กระบวนทัศน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เรียน

 วิจัยเชิงคุณภาพยากจริงหรือ? 

                                                                                          

การวิจัยเชิงคุณภาพในชั้นเรียน : กระบวนทัศน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เรียน

               

                                                                                                                                                                           ดร.วสัน  ปุ่นผล

 กศ.ด.วิจัยและประเมินผลการศึกษา 

 

เมื่อกล่าวถึงการวิจัยในชั้นเรียน บุคคลโดยทั่วไป โดยเฉพาะครู ผู้ที่ถือว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญของการดำเนินการวิจัยในชั้นเรียน มักจะมองว่า การวิจัยในชั้นเรียน ก็คือการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการการเรียนการสอนในชั้นเรียน ซึ่งสาเหตุของปัญหาต่างๆ เหล่านั้น ก็จะมาจากตัวของผู้เรียน วิธีการสอน สื่อการสอน และสภาพแวดล้อมในชั้นเรียน เป็นหลักและด้วยความเชื่อเช่นนี้เอง ครูจึงมีหน้าที่เป็น ครูผู้ค้น ครูผู้คิด และครูผู้แก้ปัญหาการเรียนการสอนในชั้นเรียน เป็นสำคัญ

กระบวนการของการวิจัยในชั้นเรียนที่ผ่านมาโดยตลอด จึงมีครูผู้สอนเป็นคนค้นหาปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนในชั้นเรียน โดยวิธีการต่างๆ อาทิเช่น จากการสังเกต จากการทดสอบความรู้ของผู้เรียน  จากการพูดคุยกับผู้เรียน เป็นต้น จนครูมั่นใจ(หรืออาจจะไม่มั่นใจนักแต่คาดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น) ว่า ผลจากการสำรวจของตนเองนั้น ได้พบปัญหาที่เป็นปัญหาเกี่ยวข้องกับการเรียน       การสอนจริง ๆ และผู้เรียนกลุ่มใหญ่ในชั้นก็มีปัญหาเหล่านี้ตรงกัน และครูก็จะต้องมีบทบาทเป็นผู้ค้นหาวิธีการหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่แก้ไขปัญหาดังกล่าวให้สำเร็จลุล่วงไป 

 ด้วยแนวคิดและความเชื่อดังกล่าวนี้เอง งานวิจัยในชั้นเรียนจึงมีลักษณะที่เป็นงานวิจัยใน    เชิงปริมาณที่เน้นการพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนเป็นหลัก และโดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานวิจัยที่เน้นการสร้างสื่อการสอนหรือพัฒนาวิธีการสอน ตลอดจนเปรียบเทียบรูปแบบการสอนแบบต่างๆ ให้เหมาะสมกับชั้นเรียนของตนเองเป็นสำคัญ จนทำให้ครูละเลยสิ่งสำคัญไป นั่นคือ              ความเป็นองค์รวม (Holistic ) และ การบูรณาการ (Integrated) ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการ สร้างคนให้เป็นคนที่สมบูรณ์แบบ เพราะในสภาพความเป็นจริงนั้น ผู้เรียนไม่ได้มีชีวิตอยู่แค่ในชั้นเรียนของครูผู้สอนเท่านั้น หากแต่ยังมีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับโลกภายนอกห้องเรียนด้วยผู้เรียนแต่ละคนจะมีพื้นฐานมาจากครอบครัวที่แตกต่างกันมากบ้างน้อยบ้างและสิ่งเหล่านี้ก็หล่อหลอมและส่งผลให้ผู้เรียนแต่ละคนมีศักยภาพในการเรียนรู้ ตลอดจนสภาพปัญหา และ        ความต้องการที่แตกต่างกันไป  (ทั้งในส่วนของปัญหาด้านการเรียนรู้ และปัญหาด้านพฤติกรรมอื่นๆ หรือทั้งสองด้านประกอบกัน) ดังนั้นการมองปัญหาของผู้เรียนแต่ละคน จึงไม่อาจมองเฉพาะสิ่งที่ปรากฎในชั้นเรียนได้เท่านั้น หากแต่ควรที่จะต้องมองย้อนไปยังบริบทโดยรอบ หรือมองผู้เรียนคนนั้นใน ลักษณะที่เป็นองค์รวม โดยไม่ได้แยกตัวของผู้เรียนคนนั้น ออกจากสังคมโดยรอบตัวเขาด้วย ซึ่งวิธีการ มองแบบนี้ ไม่อาจมองได้โดยใช้แนวคิดของการวิจัยในเชิงปริมาณ หากแต่ต้องใช้แนวคิดของ  การวิจัยในเชิงคุณภาพเป็นหลัก เพื่อให้ ครู ได้สามารถเข้าถึงสภาพปัญหาของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง และสามารถที่จะแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง ตรงจุด  สามารถพัฒนาพฤติกรรมของผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรหรือตามที่สังคมคาดหวังได้

