สมาชิก
แลกเปลี่ยน
 

หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการจัดการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

Bachelor of Business Administration Program in Management

 

 

 

WWW.BKKTHON.AC.TH

หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการจัดการ (ภาคพิเศษ)

เรียนทุกวันเสาร์ และวันอาทิตย์  เวลา 09.00 -19.00 น.

เริ่มเรียนวันเสาร์ที่ 13 กันยายน 2551

ที่ ม.กรุงเทพธนบุรี และโรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ห้องรัชดา 4 ถนนรัชดาฯ กทม.

ลงทะเบียนและปฐมนิเทศ วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2551

เวลา 10.00 - 12.00 น. ณ ห้องรัชดา7

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
· คำสำคัญ: หลักสูตร 
· หมายเลขบันทึก: 205737
· สร้าง:    · อ่าน: แสดง · ความเห็น:
30
 
· สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
แจ้งลบ
แจ้งลบ
ณรงค์ชัย ทิพย์มณี
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sat Sep 27 2008 15:26:53 GMT+0700 (ICT)

ปวดหัวมากครับ แต่ก็ยังอยากเรียน

Maliwan Ratanajitbunjong
IP: xxx.9.171.82
เขียนเมื่อ Sun Sep 28 2008 08:38:09 GMT+0700 (ICT)

ข้อสอบภาค ๑ เลือกทำ ๓ ข้อ

  งานวิจัย คืออะไร

                งานวิจัย คือ การค้นคว้า แสวงหาความรู้อย่างมีเหตุ มีผล มีกระบวนการ เชื่อถือได้ มีแบบแผน มีขั้นตอน พิสูจน์ได้ เพื่อให้ได้ผลสรุปเป็นที่น่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับ รวมถึงมีแนวคิดเป็นทฤษฎี

  องค์ประกอบของงานวิจัยประกอบด้วยอะไรบ้าง

                องค์ประกอบงานวิจัยมีดังนี้

·       ปัญหาการวิจัย ศึกษาแนวคิดทฤษฎี

·       ทฤษฎี

·       มีการทบทวนเอกสาร เช่น มาจากการประชุม สัมมนา ต่างๆ จัดเก็บข้อมูลและเอกสารให้เพียงพอ

·       ตั้งสมมติฐาน       หาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา

·       เก็บข้อมูล           นำมาทบทวน แล้วสร้างแบบสอบถาม(ต้องอยู่ในกรอบหัวข้อปัญหาวิจัย)

·       วิเคราะห์ข้อมูล     โดยทำเป็นสถิติ วิเคราะห์เป็นตัวเลข โดยใช้ Program SPSS

·       สรุปผล              จะทำให้เห็นปัญหาชัดเจนขึ้น

 

  ท่านให้ความสำคัญอย่างไรในการวิจัย

·       ต้องมีพื้นฐานความรู้ในเรื่องที่ทำการวิจัย

·       ต้องมีความรับผิดชอบต่องานวิจัยเป็นอย่างดีและเข้าใจ

·       ต้องมีความซื่อสัตย์ และมีคุณธรรม ต้องเปิดใจ

·       ต้องตระหนักถึงข้อตกลงในกรณีทำการวิจัย

·       ต้องมีอิสระในความคิด เคารพความคิดเห็นของงานวิจัยผู้อื่น

·       ต้องนำผลงานวิจัยไปใช้ให้เห็นประโยชน์ในทางที่ชอบ

·       ต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี

 

ณรงค์ชัย ทิพย์มณี
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sat Oct 04 2008 09:42:06 GMT+0700 (ICT)

ใครส่งการบ้านบ้างครับ

Maliwan Ratanajitbunjong
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sat Oct 04 2008 10:04:58 GMT+0700 (ICT)

1. จงอธิบายให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการวิจัย

งานวิจัย คือ การค้นคว้า แสวงหาความรู้อย่างมีเหตุ มีผล มีกระบวนการ เชื่อถือได้ มีแบบแผน มีขั้นตอน พิสูจน์ได้ เพื่อให้ได้ผลสรุปเป็นที่น่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับ รวมถึงมีแนวคิดเป็นทฤษฎี

การวิจัยมีจุดมุ่งหมายหลายประการคือ ประการแรกเพื่อสร้างทฤษฎีใหม่ๆ เพื่อนำไปใช้ในการอ้างอิง อธิบาย หรือการคาดคะเนเหตุการณ์ในอนาคต ประการที่สอง เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีต่างที่เคยสร้างขึ้นมานั้นยังถูกต้องอยู่หรือไม่ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปทฤษฎีสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เราจึงทำการพิสูจน์อย่างต่อเนื่อง ประการสุดท้าย เพื่อการแก้ปัญหา เราทำการวิจัยเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างมีแบบแผนและเป็นระบบ

งานวิจัยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ งานวิจัยเชิงปริมาณ และ งานวิจัยเชิงคุณภาพ

งานวิจัยเชิงปริมาณ คือส่วนใหญ่ใช้การเก็บข้อมูลเป็นตัวเลข ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ มีการตีความ มีการประมวลผลโดยใช้โปรแกรม SPSS มีการเก็บข้อมูลจากตัวอย่างจำนวนมาก การสรุปผลวิจัยจะอ้างอิงข้อมูลสถิติ

งานวิจัยเชิงคุณภาพ คือใช้ตัวเราเองหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นเครื่องมือเข้าไปเก็บข้อมูล เช่น ต้องการเก็บข้อมูลของความเป็นอยู่ในหมู่บ้านนั้น หรือขนบธรรมเนียมประเพณี โดยตัวเราได้เข้าไปสังเกตุการณ์หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้น ซึ่งการเก็บข้อมูลจากตัวอย่างจำนวนน้อยแต่ต้องอาศัยระยะเวลานาน แล้วจึงนำมาวิเคราะห์ ทบทวนแล้วหาข้อสรุป

การวิจัยนั้นเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ดังนั้นเราจึงต้องใช้วิชาสถิติมาช่วยในการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อนำมาวิเคราะห์ และสรุปผล เพื่อแก้ปัญหาอย่างตรงจุด

แพรสี วังแก้ว
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sat Oct 04 2008 10:06:39 GMT+0700 (ICT)

ข้อสอบปลายภาค วิชา GA 105 สถิติเบื้องต้น (Introduction to Statistics)

1. จงอธิบายให้กระจ่างเกี่ยวกับการวิจัย

การวิจัยเป็นกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ สามารถยืนยันว่า

ถูกต้องและน่าเชื่อได้ หรือเพื่อหาความรู้ให้มากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่อยากรู้ โดยการวิจัยสามารถนำไป

- แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น การแก้ปัญหาจากการปฏิบัติงานในองค์การหรือหน่วย

งาน หรือปัญหาในชีวิตประจำวัน

- พัฒนาความรู้และปรับปรุง วิธีการทำงานและวิถีชีวิตให้มีประสิทธิภาพและมี

ความก้าวหน้ามากขึ้น

- เพื่อพิสูจน์ทางทฤษฎี ว่าทฤษฎีที่ค้นพบจากการทำวิจัยครั้งก่อน ๆนั้น ยังคงเป็น

ความจริงอยู่หรือไม่

- เพื่อสร้างทฤษฎี โดยนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ใช้เพื่อการอ้างอิง

(generalization) การบรรยาย (Description) การอธิบาย (explanation) การทำนาย (prediction) และการควบคุม (control) ปรากฏการณ์ต่าง ๆทั้งทางธรรมชาติและพฤติกรรมของมนุษย์

งานวิจัยมี 2 ประเภทคือ

1. งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

2. งานวิจัยทางสังคมศาสตร์

การวิจัย คือ การหาทางออก

- การวิจัยที่เห็นชัด คือ ที่สามารถมองเห็นได้

- การวิจัยที่มองไม่เห็น คือ ต้องทดสอบ

การวิจัยมี 2 แบบคือ

1. การวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยชนิดนี้เก็บข้อมูลจากตัวอย่างจำนวนน้อย แต่ต้องอาศัยระยะเวลา จากการสังเกต พฤติกรรมต่างๆ เช่น ประชากร กลุ่มคน องค์กรธุรกิจ ผู้วิจัยจะต้องมีทักษะและเก็บข้อมูลด้วยตนเอง หรือจากการศึกษาเอกสาร

2. การวิจัยเชิงปริมาณ ที่มาของข้อมูลเป็นตัวเลขประกอบ การเก็บข้อมูลจากตัวอย่างจำนวนมาก ข้อมูลทั้งหมดสามารถจัดเก็บเป็นตัวเลขได้ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการทางสถิติ เพื่อสรุปผลการวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยสามารถใช้ให้ผู้อื่นช่วยเก็บข้อมูลได้

ประโยชน์ของการวิจัย

การวิจัยมีประโยชน์ สรุปได้ดังนี้คือ

- ช่วยส่งเสริมความรู้ทางด้านวิชาการและศาสตร์สาขาต่าง ๆ ให้มีการค้นคว้า

ข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น

- สามารถนำความรู้ที่ได้จากการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติ หรือ

แก้ปัญหา โดยตรง ทำให้ผู้ปฏิบัติได้เลือกวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด

- ช่วยในการกำหนดนโยบาย หรือหลักปฏิบัติงานต่าง ๆ เป็นไปด้วยความ

ถูกต้อง เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

- ช่วยให้ค้นพบทฤษฎีและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เพื่อให้มนุษย์ได้ดำเนินชีวิตอยู่ใน

โลกอย่างมีความสุขสบายมากยิ่งขึ้น

- ช่วยพยากรณ์ผลภายหน้าของสถานการณ์ ปรากฏการณ์และพฤติกรรมต่าง ๆ

ได้อย่างถูกต้อง

จบข้อ 1 ค่ะ ... ขอส่งก่อน แพรสี วังแก้ว

Maliwan Ratanajitbunjong
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sat Oct 04 2008 10:07:38 GMT+0700 (ICT)

2. ท่านคิดว่านักวิจัยควรมีหลักคิด หลักวิชาการและหลักปฏิบัติในการดำเนินการวิจัยอย่างไร?

จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง

2.1 องค์ประกอบของงานวิจัยประกอบด้วย

องค์ประกอบงานวิจัยมีดังนี้

• ปัญหาการวิจัย ตั้งหัวข้อ หรือตั้งคำถามงานวิจัย เพื่อนำไปปรับปรุง ว่ามีความจำเป็นหรือสำคัญแค่ไหน อย่างไร

• ทฤษฎี ต้องมีการศึกษาแนวคิดทฤษฎี อย่างมีเหตุ มีผล

• มีการทบทวนเอกสาร เช่น มาจากการประชุม สัมมนา ต่างๆ จัดเก็บข้อมูลและเอกสารให้เพียงพอ

• ตั้งสมมติฐาน หาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา

• เก็บข้อมูล นำมาทบทวน แล้วสร้างแบบสอบถาม(ต้องอยู่ในกรอบหัวข้อปัญหาวิจัย)

• วิเคราะห์ข้อมูล โดยทำเป็นสถิติ วิเคราะห์เป็นตัวเลข โดยใช้ Program SPSS

• สรุปผล จะทำให้เห็นปัญหาชัดเจนขึ้น

ตัวอย่างเช่น

ปัญหาการวิจัย ตั้งคำถามว่าทำไมงานหล่อจึงมีของเสียเยอะ

ทฤษฎี ของ MR.GORSHKOVที่อธิบายถึงการเกิดกร๊าฟไฟด์กลมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอร์มตัวของ เหล็ก

ทบทวนเอกสาร เอกสารการเก็บข้อมูลของเสียในแต่ละวัน

สมมุติฐาน ความชื้นของทรายและความหนาแน่นไม่เพียงพอ

เก็บข้อมูล เก็บข้อมูลโดยใช้เครื่องวัดความชื้นและความหนาแน่นและบันทึกผลทุกวัน

วิเคราะห์ โดยดูที่ชิ้นงานกับผลที่บันทึกและนำมาวิเคราะห์เพื่อสรุปผล

สรุปผล ความชื้นมีส่วนทำให้ของเสีย

2.2 การให้ความสำคัญในการวิจัย มีดังนี้

• ต้องมีพื้นฐานความรู้ในเรื่องที่ทำการวิจัย

• ต้องมีความรับผิดชอบต่องานวิจัยเป็นอย่างดีและเข้าใจ

• ต้องมีความซื่อสัตย์ และมีคุณธรรม ต้องเปิดใจ

• ต้องตระหนักถึงข้อตกลงในกรณีทำการวิจัย

• ต้องมีอิสระในความคิด เคารพความคิดเห็นของงานวิจัยผู้อื่น

• ต้องนำผลงานวิจัยไปใช้ให้เห็นประโยชน์ในทางที่ชอบ

• ต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี

3. จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างเกี่ยวกับสถิติเชิงบรรยายมาอย่างละเอียด

สถิติเชิงบรรยาย ( Descriptive Statistics ) หรือสถิติพื้นฐาน ( Basic Statistics ) การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การแปลความหมายข้อมูล และการนำเสนอข้อมูล ใช้สำหรับบรรยายลักษณะของข้อมูลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่นำผลไปอ้างอิงถึงกลุ่มอื่น ๆ เช่น การแจกแจงความถี่ ร้อยละ การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง การวัดการกระจาย สหสัมพันธ์แบบต่าง ๆ เป็นต้น

สถิติเชิงบรรยาย เป็นสถิติที่ต้องใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณทุกเรื่อง สถิติที่มักใช้กัน เช่น ร้อยละ การแจกแจงความถี่ การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง การวัดการกระจาย สหสัมพันธ์ โดยสถิติแต่ละประเภทสรุปได้ดังนี้

1. การแจกแจงความถี่ของข้อมูล (Measure of Frequency )

การแจกแจงความถี่ (Measure of Frequency ) เป็นการจัดหมวดหมู่ของข้อมูลให้เป็นระบบ โดยวิธีเรียงลำดับข้อมูลจากมากไปหาน้อยหรือจากน้อยไปหามาก เพื่อแสดงว่าตัวเลขนั้น ๆ ซ้ำกันหรือมีความถี่กี่ครั้ง

ครั้งแรกในการซื้อสินค้า ความถี่ ร้อยละ

เข้ามาซื้อเอง ll 2 6.45%

มีคนแนะนำ llllllll 8 25.81%

สื่อโฆษณา llll 4 12.90%

วารสาร,สิ่งพิมพ์ lllll 5 16.13%

อินเตอร์เน็ต llllllllllll 12 38.71%

2. การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง ( Measure of Central Tendency )

การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง ( Measure of Central Tendency ) เป็นการหาค่ากลางเพื่อเป็นตัวแทนของข้อมูลในกลุ่ม การหาค่ากลางที่นิยมใช้มี 3 วิธี คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต มัธยฐาน และฐานนิยม ดังนี้

2.1 ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic Mean ) คือค่ากลางที่คำนวณได้จากการนำข้อมูลทั้งหมดมารวมกันแล้วหารด้วยจำนวนข้อมูลทั้งหมด ใช้สัญลักษณ์ X มีสูตรดังนี้

เมื่อ แทน ผลรวมของข้อมูลทั้งหมด N แทน จำนวนข้อมูลทั้งหมด

สรุปความพึงพอใจของลูกค้า

ความพึงพอใจต่อสินค้า บริการหลังการขาย การบริการของพนักงานขาย

100% 100% 100%

92% 100% 100%

100% 100% 100%

100% 100% 95%

92% 100% 85%

92% 93% 95%

88% 87% 95%

80% 80% 95%

100% 100% 100%

100% 100% 100%

100% 100% 100%

76% 80% 80%

92% 87% 90%

80% 80% 100%

100% 80% 100%

80% 80% 85%

96% 100% 100%

88% 93% 80%

80% 93% 100%

96% 100% 100%

92% 100% 100%

88% 100% 100%

88% 100% 100%

76% 80% 100%

72% 100% 100%

96% 100% 100%

92% 60% 75%

2436% 2493% 2575%

90.22% 92.33% 95.37%

ผลรวมของข้อมูล จำนวน 27 ข้อมูล

2.2 มัธยฐาน (Median ) คือค่าที่อยู่ตำแหน่งกึ่งกลางของข้อมูลทั้งหมดเมื่อจัดเรียงลำดับแล้ว ใช้สัญลักษณ์ Mdn ดังนี้

เมื่อ N แทน จำนวนข้อมูลทั้งหมด

2.3 ฐานนิยม ( Mode ) คือค่าที่ซ้ำมากที่สุด หรือข้อมูลที่มีความถี่มากที่สุด ใช้สัญลักษณ์ Mo

2.4 ค่าต่ำสุด/สูงสุด (Minimum /maximum) เป็นค่าต่ำสุดและสูงสุดของข้อมูลทุกๆหน่วยที่เก็บรวบรวมได้

3. การวัดการกระจาย ( Measure of Variability )

การวัดการกระจาย ( Measure of Variability ) เป็นการหาค่าการกระจายของข้อมูลในกลุ่มเพื่อบอกให้ทราบว่ามีความแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน ถ้าค่าการกระจายที่วัดได้มาก แสดงว่าข้อมูลมีการกระจายมาก ถ้าค่าวัดการกระจายที่วัดได้น้อย แสดงว่าข้อมูลมีการกระจายน้อย ถ้าค่าการกระจายเป็น 0 แสดงว่าไม่มีการกระจายเลย หรือข้อมูลทุกตัวเท่ากันหมด วิธีวัดการกระจายมีหลายวิธี เช่น พิสัย ส่วนเบี่ยงเบนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน ควอไทล์ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความแปรปรวน ในด้านการวิจัย นิยมใช้กันมาก 2 วิธี ดังนี้

3.1 พิสัย ( Range ) คือ ค่าความแตกต่างระหว่างข้อมูลสูงสุดกับข้อมูลต่ำสุด ใช้สัญลักษณ์ R การคำนวณใช้สูตร ดังนี้

R = ค่าสูงสุด - ค่าต่ำสุด

3.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( Standard Deviation ) คือค่าที่ใช้วัดการกระจายของข้อมูลแต่ละตัวว่าต่างไปจากค่าเฉลี่ยมากน้อยเพียงใด ใช้สัญลักษณ์ S.D. การคำนวณใช้สูตรดังนี้

ตัวอย่าง คะแนนการสอบของนักเรียน 5 คน สอบได้คะแนน 3 5 9 10 12 จงหาค่าพิสัย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน

R = ค่าสูงสุด - ค่าต่ำสุด

= 12 – 3

= 9

ดังนั้น ค่าพิสัย เท่ากับ 9 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 3.7

4. สหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient )

สหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient ) เป็นค่าที่บอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรของข้อมูลกลุ่มหนึ่ง เช่น ส่วนสูงกับน้ำหนักของนักเรียน คะแนนวิทยาศาสตร์กับคะแนนคณิตศาสตร์ ราคาสินค้ากับอายุการใช้งาน เป็นต้น ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์มีค่าอยู่ระหว่าง -1.00 ถึง +1.00

ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ที่พบได้โดยทั่ว ๆ ไปมีดังนี้

0.80 – 0.99 หมายถึง มีความสัมพันธ์สูงทางบวก

0.60 – 0.79 หมายถึง มีความสัมพันธ์ค่อนข้างสูง

0.40 – 0.59 หมายถึง มีความสัมพันธ์ปานกลาง

0.20 – 0.39 หมายถึง มีความสัมพันธ์ค่อนข้างต่ำ

0.00 – 0.19 หมายถึง มีความสัมพันธ์ต่ำหรือไม่มีความสัมพันธ์

สำหรับค่าความสัมพันธ์ทางลบก็มีความหมายเช่นเดียวกัน ในการคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์นั้นมีหลายวิธี ในที่นี้จะกล่าวเพียงวิธีเดียวคือ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) วิธีนี้ใช้เมื่อข้อมูลทั้ง 2 ชุด อยู่ในระดับ ช่วงระยะขึ้นไป สูตรในการคำนวณโดยใช้คะแนนดิบมีดังนี้

ตัวอย่าง คะแนนการสอบวิชาคณิตศาสตร์ (X ) และวิทยาศาสตร์ (Y ) ดังตาราง คำนวณค่า

สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ดังนี้

แสดงว่า คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ และคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ มีความสัมพันธ์สูงทางบวก

