สมาชิก
แลกเปลี่ยน

Medication Reconciliation

 เราต้องรู้ว่าตรงรอยต่อของกระบวนการมักเกิดความคลาดเคลื่อนฉะนั้น ต้องให้ความสำคัญที่ตรงนั้น  

download เอกสารคำบรรยาย

ในการประชุม 9th HA National Forum ที่ผ่านมา ทาง พรพ.ได้รับความอนุเคราะห์จาก อ.ธิดา นิงสานนท์และทีม นำแนวคิดและประสบการณ์มานำเสนอ  พร้อมๆ กับทบทวนองค์ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้จัดพิมพ์มาเป็นหนังสือ  ซึ่งผมได้เขียนคำนำให้ไว้ดังนี้

            คำว่า Medication Reconciliation เป็นคำที่ยังไม่มีการบัญญัติศัพท์เป็นภาษาไทยที่สามารถใช้ได้อย่างสนิทปาก

            กระบวนการนี้มีที่มาจากการทำงานวิจัยเรื่องการใช้ยาในโรงพยาบาล ซึ่งผู้วิจัยกำหนดให้ผู้ช่วยเภสัชกรทำหน้าที่ตรวจสอบยาที่ผู้ป่วยได้รับระหว่างที่อยู่ที่บ้าน เพื่อให้มั่นใจในความต่อเนื่องและความปลอดภัยในการได้รับยา

            จากปัญหาความคลาดเคลื่อนทางยาที่เกิดขึ้นเสมอในระหว่างรอยต่อของการให้บริการ กระบวนการนี้จึงถูกนำมาฝังเข้าในระบบบริการปกติอย่างกว้างขวาง มีการเน้นย้ำในรูปแบบต่างๆ เช่น Patient Safety Solution ขององค์การอนามัยโลก, มาตรฐานโรงพยาบาลและบริกรสุขภาพฉบับเฉลิมพระเกียรติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี นับว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มแรกของการนำไปปฏิบัติ ซึ่งจะต้องร่วมมือร่วมใจกับหารูปแบบที่เหมาะสมสำหรับบริบทของประเทศไทย

            หัวใจสำคัญของ Medication Reconciliation อยู่ที่คำว่า reconcile ซึ่งในที่นี้อาจแปลเอาความว่า ตรวจสอบรอบด้าน ประสานหาข้อยุติ

            ตรวจสอบรอบด้านคือการพิจารณาทั้งยาที่ผู้ป่วยเคยได้รับในอดีต และเพิ่งจะได้รับหรือกำลังจะได้รับ

            ประสานหาข้อยุติ มีความจำเป็นเมื่อพบว่ามีบางอย่างขาดหายไป มีบางอย่างที่เข้ากันไม่ได้ ก็ต้องมาประสานหาข้อยุติกันด้วยเหตุผล ให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีเหตุผล มิได้เกิดจากการละเลยหรือหลงลืม 

            Medication Reconciliation จึงมิได้มีเพียงรูปแบบหรือแบบฟอร์มเท่านั้น  แต่หมายถึงจิตวิญญาณของผู้ประกอบวิชาชีพทุกท่าน จะธำรงความต่อเนื่องของกระบวนการดูแลผู้ป่วย ด้วยตระหนักในโอกาสที่จะเกิดความคลาดเคลื่อนขึ้นในระหว่างรอยต่อของการให้บริการ

            นอกเหนือไปกว่านั้น ยังหมายความรวมไปถึงภาระหน้าที่ของพวกเราที่จะเสริมพลังให้ผู้ป่วยและครอบครัว มีความรับผิดชอบต่อการรับรู้ ทำความเข้าใจ จัดการ ตลอดจนมีข้อมูลการได้รับยาของผู้ป่วย ทั้งในระหว่างที่ดูแลตนเองอยู่ที่บ้าน และเมื่อมารับบริการจากสถานพยาบาล

            ในช่วงต้นของการดำเนินการ มีความจำเป็นที่ทุกท่านจะต้องมีความยืดหยุ่น ยืดหยุ่นต่อกัน และยืดหยุ่นต่อตนเอง  ส่วนหนึ่งของความยืดหยุ่นนี้คือการเลือกสรรที่จะทุ่มเทเวลาและความพยายามไปในจุดที่มีความเสี่ยงสูง  แม้จะไม่สมบูรณ์อย่างในอุดมคติ แต่การได้เริ่มต้นก็เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การชื่นชม

            ขอขอบคุณ รศ.ภญ.ธิดา นิงสานนท์ และคณะ ที่ได้รวบรวมแนวคิด ข้อคิดเห็น ประสบการณ์ และสร้างรูปธรรมสำหรับการปฏิบัติที่เป็นไปได้สำหรับประเทศไทย  ซึ่งนับจากนี้ไปคงจะเกิดประสบการณ์มากมายที่จะมาสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในอนาคต

และในการนำเสนอต่อที่ประชุม อ.ธิดา ได้สรุปแนวคิดสำคัญไว้ว่า

          หัวข้อวันนี้หลายท่านคงคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เพราะเวลาไปเยี่ยมสำรวจจะพูดเตรียมกันแล้ว  บอกโรงพยาบาลเสมอว่า อย่าลืมนะ Medication Reconciliation เป็นสิ่งที่ต้องเตรียมตัวทำแล้ว  ตั้งแต่ปี 2549 มาตรฐานของ พรพ. ก็ได้กล่าวไว้แล้ว  ปีนี้ปี 2551 ผ่านมา 2 ปีแล้วคงต้องเริ่มกันสักที  แต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าภายในปีสองปีนี้จะสมบูรณ์ เพราะต่างประเทศเองก็ใช้เวลานาน เราจะเห็นจาก PSG ของ JACHO เรื่องนี้ติดอยู่หลายปี  แล้วเรื่องนี้เป็นเป้าหมายข้อที่แปดแสดงว่ายังทำได้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์  ความครบถ้วนสมบูรณ์ของต่างประเทศกับของบ้านเราคงจะแตกต่างกัน

          เราจะมาฟังกันว่า Medication Reconciliation คืออะไรกันแน่

ที่มา

          จากการทบทวนวรรณกรรม จะพบว่าการเกิด ADE มักเกิดตรงช่วงรอยต่อของการให้บริการ อาจจะเป็นการเปลี่ยนแผนก เปลี่ยนสถานพยาบาล มีการส่งต่อผู้ป่วย เป็นจุดที่ไม่มีคนดูแลจึงทำให้เกิดปัญหาตรงจุดนั้นได้  ประมาณ 20% มีสาเหตุมาจากการสื่อสาร อาจจะสื่อสารไม่ครบถ้วน เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นเกิดจากการสื่อสารทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่ป้องกันได้  การสื่อสารที่เป็นมาตรฐานและการปฏิบัติให้เหมือนกันจะช่วยป้องกันได้

 

          Medication Reconciliation จะช่วยลด ADE ได้ JACHO กำหนดให้ Medication Reconciliation เป็น Patient Safety Goal (ข้อ 8a, 8b) ตั้งแต่ปี 2005 และเมื่อต้นเดือนนี้ปีนี้ PSG ปี 2009 ก็ยังมีเรื่อง Medication Reconciliation อยู่ จริง ๆ  ปี 2005 เริ่ม survey ในโรงพยาบาลว่ามีการวางมาตรการ / วางแผนอะไรเกี่ยวกับ Medication Reconciliation และในปี 2006 เริ่มตรวจอย่างจริงจัง มีรายละเอียดที่ต้องดูทุกรอยต่อจนกระทั่งส่งผู้ป่วยกลับบ้าน ส่งไปสถานพยาบาลที่ต่างระดับหรือระดับที่ต่ำกว่า  เราเริ่มช้ากว่าแต่จะไปได้เร็วแค่ไหนอยู่ที่ว่าเข้าใจหรือไม่ว่ากระบวนการนี้คืออะไรกันแน่

 

ความหมาย

          Medication Reconciliation จะเป็นเรื่องของการเปรียบเทียบรายการของผู้ป่วยเมื่อแรกรับ  เปรียบเทียบรายการยาที่แพทย์สั่งกับรายการยาที่ผู้ป่วยรับประทานยาอย่างต่อเนื่องที่บ้านก่อนมารับการรักษา  ในกรณีที่ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หืด ลมชัก หรือแม้แต่วัณโรค จะดูว่ารายการยาที่แพทย์สั่งแรกรับนั้นครอบคลุมรายการยาที่ผู้ป่วยรับประทานยาต่อเนื่องที่บ้านหรือไม่ จะดูความแตกต่างและมีการบอกแพทย์กรณีพบความแตกต่างดังกล่าว  และในทุกๆ รอยต่อของการ transfer ผู้ป่วย จากหอผู้ป่วยไป ICU หรือจากหอผู้ป่วยไปห้องผ่าตัด จากห้องผ่าตัดไปหอผู้ป่วย จนกระทั่งกลับบ้าน