 

ประเภทของการวิจัยในชั้นเรียน 

การวิจัยในชั้นเรียน โดยทั่วไปสามารถจำแนกประเภทตามเกณฑ์การจำแนกได้หลายเกณฑ์ แล้วแต่ว่าผู้แบ่งจะใช้เกณฑ์ใดเป็นหลัก อาทิเช่น หากแบ่งตามประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย ก็อาจจะจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ การวิจัยพื้นฐานหรือการวิจัยบริสุทธิ์ และการวิจัยประยุกต์ หรือหากจำแนกตามข้อมูลที่ใช้ ก็จะได้ 2 ประเภท คือ การวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ หรืออาจจะจำแนกตามเกณฑ์เฉพาะที่พบในการวิจัยในชั้นเรียนได้ดังนี้

1. จำแนกตามลักษณะความเข้มของกระบวนการวิจัย อาจจำแนกได้ 3 ประเภท คือ

1.1 การวิจัยหน้าเดียว ซึ่งเป็นการวิจัยที่สามารถเขียนรายงานเพียงหน้าเดียวหรือหลายหน้าแต่ไม่มากนัก และการเขียนจะเขียนเพียงบอกปัญหาและวิธีแก้ปัญหาและผลการแก้ปัญหาอย่างย่อพอเข้าใจคล้ายกับบทคัดย่อของการวิจัยอื่น

1.2 การวิจัยอย่างง่าย เป็นการวิจัยที่ค่อนข้างมีกระบวนการที่ครบถ้วนแต่การเขียนรายงานการวิจัยบางหัวข้ออาจขาดความสมบูรณ์บ้างเช่น เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

1.3 การวิจัยที่สมบูรณ์ หรืออย่างที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าการวิจัยห้าบท เป็นการวิจัยที่อยู่ในระดับมาตรฐานสากล ดำเนินการตามกระบวนการที่ครบถ้วน เขียนรายงานการวิจัยอย่างสมบูรณ์

2. จำแนกตามจุดมุ่งหมายเฉพาะของการวิจัย อาจจำแนกได้ 2 ประภท คือ

2.1 การวิจัยเพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในชั้นเรียน เช่น การวิจัยเพื่อวิเคราะห์ผู้เรียนหรือวินิจฉัยผู้เรียน การวิจัยเพื่อประเมินคุณภาพการศึกษา การวิจัยเพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการเรียนรู้ หรือสภาพพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของผู้เรียน เป็นต้น

2.2 การวิจัยเพื่อประยุกต์ทฤษฎีในการแก้ปัญหาและพัฒนา เช่น การวิจัยเพื่อสร้างสื่อและนวัตกรรมการเรียนรู้ การวิจัยเพื่อสร้างเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้ การวิจัยเพื่อปรับแก้พฤติกรรมบางอย่างของผู้เรียน การวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะหรือพฤติกรรมของผู้เรียนให้มีความเป็นเลิศ เหล่านี้    เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การวิจัยเรื่องหนึ่ง ๆ อาจจะไม่สามารถแยกประเภทได้อย่างเด็ดขาด  อาจจัดอยู่ในบางประเภทหรือหลายประเภทในขณะเดียวกันก็ได้ เช่น ในการวิจัยเรื่องหนึ่งอาจจะเป็นการวิจัยเพื่อพรรณนาหรือบรรยาย ปัญหา และแสวงหาแนวทางการแก้ปัญหา  และทดลองนวัตกรรมการแก้ปัญหา  

 