4. ท่านได้อะไรจากการเรียนวิชาสถิติเบื้องต้น

การเรียนวิชาสถิติเบื้องต้นทำให้เราได้เรียนรู้ถึง

• ทำให้เป็นคนรอบคอบ

• ทำให้เป็นคนมีเหตุ มีผล สามารถอธิบายได้โดยมีข้อมูลอ้างอิง

• สามารถตัดสินใจวางแผนโครงการหรือกิจกรรมต่างๆที่จะทำได้อย่างมั่นใจ

• สามารถประเมินผลการทำงานที่ทำไปแล้ว โดยมีสถิติ มีข้อมูล

• สามารถคาดเดาหรือคาดคะเน ในสิ่งต่างๆได้ โดยมีเอกสารอ้างอิง

• สามารถนำสถิติมาวิเคราะห์ในการวิจัยได้

• รับรู้ถึงข้อมูลเบี่ยงเบน

• ความแปรปรวนของข้อมูล หากแหล่งข้อมูลผิดพลาด

วรรณี โกศลอินทรีย์
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sat Oct 04 2008 10:11:53 GMT+0700 (ICT)

เริ่มต้นใหม่นะคะ

ส่ง อ. ดร.กีรติ ยศยิ่งยศ

ผู้จัดทำ น.ส.วรรณี โกศลอินทรีย์

1 จงอธิบายให้กระจ่างเกี่ยวกับการวิจัย

มวลวิทยาการทั้งหลายในโลกปัจจุบันนี้ ล้วนเป็นผลมาจากการสั่งสมความรู้ และความจริง

ซึ่งได้จาการแสวงหาความรู้ในรูปแบบต่างๆ ได้แก่

- การสอบถามจากผู้รู้

- การเรียนรู้จากขนบธรรมเนียมประเพณีหรือจากประสบการณ์

- การอุปมาน (Induction)

- การอนุมาน (Deduction) และ

- ระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method)

ในบรรดาวิธีการแสวงหาความรู้แบบต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์

เป็นวิธีการที่มีระบบ มีระเบียบแบบแผนมากที่สุด ประกอบด้วยขั้นตอนการดำเนินการรอบ 5 ขั้น คือ

- การกำหนดปัญหา , การนิยามปัญหา

- การตั้งสมมุติฐานโดยอาศัยความรู้ที่ได้จากการอุปมาน

- การทดสอบสมมุติฐานด้วยการอนุมาน

- ผลการศึกษาจากส่วนย่อย และ

- การสรุปผลและการทดสอบสมมุติฐานได้เป็นความรู้ใหม่

ระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์นี้มีความสำคัญมาก และนักวิจัยได้นำมาใช้เป็นหลักในการ

แสวงหาความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมและคุณภาพของสมาชิกในสังคมนั้นๆ

การวิจัย(Research) หมายถึงการแสวงหาความรู้ ความจริงด้วยวิธีการที่มีระบบมีความเชื่อถือได้

โดยอาศัยระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นคำตอบปัญหา ตามวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจน

เป้าหมายสำคัญของการวิจัย คือ

- เพื่อบรรยาย (Describe)

- เพื่ออธิบาย (Explain)

- เพื่อทำนาย (Predict) หรือ

- ควบคุม (Control)

ปรากฏการณ์ต่างๆ อันจะช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของมวลมนุษย์ชาติและสังคมให้ดีขึ้น

การทำวิจัยจำเป็นต้องมีความรู้ และทักษะเกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัยเป็นอย่างดี และนักวิจัยจะต้องมีพื้นความรู้ทางวิชาการมากพอสมควร ดังจะเห็นได้ว่าวิชา “ ระเบียบวิธีวิจัย” มีการจัดสอนแต่ในโปรแกรมการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเท่านั้น ผู้เรียนที่เรียนถึงระดับบัณทิตศึกษาทุกคนจะต้องมีความรู้เรื่องระเบียบวิธีวิจัยเพื่อสามารถจะทำงานวิจัยที่จะตามมาในภายภาคหน้า และจะต้องมีทักษะที่เพียงพอที่จะสามารถทองานวิจัยเพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ด้วยตนเองได้ ผู้บริหารในสังคมสมัยใหม่ต้องมีความรู้ความสามารถเพียงพอเรื่องการวิจัยมากพอที่จะให้คำแนะนำในการทำวิจัยแก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ผู้ร่วมงาน และสามารถติดตามกำกับ ประเมินผลการวิจัยได้

ที่สำคัญที่สุดจะต้องมีความรู้มากพอที่จะพิจารณาตัดสินคุณภาพของงานวิจัย และสามารถเลือกผลการวิจัยมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานในหน่วยงานของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในยุคของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปัจจุบันนี้ ทักษะเกี่ยวกับการวิจัยนับวันจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น บุคคลทั่วไปต้องเริ่มที่จะเรียนรู้ที่จะอ่าน และทำความเข้าใจผลงานวิจัย เพื่อที่จะได้ข้อมูลช่วยประกอบการพิจารณาการตัดสินใจ ในการดำรงชีวิตในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงและก้าวหน้าอยู่ทุกขณะเวลานี้

ความสำคัญของการวิจัยดังกล่าว นำมาซึ่งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัยเพื่อการศึกษา ค้นคว้าต่อไป มีสาระสำคัญที่ควรรู้แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ

1 ว่าด้วยความรู้ พื้นฐานเกี่ยวกับการวิจัย

2 ว่าด้วยสังถัป (Concept) เกี่ยวกับเรื่องที่สำคัญๆ ในการทำวิจัย ได้แก่ปัญหาวัตถุ

ประสงค์ และสมมุติฐานวิจัยรายงานที่เกี่ยวกับการวิจัยข้อมูล และเครื่องมือวิจัย และวิธีการรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูล

1 ว่าด้วยความรู้ พื้นฐานเกี่ยวกับการวิจัย

1.1 ประเภทของการวิจัย

การวิจัยมีประโยชน์มาทั้งในเชิงวิชาการและในชีวิตจริง ปัจจุบันนี้ผลงานวิจัยจำนวนมาก

นักวิจัยจัดแยกประเภทของงานวิจัยหลายวิธีตามเกณฑ์ที่ใช้เป็นหลักในการจัดประเภท การจัดประเภทงานวิจัยตามเกณฑ์แบ่งออกได้เป็น 6 แบบ คือ

1 ตามจุดมุ่งหมายของการวิจัย

2 ตามลักษณะข้อมูล

3 ตามแหล่งข้อมูล

4 ตามประเภทข้อมูล

5 ตามสาขาวิชา

6 ตามวิธีการวิจัย

1.1.1 การวิจัยที่แบ่งตามจุดมุ่งหมายของการวิจัยยังแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

ก การวิจัยบริสุทธิ์ หรือ การวิจัยพื้นฐาน ( Pure or Basic research ) เป็น

การวิจัยที่ตอบปัญหาเชิงวิชาการ เพื่อหาความรู้ใหม่ๆ หรือเพื่อสร้างทฤษฎีใหม่

ข การวิจัยประยุกต์ หรือ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ( Applied or Action research)

เป็นการวิจัยที่มุ่งตอบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานอันจะก่อให้เกิดการปรับปรุง และพัฒนางานให้ดีขึ้น

1.1.2 การวิจัยแบ่งตามลักษณะข้อมูล อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

ก การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitafive research) เป็นการวิจัยที่ใช้ข้อมูล

ประกอบด้วยตัวแปรที่มีการกำหนดค่าของตัวแปรเป็นตัวเลข และใช้วิธีการทางสถิติวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบปัญหาวิจัย

ข การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitafive research) เป็นการวิจัยที่ใช้ข้อมูลที่เป็น

ข้อความบรรยายลักษณะ หรือเรื่องราวของปรากฏการณ์ วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการสรุปประเด็นสำคัญเพื่อตอบปัญหาวิจัย

1.1.3 การวิจัยแบ่งตามแหล่งข้อมูลที่ได้ อาจแบ่งได้ 3 ประเภท คือ

ก การวิจัยปฐมมาน (Primary research) เป็นการวิจัยที่ศึกษาข้อมูลจาก

แหล่งกำเนิด หรือต้นตอผู้ให้ข้อมูล ผลการวิจัยมีความถูกต้องสูง ทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ (Up Date) เพราะนักวิจัยรวบรวมข้อมูลมาทำการวิจัยโดยตรง

ข การวิจัยทุติยมาน (Secondary research) เป็นการวิจัยที่ใช้ข้อมูลที่มีผู้รวบ

รวมไว้แล้ว นักวิจัยมิได้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต้นตอ แต่เป็นการใช้ข้อมูลจากเอกสารรายงาน ที่มีผู้จัดทำไว้แล้ว หรือข้อมูลที่ใช้เป็นของนักวิจัยคนอื่นได้ทำการวิจัยไว้แล้วมาทำการวิจัยเพื่อต่อยอดงานวิจัยออกไปอีก มาเป็นข้อมูลในการทำการวิเคราะห์ ด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไป ตามแนวความคิดความเชื่อของนักวิจัยนั้นๆ ที่ทำการวิจัยต่อ เพื่อตอบปัญหาวิจัยในอีกด้านหนึ่ง

ค การวิจัยอภิมาน (Meta-Analysis of research) เป็นการวิจัยเพื่อสังเหคราะห์ผลงานวิจัยหลายๆเรื่องที่ตอบปัญหาวิจัยเดียวกัน ข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์อภิมานนี้คือ ตัวงานวิจัยที่นักวิจัยนำมาสังเคราะห์นั่นเอง

1.1.4 การวิจัยแบ่งตามประเภทข้อมูลที่ได้ อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ

ก การวิจัยเอกสาร (Documentary research) เป็นการวิจัยที่นักวิจัยรวบรวมข้อ

มูลจากเอกสาร สิ่งพิมพ์ พงศวดาร ศิลาจารึก ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากแหล่งปฐมภูมิหรือแหล่งทุติยภูมิ

ข การวิจัยเชิงประจักษ์ (Epirical research) เป็นการวิจัยที่นักวิจัยรวบรวม

ข้อมูลจากกลุ่มประชากร หรือกลุ่มตัวอย่างโดยการสังเกต และวัดโดยตรง

1.1.5 การวิจัยแบ่งตามสาขาวิชาแบ่งได้เป็น 5 ประเภท แต่ละประเภทยังแยกย่อยออกได้

เป็นชนิดต่างๆ อีกได้ดังนี้

ก การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ภาพถ่าย (Physical Secience research) เป็นการ

วิจัยที่เกี่ยวกับปรากฎการณ์ตามธรรมชาติและสิ่งไม่มีชีวิต เช่นเกี่ยวกับเรื่องแร่ธาตุ หิน ดิน น้ำ อากาศ ได้แก่การวิจัยในเชิงเคมี ฟิสิกส์ ปิโตรเคมี

ข การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Biological science research) เป็นการวิจัยเกี่ยวกับโครงสร้างหน้าที่ส่วนต่างๆ ของร่างกายสิ่งมีชีวิต อันได้แก่การวิจัยทางการแพทย์ศาสตร์ ชีววิทยา พลศึกษา และพยาบาล

ค การวิจัยทางสังคม (Social science research) เป็นการวิจัยเกี่ยวกับสังคม การอยู่รวมกันในสังคม และปรากฏการณ์ทางสังคม อันได้แก่ การวิจัยทางมนุษยวิทยา ประชากร ประวัติศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เป็นต้น

ง การวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science research) เป็นการวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งในรูปแบบที่เป็นพฤติกรรมของกลุ่มและบุคคลอันได้แก่ การวิจัยทางจิตวิทยา การวิจัยการฆ่าตัวตามหมู่ของกลุ่มคนบางจำพวก

จ การวิจัยแบบสหวิทยาการ (Interdisciplinary research) เป็นการวิจัยที่ต้องใช้

ความรู้จากศาสตร์หลายๆ สาขาบูรณาการ (Integrate) เข้าด้วยกัน เพื่อตอบปัญหาวิจัยให้ได้ครบถ้วนทุกแง่ทุกมุม อันได้แก่การวิจัยการพัฒนาชุมชน พัฒนบริหารศาสตร์ , ประชากรศาสตร์ จิตวิทยาสังคม เป็นต้น

วรรณี โกศลอินทรีย์
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sat Oct 04 2008 10:20:25 GMT+0700 (ICT)

1.1.6 การวิจัยแบ่งตามวิธีการวิจัยได้หลายประเภท แต่ที่สำคัญๆที่ควรจดจำ 6 ประเภท คือ

ก การวิจับแบบบรรยาย (Descriptive research) เป็นการวิจัยที่เน้นการรวบรวม

ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจ และบรรยายปรากฏการณ์ การวิจัยประเภทนี้ยังอาจแบ่งประเภทย่อยลงไปได้อีกเป็นการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ (Historical research) การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey research) การวิจัยย้อนประสบการณ์ (Ex post facto research) การศึกษารายกรณี (Case Study)

ข การวิจัยเชิงทดรอง (Experimental research) และการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi

Experimental research) เป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษาอิทธิพลจากตัวแปร จัดกระทำ (Treatment) ที่มีผลต่อตัวแปร ตามโดยมีการวางแผนการทดลอง (Experimental Design) เพื่อควบคุมความแปรปรวนที่อาจเกิดขึ้นจากตัวแปรแทรกซ้อน (Extraneous Varlables)

ค การวิจัยเชิงสายสัมพันธ์ (Correlational research) เป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษา

ความสัมพันธ์ระหว่างปรากฎการณ์ หรือตัวแปรตั้งแต่สองตัวขึ้นไป

ง การวิจัยเปรียบเทียบหาสาเหตุ (Causal Comparative research) เป็นการ

วิจัยที่ใช้การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม เพื่อให้ทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดผลแตกต่างกันเป็นการศึกษาจากผลไปหาสาเหตุ โดยเป็นการวิจัยที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม

จ การวิจัยเชิงประเมิน (Evaluative research) เป็นการวิจัยเพื่อวิเคราะห์

กระบวนการทำงานตามโครงการของหน่วยงาน ว่าได้ผลตรงตามเป้าหมายมากน้อยเพียงไร มีปัญหาข้อบกพร่องที่ควรแก้ไขปรับปรุงในด้านใด ควรยกเลิก หรือดำเนินการโครงสร้างนั้นต่อไป การวิจัยประเภทนี้เป็นการทำวิจัยและใช้ผลการวิจัยตัดสินใจเกี่ยวกับคุณค่าของโครงการที่ประเมิณ

ฉ การวิจัยและพัฒนา (Research and development หรือ R & D) เป็นการวิจัย

เพื่อสร้างหรือพัฒนานวัตกรรม และตรวจสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น วิธีการทำวิจัยอาจเริ่มต้นด้วยการวิจัยเพื่อให้ได้ความรู้มาใช้ในการพัฒนา ต่อด้วยการพัฒนาและจบด้วยการวิจัย เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพ อันได้แก่การวิจัยหุ่นยนต์ เพื่อใช้งานแทนมนุษย์ การวิจัยหุ่นยนต์เพื่อกู้ภัยชีวิตมนุษย์ หรือค้นหาในกรณีเกิดภัยพิบัติ

การวิจัยไม่ว่าจะเป็นการวิจัยประเภทใดก็ตามมีกระบวนการดำเนินงาน ซึ่งอาจแบ่งขั้น

ตอนตามระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ได้เป็น 5 ขั้นตอน แต่ละขั้นตอนยังกำหนดเป็นขั้นตอนย่อยๆลงไปอีก การดำเนินการทั้ง 5 ขั้นตอนนี้มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนักวิจัยต้องคอยตรวจสอบให้งานแต่ละขั้นตอนสอดคล้องเชื่อมโยงกันทั้งหมด ขั้นตอนทั้ง 5 มีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

1 ขั้นตอนกำหนดปัญหาและจุดมุ่งหมายของการวิจัย

การดำเนินการในขั้นตอนนี้ได้แก่การที่นักวิจัยตัดสินใจเลือกหัวข้อวิจัย (research topic)

หรือชื่อเรื่องวิจัย (research title) จากนั้นนักวิจัยต้องให้รายละเอียดเกี่ยวกับความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาวิจัย หรือกำหนดปัญหาวิจัย (research problem) ตั้งวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของการวิจัย นอกจากนี้นักวิจัยต้องกำหนดคำถาม (Key questions) รวมทิ้งขอบเขตของการวิจัยให้ชัดเจน

2 ขั้นรายงานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย (related literature) และกำหนดสมมุติฐานวิจัย (research hypothesis) ในขั้นตอนนี้นักวิจัยต้อง สำรวจ รวบรวม และสังเคราะห์ สรุปรายงานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยทั้งจากสาระที่เป็น หลักการ ทฤษฎี และผลการวิจัยในอดีตเพื่อนำมาเป็นพื้นฐานในการกำหนดสมมุติฐานวิจัย และการวางแผน แบบวิจัย (research design)

3 ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล การดำเนินงานในขั้นตอนนี้ไดแก่ การกำหนดว่าจะใช้ข้อมูลอะไร เก็บรวบรวมข้อมูลจากใคร ใช้เครื่องมือชนิดใด และรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการใด กรณีการวิจัยเชิงปริมาณ นิยมกำหนดลักษณะข้อมูลในรูปตัวแปร ให้นิยามกำหนดประเด็นหรือสาระสำคัญที่ต้องใช้เป็นข้อมูล สำหรับผู้ให้ข้อมูลหรือแหล่งข้อมูล ต้องมีการกำหนดประชากร กุ่มตัวอย่าง ตลอดจนวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ส่วนเครื่องมือวิจัยต้องกำหนดประเภทและลักษณะเครื่องมือวิจัย วิธีการสร้างและพัฒนาเครื่องมือวิจัย รวมทั้งวิธีการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัยสำหรับวิธีการรวบรวมข้อมูลต้องกำหนดรายละเอียดเรื่องวิธีการที่จะใช้พร้อมทั้งกำหนดการดำเนินงาน

4 ขั้นการวิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูล การดำเนินงานในขั้นตอนนี้ได้แก่

การบรรณธิกรณ์ข้อมูล การเตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับการวิเคราะห์การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นให้ทราบลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง การวิเคราะห์เพื่อตอบสมมุติฐานวิจัยในกรณีที่เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการทางสถิติซึ่งปัจจุบันนี้มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป เช่น SPSS ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพนั้น วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นการวิเคราะห์เนื้อหา และการบรรยายสรุปประเด็นจากผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยต้องนำเสนอผลการวิเคราะห์และแปลความหมายผลการวิเคราะห์ด้วย

5 ขั้นการสรุปและอภิปรายผลการวิจัย ขั้นตอนสุดท้ายสำหรับการดำเนินงานวิจัยคือ การ

สรุปผลการวิจัยว่าได้ผลสอดคล้องตามสมมุติฐานวิจัยที่กำหนดไว้หรือไม่ อย่างไร การอภิปรายว่าผลการวิจัยที่ได้มีส่วนช่วยสร้างเสริมองค์ความรู้สอดคล้องหรือขัดแย้งกับทฤษฎีที่มีอยู่แล้วอย่างไร ผลการวิจัยให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และข้อเสนอแนะเพื่อปฏิบัติอย่างไรบ้าง

เมื่อผู้วิจัยได้ดำเนินการทั้ง 5 ขั้นตอนเสร็จสมบูรณ์แล้ว งานขั้นต่อไปคือการจัดทำ

เอกสารวิจัย หรือรายงานวิจัย ในทางปฏิบัติผู้วิจัยอาจดำเนินการจัดทำเอกสารวิจัยควบคู่ไปกับการหาวิจับแต่ละขั้นตอนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องดำเนินการจนเสร็จแล้วจึงเขียนเอกสารวิจัย การที่จะดำเนินการวิจัยแต่ละขั้นตอนให้ได้ผลดี ผู้วิจับควรมี ทักษะในการวิจัยพอสมควร เพื่อให้ผู้อ่านได้เป็นภาพรวมของการวิจัยทั้ง 5 ขั้นตอน ผู้เขียนจึงนำเสนอสังกัปเกี่ยวกับเรื่องที่สำคัญในการทำวิจัย แต่ละขั้นตอน 5 ขั้นตอน

