สมาชิก
แลกเปลี่ยน
 

เทคนิคการฝึกอบรม

เทคนิคการฝึกอบรม

เทคนิคการฝึกอบรมเป็นกิจกรรมที่สำคัญต่อการจัดฝึกอบรมเป็นอย่างมากเพราะการอบรม  เพื่อเพิ่มพูนสรรถภาพและประสิทธิภาพของบุคคล  ในด้านความรู้ความเข้าใจ  ทักษะและทัศนคติของผู้เข้ารับการฝึกอบรมอันจะทำให้สามารถนำสิ่งที่ฝึกอบรมให้นั้นไปปรับใช้ได้กับการปฏิบัติงานจริง  ซึ่งการสร้างภาวะการเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวนั้น  ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการประยุกต์  และเลือกใช้เทคนิคและวิธีการฝึกอบรมรวมถึงสื่อการสอนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม  เนื้อหาสาระในการหลักสูตร  ผู้เข้ารับการฝึกอบรม  ความรู้และความสามารถของผู้เป็นวิทยากรในการเลือกเทคนิคที่จะถ่ายทอด  สถานที่  สิ่งอำนวยความสะดวก  เครื่องมือเครื่องใช้  และวัสดุอุปกรณ์  รวมทั้งโสตทัศนูปกรณ์  ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ในแต่ละโครงการฝึกอบรม  ตลอดจนค่าใช้จ่าย  ฯลฯ  เป็นต้น

ความหมายของเทคนิคการฝึกอบรม

วิธีการ  หรือเครื่องมือ  หรือกิจกรรม  ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร  และสื่อความหมายระหว่างผู้ที่เป็นวิทยากรกับผู้เข้ารับการฝึกอบรม  หรือระหว่างผู้เข้ารับการฝึกอบรมด้วยกัน  หรือระหว่างบุคคลอื่นใด  ที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรมในกระบวนการฝึกอบรมเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลด้านความรู้  ทักษะ  และทัศนคติของผู้เข้ารับการฝึกอบรมในระดับที่ต้องการ  เพื่อนำความรู้  ทักษะ  และทัศนคติไปใช้ในการปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเภทของเทคนิคในการฝึกอบรม

การบรรยาย ( Lecture )
การบรรยาย  เป็นเทคนิควิธีที่ใช้ในการถ่ายทอดความคิดเห็น  ความรู้  ตลอดจนข้อมูล  ข้อเท็จจริงให้แก่ผู้ฟัง  เป็นเทคนิคที่แพร่หลายและสามารถใช้ประกอบกับเทคนิคอื่น ๆ ได้  แต่มีจุดด้อยตรงที่ลักษณะของการบรรยายจะเป็นระบบสื่อสารทางเดียว  ยิ่งถ้ามีเวลาจำกัดโอกาสที่จะให้ผู้ฟังได้มีส่วนร่วมในการซักถาม  หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่บรรยายจะไม่มี  ผู้บรรยายไม่สามารถประเมินได้ว่าเมื่อจบการบรรยายแล้วผู้ฟังมีความรู้  ความเข้าใจ  ในสิ่งที่บรรยายมากน้อยเพียงใด  ซึ่งอาจจะต้องพิจารณาจากผลกระทบที่เกิดจากการบรรยาย
ความสำเร็จของการบรรยายจะขึ้นอยู่กับความสามารถและประสบการณ์ของผู้บรรยาย  กล่าวคือผู้บรรยายบางคนสามารถบรรยายเรื่องที่ยากต่อการทำความเข้าใจให้ผู้ฟังเกิดความสนใจเกิดความกระจ่างเกิดเป็นรูปธรรม  นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง  ถ้าจะพิจารณาอย่างผิวเผินแล้วอาจคิดว่าการบรรยายเป็นสิ่งที่ง่าย  สามารถใช้ได้ทุกโอกาส  ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วถ้าจะให้การบรรยายเกิดประสิทธิภาพ  และประสบความสำเร็จ  มีส่วนที่ต้องดำเนินการ  2  ส่วน  คือ  การเตรียมตัวในการบรรยาย  กับการบรรยาย

ข้อดี

1.  การบรรยายเป็นเทคนิคที่ง่ายต่อการใช้  ผู้ที่มีประสบการณ์จะใช้เวลาในการเตรียมตัวน้อยลง
2.  เนื้อหาสาระที่ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เวลาในการอบรมด้วยวิธีอื่น
3.  สามารถให้การอบรมคนเป็นจำนวนมาก ๆ ในแต่ละครั้ง
4.  สะดวกและช่วยลดภาระงานด้านการจัดการของฝ่ายฝึกอบรม
5.  สามารถเน้นเนื้อหาระได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการอบรม
6.  การบรรยายนอกจากจะใช้เป็นเทคนิคเฉพาะแล้ว  ยังสามารถนำไปเป็นเครื่องมือในการฝึกเทคนิคอื่น ๆ เช่น  การฝึกปฏิบัติงานจริงจำเป็นต้องใช้การบรรยายนำก่อน  จึงอาจกล่าวได้ว่า  การบรรยายเป็นเทคนิคพื้นฐานของเทคนิคพื้นฐานของเทคนิคอื่น  ๆ
ข้อจำกัด
1.  ประสิทธิภาพของการบรรยายขึ้นอยู่กับความสามารถและประสบการณ์ของวิทยากร
2.  การบรรยายเป็นลักษณะการสื่อสารทางเดียว  ถ้าไม่เปิดโอกาสให้มีการซักถาม  จะไม่สามารถประเมินได้ว่า  ผู้ฟังมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่บรรยายเพียงใด
3.  การบรรยายไม่อาจใช้กับทุกเรื่องได้  เช่น  เรื่องที่ต้องการข้อสรุปเพื่อการนำไปปฏิบัติการ
4.  ช่วงความสนใจในการฟังของบุคคลแต่ละวัย  แต่ละระดับบุคคลในองค์การมีขีดจำกัด  หากใช้เวลาในการบรรยายมากเกินไป  จะไม่เกิดผลตามความมุ่งหมายที่กำหนด