การวิจัยนี้จึงเป็นทั้งการวิจัยเชิงพรรณนาหรือบรรยายและการวิจัยเชิงทดลอง การวิจัยบางเรื่องอาจจะต้องใช้ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ หรือการวิจัยบางเรื่องอาจจะเกี่ยวข้องกับสาขาวิชาหลายสาขาหรือที่เรียกกันว่า สหวิทยาการ” (Interdisciplinary) ต้องมีการบูรณาการองค์ความรู้ที่หลากหลายเข้ามาใช้เพื่อแก้ปัญหาให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ทั้งนี้เนื่องจากในสภาพการณ์ปัจจุบันนั้น ปัญหาของผู้เรียน หรือปัญหาของการจัดการเรียนการสอนนั้น มีความสลับซับซ้อนและมีความเกี่ยวพันกับสิ่งต่างๆมากมาย  มีความเป็นองค์รวมกับสังคมภายนอกดังที่ได้กล่าวแล้วในเบื้องต้น ยกตัวอย่างเช่น ครู อาจจะพบว่าผู้เรียนในชั้นเรียนของตนเองไม่สนใจการเรียนวิชาภาษาอังกฤษในชั่วโมงเรียนที่ครูสอน  มีปัญหาการใช้ความรุนแรง พฤติกรรมก้าวร้าว โต้เถียง หรือแสดงกิริยาไม่พอใจเมื่อครูซักถาม หรือตำหนิ หรือในทางตรงกันข้ามก็อาจจะมีพฤติกรรมเก็บกด ไม่กล้าแสดงออกก็ได้ ซึ่งถ้าหากครูต้องการที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ จำเป็นที่ครูจะต้องมีความเข้าใจในตัวผู้เรียน ตลอดจนสาเหตุแห่งพฤติกรรมเหล่านั้นของผู้เรียนอย่างลึกซึ้ง โดยนำแนวคิดของการวิจัยเชิงคุณภาพเข้ามาประยุกต์ใช้

 

กระบวนทัศน์ของการวิจัยเชิงคุณภาพในชั้นเรียน

การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการวิจัยที่แสวงหาความจริงในสภาพที่เป็นอยู่โดยธรรมชาติ (Naturalistic inquiry)  ซึ่งเป็นการสอบสวน มองภาพรวมทุกมิติ (Holistic perspective)  ด้วยตัวผู้วิจัยเอง  เพื่อหาความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ที่สนใจกับสภาพแวดล้อมนั้น  โดยให้ความสำคัญกับข้อมูลที่เป็นความรู้สึกนึกคิด คุณค่าของมนุษย์  และความหมายที่มนุษย์ให้ต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัว ซึ่งในที่นี้ก็คือตัวของผู้เรียน หรือกลุ่มบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้เรียน โดยเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มา ด้วยการตีความเพื่อสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย  (Inductive  analysis) เพื่อให้ได้ความรู้ความเข้าใจในปรากฎการณ์ที่ต้องการศึกษาอย่างลึกซึ้ง

การเตรียมตัวทำงานวิจัยเชิงคุณภาพในชั้นเรียน

            สนาม  สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพในชั้นเรียน  คือ  พื้นที่ที่ผู้วิจัยจะเข้าไปศึกษา ซึ่งในที่นี้คือภายในชั้นเรียนนั่นเอง หรืออาจเป็นครอบครัว ชุมชน  หมู่บ้าน ที่ผู้เรียนอาศัยอยู่ก็ได้ หากเรื่องที่ศึกษามีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจในบริบทโดยรอบของตัวผู้เรียนอย่างลึกซึ้ง อาทิเช่นเมื่อครูต้องการศึกษาถึงสาเหตุแห่งพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้เรียน ที่พบในชั่วโมงการสอนภาษาอังกฤษของครู ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้ ครูจำเป็นที่จะต้องศึกษาไปถึงสภาพแวดล้อมของเด็กผู้เรียนไม่ว่าจะเป็นในส่วนของปฏิสัมพันธ์ของเด็กผู้เรียนกับเพื่อนในโรงเรียน หรือสัมพันธภาพของเด็กผู้เรียนกับสมาชิกในครอบครัว หรือชุมชน     เป็นต้น ดังนั้นครูผู้วิจัย จึงต้องกำหนดกลุ่มคนผู้ที่สามารถจะตอบปัญหาที่ต้องการดังกล่าวได้อย่างลึกซึ้ง  ทำให้มีการขยาย สนามของการวิจัยออกไปจากชั้นเรียนตามปกติ  และตัวครูผู้วิจัย ก็ต้องมีการเตรียมตัว เตรียมความพร้อมในการเข้าสนาม ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงการเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น สมุดบันทึก ดินสอ กล้องถ่ายรูป เทปบันทึกเสียง  ไว้ด้วย

