สมาชิก
แลกเปลี่ยน

หนังสือบุด : คัมภีร์โบราณของปักษ์ใต้

 บุดดำ บุดขาว 

ดูข่าว TITV มีการสัมภาษณ์ท่านพระครูสังฆรักษ์ปราณพ (หลวงหนุ่ย) เรื่องการทำพิธีกรรม... ผู้เขียนไม่รับรองว่าท่านพระครูฯ จะมีความรู้ในเรื่องที่ว่าจริงหรือไม่...   การอ้างคัมภีร์ของท่านพระครูฯ ทำให้ผู้เขียนระลึกถึงหนังสือบุดในวัด ซึ่งมีอยู่ทั่วไปเกือบทุกวัดในสมัยก่อน หรือตามบ้านของผู้เฒ่าผู้แก่บางท่านก็มีบ้าง... แต่เดียวนี้มีเห็นน้อยลง บางส่วนก็ถูกเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์...

หนังสือบุด ก็คือ สมุดข่อย หนังสือไทย หรือกระดาษสา (พับสา) นั่นเอง เพียงแต่ปักษ์ใต้เรียกว่า หนังสือบุด แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ บุดดำ และบุดขาว   

  • บุดดำ จะเป็นวิชามาร เช่น ไสยเวทย์ มนต์ดำ ฯลฯ
  • บุดขาว จะเป็นวิชาเทพ เช่น ตำรายา การแพทย์โบราณ ฯลฯ

ส่วนอักษรที่ใช้ ถ้าไม่เป็นอักษรขอม ก็เป็นอักษรไทยโบราณ โดยมีรูปยันต์และภาพประกอบเป็นบางหน้าบางตอน...

หนังสือบุดดำบุดขาวนี้ มักจะวางไว้ที่บริเวณโต๊ะหมู่บูชา หรือบางครั้งก็อาจอยู่บนหิ้งสูงขึ้นไป...

คัมภีร์ที่หลวงหนุ่ยอ้างมา น่าจะเป็น หนังสือบุดดำ...

.......... 

สมัยแรกบวชผู้เขียนไปวัดใด เมื่อเจอก็มักจะนำมาเปิดดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นเสมอ... ที่เป็นอักษรขอมก็ตั้งไว้ที่เดิม ส่วนที่เป็นอักษรไทยผู้เขียนมักจะมานั่งแกะอ่าน แต่ก็อ่านได้นิดหน่อยแล้วก็เก็บไว้ที่เดิม.... ประมาณนั้น

เฉพาะหนังสือบุดดำที่เป็นอักษรไทย ผู้เขียนก็เคยอ่านหลายฉบับ แต่เพราะทั้งอักษรและภาษาเป็นของโบราณ จึงไม่ค่อยเข้าใจนัก... ทั้งบางตอนก็ฉีกขาดหรือลบเลือนไปบ้าง การทำความเข้าใจจึงยากยิ่งขึ้น...

ตามที่อ่านมา วิชาหนึ่งที่ยังพอจำเรื่องราวได้ก็คือ การหุงน้ำมัน แล้วก็เอาไปทาเสาเรือนด้านล่าง (เรือนยกพื้น) เพื่อให้คนภายในบ้านหลับ แล้วขึ้นไปหาสาวคนรัก หรือหยิบฉวยสิ่งที่พึงประสงค์.....

จำได้ว่าตอนนั้นชอบเรื่องนี้มาก คิดว่าจะลองปรึกษาพ่อท่านในเรื่องนี้ดู แต่ผู้เขียนมัวแต่เที่ยวตามสำนักปฏิบัติและเปลี่ยนใจมาเรียนบาลี จึงไม่ได้กลับวัด จนกระทั้งพ่อท่านมรณภาพ... ความตั้งใจนี้จึงเหลือแต่เพียงความทรงจำ.....

..........

