พรหมวิหาร ๔

 หลักธรรมประจำใจที่จะช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ 

ช่วงนี้มีเรื่องให้น่ายินดี  ดีใจกับข่าวดีของเพื่อนร่วมงานที่ได้เลื่อนตำแหน่ง
เป็นครูชำนาญการพิเศษ ๒ คน  หลังจากที่ลุ้นกันมาอย่างเต็มที่  
ปีก่อนก็มีให้ลุ้นอยู่  ๔  คน  ประสบผลสำเร็จทุกคน 

น่าชื่นใจมากๆ  และทำให้ครูนึกถึงหลักธรรม "พรหมวิหาร ๔" 
การมีมุทิตาจิตต่อผู้อื่น เป็นส่วนหนึ่งของพรหมวิหารธรรม

พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมของพรหมหรือของท่านผู้เป็นใหญ่ 
                  พรหมวิหาร  เป็นหลักธรรมสำหรับทุกคน 
                  เป็นหลักธรรมประจำใจที่จะช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้
                  อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์ 

                  หลักธรรมนี้ได้แก่

เมตตา

ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข

กรุณา

ความปราถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์

มุทิตา

ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี

อุเบกขา

การรู้จักวางเฉย


                ๑. เมตตา : ความปราถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข
                                ความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา 
                                ความสุขเกิดขึ้นได้ทั้งกายและใจ เช่น ความสุขเกิดการมีทรัพย์
                                ความสุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์เพื่อการบริโภค
                                ความสุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้
                                และความสุขเกิดจากการทำงานที่ปราศจากโทษ เป็นต้น

                ๒. กรุณา : ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
                                ความทุกข์ คือ สิ่งที่เข้ามาเบียดเบียนให้เกิดความไม่สบายกาย    ไม่สบายใจ  และเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายประการด้วยกัน
                                พระพุทธองค์ทรงสรุปไว้ว่าความทุกข์มี 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

                       - ทุกข์โดยสภาวะ หรือเกิดจากเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกาย   เช่น การเกิด การเจ็บไข้  ความแก่ และความตาย   สิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เกิดมาในโลกจะต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ซึ่งรวมเรียกว่า กายิกทุกข์

                      - ทุกข์จร    หรือทุกข์ทางใจ เป็นความทุกข์ที่เกิดจากสาเหตุที่อยู่นอกตัวเรา เช่น เมื่อปรารถนาแล้วไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์   การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ รวมเรียกว่า เจตสิกทุกข์

              ๓. มุทิตา : ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
                             คำว่า "ดี" ในที่นี้ หมายถึง การมีความสุขหรือมีความเจริญก้าวหน้า ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีจึงหมายถึง ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข
                             ความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้น  โดยไม่มีจิตใจริษยา
                             (ความริษยา คือ ความไม่สบายใจ ความโกรธ ความฟุ้งซ่าน ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีกว่าตน)   


                 เราต้องหมั่นฝึกหัดตนให้เป็นคนที่มีมุทิตา
                 เพราะจะสร้างไมตรีและผูกมิตรกับผู้อื่นได้ง่ายและลึกซึ้ง

            ๔. อุเบกขา : การรู้จักวางเฉย
                              หมายถึง การวางใจเป็นกลางเพราะพิจารณาเห็นว่า 
                              ใครทำดีย่อมได้ดี ใครทำชั่วย่อมได้ชั่ว ตามกฎแห่งกรรม
                              คือ ใครทำสิ่งใดไว้สิ่งนั้นย่อมตอบสนองคืนบุคคลผู้กระทำ
                              เมื่อเราเห็นใครได้รับผลกรรมในทางที่เป็นโทษ
                              เราก็ไม่ควรดีใจหรือคิดซ้ำเติมเขาในเรื่องที่เกิดขึ้น
                              เราควรมีความปรารถนาดี คือพยายามช่วยเหลือผู้อื่น
                             ให้พ้นจากความทุกข์ในลักษณะที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

              ครูเห็นด้วยว่าหลักธรรมนี้จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคน  ทุกสังคม
              ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใด  เกี่ยวข้องกับใคร เราก็จะมีมิตรไมตรีกับบุคคลทั่วไปโดยง่าย
              ยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยจิตใจที่เบิกบาน  ก่อเกิดความสามัคคีโดยอัตโนมัติ

