รหัสพันธุกรรมมนุษย์...ข้อมูลส่วนตัว หรือ ข้อมูลของใคร??

 ...เมื่อต้องเปิดเผยรหัสพันธุกรรมของคุณให้คนอื่นรับรู้... 

เป็นเวลากว่าสิบปีนับจากการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ได้เริ่มต้นขึ้น นักวิทยาศาสตร์นำข้อมูลทางพันธุกรรมไปวิจัยและค้นพบสิ่งใหม่เกี่ยวกับมนุษย์เราเพิ่มมากขึ้นทุกวัน แต่ในทางกลับกัน การเปิดเผยรหัสพันธุกรรมของแต่ละคน ให้สังคมรับรู้ ยังเป็นข้อถกเถียงในหลายวงการว่าควรหรือไม่ควร และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงเมื่อไร 

รหัสพันธุกรรม ถือได้ว่าเป็นข้อมูลส่วนตัวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละคน ว่าง่าย ๆ คือรหัสนี้ของคนสิบล้านหรือร้อยล้านคนจะไม่มีทางซ้ำกัน ฉะนั้น รหัสนี้จะบอกได้เลยว่า เจ้าของรหัสคือใครบนโลกใบนี้  

หลายคนคงสงสัยแล้วว่ารหัสพันธุกรรมของคนคนหนึ่ง รู้แล้วเอาไปทำอะไรได้บ้าง ที่คุ้น ๆ ตากันก็คงเป็นการตรวจหาพ่อแม่ลูก การตรวจพิสูจน์ศพ การสืบหาร่องรอยของคนร้าย ข่าวคราวเหล่านี้ได้เห็นกันตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือแม้แต่ในละครภาคค่ำ ดู ๆ แล้วก็ไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวกับเราเท่าไหร่ แล้วคนเราจะเถียงเรื่องการเปิดเผยรหัสพันธุกรรมกันทำไมเป็นสิบปี 

ความวุ่นวายและข้อโต้เถียงเกิดขึ้นเมื่อมีเรื่องสิทธิเสรีภาพ สังคม การเมือง และเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง 

ถ้ารัฐบาลหรือหน่วยงานของโลกสักหน่วยงานหนึ่ง จัดทำฐานข้อมูลขึ้นมาเพื่อเก็บรหัสพันธุกรรมของคนทุกคนในประเทศ หรืออาจจะรวมถึงทุกคนในโลกไร้พรมแดนแห่งนี้ คนที่เข้าไปดูรหัสข้อมูลจะรู้ได้ทันทีว่า คุณคือใคร คุณมีโรคทางกรรมพันธุ์หรือไม่ คุณมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งมากน้อยแค่ไหน ลูกของคุณเกิดมาแล้วจะเป็นโรคอะไรบ้าง เด็กเพิ่งเกิดคนหนึ่งจะอ้วนผอมสูงขาวได้สักเท่าไหร่ ถ้าข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ก็คงดีหรอก แต่ถ้ามีคนนำมันไปใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวล่ะ 

ตัวอย่างที่ชัดเจนเช่น คุณเดินเข้าไปขอทำประกันชีวิตกับบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง หากบริษัทไม่รู้ข้อมูลพันธุกรรมคุณ คุณอาจจะได้วงเงินประกันสักสิบล้านบาท แต่บังเอิญบริษัทเปิดรหัสพันธุกรรมของคุณดู แล้วพบว่า คุณมีโอกาสเป็นโรคความดันสูงมาก เบาหวานก็เป็นกรรมพันธุ์ติดตัวมากับคุณ หรือแม้แต่มะเร็งตัวดีก็เกิดกับคุณได้ง่ายกว่าชาวบ้าน นี่ยังไม่รวมโรคทางพันธุกรรมอื่นอีกสารพัด บริษัทเห็นแล้วจึงรีบเปลี่ยนใจจากสิบล้าน เหลือสักสามล้านห้าก็พอ เพราะอะไรหนะหรือ ก็เพราะบริษัทเห็นแล้วว่าคุณมีโอกาสเจ็บป่วย เข้าโรงพยาบาลรักษายกใหญ่ได้ง่ายมาก แล้วบริษัทจะยอมเสี่ยงเสียเงินสิบล้านได้ยังไง ความเสี่ยงที่จะป่วยสูงอย่างนี้ เงินประกันสามล้านห้าก็อาจยังมากไป นี่คือผลกระทบเมื่อรหัสพันธุกรรมถูกนำไปใช้ในทางเศรษฐกิจ 

