ความสัมพันธ์ของตลาดแรกกับตลาดรอง

การลงทุนในหลักทรัพย์นั้น จะเกี่ยวข้องกับตลาดทุนซึ่งประกอบด้วยตลาดแรก (Primary Market) และตลาดรอง (Secondary Market) โดยตลาดรองจะสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดความคึกคักในตลาดแรกได้ และการลงทุนจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างการเจริญเติบโตให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 คำสำคัญ: ตลาดแรก 
 หมายเลขบันทึก: 187667
 เขียน:  
 ความเห็น: 58  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

49473120014
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Wed Jun 25 2008 13:39:24 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกและตลาดรอง

มีความสัมพันธ์ที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน

เมื่อการลงทุนในหลักทรัพย์ในตลาดแรกทำ

ให้ความเจริญเติบโตก็จะส่งผล

 ให้ธุรกิจในตลาดรองมีการเติบโตตามมาด้วย

ส่งผลให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวทำให้เศรษฐกิจ

มีการเจริญเติบโตมากขึ้น

49473120015
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Wed Jun 25 2008 13:51:24 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ตลาดแรกและตลาดรอง

 ข้าพเจ้ามีความคิดเห็นว่าถ้าตลาดแรก

มีความซื้อขายคล่องมีนักลงทุนมาระดมทุนกันมาก

ตลาดรองก็จะมีความคล่องตัวในการซื้อขายเหมือนกัน

โดยจะเห็นได้ว่าทั้งตลาดแรกและตลาดรองจะส่งเสริม

ซึ่งกันและกันซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น

49473120078
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Wed Jun 25 2008 21:36:24 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกกับตลาดรอง ต่อการลงทุนในหลักทรัพย์และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

ทั้งสองตลาดมีความสัมพันธ์กันคือ

ตลาดแรก คือ ตลาดสำหรับหลักทรัพย์ที่ออกใหม่โดยผู้ที่ต้องการเงินทุน และต้องการจะระดมเงินทุนจากผู้ลงทุนโดยตรงด้วยการออกและเสนอขายหลักทรัพย์
ตลาดรอง คือ ตลาดที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ที่ได้ผ่านการเสนอขายในตลาดแรกมาแล้ว คือหมายถึงการเปลี่ยนมือของผู้ถือหุ้นนั้นเอง  ตลาดรองจึงมีความสำคัญต่อกลไกตลาดทุนของเราเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์แล้วยังช่วยสร้างสภาพคล่องให้กับผู้ลงทุนในตลาดทุนได้อีกด้วย

การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นทางเลือกหนึ่งของการลงทุนระยะยาวสำหรับการออมและสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้  การเข้าไปมีส่วนในหลักทรัพย์จะทำให้ผู้ลงทุนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจการและจะได้รับการจ่ายเงินปันผลจากกำไรที่เกิดขึ้นในการทำธุรกิจนั้นทุกๆปี  จึงจะเห็นได้ว่าเป็นวิถีทางของการลงทุนโดยตรงกับความสำเร็จ แต่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็มีความเสี่ยงได้ด้วยเช่นกัน หากธุรกิจนั้นเจอกับสภาวะไม่เอื้ออำนวย หรือผลประกอบการตกต่ำลง  เมื่อมีการลงทุนเกิดขึ้นก็ช่วยส่งเสริมให้เศรษฐกิจดีขึ้นด้วยเช่นกัน

 

ชัยวัฒน์ จันทสนธิ์ (49473120077)
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Wed Jun 25 2008 22:12:33 GMT+0700 (ICT)

ตลาดแรก (Primary Market) หมายถึง การซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่เริ่มออกมาใหม่ ธนาคารพาณิชย์ในฐานะผู้แทนจำหน่ายได้นำพันธบัตรของรัฐบาลหรือของรัฐวิสาหกิจขายให้กับผู้ซื้อโดยตรง ตามราคาที่รัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจเสนอขายและดอกเบี้ยของพันธบัตร

 

ตลาดรอง (Secondary Market) หมายถึง การที่ธนาคารรับซื้อ-ขายพันธบัตรที่เคยออกจำหน่ายจากตลาดแรกมาแล้ว ที่ชาวบ้านเขาเคยซื้อไปแล้วก็นำมาขายให้ธนาคาร ธนาคารก็ขายต่อไปอีกเมื่อมีคนมาขอซื้อ การที่ชาวบ้านเขาเอาพันธบัตรมาขาย เนื่องจากเขาอาจต้องการใช้เงิน หรือรำคาญเต็มทีไม่อยากถือพันธบัตรนี้อีกแล้ว เหมือนซื้อขายรถมือสองตามท้องตลาดทั่วไป

 

หากเปรียบตลาดแรกเสมือนโชว์รูมรถยนต์ใหม่   ตลาดรองก็เปรียบได้กับสถานที่สำหรับซื้อขายรถยนต์มือสอง   ที่เจ้าของครอบครองมาสักระยะหนึ่งแล้วต้องการจะขายต่อ และเมื่อใดที่มีผู้สนใจรถคันดังกล่าวก็จะมาซื้อเพื่อนำไปใช้งานต่อ
              ฉะนั้น ตลาดรองจึงมีความสำคัญต่อกลไกตลาดทุนของเราเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์แล้วยังช่วยสร้างสภาพคล่องให้กับผู้ลงทุนในตลาดทุนได้อีกด้วย


 ******************************************************************************

 

                                               

49473120091
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Thu Jun 26 2008 12:36:31 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกกับตลาดรอง

ตลาดแรกPrimary Market คือ ตลาดที่ซื้อขายหลักทรัพย์ออกใหม่เป็นการซื้อขายหลักทรัพย์ที่บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ได้รับเงินทุนจากผู้ซื้อหลักทรัพย์ใหม่

ตลาดรอง Secondary Market คือ ตลาดที่มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีการผ่านการเสนอขายในตลาดแรกมาแล้ว

ตลาดรองมีบทบาทเกื้อกูลต่อตลาดแรกเพราะตลาดรองจะทำให้การระดมทุนในตลาดแรกง่ายขึ้นเนื่องจากมีตลาดรองทำให้คนที่ซื้อขายในตลาดแรกสามารถมาขายเปลี่ยนมือได้เมื่อมีการขยายการลงทุนก็จะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

49473120037
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Thu Jun 26 2008 12:45:54 GMT+0700 (ICT)

การลงทุนในตลาดแรก  

     การลงทุนในตลาดแรก คือการซื้อขายตราสารหนี้จากการเสนอขายครั้งแรก ของผู้ออกตราสารหนี้ ผ่านช่องทางผู้จัดการการจัดจำหน่าย (Underwriter) ตัวแทนการจัดจำหน่าย (Selling agent) ที่ถูกแต่งตั้งจากผู้ออกตราสารหนี้ หรือจากบริษัทผู้ออกหุ้นกู้โดยตรง ในกรณีที่เสนอขายเอง ราคาที่ซื้อขายในตลาดแรกนี้ มักกำหนดที่ราคาพาร์ที่ส่วนใหญ่เท่ากับ 1,000 บาทต่อหน่วย สถาบันที่เกี่ยวข้องในเรื่องการจำหน่ายหุ้นกู้ คือบริษัทหลักทรัพย์ และธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนี้ จากสำนักงาน ก.ล.ต. ผู้ออกหุ้นกู้ จะกำหนดช่วงเวลาการเสนอขาย ก่อนวันที่ออกหุ้นกู้ไว้แน่นอน โดยรายละเอียดของเงื่อนไข และข้อกำหนดสิทธิของหุ้นกู้ จะระบุไว้ใน หนังสือชี้ชวน ในกรณีที่เสนอขายเป็นการทั่วไป หรือเสนอขายต่อประชาชนและนักลงทุนทั่วไป จำนวนเงินเริ่มต้นขั้นต่ำที่กำหนดไว้ สำหรับการซื้อหุ้นกู้ในตลาดแรกคือประมาณ 50,000 ถึง 100,000 บาท แต่สำหรับหุ้นกู้ที่เสนอขายให้แก่นักลงทุนสถาบันนั้น จำนวนเงินขั้นต่ำที่จะซื้อ มักมิได้กำหนด หรือาจกำหนดไว้ในจำนวนที่สูงมาก เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนสถาบัน ที่มีเงินลงทุนจำนวนมาก

 

การซื้อขายตราสารหนี้ในตลารอง

       ตลาดรองการซื้อขายตราสารหนี้ โดยทั่วไปเป็นธุรกรรมระหว่างผู้ซื้อขายรายใหญ่ และมักดำเนินการในรูปแบบที่เรียกว่า Over the counter คือซื้อขายผ่านตัวกลางเรียกว่าผู้ค้าตราสารหนี้ (Dealer) หรือซื้อขายกันเองระหว่างนักลงทุนสถาบัน ไม่มีตลาดที่เป็นศูนย์กลางของธุรกรรมการซื้อขาย ราคาที่ซื้อขาย ขึ้นอยู่กับอำนาจการต่อรองระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย นักลงทุนสถาบันที่มีปริมาณการซื้อขายมาก จึงมีอำนาจต่อรองสูง ในขณะที่นักลงทุนรายย่อย มักไม่สามารถเข้าถึงตลาดนี้ได้ การชำระราคาและส่งมอบ จะดำเนินการกันเองระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

 

ดังนั้น

     "ความสัมพันธ์ของตลาดแรกและตลาดรองต่อการลงทุนในหลักทรัพย์ย่อมที่จะมีความสอดคล้องกัน เพราะการที่จะสามารถลงทุนในหลักทรัพย์ในตลาดรองได้นั้น หลักทรัพย์นั้นจะต้องเคยผ่านการลงทุนในตลาดแรกมาก่อนแล้ว เมื่อมีการลงทุนในตลาดแรกและตลาดรองมากขึ้นก็จะทำให้มีเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจก็จะส่งผลทำให้เศรษฐกิจเกิดการเจริญเติบโตได้ดีขึ้น"

49473120032
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Thu Jun 26 2008 12:57:12 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกกับตลาดรอง..............?

            ตลาดแรก

 คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทำหน้าที่กำกับและดูแลตลาดแรก โดยบริษัทใดที่ต้องการออกหลักทรัพย์ใหม่เสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (Initial Public Offering) หรือเสนอขายหลักทรัพย์อื่นๆ แก่ประชาชน ต้องขออนุมัติจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และดำเนินการตามเกณฑ์ที่กำหนด จากนั้นคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์จะต้องตรวจสอบสถานะทางการเงินและการดำเนินงานของบริษัทนั้นก่อนที่จะอนุมัติให้บริษัททำการออกหลักทรัพย์ขายแก่ประชาชนได้

 

49473120032
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Thu Jun 26 2008 13:08:09 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกกับตลาดรอง..............?