นักวิจัยทุกคนที่ลงมือทำการวิจัยเรื่องแรก และทำการวิจัยสืบต่อจากเรื่องเดิมให้ลึกซึ้งมาขึ้น ต้องทำกิจจรรมต่อเนื่องเป็นวงจร เรียกว่า “วงจรวิจัย ” (research cycle) วงจรการวิจัยของนักวิจัยแต่ละคนประกอบด้วยปัญหาวิจัยเป็นแกนกลาง มีกิจกรรมที่นักวิจัยดำเนินการเป็นวงจรต่อเนื่องได้แก่ การศึกษาทฤษฎี / เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยของตน การกำหนดสมมุติฐานวิจัยการกำหนดประชากรและการเรียกกลุ่มตัวอย่าง การนิยามตัวแปรในการวิจัยเชิงปริมาณหรือขอบข่ายของข้องมูล ในการวิจัยเชิงคุณภาพ การสร้าง / พัฒนา และตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ และ การตีความข้อมูล การสรุปและการอภิปรายผลการวิจับและการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการปฎิบัติไดี้แก่ การสรุปประเด็นปัญหาวิจัยที่ต่อเนื่องจากปัญหาวิจัยเดิม ส่วนการใช้ประโยชน์ในทางวิชาการ ได้แก่การปรับปรุงพัฒนาทฤษฎีเป็นต้น กิจกรรมทุกขั้นตอนนี้ นักวิจัยต้องทำซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นวงจรต่อเนื่องกัน โดยทุกกิจกรรม มีจุดร่วมที่แกนกลางของวงจร คือปัญหาวิจัยดังภาพลักษณะของวงจรการวิจัย มิได้ซ้ำรอยเดิม แต่มีลักษณะขยายวงจรทั้งในแนวกว่างและแนวลึกตามลักษณษะปัญหาวิจัยในรอบต่อไป การวิจัยในแต่ละรอบนำไปสู่ค้นพบการวิจัยที่ลึกซึ้งเป็นประโยชน์ต่อโลกความเป็นจริงและโลกวิชาการมากยิ่งขึ้น

Maliwan Ratanajitbunjong
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sat Oct 04 2008 10:47:02 GMT+0700 (ICT)

นางมลิวัลย์ รัตนจิตบรรจง

4 ตุลาคม 2551

1. จงอธิบายให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการวิจัย

งานวิจัย คือ การค้นคว้า แสวงหาความรู้อย่างมีเหตุ มีผล มีกระบวนการ เชื่อถือได้ มีแบบแผน มีขั้นตอน พิสูจน์ได้ เพื่อให้ได้ผลสรุปเป็นที่น่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับ รวมถึงมีแนวคิดเป็นทฤษฎี

การวิจัยมีจุดมุ่งหมายหลายประการคือ ประการแรกเพื่อสร้างทฤษฎีใหม่ๆ เพื่อนำไปใช้ในการอ้างอิง อธิบาย หรือการคาดคะเนเหตุการณ์ในอนาคต ประการที่สอง เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีต่างที่เคยสร้างขึ้นมานั้นยังถูกต้องอยู่หรือไม่ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปทฤษฎีสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เราจึงทำการพิสูจน์อย่างต่อเนื่อง ประการสุดท้าย เพื่อการแก้ปัญหา เราทำการวิจัยเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างมีแบบแผนและเป็นระบบ

การวิจัยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การวิจัยแบบวิทยาศาสตร์ และ เชิงสังคมศาสตร์

การวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ จะศึกษาค้นคว้าด้านดาราศาสตร์ สิ่งมีชีวิต

การวิจัยเชิงสังคมศาสตร์ จะศึกษาค้นคว้าด้านสังคม องค์กร การจัดการองค์กร ต่างๆ เป็นต้น

งานวิจัยสามารถแบ่งย่อย 2 ประเภท คือ งานวิจัยเชิงปริมาณ และ งานวิจัยเชิงคุณภาพ

งานวิจัยเชิงปริมาณ คือส่วนใหญ่ใช้การเก็บข้อมูลเป็นตัวเลข ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ มีการตีความ มีการประมวลผลโดยใช้โปรแกรม SPSS มีการเก็บข้อมูลจากตัวอย่างจำนวนมาก การสรุปผลวิจัยจะอ้างอิงข้อมูลสถิติ

งานวิจัยเชิงคุณภาพ คือใช้ตัวเราเองหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นเครื่องมือเข้าไปเก็บข้อมูล เช่น ต้องการเก็บข้อมูลของความเป็นอยู่ในหมู่บ้านนั้น หรือขนบธรรมเนียมประเพณี โดยตัวเราได้เข้าไปสังเกตุการณ์หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้น ซึ่งการเก็บข้อมูลจากตัวอย่างจำนวนน้อยแต่ต้องอาศัยระยะเวลานาน แล้วจึงนำมาวิเคราะห์ ทบทวนแล้วหาข้อสรุป

การวิจัยนั้นเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ดังนั้นเราจึงต้องใช้วิชาสถิติมาช่วยในการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อนำมาวิเคราะห์ และสรุปผล เพื่อแก้ปัญหาอย่างตรงจุด

วรรณี โกศลอินทรีย์
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sat Oct 04 2008 15:48:29 GMT+0700 (ICT)

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2550

ประเด็นแรก เรื่องการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะมีความสำคัญมากต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยของเราในปัจจุบัน พึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก (ดูได้จากสัดส่วนการส่งออกสินค้า และบริการของไทยต่อผลผลิตรวมในประเทศที่สูงถึง 67%) ดังนั้น หากเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะเศรษฐกิจคู่ค้าของไทยเรา ขยายตัวได้ดี เศรษฐกิจไทยก็ย่อมได้รับอานิสงส์จากการส่งออกสินค้า และการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น แต่ในทางตรงกันข้ามหากเศรษฐกิจคู่ค้าชะลอตัวลง เศรษฐกิจไทยก็พลอยได้รับผลกระทบทางลบไปด้วยในประเด็นนี้ เศรษฐกิจคู่ค้าหลักๆ ของไทยในอนาคตน่าจะมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ ประเทศสหรัฐ ซึ่งเป็นลูกค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทย (ประมาณ 15%) น่าจะเติบโตได้ลดลง ตามการชะลอการบริโภคของคนอเมริกัน ที่เริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น หลังจากที่ราคาอสังหาริมทรัพย์เริ่มปรับตัวลดลง และอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อมาประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นลูกค้าส่งออกอันดับ 2 ของไทย (ประมาณ 14%) ก็น่าจะเติบโตได้น้อยลงเช่นกัน เพราะธนาคารกลางญี่ปุ่นเริ่มกลัวว่าเศรษฐกิจจะโตเร็วเกินไป เลยเริ่มขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อก่อนล่วงหน้า ส่วนประเทศในกลุ่มยูโร ซึ่งเป็นลูกค้าอันดับ 3 ของไทย (ประมาณ 13%) ก็ประสบกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณ ที่เกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานยูโรที่กำหนดไว้ ทำให้หลายๆ ประเทศในกลุ่มนี้ จะต้องขึ้นภาษีหรือลดรายจ่ายรัฐบาล เพื่อให้ขาดดุลงบประมาณลดลง ในขณะที่ธนาคารกลางของกลุ่มยูโร ก็ยังมีแนวโน้มที่จะขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีกดังนั้น การที่เศรษฐกิจยูโรจะขยายตัวต่อเนื่องก็คงเป็นไปได้ยาก ทำให้ ประเทศไทยก็คงจะต้องหันมาพึ่งเศรษฐกิจในเอเชียมากขึ้น

-ประเด็นที่สอง ในเรื่องของราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเช่นกัน เนื่องจากประเทศไทยเรานำเข้าน้ำมันในแต่ละปีค่อนข้างมาก และที่สำคัญ น้ำมันก็เป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญของประเทศ ทั้งในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ และในการขนส่งทั่วๆ ไปดังนั้น หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตของไทยก็ย่อมปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในที่สุด ผู้ผลิตก็ต้องผลักภาระบางส่วนไปให้ผู้บริโภคผ่านการขึ้นราคาสินค้า ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งหากรายได้ของประชาชนปรับขึ้นตามไม่ทัน ก็จะทำให้อำนาจซื้อของประชาชนลดลง และส่งผลให้ประชาชนลดการบริโภคลง ในทางตรงกันข้าม หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง ต้นทุนการผลิตของไทยก็จะสามารถปรับลงได้ ทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลง และในที่สุด ก็อาจจะส่งผลดีต่อการจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้า

-ประเด็นที่สาม ในเรื่องแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของไทย ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยใน 2 ทาง คือ ในทางแรก หากอัตราดอกเบี้ยของไทยปรับตัวสูงขึ้น ก็จะส่งผลให้กิจกรรมการจับจ่ายใช้สอยและการลงทุนของภาคเอกชนลดลง เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมเงินสูงขึ้น ในทางที่สอง หากอัตราดอกเบี้ยของไทยปรับตัวสูงขึ้นกว่าอัตราดอกเบี้ยของประเทศคู่ค้า อาจจะส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลทางลบต่อผู้ส่งออก แต่ส่งผลทางบวกต่อผู้นำเข้าอย่างไรก็ตาม การที่จะคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของไทยในอนาคต จะต้องคำนึงถึงนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ควบคู่ไปกับสภาพคล่องในตลาดเงินประกอบกันด้วย โดย ในส่วนของนโยบายการเงินนั้น ผมคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคงจะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปอีกพักหนึ่ง เนื่องจากปัจจุบันแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อก็ปรับลดลงแล้วในขณะที่การใช้จ่ายภายในประเทศเริ่มมีการชะลอตัวอย่างชัดเจน

แพรสี วังแก้ว
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sat Oct 04 2008 16:01:07 GMT+0700 (ICT)

ส่งการบ้าน สรุปเศรษฐกิจไทย ปี2550-2551

แนวโน้มชลอตัวลงจากปัจจัยภายใน และภายนอกประเทศน้ำมันขึ้น ดอกเบี้ยต่ำ คนชลอการซื้อ มีการลงทุนน้อย ส่งออกน้อย

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2552

เศรษฐกิจยังชลอตัว เนื่องจากผลกระทบมาจากปี 2551 เพราะการส่งออกชลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อ จะลดลงรร้อยละ 3.0-4.0 ต่อปี

บัญชีเดินสะพัด ปี2552 จะเกินดุล ร้อยละ1.0-2.0 ของ GDP จะเกิดอุปสรรคในประเทศ ด้านการเมือง เสถียรภาพเศรษฐกิจ เนื่องจากเกินดดุยการค้าตามสินค้านำเข้า

ที่คาดว่าจะลดลง มากกว่าสินค้าส่งออก ทำให้มูลค่า การนำเข้าสินค้าชลอตัว

วรรณี โกศลอินทรีย์
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sat Oct 04 2008 16:03:51 GMT+0700 (ICT)

คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2551

-คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2551 ว่า จะขยายตัว โดยอุปสงค์ภายในประเทศขยายตัวได้ดีขึ้นและชดเชยผลกระทบจากการส่งออกชะลอตัว การขยายตัวของเศรษฐกิจจะมีลักษณะที่สมดุลมากขึ้น ปัจจัยภายในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย อัตราการว่างงาน การดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล และความแน่นอนทางการเมืองจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนดีขึ้น แต่แรงกดดันจากต้นทุนราคาน้ำมันจะทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นและมีความเสียงจากปัจจัยภายนอก ทั้งราคาน้ำมันสูงขึ้น และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหาการชะลอของเศรษฐกิจอเมริกา อัตราเงินเฟ้อราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึนส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าขนส่ง ราคาพืชผลทางการเกษตรและวัตถุดิบราคาสูงขึ้นมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างรุนแรงในช่วงครึงปีแรกและมองเนความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่สภาวะถดถอยการใช้จ่ายภายในประเทศในนโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกน่าจะปัจจัยบวกต่อการเฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างไรก็ตามตัวแปรสำคัญอยู่ที่แนวทางปฎิบัติในการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล คาดว่าการบริโภคและการลงทุนน่าจะปรับตัวดีขึ้นจากฐานที่ต่ำกว่าในปี2550

จารุภัทร กลายเพ็ชร์
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sat Oct 04 2008 16:05:00 GMT+0700 (ICT)

1. เศรษฐกิจไทยในปี 2550

1.1 ด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจเศรษฐกิจไทยในปี 2550 จะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อนมาอยู่ที่ร้อยละ 4.5 ต่อปี ตามการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.5 และ 0.2 ต่อปี ตามลำดับ เนื่องจากผู้บริโภคและนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจไทยในปี 2550 ได้รับแรงสนับสนุนหลักมาจากปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการที่คาดว่ายังขยายตัวได้ดีที่ร้อยละ 6.4 ต่อปี ในขณะที่ปริมาณการนำเข้าสินค้าและบริการคาดว่าจะขยายตัวในอัตราต่ำที่ร้อยละ 3.5 ต่อปี นอกจากนั้น การเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐได้เข้ามาช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่การใช้จ่ายภาคเอกชนชะลอลง โดยการบริโภคภาครัฐและการลงทุนภาครัฐขยายตัวที่ร้อยละ 9.2 ต่อปี และ 2.9 ต่อปี ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2550 ของรัฐบาล ที่สามารถเบิกจ่ายได้สูงถึงร้อยละ 93.9 ของกรอบวงเงินงบประมาณ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 93

1.2 ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ เสถียรภาพเศรษฐกิจในปี 2550 อยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะเกินดุลสูงถึงร้อยละ 5.0 ของ GDP เนื่องจากการเกินดุลการค้าที่สูงขึ้นมาก ตามมูลค่าส่งออกสินค้าที่คาดว่าจะขยายตัวสูงถึงร้อยละ 15.7 ต่อปี แต่มูลค่านำเข้าสินค้าที่ขยายตัวในอัตราต่ำที่ร้อยละ 8.8 ต่อปี ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 2.2 ต่อปี

ณรงค์ชัย ทิพย์มณี
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sat Oct 04 2008 16:06:45 GMT+0700 (ICT)

เศรษฐกิจไทยในปี 2550 คาดว่าจะขยายตัวในทิศทางชะลอลงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3.5-4.5 ต่อปี แต่คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2551-2552 จะขยายตัวในอัตราเร่งขึ้นประมาณร้อยละ 5.0-6.0 ต่อปี

คาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับสูง เนื่องจากผลสำรวจของ ธปท.พบว่า ผู้ประกอบการภาคเอกชนยังมองว่าอัตราเงินเฟ้อในระยะ 12 เดือนน่าจะอยู่เหนือกว่าระดับ 6% ทั้งนี้ ธปท.คาดอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน(Core CPI) ในปีนี้จะอยู่ในช่วง 2.8-3.8% ซึ่งเป็นระดับที่ยังไม่ได้ประเมินผลกระทบจากมาตรการ 6 เดือน ของภาครัฐที่อาจทำให้แรงกดดันของเงินเฟ้อลดลง ส่วนปี 52 คาดว่าเงินเฟ้อพื้นฐานจะอยู่ในช่วง 3-4% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไป(CPI) ปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 7.5-8.8% ส่วนปี 52 อยู่ที่ 5-7.5% สำหรับ GDP ปีนี้คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 4.8-5.8% และปี 52 จะอยู่ที่ 4.3-5.8%

วรรณี โกศลอินทรีย์
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sat Oct 04 2008 16:09:24 GMT+0700 (ICT)

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2552

-เศรษฐกิจไทยในปี 2552 คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ

4.0 -5.0 ต่อปี โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการใช้จ่ายในประเทศที่น่าจะปรับตัวดีขึ้นจากฐานที่ต่ำในปีนี้ แต่การส่งออก

ในปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวลดลงตามการชะลอตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2552 คาด

ว่าจะลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.0-4.0 ต่อปี ตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงจากฐานที่สูงในปี 2551 ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดใน

ปี 2552 คาดว่าจะเกินดุลร้อยละ 1.0-2.0 ของ GDP โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้ -ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ

- เสถียรภาพเศรษฐกิจในปี 2552 ยังน่าจะอยู่ในเกณฑ์ดี โดยดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2552 คาดว่าจะยังคง

เกินดุลที่ร้อยละ 1.0-2.0 ของ GDP เนื่องจากการเกินดุลการค้าตามราคาสินค้านำเข้าที่คาดว่าจะลดลงมากกว่าราคา

สินค้าส่งออก ทำให้มูลค่าการนำเข้าสินค้าขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 9.0-11.0

ต่อปี เทียบกับมูลค่าส่งออกสินค้าที่น่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 11.0-13.0 ต่อปี ประกอบกับดุลบริการคาดว่าจะ

กลับมาเกินดุลมากขึ้นจากรายได้การท่องเที่ยวที่น่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในปี 2552 นอกจากนั้น อัตราเงินเฟ้อทั่วไป

ในปี 2552 คาดว่าจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.0-4.0 ต่อปี เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่คาดว่าจะขยายตัว

ในอัตราชะลอลงจากปี 2551

จารุภัทร กลายเพ็ชร์
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sat Oct 04 2008 16:13:10 GMT+0700 (ICT)

2. เศรษฐกิจไทยในปี 2551

2.1 ด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจเศรษฐกิจไทยในปี 2551 จะปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 5.0 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 4.5 -5.5 ต่อปี) ตามการใช้จ่ายภายในประเทศที่ฟื้นตัวขึ้นจากฐานการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในปี 2550 ที่ขยายตัวต่ำมาก ประกอบกับรายได้เกษตรกรที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก การปรับขึ้นเงินเดือนของภาครัฐ การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่น่าจะฟื้นตัวขึ้นหลังการเลือกตั้ง ทำให้คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนในปี 2551 จะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยมาขยายตัวที่ร้อยละ 2.5 ต่อปี คาดว่าการบริโภคภาครัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 4.5 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 4.0-5.0 ต่อปี) และการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 4.5 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.4-8.6 ต่อปี) ทั้งนี้ การเร่งการลงทุนของภาครัฐในปี 2551 โดยเฉพาะในโครงการลงทุนขนาดใหญ่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้การลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย (Crowding-in Effect)อย่างไรก็ตาม ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการในปี 2551 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ร้อยละ 5.5 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 4.8-6.2 ต่อปี) โดยแม้ว่าการส่งออกไปยังตลาดเดิม โดยเฉพาะสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มลดลง แต่โครงสร้างการส่งออกและนโยบายเร่งส่งออกที่เปลี่ยนไปยังตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลาง ซึ่งเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มขยายตัวสูง จะช่วยสนับสนุนให้การส่งออกยังขยายตัวได้ดี สำหรับปริมาณการนำเข้าสินค้าและบริการคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นตามการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภายในประเทศมาอยู่ที่ร้อยละ 5.8 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 4.7-6.9 ต่อปี)

2.2 ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ เสถียรภาพเศรษฐกิจภายนอกประเทศในปี 2551 ยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่เสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศมีปัจจัยเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2551 คาดว่าจะเกินดุลลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.3 ของ GDP (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.0-3.6 ของ GDP) จากการเกินดุลการค้าที่ลดลงตามมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 10.7 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 10.1-11.3 ต่อปี) แต่มูลค่านำเข้าสินค้าเร่งตัวขึ้นตามการใช้จ่ายในประเทศมาอยู่ที่ร้อยละ 13.7 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 12.3-15.1 ต่อปี) อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2551 คาดว่าจะปรับตัวขึ้นสูงขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 4.0 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.8-4.2 ต่อปี) เนื่องจากราคาน้ำมันดิบและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สุรชัย ผุดประภากุล (ตั้ม)
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sat Oct 04 2008 16:15:24 GMT+0700 (ICT)

1. หาข้อมูลเศรษฐกิจไทยในปี 2550

แหล่งข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย

ในปี 2550 เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการของประเทศ จากปัจจัยต่างๆ อาทิ Tsunami ไข้หวัดนกรอบใหม่ ฝนแล้ง น้ำท่วม ความไม่แน่นอนทางการเมือง และราคาน้ำมัน

การที่เศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้ในอัตราร้อยละ 4.5 ในปีที่แล้ว และ 5.5 ในครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นระดับการเจริญเติบโตที่น่าพอใจ