สรุป

การบรรยายที่มีการซักถามเป็นเทคนิคการฝึกอบรมที่เหมาะกับการฝึกอบรมที่มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ความรู้  ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล  การยอมรับของผู้ที่มีส่วนร่วม  การเปลี่ยนทัศนคติ  ทักษะการแก้ปัญหา  แต่ไม่เหมาะสำหรับความรู้ที่ได้จากการอบรมเพื่อเสริมสร้างประสมการณ์ในแนวใหม่
การอภิปราย( Discussion )
การอภิปราย  คือ  การที่กลุ่มคนที่มีความสนใจในปัญหาหรือเรื่องเดียวกัน  ต้องการที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันด้วยวิธีการวิเคราะห์  และพิจารณาโดยอาศัยความคิดเห็นร่วมกัน
1.  การอภิปรายเป็นคณะ( Panel Discussion )
เป็นการการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และมีประสบการณ์มาให้ความคิดเห็นหรือทรรศนะในเรื่องเดียวกัน  จำนวนผู้อภิปรายอาจจะมีประมาณ  3-5 คน  ในการอภิปรายผู้ทรงคุณวุฒิจะอภิปรายในลักษณะที่สนับสนุนหรือให้เหตุผลโต้แย้งผู้ทรงคุณวุฒิด้วยกัน  เพื่อให้ความคิดกว้างไกลออกไป  และตอนท้ายผู้ดำเนินการอภิปราย           ( Moderater ) จะเป็นผู้สรุปความคิดเห็นของผู้สรุปความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ
2.  การอภิปรายแบบชุมนุมปาฐกถา ( Symposium Discussion ) 
เป็นการอภิปรายที่เชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ความรู้ในเรื่องที่สนใจในแต่ละด้าน  มาร่วมเป็นองค์ปาฐก  ผู้ฟังหรือผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะมีความรู้ความเข้าใจตามเรื่องและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

ข้อดี

1.  การอภิปรายช่วยเปลี่ยนบรรยากาศในการฟังของผู้ฟังหรือผู้เข้ารับการอบรม  โดยได้สัมผัสกับแนวและวิธีการพูดของผู้อภิปรายในลักษณะหลากหลาย  โดยเฉพาะการพูดโต้แย้งในการอภิปรายเป็นคณะ
2.  การอภิปรายเป็นคณะช่วยสร้างแนวคิดให้แก่ผู้ฟังในทรรศนะที่ต่างกัน  ทำให้เกิดความความรอบคอบในการตัดสินใจเลือกแนวทางที่ดีที่สุด  ส่วนการอภิปรายแบบชุมนุมปาฐกถา  ผู้ฟังจะรับความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะทาง  ทำให้รู้จริง  ได้ประโยชน์เต็มที่
3.  การอภิปรายเป็นการแสวงหาข้อสรุปและแนวทางในการแก้ปัญหาของผู้ที่มีความสนใจร่วมกันในลักษณะที่มีความเป็นไปได้ของการนำไปใช้  เพราะความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิที่มาอภิปรายบางเรื่องผู้ฟังรับได้  บางเรื่องต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมซึ่งสามารถทำได้ในได้ในช่วงของคาบการอภิปราย ( Forumperiod ) 
4.  การอภิปรายทั้งสองแบบสามารถใช้ได้กับคนกลุ่มใหญ่

ข้อจำกัด

1.  ผู้ดำเนินการอภิปรายจะต้องเป็นผู้มีความสามารถและประสบการณ์เกี่ยวกับการอภิปราย  จึงจะสามารถควบคุมการอภิปรายให้ดำเนินไปสู่เป้าหมาย  และเวลาของการอภิปรายที่กำหนดไว้
2.  การพิจารณาเลือกเชิญผู้อภิปรายมีความสำคัญมาก  หากได้ผู้มีความรู้และประสบการณ์สูงจะทำให้การอภิปรายเกิดผลดีและให้การอภิปรายเกิดผลดีและให้ประโยชน์แก่ผู้ฟัง
3.  ผู้แม้จะมีส่วนร่วมในคาบของการอภิปราย  แต่จัดว่ายังมีส่วนร่วมน้อยบางครั้งบรรยายกาศไม่ส่งเสริมทำให้ผู้ฟังไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเท่าที่ควร
การสาธิต( Demonstration )
เป็นการแสดงให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เห็นการปฏิบัติจริงซึ่งการกระทำหรือปฏิบัติจริงซึ่งการกระทำหรือปฏิบัติจริงจะมีลักษณะคล้ายการสอนงาน  การสาธิตนิยมใช้กับหัวข้อวิชาที่มีการปฏิบัติ  เช่น  การฝึกอบรมเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ นาฏศิลป์  และขับร้อง 
วิธีการ  วิทยากรทำให้ดูแล้วผู้เข้ารับการฝึกอบรมทดลองทำตาม

