ภาพสะท้อนสังคมจีนที่ปรากฏในวรรณกรรมแปลเรื่อง แม่ผมเก็บขยะขาย

 ภาพสะท้อนสังคมจีนที่ปรากฏในวรรณกรรมแปลเรื่อง แม่ผมเก็บขยะขาย 

อ.สุภัชฌาน์   ศรีเอี่ยม

อาจารย์ประจำสถาบันภาษา   มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย

 

ภาพสะท้อนสังคมจีนที่ปรากฏในวรรณกรรมแปลเรื่อง แม่ผมเก็บขยะขาย

 บทคัดย่อ

            บทความนี้นำเสนอภาพสะท้อนสังคมชาวจีนที่ได้พบจากการศึกษาวรรณกรรมแปลเรื่อง  แม่ผมเก็บขยะขาย  ซึ่งเป็นวรรณกรรมของจีนที่แต่งโดยจางไห่เซิง, หลี่เหวย  และแปลมาเป็นภาษาไทยโดย สุดารัตน์  ปริญญาวุฒิชัย วรรณกรรมแปลเรื่องนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นวรรณกรรมที่เยาวชนควรอ่าน    จากการศึกษาภาพสะท้อนของสังคมจีนที่ปรากฏในวรรณกรรมแปล เรื่อง แม่ผมเก็บขยะขาย  พบว่า    ในด้านครอบครัว  การศึกษา  วิถีชีวิต  ค่านิยม และประเพณีตามเทศกาลต่างๆ ของจีน มีส่วนช่วยพัฒนาความคิดและเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติให้กับคนในสังคมจีนได้เป็นอย่างดี  และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การศึกษาภาพสะท้อนสังคมจีนจากวรรณกรรม  จะมีส่วนช่วยให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจวัฒนธรรมของจีนมากขึ้น  อันนำไปสู่ความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศไทยกับจีน

 

บทนำ  

การศึกษาวรรณกรรมมีส่วนช่วยทำให้เกิดความเข้าใจสภาพของสังคมนั้นๆ มากขึ้น  ดังที่ดังที่   ตรีศิลป์ บุญขจร  (2542 : 5-6) ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ของวรรณกรรมกับสังคมไว้ว่า  ความสัมพันธ์ของวรรณกรรมกับสังคมแบ่งเป็น 3 ลักษณะคือ ลักษณะแรก วรรณกรรมเป็นภาพสะท้อนของสังคม         การสะท้อนสังคมของวรรณกรรมไม่ใช่บันทึกเหตุการณ์ในเอกสารประวัติศาสตร์ แต่เป็นภาพสะท้อนประสบการณ์ของผู้เขียนและเหตุการณ์ส่วนหนึ่งของสังคม วรรณกรรมจึงมีความเป็นจริงทางสังคมสอดแทรกอยู่  ลักษณะที่สอง สังคมมีอิทธิพลต่อวรรณกรรมหรือต่อนักเขียน นักเขียนอยู่ในสังคมย่อมได้รับอิทธิพลจากสังคมทั้งในด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา ปรัชญา และการเมือง  ลักษณะที่สาม วรรณกรรมหรือนักเขียนมีอิทธิพลต่อสังคม สามารถโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านและยังมีทัศนะกว้างไกลด้วย ซึ่งสอดคล้องกับ ดวงมน  จิตจำนง (2523 : 56) ที่ได้กล่าวถึงภาพสะท้อนวิถีชีวิตจากวรรณกรรมว่า วรรณกรรมนั้นย่อมสะท้อนให้เห็นภาพของสังคม เนื่องจากสังคมมีส่วนสร้างจินตนาการและความรู้สึกของนักประพันธ์ วรรณกรรมและสังคมย่อมมีอิทธิพลต่อกัน กวีอาจเป็นตัวแทนความคิดของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือของสังคมทั้งหมด อาจเป็นความคิดที่คล้อยตามหรือรักษาความคิดของสังคม หรือเป็นความคิดที่คัดค้านสังคมก็ได้ และอาจสร้างความคิดใหม่ขึ้นจากการคิดและประสบการณ์ของเขาเอง หรือได้รับกระแสความคิดจากสังคมหรือวัฒนธรรมอื่น