          ในช่วงรอยต่อเหล่านี้ ผู้ป่วยได้รับรายการยาครบถ้วนตามที่ควรจะได้หรือไม่  ลองดูว่าเมื่อเรารับผู้ป่วยเข้ามาจาก ER  ที่ ER เรามีการซักถามการใช้ยาของผู้ป่วยหรือไม่ว่าเคยได้รับยาอะไรมาก่อน  สมมติว่าผู้ป่วยเคยเป็นวัณโรคมาก่อน วันนี้มาด้วย trauma แขนขาหักหรืออุบัติเหตุ   ผู้ป่วยอาจถูกส่งไปผ่าตัดเพื่อต่อกระดูกเลยและ admit ต่อ  ผู้ปวยอาจไม่ได้รับยาวัณโรคระหว่างที่นอนอยู่ในหอผู้ป่วยเลยก็ได้ เพราะไม่มีใครถาม และผู้ป่วยก็ไม่พูด หรือบางทีมีคนดูแลคนดูแลก็ไม่ได้บอกว่าคนไข้ได้ยาอะไรเพราะไม่มีคนถาม  คนไข้ของเราบางครั้งไม่กล้าพูดอะไร ระหว่างที่นอนในหอผู้ป่วยอาจไม่ได้ยา  ถ้าคนไข้เป็นเบาหวานน้ำตาลอาจจะขึ้น หรือที่เคยพบระหว่างการเยี่ยมสำรวจ คนไข้เป็นลมชัก ทำไมคนไข้ชัก พอดูย้อนหลังกลับไปดูปรากฏว่าผู้ป่วยเคยได้รับยาลมชักมาตลอด แต่มาที่โรงพยาบาลด้วยสาเหตุอื่น จึงไม่ได้รับประทนยา  

          เหตุการณ์เหล่านี้มีแน่ในโรงพยาบาล  ถ้าเราย้อนกลับไปดูเราจะเห็นและเราจะเริ่มเข้าใจว่าคนไข้ที่รับไว้นอนโรงพยาบาลนั้นได้รับยาไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะกรณี chronic disease

          Medication Reconciliation คือความพยายามซักถามประวัติการใช้ยาที่ผู้ป่วยใช้ต่อเนื่องมา แล้วเทียบกับยาที่ผู้ป่วยได้รับในโรงพยาบาล ดูว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร และก็จะปรึกษาแพทย์ว่าจะเปลี่ยนแปลงรายการยาตรงนี้หรือไม่ อย่างไรยา จะยังให้ยาต่อไปเหมือนเดิม หรือจะปรับขนาดหรือจะเปลี่ยนชนิดของยา นั่นก็คือเป็นเรื่องของสหสาขาวิชาชีพ

สถานการณ์ปัจจุบัน

          สถานการณ์ปัจจุบัน พบว่า 42-61% ของผู้ป่วยที่ admit เข้ามา ไม่ได้รับยาที่ใช้ต่อเนื่องตั้งแต่ 1 ชนิดหรือมากกว่าขึ้นไป  นี่เป็นข้อมูลของต่างประเทศ ของเราอาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่าก็ได้  จุดที่จะเกิดปัญหามากคือการรับผู้ป่วยจากห้องฉุกเฉินหรือห้องผ่าตัด  

ประโยชน์

          ถ้าเราทำกระบวนการ reconcile ก็จะช่วยลดความคลาดเคลื่อน (medication error) ในประเด็นต่างๆ ดังนี้

          1. การที่ผู้ปวยไม่ได้รับยาที่เคยใช้อยู่อย่างต่อเนื่อง  ถ้าเรามีจุดที่จะซักประวัติผู้ป่วยถึงเรื่องของยาที่ผู้ป่วยได้รับต่อเนื่องและเรายังให้เขาต่อ อันนี้จะลดความคลาดเคลื่อนจุดนี้ลงได้

          2. การที่ไม่ได้หยุดยาบางตัวก่อนเข้ารับการทำหัตถการบางอย่าง ผู้ป่วยมาผ่าตัดซึ่งอาจะเป็น elective case หรือกระทันหัน ถ้าผู้ป่วยได้รับยาที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้าบางทีนัดมาผ่าตัดก็จะผ่าตัดไม่ได้  เราไปดูที่ห้องผ่าตัดสิว่ามีการเลื่อน case ผ่าตัดมากน้อยแค่ไหน ต้นเหตุมากจากอะไร  เราจะเห็นประเด็นว่ามาจาก Medication Reconciliation สักแค่ไหน  

          หรือเราเคยถามผู้ป่วยที่จะ X- ray ที่ต้องฉีด iodinated contrast media เข้าไป เราเคยถามผู้ป่วยดูหรือไม่ว่าเขารับประทานยาอะไรอยู่ เราไม่เคยดูตรงจุดนั้นเลยใช่ไหม  ถ้าเรา search เข้าไปใน web เราจะพบว่าเขาพูดถึงยาตัวหนึ่งมากเลย โดยเฉพาะใน college of radiologist[1] เขาจะบอกไว้เลยว่าถ้าคนไข้ on metformin อยู่เขาจะต้องหยุดยาก่อนแล้วจะมี condition ต้องหยุดกี่ชั่วโมง เป็น standard ของ radiologist ที่ออกมา  เราอาจจะหาอ่านได้ในหนังสือเรื่องของ FAQ เราจะบอกได้เลยว่า condition ใดต้องหยุดยาสักเท่าใด  ตัวที่พูดถึงบ่อยจะเป็น metformin ตัวอื่นยังมีอีก  