2. หาข้อมูลเศรษฐกิจไทยในปี 2551

แหล่งข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์)

อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 5.7% โดยปัจจัยหลักที่มีผลโดยตรงคือการส่งออกที่ขยายตัวดีมาก คาดทั้งปีจะสูงกว่า 17.3% และผลจาก 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตของรัฐบาล และแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดต่อเนื่องซึ่งมีผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวลดลงและจะทำให้ทั้งปีอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 6-7% เท่านั้น

3. แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2552

แหล่งข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)

ประมาณการอัตราขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี   2552  ว่าจะชะลอลงกว่าปีนี้โดยจะขยายตัวในช่วง   4-5%  หรือเฉลี่ย  4.5% จากภาคการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวลดลงตามการชะลอตัว ต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก ส่วนอัตราเงินเฟ้อจะลดลงมาอยู่ที่ 3-4% ต่อปี

Maliwan Ratanajitbunjong
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sat Oct 04 2008 16:17:21 GMT+0700 (ICT)

สรุปเศรษฐกิจไทยในปี 2550 คาดว่าจะขยายตัวในทิศทางชะลอลงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3.5-4.5 ต่อปี แต่คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2551-2552 จะขยายตัวในอัตราเร่งขึ้นประมาณร้อยละ 5.0-6.0 ต่อปี

ผลการสำรวจของ ธปท.พบว่า ผู้ประกอบการภาคเอกชนยังมองว่าอัตราเงินเฟ้อในระยะ 12 เดือนน่าจะอยู่เหนือกว่าระดับ 6% ทั้งนี้ ธปท.คาดอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน(Core CPI) ในปีนี้จะอยู่ในช่วง 2.8-3.8% ซึ่งเป็นระดับที่ยังไม่ได้ประเมินผลกระทบจากมาตรการ 6 เดือน ของภาครัฐที่อาจทำให้แรงกดดันของเงินเฟ้อลดลง ส่วนปี 52 คาดว่าเงินเฟ้อพื้นฐานจะอยู่ในช่วง 3-4% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไป(CPI) ปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 7.5-8.8% ส่วนปี 52 อยู่ที่ 5-7.5% สำหรับ GDP ปีนี้คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 4.8-5.8% และปี 52 จะอยู่ที่ 4.3-5.8%

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญของประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นพื้นฐานทำให้เศรษฐกิจของโลกทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อตามไปด้วย

จารุภัทร กลายเพ็ชร์
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sat Oct 04 2008 16:18:29 GMT+0700 (ICT)

3. เศรษฐกิจไทยในปี 2552

3.1 ด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจเศรษฐกิจไทยในปี 2552 คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 4.0-5.0 ต่อปี โดยอุปสงค์ภายในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากฐานที่ต่ำในปี 2551 ทั้งนี้ การบริโภคภาคเอกชนในปี 2552 คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.0-4.0 ต่อปี เนื่องจากรายได้ที่แท้จริงของภาคประชาชนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อที่น่าจะชะลอลงจากปี 2551 ในด้านการลงทุนภาคเอกชนในปี 2552 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากปี 2551 มาอยู่ที่ร้อยละ 7.0-8.0 ต่อปี เนื่องจากการลงทุนที่ขยายตัวต่ำมากเป็นเวลาหลายปีประกอบกับอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อยู่ในระดับสูงใกล้เต็มกำลังการผลิตมายาวนานจะมีโอกาสผลักดันให้มีการลงทุนใหม่เกิดขึ้น นอกจากนั้น การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลภายใต้กรอบนโยบายการคลังที่ขาดดุลเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 2.5 ของ GDP ในปีงบประมาณ 2552 จะช่วยสนับสนุนให้อุปสงค์ภายในประเทศฟื้นตัวขึ้น โดยคาดว่าการบริโภคภาครัฐและการลงทุนภาครัฐในปี 2552 จะขยายตัวที่ร้อยละ 7.0-8.0 และ 8.0-9.0 ต่อปี ตามลำดับ อนึ่ง การเร่งการใช้จ่ายของภาครัฐให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ จะเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่ช่วยดึงให้การลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย (Crowding-in Effect) ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวได้ในกรณีสูงของช่วงคาดการณ์ อย่างไรก็ตาม ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการในปี 2552 คาดว่าจะขยายตัวน้อยลงจากปี 2551 มาอยู่ที่ร้อยละ 6.5-7.5 ต่อปี เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพมากขึ้น สำหรับปริมาณการนำเข้าสินค้าและบริการคาดว่าจะชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 6.5-7.5 ต่อปี ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม

2.2 ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ เสถียรภาพเศรษฐกิจในปี 2552 ยังน่าจะอยู่ในเกณฑ์ดี โดยดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2552 คาดว่าจะยังคงเกินดุลที่ร้อยละ 1.0-2.0 ของ GDP เนื่องจากการเกินดุลการค้าตามราคาสินค้านำเข้าที่คาดว่าจะลดลงมากกว่าราคาสินค้าส่งออก (Better term of trade) ทำให้มูลค่าการนำเข้าสินค้าขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 9.0-11.0 ต่อปี เทียบกับมูลค่าส่งออกสินค้าที่น่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 11.0-13.0 ต่อปี ประกอบกับดุลบริการคาดว่าจะกลับมาเกินดุลมากขึ้นจากรายได้การท่องเที่ยวที่น่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในปี 2552 นอกจากนั้น อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2552 คาดว่าจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.0-4.0 ต่อปี เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่คาดว่าจะขยายตัวในอัตราชะลอลงจากปี 2551

ณรงค์ชัย ทิพย์มณี
IP: xxx.9.135.122
เขียนเมื่อ Sun Oct 05 2008 05:28:46 GMT+0700 (ICT)

ข้อ 1 จงอธิบายให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการวิจัย

 การทำวิจัยอธิบายได้ ดังนี้

งานวิจัย คือ สิ่งที่ก่อให้เกิดความสงสัยหรือต้องการคำตอบ ปัญหาทางวิจัยจะต้องใช้กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ

การวิจัยมีจุดมุ่งหมาย ดังนี้

• เพื่อการแก้ปัญหา (Problem Solving Research)

• เพื่อการปรับปรุงพัฒนา (Improvement and Development)

• เพื่อพิสูจน์ทฤษฎี (Theory Testing Research)

• เพื่อสร้างทฤษฎี (Theory Development Research)

- การอ้างอิง – การบรรยาย - การอธิบาย

- การทำนาย - การควบคุม

การวิจัยแบ่งออกเป็นประเภทของงานวิจัย คือ

• การวิจัยทางวิทยาศาสตร์

• การวิจัยทางสังคมศาสตร์

ประเภทของการวิจัย มีมิติด้านการใช้ประโยชน์ คือ

o การวิจัยพื้นฐาน หรือการวิจัยบริสุทธิ์ (Basic or Pure Research) เป็นการวิจัย ที่มุ่งแสวงหาข้อเท็จจริงหรือความสัมพันธ์ระหว่างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่ศึกษา เพื่อให้เกิดความเข้าใจพื้นฐาน หรือเพื่อนำไปใช้ทดลองหรือสร้างทฤษฎีอธิบายปรากฏการณ์นั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะนำผลการวิจัยหรือข้อค้นพบไปเป็นประโยชน์ทันทีในชีวิตจริง การวิจัยเบื้องต้นเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการ และการวิจัยในขั้นต่อ ๆไป อย่างไรก็ตามผลของการวิจัยอาจมีผู้นำไปใช้ประโยชน์ได้ในภายหลัง

o การวิจัยประยุกต์ (Applied Research) เป็นการวิจัยที่มุ่งแสวงหาข้อเท็จจริง หรือค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล หรือตัวแปรโดยมีความมุ่งหมายก่อนเริ่มทำการวิจัยว่าจะนำผลการวิจัยหรือข้อค้นพบนั้นไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง อาทิ เพื่อการแก้ปัญหาการตัดสินใจ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาโครงการหรือวิธีการ หรือเพื่อประเมินโครงการ และวิธีการ ฯลฯ

o การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เป็นงานวิจัยที่มีวิธีการกำหนดประเด็นปัญหาการวิจัยจากปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินงาน แต่มีลักษณะพิเศษตรงที่เป็นการทำการวิจัยควบคู่ไปกับการปฏิบัติงาน และเป็นการวิจัยที่มีลักษณะเป็นวงจรตามด้วยวงจรอย่างต่อเนื่อง แต่ละวงจรจะประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติตามแผน การประเมินผล และการสะท้อนผลที่ได้ไปสู่การวางแผนใหม่ เช่น การวิจัยเพื่อปรับปรุงการผลิต ในทางอุตสาหกรรม การศึกษาแนวทางการดำเนินงานทางธุรกิจของกิจการอุตสาหกรรมในครัวเรือน การวิจัยในชั้นเรียนเพื่อการปรับปรุงการเรียนการสอน เป็นต้น

เพื่อให้มีขั้นตอนของการทำวิจัยอย่างเป็นระบบ จึงดำเนินวิธีปฏิบัติวิจัยโดยแบ่งออก ดังนี้

1. หลักคิด และหลักวิชาการ

- เกิดความสงสัย หรือต้องการคำตอบ (ตั้งคำถามในการวิจัย)

- ศึกษา (คือการตั้งวัตถุประสงค์ของการวิจัย)

- ทบทวนวรรณ คือ งานวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หรือการปริทัศน์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องหรือการปริทัศน์วรรณกรรม หรือการทบทวนวรรณกรรม ตรงกับภาษาอังกฤษว่า literature review หรือ relevant literature

- สรุปผลที่ได้ศึกษาจากงานวรรณกรรม หรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

- เพื่อกำหนดขอบเขตของการศึกษา จากนั้น

- ตีกรอบแนวคิดในการวิจัย

2. วางแผนการวิจัย

- งานวิจัยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ งานวิจัยเชิงปริมาณ และ งานวิจัยเชิงคุณภาพ

งานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ มีการตีความ มีการประมวลผลโดยใช้โปรแกรม SPSS มีการเก็บข้อมูลจากตัวอย่างจำนวนมาก โดยใช้การเก็บข้อมูลเป็นตัวเลข การสรุปผลวิจัยจะอ้างอิงข้อมูลสถิติ

- ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) คือ ข้อมูลที่สามารถวัดค่าได้ ว่ามีค่ามากหรือน้อยซึ่งสามารถวัดค่าออกมาเป็นตัวเลขได้ เช่น คะแนนสอบ อุณหภูมิ ส่วนสูง น้ำหนัก ปริมาณต่างๆ ฯลฯ ข้อมูลเชิงปริมาณแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ

 ข้อมูลเชิงปริมาณแบบต่อเนื่อง (Continues Data) หมายถึง ข้อมูลที่เป็นจำนวนจริงซึ่งสามารถบอกหรือระบุได้ทุกค่าที่กำหนดเช่น จำนวน 0 – 1 ซึ่งมีค่ามากมายนับไม่ถ้วน และเป็นเส้นจำนวนแบบไม่ขาดตอน

 ข้อมูลเชิงปริมาณแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) หมายถึง ข้อมูลที่เป็นจำนวนเต็ม หรือจำนวนนับ เช่น 0 , 1 , 2 , … ,…, 100 ฯลฯ หรือ 0.1 , 0.2 , 0.3 , … , … ซึ่งในช่องว่างของแต่ละค่าของข้อมูลจะไม่มีค่าอื่นใดมาแทรก

งานวิจัยเชิงคุณภาพ คือ ผู้วิจัยเป็นผู้เก็บข้อมูลเอง โดยวิธีการเก็บรวบรวม และการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น ใช้วิธีการสังเกตจากการเข้าไปอยู่ในชุมชนที่ศึกษา ประกอบกับการสนทนาพูดคุยและสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ หรือการศึกษาโดยอาศัยเอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูลก็คือการตีความ จากนั้นสร้างข้อสรุป

- ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) คือ ข้อมูลที่ไม่สามารถบอกได้ว่า มีค่ามากหรือน้อย แต่จะสามารถบอกได้ว่าดี หรือไม่ดี หรือบอกลักษณะความเป็นกลุ่มของข้อมูล เช่น เพศ ศาสนา สีผม คุณภาพสินค้า ความพึงพอใจฯลฯ

การกำหนดตัวแปร (variable) การจะเก็บข้อมูลจากที่ใดต้องมีตัวแปร ตัวแปร คือ แนวความคิด หรือข้อคิดเห็นซึ่งหลากหลายในด้านประเภทและจำนวน สำหรับงานวิจัยตัวแปรต้องเป็นสิ่งที่วัดได้ โดยมีตัวแปร ดังนี้

1. ตัวแปรประเภท Concept variable โดยคนทั่วไป เข้าใจ ตรงกัน เป็นรูปธรรม เช่น เพศ อายุ อาชีพ รายได้ คะแนน เชื้อชาติ

2. ตัวแปรประเภท Construct variable เป็นตัวแปรที่แสดงความหมายหรือลักษณะเฉพาะบุคคลคนทั่วไป เข้าใจ ไม่ตรงกัน เป็นนามธรรม เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล ความขัดแย้ง ความเกรงใจ ความเป็นผู้นำ ทัศนคติ แรงจูงใจ ฯลฯ

ตัวแปร (Variable) : คุณลักษณะของสิ่งที่จะศึกษา คือ

 ตัวแปรต้น หรือตัวแปรอิสระ (Independent Variable) มีอิทธิพลต่อตัวแปรอื่น ๆ เป็นตัวแปรที่ผู้วิจัยกำหนดขึ้น เช่น เพศ อายุ ภูมิลำเนา

 ตัวแปรตาม (Dependent Variable) คือ ตัวแปรที่มีค่าเปลี่ยนแปลงตามตัวแปรต้น เช่น ความพึงพอใจ

 ตัวแปรเกิน/ตัวแปรแทรกซ้อน (Extraneous Variable) มีผลกระทบต่อตัวแปรตาม เช่น ความรู้พื้นฐาน วุฒิและประสบการณ์เดิม (สามารถควบคุมได้ในการวิจัยเชิงทดลอง)

 ตัวแปรเชื่อมโยง (Intervening Variable) เป็นตัวแปรสอดแทรกที่ผู้วิจัยคาดไม่ถึงว่าจะเกิด เช่น ความเบื่อหน่าย ความวิตกกังวล (ตัวแปรชนิดนี้ไม่สามารถควบคุมได้เลย)

การตั้งสมมติฐาน หมายถึง ข้อความที่ระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดที่ผู้วิจัยมุ่งจะนำไปทดสอบว่าเป็นจริงเช่นนั้นหรือไม่ การทดสอบสมมติฐาน ดังนี้

• วัตถุประสงค์ของการทดสอบ

• การเริ่มการทดสอบจากการพยายามพิสูจน์ว่าตัวแปรไม่มีความสัมพันธ์กัน ถ้ายังคงพบว่าตัวแปรมีความสัมพันธ์ ย่อมให้ผลที่น่าเชื่อถือได้มากกว่าการทดสอบที่พยายามว่าตัวแปรไม่มีความสัมพันธ์กัน

• การใช้สถิติทดสอบที่ถูกต้อง

• ในการทดสอบสมมติฐานซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณที่มุ่งหาคำอธิบาย จำเป็นจะต้องใช้เทคนิคการวิเคราะห์ทางสถิติให้ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะสถิติวิเคราะห์แต่ละวิธีสร้างขึ้นมาอย่างมีเป้าหมายโดยเฉพาะและเหมาะสมกับระดับการวัดตัวแปรบางระดับเท่านั้น

สมมติฐานในการวิจัยมี 2 ประเภท

1. สมมติฐานการวิจัย เป็นข้อความที่บอกว่าหรือคาดคะเนว่าตัวแปรที่จะศึกษานั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

โดยมีตัวอย่าง คือ เพศมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกสาขาในการเรียน

1.1 สัมพันธ์กันอย่างไม่มีทิศทาง

1.2 สัมพันธ์กันอย่างมีทิศทาง

2. สมมติฐานทางสถิติ เป็นสัญลักษณ์และความหมายทางสถิติ เพื่อพร้อมที่จะนำไปพิสูจน์ทางสถิติ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

2.1 สมมติฐานว่าง (Null Hypothesis) เป็นสมมติฐานที่บอกว่าตัวแปร ที่จะศึกษานั้นไม่มีความแตกต่างกัน หรือไม่มีความสัมพันธ์กับสัญลักษณ์ของสมมติฐานว่าง คือ H0

2.2 สมมติฐานทางเลือก(Alternative Hypothesis) เป็นสมมติฐานที่บอกว่าตัวแปรที่กำลังจะศึกษานั้น มีความสัมพันธ์กันอย่างไร สัญลักษณ์ของสมมติฐานทางเลือกคือ H1

แหล่งข้อมูล แบ่งออกเป็นข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) และข้อมูลทุติยภูมิ (Second Data) ดังนี้

- ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) หมายถึง ข้อมูลที่ผู้ใช้เป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลขึ้นเอง เช่น การเก็บแบบสอบถาม การทดลองในห้องทดลอง

- ข้อมูลทุติยภูมิ (Second Data) หมายถึง ข้อมูลที่ผู้ใช้นำมาจากหน่วยงานอื่น หรือผู้อื่นที่ได้ทำการเก็บรวบรวมมาแล้วในอดีต เช่น รายงานประจำปีของหน่วยงานต่างๆ ข้อมูลท้องถิ่น ซึ่งแต่ละ อบต. เป็นผู้รวบรวมไว้ ฯลฯ

สรุป การทำวิจัย มีผลของการวิจัยดังนี้

ประการแรก เพื่อสร้างทฤษฎีใหม่ๆ เพื่อนำไปใช้ในการอ้างอิง อธิบาย หรือการคาดคะเนเหตุการณ์ในอนาคต

ประการที่สอง เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีต่างที่เคยสร้างขึ้นมานั้นยังถูกต้องอยู่หรือไม่ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปทฤษฎีสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เราจึงทำการพิสูจน์อย่างต่อเนื่อง

ประการสุดท้าย เพื่อการแก้ปัญหา เราทำการวิจัยเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างมีแบบแผนและเป็นระบบ

IP: xxx.9.135.122
เขียนเมื่อ Sun Oct 05 2008 05:30:26 GMT+0700 (ICT)

ข้อ 2 ท่านว่านักวิจัยควรมีหลักคิดหลักวิชาการ และหลักปฏิบัติในการดำเนินการวิจัยอย่างไร

 นักวิจัย จำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ

 การวิจัยที่ทำโดยคนเพียงคนเดียว โดยทั่วไปย่อมง่ายกว่าและเล็กกว่างานวิจัยที่ทำโดยกลุ่มบุคคลที่ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญของนักวิชาการในสาขาต่าง ๆ การวิจัยที่ทำโดยคนเพียงคนเดียวส่วนใหญ่เป็นการวิจัยที่ทำโดยคณาจารย์ภายในมหาวิทยาลัย นักวิชาการแต่ละคนในหน่วยงานต่าง ๆ และนักศึกษาที่ทำวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก

 การวิจัยประเภทกลุ่มบุคคล ได้แก่ การวิจัยที่ทำขึ้นโดยบุคคลหลายคน หรือโดยองค์การที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ เช่น งานวิจัยที่ทำในนามของสภาวิจัยแห่งชาติ หรือในนามของสำนักวิจัยของมหาวิทยาลัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือหน่วยงานวิจัยในสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ตลอดจนหน่วยวิจัยขององค์การปฏิบัติงาน และบริหารอื่น ๆ เช่น หน่วยวิจัยของโรงพยาบาล ของกระทรวง ของกรม ของสำนักงาน และของสมาคมอาชีพต่าง ๆ

 นักวิจัยต้องวางแผนการวิจัย

หลังจากที่ผู้วิจัยได้กำหนดหัวข้อหรือประเด็นปัญหาแล้ว นักวิจัยจำเป็นต้องวางแผนการวิจัย ซึ่งสาระสำคัญของการวางแผนการวิจัยประกอบด้วย 4 ประการสำคัญ สรุปได้ คือ

 การตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการ

 การตั้งและการทดสอบสมมติฐาน

 ความเที่ยงตรงของการออกแบบวิจัย และ

 องค์ประกอบของแบบการวิจัย

นักวิจัยที่มีข้อมูลแต่ขาดคุณภาพ แม้ว่าจะมีแผนแบบการวิจัยที่ดี และวิธีดำเนินการวิจัยที่มีประสิทธิภาพเพียงใดก็ยากที่ผลการวิจัยที่ได้จะมีคุณภาพ ข้อมูลที่มีคุณภาพต้องมีเครื่องมือวิจัยที่มีคุณภาพด้วย นักวิจัยต้องพิจารณาเลือกใช้เครื่องมือวิจัยที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับการวิจัย

เครื่องมือในการวิจัยจึงมีความสำคัญมาก เงื่อนไขที่เครื่องมือวิจัยที่มีคุณภาพ หมายถึง เครื่องมือวิจัยที่มีคุณสมบัติ ในการผลการวัดมีความเที่ยงมีความตรง วัดได้ง่าย มีความเป็นปรนัย ไร้อคติ และมีความครบถ้วน เช่น นักวิจัยต้องกำหนดคุณสมบัติดังของเครื่องมือวิจัย เพื่อใช้ในการวัดพฤติกรรมจากประชากรกลุ่มหนึ่งที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน ด้วยวิธีการและสภาพในการกำหนดไว้ ก็คือคุณสมบัติของการวัดนั่นเอง

เพื่อให้ได้ข้อมูลตรงตามความต้องการ และมีคุณภาพ นักวิจัยต้องประเมินคุณภาพของข้อมูล ด้วยการประเมินคุณภาพของเครื่องมือวิจัย หรือประเมินคุณภาพของการวัด ว่ามีคุณสมบัติตามที่ต้องการในการวิจัยหรือไม่ เครื่องมือวิจัยที่เหมาะสม และมีผลการวัด ควรมีคุณสมบัติ 6 ประการ ดังนี้

1. ความเที่ยงหรือความเชื่อมั่น (Reliability) ความเที่ยงของเครื่องมือวิจัยชุดใดชุดหนึ่งหมายถึงคุณสมบัติที่แสดงว่าเครื่องมือวัด สิ่งที่ต้องการวัดไม่ว่าจะวัดกี่ครั้ง หรือวัดในสภาพการที่วัดที่แตกต่างกันไปก็ยังคงได้ผลวัดคงเดิม มีความเชื่อถือได้ และความสามารถทำนายได้

2. ตามทฤษฎีความเที่ยง เมื่อนำเครื่องมือไปใช้วัดตัวแปรใด ๆ คะแนนซึ่งเป็นค่าของตัวแปรที่วัดได้ ประกอบด้วยคะแนนที่เป็นจริง และเนื่องจากความคลาดเคลื่อนจากการวัดเป็นความคลาดเคลื่อนแบบสุ่ม ดังนั้น ถ้ามีการวัดตัวแปรจากบุคคลคนเดียวกันซ้ำ ๆ กัน หลาย ๆ ครั้ง คะแนนของบุคคลนั้นจะมีค่าเท่ากับคะแนนเดิม ถ้าสัดส่วนมีค่าเท่ากับหนึ่งแสดงว่าการวัดครั้งนี้มีความเที่ยงสูงสุด ค่าความเที่ยงมีค่าเป็นไปได้ตั้งแต่ 0 ถึง 1

3. ความตรงหรือความแม่นตรง (Validity) หมายถึง คุณสมบัติของเครื่องมือวิจัยที่วัดสิ่งที่ต้องการวัดได้ถูกต้องแม่นยำตามความหมายนี้ ความตรงอาจแบ่งออกได้หลายประเภทแตกต่างกันตามลักษณะของเกณฑ์ที่กำหนดแตกต่างกัน ทำให้วิธีการหาค่าความตรงทำได้แตกต่างกันไปด้วย แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

 ความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) หมายถึง คุณสมบัติของเครื่องมือวิจัยที่มีเนื้อหาสาระเป็นตัวแทนที่ดีของสิ่งที่ต้องการวัดมีขอบเขตครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการวัดอย่างครบถ้วน

 ความตรงตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง (Criterion –related Validity) หมายถึง คุณสมบัติของการวัดที่ให้ผลการวัดสอดคล้องกับคุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่ต้องการวัด

 เกณฑ์ที่ใช้ในการหาความตรงนี้ อาจจะเป็นเกณฑ์เดียวหรือหลายเกณฑ์ก็ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของนักวิจัย ถ้าเป็นเกณฑ์เดียวก็หาความตรงจากค่าสหสัมพันธ์เพียรีสัน ถ้าเป็นหลายเกณฑ์ ก็หาความต่างจากค่าสหสัมพันธ์พหุคูณ การแบ่งประเภทของความตรงตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องด้วย แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

o ความตรงตามการพยากรณ์ (Predictive Validity)

o ความตรงร่วมสมัย (Concurrent Validity)

 ความตรงตามโครงสร้างหรือความตรงตามทฤษฎี (Construct Validity) หมายถึง คุณสมบัติของการวัดที่ให้ผลการวัดสอดคล้องกับคุณลักษณะที่ต้องการวัด ซึ่งนิยามโดยใช้ตัวแปรโครงสร้างตามทฤษฎี เครื่องมือวิจัยในทางปฏิบัติการความตรงตามโครงสร้างทำได้ 5 วิธีดังนี้

o หลักการรวมและการจำแนกกลุ่ม (Convergence and Discriminability)

o การเปรียบเทียบกับกลุ่มที่รู้จัก (Know group)

o วิธีเมตริกซ์หลากลักษณะ – หลายวิธี (Multitriait-Mutimethod Matrix Method)

o วิธีหาสหสัมพันธ์ของคำถามหรือข้อกระทบกับคะแนนรวมจากการวัด (Item Total Correlations)

o วิธีวิเคราะห์องค์ประกอบ (Factor Analysis)

 ความเป็นปรนัย (Objectivity) หมายถึง คุณสมบัติของเครื่องมือวิจัยที่มีลักษณะและกฎเกณฑ์ในการวัดชัดเจนตายตัว ผลการวัดไม่มีความรู้สึกหรืออคติของผู้รวบรวมข้อมูลและผู้ให้ข้อมูลเข้าไปแทรกซ้อน แบ่งเป็น 3 ประเภท ตามหลักการวัด

o ความเป็นปรนัยของตัวเครื่องมือ

o ความเป็นปรนัยของกฎเกณฑ์

o ความเป็นปรนัยของการแปลความหมายคะแนน

4. การใช้ปฏิบัติได้สะดวก (Practicality) หมายถึง เครื่องมือที่นักวิจัยสามารถนำไปใช้รวบรวมข้อมูลได้ไม่ยุ่งยาก ภายใต้ความจำกัดของทรัพยากรเวลา และแรงงานตลอดจนความชำนาญของผู้รวบรวมข้อมูล โดยไม่ทำให้เกิดความสูญเปล่าหรือความฟุ่มเฟือย

5. การวัดไร้อคติ (Unbias) หมายถึง การวัดที่มีความเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียงในกระบวนการวัด นับตั้งแต่การเลือกกลุ่มตัวอย่าง การสร้างเครื่องมือ การให้คะแนน และการแปลความหมายคะแนนผลการวัดไม่มีความคิดเห็น หรือความรู้สึกของผู้ให้ข้อมูล และผู้รวบรวมข้อมูลปะปน

6. ความครบถ้วน ( Completeness) หมายถึง ข้อมูลที่มีความสมบูรณ์ตามความต้องการของนักวิจัย ไม่มีขาดตกบกพร่องทั้งในแง่รายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลและจำนวนผู้ให้ข้อมูล

 มีความเที่ยงตรงของการออกแบบวิจัย

การตรวจสอบความเที่ยงตรงของแบบการวิจัย เป็นสิ่งที่จำเป็นของการวางแผนการวิจัย ความเที่ยงตรงมี 2 แบบ คือ

 ความเที่ยงตรงภายใน (Internal Validity) และ

 ความเที่ยงตรงภายนอก (External Validity)

 มีองค์ประกอบของแบบการวิจัย คือ

 การให้วิธีการ มีลักษณะของการนิยามการปฏิบัติการ หรือการเลือกตัวอย่างจะต้องให้เหมาะสม กับแบบการวิจัย เหมาะสมกับปัญหาวิจัย จะต้องคำนึงถึงระดับวุฒิภาวะของตัวอย่างที่จะส่งผลต่อตัวแปรตาม จะต้องคำนึงถึงความร่วมมือของตัวอย่าง จำนวนตัวอย่างที่เลือกมาจะต้องเพียงพอในการเก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ตามที่ได้ตั้งใจไว้ ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในกรณีที่ตัวอย่างมารับการทดลอง เช่น ต้องมีรถรับส่งหรือไม่ เป็นต้น

 เครื่องมือสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนการวิจัย สิ่งที่จะต้องคำนึงคือ คุณภาพของเครื่องมือวัด เช่น ความเที่ยงตรง (Validity) ความเชื่อมั่น (Reliability) ค่าอำนาจจำแนก (Discrimination) ความเป็นปรนัย (Objectivity) และความสะดวกที่จะใช้เครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากเด็กวัยต่าง ๆ นอกจากนั้น ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายและเวลาที่กำหนดในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย

 การเก็บรวบรวมข้อมูล สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ เก็บที่ไหน เก็บเมื่อไร ใครจะเป็นคนช่วยเก็บ สถานที่เก็บจะมีอิทธิพลต่อความเที่ยงตรงของข้อมูลหรือไม่ ความพร้อม ที่ตัวอย่างจะให้ข้อมูลมีมากเพียงไร

 การวิเคราะห์ข้อมูล จะต้องคิดไว้ล่วงหน้าว่าจะวิเคราะห์อย่างไร ที่ไหน เมื่อไร การที่ต้องกะประมาณได้ล่วงหน้าก็เพราะ มีความเกี่ยวพันกับการกำหนดขนาดของตัวอย่าง ลักษณะการวัดและการให้คะแนน ตลอดจนการบันทึกข้อมูลด้วยมิใช่เก็บข้อมูลมาเรียบร้อยแล้ว จึงมาคิดวิธีการวิเคราะห์ซึ่งจะทำให้เกิดความยุ่งยาก และอาจไม่ได้ผลตามที่ต้องการ

 ขั้นตอนของการวิจัย

จากการวางแผนการวิจัยข้างต้น สามารถสรุปเป็นขั้นตอนการดำเนินการ ทั้งในลักษณะขั้นตอนหลัก และขั้นตอนย่อย ได้ 15 ขั้นตอน ดังนี้

o การกำหนดประเด็นปัญหา

o การกำหนดวัตถุประสงค์ในการวิจัย

o สำรวจและทบทวนทฤษฎี แนวคิด และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

o กำหนดตัวแปรในการวิจัย

o การกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย

o การนิยามปฏิบัติการ

o การกำหนดสมมติฐานเพื่อทดสอบ

o ออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูล

o กำหนดประชากรเป้าหมายและการสุ่มตัวอย่าง

o สร้างเครื่องมือเก็บข้อมูล

o ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ

o การดำเนินการเก็บข้อมูล

o การดำเนินการกับข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล

o การแปลผลและสรุปผลการวิจัย

o การเสนอผลงานงานวิจัย และเขียนรายงาน

 นักวิจัยที่ดีต้องมีจรรยาบรรณ คณะกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ ได้กำหนดจรรยาบรรณนักวิจัยขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวหลักเกณฑ์ความประพฤติของนักวิจัยทั่วไป ไม่ว่าสาขาวิชาใดๆ ยึดถือปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินงานวิจัยตั้งอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม และหลักวิชาการที่เหมาะสม ตลอดจนเป็นหลักประกันมาตรฐานของการศึกษาค้นคว้าให้เป็นไปอย่างสมศักดิ์ศรี และเกียรติภูมิของนักวิจัย ประกอบด้วย 9 ประการ ดังนี้

1. นักวิจัยต้องซื่อสัตย์ และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ ดังนี้

 นักวิจัยต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น

- นักวิจัยต้องมีความซื่อสัตย์ในทุกขั้นตอนของกระบวนการวิจัยตั้งแต่การเลือกเรื่องที่จะทำการวิจัย การเลือกผู้เข้าร่วมทำวิจัย การดำเนินการวิจัย ตลอดจนการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์

- นักวิจัยต้องให้เกียรติผู้อื่น โดยการอ้างถึงบุคคลหรือแหล่งที่มาของข้อมูลและความคิดเห็นที่นำมาใช้งานวิจัย

 นักวิจัยต้องมีความซื่อสัตย์ต่อการแสวงหาทุนวิจัย

- นักวิจัยต้องนำเสนอข้อมูลและแนวคิดอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาในการเสนอโครงการวิจัยเพื่อขอรับทุน

- นักวิจัยต้องเสนอโครงการวิจัยด้วยความซื่อสัตย์โดยไม่ขอทุนซ้ำซ้อน

 นักวิจัยต้องมีความเป็นธรรมเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย

- นักวิจัยต้องจัดสรรสัดส่วนของผลงานวิจัยแก่ผู้ร่วมวิจัยอย่างยุติธรรม

- นักวิจัยต้องเสนอผลงานอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่นำผลงานของผู้นำมาอ้างว่าเป็นของคน

2. นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำวิจัยตามข้อตกลงที่ทำไว้กับหน่วยงาน ที่สนับสนุนการวิจัยและต่อหน่วยงานที่ตนสังกัด ดังนี้

 นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำวิจัย

- นักวิจัยต้องศึกษาเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ของเจ้าของทุนอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง

- นักวิจัยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ระเบียบ และกฎเกณฑ์ตามข้อตกลงอย่างครบถ้วน

 นักวิจัยต้องอุทิศเวลาทำงานวิจัย

- นักวิจัยต้องทุ่มเทความรู้ ความสามารถ และเวลาให้กับการทำงานวิจัย เพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานวิจัยที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์

 นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบในการทำวิจัย

- นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบ ไม่ละทิ้งงานโดยไม่มีเหตุผลอันควร และส่งงานตามกำหนดเวลา ไม่ผิดสัญญาข้อตกลงจนก่อให้เกิดความเสียหาย

- นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบในการจัดรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์

3. นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัย ดังนี้

 นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ ความชำนาญ หรือประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่ทำวิจัยอย่างเพียงพอ เพื่อนำไปสู่งานวิจัยที่มีคุณภาพ

 นักวิจัยต้องรักษามาตรฐานและคุณภาพของงานวิจัยในสาขาวิชานั้น ๆ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อวงการวิชาการ

4. นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ดังนี้

 การใช้คนหรือสัตว์เป็นตัวอย่างทดลองต้องทำในกรณีที่ไม่มีทางเลือกอื่นเท่านั้น

 นักวิจัยต้องดำเนินการวิจัย โดยมีจิตสำนึกที่จะไม่ก่อความเสียหายต่อคน สัตว์ พืช ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม

 นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อผลที่จะเกิดแก่ตนเอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา

5. นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์ศรี และสิทธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย ดังนี้

 นักวิจัยต้องมีความเคารพในสิทธิของมนุษย์ที่ใช้ในการทดลอง โดยต้องได้รับการยินยอมก่อนทำวิจัย

 นักวิจัยต้องปฏิบัติต่อมนุษย์และสัตว์ที่ใช้ทดลองด้วยความเมตตา ไม่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ทางวิชาการจนเกิดความเสียหายที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง

 นักวิจัยต้องดูแลป้องกันสิทธิประโยชน์ และรักษาความลับของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง

6. นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิดโดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนการวิจัย ดังนี้

 นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด ไม่ทำงานวิจัยด้วยความเกรงใจ

 นักวิจัยต้องปฏิบัติงานวิจัย โดยใช้หลักวิชาการเป็นเกณฑ์ และไม่มีอคติมาเกี่ยวข้อง

 นักวิจัยต้องเสนอผลงานวิจัยตามความเป็นจริง ไม่จงใจเบี่ยงเบนผลการวิจัย โดยหวังประโยชน์ส่วนตัว หรือต้องการสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น

7. นักวิจัยพึงนำผลประโยชน์ไปใช้ประโยชน์ในทางที่มิชอบ ดังนี้

 นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบและรอบคอบในการเผยแพร่ผลงานวิจัย

 นักวิจัยพึงเผยแพร่ผลงานวิจัย โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ทางวิชาการและสังคม

 ไม่เผยแพร่ผลงานเกินความจริง โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง

 นักวิจัยพึงเสนอผลงานวิจัยตามความเป็นจริง ไม่ขยายผลข้อค้นพบ โดยปราศจากการตรวจสอบ ยืนยันในทางวิชาการ

8. นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น ดังนี้

 นักวิจัยพึงมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างความเข้าใจในงานวิจัยกับเพื่อนร่วมงานและนักวิชาการอื่น ๆ

 นักวิจัยพึงยอมรับฟัง แก้ไขการทำวิจัย และการเสนอผลงานวิจัย ตามข้อแนะนำที่ดี เพื่อสร้างความรู้ที่ถูกต้อง และสามารถนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้

9. นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ ดังนี้

 นักวิจัยพึงไตร่ตรองหาหัวข้อการวิจัยด้วยความรอบคอบ และทำการวิจัย ด้วยจิตสำนึกที่จะอุทิศกำลังปัญญาของตน เพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ เพื่อความเจริญของสถาบันและประโยชน์สุขต่อสังคม

 นักวิจัยพึงรับผิดชอบในการสร้างสรรค์ผลงานวิชาการ เพื่อความเจริญของสังคม ไม่ทำการวิจัยที่ขัดกับกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน

 นักวิจัยพึง พัฒนาบทบาทของตนให้เกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น และอุทิศเวลา น้ำใจ กระทำการส่งเสริมพัฒนาความรู้ จิตใจ พฤติกรรมของนักวิจัยรุ่นใหม่ให้มีส่วนสร้างสรรค์ความรู้แก่สังคมสืบไป

 คุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นนักวิจัยที่ดี

• มีความสนใจ ใฝ่รู้ ช่างสงสัย ช่างสังเกต อยากจะหาคำตอบในเรื่องนั้น ๆ

• ติดตามเรื่องที่สนใจอย่างใกล้ชิด โดยการอ่าน เข้าร่วมประชุม สัมมนา ฝึกอบรม การดูงาน สาธิต

• มีเหตุผล รู้จักแยกแยะ วิเคราะห์ สังเคราะห์ เหตุและผลไม่ด่วนสรุปในทันที

• มีความอดทน มุ่งมั่น มานะพยายาม ไม่ท้อถอยง่าย ๆ

• ใจกว้างยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง

• มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ให้เกียรติและพร้อมที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่น

• มีความกตัญญูกตเวที สำนึกในบุญคุณผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ

• มีจรรยาบรรณของนักวิจัย

• มีความละเอียดรอบคอบในการทำงาน เป็นระบบ 10.มีทัศนคติที่ดีต่อการวิจัย

• มีความสุขกับการทำวิจัย

• รู้ระเบียบวิธีวิจัย

• มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

• รักความจริง ถูกต้อง และเป็นธรรม

• เชื่อมั่นตนเอง ผลงานตนเอง ทำตามหลักวิชา

• ประเมินศักยภาพของตนเอง และประเมินสิ่งต่าง ๆ ได้

 มนุษย์สัมพันธ์ในการวิจัย ความจำเป็นที่มนุษย์ต้องมีมนุษยสัมพันธ์

o มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องมีการติดต่อซึ่งกันและกัน

o มนุษย์ต้องการอยู่รวมกันอย่างมีความสุข

o มนุษย์ต้องทำงานร่วมกันในองค์กร

o มนุษย์ต้องมีญาติ มีเพื่อน ที่มีมิตรไมตรีต่อกัน

o มนุษย์ทุกคนต้องการเข้ากับผู้อื่นได้

o มนุษย์ทุกคนต้องการเป็นผู้นำ ผู้บริหาร

o มนุษย์ต้องการความสำเร็จในชีวิตและการงาน

o มนุษย์ต้องการเป็นที่ยอมรับของสังคม

 นักวิจัยต้องมีเทคนิควิธีการปฏิบัติงานในภาคสนาม

 การเตรียมนักวิจัย

 สถานะ บทบาท และบุคลิกของนักวิจัย

 การสร้างความสัมพันธ์กับชาวบ้าน

- ระวังบทบาท - ระวังความลำเอียง

 สัมภาษณ์

 การใช้เวลาในภาคสนาม

 การประสานงานถึงหัวหน้าโครงการ

 การเขียนบันทึกภาคสนาม และการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ กล้องถ่ายรูป เทปบันทึกเสียง วิดีโอเทป กล้องถ่ายภาพยนตร์