ไม่น่าเชื่อว่า วิทยาการพัฒนามาไกลขนาดนี้แล้ว แต่วิชาต่างๆ ในหนังสือบุดดำ ก็ยังมีผู้สนใจ และรู้สึกว่ายังหลงใหลงมงายยิ่งกว่ายุคโบราณ... ประมาณนั้น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

· คำสำคัญ: หลวงหนุ่ย หนังสือบุด บุดดำ บุดขาว คัมภีร์โบราณ 
· หมายเลขบันทึก: 119869 · เขียน:  
· ความเห็น:
8
 · อ่าน: แสดง 
· สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
ธวัชชัย
เขียนเมื่อ Wed Aug 15 2007 23:19:49 GMT+0700 (ICT)

ที่บ้านปู่ผมก็มีหนังสือบุดครับ น่าจะเป็นบุดขาว เพราะเป็นตำรายาโบราณครับ

BM.chaiwut
เขียนเมื่อ Wed Aug 15 2007 23:28:23 GMT+0700 (ICT)
P
อาจารย์ควรจะเก็บรักษาไว้ดีๆ....
ช่วงหลังนี้ กลุ่มที่ บ้าหวย มักจะแสวงหาไปทำหวย...
แต่อาตมาก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาทำกันอย่างไร...
เจริญพร
นายขำ
เขียนเมื่อ Thu Aug 16 2007 15:37:06 GMT+0700 (ICT)

พระอาจารย์ครับ....ลางทีเรื่องราวทางไสยศาสตร์นั้นเกิดก่อนมีพุทธ...

 

แต่ตราบกระทั่งปัจจับัน...ผู้ที่ยังไม่เห็นวิชชา...ก็ยังคงหลงเวียนว่ายอยู่ในความมืดของไสย...

 

นี่เป็นธรรมดาของโลก...ผมเองก็ยังมิรู้จะหลบเลี่ยงได้อย่างไร....คงเป็นเพราะบารมีเรามีเพียงนี้....ไม่ไปลองวิชาเอาดาบฟันคอก็พอแล้ว....55555

BM.chaiwut
เขียนเมื่อ Thu Aug 16 2007 19:11:12 GMT+0700 (ICT)
P
มีพระเถระท่านหนึ่งพูดไว้น่าคิด ถึงวิชาทำนองนี้ ว่า...
เราเชื่อไม่เชื่อ ไม่สำคัญ ... ความสำคัญขึ้นอยู่ว่า เขาเชื่อเราหรือไม่ ! ! ! ! ! ! ! !
ท่านเลขาฯ คงสบายดี...
เจริญพร
นนท์
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Mon Sep 15 2008 19:11:13 GMT+0700 (ICT)

พุทธคุณของพระเครื่อง หรือเครื่องราง มีจริงหรือเปล่าครับ ทำไมบางครั้งผมอาราธนาพระเครื่องจึงรู้สึกขนลุก แต่ก็ไม่เป็นทุกครั้งไป หรือผมจะอุปาทานไปเองครับ

BM.chaiwut
เขียนเมื่อ Mon Sep 15 2008 19:49:45 GMT+0700 (ICT)

ไม่มีรูปนนท์

 

เรื่องทำนองนี้... ขอผ่าน ! เคยเขียนนโยบายไว้ ลองอ่าน นโยบาย (ส่วนตัว) ในการเขียนบล็อก

เจริญพร

พูนทอง
IP: xxx.42.98.16
เขียนเมื่อ Thu Apr 30 2009 15:51:21 GMT+0700 (ICT)