 

การเก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพในชั้นเรียน

การวิจัยเชิงคุณภาพในชั้นเรียนนั้น ครูผู้วิจัยจะต้องพยายามนำตัวเองเข้าไปสัมผัสกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น และพยายามเข้าให้ถึงวิธีอธิบายปรากฎการณ์แบบคนใน (insider) ให้มากที่สุด กล่าวคือครูผู้วิจัยจะต้องมองหรืออธิบายปรากฎการณ์ตามแนวคิดของผู้ที่ให้ข้อมูลนั้นๆ ไม่ใช้ตัวครูผู้วิจัยเองเป็นคนตัดสินปรากฎการณ์ดังกล่าว ตามมุมมองหรือความเชื่อของตนเอง  หากแต่จะต้องเข้าใจว่าเด็กผู้เรียนรู้สึกอย่างไร ทำไมถึงมองว่าการสอนวิชาภาษาอังกฤษของเราน่าเบื่อหน่าย หรือทำไมมองว่าการแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวของเขานั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องซึ่งวิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้น    โดย

ทั่วไปจะใช้วิธีการสังเกตและการสัมภาษณ์เป็นหลัก

 การสังเกต(Observation)การสังเกตในวิจัยเชิงคุณภาพอาจจำแนกอย่างง่ายๆเป็น 2 แบบ คือ

            1) การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (participation observation) คือ การสังเกตที่ผู้สังเกตเข้าไปใช้ชีวิตหรือมีการกระทำกิจกรรมด้วยกันจนกระทั่งเข้าใจความรู้สึกนึกคิดและความหมายที่คนเหล่านั้นให้ต่อปรากฎการณ์ทางสังคมที่ผู้วิจัยศึกษา  ซึ่งเมื่อสังเกตแล้วจะต้องมีการซักถามและการจดบันทึกข้อมูล ด้วย

            2) การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (non-participation observation)  คือ  การสังเกตที่ผู้สังเกตไม่ได้เข้าไปใช้ชีวิตร่วมหรือมีกิจกรรมกับกลุ่มคนที่ศึกษา เนื่องจากไม่ต้องการให้ผู้ถูกสังเกตรู้สึกรบกวนเพราะอาจทำให้พฤติกรรมผิดไปจากปกติได้

โดยการสังเกตนั้น ควรสังเกตใน 6 สิ่งต่อไปนี้

                   ก) การกระทำ คือ การใช้ชีวิตประจำวัน การรับประทานอาหาร การปฏิบัติภารกิจอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันของผู้เรียน หรือกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการศึกษา

                   ข) แบบแผนการกระทำ คือ การกระทำหรือพฤติกรรมที่เป็นกระบวนการ  มีขั้นตอนจนเป็นแบบแผน  ชี้ให้เห็นสถานภาพ  บทบาทและหน้าที่ของผู้เรียนหรือเป้าหมายที่เราสนใจ

      ค) ความหมาย  คือ  การให้ความหมายของการกระทำหรือแบบแผนพฤติกรรมนั้น ว่าผู้เรียนรู้สึกอย่างไร หรือมีความเชื่อต่อการกระทำของตนเองอย่างไร

                   ง) ความสัมพันธ์  คือ  ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนในชั้นเรียน และระหว่างผู้เรียนกับบุคคลอื่นๆ โดยรอบ

                    จ)การมีส่วนร่วมในกิจกรรมคือการที่ผู้เรียนหรือกลุ่มเป้าหมายยอมร่วมมือในกิจกรรมนั้น ๆ

                   ฉ) สภาพสังคม คือ ภาพรวมทุกแง่ทุกมุมที่สามารถประเมินได้ ที่ผู้เรียน หรือเป้าหมายที่ต้องการศึกษาเผชิญอยู่

             การสัมภาษณ์ (Interview) เป็นการเจาะลึกประเด็นต่าง ๆ ที่ผู้วิจัยสนใจ อาจใช้สัมภาษณ์เป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มก็ได้  โดยอาจแบ่งประเภทของการสัมภาษณ์ได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