ดังนั้นการศึกษาภาพสะท้อนที่ปรากฏในวรรณกรรมแปลเรื่อง แม่ผมเก็บขยะขาย  จึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจถึงวัฒนธรรมของชาวจีน  ตลอดจนแนวคิดและแนวปฏิบัติต่างๆ  อันเป็นสิ่งที่สังคมจีนได้สั่งสมและสืบทอดมาจากอดีตและยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน

 

เนื้อเรื่องย่อของวรรณกรรมเรื่องแม่ผมเก็บขยะขาย

            อาหนานอาศัยอยู่บ้านหลังเล็กๆ ของสลัมแห่งหนึ่ง กับแม่และพี่ชายอีกหนึ่งคนชื่อว่าอาตง  ส่วนพ่อของเขาได้เสียชีวิตไปแล้วเนื่องจากถูกรถชนในขณะที่ไปทำงานในโรงงานที่กรุงไทเป  เมื่อตอน         อาหนานยังเด็กเขารู้สึกอับอายมากที่ครอบครัวของเขายากจน  และมีแม่ที่ประกอบอาชีพเก็บของเก่าขาย  แต่เมื่อเขาอายุมากขึ้นเขาก็ได้พบว่าแม่ของเขายอมลำบากและทำทุกอย่างให้เขาได้เรียนหนังสือ  เพื่อที่จะได้มีอนาคตที่ดี  จึงทำให้เขารู้สึกภูมิใจในตัวแม่มาก  ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาและพี่ชายพยายามตั้งใจเรียนหนังสือ และช่วยแม่ทำงานทุกอย่างเพื่อแบ่งเบาภาระในครอบครัว  และในไม่ช้าทั้งสองพี่น้องก็ประสบความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียนและมีอาชีพการงานที่ดี  แต่โอกาสที่เด็กทั้งสองจะได้ตอบแทนพระคุณแม่ของก็ไม่มีแล้ว  เนื่องจากร่างกายของแม่ทรุดโทรมมาก เพราะทำงานหนัก โดยที่แม่ไม่ได้เป็นห่วงสุขภาพของตนเองเลย เพื่อหาเงินมาให้ลูกๆ ทั้งสองคนได้ศึกษาเล่าเรียน  จนทำให้แม่เสียชีวิตในที่สุด

 

            จากวรรณกรรมแปลเรื่อง แม่ผมเก็บขยะขาย ได้สะท้อนภาพสังคมของจีนในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. ภาพสะท้อนด้านครอบครัว

            สถาบันครอบครัวเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยในการอบรมสั่งสอนสมาชิกในครอบครัวให้เป็นคนดี  จากเรื่องสะท้อนให้เห็นถึงความรักของแม่  ความกตัญญูของลูก  และความอดทนของคนในครอบครัว  ดังนี้

      1.1  ภาพสะท้อนด้านความรักของแม่

            จากเรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความรักของแม่ที่เห็นความสำคัญของการศึกษาของลูก  เป็นผู้คอยสนับสนุนให้ลูกได้ศึกษาเล่าเรียน  ดังเช่นแม่ของอาหนานที่แม้จะยากจนแต่ก็ส่งเสริมให้ลูกซื้อหนังสือเพื่อนำมาใช้อ่านประกอบในการเรียนหนังสือ  ดังตัวอย่างนี้

วันนี้ครูบอกว่าสามารถสั่งจองหนังสืออ่านประกอบการเรียนได้แล้ว...  ผม...อยากจะสั่งจองหนังสืออ่านประกอบวิชาภาษาจีนสักหน่อย  มันมีประโยชน์มากในการเขียนเรียงความ....