          ตรงจุดที่คนไข้จะเข้าไปทำหัตถการนี้น่าจะมีการซักถามประวัติผู้ป่วยว่าผู้ป่วยได้รับยาอะไรมา  เพราะว่าการฉีด contrast media จะทำให้ renal function ลดลงแล้วถ้าคนไข้ on metformin ก็จะทำให้เกิด lactic acidosis ได้ง่ายขึ้น มีคนไข้เคยเสียชีวิตมาแล้วอันนี้เราก็ไม่เคยคิดเลย แต่พอ search เข้าไป โอโหมันมีอย่างนี้ด้วยนะ  เขาก็เตือนกันมากใน web และมี precaution ของยา metformin ด้วย  เพราะฉะนั้นอันนี้ถ้าเราทำเรื่องของ Med Reconcile มีการซักประวัติก่อน เราก็อาจป้องกันตรงจุดนี้ได้

          3. การที่ผู้ป่วยไม่ได้รับยาที่เคยใช้อยู่หลังจากหยุดใช้ยาชั่วคราว  สมมติว่าผู้ป่วย admit มาในหอผู้ป่วยอายุรกรรม แล้วเกิดต้องไปทำผ่าตัดผู้ป่วยอาจได้รับยา wafarin หรือ plavix อยู่ หมอก็จะสั่งหยุดยาก่อนคนไข้จะถูกส่งไปผ่าตัด จากห้องผ่าตัดคนไข้ก็ไป ICU อาจจะไป ICU สักวันหนึ่งแล้วกลับมาอยู่หอผู้ป่วยศัลยกรรม ไม่ได้ไปอยู่อายุรกรรมแล้ว  ตรงนี้ถือเป็นรอยต่อแล้วใช่ไหม  มาอยู่หอผู้ป่วยศัลยกรรมอาจได้แต่ antibiotic หรืออะไรก็ตามที่หมอศัลย์สั่ง  แต่ผู้ป่วยเพราะไม่ได้กิน warfarin หรือ plavix ที่เคยได้รับ  ตรงนี้เป็นรอยต่อของการให้บริการ  ดังนั้นรายการยาต้องตามผู้ป่วยไปตลอด  ตรงนี้เราไม่ค่อยส่งต่อกัน แพทย์เฉพาะทางจะดูแต่ยาของตัวเอง จะไปเปิดเวชระเบียนก็แสนยากเพราะต่างคนต่างสั่งเอาไว้ ตรงนี้จะเป็นหน้าที่ใครไม่บอก มันเป็น multidisciplinary  ไปตกลงกันเองว่าใครจะทำ เพราะมันขึ้นกับบริบทโรงพยาบาล ขึ้นอยู่กับว่าเรามีอัตรากำลังส่วนไหนเท่าไร เราจะลดความคลาดเคลื่อนลงได้

          4. ผู้ป่วยได้รับยาซ้ำซ้อนเพราะไม่ทราบว่าแพทย์สั่งเปลี่ยนยาแล้ว  เวลาจำหน่ายผู้ป่วย เราไม่เคยเอารายการยาตอนที่ผู้ป่วยได้รับต่อเนื่องก่อนเข้า รพ. กับรายการยาที่ผู้ป่วยได้รับในระหว่างอยู่ รพ. จนจำหน่าย  พอจำหน่าย เราไม่เคยเอามาเปรียบเทียบกันเลย  บางครั้งแพทย์เปลี่ยนยาไปแล้ว เช่น ยาลดความดันโลหิต อาจจะเปลี่ยนเป็นอีกตัวหนึ่ง หรือตัวเดียวกันแต่เปลี่ยนขนาด  แล้วเราไม่มีการทำ D/C counseling ตรงสุดท้ายอาจพูดธรรมดาเหมือนส่งมอบยาผู้ป่วย กลับไปบ้านก็กินเหมือนเดิม  แล้วฉันมียาอะไรเหลืออยู่ที่บ้าน ฉันก็กินด้วย ยาใหม่ก็กินด้วยอีก เกิดความซ้ำซ้อนในการได้รับยา  ตรงนี้เป็นประเด็นที่ต้องเคลียร์ในเรื่องของรายการยาให้ครบถ้วนก่อนที่จะจำหน่ายผู้ป่วยออกไป

          5. การได้รับยาซ้ำซ้อนกับยาที่ผู้ป่วยซื้อกินเอง  บางที interaction กัน มีอะไรกัน เราไม่ได้ซักประวัติ ไม่รู้เรื่อง ผู้ป่วยก็ยังซื้อกินอยู่นั่น แล้วน่ากลัวมากถ้าผู้ป่วยได้รับ warfarin 

          สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นทั้งสิ้น  ตอนนี้เราอาจยังไม่ต้องเริ่มทำ แต่เรากลับไปในโรงพยาบาลแล้วลองไปดูว่าจุดต่างๆ ที่พูดมันเกิดขึ้นจริงหรือไม่ในโรงพยาบาลของท่าน 