            1)การสัมภาษณ์แบบเป็นทางการ (formal  interview) หรือการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง    เป็นการสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยได้เตรียมคำถามและข้อกำหนดไว้แน่นอนตายตัว      ซึ่งในที่นี้จะไม่แนะนำให้ครูผู้วิจัยใช้วิธีการนี้  เพราะไม่ได้ช่วยให้ได้ข้อมูลที่ลึกซึ้งและครอบคลุมเพียงพอโดยเฉพาะในแง่ของสังคม ความหมายและความรู้สึกนึกคิดของผู้เรียนหรือกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการศึกษา อีกทั้งยังทำให้ผู้เรียนหรือกลุ่มเป้าหมายรู้สึกเกร็ง และไม่สะท้อนความเป็นจริงออกมา ทำให้โอกาสความเป็นคนในของครูผู้วิจัยหมดไปในที่สุด

            2) การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ (informal  interview) เป็นวิธีการที่มีความเหมาะสมมากที่สุดสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพในชั้นเรียน และโดยส่วนใหญ่ก็มักจะใช้ร่วมกับการสังเกตแบบมี      ส่วนร่วม เพื่อให้ครูผู้วิจัยได้เห็นภาพและเข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคมได้อย่างรอบด้าน ซึ่ง               การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการนั้นจะมีการเตรียมคำถามกว้าง ๆ มาล่วงหน้า เพื่อเป็นกรอบสำหรับผู้วิจัยเองว่าต้องการข้อมูลในด้านใดบ้าง และการสัมภาษณ์แบบนี้อาจแบ่งย่อยออกได้อีก เช่น          การสัมภาษณ์โดยเปิดกว้างไม่จำกัดคำตอบ  การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (in depth  interview)        การตะล่อมกล่อมเกลา (probe) ซึ่งเป็นการซักถามที่ล้วงเอาส่วนลึกของความคิดของผู้เรียนหรือกลุ่มเป้าหมายออกมาให้ได้มากที่สุด และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (key informant interview) โดยกำหนดตัวผู้ตอบ     บางคนแบบเจาะจง เพราะมีข้อมูลที่ดี ลึกซึ้ง กว้างขวางเป็นพิเศษ  การเงี่ยหูฟัง (eavesdropping) จากคำสนทนาของผู้อื่นโดยครูผู้วิจัยไม่ต้องตั้งคำถามเองตลอดจนการสนทนากลุ่ม (focus  group discussion)  ก็เป็นเทคนิคของการวิจัยเชิงคุณภาพอีกอย่างหนึ่ง 

            ซึ่งในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพนั้น  ผู้วิจัยอาจใช้อุปกรณ์  เช่น  กล้องถ่ายรูป  เทปบันทึกเสียงหรือวีดีโอเทป  เพื่อช่วยให้การเก็บรวบรวมข้อมูลมีความสมบูรณ์ ครบถ้วนถูกต้องมากขึ้นก็ได้

การตรวจสอบและการวิเคราะห์ข้อมูล

            หลังจากที่ครูผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลมาจากผู้เรียนหรือกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการแล้ว  ขั้นตอนต่อไปที่จะต้องทำ  คือ  การตรวจสอบข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งครูผู้วิจัยอาจทำไปพร้อมกับการเก็บรวบรวมข้อมูลก็ได้   การตรวจสอบข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพที่นิยมใช้กัน เรียกว่า        การตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (triangulation) ได้แก่  การตรวจสอบสามเส้าด้านข้อมูล โดยพิจารณาจากช่วงเวลา  สถานที่และแหล่งบุคคลผู้ให้ข้อมูลที่แตกต่างกัน  กล่าวคือ  ถ้าข้อมูลต่างเวลากันจะเหมือนกันหรือไม่   ถ้าข้อมูลต่างสถานที่จะเหมือนกันหรือไม่  และถ้าบุคคลผู้ให้ข้อมูลเปลี่ยนไปข้อมูลจะเหมือนเดิมหรือไม่   หรือครูผู้วิจัยอาจจะใช้การตรวจสอบสามเส้าด้านผู้วิจัยก็ได้ โดยเปลี่ยนตัวผู้สังเกต  จากการที่ตัวเราเองเป็นผู้สังเกต เป็นให้ครูคนอื่นลองเป็นผู้สังเกตดูบ้าง  นอกจากนี้ก็อาจจะใช้          การตรวจสอบสามเส้าด้านวิธีรวบรวมข้อมูลก็ได้  โดยใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ กันเพื่อรวบรวมข้อมูลเรื่องเดียวกัน เช่น ใช้วิธีสังเกตควบคู่ไปกับการซักถาม เหล่านี้เป็นต้น

สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพนั้น มักจะไม่ใช้สถิติช่วยในการวิเคราะห์ หากแต่จะใช้แนวคิดทฤษฎีเป็นกรอบในการวิเคราะห์        โดยวิธีการหลักที่ใช้กันนั้นมี  2  วิธี  คือ  วิธีแรกเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย (inductive)   ซึ่งได้จากการสังเกตและการสัมภาษณ์ที่ได้จดบันทึกไว้จากสิ่งที่เป็นรูปธรรมหรือปรากฏการณ์ที่มองเห็น  โดยผู้วิจัยได้เห็นหลาย ๆ เหตุการณ์และได้ทำการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้าแล้วก็สามารถลงมือเขียนเป็นประโยคหรือข้อความเพื่อสร้างข้อสรุปได้ตามกรอบแนวคิดทฤษฎีหรือเพื่อตอบปัญหาของการวิจัย ข้อมูลที่ไม่ต้องการจะถูกกำจัดออกไปได้ วิธีที่สองเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) ซึ่งได้จากการศึกษาเอกสาร (document research) ในการวิเคราะห์เอกสารผู้วิจัยต้องคำนึงถึงบริบท (context) หรือสภาพแวดล้อมของข้อมูลเอกสารที่นำมาวิเคราะห์ประกอบด้วยว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร การวิเคราะห์ข้อมูลทั้งสองวิธีนี้จะเป็นข้อความแบบบรรยาย (descriptive) ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ขึ้นอยู่กับประเด็นหรือปัญหาที่จะวิเคราะห์และการเลือกของครูผู้วิจัย   ดังนั้นการมี            กรอบความคิดหรือทฤษฎีที่หลากหลายจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูลได้ลึกซึ้งและสร้างข้อสรุปที่หนักแน่น เพื่อตอบคำถามของการวิจัยในชั้นเรียนในครั้งนั้นๆได้เป็นอย่างดี

 

การเขียนรายงานการวิจัยเชิงคุณภาพในชั้นเรียน

            ขั้นสุดท้ายของกระบวนการวิจัย  คือ  การเขียนรายงานผลการวิจัย  เพื่อนำเสนอผลงานที่ได้จากการศึกษา ค้นคว้าและวิจัยว่าได้ค้นพบความจริงหรือได้ความรู้ใหม่ ๆ อะไรบ้าง   การเขียนรายงานการวิจัยเชิงคุณภาพในชั้นเรียนนั้น รูปแบบจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของครูผู้วิจัยว่าต้องการให้งานวิจัยของตนเองเป็นเช่นไร เป็นงานวิจัยแบบหน้าเดียว งานวิจัยอย่างง่าย หรืองานวิจัยแบบสมบูรณ์  แต่ทั้งนี้รายงานวิจัยควรที่จะต้องมีสาระครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย  มีความถูกต้อง  รัดกุม  ชัดเจน  เป็นสำคัญ สามารถตอบคำถามการวิจัยที่ครูสงสัย ใคร่รู้ ได้อย่างลึกซึ้ง และครูผู้วิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างองค์ความรู้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม

 

บทส่งท้าย

            การวิจัยในชั้นเรียนนั้นมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  ไม่ใช่แต่เพียงในด้านของการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาศักยภาพในเชิงวิชาการของผู้เรียนเท่านั้นแต่ต้องพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านอื่นๆ ไปพร้อมกันด้วย การปรับหรือพัฒนาพฤติกรรมด้านอื่นๆของผู้เรียนจะช่วยส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น  ซึ่ง  

สิ่งเหล่าเหล่านี้กระบวนการของการวิจัยเชิงคุณภาพจะเข้ามาเป็นตัวช่วยเสริมให้การวิจัยในชั้นเรียนสามารถตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ครูบางคนอาจจะรู้สึกว่าการทำวิจัยนั้นเป็นเรื่องที่ยาก และการวิจัยเชิงคุณภาพยิ่งเป็นเรื่องที่ยากกว่าการทำวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ถ้าครูคนนั้นได้ลองย้อนกลับไปพิจารณา หรือประเมินถึงพฤติกรรมของตัวเองว่า ในกระบวนการเรียนการสอนของตนเองนั้น ครูได้ให้ความสนใจกับตัวผู้เรียนของตนเองเช่นไร มีการซักถาม สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนในชั้นเรียน หรือผู้เรียนที่ตนเองรับผิดชอบ ตลอดจนติดตามเยี่ยมบ้านผู้เรียน พบปะผู้ปกครองมากน้อยเพียงไร หากลองได้ประเมินสิ่งนี้ออกมาแล้ว ครูหลายท่านอาจจะตกใจว่าสิ่งเหล่านั้น ก็คือส่วนหนึ่งของกระบวนการศึกษาวิจัยในเชิงคุณภาพที่ครูได้ทุ่มเทเวลาของตนเองเพื่อพ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 195426
 เขียน:  
 ความเห็น: 11  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกที่เกี่ยวข้อง
    บันทึกก่อนนี้
    บันทึกใหม่กว่า