แม่นิ่วหน้าเล็กน้อย   แต่ยังคงมีรอยยิ้มปรากฏออกมาทันทีแล้วบอกว่า  อืม  ควรสั่งจองอย่างยิ่ง  แม่จะเอาเงินให้ลูกภายในสองวันนี้(หน้า 15)

            นอกจากแม่จะคอยสนับสนุนในด้านอุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษาเล่าเรียนแล้ว  ในด้านชีวิตความเป็นอยู่แม่ก็คอยดูแลเป็นอย่างดีเช่นกัน  ดังตัวอย่างนี้

   ทำไมยังไม่กินข้าว รอแม่ทำไมกัน?” แม่ตำหนิพวกเราแต่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มมองเห็นรอยตีนกาที่หางตา  นักเรียนอย่างพวกลูกไม่ควรปล่อยให้ท้องหิว  ร่างกายของลูกกำลังเติบโต  การเรียนก็หนักเช่นนี้  พูดพลางตักข้าวให้พวกเราอีก  (หน้า 14)

            สาเหตุสำคัญที่ทำให้แม่ของอาหนานและอาตงสนับสนุนให้ลูกเรียนหนังสือเนื่องจากไม่อยากให้ลูกโตขึ้นไปมีชีวิตที่ลำบาก  เพราะผู้ที่ได้รับการศึกษาย่อมมีโอกาสในการประกอบอาชีพได้มากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับการศึกษา  ดังเช่นพ่อของอาหนานที่ต้องอยู่อย่างยากลำบาก เพราะมีความรู้น้อย  ดังตัวอย่างนี้

พ่อของลูกเสียดายที่สุดที่ตัวเองร่ำเรียนมาน้อย  จะทำอะไรก็ยากลำบากกว่าคนอื่นหลายเท่า  ดังนั้นเขาสาบานว่าไม่ว่าตัวเองจะลำบากขนาดไหนก็ต้องให้ลูกๆสำเร็จการศึกษา  ส่งเสียให้ลูกๆได้เรียนมหาวิทยาลัย  อย่าได้ซ้ำรอยเขาอีก (หน้า104)

      1.2  ด้านความกตัญญูของลูก

            จากเรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงคุณธรรมในการแสดงความกตัญญูรู้คุณของลูก  โดยการหารายได้พิเศษเพื่อนำเงินที่ได้มาซื้อสิ่งของที่จำเป็นให้แม่ เพื่อให้แม่มีความสุขสบายมากขึ้น   ดังตัวอย่างนี้

พี่พลิกลงจากเตียง  ล้วงเอารายได้ของวันนี้ออกมาจากระเป๋าเสื้อหยอดใส่กระปุกหมูน้อยแล้วถามขึ้นว่า

นายว่ารอจนพวกเราหาเงินได้พอ  จะซื้ออะไรให้แม่ดีนะ?”

ซื้อถุงมือไงผมตอบไปอย่างไม่ต้องคิด  แต่คิดดูแล้วก็รู้สึกว่าไม่ดี  ซื้อเสื้อผ้าเถอะ  อากาศหนาวเย็นอย่างนี้  พวกเราควรซื้อเสื้อกันหนาวให้แม่สักตัว (หน้า32)

               หรือในตอนที่อาตงและอาหนานคิดไว้ว่าเมื่อตนเองสำเร็จการศึกษาและมีงานทำแล้วจะดูแลแม่ไม่ให้ต้องลำบากทำงานหนักอีกต่อไป  ดังตัวอย่างนี้

 รอพวกเราโตขึ้น  หาเงินได้แล้ว  จะซื้อเสื้อใหม่ให้แม่  ให้แม่อยู่บ้านที่ดีที่สุด  ถึงเวลานั้นจะไม่ให้แม่ต้องลำบากอีกต่อไป  อยู่บ้านสบายๆ อย่างมีความสุข (หน้า45)

      1.3  ด้านความอดทน

            จากเรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความอดทนในการทำงานของแม่ผู้ซึ่งเก็บของเก่าไปขาย  แม้จะได้เงินจำนวนไม่มาก  แต่แม่ก็พยายาม เพื่อนำเงินที่ได้มาเลี้ยงลูกๆ ทั้งสอง ดังตัวอย่างนี้

ที่หัวมุมถนนพวกเราเจอกับแม่ที่กำลังเดินออกมาจากสถานที่รับซื้อของเก่า  แม่ใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าผาก  ในมือถือแบงค์ย่อยกำหนึ่ง  วันนี้เงินปึกนี้ดูแล้วบางมาก  แต่แม่ก็ยังคงมีท่าทางดีใจ  (หน้า93)

            และนอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความอดทนในการศึกษาเล่าเรียนของอาตงและอาหนานที่แม้จะพบกับอุปสรรคต่างๆ มากมายแต่ก็สามารถผ่านไปได้  จนทั้งสองคนสามารถสอบเข้าในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงได้  ดังตัวอย่างนี้

ผ่านไปสิบกว่าวันแล้วอย่างเชื่องช้า  แม่หัวเราะออกแล้ว  รอยยิ้มของแม่เบิกบานยิ่งกว่าครั้งใดๆ   ผมอาศัยผลการสอบที่ดีเป็นพิเศษได้เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมซินจู๋ที่มีชื่อเสียงมาก  และผ่านไปไม่นานพี่ก็ได้รับใบแจ้งรับเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยไต้หวัน  (หน้า124)

            จากภาพสะท้อนด้านครอบครัวทำให้เห็นว่าพ่อและแม่เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมลูกให้เป็นผู้ที่มีการศึกษาและใฝ่การเรียนรู้  โดยการอบรมสั่งสอนและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก

 

2.  ภาพสะท้อนทางด้านการศึกษา

      2.1  ลักษณะของครู

            ครูที่ดีนั้นควรเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในสาขาวิชานั้นๆ เป็นอย่างดี ควรให้กำลังใจนักเรียนเมื่อทำสิ่งที่ผิดพลาด  และที่สำคัญควรอบรมสั่งสอนศิษย์เป็นคนดี

            จากเรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของครูหลี่ผู้ที่มีความรู้ มีความเมตตา และมีบุคลิกที่       น่าเคารพนับถือนับเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับศิษย์  ดังตัวอย่างนี้

         ครูผู้ชายท่านนี้แซ่หลี่   เป็นครูประจำชั้นของพวกเราด้วย  ครูอายุประมาณสี่สิบกว่าสวมแว่นกรอบทอง  ท่าทางสุภาพ  ทุกครั้งที่พูดถึงตัวอักษรใหม่  คำศัพท์ใหม่  หรือสอนพวกเราท่องโคลงกลอนโบราณนั้น  ดวงตาที่อยู่ภายใต้กระจกแว่นตาจะเปล่งประกายนานชั่วระยะหนึ่ง  คล้ายกับมองเห็นสิ่งล้ำค่าที่หายากในโลกกระนั้น  ผมเข้าใจว่าความรู้อันลึกล้ำกว้างขวางของครูหลี่นั้นคงพอๆ กับความหนาของกระจกแว่นตา  จึงมักจินตนาการไปว่า  สักวันหนึ่งตัวผมเองก็สามารถยืนอยู่บนเวที  มีดวงตาเหมือนผู้รอบรู้  พูดสอนชี้แนะได้เช่นกัน  (หน้า 11)

            นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าควรให้กำลังใจนักเรียนเมื่อกระทำความผิดมากกว่าที่จะลงโทษด้วยวิธีรุนแรง  ดังที่ครูหลี่ไม่แสดงอาการโกรธเคืองอาหนานที่นั่งเหม่อไม่สนใจเนื้อหาที่ครูสอน  แต่ครูหลี่พยายามหาสาเหตุที่ทำให้นักเรียนของของตนไม่สนใจในเนื้อหาในบทเรียน  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ขณะที่ผมกำลังมองเพลินๆ

ครูเรียกเธอขึ้นอ่านบทกลอนน่ะ  หนีหนีกระซิบเสียงเบา

อ่านได้ประโยคเดียวเสียงหัวเราะก็ดังก้องห้องเรียน ...

เรียนถึงบทต่อไปแล้ว  หนีหนีบอก

ผมเงยหน้าขึ้น  มองเห็นสายตาให้กำลังใจของครูหลี่พอดี  จึงรวบรวมสมาธิอ่านใหม่อีกครั้ง  ดีมาก  นั่งลง  ใบหน้าของครูหลี่ยังคงยิ้มแย้มอ่อนโยน  ครูจ้องมองผมครู่หนึ่ง  ภายใต้กระจกแว่นหนาๆ มีแววสงสัยอยู่บ้าง  (หน้า 16-17)