ตลาดแรก
คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทำหน้าที่กำกับและดูแลตลาดแรก โดยบริษัทใดที่ต้องการออกหลักทรัพย์ใหม่เสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (Initial Public Offering) หรือเสนอขายหลักทรัพย์อื่นๆ แก่ประชาชน ต้องขออนุมัติจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และดำเนินการตามเกณฑ์ที่กำหนด จากนั้นคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์จะต้องตรวจสอบสถานะทางการเงินและการดำเนินงานของบริษัทนั้นก่อนที่จะอนุมัติให้บริษัททำการออกหลักทรัพย์ขายแก่ประชาชนได้

ตลาดรอง
หลังจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก หลักทรัพย์จะสามารถทำการซื้อขายในตลาดรองได้ก็ต่อเมื่อผู้ออกหลักทรัพย์นั้นได้ยื่นคำขอและได้รับอนุมัติจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว

    จะเห็นได้ว่าตลาดแรก  กับตลาดรองมีความสัมพันธ์ในลักษณะวงกลม  หรือวงจรที่ต้องหมุนเวียนเปลี่ยนมือกันไป  เพื่อให้เกิดสภาพคล่องแก่ผู้ที่ลงทุน

 

49473120090
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Thu Jun 26 2008 15:07:12 GMT+0700 (ICT)

ตลาดแรก เป็นแหล่งกลางในการซื้อ-ขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ การเสนอขายหลักทรัพย์อาจทำได้โดยธุรกิจผู้ที่ต้องการเงินทุน

 ตลาดรอง เป็นแหล่งกลางในการเสนอขายและซื้อหลักทรัพย์ที่เคยผ่านการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว

ตลาดแรกและตลาดรอง มีความสัมพันธ์เกื้อกูลในด้านของการลงทุนซึ่งกันและกัน และมีผลต่อการดำเนินธุรกิจและความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ

49473120029
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Fri Jun 27 2008 17:58:05 GMT+0700 (ICT)

ตลาดแรก เป็นตลาดที่เปิดเพื่อจะระดมทุนเป็นการเปิดขายหลักทรัพย์ต่างๆในครั้งแรก

ตลาดรอง เป็นตลาดที่เป็นแหล่งซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีการผ่านการขายมาแล้ว จะเป็นตลาดที่ผู้มีหลักทรัพย์นั้นนำหลักทรัพย์ที่ตนเองมีอยู่มาขาย

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกกับตลาดรองคือ

มีความสัมพันธ์เป็นการทำให้ตลาดแรกนั้นมีการระดมทุนมากขึ้นโดยที่ตลาดรองนั้นเป็นตัวช่วยให้ตลาดแรกมีผู้ที่ต้องการลงทุนเพิ่มมากขึ้นและการที่ตลาดรองได้เป็นแหล่งซื้อขายหลักทรัพย์ยังเป็นการช่วยให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตอีกด้วย

49473120004
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Fri Jun 27 2008 18:17:33 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกกับตลาดรองต่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

***ก็คือตลาดรองมีบทบาทเกื้อกูลต่อตลาดแรกเพราะตลาดรองจะทำให้การระดมทุนในตลาดแรกง่ายขึ้น มีการส่งเสริมซึ่งกันและกัน และตลาดรองทำให้คนที่ซื้อขายในตลาดแรกสามารถมาขายเปลี่ยนมือ ส่งผลให้มีการขยายการลงทุนก็จะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นตามมาด้วย

49473120017
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Fri Jun 27 2008 18:35:29 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกกับตลาดรอง

คือมีการส่งเสริมซึ่งกันและกัน เมื่อการลงทุนหลักทรัพย์ในตลาดแรกก็จะมีตลาดรองคอยช่วยส่งเสริมก็จะทำให้การระดมทุนในตลาดแรกง่ายขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวทำให้เศรษฐกิจ มีการเจริญเติบโตมากขึ้น

49473120018
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Fri Jun 27 2008 19:37:07 GMT+0700 (ICT)

ตลาดแรกและตลาดรองมีความสัมพันธ์กันคือตลาดรองจะช่วยส่งเสริมตลาดแรกคือตลาดรองจะเป็นตลาดซื้อ-ขายเปลี่ยนมือหลักทรัพย์ที่ได้ทำการซื้อ-ขายจากตลาดแรกมาแล้วจึงทำให้นักลงทุนกล้าที่จะซื้อ-ขายหลักทรัพย์ในตลาดแรกมากขึ้นและการที่มีการซื้อ-ขายหลักทรัพย์มากขึ้นส่งผลให้มีการลงทุนก็จะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวและเจริญเติบโตมากขึ้น

49473120020
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Sat Jun 28 2008 13:00:47 GMT+0700 (ICT)

ตลาดแรก (Primary Market) หมายถึง การซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่เริ่มออกมาใหม่ ธนาคารพาณิชย์ในฐานะผู้แทนจำหน่ายได้นำพันธบัตรของรัฐบาลหรือของรัฐวิสาหกิจขายให้กับผู้ซื้อโดยตรง ตามราคาที่รัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจเสนอขายและดอกเบี้ยของพันธบัตร

ตลาดรอง (Secondary Market) หมายถึง การที่ธนาคารรับซื้อ-ขายพันธบัตรที่เคยออกจำหน่ายจากตลาดแรกมาแล้ว ที่ชาวบ้านเขาเคยซื้อไปแล้วก็นำมาขายให้ธนาคาร ธนาคารก็ขายต่อไปอีกเมื่อมีคนมาขอซื้อ การที่ชาวบ้านเขาเอาพันธบัตรมาขาย เนื่องจากเขาอาจต้องการใช้เงิน หรือรำคาญเต็มทีไม่อยากถือพันธบัตรนี้อีกแล้ว เหมือนซื้อขายรถมือสองนั่นแหละ

ตลาดแรกและตลาดรองมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เมื่อมีการลงทุนในตลาดรองมากขึ้นมีการซื้อขายมากก็จะทำให้นักลงทุนในตลาดแรกเกิดการกระตุ้นทำให้นักลงทุนในตลาดแรกมีการออกหุ้นตัวใหม่ๆออกมาขาย ทำให้เศรษฐกิจมีการเจริญเติบโต

49473120034
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Sat Jun 28 2008 13:21:29 GMT+0700 (ICT)

ตลาดแรก เป็นตลาดเพื่อการเสนอขายหลักทรัพย์ที่ผู้ต้องการเงินทุนได้ออกใหม่แล้วนำไปขายในตลาดเป็นครั้งแรก

ตลาดรอง เป็นตลาดที่มีการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ผ่านการซื้อขายจากตลาดแรกมาแล้ว

ความสัมพันธ์ ของทั้งสองตลาดก็เป็นแบบอาศัยส่งเสริมซึ่งกันและกัน เช่น บริษัทที่ต้องการจำหน่ายหลักทรัพย์ออกใหม่ก็จะนำมาจำหน่ายที่ตลาดแรก เมื่อมีผู้ซื้อไปแล้วต้องการที่จะขายก็จะนำมาที่ตลาดรอง จะเห็นได้ว่าหากขาดตลาดใดตลาดหนึ่งไปจะทำให้การซื้อขายหลักทรัพย์ขาดความสมบูรณ์ ดังนั้นเมื่อมีการซื้อขายหลักทรัพย์จากทั้งสองตลาดมากขึ้น บริษัทต่างๆ ก็จะออกหลักทรัพย์มาจำหน่ายกันมากขึ้นก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นไปด้วยทำให้มีนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาทำการซื้อขายกัน

49473120071
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Sat Jun 28 2008 20:00:01 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดเเรกเเละตลาดรอง

คือเป็นตลาดที่เกื้อหนุนซึ่งกันเเละกันใรการซื้อขายเเลกเปลี่ยนพันธบัตรรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ โดยตลาดรองจะมีหน้าที่รับซื้อจากตลาดเเรกมาก่อน โดยจะเป็นเสมือนการระดมทุนที่ส่งผลทำให้เศรษฐกืจเติบโตมากขึ้น ก่อให้เหิดสภาพคล่องมากยิ่งขึ้น

 

49473120025
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Sat Jun 28 2008 21:32:27 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดแรกและตลาดรองคือ

ตลาดแรกเป็นตลาดที่เสนอการขายหลักทรัพย์ออกใหม่เป็นครั้งเเรกแล้วนำมาขายเป็นครั้งแรกส่วนตลาดรองเป็นตลาดที่เสนอขายหลักทรัพย์ที่ผ่านการซื้อขายจากตลากแรกแล้วนำมาเปลี่ยนมือใหม่ ซึ่งตลาดแรกกับตลาดรองจะมีความสัมพันธ์กันโดยการส่งเสริมซึ่งกันและกันในการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างๆ ทำให้มีการซื้อขายได้คล่องตัวมากขึ้นส่งเสริมให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น มีการลงทุนมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต

49473120043
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Sun Jun 29 2008 10:25:51 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกกับตลาดรอง

ตลาดแรกกับตลาดรองนั้นมีความสัมพันธ์กัน เนื่องจากตลาดแรกนั้นเป็นตลาดที่เป็นแหล่งกลางในการเสนอขายและซื้อหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ โดยที่ตลาดรองนั้นเป็นตลาดที่เป็นแหล่งกลางในการเสนอขายและซื้อหลักทรัพย์ซึ่งเคยผ่านการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว เพราะฉะนั้นจึงเป็นการส่งเสริมซึ่งกันและกัน ทำให้เศรษฐกิจเกิดการขยายตัวมากขึ้นและทำให้เศรษฐกิจมีความเจริญเติบโตตามไปด้วย

49473120089
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Sun Jun 29 2008 10:28:54 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรก และตลาดรอง

  • ตลาดแรกเป็นตลาดที่ทำหน้าที่ในการออกตราสารทางการเงินใหม่  เพื่อระดมเงินทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ  ซึ่งทำให้เงินไหลเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น  ทำให้เกิดการกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
  • ส่วนตลาดรอง จะเป็นตลาดที่ทำหน้าที่ในการช่วยส่งเสริมให้มีการระดมเงินทุนหรือซื้อตราสารทางการเงินในตลาดแรกมากขึ้น  หรือพูดง่ายๆก็คือตลาดรองจะเป็นตัวช่วยในการส่งเสริมให้ตลาดแรกมีการระดมทุนเพิ่มขึ้น   และช่วยลดความเสี่ยงของตราสารทางการเงิน  ก่อให้เกิดความคล่องตัวในการระดมทุน   หรืออาจเรียกได้ว่า  ทำให้ตราสารเกิดการ "ซื้อง่าย   ขายคล่อง" นั่นเอง 

ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดแรก  และ  ตลาดรอง

        ตลาดแรก จะเป็นตลาดซึ่งจะออกตราสารทางการเงินใหม่  เมื่อประชาชนหรือภาคธุรกิจเข้ามามีบทบาทในการซื้อตราสารทางการเงินที่ออกใหม่   แล้วเกิดความจำเป็นที่ต้องการเงินจำนวนนั้นที่ได้เคยซื้อตราสารทางการเงินไว้   ก็สามารถที่จะนำตราสารดังกล่าวไปขายต่อที่ตลาดรองได้   ซึ่งตลาดแรกจะมีการซื้อขายตราสารทางการเงินเพียงครั้งเดียว   ส่วนตลาดรองจะมีการซื้อขายตราสารทางการเงินมากกว่าหนึ่งครั้งหรือหลายๆครั้ง

         เราจะเห็นว่าตลาดแรกและตลาดรองมีความสำคัญซึ่งกันและกัน  และยังมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจภายในประเทศอีกด้วย   ซึ่งทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดการเจริญเติบโตมากขึ้น  เนื่องจากมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น  ซึ่งเกิดจากการระดมเงินทุนนั่นเอง

49473120086
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Sun Jun 29 2008 11:29:46 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดแรกกับตลาดรอง ตลาดแรก เป็นตลาดที่มีการซื้อขายตราสารทางการเงินใหม่ โดยยังไม่มีการซื้อขายมาก่อนและเมื่อมีการระดมเงินทุนเกิดขึ้นซึ่งจะทำให้มีการกระจายการลงทุนมากขึ้นมีผู้เข้ามาลงทุนมากขึ้น และสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

ตลาดรอง เป็นตลาดที่มีการซื้อขายตราสารทางเงินโดยมีการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว

        ดังนั้น ตลาดแรกและตลาดรองจึงมีความสัมพันธ์ต่อกันและกันเป็นอย่างมากและที่สำคัญทั้งตลาดแรกและตลาดรองมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย  เพราะถ้ามีการซื้อขายตราสารใหม่เกิดขึ้นก็จะทำให้มีตราสารในตลาดรองเพิ่มขึ้นทำให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นเศรษฐกิจภายในประเทศมีการขยายการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น

 

49473120038
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Sun Jun 29 2008 12:03:22 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดแรกและตลาดรอง

       ตลาดแรกหรือตลาดค้าหลักทรัพย์ เป็นแหล่งกลางในการเสนอขายและซื้อหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ โดยที่ยังไม่เคยผ่านการซื้อขายมาก่อน เพื่อต้องการจะระดมเงินทุนจากผู้ลงทุนโดยตรงด้วยการออกและเสนอขายหลักทรัพย์ ซึ่งหลักทรัพย์นั้นอาจจะเป็นในรูปของตราสารหนี้หรือตราสารทุนก็ได้ เช่น หุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร เป็นต้น

       ส่วนตลาดรอง คือตลาดที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ที่ได้ผ่านการเสนอขายในตลาดแรกมาแล้ว ซึ่งตลาดรองในประเทศไทยที่เรารู้จักกันดีได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) ที่เป็นตลาดในการซื้อขายแลกเปลี่ยนตราสารทุน ตลาดตราสารหนี้ (BEX) ซึ่งชื่อตลาดก็ได้สื่อไว้ตรงตัวอยู่แล้วว่าเป็นตลาดในการซื้อขายแลกเปลี่ยนตราสารหนี้ และตลาดรองแห่งสุดท้ายซึ่งเป็นตลาดน้องใหม่ก็คือ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ซึ่งเป็นตลาดสำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนสัญญาต่าง ๆ ตลาดรองจึงมีความสำคัญต่อกลไกตลาดทุนของเราเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์แล้วยังช่วยสร้างสภาพคล่องให้กับผู้ลงทุนในตลาดทุนอีกด้วย

       ดังนั้นตลาดแรกและตลาดรองจึงมีความสัมพันธ์กัน เพื่อช่วยเกื้อหนุนกัน และผลักดันให้การซื้อขายหลักทรัพย์มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้นเพราะมีการลงทุนมากขึ้น

49473120073
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Sun Jun 29 2008 21:21:38 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดแรกและตลาดรอง

      ตลาดแรกนั้นจะมีการเปิดการซื้อขายเป็นครั้งแรก การนั้นขายเป็นการทั่วไป หรือเสนอขายต่อประชาชนและนักลงทุนทั่วไป จำนวนเงินเริ่มต้นขั้นต่ำที่กำหนดไว้ สำหรับการซื้อหุ้นกู้ในตลาดแรกคือประมาณ 50,000 ถึง 100,000 บาท แต่สำหรับหุ้นกู้ที่เสนอขายให้แก่นักลงทุนสถาบันนั้น จำนวนเงินขั้นต่ำที่จะซื้อ มักมิได้กำหนด หรือาจกำหนดไว้ในจำนวนที่สูงมาก เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนสถาบัน ที่มีเงินลงทุนจำนวนมาก ส่วนตลาดรองตลาดรองการซื้อขายตราสารหนี้ โดยทั่วไปเป็นธุรกรรมระหว่างผู้ซื้อขายรายใหญ่ และมักดำเนินการในรูปแบบที่เรียกว่า Over the counter คือซื้อขายผ่านตัวกลางเรียกว่าผู้ค้าตราสารหนี้ (Dealer) หรือซื้อขายกันเองระหว่างนักลงทุนสถาบัน ไม่มีตลาดที่เป็นศูนย์กลางของธุรกรรมการซื้อขาย ราคาที่ซื้อขาย ขึ้นอยู่กับอำนาจการต่อรองระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย นักลงทุนสถาบัน ที่มีปริมาณการซื้อขายมาก จึงมีอำนาจต่อรองสูง ในขณะที่นักลงทุนรายย่อย มักไม่สามารถเข้าถึงตลาดนี้ได้ การชำระราคาและส่งมอบ จะดำเนินการกันเองระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย จึงมีความสัมพันธ์กันและเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการลงทุนทั่วไป

49473120003
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Mon Jun 30 2008 09:21:44 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกกับตลาดรองต่อการลงทุนในหลักทรัพย์และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

- ข้าพเจ้าคิดว่าทั้งสองตลาดนี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน คือก่อนที่จะมีการซื้อขายในตลาดรองได้นั้นก็ต้องมีการซื้อขายครั้งแรกก่อนในตลาดแรกเพราะตลาดแรกเป็นการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ เป็นการระดมทุนเข้าระบบเศรษฐกิจซึ่งตลาดรองก็จะมีส่วนในการสนับสนุนให้มีการกระจายการลงทุนเพิ่มมากขึ้นและถ้าทั้งสองตลาดนี้มีเสถียรภาพก็จะยิ่งทำให้เกิดแรงจูงใจหรือแรงกระตุ้นให้มีการลงทุนในหลักทรัพย์มากขึ้นจะส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก

49473120058
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Mon Jun 30 2008 09:46:43 GMT+0700 (ICT)

ตลาดแรกกับตลาดรองนั้นมีความสัมพันธ์คือ

ตลาดแรก หมายถึง การซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่เริ่มออกมาใหม่ ธนาคารพาณิชย์ในฐานะผู้แทนจำหน่ายได้นำพันธบัตรของรัฐบาลหรือของรัฐวิสาหกิจขายให้กับผู้ซื้อโดยตรง ตามราคาที่รัฐบาลเสนอขายและดอกเบี้ยของพันธบัตรนั้น

ตลาดรอง หมายถึง การที่ธนาคารรับซื้อ-ขายพันธบัตรที่เคยออกจำหน่ายจากตลาดแรกมาแล้ว ที่ประชาชนเคยซื้อไปแล้วก็นำมาขายให้ธนาคาร ธนาคารก็ขายต่อไปอีกเมื่อมีคนมาขอซื้อ ประชาชนที่นำพันธบัตรมาขายนั้นอาจเป็นเพราะต้องการใช้เงิน

ตลาดแรกกับตลาดรองจึงมีความสัมพันธ์คือการที่ซื้อขายตลาดแรกแล้วตลาดรองยังช่วยให้ตลาดแรกมีประสิทธิภาพในการซื้อขายด้วย เพราะประชาชนที่ซื้อพันธบัตรที่ตลาดแรกแล้วก็สามารถนำมาขายในตลาดรองได้ถ้าต้องการใช้เงิน จึงเกิดการหมุนเวียนในการลงทุน ทำให้ประชาชนหันมาลงทุนเพิ่มมากขึ้น

494731200076
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Mon Jun 30 2008 10:25:13 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดแรกและตลาดรอง

ตลาดแรก เป็นการเสนอขายและซื้อขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่โดยไม่มีการซื้อขายมาก่อน

ตลาดรอง เป็นตลาดที่มีการซื้อขายตราสารทางการเงินโดยมีการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว

ดังนั้นตลาดแรกและตลาดรอง มีความสัมพันธ์ด้านการซื้อขายต้องมีการเกื้อหนุนซึ่งกันและกันส่งเสริมทางด้านการลงทุน ทำให้เศรษฐกิจมีความเจริญเติบโตส่งผลให้เกิดสภาพคล่องมากขึ้น

49473120019
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Mon Jun 30 2008 10:51:54 GMT+0700 (ICT)

    ความสัมพันธ์ของตลาดแรกกับตลาดรองต่อการลงทุนในหลักทรัพย์นั้นมีความเกี่ยวข้องกันมากในด้านของการสร้างความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจเนื่องจาก

    ตลาดแรกหรือตลาดหลักทรัพย์ออกใหม่คือตลาดที่นักลงทุนเข้ามาทำการซื้อขายกันเป็นครั้งแรกซึ่งระหว่างผู้มีเงินทุนส่วนเกินกับผู้ที่ต้องการใช้เงินทุนเพื่อประโยชน์ในด้านต่างๆและตลาดรองหรือตลาดหลักทรัพย์คือตลาดที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่ลงทุนในตลาดแรกมาแล้วโดยการนำหลักทรัพย์ที่ผ่านการซื้อขายครั้งแรกมาแล้วมาขายต่อโดยเปลี่ยนมือหรือเปลี่ยนผู้ถือหุ้นเพื่อรักษาสภาพคล่องของหลักทรัพย์