ข้อดี

เกิดความรู้ความเข้าใจเร็ว  และมีความน่าเชื่อถือสูง  เพิ่มทักษะของผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ดี  ไม่เบื่อหน่าย  สามารถปฏิบัติได้หลายครั้ง

ข้อจำกัด

ต้องใช้เวลาเตรียมการมาก  เหมาะกับการฝึกอบรมกลุ่มเล็ก ๆ วิทยากรต้องมีความชำนาญจริง ๆ และต้องไม่พลาด

การสอน ( Coaching )
เป็นการแนะนำให้รู้วิธีปฏิบัติงานให้ถูกต้อง  โดยปกติจะเป็นการสอนหรืออบรมในระหว่างการปฏิบัติงาน  อาจสอนเป็นรายบุคคลหรือสอนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งผู้สอนต้องมีประสบการณ์และทักษะในเรื่องที่สอนจริง ๆ
วิธีการ  หัวหน้างานสอนการทำงาน

ข้อดี 

เน้นเนื้อหาตามความเหมาะสมของแต่ละคน

ข้อจำกัด 

คุณค่าขึ้นกับผู้สอนงานซึ่งส่วนใหญ่คือหัวหน้างาน

 

การระดมสมอง ( Brainstorming )
เป็นการประชุมกลุ่มเล็กไม่เกิน  15  คน  เปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีโดยปราศจากข้อจำกัดหรือกฎใด ๆ ในหัวข้อใดหัวขอหนึ่งหรือปัญหาใดปัญหาหนึ่ง  โดยไม่คำนึงว่าจะถูกหรือผิด  ดีหรือไม่ดี  ความคิดหรือข้อเสนอทุกอย่างจะถูกจดไว้แล้วนำไปกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง  ดั้งนั้นพอเริ่มประชุมต้องมีการเลือกประธานและเลขานุการของกลุ่มเสียก่อน
วิธีการ  ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทุกคนเสนอความคิดเห็นแล้วช่วยกันสรุป

ข้อดี

ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีส่วนร่วมโดยตรง  ช่วยกันคิด  ช่วยกันเสนอ  ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์  สามารถแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ได้  ทำให้ความคิดหลากหลายในเวลาจำกัดสามารถเร้าความสนใจของผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ดี  บรรยากาศเป็นกันเอง

ข้อจำกัด

ได้ความคิดเห็นจำนวนมากแต่คุค่าน้อย  และต้องจำกัดกลุ่มผู้เข้ารับการฝึกอบรมเพื่อให้ทุกคนได้ร่วมแสดงความคิดเห็น  ปัญหาที่นำมาระดมสมองควรเป็นปัญหาเดียว

การประชุมกลุ่มย่อย ( Buzz session )
เป็นการแบ่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นกลุ่มย่อยจากกลุ่มใหญ่  กลุ่มย่อยละ 2-6  คนเพื่อพิจารณาประเด็นปัญหา  อาจเป็นปัญหาเดียวกันหรือต่างกัน  ในช่วงเวลาที่กำหนด  มีวิทยากรคอยช่วยเหลือทุกกลุ่ม  แต่ละกลุ่มต้องเลือกประธานและเลขานุการของกลุ่มเพื่อดำเนินการ  แล้วนำความคิดเห็นของกลุ่มเสนอต่อที่ประชุมใหญ่
วิธีการ  กลุ่มช่วยกันวิเคราะห์ปัญหาที่ได้รับมอบหมายข้อดีข้อจำกัด

ข้อดี

เปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความคิดเห็น  บรรยากาศเป็นกันเอง