              ฉะนั้น หากจะปลูกฝังคุณธรรม "พรหมวิหาร 4" ให้เกิดในใจเด็กๆ  
              ผู้ใหญ่จึงควรต้องปรับตน ปรับจิตน้อมรับพรหมวิหารธรรมมาไว้ในใจ 
              พฤติกรรมแสดงออกย่อมเป็นประสบการณ์ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ ฝึกฝน

             

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 185551
 เขียน:  
 ความเห็น: 14  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

กวิน
เขียนเมื่อ Sun Jun 01 2008 12:41:17 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับอาจารย์ ตอนนี้ที่ยากสำหรับผมก็คือ การวางเฉยนี่ล่ะครับ 555

 

ครูนาย
เขียนเมื่อ Sun Jun 01 2008 15:48:18 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณกวิน

เฉยไม่ไหว อดเขียนไม่ได้ 555

พี่อักษร ทับแก้ว
เขียนเมื่อ Tue Jun 03 2008 00:54:13 GMT+0700 (ICT)
  • สวัสดี่ค่ะพี่แจ่มใส ตุ้มชอบความหมายของ มุทิตา มาก ตอนหลานสาวเกิดเมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมา บอกให้ตั้งชื่อนี้สิ น้องสาวไม่เอา บอกไม่อยากให้เรียก น้องมุ
  • กำลังดาวน์โหลดเพลงใส่บล็อก มาจากเพลงนี้ค่ะ เลยเอามาฝากค่ะ

ครูนาย
เขียนเมื่อ Tue Jun 03 2008 21:22:09 GMT+0700 (ICT)
  • สวัสดีจ้ะน้องตุ้ม  ขอบคุณมากค่ะสำหรับเพลง Santa Lucia
    ถูกใจพี่มากที่สุดเลย เคยแอบขอเจ้าหนูจิแล้วเหมือนกัน
  • ไพเราะมากๆ  ฟังแล้วมีพลังขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
  • คิดถึงสมัย senior จัง  ประสบการณ์ชีวิตมันลงตัว
    อย่างพอหมาะพอดี ได้เป็นทั้งผู้นำ ผู้ตาม  งานกิจกรรม
    ทุกอย่างราบรื่น สำเร็จ  มีแต่คนคอยช่วยเหลือทั้งอาจารย์
    เพื่อนๆ และน้องๆ โดยเฉพาะ น้องปี ๑ (พี่หลอกเด็กเก่งนะ)
    นอกจากน้องรหัสของตัวเองแล้ว  พี่ยังมีน้องอื่นๆ ให้ดูแล
    อีกหลายคน  พี่ก็เลยเกณฑ์มาช่วยงานซะเลย 
  • พี่จบแล้วเจ้าน้องๆ ทั้งหลายไม่ยอมให้พี่กลับบ้าน  จำต้อง
    หางานทำเอาแถวๆ นั้น  ไปเป็นอักษรศาสตร์การบัญชีอยู่
    โรงงานหนึ่งปี
ครูนาย
เขียนเมื่อ Fri Jul 04 2008 20:59:07 GMT+0700 (ICT)
  • วันนี้มีครูได้รับรางวัลดีเด่นหลายคน
  • ต่างก็แสดงความยินดีแก่กันและกัน
  • ที่นี่ ก็มี จากครูจิตราค่ะ  ขอบคุณมากๆๆ ค่ะ
ครูนาย
เขียนเมื่อ Sat Jul 05 2008 08:53:32 GMT+0700 (ICT)
  • ได้อ่าน "มุทิตาจิต" จากหนังสือพุทธธรรม ๕ นาที ของพระธรรมกิตติวงศ์
  • มุทิตา หมายถึงความเป็นผู้มีใจชื่นชมยินดีในเมื่อผู้อื่นได้ดีหรือได้รับความสำเร็จ  เป็นอาการที่เกิดขึ้นในใจเองโดยมิได้บังคับ  เกิดขึ้นเพราะจิตใจปราศจากความอิจฉาริษยา  เกิดขึ้นเพราะเป็นผู้มีปกติยอมรับในผลสำเร็จหรือความคิดของคนอื่น
  • คนที่ทำให้จิตเกิดมุทิตาได้เป็นบุคคลพิเศษที่ยกระดับจิตใจให้สูงกว่าคนธรรมดาสามัญได้แล้ว ยอมรับความดีของผู้อื่น และพร้อมเสมอที่จะแสดงความชื่นชมยินดีด้วยเมื่อผู้อื่นได้ดี
  • จิตใจที่เปี่ยมด้วยมุทิตา ย่อมกำจัดอารมณ์ในใจ "อรติ" ให้ได้เด็ดขาด  อรติคือความไม่พอใจเพราะเกิดความอิจฉาริษยา เกิดความไม่ยินดี
  • คนที่มีความริษยาชอบหงุดหงิด ไม่พอใจอะไรง่ายๆ เกิดความงุ่นง่าน ไม่สบอารมณ์ตลอดเวลา
  • มุทิตาจิตเป็นยาวิเศษที่ทำให้คนเรายิ้มแย้มเข้าหากัน คบกันโดยสนิทใจ
ครูอ้อย แซ่เฮ
เขียนเมื่อ Sat Jul 05 2008 09:01:42 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะน้องสาว