ข้อสรุป นักวิจัยที่ดีต้องมีคุณสมบัติตามที่กล่าวข้างต้นนี้ คือ ควรมีหลักคิด หลักวิชาการ และหลักปฏิบัติในการดำเนินการวิจัย ดังนี้ นักวิจัยจะต้องมีการวางแผนแบบการวิจัย เพื่อตอบปัญหาการวิจัยให้ถูกต้องเที่ยงตรง เป็นธรรม และเชื่อถือได้ เป็นปรนัย และประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้ผลการวิจัยมีความเที่ยงตรงสูง ทั้งความเที่ยงตรงภายในและความเที่ยงตรงภายนอก

ณรงค์ชัย ทิพย์มณี
IP: xxx.9.135.122
เขียนเมื่อ Sun Oct 05 2008 05:31:38 GMT+0700 (ICT)

ข้อ 2 ท่านว่านักวิจัยควรมีหลักคิดหลักวิชาการ และหลักปฏิบัติในการดำเนินการวิจัยอย่างไร

 นักวิจัย จำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ

 การวิจัยที่ทำโดยคนเพียงคนเดียว โดยทั่วไปย่อมง่ายกว่าและเล็กกว่างานวิจัยที่ทำโดยกลุ่มบุคคลที่ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญของนักวิชาการในสาขาต่าง ๆ การวิจัยที่ทำโดยคนเพียงคนเดียวส่วนใหญ่เป็นการวิจัยที่ทำโดยคณาจารย์ภายในมหาวิทยาลัย นักวิชาการแต่ละคนในหน่วยงานต่าง ๆ และนักศึกษาที่ทำวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก

 การวิจัยประเภทกลุ่มบุคคล ได้แก่ การวิจัยที่ทำขึ้นโดยบุคคลหลายคน หรือโดยองค์การที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ เช่น งานวิจัยที่ทำในนามของสภาวิจัยแห่งชาติ หรือในนามของสำนักวิจัยของมหาวิทยาลัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือหน่วยงานวิจัยในสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ตลอดจนหน่วยวิจัยขององค์การปฏิบัติงาน และบริหารอื่น ๆ เช่น หน่วยวิจัยของโรงพยาบาล ของกระทรวง ของกรม ของสำนักงาน และของสมาคมอาชีพต่าง ๆ

 นักวิจัยต้องวางแผนการวิจัย

หลังจากที่ผู้วิจัยได้กำหนดหัวข้อหรือประเด็นปัญหาแล้ว นักวิจัยจำเป็นต้องวางแผนการวิจัย ซึ่งสาระสำคัญของการวางแผนการวิจัยประกอบด้วย 4 ประการสำคัญ สรุปได้ คือ

 การตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการ

 การตั้งและการทดสอบสมมติฐาน

 ความเที่ยงตรงของการออกแบบวิจัย และ

 องค์ประกอบของแบบการวิจัย

นักวิจัยที่มีข้อมูลแต่ขาดคุณภาพ แม้ว่าจะมีแผนแบบการวิจัยที่ดี และวิธีดำเนินการวิจัยที่มีประสิทธิภาพเพียงใดก็ยากที่ผลการวิจัยที่ได้จะมีคุณภาพ ข้อมูลที่มีคุณภาพต้องมีเครื่องมือวิจัยที่มีคุณภาพด้วย นักวิจัยต้องพิจารณาเลือกใช้เครื่องมือวิจัยที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับการวิจัย

เครื่องมือในการวิจัยจึงมีความสำคัญมาก เงื่อนไขที่เครื่องมือวิจัยที่มีคุณภาพ หมายถึง เครื่องมือวิจัยที่มีคุณสมบัติ ในการผลการวัดมีความเที่ยงมีความตรง วัดได้ง่าย มีความเป็นปรนัย ไร้อคติ และมีความครบถ้วน เช่น นักวิจัยต้องกำหนดคุณสมบัติดังของเครื่องมือวิจัย เพื่อใช้ในการวัดพฤติกรรมจากประชากรกลุ่มหนึ่งที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน ด้วยวิธีการและสภาพในการกำหนดไว้ ก็คือคุณสมบัติของการวัดนั่นเอง

เพื่อให้ได้ข้อมูลตรงตามความต้องการ และมีคุณภาพ นักวิจัยต้องประเมินคุณภาพของข้อมูล ด้วยการประเมินคุณภาพของเครื่องมือวิจัย หรือประเมินคุณภาพของการวัด ว่ามีคุณสมบัติตามที่ต้องการในการวิจัยหรือไม่ เครื่องมือวิจัยที่เหมาะสม และมีผลการวัด ควรมีคุณสมบัติ 6 ประการ ดังนี้

1. ความเที่ยงหรือความเชื่อมั่น (Reliability) ความเที่ยงของเครื่องมือวิจัยชุดใดชุดหนึ่งหมายถึงคุณสมบัติที่แสดงว่าเครื่องมือวัด สิ่งที่ต้องการวัดไม่ว่าจะวัดกี่ครั้ง หรือวัดในสภาพการที่วัดที่แตกต่างกันไปก็ยังคงได้ผลวัดคงเดิม มีความเชื่อถือได้ และความสามารถทำนายได้

2. ตามทฤษฎีความเที่ยง เมื่อนำเครื่องมือไปใช้วัดตัวแปรใด ๆ คะแนนซึ่งเป็นค่าของตัวแปรที่วัดได้ ประกอบด้วยคะแนนที่เป็นจริง และเนื่องจากความคลาดเคลื่อนจากการวัดเป็นความคลาดเคลื่อนแบบสุ่ม ดังนั้น ถ้ามีการวัดตัวแปรจากบุคคลคนเดียวกันซ้ำ ๆ กัน หลาย ๆ ครั้ง คะแนนของบุคคลนั้นจะมีค่าเท่ากับคะแนนเดิม ถ้าสัดส่วนมีค่าเท่ากับหนึ่งแสดงว่าการวัดครั้งนี้มีความเที่ยงสูงสุด ค่าความเที่ยงมีค่าเป็นไปได้ตั้งแต่ 0 ถึง 1

3. ความตรงหรือความแม่นตรง (Validity) หมายถึง คุณสมบัติของเครื่องมือวิจัยที่วัดสิ่งที่ต้องการวัดได้ถูกต้องแม่นยำตามความหมายนี้ ความตรงอาจแบ่งออกได้หลายประเภทแตกต่างกันตามลักษณะของเกณฑ์ที่กำหนดแตกต่างกัน ทำให้วิธีการหาค่าความตรงทำได้แตกต่างกันไปด้วย แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

 ความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) หมายถึง คุณสมบัติของเครื่องมือวิจัยที่มีเนื้อหาสาระเป็นตัวแทนที่ดีของสิ่งที่ต้องการวัดมีขอบเขตครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการวัดอย่างครบถ้วน

 ความตรงตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง (Criterion –related Validity) หมายถึง คุณสมบัติของการวัดที่ให้ผลการวัดสอดคล้องกับคุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่ต้องการวัด

 เกณฑ์ที่ใช้ในการหาความตรงนี้ อาจจะเป็นเกณฑ์เดียวหรือหลายเกณฑ์ก็ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของนักวิจัย ถ้าเป็นเกณฑ์เดียวก็หาความตรงจากค่าสหสัมพันธ์เพียรีสัน ถ้าเป็นหลายเกณฑ์ ก็หาความต่างจากค่าสหสัมพันธ์พหุคูณ การแบ่งประเภทของความตรงตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องด้วย แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

o ความตรงตามการพยากรณ์ (Predictive Validity)

o ความตรงร่วมสมัย (Concurrent Validity)

 ความตรงตามโครงสร้างหรือความตรงตามทฤษฎี (Construct Validity) หมายถึง คุณสมบัติของการวัดที่ให้ผลการวัดสอดคล้องกับคุณลักษณะที่ต้องการวัด ซึ่งนิยามโดยใช้ตัวแปรโครงสร้างตามทฤษฎี เครื่องมือวิจัยในทางปฏิบัติการความตรงตามโครงสร้างทำได้ 5 วิธีดังนี้

o หลักการรวมและการจำแนกกลุ่ม (Convergence and Discriminability)

o การเปรียบเทียบกับกลุ่มที่รู้จัก (Know group)

o วิธีเมตริกซ์หลากลักษณะ – หลายวิธี (Multitriait-Mutimethod Matrix Method)

o วิธีหาสหสัมพันธ์ของคำถามหรือข้อกระทบกับคะแนนรวมจากการวัด (Item Total Correlations)

o วิธีวิเคราะห์องค์ประกอบ (Factor Analysis)

 ความเป็นปรนัย (Objectivity) หมายถึง คุณสมบัติของเครื่องมือวิจัยที่มีลักษณะและกฎเกณฑ์ในการวัดชัดเจนตายตัว ผลการวัดไม่มีความรู้สึกหรืออคติของผู้รวบรวมข้อมูลและผู้ให้ข้อมูลเข้าไปแทรกซ้อน แบ่งเป็น 3 ประเภท ตามหลักการวัด

o ความเป็นปรนัยของตัวเครื่องมือ

o ความเป็นปรนัยของกฎเกณฑ์

o ความเป็นปรนัยของการแปลความหมายคะแนน

4. การใช้ปฏิบัติได้สะดวก (Practicality) หมายถึง เครื่องมือที่นักวิจัยสามารถนำไปใช้รวบรวมข้อมูลได้ไม่ยุ่งยาก ภายใต้ความจำกัดของทรัพยากรเวลา และแรงงานตลอดจนความชำนาญของผู้รวบรวมข้อมูล โดยไม่ทำให้เกิดความสูญเปล่าหรือความฟุ่มเฟือย

5. การวัดไร้อคติ (Unbias) หมายถึง การวัดที่มีความเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียงในกระบวนการวัด นับตั้งแต่การเลือกกลุ่มตัวอย่าง การสร้างเครื่องมือ การให้คะแนน และการแปลความหมายคะแนนผลการวัดไม่มีความคิดเห็น หรือความรู้สึกของผู้ให้ข้อมูล และผู้รวบรวมข้อมูลปะปน

6. ความครบถ้วน ( Completeness) หมายถึง ข้อมูลที่มีความสมบูรณ์ตามความต้องการของนักวิจัย ไม่มีขาดตกบกพร่องทั้งในแง่รายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลและจำนวนผู้ให้ข้อมูล

 มีความเที่ยงตรงของการออกแบบวิจัย

การตรวจสอบความเที่ยงตรงของแบบการวิจัย เป็นสิ่งที่จำเป็นของการวางแผนการวิจัย ความเที่ยงตรงมี 2 แบบ คือ

 ความเที่ยงตรงภายใน (Internal Validity) และ

 ความเที่ยงตรงภายนอก (External Validity)

 มีองค์ประกอบของแบบการวิจัย คือ

 การให้วิธีการ มีลักษณะของการนิยามการปฏิบัติการ หรือการเลือกตัวอย่างจะต้องให้เหมาะสม กับแบบการวิจัย เหมาะสมกับปัญหาวิจัย จะต้องคำนึงถึงระดับวุฒิภาวะของตัวอย่างที่จะส่งผลต่อตัวแปรตาม จะต้องคำนึงถึงความร่วมมือของตัวอย่าง จำนวนตัวอย่างที่เลือกมาจะต้องเพียงพอในการเก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ตามที่ได้ตั้งใจไว้ ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในกรณีที่ตัวอย่างมารับการทดลอง เช่น ต้องมีรถรับส่งหรือไม่ เป็นต้น

 เครื่องมือสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนการวิจัย สิ่งที่จะต้องคำนึงคือ คุณภาพของเครื่องมือวัด เช่น ความเที่ยงตรง (Validity) ความเชื่อมั่น (Reliability) ค่าอำนาจจำแนก (Discrimination) ความเป็นปรนัย (Objectivity) และความสะดวกที่จะใช้เครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากเด็กวัยต่าง ๆ นอกจากนั้น ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายและเวลาที่กำหนดในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย

 การเก็บรวบรวมข้อมูล สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ เก็บที่ไหน เก็บเมื่อไร ใครจะเป็นคนช่วยเก็บ สถานที่เก็บจะมีอิทธิพลต่อความเที่ยงตรงของข้อมูลหรือไม่ ความพร้อม ที่ตัวอย่างจะให้ข้อมูลมีมากเพียงไร

 การวิเคราะห์ข้อมูล จะต้องคิดไว้ล่วงหน้าว่าจะวิเคราะห์อย่างไร ที่ไหน เมื่อไร การที่ต้องกะประมาณได้ล่วงหน้าก็เพราะ มีความเกี่ยวพันกับการกำหนดขนาดของตัวอย่าง ลักษณะการวัดและการให้คะแนน ตลอดจนการบันทึกข้อมูลด้วยมิใช่เก็บข้อมูลมาเรียบร้อยแล้ว จึงมาคิดวิธีการวิเคราะห์ซึ่งจะทำให้เกิดความยุ่งยาก และอาจไม่ได้ผลตามที่ต้องการ

 ขั้นตอนของการวิจัย

จากการวางแผนการวิจัยข้างต้น สามารถสรุปเป็นขั้นตอนการดำเนินการ ทั้งในลักษณะขั้นตอนหลัก และขั้นตอนย่อย ได้ 15 ขั้นตอน ดังนี้

o การกำหนดประเด็นปัญหา

o การกำหนดวัตถุประสงค์ในการวิจัย

o สำรวจและทบทวนทฤษฎี แนวคิด และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

o กำหนดตัวแปรในการวิจัย

o การกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย

o การนิยามปฏิบัติการ

o การกำหนดสมมติฐานเพื่อทดสอบ

o ออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูล

o กำหนดประชากรเป้าหมายและการสุ่มตัวอย่าง

o สร้างเครื่องมือเก็บข้อมูล

o ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ

o การดำเนินการเก็บข้อมูล

o การดำเนินการกับข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล

o การแปลผลและสรุปผลการวิจัย

o การเสนอผลงานงานวิจัย และเขียนรายงาน

 นักวิจัยที่ดีต้องมีจรรยาบรรณ คณะกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ ได้กำหนดจรรยาบรรณนักวิจัยขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวหลักเกณฑ์ความประพฤติของนักวิจัยทั่วไป ไม่ว่าสาขาวิชาใดๆ ยึดถือปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินงานวิจัยตั้งอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม และหลักวิชาการที่เหมาะสม ตลอดจนเป็นหลักประกันมาตรฐานของการศึกษาค้นคว้าให้เป็นไปอย่างสมศักดิ์ศรี และเกียรติภูมิของนักวิจัย ประกอบด้วย 9 ประการ ดังนี้

1. นักวิจัยต้องซื่อสัตย์ และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ ดังนี้

 นักวิจัยต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น

- นักวิจัยต้องมีความซื่อสัตย์ในทุกขั้นตอนของกระบวนการวิจัยตั้งแต่การเลือกเรื่องที่จะทำการวิจัย การเลือกผู้เข้าร่วมทำวิจัย การดำเนินการวิจัย ตลอดจนการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์

- นักวิจัยต้องให้เกียรติผู้อื่น โดยการอ้างถึงบุคคลหรือแหล่งที่มาของข้อมูลและความคิดเห็นที่นำมาใช้งานวิจัย

 นักวิจัยต้องมีความซื่อสัตย์ต่อการแสวงหาทุนวิจัย

- นักวิจัยต้องนำเสนอข้อมูลและแนวคิดอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาในการเสนอโครงการวิจัยเพื่อขอรับทุน

- นักวิจัยต้องเสนอโครงการวิจัยด้วยความซื่อสัตย์โดยไม่ขอทุนซ้ำซ้อน

 นักวิจัยต้องมีความเป็นธรรมเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย

- นักวิจัยต้องจัดสรรสัดส่วนของผลงานวิจัยแก่ผู้ร่วมวิจัยอย่างยุติธรรม

- นักวิจัยต้องเสนอผลงานอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่นำผลงานของผู้นำมาอ้างว่าเป็นของคน

2. นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำวิจัยตามข้อตกลงที่ทำไว้กับหน่วยงาน ที่สนับสนุนการวิจัยและต่อหน่วยงานที่ตนสังกัด ดังนี้

 นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำวิจัย

- นักวิจัยต้องศึกษาเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ของเจ้าของทุนอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง

- นักวิจัยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ระเบียบ และกฎเกณฑ์ตามข้อตกลงอย่างครบถ้วน

 นักวิจัยต้องอุทิศเวลาทำงานวิจัย

- นักวิจัยต้องทุ่มเทความรู้ ความสามารถ และเวลาให้กับการทำงานวิจัย เพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานวิจัยที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์

 นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบในการทำวิจัย

- นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบ ไม่ละทิ้งงานโดยไม่มีเหตุผลอันควร และส่งงานตามกำหนดเวลา ไม่ผิดสัญญาข้อตกลงจนก่อให้เกิดความเสียหาย

- นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบในการจัดรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์

3. นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัย ดังนี้

 นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ ความชำนาญ หรือประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่ทำวิจัยอย่างเพียงพอ เพื่อนำไปสู่งานวิจัยที่มีคุณภาพ

 นักวิจัยต้องรักษามาตรฐานและคุณภาพของงานวิจัยในสาขาวิชานั้น ๆ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อวงการวิชาการ

4. นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ดังนี้

 การใช้คนหรือสัตว์เป็นตัวอย่างทดลองต้องทำในกรณีที่ไม่มีทางเลือกอื่นเท่านั้น

 นักวิจัยต้องดำเนินการวิจัย โดยมีจิตสำนึกที่จะไม่ก่อความเสียหายต่อคน สัตว์ พืช ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม

 นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อผลที่จะเกิดแก่ตนเอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา

5. นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์ศรี และสิทธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย ดังนี้

 นักวิจัยต้องมีความเคารพในสิทธิของมนุษย์ที่ใช้ในการทดลอง โดยต้องได้รับการยินยอมก่อนทำวิจัย

 นักวิจัยต้องปฏิบัติต่อมนุษย์และสัตว์ที่ใช้ทดลองด้วยความเมตตา ไม่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ทางวิชาการจนเกิดความเสียหายที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง

 นักวิจัยต้องดูแลป้องกันสิทธิประโยชน์ และรักษาความลับของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง

6. นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิดโดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนการวิจัย ดังนี้

 นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด ไม่ทำงานวิจัยด้วยความเกรงใจ

 นักวิจัยต้องปฏิบัติงานวิจัย โดยใช้หลักวิชาการเป็นเกณฑ์ และไม่มีอคติมาเกี่ยวข้อง

 นักวิจัยต้องเสนอผลงานวิจัยตามความเป็นจริง ไม่จงใจเบี่ยงเบนผลการวิจัย โดยหวังประโยชน์ส่วนตัว หรือต้องการสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น

7. นักวิจัยพึงนำผลประโยชน์ไปใช้ประโยชน์ในทางที่มิชอบ ดังนี้

 นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบและรอบคอบในการเผยแพร่ผลงานวิจัย

 นักวิจัยพึงเผยแพร่ผลงานวิจัย โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ทางวิชาการและสังคม

 ไม่เผยแพร่ผลงานเกินความจริง โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง

 นักวิจัยพึงเสนอผลงานวิจัยตามความเป็นจริง ไม่ขยายผลข้อค้นพบ โดยปราศจากการตรวจสอบ ยืนยันในทางวิชาการ

8. นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น ดังนี้

 นักวิจัยพึงมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างความเข้าใจในงานวิจัยกับเพื่อนร่วมงานและนักวิชาการอื่น ๆ

 นักวิจัยพึงยอมรับฟัง แก้ไขการทำวิจัย และการเสนอผลงานวิจัย ตามข้อแนะนำที่ดี เพื่อสร้างความรู้ที่ถูกต้อง และสามารถนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้

9. นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ ดังนี้

 นักวิจัยพึงไตร่ตรองหาหัวข้อการวิจัยด้วยความรอบคอบ และทำการวิจัย ด้วยจิตสำนึกที่จะอุทิศกำลังปัญญาของตน เพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ เพื่อความเจริญของสถาบันและประโยชน์สุขต่อสังคม

 นักวิจัยพึงรับผิดชอบในการสร้างสรรค์ผลงานวิชาการ เพื่อความเจริญของสังคม ไม่ทำการวิจัยที่ขัดกับกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน

 นักวิจัยพึง พัฒนาบทบาทของตนให้เกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น และอุทิศเวลา น้ำใจ กระทำการส่งเสริมพัฒนาความรู้ จิตใจ พฤติกรรมของนักวิจัยรุ่นใหม่ให้มีส่วนสร้างสรรค์ความรู้แก่สังคมสืบไป

 คุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นนักวิจัยที่ดี

• มีความสนใจ ใฝ่รู้ ช่างสงสัย ช่างสังเกต อยากจะหาคำตอบในเรื่องนั้น ๆ

• ติดตามเรื่องที่สนใจอย่างใกล้ชิด โดยการอ่าน เข้าร่วมประชุม สัมมนา ฝึกอบรม การดูงาน สาธิต

• มีเหตุผล รู้จักแยกแยะ วิเคราะห์ สังเคราะห์ เหตุและผลไม่ด่วนสรุปในทันที

• มีความอดทน มุ่งมั่น มานะพยายาม ไม่ท้อถอยง่าย ๆ

• ใจกว้างยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง

• มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ให้เกียรติและพร้อมที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่น

• มีความกตัญญูกตเวที สำนึกในบุญคุณผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ

• มีจรรยาบรรณของนักวิจัย

• มีความละเอียดรอบคอบในการทำงาน เป็นระบบ 10.มีทัศนคติที่ดีต่อการวิจัย

• มีความสุขกับการทำวิจัย

• รู้ระเบียบวิธีวิจัย

• มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

• รักความจริง ถูกต้อง และเป็นธรรม

• เชื่อมั่นตนเอง ผลงานตนเอง ทำตามหลักวิชา

• ประเมินศักยภาพของตนเอง และประเมินสิ่งต่าง ๆ ได้

 มนุษย์สัมพันธ์ในการวิจัย ความจำเป็นที่มนุษย์ต้องมีมนุษยสัมพันธ์

o มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องมีการติดต่อซึ่งกันและกัน

o มนุษย์ต้องการอยู่รวมกันอย่างมีความสุข

o มนุษย์ต้องทำงานร่วมกันในองค์กร

o มนุษย์ต้องมีญาติ มีเพื่อน ที่มีมิตรไมตรีต่อกัน

o มนุษย์ทุกคนต้องการเข้ากับผู้อื่นได้

o มนุษย์ทุกคนต้องการเป็นผู้นำ ผู้บริหาร

o มนุษย์ต้องการความสำเร็จในชีวิตและการงาน

o มนุษย์ต้องการเป็นที่ยอมรับของสังคม

 นักวิจัยต้องมีเทคนิควิธีการปฏิบัติงานในภาคสนาม

 การเตรียมนักวิจัย

 สถานะ บทบาท และบุคลิกของนักวิจัย

 การสร้างความสัมพันธ์กับชาวบ้าน

- ระวังบทบาท - ระวังความลำเอียง

 สัมภาษณ์

 การใช้เวลาในภาคสนาม

 การประสานงานถึงหัวหน้าโครงการ

 การเขียนบันทึกภาคสนาม และการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ กล้องถ่ายรูป เทปบันทึกเสียง วิดีโอเทป กล้องถ่ายภาพยนตร์

ข้อสรุป นักวิจัยที่ดีต้องมีคุณสมบัติตามที่กล่าวข้างต้นนี้ คือ ควรมีหลักคิด หลักวิชาการ และหลักปฏิบัติในการดำเนินการวิจัย ดังนี้ นักวิจัยจะต้องมีการวางแผนแบบการวิจัย เพื่อตอบปัญหาการวิจัยให้ถูกต้องเที่ยงตรง เป็นธรรม และเชื่อถือได้ เป็นปรนัย และประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้ผลการวิจัยมีความเที่ยงตรงสูง ทั้งความเที่ยงตรงภายในและความเที่ยงตรงภายนอก

ณรงค์ชัย ทิพย์มณี
IP: xxx.9.135.122
เขียนเมื่อ Sun Oct 05 2008 05:32:34 GMT+0700 (ICT)

ข้อ 3 จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง เกี่ยวกับสถิติเชิงบรรยายมาอย่างละเอียด

สถิติเชิงบรรยาย หรือ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) เป็นสถิติที่บรรยายให้คุณลักษณะของสิ่งที่ต้องการศึกษาจากกลุ่มใด กลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มใหญ่ หรือกลุ่มเล็กก็ได้ ผลของการศึกษาไม่สามารถนำไปอ้างอิงกลุ่มอื่นได้

ตัวอย่างเช่น

1. เพศ gender (sex) • ชาย man • หญิง woman

2. อายุ age • อายุต่ำกว่า 29 ปี • อายุ 30-39 ปี • อายุ 40-49 ปี

• อายุ 50-59 ปี • อายุ 60 ปีขึ้นไป

3. สถานภาพ status • 1 โสด • 2 สมรส • 3 หย่า/หม่าย • 4 อื่นๆ

4. อาชีพ occupation • รับราชการ • ธุรกิจส่วนตัว • รับจ้าง • อื่นๆ

5. ศาสนา respect • พุทธ • คริสต์ • อิสลาม • ซิกส์

• อินดู • อื่นๆ

การวัดสถิติเชิงบรรยาย (MEASUREMENT FOR DESCRIPTIVE STATISTICS)

o การแจงความถี่ของข้อมูล (Measure of Frequency)

o การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง (Measure of Central Tendency)

o การวัดการกระจาย (Measure of Dispersion)

o การวัดความสัมพันธ์ (Measure of Relation)

1. การแจงความถี่ข้อมูล (Measure of Frequency) เป็นการแจกแจงความถี่ของชุดข้อมูลทุกชุด ออกมาในรูปของจำนวน และร้อยละ

คุณลักษณะสมาชิก ค่าของตัวแปร ความถี่ ร้อยละ

เพศ ชาย 410 44.7

หญิง 50 55.3

สัมมนา เสวนาวิชาการ 157 17.1

สัมมนากลุ่มย่อย 761 82.9

ถิ่นที่อาศัย กรุงเทพฯ 349 38.0

ต่างจังหวัด 569 62.0

อาชีพ รับราชการ 220 24.0

ธุรกิจส่วนตัว 43 4.7

รับจ้าง 655 71.3

ลักษณะการวัดสถิติเชิงบรรยาย (MEASUREMENT FOR DESCRIPTIVE STATISTICS)

2. การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง (Measure of central tendency) เป็นการวัดค่าส่วนใหญ่ของข้อมูลอยู่ที่ใด ซึ่งนิยมใช้ 8 ค่า

 ค่าเฉลี่ย (mean)

 ค่ามัธยฐาน (medium)

 ค่าฐานนิยม (mode)

 ค่าต่ำสุด (Minimum)

 ค่าสูงสุด (Maximum)

 ควอไทล์ (Quartiles)

 เดไซล์ (Deciles)

 เปอร์เซ็นไทล์ (Percentiles)

เนื้อหาสัมมนา จำนวนสมาชิก คะแนนเต็ม ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

คะแนน ร้อยละ

เสวนาวิชาการ 400 50 24 48.0 0.013

สัมมนากลุ่มย่อย 400 50 32 64.0 0.431

* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

 ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (ARITHMETIC MEAN : X) เป็นค่าวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลางที่นิยมใช้มากที่สุด ซึ่งมีหลายชนิด เช่น ค่าเฉลี่ยเลขคณิตค่าเฉลี่ยเรขาคณิต ค่าเฉลี่ยฮาร์โมนิค เป็นต้น แต่ค่าเฉลี่ยที่นิยมใช้มากที่สุดคือค่าเฉลี่ยเลขคณิต ซึ่งมักจะเรียกสั้น ๆ ว่า "ค่าเฉลี่ย" ซึ่งเป็นค่าที่เกิดจากการนำเอาค่าของหน่วยข้อมูลทุกๆหน่วยที่เก็บรวบรวมได้มาบวกกันแล้วหารด้วยจำนวนหน่วยข้อมูลทั้งหมด

จำนวนที่1 จำนวนที่2 จำนวนที่3 จำนวนที่4 จำนวนที่5 ค่าเฉลี่ย

5 7 9 4 5 30/5 = 6

6 คือ ค่าเฉลี่ยตัวกลางเลขคณิต

X = SX / N

 ค่ามัธยฐาน (MEDIUM: MD)

จำนวนที่1 จำนวนที่2 จำนวนที่3 จำนวนที่4 จำนวนที่5 จำนวนอยู่ตรงกลาง

1) 4 5 5 7 9 5

2) 4 7 8 10 16 9

กรณีจำนวนข้อมูลเป็นเลขคู่ มัธยฐานจะไม่ปรากฎอยู่ในชุดข้อมูลนั้น

1) Md = 5 2) Md = 8+10/2 = 9

3. การวัดการกระจาย (Measure of Dispersion)

เป็นการวัดการกระจายของข้อมูลอยู่ที่ใด ซึ่งนิยมใช้ 3 ค่า

 ค่าพิสัย (range)

 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Derivation)

 ค่าปรวนแปร (Variance)

4. การวัดความสัมพันธ์ (Measure of Relation)

เป็นการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร

 สหสัมพันธ์ (Correlation)

 สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson Correlation)

 ค่าไค-สแควร์ (Chi- Square)

เป็นการหาความสัมพันธ์ของตัวแปร 2 ตัว ว่ามีความสัมพันธ์กันหรือไม่

ทำให้ทราบว่าสัมพันธ์กันอย่างไร มากน้อยแค่ไหน

ดูได้จาก “สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์” (Correlation coefficient)

สิ่งที่เกิดขึ้น 1 สิ่งที่เกิดขึ้น 2

(ตัวแปรที่ 1) (ตัวแปรที่ 2)

ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์

ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง -1 ถึง 1

 ค่าเครื่องหมาย บ่งบอกถึง ทิศทางความสัมพันธ์ของตัวแปร

 ค่าตัวเลข บ่งบอกถึง ปริมาณหรือขนาดความสัมพันธ์

ลักษณะของความสัมพันธ์

1.) ข้อมูลมีความสัมพันธ์กันอย่างสมบูรณ์ (Perfect correlation)

- สัมพันธ์กันอย่างสมบูรณ์กันอย่างสมบูรณ์ทางบวก (Perfect positive correlation)

โดยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์จะเท่ากับ 1

- สัมพันธ์กันอย่างสมบูรณ์กันอย่างสมบูรณ์ทางลบ (Perfect negative correlation)

โดยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์จะเท่ากับ -1

2.) ข้อมูลมีความสัมพันธ์กันอย่างไม่สมบูรณ์ (Imperfect correlation)

- สัมพันธ์กันแต่ไม่สมบูรณ์ทางบวก (Imperfect positive correlation)

โดยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์จะมากกว่า 0 แต่น้อยกว่า 1

- สัมพันธ์กันแต่ไม่สมบูรณ์ทางลบ (Imperfect negative correlation)

โดยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์จะน้อยกว่า 0 แต่มากกว่า -1

3.) ข้อมูลไม่มีความสัมพันธ์กัน (Zero correlation)

-ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0

การแปลความหมายของค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์

0.80-1.00 มีความสัมพันธ์กันสูงมาก

0.60-0.79 มีความสัมพันธ์กันค่อนข้างสูง

0.40-0.59 มีความสัมพันธ์กันปานกลาง

0.20-0.39 มีความสัมพันธ์กันน้อย

0.00-0.19 มีความสัมพันธ์กันน้อยมาก

การศึกษาความสัมพันธ์ของตัวแปรตั้งแต่ 3 ตัวขึ้นไป

จะเรียกชื่อเฉพาะว่า ”สหสัมพันธ์พหุคูณ” (Multiple Correlation)

สถิติเชิงบรรยาย เป็นสถิติที่แสดงคุณลักษณะของสิ่งที่ต้องการศึกษาจากกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งจะเป็นกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มเล็กก็ได้ โดยผลการศึกษาไม่สามารถนำไปอ้างอิงถึงกลุ่มอื่นได้ การนำเสนอข้อมูลชุดหนึ่ง ๆ ที่เก็บรวบรวมได้เป็นในรูปแบบของการบรรยาย โดยเป็นการนำเสนอข้อมูลในรูป ตาราง การแจกแจงความถี่ กราฟ หรืออาจเสนอค่าวัดคุณลักษณะของสิ่งที่น่าสนใจ เช่น ค่าเฉลี่ย การวัดการกระจายข้อมูล เป็นต้น ทั้งนี้จะไม่นำผลที่ได้จากการวิเคราะห์ไปอ้างอิงสรุปถึงข้อมูลกลุ่มอื่น

ตัวอย่าง สมมุติว่าในอำเภอแม่สาย มีเด็กชาวเขา รับจ้างถ่ายรูป ทั้งหมด 100 คน (กลุ่มประชากร) ถ้าสอบถามรายได้ที่เด็กเหล่านี้ได้รับใน 1 วัน โดยสอบถามทั้งหมด 100 คน แล้วนำรายได้ของทั้ง 100 คน มาหาค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยที่คำนวณได้คือค่าพารามิเตอร์ แต่ถ้านำกลุ่มเด็กชาวเขารับจ้างถ่ายรูปเพียง 30 คน (กลุ่มตัวอย่าง) สอบถามรายได้ที่เด็กเหล่านี้ได้รับใน 1 วัน แล้วคำนวณหาค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยที่คำนวณได้ คือ ค่าสถิติ ซึ่งค่าสถิติตัวนี้จะนำไปใช้ประมาณค่าพารามิเตอร์มิได้โดยใช้เชิงอ้างอิง

ตัวอย่าง แม่ค้าหาน้ำหนักของปลาในกระชัง ได้ 10 กิโลกรัม แม่ค้าจะสรุปอ้างอิงว่าปลาในกระชังมีน้ำหนักเฉลี่ย 10 กิโลกรัมด้วยไม่ได้ เพราะสถิติเชิงบรรยายเป็นสถิติที่แสดงคุณลักษณะของสิ่งที่ต้องการศึกษาจากกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ จะเป็นกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มเล็กก็ได้ ผลการศึกษาไม่สามารถนำไปอ้างอิงกลุ่มอื่นได้

แบบประเมิน

ในการประชุมสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ ๑๐/๒๕๕๑

เรื่อง “เรียนรู้วิถีไทย ในวิถีธรรม จากวรรณกรรมสุนทรภู่”

จัดโดย เครือข่ายภาคราชการและภาคประชาสังคม ๘๔ องค์กร

(สถาบันสุนทรภู่ องค์กรสมาชิกเครือข่าย)

ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ เวลา ๐๘.๓๐ น.

ณ ห้องประชุม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดสุดารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

******************************

1. เพศ gender (sex) • ชาย man • หญิง woman

2. อายุ age • อายุต่ำกว่า 29 ปี • อายุ 30-39 ปี • อายุ 40-49 ปี

• อายุ 50-59 ปี • อายุ 60 ปีขึ้นไป

3. สถานภาพ status • 1 โสด • 2 สมรส • 3 หย่า/หม่าย • 4 อื่นๆ

4. อาชีพ occupation • รับราชการ • ธุรกิจส่วนตัว • รับจ้าง • อื่นๆ

5. ศาสนา respect • พุทธ • คริสต์ • อิสลาม • ซิกส์

• อินดู • อื่นๆ

ระดับความพึงพอใจ contentment level

ลำดับ

รายการ (ตัวแปร)

variable ระดับความพึงพอใจ contentment level

5 มากที่สุด

most 4 มาก

very 3 ปานกลาง

moderation 2 น้อย

little 1 น้อยที่สุด

least

1 สถานที่ place

2 อาหาร/เครื่องดื่ม the food is / beverage

3 ทัศนูปกรณ์ instrument

4 การจัดการเรียนการสอน the administration the instruction

5 อาจารย์ teacher

6 เวลา time

ข้อ 4. ท่านได้อะไรจากการเรียนวิชาสถิติเบื้องต้น

จากการเรียนวิชา GA 105 : สถิติเบื้องต้น (Introduction to Statistics) ได้รับความใหม่ๆ ของวิชาสถิติ โดยเฉพาะโปรแกรม SPSS ทำให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในองค์กรการกุศลที่ผมเป็นคณะกรรมการ (เลขานุการ) ที่ต้องดำเนินงานเก็บข้อมูลต่างๆ และประมวลผลงาน เช่น ใบประเมินผลในการจัดประชุมสัมมนา การจัดกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องการทราบผลจัดประชุมสัมมนา การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อนำไปแก้ไขในโอกาสต่อไป เพราะได้เรียนโปรแกรม SPSS ทำให้สะดวกรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นาน สามารถนำไปใช้ได้จริง อีกทั้งได้รับความรู้และคุณประโยชน์จากคอมพิวเตอร์ในขั้นที่สูง

จารุภัทร กลายเพ็ชร์
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sun Oct 05 2008 08:29:07 GMT+0700 (ICT)

ข้อสอบปลายภาค

วิชา GA 105 สถิติเบื้องต้น (Introduction to Statistics)

1. จงอธิบายให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการวิจัย (10 คะแนน)

การวิจัย คือ การศึกษาค้นคว้าอย่างมีระเบียบ เพื่อแสวงหาคำตอบสำหรับปัญหาหรือคำถามการวิจัยที่กำหนดไว้หรือเพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ ซึ่งทำให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการ หรือเกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ ด้วยกระบวนการอันเป็นที่ยอมรับในทางวิทยาศาสตร์

จุดมุ่งหมายของการวิจัย

1. เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานในองค์การหรือหน่วยงาน หรือในชีวิตประจำวัน

2. เพื่อมุ่งปรับปรุงและพัฒนาวิธีการทำงานและวิถีชีวิต ให้มีประสิทธิภาพและมีความก้าวหน้ามากขึ้น

3. เพื่อพิสูจน์ความจริงและทฤษฎีต่าง ๆ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายใต้กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ และสามารถลบล้างทฤษฎีเก่าๆได้ เมื่อมีการวิจัยได้ทฤษฎีใหม่มาลบล้าง

4. เพื่อสร้างทฤษฎีใหม่ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ และเพื่อใช้ในการอ้างอิง (generalization) การบรรยาย (Description) การอธิบาย (explanation) การทำนาย (prediction) และการควบคุม (control)

ประโยชน์ของการวิจัย

1. ช่วยให้ได้รับความรู้ใหม่ ทั้งทางทฤษฏีและปฏิบัติ

2. ช่วยพิสูจน์ หรือตรวจสอบความถูกต้องของกฎเกณฑ์ หลักการและทฤษฏีต่างๆ

3. ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ ปรากฏการณ์ และพฤติกรรมต่างๆ

4. ช่วยแก้ไขปัญหาได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

5. ช่วยการวินิจฉัย ตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม

6. ช่วยปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

7. ช่วยปรับปรุงพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ และวิถีดำรงชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

ประเภทของการวิจัย แบ่งเป็น 2 ประเภท

1. การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ (Scientific research)

เป็นการวิจัยที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น

- สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ เช่น ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์

- สาขาวิทยาศาสตร์ เช่น ศัลยศาสตร์ รังสีวิทยา ฯลฯ

- สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช เช่น อินทรีย์เคมี เภสัชศาสตร์

2. วิจัยทางสังคมศาสตร์ (Social research)

เป็นการวิจัยที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และพฤติกรรมของมนุษย์

ได้รู้จักวิชาการทางสังคมหลายแขนง เช่น ปรัชญา นิติศาสตร์ จิตวิทยา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ บริหารการศึกษา สังคมสงเคราะห์ ฯลฯ

วรรณี โกศลอินทรีย์
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sun Oct 05 2008 09:12:05 GMT+0700 (ICT)

อาจารย์ขา มาถึงที่สอนแล้วหรือยังคะ

แพรสี วังแก้ว
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sun Oct 05 2008 09:48:21 GMT+0700 (ICT)