    ดังนั้นจะเห็นได้ว่าตลาดแรกกับตลาดรองนั้นมีความสัมพันธ์กันในด้านของการลงทุนการรักษาสภาพคล่องของหลักทรัพย์และเอื้อประโยชน์ให้กับนักลงทุนสามารถที่จะขายหลักทรัพย์หรือตราสารได้เมื่อไหร่ก็ได้ที่อยากจะขายทำให้เกิดการหมุนเวียนเปลี่ยนมือผู้ถือครองหลัทรัพย์ทำให้หลักทรัพย์นั้นมีสภาพคล่องเปลี่ยเป็นเงินสดได้ทันทีในราคาตามกลไกตลาดมีผลให้สภาพเศรษฐกิจเกิดการขยายตัวมากขึ้น

49473120060
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Mon Jun 30 2008 15:31:01 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกกับตลาดรองต่อการลงทุนในหลักทรัพย์และการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

ตอบ     สำหรับข้าพเจ้าคิดว่าตลาดทั้งสองนั้นมีความสำคัญต่อกันหากจะขาดตลาดใดตลาดหนึ่งไป   อาจจะทำให้เกิดการขาดสภาพคล่องได้    ในที่นี้ตลาดแรกจะเป็นการออกหุ้นใหม่ๆ  มา ซึ่งนักลงทุนจะมีการซื้อขายหุ้นกันเป็นครั้งแรก  รวมทั้งเป็นการระดมทุนด้วย และหากนักลงทุนท่านใดมีความต้องการที่จะเปลี่ยนมือในการถือหุ้นตัวใด   ก็สามารถที่จะนำหุ้นนั้นไปซื้อขายผ่านตลาดรอง   ซึ่งรองรับอยู่ได้    อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน    ซึ่งจะทำให้นักลงทุนมีความั่นใจมากขึ้นเพราะว่าถ้าหากเขาต้องการที่จะทำการซื้อขายหุ้นก็มีตลาดที่น่าเชื่อถือได้รองรับอยู่    รวมทั้งยังเป็นการหาประสบการณ์หรืออาจจะได้ความรู้ใหม่ๆ  จากการซื้อขายในตลาดทั้งสองนี้

        ทั้งสองตลาดจะทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น   เกิดการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจ  มีสภาพคล่องและยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ไปในทางที่ดีด้วย

49473120002
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Mon Jun 30 2008 20:37:48 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกและตลาดรอง

ตลาดรองมีบทบาทเกื้อกูลต่อตลาดแรกเพราะตลาดรองจะทำให้การระดมทุนของตลาดแรกง่ายขึ้น  มีการช่วยเหลือกันทำเศรษฐกิจมีเจริญเติบโตมากขึ้น  ก่อให้เกิดสภาพคล่องมากกว่าเดิม

49473120033
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Tue Jul 01 2008 11:01:04 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกและตลาดรอง

ตลาดแรกนั้นเป็นตลาดที่มีการซื้อขายหลักทรัพย์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกส่วนตลาดรองนั้นเป็นตลาดที่เคยผ่านการซื้อขายมาแล้ว ซึ่งทั้งสองตลาดต่างก็มีความสำคัญทั้งคู่เพราะทั้งสองตลาดนี้มีผลต่อการลงทุนและเศรษฐกิจ และตลาดแรกกับตลาดรองยังเป็นตลาดที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

4947312002
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Tue Jul 01 2008 12:02:40 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกและตลาดรอง

ตลาดแรกและตลาดรองมีความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนกันในการซื้อขายหลักทรัพย์

โดยตลาดแรกจะเป็นการเปิดขายครั้งแรก และตลาดรองจะเป็นการซื้อขายหลักทรัพย์

ที่เคยขายมือมาแล้ว เมื่อเกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยน จึงทำให้เกิดการหมุนเวียนทางการเงิน จึงทำให้ส่งผลถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

49473120022
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Tue Jul 01 2008 12:05:36 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกและตลาดรอง

ตลาดแรกและตลาดรองมีความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนกันในการซื้อขายหลักทรัพย์

โดยตลาดแรกจะเป็นการเปิดขายครั้งแรก และตลาดรองจะเป็นการซื้อขายหลักทรัพย์

ที่เคยขายมือมาแล้ว เมื่อเกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยน จึงทำให้เกิดการหมุนเวียนทางการเงิน จึงทำให้ส่งผลถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

งานที่ส่งไป พิมพ์รหัสนศ.ไม่ครบ

49473120016
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Tue Jul 01 2008 14:33:15 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกและตลาดรอง

เมื่อธุรกิจต้องการที่จะขยายการลงทุนเพิ่มหรือก่อตั้งกิจการใหม่ จะมีการระดมเงินทุนโดยการจำหน่ายหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นเดิม นักลงทุนหรือประชาชนทั่วไป และเมื่อหลักทรัพย์ได้ออกมาจำหน่ายและมีการซื้อหรือการลงทุนแล้ว ต่อไปจะเป็นหน้าที่ของตลาดรอง ตลาดรองจะทำหน้าที่เพื่อการซื้อขายเปลี่ยนมือการเป็นเจ้าของระหว่างผู้ลงทุน ถ้าหากมีการลงทุนซื้อหลักทรัพย์ในตลาดแรกแล้ว การซื้อขายหลักทรัพย์โดยหลักทรัพย์ได้มีการซื้อขายเปลี่ยนมือมาแล้ว การซื้อขายนี้จะมาทำกันที่ตลาดรอง ดังนั้นตลาดรองจะรองรับการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดแรก ตลาดรองยังมีความสำคัญต่อการลงทุนในตลาดแรกในด้านของการก่อให้เกิดสภาพคล่องอีกด้วย

49473120059
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Tue Jul 01 2008 15:44:31 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกและตลาดรอง

ตลาดแรกคือตลาดหลักทรัพย์ออกใหม่เป็นแหล่งกลางในการเสนอขายและซื้อหลักทรัพย์ที่ออกใหม่

ตลาดรองคือตลาดค้าหลักทรัพย์เป็นแหล่งกลางในการเสนอขายและซื้อหลักทรัพย์ที่เคยผ่านการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว

ฉะนั้นตลาดแรกและตลาดรองจึงมีความสัมพันธ์ในการเกื้อหนุนในการซื้อขายหลักทรัพย์นั่นเองจึงมีความสำคัญในการลงทุน ทำให้มีการหมุนเวียนเงินทุนในตลาดหลักทรัพย์และทำให้เกิดสภาพคล่องที่ดีในการซื้อขายหลักทรัพย์ทำให้เศรษฐกิจบ้านเราดีอีกด้วย

49473120080
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Tue Jul 01 2008 16:04:20 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกและตลาดรอง

ตลาดแรกเป็นตลาดที่มีการซื้อขายหลักทรัพย์กันเป็นครั้งแรก ส่วนตลาดรองนั้นจะเป็นตลาดที่มีการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ผ่านการซื้อขายมาแล้วในตลาดแรก เพื่อให้หลักทรัพย์ได้มีการเปลี่ยนมือ ถือว่าตลาดทั้งสองนี้มีการเกื้อหนุนต่อกัน เพื่อให้นักลงทุนได้มีโอกาสเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด  ซึ่งเมื่อเกิดการลงทุนแล้วก็จะส่งผลต่อเศรษฐกิจให้มีการขับเคลื่อน และเกิดความเจริญเติบโตก้าวหน้าต่อไป

49473120084
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Tue Jul 01 2008 17:03:38 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกและตลาดรอง

ตลาดแรกเป็นตลาดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นครั้งแรกโดยยังไม่ได้ผ่านการซื้อขายกันมาก่อน

ตลาดรองคือตลาดที่มีการซื้อขายกันมาก่อน ตลาดรองจะทำหน้าที่เพื่อการซื้อขายเปลี่ยนมือการเป็นเจ้าของระหว่างผู้ลงทุน

ความสัมพันธ์กันคือ เกิดการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งตลาดรองมีความสำคัญต่อการลงทุนในตลาดแรกในด้านของการก่อให้เกิดสภาพคร่อง

49473120040
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Tue Jul 01 2008 17:32:07 GMT+0700 (ICT)

ตลาดแรกเป็นตลาดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นครั้งแรกโดยยังไม่ได้ผ่านการซื้อขายกันมาก่อน

ตลาดรองคือตลาดที่มีการซื้อขายกันมาก่อน ตลาดรองจะทำหน้าที่เพื่อการซื้อขายเปลี่ยนมือการเป็นเจ้าของระหว่างผู้ลงทุน

ความสัมพันธ์กันคือ เกิดการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งตลาดรองมีความสำคัญต่อการลงทุนในตลาดแรกในด้านของการก่อให้เกิดสภาพคร่อง

49473120079
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Tue Jul 01 2008 18:24:47 GMT+0700 (ICT)

ตลาดแรก กับ ตลาดรอง มีความสัมพันธ์กันเพื่อเกื้อหนุนกันในทางการซื้อขายหลักทรัพย์กัน

ตลาดแรก คือ ตลาดที่เปิดขายหลักทรัพย์เป็นครั้งแรก และเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ผู้ลงทุนถ้าต้องการจะเพิ่มทุนในธุรกิจของตนเองและต้องการขยายกิจการ และ ทำให้กิจการมีการเติบโตมากยิ่งขึ้น

ตลาดรองนั้น คือ เป็นตลาดที่เคยมีการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดแรกมาก่อนแล้วนั้น ตลาดรองจะมีประสิทธิภาพ และ จะทำให้มีสภาพคล่องทางการเงินดีขึ้นเรื่อยๆๆ

49473120026(ประภา เลิศพัฒนวรกุล)
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Tue Jul 01 2008 19:41:54 GMT+0700 (ICT)

ตลาดแรก (Primary Market)  คือแหล่งเงินทุนอันดับแรก  ที่กิจการสามารถระดมทุนได้จากบรรดาผู้ถือหุ้นของกิจการ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ถือหุ้นเดิมหรือผู้ถือหุ้นใหม่หลังการทำ Public Offering ก่อนที่จะนำหุ้นนั้นเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดรอง

ตลาดรอง (Secondary Market)  คือแหล่งเงินทุนอันดับรอง  ที่กิจการสามารถระดมทุนได้จากผู้ลงทุนทั่วไปหลังจากกิจการนั้นนำตราสารของตนเข้าจด ทะเบียนซื้อขายเพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเปลี่ยนมือเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงิน

ดังนั้นตลาดแรกกับตลาดรองจึงมีความสัมพันธ์กันเพราะการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดรองก็ย่อมผ่านการซื้อขายในตลาดแรกมาก่อนจึงทำให้ระบบเศรษฐกิจเจริญเติบโตขึ้นและมีความก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ

49473120088
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Tue Jul 01 2008 20:30:21 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกและตลาดรอง

    ความสัมพันธ์ของตลาดแรกและตลาดรองมีความสัมพันธ์กันในทางส่งเสริม สนับสนุน ซึ่งกันและกัน โดยตลาดแรกจะเป็นตลาดที่มีการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ออกมาใหม่หรือมีการซื้อขายเป็นครั้งแรกส่วนตลาดรองเป็นตลาดที่เคยมีการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว ซึ่งตลาดรองที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้ผู้ลงทุนมีสภาพคล่องมากขึ้น

4643090004
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Tue Jul 01 2008 20:38:09 GMT+0700 (ICT)

ตลาดแรก (Primary Market) คือ ตลาดสำหรับหลักทรัพย์ที่ออกใหม่โดยผู้ที่ต้องการเงินทุน และต้องการจะระดมเงินทุนจากผู้ลงทุนโดยตรงด้วยการออกและเสนอขายหลักทรัพย์ ซึ่งหลักทรัพย์นั้นอาจจะเป็นในรูปของตราสารหนี้หรือตราสารทุนก็ได้ เช่น หุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร เป็นต้น

ตลาดรอง (Secondary Market) คือ แหล่งเงินทุนอันดับรอง ที่กิจการสามารถระดมทุนได้จากผู้ลงทุนทั่วไป หลังจากกิจการนั้น นำตราสารของตนเข้าทะเบียนซื้อขาย เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเปลี่ยนมือ เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงิน

ดังนั้น ตลาดทั้งสองจึงมีความสัมพันธ์กันการซื้อขายเปลี่ยนมือความเป็นเจ้าของหลักทรัพย์ที่ได้ผ่านการจองซื้อในตลาดแรกมาแล้ว เป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ซื้อหลักทรัพย์ในตลาดแรกว่า เขาจะสามารถขายหลักทรัพย์นั้นเพื่อเปลี่ยนกลับคืนเป็นเงินสดได้เมื่อต้องการ

ตลาดรองจึงมีความสำคัญต่อกลไกตลาดทุนของเราเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์แล้วยังช่วยสร้างสภาพคล่องให้กับผู้ลงทุนในตลาดทุนได้อีกด้วย

49473120072
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Tue Jul 01 2008 20:45:25 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดแรกและตลาดรอง คือ

ตลาดแรกเป็นตลาดที่มีการซื้อขายหลักทรัพย์กันเป็นครั้งแรก เป็นตลาดที่มีการออกหลักทรัพย์ใหม่ขึ้นมาเพื่อขายให้กับผู้ที่ต้องการซื้อ เมื่อผู้ที่ซื้อหลักทรัพย์ไว้ต้องการที่จะขายหลักทรัพย์จะต้องไปทำการซื้อขายที่ตลาดรอง ซึ่งตลาดรองเป็นตลาดที่มีการซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว

ดังนั้นตลาดแรกและตลาดรองจึงมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ คือช่วยในการซื้อขายหลักทรัพย์ที่คล่องตัวเพิ่มมากขึ้น สามารถส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจสามารถเจริญเติบโตไปได้อย่างรวดเร็ว

49473120074
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Tue Jul 01 2008 21:05:27 GMT+0700 (ICT)

       ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดแรกและตลาดรอง

          ตลาดแรกเป็นตลาดที่มีการระดมเงินทุนเพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เพิ่งออกใหม่เป็นครั้งแรก ซึ่งยังไม่เคยผ่านการซื้อขายมาก่อน หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายเป็นครั้งแรกแล้วจะมีการนำมาขายต่ออีกครั้งให้แก่ผู้ต้องซื้อหลักทรัพย์ที่ต้องการซื้อหลักทรัพย์ซึ่งการซื้อขายหลักทรัพย์ในครั้งนี้จะมีการซื้อขายครั้งต่อๆไปในตลาดรอง การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดแรกแล้วผ่านมาซื้อขายในตลาดรองมีผลระบบเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก เพราะหากมีการซื้อขายหลักทรัพย์เพียงตลาดใดตลาดหนึ่งระบบเศรษฐกิจจะไม่มีการไหลเวียนหลักทรัพย์ที่คล่องตัว มีการเปลี่ยนมือของหลักทรัพย์น้อยลงอาจทำให้เศรษฐกิจขาดดุลได้ในช่วงเวลานั้น

4783170505
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Tue Jul 01 2008 21:48:39 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดแรกและตลาดรองต่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และการเติบโตทางเศรฐกิจ

ตลาดแรก คือ ตลาดหลักทรัพย์ที่ออกขายเป็นครั้งแรกของผู้ที่ต้องการนำเงินมาลงทุนในกิจการ และต้องการเงินทุนจากผู้ลงทุนโดยตรงด้วยการเสนอขายหุ้น

ตลาดรอง คือ การซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์หรือหุ้นโดยผ่านตลาดแรกมาแล้วตลาดรองที่รู้จักกันดีในประเทศไทยได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI), เบ็ก (BEX), ทีเฟล็ก (TFEX)

      ฉะนั้นการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดแรก แล้วขายต่อในตลาดรองจึงมีความสำคัญต่อตลาดทุนเป็นอย่างมาก และยังช่วยสร้างสภาพคล่องของเงินที่จะมาลงทุนให้กับผู้ลงทุนในตลาดทุนอีกด้วย

49473120085
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Tue Jul 01 2008 22:32:21 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ในตลาดแรก ตลาดรอง ต่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

ตลาดแรก เป็นตลาดที่มีการซื้อขายหลักทรัพย์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

ตลาดรอง เป็นตลาดที่เคยผ่านการซื้อขายมาแล้ว

ทั้งสองตลาดมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เพราะมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนจึงส่งผลทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต มีสภาพคล่อง อัตราการหมุนเวียนทางการเงินดีขึ้น

49473120083
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Tue Jul 01 2008 22:38:26 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกและตลาดรอง

ตลาดแรก เป็นตลาดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเป็นการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นครั้งแรกโดยยังไม่ได้ผ่านการซื้อขายใดๆมาก่อน

ตลาดรอง เป็นตลาดที่มีการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ผ่านการซื้อขายมาแล้วในตลาดแรก

มีความสัมพันธ์ส่งเสริม เกื้อหนุน ซึ่งกันและกันเป็นการช่วยให้ตลาดซื้อขายมีการไหลเวียนและคล่องตัวเจริญเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ

49473120041
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Tue Jul 01 2008 22:41:09 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ของตลาดแรกและตลาดรอง

      ตลาดแรกและตลาดรองนั้นนับว่ามีความสัมพันธ์กันเป็นอย่างมาก เพราะตลาดแรกนั้นเป็นการระดมเงินทุนจากแหล่งต่างๆเพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เพิ่งออกใหม่เป็นครั้งแรก เป็นการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นครั้งแรกโดยยังไม่ได้ผ่านการซื้อขายกันมาก่อน ส่วนตลาดรอง คือการซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์หรือหุ้นโดยผ่านตลาดแรกมาแล้ว ทั้งสองตลาดนี้นับว่ามีความสัมพันธ์กันเป็นอย่างดี เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนการซื้อขายกันในระบบเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ เกิดขึ้น

49473120027
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Tue Jul 01 2008 23:01:57 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดแรกและตลาดรอง คือ

ตลาดแรกเป็นตลาดการซื้อขายหลักทรัพย์หรือหุ้นที่ออกมาใหม่ครั้งแรกโดยต้องการเงินทุนจากผู้ลงทุนโดยตรงด้วยการออกและเสนอขายหลักทรัพย์ส่วนตลาดรองเป็นตลาดการซื้อขายหลักทรัพย์หรือหุ้นที่เคยออกมาแล้วมีขึ้นเพื่อเพิ่มเติมสภาพคล่องให้กับตลาดแรก และทำให้ตลาดแรกมีศักยภาพมากขึ้น

49473120024
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Wed Jul 02 2008 00:15:00 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดแรกกับตลาดรองนับว่ามีความสำคัญกันเป็นอย่างมากเพราะ ตลาดแรกเป็นแหล่งกลางในการเสนอขายและซื้อหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ โดยที่ไม่เคยมีการซื้อขายที่ไหนมาก่อนส่วน ตลาดรองเป็นตลาดที่มีการเสนอขายและซื้อหลักทรัพย์ในตลาดแรกมาแล้ว ทั้งสองตลาดนี้นับว่าเป็นตลาดที่มีความสัมพันธ์กันมากเพราะถ้าเกิดขาดตลาดใดไปก็จะทำให้การซื้อขายหลักอาจที่จะขาดสภาพคล่องได้

49473120006
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Wed Jul 02 2008 09:31:51 GMT+0700 (ICT)

ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดแรกกับตลาดรอง  นั้น   ก้คือ  ทั้งตลาดแรกและตลาดรองนั้น ได้เป็นการเปิดซื้อขายหลักทรัพย์กัน

ตลาดแรกจะเป็นตลากที่เป็นซื้อขายหลักทรัพย์เป็นครั้งแรก  เพื่อต้องการที่จะขยายกิจการให้มีการเจริญเติบโตมากยิ่งขึ้น  และมีความแข็งแรง

ตลาดรองนั้น  จะเป็นตลาดที่มีการซื้อขายหลักทรัพย์  หลังจากที่ได้มีการซื้อขายกับตลาดแรกมาก่อนแล้ว  จะเพิ่มประสิทธิภาพ  และ  สภาพคล่องนั้นมีความคล่องตัวที่ดี

กลุ่มFeel Good
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Wed Jul 30 2008 10:08:09 GMT+0700 (ICT)

สินค้าใหม่ในตลาด TFEX

Gold Futures โอกาสทอง ของคนรัก

ในช่วงประมาณเดือนกันยายน 2551 นี้ เหล่าบรรดาสาวกตลาดอนุพันธ์ทั้งหลายคงต้องเตรียมตัวและเตรียมเงินกับสินค้าชนิดใหม่ที่ทางตลาดอนุพันธ์แห่งประเทศไทย (TFEX) จะนำมาซื้อขาย นั่นคือ Gold Futures หรือการซื้อขายทองคำผ่านตลาดล่วงหน้านั่นเอง

สำหรับสินค้าทองคำตัวนี้ จะเป็นสินค้าลำดับที่ 3 ต่อจาก SET50 Futures และ SET50 Options โดยครั้งนี้ทาง TFEX ต้องจับมือกับทาง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อที่ต้องทำการวิจัยถึงภาพรวมของตลาดทองคำในประเทศ และแนวโน้มการลงทุนเกี่ยวกับสินค้าดังกล่าว ว่าจะมีจุดเด่นจุดด้อยตรงไหนบ้าง ถือว่าเป็นการทำการบ้านที่น่าสนใจทีเดียว