    ความเห็น

    ขจิต ฝอยทอง
    เขียนเมื่อ Mon Jul 21 2008 13:18:29 GMT+0700 (ICT)
    • อ่านแล้วเยี่ยมมากเลยครับอาจารย์
    • ลองใช้อักษร Tahoma 14 point พิมพ์ใน word
    • copy มาวางใน gotoknow นะครับ
    • จะทำให้น่าอ่านมากขึ้นครับ
    • ขอบคุณครับ
    อุเบกขา
    เขียนเมื่อ Mon Jul 21 2008 16:17:28 GMT+0700 (ICT)

     สวัสดีคะ...ท่านพี่ ... มาเป็นกำลังใจคะ... (วิจัยและประเมินผลการศึกษา รุ่น 9 มน.)

     

    นู๋เองค่ะ
    IP: xxx.151.232.70
    เขียนเมื่อ Tue Jul 22 2008 17:43:35 GMT+0700 (ICT)

    * เข้ามาให้กำลังใจในการเขียน ค่ะ

    * อยากให้มีบทความคุณภาพอย่างนี้ เขียนบ่อยๆ นะคะ

    จ้อย คับ
    IP: xxx.86.216.198
    เขียนเมื่อ Sat Aug 15 2009 17:07:54 GMT+0700 (ICT)

    เขียนได้ดีนะครับ

    NaS
    เขียนเมื่อ Sat Nov 07 2009 14:48:28 GMT+0700 (ICT)

    ทำไมไม่เขียนต่อคะ

    จิตประภัสสร
    เขียนเมื่อ Tue Mar 02 2010 20:38:26 GMT+0700 (ICT)

    พี่ชายสุด love น้องเพิ่งมีโอกาส ได้เข้ามาอ่าน

    แสดงว่า IN เชิงคุณภาพ ช่ายยยป่ะคะ

    ครูน้ำ
    เขียนเมื่อ Wed Sep 01 2010 21:08:52 GMT+0700 (ICT)

    ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่นี้ค่ะ วันนี้อบรมเรื่องการวิจัยในชั้นเรียนพอดี ก็เลยได้มาศึกษาเพิ่มเติมที่คุณครูนี่แหล่ะค่ะ

    เบียร์
    IP: xxx.26.249.79
    เขียนเมื่อ Thu Dec 23 2010 11:44:53 GMT+0700 (ICT)

    อ.หนุ่ม ครับ เพื่อนพิบูลวิทยาลัย'87 ร่วมรวมตัวกันที่ facebook. ลองเข้าไปอ่านดูนะครับ

    หากมีเวลา ให้เอารูปเก่าๆ ไป post ลงด้วยนะครับ เคยอยู่ห้องไหนก็เข้าไปรายงานตัวกันไว้ด้วยครับ

    จากเพื่อน พีรเดช เรืองนิคม(เบียร์)

    http://www.facebook.com/home.php?sk=group_114180528649111

    luxasavadee
    IP: xxx.120.226.101
    เขียนเมื่อ Wed Feb 09 2011 10:04:34 GMT+0700 (ICT)

    ข้อมูลของอาจารย์ดีมากเลยคะ ได้มีข้อมูลในการทำวิจัยในชั้นเรียนอ่านแล้วเข้าใจง่าย

    ขอบคุณนะครับ

     

    สุภา
    IP: xxx.24.68.215
    เขียนเมื่อ Fri Apr 01 2011 17:53:26 GMT+0700 (ICT)

    อ่านแล้วเข้าใจง่ายดีค่ะ  ขอบคุณค่ะอาจารย์

     อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
     ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
    {{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
     ใส่รูปหรือไฟล์