ปัญหาและอุปสรรค

          ปัญหาอุปสรรคตอนนี้ที่เราทำยากก็คืออัตรากำลังเป็นเรื่องใหญ่  เพราะอันนี้มันเป็นเรื่องละเอียดรอบคอบมากในการที่จะทำ ยังไม่บอกว่าหน้าที่ใคร ติดตามดูแล้วกัน  อันที่สองมันไม่ชัดน่ะว่าใครจะทำ บางโรงพยาบาลบอกมีคนทำอยู่แล้ว บางโรงพยาบาลบอก resident ทำ แต่มันไม่มีความเสม่ำเสมอในกระบวนการ ใครใคร่ทำก็ทำ ใครไม่ใคร่ทำก็ไม่มีคนเตือน แล้วก็มาตรฐานการทำไม่เหมือนกันเลยเพราะไม่เคย tune ว่ามาตรฐานเราควรทำอย่างไร  แบบฟอร์มก็ไม่มีการส่งต่อข้อมูลกันระหว่างสหวิชาชีพไม่รู้จะส่งต่อโดยวิธีไหน มีความหลากหลาย ทักษะในการสัมภาษณ์ให้ได้ข้อมูลก็ไม่มี  ฉะนั้นไม่ทำดีกว่าง่ายที่สุด 

          ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราต้องมาทำกระบวนการให้เป็นมาตรฐาน ทั้งหมดเป็นปัญหาอุปสรรคทั้งสิ้นซึ่งเราจะต้องเคลียร์ประเด็นทั้งหมดถ้าหากเราจะเริ่มทำ ให้มีมาตรฐานและ ได้ outcome ที่ดี จะเน้นว่า outcome ต้องดี ถ้าทำแล้วต้องดี ถ้าทำแล้วเป็นภาระแต่ outcome ไม่ดี ไม่ต้องทำ

ข้อมูลที่ต้องบันทึก

          ข้อมูลอะไรบ้างที่เราจะต้องบันทึก  ก็คือเราจะต้องดูว่ายาอะไรที่ผู้ป่วยได้รับอย่างต่อเนื่อง ถ้าเป็นคนไข้ประจำของเราก็ยังไม่ค่อยเท่าไร  ถ้าเป็นคนไข้ที่ refer มา อันนี้เป็นปัญหาว่าทำอย่างไรให้ได้ข้อมูลครบถ้วน

          สมุนไพรเป็นปัญหาหรือไม่ ใน text ต่างประเทศหรือ search เข้าไปใน web ก็พบว่าเป็นปัญหา  กระเทียมก็เป็นปัญหาสำหรับคนไข้ที่กินยา warfarin หรือ aspirin ทั้งหลาย เขาไม่อยากให้กินกระเทียม

          เพราะฉะนั้นอาหารเสริมก็เป็นปัญหา เราต้องถามผู้ป่วยหมดเลยว่า นอกจากยาที่รับประทานต่อเนื่องแล้ว อย่างอื่นมีบ้างไหมที่ทานอยู่  แล้วซื้อยาอะไรกินเองหรือเปล่า ต้องถามด้วยว่า ยาอะไรที่ทานมื้อสุดท้าย ที่ทานเข้ามาหรือฉีดเข้ามาอย่าง insulin นี่ครั้งสุดท้ายที่ฉีดน่ะ กี่โมง ไม่ใช่อะไร ไม่อย่างนั้นเข้ามาฉีดซ้ำอีก ครั้งสุดท้ายได้ยากี่โมงคือยาอะไรด้วย

          ข้อมูลเกี่ยวกับการแพ้ยากับเรื่องของอาการไม่พึงประสงค์คือเรื่อง ADR ทั้ง A ทั้ง B เอาให้หมดเลย

แหล่งข้อมูล

          จะหาข้อมูลจากแหล่งไหน อันนี้เรื่องใหญ่ว่าจะเอาอย่างไร  บางแห่งให้เอาซองยามาให้ดูหมดเลยแต่เราไม่รู้ว่าครบหรือเปล่า บางทีเอามาให้หมด เอาเข้าจริงๆ ที่ทานจริงกับที่ label ไม่ตรงอย่างนี้มีเยอะค่ะคือปรับยาเอง  หรือจะหาข้อมูลจากใคร จากญาติ จากเวชระเบียนได้ไหม รพ. เล็ก ๆ ยังไหว ดูจากเวชระเบียนได้ เพราะ รพ. เล็ก ๆ บางแห่ง หมอท่านหนึ่งดู round ward นั้น  ทั้งเดือน ท่านก็จะ review medication  ก่อนจะส่งต่อให้หมออีกท่าน  สรุปแต่ละเดือนของท่านเอง  มีการส่งต่อยังมี review medication อยู่ specialist ไม่มี  ถ้า รพ. ใหญ่มี specialist เยอะ คนไข้โรคเยอะ แต่ละท่านก็สั่งของท่าน  สมมติมี specialist 4 ท่าน ท่านก็เขียนของท่าน ไม่มีแพทย์เจ้าของไข้  ไม่มีการ review medication รวม  หาจากเวชระเบียนก็ยาก ก็ดูว่าอะไรมันเหมาะกับบริบท  ใบข้อมูลยา patient drug profile จากคอมพิวเตอร์ จากเภสัชกรรมพอหาได้ แต่จะครบถ้วน ถูกต้องทั้งหมดหรือเปล่าไม่ทราบ สมุดประจำตัวผู้ป่วยโรคเรื้อรัง อันนี้คิดว่าใช้ได้ ถ้า แพทย์ review medication ทุกครั้งที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์  ถ้าแพทย์ไม่ review medication อันนั้นก็ไม่ใช่แหล่งที่ดีของข้อมูลยาที่ผู้ป่วยได้รับ  ดิฉันเห็นในหลาย ๆ รพ.บาง รพ. review เอาไว้ดี เราสามารถใช้ตรงนี้เป็นแหล่งข้อมูลได้