เอาอีกสักตัวอย่างที่ดูใกล้ตัวมาอีกนิดก็เช่นการมีคู่ชีวิต ว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกัน เกี่ยวแน่นอน เพราะรหัสพันธุกรรมที่คุณมีนั้นถูกถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย และบรรพบุรุษของคุณ ซึ่งหมายความว่า ลูกหลานเหลนโหลนของคุณจะได้รับรหัสส่วนหนึ่งของคุณไปเช่นกัน เกิดวันดีคืนดี คุณไปขอลูกสาวชาวบ้านแต่งงาน ว่าที่แม่ยายพ่อตาขอดูข้อมูลรหัสพันธุกรรมของคุณ จะไปขอลูกสาวเค้าทั้งที พ่อแม่เค้าขออะไรก็ต้องตามใจหน่อย หลังจากครอบครัวว่าที่เจ้าสาวเห็นรหัสของคุณก็รีบส่งคุณกลับบ้านปิดประตูทันที ก็คุณเล่นหอบหิ้วพันธุกรรมที่จะทำให้ลูกหลานคุณมีโอกาสเป็นสารพัดโรค แถมตัวคุณก็ป่วยไข้ได้ง่ายดาย ใครจะยอมยกลูกสาวให้คุณล่ะคราวนี้ ขืนแต่งงานกันไปแล้วลูกหลานเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ร้ายแรง หรือตัวคุณป่วยไข้เจ็บ ๆ ออด ๆ อยู่ตลอดเวลา ต้องให้ลูกสาวเค้าดูแลอยู่ฝ่ายเดียว ก็คงไม่สนุกแน่ จริงมั้ย 

นี่เพียงเหตุการณ์ง่าย ๆ ที่พอจะเห็นภาพกันชัด ๆ ยังไม่รวมถึงสิทธิส่วนบุคคลอีกสารพัด แถมอาจยังนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองได้อีกด้วย เช่น นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกคนต้องถูกตรวจสอบรหัสพันธุกรรมก่อนเข้ารับตำแหน่ง อะไรทำนองนี้ อันนี้ว่าไปแบบเว่อร์นิด ๆ แต่อาจจะเกิดขึ้นจริงก็ได้ใครจะไปรู้ 

ไม่น่าแปลกใจเลยที่เกือบสิบปีแล้ว ทำไมการพูดคุยกันว่า ควร หรือ ไม่ควร เปิดเผยรหัสพันธุกรรมของแต่ละคนจึงยังไม่สิ้นสุดลง การศึกษาวิจัยทางสังคมจำเป็นต้องมีอย่างกว้างขวาง เพื่อหาข้อดีข้อเสียที่จะเกิดขึ้นตามมา ก่อนที่จะสรุปกันได้ว่า เราควรจะยอมเปิดเผยรหัสประจำตัวที่มีมาแต่กำเนิดนี้หรือไม่ และเราจะได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพจากรหัสพันธุกรรมของเรามากน้อยแค่ไหนอย่างไร 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 126968
 เขียน:  
 ความเห็น: 11  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

ผ่านทาง
IP: xxx.27.128.118
เขียนเมื่อ Tue Sep 11 2007 23:10:37 GMT+0700 (ICT)

ลองไปหาหนังสือเรื่อง Next ของ Michael Crichton มาอ่านดูนะครับ พูดถึงปัญหาข้อนี้ได้น่าคิดมาก

เขาบอกเป็นนัย ๆ ว่า ไม่ว่าคุณจะยอมหรือไม่ยอมให้ คนอื่นก็จะมาเอาจากคุณ

genie
IP: xxx.154.15.211
เขียนเมื่อ Fri Oct 19 2007 09:30:39 GMT+0700 (ICT)

คุณณิช ทำไมเงียบไปเลย

ไม่ได้เห็นบันทึกมานานแล้วค่ะ อยากอ่านค่ะ

Genuine
เขียนเมื่อ Fri Oct 19 2007 14:51:56 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณ genie

ขอบคุณที่แวะมาให้กำลังใจค่ะ ยังมีอยู่หลายเรื่องที่อยากจะเขียนเล่า แต่ยังไม่ได้ลงมือเขียนสักที *__*  คิดว่าคงจะได้เขียนเรื่องนึงเร็ว ๆ นี้ล่ะค่ะ :-D