ข้อจำกัด

การประชุมกลุ่มย่อยในให้ในห้องเดียวกันอาจทำให้เกิดเสียงรบกวนกัน  ประธานที่เลือกได้อาจไม่มีลักษณะผู้นำ  ดำเนินการประชุมไม่ดีทำให้ผู้ร่วมการประชุมขาดการแสดงความคิดเห็น  บางกลุ่มอาจได้ความคิดเห็นน้อย  บาง
กลุ่มอาจใช้เวลามากทำให้ควบคุมเวลาได้ยาก
กรณีศึกษา(Case  Study )
เป็นเทคนิคการฝึกอบรมที่นำเอาเรื่องราวหรือกรณีที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นจริง ๆ เสนอในกลุ่มผู้เข้ารับการอบรม  สมาชิกของกลุ่มจะใช้หลักวิชาการและประสบการณ์ที่ได้จากการปฏิบัติงานมาผสมผสานเพื่อมาวิเคราะห์กรณีที่ยกมา  โดยมีที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำและให้แนวทางเพื่อช่วยสมาชิกกลุ่มวิเคราะห์ปัญหาได้ตรงวัตถุประสงค์ขั้นตอนของการศึกษาจพเริ่มด้วยหลักการ  และการให้ภาพต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาแก้ไขปัหา  จากนั้นผู้เข้าฝึกอบรมจะศึกษา  อภิปราย  และค้นคว้าตามหลักวิชาการ  ซึ่งบางครั้งข้อมูลที่ต้องการอาจเป็นข้อมูลที่สำเร็จอยู่แล้ว  แต่บางครั้งจำเป็นต้องค้นคว้าหาข้อมูลบ้าง  และในขั้นตอนสุดท้ายผู้เข้ารับการอบรมจะต้องพิจารณาตัดสินใจแก้ปัญหาหรือกรณีที่นำเสนอภายใต้สภาพการณ์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด  และเพื่อช่วยให้การตัดสินใจของผู้เข้ารับการอบรมดีขึ้น  การนำเสนอกรณีหรือปัญหา  จะต้องมีรายละเอียดมากพอที่จะทำให้ผู้ศึกษาได้เห็นจุดสำคัญของปัญหาและได้ข้อที่เป็นแนวทางนำไปสู่การตัดสินใจการแก้ปัญหา
กรณีศึกษาเหมาะสำหรับการฝึกอบรมทางด้านกฏหมาย  ด้านการเงิน  และการฝึกอบรมเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสำคัญของมนุษย์  ประเภทบุคคลที่เข้าฝึกอบรมที่เหมาะสมที่จะใช้เทคนิควิธีนี้  คือผู้บริหาร  ผู้จัดการและผู้ที่จะเข้าสู่ระดับมืออาชีพ  ส่วนเรื่องการสนองตอบวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรมจะใช้ได้ดีกับการฝึกอบรมที่ต้องการ
เปลี่ยนทัศนคติ  และสร้างเสริมทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

 ข้อดี

ช่วยให้ผู้รับการฝึกอบรมได้วิเคราะห์ตัดสินปัญหาในเรื่องที่เหมือนจริงและสามารถนำไปปรับใช้กับการปฏิบัติงานได้  กรณีศึกษาเป็นกิจกรรมที่มีบรรยายกาศเป็นกันเองเพราะทุกคนมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์

ข้อจำกัด

สมาชิกบางคนอาจครอบงำความคิดของผู้อื่นเพราะบุคลิกภาพ  วัยวุฒิหรือคุณวุฒิ  กรณีศึกษาที่เป็นเรื่องจริงหาได้ยาก  โดยเฉพาะเรื่องที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้เข้ารับการฝึกอบรมและเหมาะสมกับเวลา  การสร้างกรณีศึกษาเป็นงานที่ต้องใช้เวลาและงบประมาณ  ตอนสรุปผลการกรณีศึกษาวิทยากรมักไม่ให้ความสำคัญและรีบสรุปจบ
การประชุมแบบฟอรัม( Forum )
เป็นเทคนิคที่ใช้กับการประชุมกลุ่มใหญ่  ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการฝึกอบรม  โดยการซักถามแสดงข้อเท็จจริง  ปรึกษาหารือแสดงความคิดเห็นกับวิทยากร
วิธีการ  วิทยากรพูดให้ฟังแล้วผู้ฟังสอบถามและแสดงความคิดเห็นได้

ข้อดี

ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็น  วิเคราะห์ปัญหา  เป็นการกระตุ้นให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องเตรียมตัวให้ดียิ่งขึ้น  และมีบรรยากาศเป็นกันเอง

ข้อจำกัด

เวลาอาจไม่พอถ้าเป็นเนื้อหาที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสนใจกันทุกคน  พิธีกรและวิทยากรต้องมีความรู้ความสามารถดี  ผู้เข้ารับการฝึกอบรมบางคนอาจไม่กล้าผู้แสดงความคิดเห็น  หรือบางคนพูดนอกประเด็น
เกมการบริหาร( Management Games )
เป็นการแข่งขันระหว่างกลุ่มบุคคลตั้งแต่  2  กลุ่มขึ้นไป  โดยแข่งขันเพื่อดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง  เป็นการให้ปฏิบัติเหมือนเหตุการณ์จริง  อาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสื่อสาร  การตัดสินใจ  การวางแผน  การเป็นผู้นำ  มนุษย์สัมพันธ์  ฯลฯ  ขนาดของกลุ่มในการแข่งขันขึ้นอยู่กับเกมการแข่งขัน
วิธีการ  ทุกคนในกลุ่มร่วมกันแข่งขันตามเกม
ข้อดี
เป็นการย่อสถานการณ์จริงให้ฝึกในช่วงสั้น ๆ  ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีส่วนร่วมช่วยกันคิดช่วยกันทำ  ทำให้มีบรรยากาศเป็นกันเอง  ได้รับความรู้โดยไม่รู้ตัว