            และเมื่ออาหนานเรียนจบ เขาจึงได้เลือกประกอบอาชีพครู  และคอยดูแลเอาใจใส่นักเรียนที่เขาประจำชั้นอยู่ทุกคน  เหมือนกับที่ครูได้เคยดูแลในตอนที่เขายังเป็นนักเรียน 

      2.2  การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

            จากเรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมที่นำมาใช้ประกอบการเรียนการสอนในชั้นเรียน เพื่อให้ผู้เรียนสนใจและเข้าใจเนื้อหามากยิ่งขึ้น  ดังที่ครูอู๋ซึ่งเป็นครูประจำชั้นของอาหนานในระดับมัธยมศึกษาได้มีการจัดกิจกรรมการแสดงละคร  เพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจถึงตัวละครในบทประพันธ์มากขึ้น  และให้นักเรียนได้มีโอกาสแสดงความสามารถในด้านอื่นๆ ออกมาด้วย  ดังตัวอย่างนี้

         เพื่อทำให้จิตใจที่ตึงเครียดของนทุกคนผ่อนคลายลงบ้าง  พรุ่งนี้คาบวิชาภาษาจีนเปลี่ยนเป็นคาบวิชาการแสดง  ให้แบ่งกลุ่ม  แต่ละกลุ่มใช้เวลาการแสดง 5-10 นาที  ทุกคนจับกลุ่มได้ตามใจ  เนื้อเรื่องที่แสดงสามารถเอาเนื้อหาในบทเรียนหรือเรื่องสนุกที่อ่านพบนอกบทเรียนก็ได้ (หน้า112)

            หรือในขณะที่นักเรียนในชั้นมีการโดดเรียนไปเล่นเกมที่ร้านอินเทอร์เนตข้างโรงเรียน  ครูอู๋ก็ได้ตักเตือนนักเรียน  และได้มีการจัดกิจกรรมโต้วาทีขึ้นในหัวข้อ นักเรียนมัธยมเล่นเกมได้หรือไม่  เพื่อให้นักเรียนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

            จากภาพสะท้อนด้านการศึกษาทำให้เห็นว่า  ครูเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนอย่างมาก  ครูควรทำตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีของนักเรียนและต้องเข้าใจถึงความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละคน  นอกจากนี้ครูควรมีการจัดหากิจกรรมที่สอดคล้องกับเนื้อหาหรือเหตุการณ์ปัจจุบัน  เพื่อให้นักเรียนนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาตนเองและสังคมต่อไป

3.  ภาพสะท้อนด้านวิถีชีวิต

      3.1  ภาพสะท้อนด้านที่อยู่อาศัย

            จากเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม  บ้านของคนยากจนจะอยู่ห้องแถว  ดังตัวอย่างนี้

               จากปากทางทะลุซอยเข้าไปก็คือตรอกเล็กๆ ซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกเรา  ในชุมชนเล็กๆ นี้มีผู้คนอาศัยอยู่ 6-7 ครอบครัว  หลายปีมานี้ พวกเราเห็นบ้านสองหลังต่อเติมชั้นบนอีกหนึ่งชั้น  ตกแต่งอย่างงดงาม  บ้านที่ไม่ได้ต่อเติมก็ทาสีใหม่  ซ่อมแซมพื้นกระดาน  มีเพียงบ้านหลังน้อยของพวกเราที่ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง  (หน้า26)

            ส่วนบ้านของคนที่มีฐานะดีมักจะมีขนาดใหญ่โตและมีพื้นที่บริเวณบ้านกว้างขวางและตกแต่งอย่างสวยงาม  ดังตัวอย่างนี้

ผมมาถึงยังบ้านหลังนี้  ตัวบ้านกว้างมากมีพื้นที่ใช้สอยร้อยกว่าตารางกิโลเมตร  ภายในตกแต่งจัดวางอย่างมีรสนิยม  บันไดที่งดงามเรียบหรูแสดงออกถึงความสวยงามประณีตพุ่งตรงขึ้นชั้นบน (หน้า158 )