ผลวิจัยชี้ทองเวิร์คสุดๆ

โดยผลวิจัยของ ม.ธรรมศาสตร์ ครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.พรชัย ชุณหจินดา และ รศ.กุลภัทรา สิโรดม อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงรวมไปถึงเป็นที่ปรึกาษให้กับทางตลาดด้วย

ศ.ดร.พรชัย เปิดเผยว่า ตลาด ทองคำในประเทศไทย จะแบ่งเป็นสามส่วน คือในส่วนของการใช้ทำเครื่องประดับ ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะในจุดนี้มีทองคำหมุนเวียนถึง 70% ของทองทั้งประเทศ จากนั้นส่วนที่เหลือจะเป็นในส่วนของการแพทย์ และการลงทุนในตลาดเงินตลาดทุน

โดยแหล่งผลิตที่สำคัญของทองส่วนใหญ่จะมาจาก แอฟริกา ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ละตินอเมริกา จีน และรัสเซียตามลำดับการผลิตจากมากไปหาน้อย ส่วนในประเทศไทยเอง แม้ว่าจะมีบางบริษัทที่สามารถขุดทองและผลิตขึ้นมาได้ แต่ก็ไม่เพียงพอต่อการซื้อขายในประเทศ จึงต้องมีการนำเข้าทองจากประเทศดังกล่าวอยู่ในปริมาณสูง

สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลกจะคล้ายๆ กับลักษณะการเคลื่อนไหวของสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่ยังต้องขึ้นอยู่กับเงินดอลลาร์ อัตราดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน การเมือง และวัฎจักรธุรกิจ

ส่วนในเรื่องมาตรฐานน้ำหนักของทองซึ่งในแต่ละประเทศหลักๆ ที่มีการซื้อขายทองใช้ไม่เหมือนกัน โดยมาตรฐานสากลที่ตลาดทองอังกฤษและตลาด NYMEX สหรัฐฯ ใช้ คือทรอยออนซ์ (Troy Ounce) คือ 31.1034768 กรัม ส่วน 1 ออนซ์ธรรมดาจะอยู่ที่ระดับ 28.349523125 กรัม ส่วนในตลาดฮ่องกงจะใช้หน่วย Tael ซึ่งจะเท่ากับ 1.18 ทรอยออนซ์ หรือ 36.7 กรัม ส่วนในประเทศไทยก็เป็นหน่วยที่คุ้นเคยกันดีคือ หน่วยบาท ซึ่งจะเท่ากับ 15.244 กรัม และหน่วยดังกล่าว ทางตลาด TFEX ก็จะนำมาใช้เป็นหน่วยในการซื้อขายแบบล่วงหน้าด้วย โดยขณะนี้การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทต่อเงินดอลลาร์ 0.01 บาท จะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองในประเทศประมาณ 5 บาท

แต่ที่น่าสนใจที่สุดสำหรับการร่วมมือระหว่าง TFEX กับ ม.ธรรมศาสตร์ครั้งนี้ คือผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในตลาดทอง ตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นโลก และตลาดหุ้นเอเชีย ด้วยต้นทุน 1 บาท ถือครองนาน 16 ปี ตั้งแต่ ค.ศ.1991-2007 โดยได้ผลตอบแทนรวมกับต้นทุนดังนี้ ในตลาดหุ้นไทยเงินเหลือเพียง 0.55 บาท ตลาดหุ้นโลกได้ 2.88 บาท ตลาดหุ้นเอเชีย ได้ 2.62 บาท และตลาดทองคำได้ 2.10 บาท

และเมื่อดูจากสถิติของราคาในช่วง 16 ปีให้หลังนั้น ทองคำเป็นสินค้าที่ราคาปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพมาก เมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย ที่เคลื่อนไหวแบบผันผวนมาโดยตลอดในระยะเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้เมื่อ ทางทีมวิจัยของ ม.ธรรมศาสตร์ทดลองตั้งพอร์ตการลงทุน ที่สมมติขึ้นจากความเป็นมาของตลาดหุ้นและตลาดทุนไทยในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา อย่างเช่นตลาดหุ้น ตลาดอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวม ยางพารา เงินฝากประจำ โดยการทดลองดังกล่าว จะแยกออกเป็นหลายกลุ่ม และในแต่ละกลุ่มจะแยกออกเป็นสองพอร์ต คือ พอร์ตที่มีการลงทุนในตลาดทองคำควบคู่กับการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ กับพอร์ตการลงทุนที่เหมือนกันแต่ไม่มีการลงทุนในทองคำ สำหรับผลสรุปจากการทดสองส่วนใหญ่ พอร์ตที่มีทองคำ จะทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนสูงกว่าพอร์ตที่ไม่มีทองคำอย่างชัดเจน

ข้อดีของ Gold Futures

ศ.ดร.พรชัย ได้เผยถึงข้อดีที่นักลงทุนควรเข้ามาลงทุนใน Gold Futures ดังนี้

1. การซื้อขาย Gold Futures จะเป็นตลาดที่มีมาตรฐาน เพราะรายละเอียด กฏระเบียบต่างๆ ควบคุมด้วย ก.ล.ต. ซึ่งหากนักลงทุนไปลงทุนในตลาดทองคำจริงจะมีมาตรฐานของแต่ละร้านไม่เท่ากัน

2 .Gold Futures จะใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการลงทุนในตลาดจริง ซึ่งมองว่าเงินประกันที่นักลงทุนจะใช้น่าจะไม่เกิน 15% ของมูลค่าสินค้า ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวต้องรอ ก.ล.ต. ประกาศอย่างเป็นทางการก่อน

3.การซื้อขาย Gold Futures จะมีสำนักหักบัญชีคอยควบคุมพอร์ตของนักลงทุน จึงมั่นใจได้ว่าจะมีคนคอยรับผิดชอบพอร์ตการลงทุน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง

4.Gold Futures เป็นธุรกรรมที่เปิดได้ 2 ทางคือ ทั้งซื้อ-ขาย เหมือนกับการลงทุนในตลาดล่วงหน้าทั่วไป ซึ่งจะช่วยประกันความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการร้านทองได้ในระดับหนึ่ง หากศึกษาอย่างเข้าใจ

5. Gold Futures จะลดปัญหาในการเก็บรักษาสินค้า

ส.ค้าทอง ฝันเห็นร้านทองซื้อขายทั้งทองจริง และ Gold Futures

ด้าน น.พ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ รองเลขาธิการ สมาคมค้าทองคำเปิดเผยถึงสินค้า Gold Futures ว่าเป็นสินค้าที่มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง เนื่องจากตลาดทองคำทั่วโลกขณะนี้เติบโตรวดเร็วมาก โดยเฉพาะใน 5 ปีหลัง ซึ่งการซื้อขายทองในตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อขายแบบล่วงหน้ากันแทบทุกประเทศ

โดยมองว่าประเทศไทยจะได้เปรียบในเรื่องการลงทุนในสินค้าทองมากกว่าประเทศอื่น เพราะประเทศไทยมีร้านทองอยู่ทั่วประเทศถึง 6-7 พันแห่ง ซึ่งเฉพาะในกรุงเทพฯก็มีกว่า 1 พันร้าน และบางร้านก็มีอายุกว่า 50 ปี โดยซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยผูกพันและเข้าใจกลไกราคาทองคำมาเป็นเวลานานและลึกซึ้งกว่าประเทศอื่นๆ นอกจากนี้ยอดนำเข้าทองคำของไทยในแต่ละปีเฉลี่ยเกือบ 100 ตัน แสดงให้เห็นถึงสภาพคล่องในการซื้อขายในประเทศได้เป็นอย่างดี

โดยประเมินแนวทางในการเพิ่มสภาพคล่อง ให้กับสินค้า Gold Futures มองว่าควรมีดังนี้

1.ทาง TFEX ต้องเชื่อมต่อกับตลาดทองคำทั่วโลก อย่าง ตลาด NYMEX ของสหรัฐฯ หรือตลาด TOCOM ของประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ผู้ประกอบการร้านทอง นักลงทุน และโบรกเกอร์ สามารถรู้ราคาทองคำทั่วโลกตลอดเวลาซึ่งจะส่งผลให้การซื้อขายมีสภาพคล่องมากยิ่งขึ้น

2.อัตราแลกเปลี่ยนควรจะเป็นดอลลาร์/ทรอยซ์ออนซ์ เหมือนกับราคาทองคำทั่วโลก ซึ่งจุดนี้จะช่วยลดความยุ่งยากในการคำนวณราคา แต่ในจุดนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะติดข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทยที่บังคับว่าการซื้อขายทองคำในประเทศต้องเป็นสกุลเงินบาทเท่านั้น

3. ควรจะมีการรับมอบส่งมอบสินค้าจริงได้ ณ วันสิ้นสุดสัญญา เหมือนกับตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า เพราะจะทำให้นักลงทุนกล้าที่จะเสี่ยงลงทุนเพิ่มมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นห่วงถึงช่องทางในการรับรู้ข่าวสาร หรือเรื่องราคาทองทั่วโลก ของผู้ประกอบการร้านทองที่อาจจะด้อยกว่านักลงทุนสถาบัน หรือโบรกเกอร์ จึงอาจทำให้พลาดการซื้อขายช่วงราคาที่เหมาะสมในตลาด Futures ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้ถือว่าเป็นนักลงทุนสำคัญอันดับต้นๆ ของสินค้าดังกล่าว

นอกจากนี้ยังคาดหวังว่าในอนาคตหากสินค้า Gold Futures ประสบความสำเร็จในประดับหนึ่งแล้ว อยากจะให้แต่ละร้านค้าปลีกทองคำทั่วประเทศ มีคอมพิวเตอร์เพื่อซื้อขายทองล่วงหน้าคู่กับการซื้อขายทองจริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับทั้งสองตลาดได้อย่างมหาศาล

โดยมองว่า Gold Futures จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญ ที่ให้นักลงทุนสามารถกระจายความเสี่ยงจากตลาดหุ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง ด้วยการเข้ามาถือครองสถานะทองคำ เนื่องจากราคาทองคำค่อนข้างเคลื่อนไหวมีเสถียรภาพ แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังประสบปัญหาก็ตาม นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เม็ดเงินต่างๆ ที่อยู่ในตลาดทุนหมุนเวียนอยู่ในประเทศอีกด้วย