ข้อจำกัด

การเลือกเกมที่ไม่เหมาะสมจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์  การแบ่งกลุ่มมากเกินไปจะเป็นอุปสรรคในการแข่งขัน  และเกมบางชนิดต้องใช้อุปกรณ์และเวลา
การแสดงบทบาทสมมติ( Role  playing )
เป็นเทคนิคที่นำเอาเรื่องที่เป็นกรณีตัวอย่างมาเสนอในรูปแบบการแสดงบทบาท  ให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เห็นภาพชัดเจน  ได้สัมผัสกับประสบการณ์และความรู้สึกที่แท้จริงเกี่ยวกับปัญหาที่เป็นกรณีตัวอย่าง  การแสดงบทบาทสมมติช่วยให้ผู้เข้ารับการอบรมได้รับทราบข้อมูลและเรื่องราวที่ตรงกับเนื้อเรื่องที่ใช้ในการศึกษาแนวเดียวกัน  ซึ่งต่างจากกรณีศึกษาที่ผู้เข้ารับการอบรมอ่านเนื้อหาแล้วต้องจินตนาการและตีความหมายของปัญหาในบางครั้งอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจไขว้เขวได้  นอกจากนี้หลังการแสดงบทบาทสมมติแล้ว  ผู้เข้ารับการอบรมสามารถวิเคราะห์ปัญหาได้  พร้อมกันทั้งกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มย่อยได้ทำให้ได้ข้อสรุปเพื่อการแก้ปัญหา
การแสดงบทบาทสมมติ  ผู้ให้การฝึกอบรมจะต้องเตรียมเรื่อง  เนื้อหา  และบทบาทข้อตัวละครไว้ล่วงหน้า  ส่วนผู้แสดงบทบาทจะใช้วิธีอาสาสมัครจากสมาชิกผู้เข้าอบรม  เพื่อให้การแสดงบทบาทได้สมจริง  และในการแสดงผู้ให้การอบรมเป็นเพียงแต่ให้ข้อมูลพร้อมทั้งชี้แจ้งได้เข้าใจเนื้อเรื่องและบทบาทของตน  ผู้แสดงจะแสดงออกตามความรู้สึกนึกคิดของตนในบทที่ได้รับมอบหมาย  สมาชิกที่ได้เข้ารับการอบรมที่เป็นผู้ดูจะได้รับการบอกเล่าเรื่องราวและปํญหาอย่างย่อ ๆ  ส่วนราบละเอียดให้สังเกตจากพฤติกรรมของผู้แสดง  หลักการแสดงบทบาท  ผู้เข้ารับการอบรมจะอภิปรายโดยใช้ประสบการณ์เรียนรู้มาวิเคราะห์ปัญหาจากพฤติกรรมที่แสดงบทบาทสมมติ  พร้อมทั้งแสดงแนวทางในการแก้ปัญหา
ข้อดี
1.  การใช้บทบาทสมมติช่วยกระตุ้นให้สมาชิกผู้เข้ารับการอบรมเกิดความสนใจเรื่องีท่อบรม
2.  ส่งเสริมให้ผู้เข้ารับการอบรมได้แสดงออกด้วยการปฏิบัติจริง  ทำให้ประสิทธิภาพของการเรียนรู้เพิ่มขึ้น
3.  เปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ทดลองแสดงบทบาทตามแนวคิด  และสามารถแสดงบทบาทซ้ำได้  เพื่อให้เกิดความเข้าใจและหาข้อสรุปได้
4.  เป็นเทคนิคที่สามารถใช้ได้ทั้งในกรณีที่มีการวางแผนล่วงหน้า  และไม่ได้ว่างแผนล่วงหน้า
5.  ส่งเสริมความคิดริเริ่มของผู้เข้ารับการอบรม

ข้อจำกัด

1.  การใช้เทคนิคนี้ผู้ให้การอบรมอาจมีความยุ่งยากเกี่ยวกับการเตรียมการล่วงหน้า    
2.  การแสดงบทบาทสมมติต้องใช้เวลามาก  ซึ่งมีผลต่อระยะเวลาการฝึกอบรม
3.  การหาอาสาสมัคร  เพื่อแสดงบทบาทเป็นอุปสรรค  เพราะบางคนไม่กล้าแสดงออก
4.  ผู้ให้การฝึกอบรมต้องเป็นผู้มีความสามารถในการเชื่อมโยงความคิดของสมาชิกที่เข้าอบรมไปสู่ข้อสรุปได้

 

 

 

การสัมมนา( Semiar)
เป็นการประชุมของผู้ที่ปฏิบัติอย่างเดียวกันหรือคล้ายกัยแล้วพบปัญหาเหมือน ๆ กัน  เพื่อร่วมกันแสดงความคิดเห็นหาแนวทางปฏิบัติในการแก้ปัญหาทุคนที่ไปร่ใมการสัมมนาต้องช่วยกันพูดช่วยกันแสดงความคิดเห็น  ปกติจะบรรยายให้ความรู้พื้นฐานก่อนแล้วแบ่งกลุ่มย่อย  จากนั้นนำผลการอภิปรายของกลุ่มย่อยเสนอที่ประชุมใหญ่
วิธีการ  ทุกคนรว่มกันอภิปรายเสนอความคิด
ข้อดี

เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์  ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีโอกาสมีส่วนร่วมมาก  ผลสรุปของการสัมมนานำไปเป็นแนวทางแก้ปัญหาได้ดี