เท่าที่ได้สัมผัส และค้นคว้ามาพอสมควร จะ บอกว่ามีอยู่จริง เป็นรูปของพลังงานแรงกล้าอย่างหนึ่ง ไม่งมงายหรอก เพียงแต่ว่าใครจะมีวาสนาและชะตาบารมีถึงตรงนั้นเท่านั้น เคยมีหลายๆ ครั้งที่ฝันว่าไปพบครูบาอาจารย์เก่าๆ แล้วท่านประจุอาคมให้ เช้ามา + หลายวันถัดมา จะมีเรี่ยวมีแรง อบอุ่นในกาย มีพลังอย่างบอกไม่ถูก พลังที่ว่า ถ้าเอามาฝึกต่อให้ดีๆ แล้ว สามารถทำให้แล่นไปมาในตัวเรา หรือส่งถ่ายออกมาได้ด้วย เรื่องนี้ถ้าไม่ศึกษาจริงจังเถียงกันไปก็เท่านั้น ไม่ได้ประโยชน์หรอก สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะตน เหมือนคนทั่วไปที่คิดว่าผีไม่มีจริง แต่สำหรับคนที่ได้รู้แล้ว ย่อมทราบว่าผีวิญญาณมีจริง ดังนั้นพลังเวทย์อาคมก็มีอยู่จริง เพียงแต่ปัจจุบันน้อยคนที่จะได้สัมผัสกับของจริง ตัวอักขระในคัมภีร์ เปรียบไปก็เหมือนประตูทอดไปสู่เจ้าของวิชาเดิม บางอย่างคาถาบางบท บางวิชา ก็เปรียบเสมือนการซื้อขายสินค้ากันระหว่างมนุษย์กับวิญญาณดวงนั้น กล่าวคือ เราอยู่กันคนละภพ ฝ่ายข้างโน้นต้องการบุญกุศล/ปัจจัยยังชีพจากข้างนี้ ไม่มีอะไรที่จะแทนได้ ก็ใช้ยันต์และคาถาบทนั้นๆ ทำเป็นสนธิสัญญาซึ่งกัน พอเราใช้คาถาบทนั้น เขาก็มาทำงานตามบทบังคับของคาถา พอได้ผลแล้วเราก็ต้องให้ปัจจัยตามบังคับ ซึ่งอาจจะเป็นค่าครูตามที่ได้เขียนไว้แล้วตรงคำส่อท้ายบทคาถานั้น ส่วนท่านที่เป็นสงฆ์/เทพชั้นสูงก็อาจจะต้องการสิ่งอื่นที่เป็นกัปปิยะ (ของที่ควร) อย่างใดอย่างหนึ่ง อาจจะเพียงตักบาตรทำบุญก็ได้ หน้าที่ของเราก็คือ อ่านเขียนให้เข้าใจ ปฏิบัติให้เกิดสติเกิดสมาธิ เข้าถึงบทของเวทย์ น้อมนำไปหาท่าน ท่านย่อมให้ซึ่งพลังนั้นตามแต่วาสนา ในโลกของวิญญาณ วิญญาณบางดวงก็มีพลังน้อยมีรูปไม่งาม มีความปรารถนามาก กระหายมาก บางดวงมีบารมีมาก พลังมาก เป็นเทวะชั้นต่างๆ กันไป มีรูปโฉมงดงาม มีจิตกรุณาอย่างนี้เป็นต้น ต้องได้รู้เห็นสัมผัสเอาเองถึงจะเข้าใจ แต่ถ้ายังไม่ถึงขนาดนั้น ก็อาศัยคัมภีร์นั่นแหละเป็นทางผ่านไปพลางๆ ก่อน

คัมภีร์เก่า ย่อมจะอ่านยากมากเป็นธรรมดา เพราะ ท่านเขียนตามสมัยนั้นๆ คำหลายๆ คำ สมัยนี้แปรไปแล้ว ยิ่งไปเจอบางตอนขาดลุ่ย ลบเลือน แถมเขียนหวัดด้วยแล้ว ขนาดถ่ายสแกนแล้วขยายหลายเท่ายังอ่านไม่ออก คำบางคำ ต้องอ่านกันเป็นปี ถึงจะนึกออกว่าหมายความว่าอย่างไร