          รายการยาที่ผู้ป่วยได้รับเมื่อถูกจำหน่ายจาก รพ. เดี๋ยวจะเสนอแบบฟอร์มว่าเวลาที่ผู้ป่วย discharge ออกจากโรงพยาบาล ถ้าเรามีแผ่นนี้ให้กับผู้ป่วยติดตัวกลับไป แล้วบอกเขาว่าครั้งหน้าถ้ามา admit เอาใบนี้กลับมา หรือถ้าไป admit ที่ไหน เอาใบนี้ให้กับแพทย์ พยาบาล ดูด้วยนะว่าเคยได้ยาอะไรอยู่อันนี้ ก็จะช่วยได้นะคะ  ถ้าเป็นผู้ป่วยนอกแล้วรพ. นั้นมีการทำรายการยาที่ผู้ป่วยได้รับยาจากแผนกผู้ป่วยนอกอันนั้นจะช่วยได้ เดี๋ยวจะให้ดูว่าฟอร์มจะเป็นอย่างไร

          จากประสบการณ์ที่เขาทำมา ใช้ข้อมูลจากแหล่งเดียวไม่ได้ ไม่ครบ ต้องใช้จากสองแหล่ง ขึ้นไปจึงจะได้ข้อมูลที่พอจะครบบ้าง ต้องไปประกอบกับการสัมภาษณ์อีกด้วย และต้องมีเทคนิคการสัมภาษณ์อีกด้วยว่าทำอย่างไรได้ข้อมูลถูกต้อง  เขาบอกว่า 10 คนสัมภาษณ์ผู้ป่วยได้ข้อมูลมาไม่เหมือนกันเลย แล้วแต่มุมของการซักถาม  เพราะฉะนั้นต้องมีคำถามที่เป็นมาตรฐาน  

ตัวอย่างแบบบันทึก

          อันนี้แหละอยากเสนอว่าเวลาผู้ป่วยมาที่ OPD  อาจมาพบที่หลายคลินิก ลองดูว่ามีแผ่นนี้ติดไว้ที่แผ่นแรกในแฟ้มผู้ป่วยจะเป็นไปได้ไหม  แพทย์สั่งยาไป ช่วยเขียนไว้ด้วยหรือให้พยาบาลเขียนก็ได้  อย่าเพิ่งบอกว่ามันเป็นภาระ ขอความกรุณา คือใช้จิตวิญญาณ คิดถึงความปลอดภัยผู้ป่วย แล้วเราจะไปลดเวลาสัมภาษณ์ตอนผู้ป่วย admit  ใช้ใบนี้ เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลยาที่ผู้ป่วยได้รับ ใบนี้จะติดในเวชระเบียนผู้ป่วยหรือ OPD card  ถ้ามาครั้งที่สองแพทย์เปลี่ยนยาก็ขีดฆ่ายาตัวนั้นออกแล้วบอกว่า discontinue เปลี่ยนเป็นยาไหนก็เขียนเพิ่มมาใหม่ ถ้าไปอีกคลินิกหนึ่งได้ยาอะไรเพิ่มก็ช่วยเขียนเติมไปด้วย  ตรงนี้จะมองเห็นเลยว่ายามันซ้ำซ้อนกันหรือเปล่า  บางทีหลายคลินิกอาจให้ยาซ้ำซ้อนกันก็ได้  คนไข้ได้รับ warfarin แล้วอีกคลินิกหนึ่งมาจะสั่ง NSAID ต้องกระตุกกันบ้าง ต้องกิ๊กกันบ้างว่ามันไม่ได้นะ  อันนี้จะทำให้แพทย์ในทุกคลินิกที่ OPD มองเห็นภาพรวมของยาผู้ป่วยได้รับ แล้วถ้ามาอีกครั้งหนึ่งจะ discontinue ยาตัวไหนก็ขีดทิ้งไป  แผ่นนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลยาตอนผู้ป่วยมา admit ได้ แต่ต้องถามเพิ่ม ซื้อยาอะไรกินเองหรือเปล่ากินสมุนไพรอะไรหรือเปล่า กินวิตามิน กินอาหารเสริม อะไรหรือเปล่า เข้าท่าไหมคะ  อยากเห็นโรงพยาบาลทำ