ข้อจำกัด
ที่ปรึกษากลุ่มหรือสมาชิกบางคนอาจครอบงำความคิดของผ็อื่นได้เพราะวัยวุฒิหรือคุณวุฒิหรือตำแหน่งหน้าที่การงาน  ถ้าเวลาจำกัดรีบสรุปผลอาจได้ข้อสรุปที่ไม่หน้าพอใจ
การศึกษาดูงานนอกสถานที่( Field  Trip )
เป็นการนำผู้เข้ารับการฝึกอบรมไปศึกษายังสถานที่อื่นนอกสถานที่ฝึกอบรม  เพื่อให้พบเห็นของจริงซึ่งผู้จัดต้องเตรียมการเป็นอย่างดี
วิธีการ  นำผู้เข้ารับการฝึกอบรมไปศึกษาดูงานนอกสถานที่
ข้อดี
เพิ่มความรู้ความเข้าใจได้เห็นการปฏิบัติจริง  สร้างความสนใจและความกระตือรือร้น  สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้ารับการฝึกอบรม
ข้อจำกัด
ต้องใช้เวลาและเสียค่าใช้จ่ายมาก  ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายโดยเฉพาะเจ้าของสถานที่ที่จะไปศึกษา
การประชุมเชิงปฏิบัติการ( Workshop )
เป็นรูปแบบของการฝึกอบรมที่ส่งเสริมให้ผู้เข้ารับการอบรมเกิดการเรียนรู้ทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติ  สามารถนำสิ่งที่ได้รับไปปฏิบัติงานในสถานการณ์จริงที่ผู้เข้าอบรมปฏิบัติอยู่ 
ลักษณะของการประชุมเชิงปฏิบัติงานจะแบ่งออกเป็น  2  ส่วน  คือ 
1.  เป็นการให้ความรู้ของวิทยากร  เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม  ให้สามารถแก้ไขข้อขัดข้องในการทำงาน  กำหนดแนวทางในการปฏิบัติและปรับปรุงงาน 
2.  เป็นการปฏิบัติการของผู้เข้ารับการอบรมที่จะหารือ  อภิปราย  ให้ได้แนวทางแก้ปัญหาหรือวิธีการปฏิบัติงาน  โดยอาจจะดำเนินการทั้งกลุ่มใหญ่หรือแงเป็นกลุ่มย่อย  ซึ่งการดำเนินการของส่วนที่สอง  จะอาศัยหลักวิชาการหรือหลักการที่วิทยากรได้บรรยายหรืออภิปรายมาใช้ประกอบเป็นแนวทาง
ข้อดี
1.  การประชุมปฏิบัติการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เข้ารับการอบรมทุกคน
2.  ผู้เข้าอบรมมีอิสระในการคิดและปฏิบัติงานกลุ่ม
3.  ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำผลการประชุมปฏิบัติการไปใช้ในการดำเนินงาน  และปฏิบัติงานในหน่วยงานของตน
ข้อจำกัด
1.  จะต้องใช้เจ้าหน้าที่จำนวนมากเพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้เข้ารับการอบรมในแต่ละกลุ่ม  รวมทั้งการจัดวิทยากรประจำกลุ่ม
2.  ต้องใช้เวลามากโดยเฉพาะเวลาสำหรับการปฏิบัติงานกลุ่ม
การอบรมด้านความรู้สึก( Sensitivity  Training )
เป็นการอบรมในลักษณะของผู้เข้ารับการอบรมจะเรียนรู้พฤติกรรมของกลุ่มผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมกับกลุ่ม  ประสบการณ์ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ  ความผิดหวังและความคับข้องใจของกลุ่ม  จะได้รับการแก้ไขปัญหากันเองภายในกลุ่ม  การแสดงออกทางความรู้สึกของคนในกลุ่มอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนมากกว่าการเรียนรู้  จุดประสงค์ที่สำคัญของการอบรมด้านความรู้สึก  เป็นการสอนให้เข้าใจในเรื่องของประสิทธิภาพของกลุ่มพลวัตร  และพฤติกรรมของกลุ่มที่ขาดประสิทธิภาพ  โดยแจ้งว่าสิ่งที่เรียนรู้จากกลุ่มจะได้รับการนำกลับไปสู่การปฏิบัติงานของแต่ละคน
ข้อดี
1.  เปิดโอกาสให้สมาชิกที่เข้ารับการอบรมแสดงออกด้านความรู้สึก  และรู้จักควบคุมความรู้สึกที่อาจมีผลกระทบต่อผู้อื่น 
2.  ผู้เข้ารับการอบรมได้มีส่วนร่วมในการแสดงออกอย่างทั่วถึง
3.  ส่งเสริมให้ผุ้เข้ารับการอบรมได้เปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่พฤติกรรมที่พึงปราถนาขององค์การ
ข้อจำกัด
1.  ไม่สามารถใช้ได้กับบุคลากรทุกระดับขององค์การ
2.  จำนวนผู้เข้าอบรมจะจำกัดเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณ  6 - 8 คน
3.  ผู้ให้การอบรมจะต้องเป็นผู้มีความรู้ในเรื่องกลุ่มพลวัตรเป็นอย่างดี 
   