รักษ์ชล
เขียนเมื่อ Thu Jun 12 2008 13:02:27 GMT+0700 (ICT)

เขียนให้ข้อคิดที่ดีมากกกกกกค่ะ

ถ้าอยากเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ลองดูหนังเรื่อง GATTACA ดูสิค่ะ

เป็นเรื่องทำนองนี้แหล่ะค่ะ มีการตรวจเลือด เพื่อดูรหัสพันธุกรรมว่าในอนาคตจะเป็นโรคอะไร กำหนดอาชีพและการเรียนตั้งแต่อยู่ในท้องเรียนว่าเด็กที่เกิดมาจะเป็นโรคประจำตัวอะไรหรือไม่ ควรทำงานประเภทไหนจึงจะเหมาะสม แต่เรื่องนี้ก็สอนให้รู้ว่า นอกจากพันธุกรรมที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดจะเป็นตัวกำหนดชีวิต การใช้ชีวิตในสังคม และการไม่ยอมแพ้กับชะตาชีวิตเป็นอย่างไร

ป.ล. หากสังเกตดีๆ ชื่อภาพยตน์เรื่องนี้ เป็นลำดับเบสเพื่อกำหนดรหัสพันธุกรรมเท่านั้นค่ะ

Genuine
เขียนเมื่อ Thu Jun 12 2008 14:57:22 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณรักษ์ชล

ขอบคุณที่แนะนำภาพยนต์มานะคะ ไว้มีโอกาสจะลองหามาดูค่ะ

quebec
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Sat Jul 19 2008 23:28:07 GMT+0700 (ICT)

คล้ายๆใน นส เมื่ออนาคตไล่ล่าคุณ เลย แต่เอามาเรียบเรียงให้เข้าใจง่ายขึ้นดีนะ

Genuine
เขียนเมื่อ Sun Jul 20 2008 03:03:24 GMT+0700 (ICT)

ยังไม่เคยอ่านหนังสือ เมื่ออนาคตไล่ล่าคุณ ภาคภาษาไทยหรือว่าอังกฤษค่ะ

วิน
IP: xxx.185.152.181
เขียนเมื่อ Fri Sep 26 2008 14:48:18 GMT+0700 (ICT)

น่าสนใจ น่าจะเป็นประโยชน์ มากโทษ มนุษย์ เราถ้าจะมีครอบครัว ต้องกันด้วยพันธุกรรม ไม่ใช่ดูแค่หน้าตา คงจะดีไม่น้อย มีรหัสพันธุกรรมแต่ละคน ประมาณค่าใช้จ่าย แต่ละคน ในห้องปฎิบัติการและการอ่าน ประมาณเท่าใด (ราคาทุน)

ไม่มีข้อมูล
IP: xxx.27.207.9
เขียนเมื่อ Tue May 05 2009 18:48:35 GMT+0700 (ICT)

ไม่มีข้อมูล

ny
IP: xxx.12.97.115
เขียนเมื่อ Fri Aug 21 2009 14:18:12 GMT+0700 (ICT)

มันน่าสนใจมากนะค่ะ แลวอยากทราบเรื่องมนุษย์ที่มีไอคิว200ค่ะ คืออยากทราบว่าเขายังทำการวิจัยเรื่องนี้อยู่หรือเปล่า

Nutthakorn
IP: xxx.150.119.124
เขียนเมื่อ Tue Aug 05 2014 22:28:48 GMT+0700 (ICT)

บทความนี้อาจจะนาน และผมเพิ่งเห็น ฮ่าๆๆๆ โดยส่วนตัวผมว่าดีนะครับ จะช่วยให้เราสามารถรู้เรื่องราวเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บของตัวเราเองทั้งหมด และนอกจากนี้ยังสามารถป้องกันรักษาก่อนมันจะเกิดได้อีกด้วย แต่หากมองในสังคมโดยรวม ด้วยเทคโนโลยีนี้ จะทำให้ปัญหาประชากรล้นโลก อาหารขาดแคลน บานปลาย จนอาจจะถึงขั้นแก้ไขไม่ได้ แต่อย่างไรก็ดี วิทยาศาสตร์ต้องพัฒนาเสมอ สุดยอดครับบทความนี้ 

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า