ข้อ 2 ท่านคิดว่านักวิจัยควรมีหลักคิด หลักวิชาการและหลักปฏิบัติในการ

ดำเนินการวิจัยอย่างไร

นักวิจัยควรมีหลักคิด หลักวิชาการในการดำเนินการวิจัย ดังนี้คือ

1. สงสัย ในการทำการวิจัยนั้น นักวิจัยจะต้องทำการกำหนดปัญหาของการวิจัย ซึ่งเป็นเรื่องที่นักวิจัย สงสัย สนใจและต้องการที่จะหาคำตอบ โดยเป็นประเด็นที่มีความ สำคัญหรือคุ้มค่าที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ปัญหาการวิจัยที่ดีจึงต้องมีความชัดเจนในขอบเขตที่จะศึกษา มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ เช่น เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสามารถนำไปใช้ในการแก้ปัญหาได้

2. ศึกษา ทำการศึกษาจากแหล่งปัญหา เช่น จากทฤษฎีต่างๆ, จากประสบการณ์ของผู้วิจัยเอง, จากข้อเสนอแนะจากรายงานการวิจัยของผู้อื่น หรือจากปัญหาโดยทั่วๆ ไป ฯลฯ เพื่อช่วยในการกำหนดวัตถุประสงค์ในการวิจัย

3. การทบทวนวรรณกรรม เป็นการหาวรรณกรรมหรือเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมสาระสำคัญหรือแนวความคิดในหัวข้อนั้นๆ ได้แก่ ผลการวิจัย, ทฤษฎี, วิธีการวิจัย, ข้อคิดเห็นหรือมุมมอง, เรื่องราวจากประสบการณ์ทางวิชาชีพ

4. สรุป เป็นการสรุปสิ่งที่เราศึกษาและค้นคว้ามา

5. กำหนด เป็นการกำหนดขอบเขตที่จะศึกษา เช่น ด้านเนื้อหา ด้านประชากร เป็นต้น สามารถที่จะทำได้ในขอบเขตที่กว้างหรือแคบ ขึ้นอยู่กับว่านักวิจัยจะต้องการศึกษาในเรื่องนั้นๆ ให้ลึกซึ้งมากน้อยเพียงใด และขึ้นอยู่กับการออกแบบงานวิจัยในแต่ละเรื่องด้วย

หลักปฏิบัติในการดำเนินการวิจัย มีดังนี้คือ

1) การกำหนดประเด็นปัญหา ผู้วิจัยจะต้องแสดงลักษณะของปัญหาให้

เห็นอย่างมีความชัดเจนในคำตอบ ระบุคำถามว่ามีอะไรบ้างที่ต้องการทราบ ซึ่งการเลือกหัวข้อหรือปัญหาการวิจัยนั้น ควรคำนึงถึง

- ความเป็นไปได้ (Researchable)

- อยู่ในความสนใจของคนในกลุ่มวิชาชีพ หรือความสนใจของคนทั่วไปในขณะนั้น (Interesting)

- มีความสำคัญในแง่การเพิ่มความรู้ในวิชาการสาขานั้น ๆ และสอดคล้องกับพื้นฐานของการศึกษา และคุณสมบัติของผู้วิจัย (Theoretically Significant)

- เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่ซ้ำกับผู้อื่น (Original)

- เหมาะสม และคุ้มค่าทั้งในด้านการเงินและเวลาที่จะทำการวิจัย (Suitable)

- มีข้อมูล วิธีการ และเครื่องมือที่ดีพอที่จะสามารถให้งานวิจัยประสบความสำเร็จได้ (Testable)

2) การกำหนดวัตถุประสงค์ในการวิจัย หมายถึงจุดมุ่งหมายที่ผู้วิจัยต้องการ

ศึกษาค้นคว้าในการทำวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้ผู้วิจัยสามารถค้นหาคำตอบได้ชัดเจน ยิ่งขึ้น

3) สำรวจและทบทวนทฤษฎี แนวคิด และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

4) กำหนดตัวแปรในการวิจัย จะต้องเป็นสิ่งที่วัดได้

5) การกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย

6) การนิยามปฏิบัติการ การให้นิยามคำศัพท์ที่เป็นคำเฉพาะที่ใช้ในการศึกษา

วิจัย โดยมีความหมายแตกต่างจากการใช้ทั่วไป

7) การกำหนดสมมติฐานเพื่อทดสอบ เป็นการกำหนดความสัมพันธ์

ระหว่างแนวคิดที่ผู้วิจัยมุ่งจะนำไปทดสอบว่าเป็นจริงเช่นนั้นหรือไม่

8) ออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูล

9) กำหนดประชากรเป้าหมายและการสุ่มตัวอย่าง

10) สร้างเครื่องมือเก็บข้อมูล

11) ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ

12) การดำเนินการเก็บข้อมูล

13) การดำเนินการกับข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล

14) การแปลผลและสรุปผลการวิจัย

15) การเสนอผลงานงานวิจัย และเขียนรายงาน

แพรสี วังแก้ว
IP: xxx.213.229.82
เขียนเมื่อ Sun Oct 05 2008 09:52:28 GMT+0700 (ICT)

ข้อ 3 จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างเกี่ยวกับสถิติเชิงบรรยายมาอย่าง

ละเอียด

สถิติเชิงบรรยาย (Descriptive Statistics) เป็นสถิติที่มุ่งศึกษาและอธิบายลักษณะต่างๆ ของกลุ่มประชากรเป้าหมาย โดยทำการสรุปรวบรวมและแปลความหมายของข้อมูลเฉพาะภายในกลุ่มของประชากร โดยไม่สนใจที่จะสรุปอ้างอิงไปยังกลุ่มประชากรอื่น ได้แก่ การศึกษาเกี่ยวกับสถานภาพส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง เช่น เพศ อายุ อาชีพ การศึกษา เป็นต้น

สำหรับการวัดสถิติเชิงบรรยายนั้น สามารถทำได้ 4 วิธีคือ

1. การแจกแจงความถี่ของข้อมูล (Measure of frequency) เป็นการแจกแจง

ความถี่ของข้อมูลทุกชุดที่แสดงออกมาในรูปแบบของค่าความถี่ และร้อยละ

2. การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง (Measure of Central Tendency) เป็นการ

วัดค่าส่วนใหญ่ของข้อมูลว่าอยู่ที่ใด นิยมใช้ค่า 8 ค่าในการวัด ได้แก่

- ค่าเฉลี่ย (mean) เป็นค่าวัดที่ได้รับความนิยมในการใช้มากที่สุด โดยเฉพาะค่าเฉลี่ยเลขคณิต ซึ่งเป็นค่าที่เกิดจากการนำเอาค่าของหน่วยข้อมูลทุกๆ หน่วยที่เก็บรวบรวมได้มาบวกกันแล้วหารด้วยจำนวนของข้อมูลทั้งหมด

- ค่ามัธยฐาน (medium) เป็นค่าของข้อมูลที่อยู่ตรงกลางของข้อมูลทั้งหมด

- ค่าฐานนิยม (mode) เป็นค่าที่เกิดบ่อยที่สุดของชุดข้อมูลนั้นๆ

- ค่าต่ำสุด (Minimum) และค่าสูงสุด (Maximum) เป็นค่าต่ำสุดและสูงสุดของข้อมูลทุกๆ หน่วยที่เก็บรวบรวมได้

- ควอไทล์ (Quartiles) เป็นค่าของข้อมูล 9 ค่า ที่แบ่งข้อมูลออกเป็น 10 ส่วนเท่าๆ กัน

- เเดไซล์ (Deciles) เป็นค่าของข้อมูล 3 ค่าที่แบ่งข้อมูลออกเป็น 4 ส่วนเท่าๆ กัน

- เปอร์เซ็นไทล์ (Percentiles) เป็นค่าของข้อมูลที่แบ่งข้อมูลออกเป็น 100 ส่วนเท่าๆ กัน

3. การวัดการกระจาย (Measure of Dispersion) เป็นการวัดว่าลักษณะของข้อมูลมีความเหมือนหรือแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด นิยมใช้ 3 ค่าในการวัดคือ

- ค่าพิสัย (Range) ได้แก่ การนำเอาค่าสูงสุดที่วัดได้ ลบกับค่าต่ำสุดที่วัดได้

- ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใช้สูตรในการคำนวณ หากค่าที่ได้เท่ากับศูนย์ แสดงว่าข้อมูลไม่มีการกระจาย หรือข้อมูลมีลักษณะที่เหมือนกัน แต่หากว่าค่าที่ได้เท่ากับหนึ่ง แสดงว่าข้อมูลมีการแจกแจงแบบปกติ

- ค่าความแปรปรวน (Variance) เป็นค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานกำลังสอง

4. การวัดความสัมพันธ์ (Measure of Relation) เป็นการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรว่าตัวแปรแต่ละตัวนั้นมีความสัมพันธ์กันในลักษณะใดบ้าง เช่น ความ สัมพันธ์ระหว่างรายได้กับลักษณะการซื้อสินค้า หรือเพื่อพยากรณ์ตัวแปรบางชุดที่อาจ จะเปลี่ยนแปลงในอนาคต หรือเมื่อค่าของตัวแปรพยากรณ์บางค่าเปลี่ยนแปลงไป เช่น อัตราความต้องการสินค้า การทำนายแนวโน้มของดอกเบี้ย เป็นต้น

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์มีหลายประเภท เช่น

- สหสัมพันธ์ เป็นการหาความสัมพันธ์ของตัวแปร 2 ตัวว่ามีความสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไร และมากน้อยแค่ไหน

- สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน เป็นการหาความสัมพันธ์ของตัวแปรสองตัว หรือหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลสองชุด

- ค่าไคสแควร์ เป็นการทดสอบคุณสมบัติหลายๆ อย่างของข้อมูลในคราวเดียว กันและใช้กับข้อมูลเกือบทุกชนิด แต่ที่นิยมใช้มากจะเป็นข้อมูลที่มีระดับการวัดแบบ Normal Scale หรือข้อมูลในรูปของความถี่ ค่าของไคแสควร์จะมีค่าเป็นบวกเสมอ สำหรับการหาค่านั้นจะต้องเปิดจากตารางของไคสแควร์ ซึ่งการทดสอบไคสแควร์มี 2 แบบคือ การทดสอบมิติเดียว เป็นการทดสอบว่าความถี่ของข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ จะสอดคล้องกับความถี่ที่คาดหวังไว้หรือไม่ เช่น การทดสอบยอดขายว่าในปีนี้สัดส่วนของยอดขายจะเพิ่มขึ้นจากเดิมเท่ากับยอดขายที่เคยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนๆ หรือไม่

การทดสอบสองมิติ เป็นการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสองตัวว่าตัวแปรทั้งสองชุดนั้นมีความสัมพันธ์กันหรือไม่มีความสัมพันธ์ต่อกัน เช่น การทดสอบว่าความชอบและไม่ชอบการใช้สบู่ก้อนนั้นจะมีความเกี่ยวข้องกับเพศหรือไม่ เป็นต้น

ตัวอย่างการหาค่าเฉลี่ย มัธยฐาน ฐานนิยม พิสัย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความแปรปรวน

1. นักเรียน 15 คน เดินชมฝาผนังในโบสถ์วัดพระแก้วใช้เวลาชมเป็นนาทีดังนี้

2, 10, 15, 8, 6, 17, 2, 10, 3, 9, 5, 9, 1, 10, 13

ห่าค่าเฉลี่ย

2 + 10 + 15 + 8 + 6 + 17 + 2 + 10 + 3 + 9 + 5 + 9 + 1 + 10 + 13

เท่ากับ 120/15 ดังนั้นค่าเฉลี่ยคือ 8

หาค่ามัธยฐาน

ค่ามัธยฐานคือ 10

หาฐานนิยม

ฐานนิยมคือ 10

2. การหาพิสัย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าความแปรปรวน

หาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

จำนวนที่ ค่าที่วัดได้ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

1 2 (2-6)2 = 16

2 4 (4-6)2 = 4

3 6 (6-6)2 = 0

4 7 (7-6)2 = 1

5 8 (8-6)2 = 4

6 9 (9-6)2 = 9

ค่าเฉลี่ย 2+4+6+7+8+9 = 36/6 = 6 16+4+ 0+ 1+ 4+ 9 = 34/6 (รากที่สอง) = 2.6

หาความแปรปรวน

จำนวนที่ ค่าที่วัดได้ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

1 2 (2-6)2 = 16

2 4 (4-6)2 = 4

3 6 (6-6)2 = 0

4 7 (7-6)2 = 1

5 8 (8-6)2 = 4

6 9 (9-6)2 = 9

ค่าเฉลี่ย 2+4+6+7+8+9 = 36/6 = 6 16+4+ 0+ 1+ 4+ 9 = 34/6 (รากที่สอง) = 2.62

= 6.8

สรุป ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.6 และค่าความแปรปรวนเท่ากับ 6.8 และค่าพิสัยเท่ากับ (9 - 2) = 7

แพระสี วังแก้ว
IP: xxx.9.168.246
เขียนเมื่อ Mon Oct 06 2008 00:02:58 GMT+0700 (ICT)

4. ท่านได้อะไรจากการเรียนวิชาสถิติเบื้องต้น

- ได้เรียนรู้ถึงการใช้ Internet และการใช้คอมพิวเตอร์

- เป็นความรู้ใหม่ที่ได้รับว่าถ้าการวิจัยมีสถิติมายืนยันจะทำให้การวิจัยนั้นน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

- ได้ทราบว่าสถิติมีหลายประเภท และจะนำมาใช้ในการทำวิจัยอย่างไรได้บ้าง

- ได้เรียนรู้ถึงการนำโปรแกรม SPSS มาใช้ในการประมวลผล

- ทำให้เป็นคนมีเหตุผล และรู้หลักในการคิดมากขึ้น

- สามารถนำวิชาสถิติมาใช้ในการทำการวิจัยเพื่อใช้ในการทำงานต่อไปในอนาคตได้

สุรชัย ผุดประภากุล
IP: xxx.120.230.206
เขียนเมื่อ Fri Oct 10 2008 19:15:38 GMT+0700 (ICT)

การวิจัย 1. จงอธิบายให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการวิจัย (10 คะแนน) ได้มีผู้ให้ความหมายของคำว่าการวิจัยไว้หลากหลายความหมายแต่โดยภาพรวมได้กล่าวถึงการวิจัยว่าเป็น กระบวนการเสาะแสวงหาข้อมูลหรือความรู้ใหม่ ๆ ที่มีแบบแผน ขั้นตอนการจัดเก็บอย่างเป็นระบบระเบียบ และสามารถนำข้อมูล ความรู้ ความจริงที่ได้มาทำการวิเคราะห์เพื่อหาบทสรุปสำหรับใช้ในการวางแผน การประกอบการตัดสินใจเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การพัฒนา อ้างอิงที่เป็นความจริงเชิงตรรกะ (Logical) หรือความจริงเชิงประจักษ์ (Empirical) เพื่อสนองตอบสิ่งที่ทำการศึกษาอย่างมีระบบ และมีวัตถุประสงค์ที่แน่นอน โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นหลักหรือทฤษฎีซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการทำงานและการควบคุมเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ในการทำวิจัยผู้จัดทำจะต้องกำหนดวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งอย่างได้ เช่น ถ้าบริษัทเกิดปัญหาเรื่องคุณภาพสินค้าและบริการต่อผู้บริโภค อาจต้องทำการวิจัยเพื่อการแก้ไขปัญหาในเรื่องของคุณภาพสินค้า ความเชื่อมั่นในตัวผู้บริโภค และเพื่อการปรับปรุงพัฒนาการผลิต การจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าและการบริการหลังการขายไปได้ในคราวเดียวกัน 1. เพื่อการแก้ปัญหา (Problem Solving Research) เนื่องจากปัจจัยรอบด้านในชีวิตประจำวันเราอาจพบเจอกับปัญหารุมเร้าจากส่วนต่างๆ ได้มากมายหลายทาง วัตถุประสงค์นี้จึงเหมาะสมกับการทำวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปจนถึงขั้นซับซ้อนได้ 2. เพื่อการปรับปรุงพัฒนา (Improvement and Development) เนื่องจากโลกยุคปัจจุบันแคบลงสามารถเข้าถึงกันและกันง่ายเพียงปลายนิ้วจากการหาข้อมูลต่างๆ บนอินเตอร์เน็ต จึงมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง ดังนั้นการวิจัยเพื่อนำผลไปปรับปรุงและพัฒนาองค์กรหรือส่วนที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขัน 3. เพื่อพิสูจน์ทฤษฎี (Theory Testing Research) เนื่องจากมีทฤษฎีต่างๆ มากมายและเมื่อวันเวลาเปลี่ยนไปทฤษฎีเก่าที่เคยทำวิจัยหรือเคยทราบมาก่อนอาจจะใช้ไม่ได้หรือไม่สมบูรณ์ 4. เพื่อสร้างทฤษฎี (Theory Development Research) การทำวิจัยเพื่อจุดประสงค์ในการสร้างทฤษฎีใหม่เราสามารถ นำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น ใช้เพื่อการอ้างอิง (generalization) การบรรยาย (Description) การอธิบาย (explanation) การทำนาย (prediction) และการควบคุม (control) ปรากฏการณ์ต่าง ๆทั้งทางธรรมชาติและพฤติกรรมของมนุษย์ ประโยชน์ของการวิจัย 1. ช่วยส่งเสริมความรู้ทางด้านวิชาการและศาสตร์สาขาต่าง ๆ ให้มีการค้นคว้าข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะว่าการวิจัยจะทำให้มีการค้นคว้าหาความรู้ใหม่ ๆ เพิ่มเติมซึ่งทำให้วิทยาการต่าง ๆ เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ทั้งตัวผู้วิจัยและผู้นำเอาเอกสารการวิจัยไปศึกษา 2. นำความรู้ที่ได้จากการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติ หรือแก้ปัญหาโดยตรง ช่วยทำให้ผู้ปฏิบัติได้เลือกวิธีปฏิบัติอย่างถูกต้องและยุติธรรมที่สุด 3. ช่วยในการตัดสินใจ กำหนดนโยบาย หรือหลักปฏิบัติงานต่าง ๆ เป็นไปด้วยความถูกต้อง เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ 4. ช่วยให้ค้นพบทฤษฎีและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆเพื่อให้มนุษย์ได้ดำเนินชีวิตอยู่ในโลกอย่างมีความสุขสบาย 5. ช่วยพยากรณ์ผลภายหน้าของสถานการณ์ ปรากฏการณ์และพฤติกรรมต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง ประเภทของการวิจัย 1. การวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ เป็นการวิจัยเพื่ออธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์ ทางดวงดาว ปรากฏการณ์ทั้งหลายของธรรมชาติ หรือสิ่งต่าง ๆที่เกิดขึ้นในโลก ตลอดไปจนถึงในระบบ สุริยจักรวาล เป็นการวิจัยที่ศึกษาทางด้านกายภาพ มีความเชื่อในสิ่งที่เป็นธรรมชาติอย่างมีเหตุผลมีทั้งการวิจัยเชิงพรรณนา และการวิจัยเชิงทดลองเป็นผลของการวิจัย ผลของการวิจัยนี้ช่วยให้มนุษย์ฉลาดกว่าสัตว์ ทำให้มนุษย์ได้รับความสะดวกสบายและความผาสุกต่าง ๆในการดำรงชีวิต ทำให้มนุษย์สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ เช่น การเจ็บป่วย ผลของการวิจัยทางการแพทย์สามารถรักษาโรคต่าง ๆได้ ทำให้มนุษย์สามารถควบคุมธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น 2. การวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์ เป็นการวิจัยเพื่ออธิบายถึงสังคมและมนุษย์ที่มีแนวความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณีนิยม ระบบวิธีการปฏิบัติตนต่อกัน เป็นการวิจัยเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้คนได้มีชีวิตอยู่อย่างสมบูรณ์ พูนสุข เพื่อช่วยพัฒนาให้มนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

จารุภัทร กลายเพ็ชร์
IP: xxx.24.169.249
เขียนเมื่อ Fri Oct 17 2008 09:58:09 GMT+0700 (ICT)

อาจารย์ครับ อีเมล์ของผมครับ

j_klaypetsr@hotmail.com

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็น