การเลือกใช้เทคนิคการฝึกอบรม

การเลือกใช้เทคนิคการฝึกอบรมให้เหมาะกับโครงการฝึกอบรมในแต่ละครั้งนั้นเป็นเรื่องีท่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง  เพราะการใช้เทคนิคการฝึกอบรมที่เหมาะสมนั้นสามารถช่วยให้เกิดการเรียนและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ  ซึ่งได้แก่  ความรู้  ทักษะ  และ  ทัศนคติของผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ตามวัตถุประสงค์  สถานการณ์และปัจจัยอื่น ๆ ของโครงการฝึกอบรมนั้น ๆ ดังนี้

1.  วัตถุประสงค์ของโครงการฝึกอบรม

การเทคนิคการฝึกอบรมจะต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของโครงการฝึกอบรมว่า  ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความรู้  หรือทักษะหรือเจตคติ  หรือทั้ง  3  ด้านไปพร้อม ๆ กัน  ถ้าต้องการให้เกิดความรู้เฉพาะอย่างยิ่งความรู้ระดับความจำ  ความเข้าใจ  และมีผู้เข้ารับการอบรมจำมาก  อาจจะใช้เทคนิคการบรรยายได้  แต่ถ้าจะต้องการให้ผู้เข้าฝึกอบรมจำได้แม่นยำและจำได้นานและเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นนั้น  อาจจะต้องใช้กิจกรรม  หรือโสตทัศนูปกรณ์ต่าง ๆ ประกอบการบรรยายด้วย  น่าจะเป็นประโยชน์ได้อย่างมากและน่าจะเป็นการส่งเสริมให้ผูเข้ารับการฝึกอบรมได้มีโอกาสใช้ประสาทสัมผัสทุกด้านซึ่งจะช่วยให้การฝึกอบรมในแต่ละครั้งได้รับความสำเร็จตามวัตถุประสงค์อย่างแน่นนอน