ผมว่าศึกษาไว้ก็ดีนะ เรารู้ไว้ดีกว่าไม่รู้ ไม่เห็นจะต้องอาย เป็นการอนุรักษ์สมบัติของปู่ย่า จริงๆ แล้วท่านที่ยังมีติดบ้านควรจะพยายามอ่านให้ออกแล้ว ทำการคัดลอกเขียนเล่มใหม่ขึ้นมา ดีกว่าที่จะปล่อยให้ผุพังไปตามกาลเวลา / เดี๋ยวนี้มีคนขนไปขายฝรั่งเยอะ น่าเสียดายมาก

คุยมากไปเหมือนโม้ เอาอย่างนี่ก็แล้วกัน ถ้าหากว่าใครสนใจอยากจะมีประสบการณ์เห็นผี ก็ลองทำตามนี้คือ รอให้ถึงวันพระใหญ่ แล้วไปวัด สวดมนต์ทำใจให้สงบตามพระท่านไปเรื่อยๆ ให้ได้มีสติ+สมาธิคงตัวอยู่พอดีๆ (คือรู้ตัวว่าสวดมนต์ และมีใจสงบนิ่ง) พอพระสวดไปถึงบทธรรมจักร ให้สวดตามไปเรื่อยๆ และอธิษฐานในใจขอคุณพระเปิดดู ขอให้เห็นวิญญาณที่รายล้อมให้บริเวณนี้ เพื่อที่จะแผ่ส่วนกุศลให้แก่วิญญาณทุกข์ร้อนที่มีวาสนาต่อกัน สวดตามพระท่านไปเรื่อยๆ พร้อมๆ กับทำสมาธิให้ดิ่งเข้าไป ถ้าโชคดีก็จะได้เห็น เห็นแล้วก็แผ่เมตตาบารมีกรวดน้ำให้เขาไป วิธีนี้ผมคิดว่าน่าจะง่ายและสะดวกที่สุดสำหรับคนอยากเห็นผี จะยากหน่อยตรงที่ต้องไปหัดท่องสวดพระธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร (ซึ่งยาวมากๆ) ให้พอใช้การได้เสียก่อนเท่านั้นแหละ

พระมหาณรงค์ศักดิ์ ฐิติญาโณ
IP: xxx.9.139.56
เขียนเมื่อ Mon Nov 02 2009 08:24:47 GMT+0700 (ICT)

๕ ธันวามหาราช

ขอเรียนเชิญพุทธศาสนิกชน

สาธยายพระไตรปิฎกเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

ระหว่างวันอาทิตย์ที่ ๑ พฤศจิกายน ถึง วันจันทร์ที่ ๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒

(ตลอดพรรษา) ๒๔ ชั่วโมง

กราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธนิมิตเมตตา ปางปฐมเทศนา

ชมพระไตรปิฎก รัชกาลที่ ๕, พม่า , ศรีลังกา , ล้านนา , รัฐฉาน , เขมร , จีนและคัมภีร์โบราณ

ณ วัดใหม่ยายแป้น สี่แยกบางขุนนนท์ ถนนบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร

รถเมล์สาย ๕๖, ๕๗,๗๙,๑๕๗, ๑๗๕,๔๐, ๕๔๒, ๘๐,๕๐๙,๒๘,๑๗๑

ที่มาจากปิ่นเกล้าลงที่สี่แยกบางขุนนนท์ เชิงสะพานลอย

ที่มาจากสามแยกไฟฉายลงที่เลยห้างแมคโคร เดินขึ้นมา (รถเมล์สาย ๕๗,๗๙ ผ่านหน้าวัด )

ติดต่อสอบถามได้ที่ พระมหาณรงค์ศักดิ์ ฐิติญาโณ ผศ.Ph.D,D.Litt (ไม่รับเงินบริจาค)โทร. ๐๒-๔๓๕-๗๕๕๕ ๐๘๙–๙๖๓-๔๕๐๕ โทรสาร. ๐๒–๔๓๔–๑๒๓๘