          อันนี้เป็นตอนผู้ป่วยจะจำหน่าย บอกได้เลยเป็นหน้าที่ห้องยา ถ้าคอมพิวเตอร์ดีช่วยกรุณาทำหน่อย จะช่วยผู้ป่วยได้มากเลยได้  ยา 10 ตัวสามารถมองได้เลยว่าหลังอาหาเราเช้าต้องกินอะไรบ้าง มองปุ๊บเห็นเลย ก่อนอาหารเย็นต้องกินอะไรบ้าง มองปุ๊บเลย เห็นได้  เดี๋ยวคุณกมลศักดิ์มีอะไรเล่าต่อเพราะเขาทำแล้ว  เวลาคนไข้กลับมา admit เอาอันนี้กลับมาด้วย มันจะเป็นข้อมูลอันหนึ่งที่รู้ว่าคนไข้กินยาต่อเนื่องอะไรอยู่  เดี๋ยวนี้หลายโรงพยาบาลจะให้แบบฟอร์มนี้ให้คนไข้ตอนจำหน่ายกลับบ้าน 

          อันนี้เป็นฟอร์มของ reconcile  เรียนไว้อย่างหนึ่งว่าอย่าไปยึดติดกับสิ่งที่วิทยากรเสนอในวันนี้  ท่านเอา idea ไปปรับรูปแบบให้เหมาะสม ให้สะดวกกับคนทำงาน เราอาจจะไม่เหมาะกับรูปแบบนี้ แต่ลองไปดูว่าเวลาซักประวัติเขาเขียนอะไรลงไป last dose ยา dose สุดท้ายที่ได้คืออะไรคุณหมอมาดู จะไม่สั่งต่อก็ discontinue จะเปลี่ยนอะไรก็ว่าไป มีช่องลงให้หมด พิมพ์เป็นภาษไทยไม่ได้ ช่องไม่พอ ขออภัยต้องพิมพ์เป็นภาษอังกฤษมันจึงจะลงล๊อค  

          สิ่งหนึ่งในการทำ reconcile อยากให้แพทย์ลงเหตุผลด้วยว่าทำไมจึงเปลี่ยนยาตัวนี้ ทำไม่จึงเปลี่ยน dose อย่างนี้  จึงจะถือว่าเป็นการ reconcile ที่สมบูรณ์แบบ ถ้าไม่อย่างนั้นจะนับเป็น 1  ผิดเลย  ให้ลงเหตุผลด้วยเพื่อเป็นการสื่อสารกันระหว่างสหวิชาชีพว่าทำไมจึงเปลี่ยน หรือจะ hold ไว้ aspirin ยังไม่ให้นะ sulfonyl urea ยังไม่ให้นะ เปลี่ยนเป็น insulin  หยุดไว้ก่อน  แต่อย่าลืมเวลาจ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

· คำสำคัญ: adr patient safety 9th ha national forum medication reconciliation 
· หมายเลขบันทึก: 177300 · เขียน:  
· ดอกไม้:
1
 · ความเห็น:
12
 · อ่าน: แสดง 
· สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
JJ
เขียนเมื่อ Thu Apr 17 2008 23:17:20 GMT+0700 (ICT)

ขอบพระคุณครับ

พจวรรณ
IP: xxx.26.166.85
เขียนเมื่อ Sun May 11 2008 14:08:47 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณค่ะ..ไป forum9 อยากเข้าห้องนี้มาก แต่ไปในหมวกอีใบเลยต้องเข้าห้องอื่นแทน..ขอบคุณอีกครั้้งค่ะ..เภสัชกร

Dr Anuwat Supachutikul
เขียนเมื่อ Sun May 11 2008 15:02:00 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณที่ติดตามครับ

เรื่องนี้มีความสำคัญจริงๆ

ถ้าทำได้ดีจะลดเรื่องความคลาดเคลื่อนทางยา เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ และการรักษาที่ไม่ได้ผลได้มากทีเดียวครับ

นักศึกษาเภสัชกร
IP: xxx.173.67.13
เขียนเมื่อ Mon May 19 2008 17:43:00 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากกกกกกคะ

แต่ก่อนไม่รู้จักตอนนี้พอจะเข้าใจบ้างแล้ว

Dr Anuwat Supachutikul
เขียนเมื่อ Mon May 19 2008 19:46:01 GMT+0700 (ICT)

ถ้าเราลองทบทวนหรือรับฟังเรื่องราวจากญาติพี่น้องของเรา แล้วมาเล่าสู่กันฟัง จะเห็นความสำคัญ ความจำเป็น และประโยชน์ของเรื่องนี้มากขึ้นครับ