            แต่เป็นที่น่าสังเกตคือ คนที่อาศัยอยู่ในบ้านแม้ว่าจะมีสิทธิในการปรับปรุงและต่อเติมบ้าน  แต่ผู้ที่มีสิทธิ์ในบ้านทุกหลังคือผู้ที่ปกครองบ้านเมือง  ที่จะสามารถรื้อถอนและสร้างขึ้นมาใหม่ได้  เหมือนกับบ้านของอาหนานที่กำลังจะถูกรื้อทิ้ง  โดยคนที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว  ก็จะต้องย้ายออกไปอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม  ตามที่ผู้ปกครองเมืองได้สร้างไว้ให้แล้ว  ดังตัวอย่างนี้

 ต่อไป  บ้านพวกนี้จะถูกรื้อทิ้ง  เปลี่ยนเป็นตึกคอนโดมิเนียมสมัยใหม่” …

 ถอนหายใจอะไรกันเล่า  มีบ้านใหม่ให้อยู่

รื้อแล้วกลับจะดีซะกว่า  มีโอกาสได้อยู่ตึกใหญ่

ใช่ ! ใช่ ! ฉันเห็นบ้านใหม่ของพวกอาหลันที่ย้ายไปดีกว่าที่นี่มากเลย

พวกเธอก็พูดไป  อยู่ที่นี่มาก็หลายสิบปีแล้ว  ไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์เลยสักนิดหรือ ? ในชุมชนแห่งนี้  เพื่อนบ้านอยู่กันใกล้ชิดสามารถดูแลซึ่งกันและกันได้  ย้ายไปอยู่ตึกสูงอย่างนั้น  ต่างคนต่างเข้าบ้านปิดประตูอยู่แต่ในห้องของตน  ต้องเซ็งแย่

      3.2  ภาพสะท้อนด้านภูมิปัญญา

               จากเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรอบรู้ของคนจีนเกี่ยวกับพืชชนิดต่างๆ ที่สามารถนำมาบำรุงสุขภาพและรักษาโรคต่างๆ ได้ 

               เป็นอย่างไรบ้าง ?  ยาคราวก่อนได้ผลใช่มั้ย ?  ครั้งนี้นะยังเพิ่มโสม  ตังกุย  และไป๋จื่อเป็นพิเศษ  มีประสิทธิภาพบำรุงเลือดลมอย่างมาก

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 204512
 เขียน:  
 ดอกไม้:  ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า

ความเห็น

Thitikarn
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Sun Aug 31 2008 11:23:07 GMT+0700 (ICT)

อ่านแล้วให้ข้อคิดดีมากอยากให้เด็กไทยมีความมุมานะเหมือนอาหนาน

กวิน
เขียนเมื่อ Sun Aug 31 2008 12:46:42 GMT+0700 (ICT)

ในขณะที่นักเรียนในชั้นมีการโดดเรียนไปเล่นเกมที่ร้านอินเทอร์เนตข้างโรงเรียน ครูอู๋ก็ได้ตักเตือนนักเรียน และได้มีการจัดกิจกรรมโต้วาทีขึ้นในหัวข้อ “นักเรียนมัธยมเล่นเกมได้หรือไม่” เพื่อให้นักเรียนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

“พวกเธอก็พูดไป อยู่ที่นี่มาก็หลายสิบปีแล้ว ไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์เลยสักนิดหรือ ? ในชุมชนแห่งนี้ เพื่อนบ้านอยู่กันใกล้ชิดสามารถดูแลซึ่งกันและกันได้ ย้ายไปอยู่ตึกสูงอย่างนั้น ต่างคนต่างเข้าบ้านปิดประตูอยู่แต่ในห้องของตน ต้องเซ็งแย่”

สวัสดีครับแวะมาอ่านและลงชื่อไว้ครับ

เฟิร์น
IP: xxx.173.209.216
เขียนเมื่อ Wed Jun 17 2009 20:02:47 GMT+0700 (ICT)

อ่านแล้วให้ข้อคิดดีมาก อยากให้เด็กไทยมีความมุมานะเหมือนอาหนาน

อิ๋ว
IP: xxx.14.34.99
เขียนเมื่อ Sun Jan 02 2011 05:48:57 GMT+0700 (ICT)

ทําอย่างไรให้เด็กรุ่นใหม่สนใจที่จะอ่านหนังสือแนวนี้บ้างเพื่อขัดเกลาจิตใจ

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์