TFEX ยันหากรายละเอียดผ่าน ก.ล.ต. ได้ยลโฉม Gold Futures ก.ย.นี้ชัวร์

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการผู้จัดการ บมจ. ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) หรือ TFEX เปิดเผยว่าขณะนี้รายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับการซื้อขาย Gold Futures กำลงัอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ว่าจะมีความเห็นชอบอย่างไร

โดยหลักสำคัญที่ทาง TFEX เสนอไปคือ สเป็กของราคาทอง 1 สัญญาจะมีมูลค่าเท่ากับ ทอง 10 บาท การวางเงินประกันน่าจะไม่เกิน 15% ของมูลค่ารวมทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับการอ้างอิงราคาทองในตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นตลาดลอนดอน ตลาด NYMEX หรือ ตลาด TOCOM ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งต้องดูว่ารายละเอียดจะเป็นอย่างไร

ส่วนข้อเสนอที่ทางสมาคมทองต้องการ ในเรื่องการเปลี่ยนหน่วยซื้อขายจากบาทของไทย เป็นดอลลาร์/ทรอยออนซ์นั้น มองว่าขณะนี้ยังไม่สามารถทำได้ เพราะติดข้อบังคับของทางธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าการซื้อขายทองในประเทศต้องใช้หน่วยเป็นเงินบาทเท่านั้น เพราะเคยเห็นจากตลาดไต้หวันที่เคยใช้หน่วยดอลลาร์มาซื้อขายทองในประเทศ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงต้องกลับมาใช้หน่วยเงินสกุลในประเทศแทน และที่สำคัญที่สุดที่ต้องใช้สกุลเงินบาทในการซื้อขาย เพื่อให้นักลงทุนไทยรู้สึกคุ้นเคย เนื่องจากในช่วงแรกจะเน้นนักลงทุนในประเทศเป็นส่วนใหญ่

รวมไปถึงการส่งมอบรับมอบสินค้า ในกรณีที่นักลงทุนถือสถานะจนหมดอายุสัญญา มองว่าเป็นความคิดที่ดี ในช่วงแรกยังไม่มีนโยบายที่จะทำเพราะค่อนข้างจะยุ่งยาก จึงต้องปล่อยให้เป็นการซื้อขายโดยการหลักลบกำไร-ขาดทุนไปก่อนเหมือนกับการลงทุนในสินค้า 2 ตัวแรกที่ผ่านมา การหามาร์เก็ตเมกเกอร์ในตลาดทอง ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ทาง TFEX วางแผนว่าจะสามารถเปิดให้ผู้ประกอบการร้านทองที่มีศักยภาพในการซื้อขายทองคำล่วงหน้า เข้ามาสมัครเป็นมาร์เก็ตเมกเกอร์ เพราะจะเป็นส่วนสำคัญในการส่งคำสั่งซื้อขายในแต่ละวัน ซึ่งจะส่งผลต่อสภาพคล่องของสินค้าในอนาคตด้วย แต่กฎหรือข้อบังคับต่างๆ เหล่านี้จะต้องขึ้นอยู่ กับทาง ก.ล.ต. แต่เพียงผู้เดียว เพราะหากไม่มีอะไรผิดพลาด ระเบียบต่างๆ ของสินค้าน้องเล็กล่าสุดใน TFEX ก็น่าจะได้ออกมาให้เห็นในเดือนมิถุนายนนี้ และทำให้การเปิดตัวเป็นตามที่คาดคือในเดือนกันยายนนี้แน่นอน

โบรกฯ โอด ก.ล.ต.จำกัดไลเซ่นส์ จะเป็นตัวถ่วง Gold Futures

นายภควัต โกวิทวัฒนพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) มองว่า Gold Futures เป็นของแปลกใหม่ และจะทำให้นักลงทุนมีช่องทางการบริหารเงิน การกระจายความเสี่ยงได้มากขึ้น โดยเชื่อว่านักลงทุนในช่วงแรกจะมาจากในประเทศอย่าง ร้านทอง อุตสาหกรรมเครื่องประดับ รวมถึงอุตสากรรมขนาดใหญ่ก็ใช้ทองเป็นชิ้นส่วนในการทำเครื่องจักรเช่นกัน

นอกจากนี้ มองว่าการเข้ามาของ Gold Futures จะช่วยทำให้โบรกเกอร์รายเล็กนั้นมีสภาพคล่องมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาการซื้อขาย SET50 Futures และ SET50 Options มาร์เก็ตแชร์ส่วนใหญ่กว่า 70% จะตกไปอยู่ที่โบรกเกอร์ 10 อันดับแรก จากทั้งหมดที่มีถึง 27 ราย

แต่ปัญหาสำคัญที่บริษัทสมาชิกกำลังเผชิญ คือ การจำกัดใบอนุญาต จากทาง ก.ล.ต. ที่บังคับให้ต้องสอบเพิ่มเติมในกรณีที่จะวิเคราะห์ตลาดอนุพันธ์ จึงทำให้ช่องทางที่บริษัทสมาชิกเข้าถึงสื่อต่างๆ ลดน้อยลง และนักลงทุนไม่ได้รับข้อมูลอย่างเต็มที่ ประกอบกับสินค้าในตลาด TFEX ก็ล้วนแต่เป็นของใหม่ นักวิเคราะห์บางท่านก็ยังไม่คุ้นเคย บางคนก็ให้ความสนใจกับตลาดหุ้นที่มีสภาพคล่องมากกว่า ก็ถือเป็นปัญหาเหมือนกัน

ซึ่งปัญหาดังกล่าว นายภควัต ก็ฝากไปถึงผู้เกี่ยวข้องว่าต้องการจะให้ผ่อนปรนข้อกำหนดลงบ้าง เพื่อความสะดวกในการให้ข้อมูล และจะเอื้อต่อการซื้อขายสินค้าตัวต่อๆ ไปที่จะเข้ามาในตลาด TFEX ในอนาคตด้วย

พ่อค้าทองชี้ช่วงแรกร้านทองยังไม่น่าสนใจ เพราะซื้อขายในตลาดจริงกำไรสูงกว่า

ผู้ประกอบการร้านทองรายหนึ่ง เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า ตนเองผ่านการลงทุนทั้งในตลาดหลักทรัพย์และตลาดอนุพันธ์ โดยส่วนตัวมองว่าการที่ตลาดอนุพันธ์นำสินค้าทองมาซื้อขายแบบล่วงหน้าถือเป็นสิ่งดี เพราะจะทำให้ตลาดมีสินค้าที่หลากหลายมาขึ้น

แต่แนวคิดที่ทางตลาดอนุพันธ์ฯ หวังว่าจะดึงกลุ่มผู้ประกอบการร้านทองเข้ามาลงทุนในส่วนของสินค้า Gold Futures นั้นมองว่าเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากกลุ่มผู้ประกอบการส่วนมากไม่ได้ศึกษาหรือลงทุนอยู่ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ จึงอาจยังไม่ค่อยมีความเข้าใจรายละเอียดในการลงทุน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าจะเข้าใจรูปแบบการลงทุน แต่ถ้าจะมีก็แค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่คุ้นเคยกับการลงทุนในตลาดล่วงหน้า ดังนั้นจึงมองว่าผู้ประกอบการร้านทองอาจจะยังไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง

"ร้านทองส่วนมากไม่ได้เล่นหุ้น ดังนั้นจะหวังให้ร้านทองเข้ามาลงทุน Gold Futures ค่อนข้างยาก เพราะปกติร้านทองเองก็จะได้กำไรจากการปล่อยจำนำทองอยู่แล้ว กำไรปีนึงก็ตกอยู่ที่ประมาณ 20-30% ของเงินที่ปล่อยไป ซึ่งผลตอบแทนขนาดนี้หุ้นคงให้เค้าไม่ได้อยู่แล้ว จึงไม่น่าจะดึงดูดใจพอ ถ้าจะมีก็น่าจะเป็นกลุ่มร้านทองที่เขาลงทุนในหุ้นอยู่แล้ว เขาก็อาจจะให้ความสนใจ แต่ 10 ร้านจะมีเล่นอยู่ซัก 2-3 ร้านเท่านั้นที่เล่น"

หากจะมองจากภาพรวมต่างๆ ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทองแล้ว ก็ยังคงต้องติดตามต่อไป เนื่องจากรายละเอียดของการซื้อขายทั้งหมดยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ ก.ล.ต. แต่ก็ต้องถือว่าเป็นความแปลกใหม่พอสมควรสำหรับตลาดทุนไทย นอกจากนักลงทุนที่อยู่ในตลาดหุ้น ตลาดอนุพันธ์ และร้านทอง ที่คาดว่าจะเข้ามาให้ความสนใจกับ Gold Futures ตลาดทุนไทยยังมีตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET ที่เป็นการซื้อขายสินค้าอย่างยางพารา และข้าวแบบล่วงหน้า ซึ่งมีความเป็นได้ที่นักลงทุนในตลาดแห่งนี้ จะหันมาให้ความสนใจกับ Gold Futures อยู่บ้าง เพราะรูปแบบการลงทุนที่คล้ายกัน

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลงทุนทั้งหมด ก็คงต้องขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ว่ามีความพร้อมขนาดไหน เพราะแน่นอนว่า การเข้ามาลงทุนในตลาดล่วงหน้า นักลงทุนจะต้องมีความพร้อมมากกว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ถึงแม้ว่าจะใช้ทุนน้อยกว่าการซื้อขายหุ้น แต่ความเสี่ยงนั้นมีมากกว่าหลายเท่าตัว

แต่หากนักลงทุนได้ศึกษา และทำความเข้าใจ ซึ่งเชื่อว่าในจุดนี้ทางตลาด AFET เอง ก็จะต้องเร่งโหมประชาสัมพันธ์ และให้ความรู้ความเข้าใจกับนักลงทุนช่วงก่อนจะมีการซื้อขายอยู่แล้ว จึงถือว่าเป็นช่วงโอกาสทองที่นักลงทุนจะกอบโกย กลเม็ดเคล็ดลับต่างๆ เกี่ยวกับการลงทุน และเมื่อทุกอย่างพร้อม การลงทุนใน Gold Futures ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้อย่างแน่นอน

กลุ่ม feel good
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Wed Jul 30 2008 10:10:28 GMT+0700 (ICT)

" Currency Swap and Interest Rate Swap "

อย่างที่ทราบกันว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้หลายๆโรงงานต้องปิดตัวลง จากภาระหนี้สินต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น และรายได้ในรูปเงินบาทที่น้อยลง การบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องนำใช้ในการบริหารธุรกิจ ท่ามกลางความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน เนื่องจากช่วยลดความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนได้ส่วนหนึ่ง

เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารความเสี่ยงที่เป็นที่นิยมอย่างหนึ่ง คือ การทำสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Cross currency swap) เป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา 2 ฝ่ายที่จะนำเงินในสกุลที่แตกต่างกันมาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ณ อัตราแลกเปลี่ยนอัตราหนึ่งซึ่งเป็นอัตราแลกเปลี่ยนในวันทำสัญญาหรืออัตราแลกเปลี่ยนตามที่ตกลงกันระหว่างคู่สัญญาทั้งสอง หลังจากครบสัญญาตามกำหนดแล้วนั้นทั้งสองฝ่ายจะต้องนำเงินที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนในวันทำสัญญามาคืนให้ฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้ต่างได้รับเงินต้นสกุลเดิม ณ อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในวันทำสัญญา ตามที่ตกลงกัน

ธนาคารต่างๆจึงใช้เงินที่มีอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าวแลกเปลี่ยนไปเป็นเงินสกุลอื่นทีไม่จำเป็นต้องใช้ในช่วงเวลานั้น ตัวอย่างของการทำ Swaps เช่น ธนาคารของสหรัฐฯอาจจะมีปริมาณเงินดอลลาร์สหรัฐฯมากแต่จำเป็นต้องใช้เงินปอนด์อังกฤษเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ในเวลาเดียวกันกับธนาคารในสก็อตแลนด์ อาจมีปริมาณเงินปอนด์เกินกว่าที่ต้องการแต่มีเงินดอลลาร์ไม่เพียงพอ ธนาคารทั้งสองสามารถจะทำการเจรจาที่จะทำข้อตกลงข้อตกลงswap (swap agreement) โดยธนาคารทั้งสองตกลงที่จะแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์กับปอนด์วันนี้และแลกเงินปอนด์กลับเป็นเงินดอลลาร์ในอนาคต

หรือเช่น บริษัท ก ทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคาร ข ในประเทศจำนวน 40 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ และบริษัท A ในประเทศสหรัฐอเมริกาทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคาร B ในประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยคงที่และเพื่อป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน บริษัท ก ได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับบริษัท A (Cross currency swap) สมมติ อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันทำสัญญา คือ 40 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ บริษัท A ต้องจ่ายเงินจำนวน 1 ล้านดอลลาร์ฯให้แก่บริษัท ก ในขณะที่บริษัท ก จ่ายเงินจำนวน 40 ล้านบาท ให้แก่บริษัท A เมื่อถึงกำหนดเวลาตามข้อตกลง บริษัท ก จะต้องจ่ายเงินจำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐคืนให้แก่บริษัท A ซึ่งต้องนำไปจ่ายคืนเงินกู้ยืมให้แก่ธนาคาร B ในขณะที่บริษัท A ก็จะต้องจ่ายเงิน 40 ล้านบาท ให้แก่บริษัท ก นำไปจ่ายคืนเงินกู้ยืมให้แก่ธนาคาร ข เช่นกัน การทำเช่นนี้ ทำให้แน่ใจได้ว่าจะมีเงินชำระหนี้ครบตามกำหนด ในขณะเดียวกันก็สามารถมีเงินดอลลาร์สหรัฐไปใช้ได้

นอกจากนี้ อาจมีการทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยควบคู่ไปด้วย เรียกว่า สัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและอัตราดอกเบี้ย (Cross currency interest rate swap) การทำ Interest rate swap เป็นธุรกรรมสัญญาแลกเปลี่ยนภาระดอกเบี้ยระหว่างผู้กู้ทั้งสองฝ่าย ในสกุลเงินตราต่างประเทศ และในจำนวนเดียวกัน ภายในระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ ฝ่ายหนึ่งตกลงที่จะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราคงที่ให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง และอีกฝ่ายหนึ่งตกลงที่จะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราลอยตัวให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง โดยการแลกเปลี่ยนจะแลกเปลี่ยนเฉพาะจำนวนดอกเบี้ยเท่านั้น

Interest rate swap เป็นการทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยระหว่างคู่สัญญาสองฝ่าย ที่มีมุมมองในเรื่องของทิศทางอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกัน โดยที่ฝ่ายหนึ่งซึ่งได้รับผลตอบแทนจากการถือครองหลักทรัพย์ในรูปของอัตราดอกเบี้ยคงที่ มองว่าอัตราดอกเบี้ยน่าจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต ในขณะที่อีกฝ่ายที่หนึ่งได้รับผลตอบแทนจากหลักทรัพย์ในรูปของอัตราดอกเบี้ยลอยตัว คาดว่าอัตราดอกเบี้ยในอนาคตน่าจะต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน ทั้งสองฝ่ายมีความต้องการที่จะป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงได้ทำสัญญา Interest rate swap ระหว่างกันขึ้น โดยที่ฝ่ายหนึ่งตกลงที่จะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed interest rate) และรับดอกเบี้ยที่คำนวณจากอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating interest rate) ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งตกลงจะจ่ายอัตราดอกเบี้ยลอยตัว และรับอัตราดอกเบี้ยคงที่จากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง

ตัวอย่างเช่น บริษัท ก ทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคาร A ในต่างประเทศจำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอัตราดอกเบี้ยลอยตัว บริษัท ก ต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐเพื่อชำระคืนเงินกู้ซึ่งจะถึงกำหนดชำระในอีก 2 ปี ข้างหน้า และต้องการจะเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยลอยตัวตามสัญญาเงินกู้เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ ดังนั้น บริษัท ก จึงทำสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและอัตราดอกเบี้ยกับธนาคาร ข ในประเทศ (Cross currency interest rate swap) ให้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันทำสัญญา คือ 40 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น ธนาคาร ข จ่ายเงิน 40 ล้านบาทให้แก่บริษัท ก ในขณะที่บริษัท ก จ่ายเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ธนาคาร ข ( ส่วนนี้คือการทำ currency swap ส่วนต่อไปคือการทำ Interest rate swap ) และตลอดระยะเวลาของสัญญาแลกเปลี่ยน ธนาคาร ข คำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นจำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คือจ่ายดอกเบี้ยในอัตราลอยตัว ) ในขณะที่บริษัท ก คำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นจำนวน 40 ล้านบาท ( คือ จ่ายดอกเบี้ยในอัตราคงที่ ) หากอัตราดอกเบี้ยลอยตัวสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยคงที่ ธนาคาร ข จะส่งเงินผลต่างมาให้แก่บริษัท ก แต่หากอัตราดอกเบี้ยลอยตัวต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยคงที่ บริษัท ก จะส่งเงินผลต่างไปให้แก่ธนาคาร ข

นอกจากนี้ ยังมีวิธีจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอื่นๆ เช่น การทำสัญญา forward สัญญา future และสัญญา option ซึ่งเป็นเรื่องที่นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์อย่างเราๆ น่าจะรู้เอาไว้

กลุ่มเกด A
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Wed Jul 30 2008 21:21:10 GMT+0700 (ICT)

1.AAA , AA , A ,BBB , BB , B , CCC ,CC ,C และ D

โดยเกรดตั้งแต่ BBB ขึ้นไปเรียกว่า Invesment Grade และต่ำกว่านั้นเรียกว่า

Spegulative grade

กลุ่มเกรด A
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Wed Jul 30 2008 23:51:18 GMT+0700 (ICT)

ลำดับความน่าเชื่อ และคุณภาพของหุ้นกู้ที่จัดโดย Thai Rating Insornation Sevices หรือ TRIS

หุ้นกู้ได้รับลำดับ AAA จะถือว่ามีคุณภาพดีมากที่สุด มีความเสี่ยงน้อยที่สุดและอัตราดอกเบี้ยจะต่ำที่สุด ส่วน c จะมีความเสี่ยงมากที่สุดมีโอกาสที่ผู้กู้จะไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยก็จะสูงมาก เพื่อดึงดูดให้ผู้ที่ต้องการผลตอบแทนสูงมาลงทุน หุ้นกู้ได้รับลำดับ BBB ขึ้นไปจัดเป็นหุ้นกู้ลงทุน (Investment Grage) ซึ่งจัดว่าเป็นหุ้นกู้มีคุณภาพเป็นที่น่าสนใจ สำหรับผู้ลงทุนโดยทั่วไปหุ้นกู้ที่ได้รับการจัดลำดับ BB ลงมาจัดเป็นหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยง (Junk Bond) นักลงทุนที่เป็นสถาบันบางกลุ่มจะมีข้อจำกัดไม่ให้ลงทุนในหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยง

กลุ่มเกรด A
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Wed Jul 30 2008 23:56:44 GMT+0700 (ICT)

Conversion Price คือราคาแปลงสภาพเป็นราคาที่กำหนดให้หุ้นกู้แปลงมาเป็นหุ้นสามัญ แปลงมาเป็นหุ้นสามัญ เมื่อเลือกที่จะแปลงสภาพแล้วสถานะของผู้ให้กู้ซึ่งเป็นเจ้าหนึ้จะเปลี่ยนเป็นผู้ถือหุ้นทันที มีสิทธิ์เหมือนผู้ถือหุ้นสามัญทุกอย่าง

กลุ่ม happy
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Tue Aug 05 2008 19:31:44 GMT+0700 (ICT)

จากสถานะการณ์ภาวะทางการเงินในปัจจุบันที่กำลังประสบปัญหาภาวะเงินเฟ้อ นักลงทุนควรเลือกลงทุนในตราสารหนี้ประเภทใด

- ควรเลือกลงทุนในหุ้นกู้ เพราะจะได้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย แต่ถ้าเราจะเลือกลงทุนนั้นเราจะต้องศึกษาจากสถานะการณ์ภาวะทางการเงินในขณะนั้นให้ดีเสียก่อน ก่อนที่จะลงทุน และตรวจสอบว่าบริษัทที่ออกหุ้นกู้นั้นมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด

น.ส.นพรัตน์ เสมอตระกูล 49473120041
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Wed Aug 06 2008 11:09:11 GMT+0700 (ICT)

ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้กำหนดราคา margin ไว้ที่เท่าไร

คำตอบ  50 เปอร์เซนต์

น.ส.ทัศนีย์ ภูศรีฤทธ์ 49473120015
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Wed Aug 06 2008 11:15:09 GMT+0700 (ICT)

สูตรการคำนวณ EPS

คือ   EPS =  กำไรสุทธิของส่วนผู้ถือหุ้น

                    ส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญ

ดนุพันธ์ 48473010037
IP: xxx.99.253.12
เขียนเมื่อ Tue Jan 27 2009 11:03:02 GMT+0700 (ICT)

สมการรายได้ = A(1+2+3+....)+P+C

ACTIVEINCOME

PASSIVEINCOME

C=มรดก

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า