เราอาจจะพบว่าผู้สูงอายุที่บ้านของเราต้องเผชิญกับปัญหาง่ายๆ หลังจากไปนอน รพ.เพื่อรับการผ่าตัด แล้วต้องมาทนทุกข์กับปัญหาท้องผูกเนื่องจากคุณหมอไม่ได้สั่งยาระบายที่เคยรับประทานเป็นประจำให้ ส่วนคุณยายก็เป็นคนไข้ที่ดี ไม่กล้ากินยาที่หมอไม่ได้สั่ง

ดูเป็นเรื่องเล็กของเรา แต่เป็นเรื่องใหญ่ของคุณยายและญาติๆ เลยละครับ

นศภ.ศุจินาถ จันทรกูล (ปี 5 มอ.)
IP: xxx.173.161.216
เขียนเมื่อ Tue Sep 23 2008 13:06:25 GMT+0700 (ICT)

กำลังทำโปรเจคเรื่องนี้อยู่พอดีค่ะ อยากทราบว่า รพ.ในประเทศไทยใดบ้างที่ทำ Medication Reconciliation แล้ว

Araya
IP: xxx.7.159.18
เขียนเมื่อ Thu Oct 09 2008 18:44:16 GMT+0700 (ICT)

เท่าที่ทราบโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์น่าจะทำแล้วค่ะ

โก๊ะจิจัง แซ่เฮ
เขียนเมื่อ Thu Oct 09 2008 18:46:19 GMT+0700 (ICT)

เรียนอาจาร์ยอนุวัฒน์ ดิฉันเภสัชกรตัวเล็ก ขอคำปรึกษาด้านmed reconcileหน่อยค่ะ พอดีทางรพ.เพิ่งเริ่มทำค่ะ และให้ทางเภสัชเป็นเจ้าภาพพอดีตัวหนูเองก็เป็นผู้รับผิดชอบหลักแต่พอทำแล้วเจอปัญหาเยอะแยะค่ะโดยเฉพาะเรื่องความร่วมมือจากสหวิชาชีพ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยลงข้อมูลให้เพราะไม่มีเวลาลงบ้าง บ้างก็บอกชื่อmedก็น่าเกี่ยวกับเภสัช เภสัชก็ทำสิ จะแก้ปัญหาอย่างไรค่ะ

นศ.ภ.ปรมาภรณ์ ปี 4 ม.ขอนแก่น
IP: xxx.84.76.2
เขียนเมื่อ Tue Mar 09 2010 00:35:34 GMT+0700 (ICT)

ตอนนี้หนูฝึกงานและรพ.กำลังทำเรื่องนี้ค่ะ

ขอบคุณมากนะคะ มีประโยชน์กับผู้ป่วยมากๆเลย

และยังพัฒนาศักยภาพและความรับผิดชอบของบุคลากรอีก สู้ๆค่ะ

Dr Anuwat Supachutikul
เขียนเมื่อ Tue Mar 09 2010 05:34:23 GMT+0700 (ICT)

ยินดีจริงๆ ครับที่ความสนใจเรื่องนี้ได้เริ่มต้นขึ้นในระดับนักศึกษาแล้ว

ขอเป็นกำลังใจให้ครับ

ตอบคำถามของเภสัชกรตัวเล็กด้งนี้ครับ

สำหรับการเริ่มต้นทำที่จะได้รับความร่วมมือจากวิชาชีพต่างๆ นั้น น่าจะใช้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์ คือเก็บรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นที่ชี้ให้เห็นว่าเรามีปัญหาความคลานเคลื่อนในแต่ละขั้นตอนมากน้อยเพียงใด ไม่ต้องเก็บข้อมูลมากนัก เอาเพียงให้เห็นปัญหา แล้วนำข้อมูลนั้นมาคุยกัน

ในการบันทึกข้อมูล ควรทำให้การบันทึกนั้นเป็นประโยชน์ในการดูแล มิใช่บันทึกเพื่อทำ med reconcile ให้สมบูรณ์ตามรูปแบบ อาจจะค่อยๆ ต่อยอดจากสิ่งที่มีการทำอยู่เดิม หรืออาจจะทำเปรียบเทียบกับของเดิมแล้ววิเคราะห์ให้เห็นว่ามีประโยชน์แตกต่างกันอย่าง

ในช่วงเริ่มต้นอย่าเน้นทำมาก ถ้ามีกำลังน้อยให้ทำในบางกลุ่มที่คิดว่าจะได้ประโยชน์สูงสุดก่อน กิจกรรมการซักประวัติการใช้ยาที่เป็นต้นแบบของเรื่องนี้เป็นการทำในงานวิจัย และมอบหมายให้พนักงานผู้ช่วยเภสัชกรรมเป็นผู้ทำ

อรอุมา
IP: xxx.26.200.191
เขียนเมื่อ Sun May 01 2011 22:27:09 GMT+0700 (ICT)

บางครั้งก็ท้อนะคะ ไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากแพทย์

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์