  • ครูอ้อย เข้ามาอ่านแล้ว สบายใจจังเลย
  • จะแวะเข้ามาอ่านบ่อยๆนะคะ

ขอบคุณที่เป็นกำลังใจ

นายประจักษ์ ปานอินทร์
เขียนเมื่อ Sat Jul 05 2008 09:01:53 GMT+0700 (ICT)
ครูนาย
เขียนเมื่อ Sun Jul 06 2008 13:04:36 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะพี่อ้อย

  • ขอบคุณค่ะที่แวะมาเยี่ยม
  • มอบความสบายใจให้ตักตวงเอาเต็มที่เลยค่ะ
  • แล้วเจอกันใหม่นะคะ
  • ขอบคุณมากค่ะ
ครูนาย
เขียนเมื่อ Sun Jul 06 2008 13:09:27 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ ท่าน ผอ.ประจักษ์

  • ขอบคุณท่านมากๆ ค่ะ ที่แวะมาให้กำลังใจกันเป็นประจำ
  • แอบแวะไปเยี่ยมค่ายภาษาอังกฤษโรงเรียนบางลี่มาแล้วค่ะ
    ขอชื่นชมในความสำเร็จค่ะ
  • เห็นหนูจิสลบไสลด้วยล่ะ  ทีมงานคงเหนื่อยกันมาก
  • ขอบคุณค่ะ
กวิน
เขียนเมื่อ Sun Jul 06 2008 13:47:40 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับอาจารย์ แจ่มใส เห็นแว๊บๆ นึกว่าอาจารย์ ตั้งประเด็น เขาพระวิหาร เพ่งดีๆ อ่อ พรหมวิหาร ฮาๆเอิ๊กๆ

  • กายิกทุกข์ = ทุกข์กาย
  • เจตสิกทุกข์ =ทุกข์ใจ

 

ครูนาย
เขียนเมื่อ Sun Jul 06 2008 20:23:04 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณกวิน

วันนี้เข้าบล็อกยากจังคาะ เลยไม่ได้ขึ้นเขาพระวิหารกะใคร 555

นี่มาโพสเป็นครั้งที่ ๒ นะ จะได้ไหมเอ่ย เพี้ยง...

ครูนาย
เขียนเมื่อ Fri Jul 25 2008 22:22:36 GMT+0700 (ICT)

ได้เห็นความสำเร็จของงานของเพื่อนครูหลายๆ ท่าน ขอแสดงความยินดีมา ณ ที่นี้

ขอให้ความตั้งใจอันเป็นกุศลของท่านทั้งหลายจงประสบผลสำเร็จโดยพลัน

ครูนาย
เขียนเมื่อ Sat May 30 2009 16:03:31 GMT+0700 (ICT)

ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จ ของคุณครูวราภา แสนปินตา คุณครูนันทาวดี แสงสุกใส และคุณครูกัลยำ คำเงิน และจะเป็นกำลังใจให้เสมอ

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า