วันจันทร์ที่ ๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒

เวลา ๑๙.๐๐ น. หยุดการสาธยายพระไตรปิฎก เจริญสมาธิและถวายเป็นพระราชกุศล

พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า “ ธรรมและวินัยที่ตถาคตตรัสไว้ดีแล้วธรรมเหล่านั้นจะเป็นศาสดาของพวกเธอ”

การสาธยายพระไตรปิฎกจึงเสมือนได้เข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อานิสงส์การสาธยายพระไตรปิฎก

๑.พระไตรปิฎกเป็นตาวิเศษอันยิ่งบุคคลใดสาธยายพระไตรปิฎกแล้ว สามารถที่จะรู้ได้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ ทำให้เป็นสัมมาทิฎฐิ นำไปสู่ความสำเร็จและเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล คือตั้งแต่โสดาบัน สกทาคามี อนาคามีและอรหันต์ เข้าสู่นิพพาน

๒.พระไตรปิฎกเป็นหูที่วิเศษอันยิ่งฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สอนให้บุคคลนั้นดำรงชีวิตด้วยความถูกต้อง ที่เป็นสัมมาทิฎฐิ อย่างน้อยไม่ทำบาปทำแต่กุศล ได้ฟังแต่สิ่งที่เป็นมงคล การพูดก็ดี สุขภาพจิตก็ดี มีจิตใจที่ผ่องใส เมื่อจิตใจผ่องใสความคิดก็ดี ความจำก็ดีขึ้น มีสติไม่ทำให้เกิดอกุศล หน้าตาผ่องใสเป็นต้น (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๔)

๓.พระไตรปิฎกเป็นจมูกที่วิเศษอันยิ่ง กลิ่นหอมที่ว่าหอมแม้จะลอยตามลมไปได้ ๑,๐๐๐ โยชน์ แต่ไม่สามารถที่จะทวนลมได้ แต่กลิ่นของความดี กุศลนั้นสามารถจะทวนลมและกระจายออกไปได้ทุกทิศ จะเป็นมีจมูกที่ได้กลิ่นของกุศลที่กระจอนไปทุกทิศ และไม่หลงติดอยู่กับกลิ่นหอมอย่างอื่น (พระไตรปิฎกเล่ม ๙และ ๑๖)

๔.พระไตรปิฎกเป็นลิ้นที่วิเศษอันยิ่ง ลิ้นคนเราแม้จะจำรสต่าง ๆ ได้ ไม่ช้าก็ลืมมีความสุขชั่วคราวทำให้คนขาดสติ แต่ลิ้นที่ลิ้มรสของพระธรรมนั้น ไม่มีความอิ่มในรสของพระธรรม เมื่อคนเราได้รับลิ้มรสของพระธรรมแล้ว จะทำให้ร่างกายผ่องใสทั้งภายในและภายนอก และจะช่วยรักษาโรคได้ทุกชนิด (พระไตรปิฎกเล่ม ๙และ ๑๖)

๕.พระไตรปิฎกเป็นกายที่วิเศษอันยิ่ง เมื่อบุคคลได้สาธยายแล้วทำให้มีสภาพที่ผ่องใสทั้งภายในและภายนอก มีกายที่เบาไม่เชื่องช้า เลือดลมในตัวเราที่เรียกว่าธาตุ๔นั้นก็สมบูรณ์ทำให้มีอายุยิ่งยืนนานสามารถหายจากโรคที่เกิดแต่กรรมได้

๖.พระไตรปิฎก เป็นใจที่วิเศษอันยิ่ง ใจดี ใจผ่องใส ใจเป็นหัวหน้า เมื่อใจเบิกบาน จิตใจเป็นกุศลก็สามารถเข้าถึงความเป็น โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และพระอรหันต์ในที่สุด(พระไตรปิฎกเล่ม ๙และ ๑๖)

