของค่าเบี่ยงเบนจากค่าเฉลี่ย) เป็นการวัดการกระจายในรูปเส้นตรง   ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน  มักใช้ควบคู่กับมัชฌิมเลขคณิต

1.3  สหสัมพันธ์ (Correlation)   เป็นสถิติที่ใช้หาควาสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ  ว่ามีความสัมพันธ์กันหรือไม่  มีความสัมพันธ์กันในระดับใดและในทิศทางใด

1.3.1  สหสัมพันธ์อย่างง่าย  (Simple  Correlation)  เป็นการหาความสัมพันธ์ของตัวแปร 2 ตัว  ซึ่งมีวิธีการการหาได้หลายอย่าง  เช่น (ขอนำเสนอเพียง 3 อย่าง)

1)  สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson  product  moment  Correlation)   เป็นการหาความสัมพันธ์ของตัวแปรในรูปคะแนนดิบ  ใช้กับข้อมูลระดับอันตรภาค  ค่าของสหสัมพันธ์แบบเพียร์สันเรียกว่า  ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน  แทนด้วยสัญลักษณ์  r  ค่า r  มีค่าอยู่ระหว่าง  -1  ถึง  +1  ค่าที่อยู่ตรงกลางคือ 0  หมายความว่า  ไม่มีความสัมพันธ์กันเลย

2)  สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน (Spearman  rank  Correlation) )   เป็นการหาความสัมพันธ์ของตัวแปรในรูปอันดับที่  ใช้กับข้อมูลเรียงอันดับ  แทนด้วยสัญลักษณ์  r (อ่านว่า  โร :Rho)

3)  สหสัมพันธ์ฟี (Phi  Coefficient)  ใช้ในกรณีที่ตัวแปร  2  ตัว  ที่จะหาความสัมพันธ์นั้น  วัดในรูปของความถี่ โดยที่แต่ละตัวแปรแบ่งได้เป็น 2 พวก  เช่น  ชาย-หญิง  ได้- ตก  โสด- ไม่โสด  เป็นต้น  แทนด้วยสัญลักษณ์  q  (อ่านว่า ฟี : Phi)

1.3.2  สหสัมพันธ์พหุคูณ (Multiple  Correlation)  ใช้สัญลักษณ์  R  เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตาม  1 ตัว  กับกลุ่มตัวแปรต้นต้นมากกว่า 1 ตัว  เช่น  ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์ในวิชาภาษาไทย(ตัวแปรตาม)  กับกลุ่มตัวแปรอิสระ 4 ตัว ได้แก่  ความถนัด  แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์  คุณภาพการสอน  มโนภาพเกี่ยวกับตนเอง  ศึกษาว่า ความถนัดทางการเรียนด้านตัวเลข  ด้านการใช้เหตุผล  ด้านมิติสัมพันธ์  มีความสัมพันธ์กับการเรียนวิทยาศาสตร์หรือไม่  เป็นต้น

2. สถิติอนุมาน (Inferential  statistics)   เป็นสถิติที่ใช้ผลจากกลุ่มตัวอย่าง  สรุปอ้างอิงไปสู่กลุ่มประชากร  คือใช้ค่าสถิติที่คำนวณได้จากกลุ่มตัวอย่างอ้างอิงไปยังค่าพารามิเตอร์ของประชากรได้แก่  สถิติทีใช้ในการทดสอบสมมุติฐาน  เช่น  t-test  Z- test  และANOVA  เป็นต้น

2.1 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

· คำสำคัญ: แนวข้อสอบประมวลความรู้วิชาพื้นฐาน 
· หมายเลขบันทึก: 206239 · เขียน:  
· ความเห็น:
3
 · อ่าน: แสดง 
· สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
ครูอ้อย แซ่เฮ
เขียนเมื่อ Sat Sep 06 2008 07:39:26 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ อาจารย์

  • ครูอ้อยมาอ่านอย่างตั้งใจ  ทบทวนความรู้ ดีจังค่ะ
  • ครูอ้อย จะคอยอ่านบันทึกต่อไปนะคะ

เป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ

ครูฟ้า
IP: xxx.172.218.220
เขียนเมื่อ Mon Sep 14 2009 11:55:41 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากนะคะกำลังเตรียมตัวสอบวิชาสถิติเพื่อการวิจัยพอดี

กิตินัทธ์ ขันอาษา
IP: xxx.93.210.131
เขียนเมื่อ Fri May 13 2011 16:18:09 GMT+0700 (ICT)

กำลังเตรียมตัวสอบ เป็นวิชาที่ไม่ถนัดมาก ๆ เลย อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง จำไม่ได้ มาอ่านสรุปของครูแล้วรู้สึกว่ามันกระชับเข้าใจง่าย อยากได้ตัวอย่างการตั้งสมมติฐาน การกำหนดตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม การเลือกใช้สถิติ การแปลค่าตาราง ค่า sig และที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกค่ะ กรุณาด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ ครูกิตินัทธ์

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์