2.  สอดคล้องกับเนื้อหาสาระในหลักสูตร
ต้องสอดคล้องกับเนื้อหาสาระในหลักสูตร  เพราะเนื้อหาสาระนั้นจะต้องมีความยากง่ายพอเหมาะกับความรู้ความสามารถและต้องมีความต่อเนื่องกับพื้นฐานเดิมของผู้เข้ารับการฝึกอบรมอีกด้วย  โดยปกติแล้วเพื่อหาสาระของหลักสูตรให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการฝึกอบรมแล้วมักจะแบ่งเนื้อหาออกได้เป็นเนื้อหาประเภทข้อเท็จจริง  ความรู้ทั่วไป  แนวคิดและหลักการการแก้ปัญหา  ความคิดสร้างสรรค์  ความสามารถ  ทักษะและทัศนคติ  ซึ่งในทำนองเดียวกันก็ไม่อาจแยกเนื้อเนื้อหาสาระของวิชาใดวิชาหนึ่งออกจากกิจกรรมวิธีการหรือเทคนิคการฝึกอบรมได้แต่อย่างใด  และถ้าหากจะถือหลักการเรียนรู้โดยการกระทำด้วยแล้ว  จะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นว่า  ไม่สามารถจะแยกเนื้อหาสาระของหลักสูตรออกจากเทคนิคการฝึกอบรมได้เลย  เพราะว่ากิจกรรมที่กระทำนั้น  เป็นทั้งเนื้อหาสาระและเทคนิคการฝึกอบรมพร้อม ๆ กันนั่นเอง
3.  ผู้เข้ารับการอบรม
ในการใช้เทคนิคการฝึกอบรมต้องคำนึงถึงผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นสำคัญ  อันได้แก่  ระดับของความรู้ความสามารถ  ระดับการศึกษา  อายุ  เพศ  และ  จำนวนผู้เข้ารับการฝึกอบรมด้วย
ผู้เข้ารับการอบรมที่มีระดับความสามารถและความสามารถและความฉลาดสูงมาก ๆ ชอบที่จะเรียนรู้  และเรียนได้ดีในบรรยายกาศของความเป็นประชาธิปไตยและเป็นกันเองมาก  แต่มุ่งที่จะเรียนโดยกระบวนการกลุ่มน้อยและเน้นการเรียนรู้ตามลำพังมากกว่า  จึงเห็นได้ว่า  เทคนิคการฝึกอบรมที่จะอบรมมาใช้นั้นต้องปิดโอกาสให้ผู้เข้าฝึกอบรมที่มีความฉลาดมากมีอิสรภาพที่จะเรียนรู้ในบรรยายกาศที่เป็นประชาธิปไตะการฝึกอบรมนั้น ๆ ก็ต้องเอื้ออำนวยให้บุคคลเหล่านี้ได้เรียนรู้ตามลำพังให้มากกว่าผู้มีความสามารถและความเฉลียวฉลาดไม่ค่อยมากนักดังนี้  เป็นต้น
ผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่มีความสามารถและมีความฉลาดพอสมควรนั้น  ค่อนข้างจะได้รับผลประโยชน์และเรียนรู้ได้ดีในบรรยายกาศของการเป็นประชาธิปไตยหรือมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  ดังนั้น  การฝึกอบรมควรจะเป็นประสบการณ์ที่น่ารื่นรมย์และมีเสรีภาพ
ส่วนผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่มีความรู้ความสามารถและความสามารถและความเฉลียวฉลาดน้อย  ชอบที่จะเรียนรู้และเรียนรู้ได้ดีโดยการใช้เทคนิคการฝึกอบรมประเภทที่ครูหรือวิทยากรเป็นศูนย์กลาง  มากกว่าวิธีการเรียนรู้อื่น ๆ
นอกจากด้านความรู้ความสามารถและความเฉลียวฉลาดของผู้เข้ารับการฝึกอบรมแล้วต้องคำนึงถึงระดับการศึกษาหรือประสบการณ์เดิมของเขาด้วย  กล่าวคือ  เทคนิคที่ใช้ต้องไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อนมากจนเกินแก่การทำความเข้าใจให้แก่ผู้เข้ารับการอบรมที่มีระดับการศึกษาไม่สูงนัก  และหากใช้เทคนิคการฝึกอบรมที่ง่ายจนเกินไปกับผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่มีระดับการศึกษาสูง ๆ ก็จะทำให้เกิดความเบื่อหน่าย  และไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อการเรียนรู้แต่อย่างใดเลย
ในทำนองเดียวกันอายุหรือวัยของผู้เข้ารับการฝึกอบรมก็มีความสำคัญที่ต้องคำนึงถึง  เพราะธรรมชาติของการเรียนรู้ของเด็กแตกต่างจากธรรมชาติของการเรียนรู้ของผู้ใหญ่  วิธีการ  กิจกรรม  โสตทัศนูปกรณ์  และ  เทคนิคการฝึกอบรมก็จะต้องแตกต่างไปด้วย   ในการใช้เทคนิคการฝึกอบรมและการจัดกิจกรรมนั้นจะต้องให้สอดคล้องกับความแตกต่างดังกล่าว  ไม่ว่าจะเป็นความต้องการที่จะรู้ถึงเหตุผลที่ว่าทำไมจะต้องเรียนรู้  การมีความเข้าใจในตนเองบทบาทของประสบการณ์  ความรู้เพื่อจะเรียนรู้  แนงโน้ม  ของการเรียนรู้และรวมถึงแรงจูงใจที่จะต้องการจะเรียนรู้อีกด้วย
4.  ต้องคำนึงถึงจำนวนผู้เข้ารับการฝึกอบรม
สำหรับจำนวนผู้เข้ารับการฝึกอบรมก็มีความสำคัญต่อการเลือกใช้เทคนิคกาฝึกอบรมถ้าจำนวนคนมีมากคงจะต้องใช้เทคนิคประเภทยรรยาย  การอ๓ปรายเป็นคณะ  เพราะคงจะไม่สามารถใช้เทคนิคการฝึกอบรมประเภทที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการอบรมได้กระทำหรือเรียนโดยอาศัยกระบวนการกลุ่มแต่อย่างใดดังนี้เป็นต้น
5.  ความรู้ความสามารถของวิทยากร
เพราะถ้าวิทยากรขาดความรู้ความสามารถและทักษะในการใช้เทคนิคการฝึกอบรมบางประเภทเสียแล

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
· คำสำคัญ: uncategorized 
· หมายเลขบันทึก: 15388
· สร้าง:    · อ่าน: แสดง · ความเห็น:
6
 
· สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
แจ้งลบ
แจ้งลบ
รสสุคนธ์ มกรมณี
IP: xxx.155.54.247
เขียนเมื่อ Tue Feb 28 2006 11:17:11 GMT+0700 (ICT)
ลอกมาจากไหนคะ ไม่มีหนังสือ/เอกสารอ้างอิง และเขียนไม่จบเรื่อง?
พัชรี
IP: xxx.157.165.181
เขียนเมื่อ Thu Nov 29 2007 17:24:29 GMT+0700 (ICT)

เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะทำให้ได้รับความรู้เพิ่มเติมมากกว่าเดิม ขอขอบคุณคะ

oui
IP: xxx.19.76.130
เขียนเมื่อ Sat Nov 22 2008 15:02:55 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากค่ะ สำหรับข้อมูลที่ได้รับจากบล็อกนี้

สามารถเอาไปใช้ในการเรียนรู้ได้ดีเลยทีเดียว

แล้วจะมาใช้บริการบ่อยๆค่ะ

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ

โนเนม
IP: xxx.123.9.200
เขียนเมื่อ Fri Dec 05 2008 11:51:31 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากค่ะ ข้อมูลที่ได้รับมีประโยชน์มากค่ะ ทั้งทางด้านการศึกษาและการนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน *-*

แมวเหมียว
IP: xxx.31.121.6
เขียนเมื่อ Fri Jan 23 2009 13:29:46 GMT+0700 (ICT)

อยากรู้เนื้อหาเทคนิคการฝึกอบรมเพื่อฝึกการรับรู้ค่ะ

แต้ว
IP: xxx.154.132.2
เขียนเมื่อ Wed Sep 16 2009 14:02:57 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณสำหัรบสาระดีๆ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็น