๗.พระไตรปิฎก เป็นครู-อาจารย์ที่วิเศษอันยิ่ง สามารถที่จะสอนให้เรารู้ว่าอะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล เมื่อรู้อย่างนี้แล้วสอนให้เรานำเอาหลักธรรมไปประพฤติปฏิบัติอันเป็นทางที่มีความสำเร็จในชีวิตนำทางไปเพื่อเข้าถึงพระนิพพาน(พระไตรปิฎกเล่ม ๙,)

๘.พระไตรปิฎก เป็นพ่อ-แม่ที่วิเศษอันยิ่ง พ่อแม่ไม่ได้หวังค่าตอบแทนจากลูกฉันใด พระไตรปิฎกเป็นผู้ที่สอนให้เรารู้ทุกอย่างที่เรายังไม่เคยรู้ นำทางให้เราเข้าถึงความเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ แล้วแต่ทางดำเนินชีวิตอันทำให้ถึงจุดหมายปลายทางคือพระนิพพาน(พระไตรปิฎกเล่ม ๑๒และ ๑๔)

๙.พระไตรปิฎกเป็นมิตรและเข็มทิศที่วิเศษอันยิ่ง เมื่อบุคคลได้สาธยายก็จะมีแต่มิตรนำทางไปสู่ที่ดีนำชีวิตไปสู่ความสุขทั้งตัวเอง ครอบครัวและสังคมที่ดี นำทางไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองทั้งในทุกสถานในกาลทุกเมื่อ (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๖)

๑๐.สมัยพระพุทธเจ้าชื่อว่ากัสสปะ พระสงฆ์สาธยายอภิธรรมในถ้ำ ค้างคาว ๕๐๐ ตัวได้ฟังเมื่อถึงคราวตายแล้วไปจุติที่ชั้นดาวดึงส์ ชาติสุดท้ายมาเกิดเป็นลูกศิษย์พระสารีบุตรและเป็นอรหันต์เป็นที่สุด

๑๑.การสาธยายพระไตรปิฎกที่ว่า “กรรมเก่าไม่มีใครลบล้างได้ กรรมปัจจุบันจะช่วยได้ จงจำไว้ กรรมที่ทำด้วยเจตนาไม่ว่าดีหรือชั่ว ย่อมมีผลต่อผู้กระทำทั้งสิ้น ไม่มีพรหมเทพองค์ใดจะช่วยลบล้างกรรมนั้นได้ เธอจงช่วยตนเอง ด้วยการสวดมนต์ ภาวนา แผ่เมตตาผลแห่งบุญอันเป็นกรรมปัจจุบัน จะช่วยเธอได้” ตอนหนึ่งที่กล่าวกับนางโรหิณี

๑๒.การสาธยายหรือการสวดมนต์ ย่อมจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่จิตของตนและประโยชน์แก่จิตอื่น

และสามารถที่จะทำให้ผู้ที่สวดมนต์สาธยายมีความสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้

บุญกุศลที่ยิ่งใหญ่อันพึงจะเกิดขึ้นในครั้งนี้

ขอน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯผู้เป็นพ่อของแผ่นดิน ที่ให้อาศัยแก่เราและวงศ์ตระกูลได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขและเจริญก้าวหน้าตลอดมาขอธรรมของพระศาสดาเป็นประดุจดังธรรมโอสถทิพย์ ที่จะช่วยคลายทุกข์ให้ประชาชนคนไทยได้รู้รักสามัคคีเฉกเช่นพี่น้องร่วมอุทรอันไม่พึงทำร้ายซึ่งกันและกันด้วยกาย วาจา ใจ ขอให้พี่น้องประชาชนทั้งหลายเป็นผู้มั่นคงและถึงพร้อมด้วยความดี เพื่อแผ่นดินไทยอยู่อย่างผาสุกตลอดกาลและนาน เทอญ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์