คนเราผสมพันธุ์กันยังไงจ๊ะพ่อจ๋า

 พ่อสัญญาว่า เมื่อลูกโตขึ้นกว่านี้อีกนิด พ่อจะเล่าให้ลูกฟังอีกที แต่ตอนนี้ดึกมากแล้ว ลูกน่าจะนอนก่อนนะคะ 

คนเราผสมพันธุ์กันยังไงจ๊ะพ่อจ๋า

           

เมื่อกว่า 4ปีก่อน ขณะที่นั่งว่างๆในห้องพักแพทย์ เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งหลุดปากคุยกับผมว่าวันนี้ที่โรงเรียนของลูกสาว คุณครูประกาศว่า นักเรียนคนใดท้อง ต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียนตอนเย็นลูกสาววัย 10 ขวบกว่านิดๆจึงกลับมาถามเขาว่า คนเราท้องได้ยังไง ท่านจึงถามผมว่าถ้าเป็นคุณ คุณจะตอบยังไงผมจำได้ว่า วันนั้นไม่ได้ให้คำตอบเขาแต่ก็ไม่เคยนิ่งนอนใจ ตอนนั้นผมก็เพิ่งจะมีลูกสาวคนโต อายุเธอราวๆขวบกว่าๆเท่านั้น ไม่รู้เหมือนกันครับว่าจะให้ตอบได้อย่างไร แต่ผมเชื่อว่า หากเชื้อไม่ทิ้งแถว วันหนึ่งอันไม่ไกลนี้ผมต้องได้รับคำถามนี้แน่ๆ

            จากวันนั้นมา ผมก็เก็บรวบรวมหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องเพศเอาไว้หลายเล่ม ที่เก็บไว้อย่างดีคือหนังสือเรื่อง พวกนั้น นั่นกันอย่างไรของสำนักพิมพ์สารคดี ที่บรรยายถึงการผสมพันธุ์ของสัตว์ชนิดต่างๆ เต่า เม่น เป็นต้น ผมซื้อมาอ่านแล้วเก็บเอาไว้ตั้งแต่สมัยเป็น extern ที่นครศรีธรรมราช (ปีพ.ศ.2538)

            จนวันนั้นก็มาถึง พี่แป้งอายุราว 2 ขวบเศษ เธอช่างถามไปเสียทุกเรื่อง (เชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆครับ แม่ผมเคยเล่าว่า สมัยก่อนที่ผมยังเป็นเด็กๆ เวลาเพื่อนพ่อมากินเหล้ากันที่บ้านทีไร เจอผมตั้งคำถามซะจนกระทั่งไม่นานเขาก็ย้ายไปกินกันที่อื่นเพราะกลัวผมถาม) เธอเคยถามว่าคนคนแรกเกิดมาได้ยังไงนี่เป็นน้ำจิ้มเลยครับ

            คืนวันนั้นเป็นวันพฤหัสบดี ผมกำลังดูรายการสารคดีเรื่องหนึ่งทางช่อง 9 เป็นเรื่องช้างครับ และเมื่อถึงเวลาที่ช้างผสมพันธุ์กันนั้น เจ้าตัวผู้ก็ขึ้นคร่อมตัวเมีย อวัยวะเพศก็เข้าด้านในของตัวเมีย ตอนนี้ผมจึงเรียกพี่แป้งมาดูแล้วบอกเขาว่า นี่เป็นการผสมพันธุ์ของช้างนะลูก อีกไม่นานก็จะมีลูกช้างอยู่ในท้องของแม่ช้าง เธอก็ดูแล้วก็เล่นต่อไป ราวกับว่าไม่ได้สนใจสิ่งที่พ่อเธอแนะนำให้ดูเลยแม้แต่น้อย

            ตอนกลางคืนของคืนเดียวกันนั้น เราก็อ่านหนังสือกันเฉกเช่นกับทุกคืนที่ผ่านมา เมื่อเราอ่านหนังสือจบก็มาทบทวนกันว่า วันนี้มีอะไรบ้าง เรื่องที่โรงเรียนเป็นอย่างไร (ตอนนั้นเธออยู่ชั้นอนุบาล โรงเรียนนกฮูก) มาจบเรื่องช้างผสมพันธุ์ แล้วโยงมาว่าคนเราจะมีลูกมาเกิดได้ก็ต้องมีการผสมพันธุ์เช่นเดียวกัน เธอก็ถามผมว่า แล้วพ่อกับแม่ผสมพันธุ์กันยังไงงานนี้เล่นเอาผมอึ้ง แม่ของเธอก็นอนหัวเราะกิ๊กๆอยู่ข้างกาย

            ก็คล้ายๆกับช้างนั่นแหละลูกเธอจึงสวนมาว่าพ่อทำให้ดูหน่อยได้มั้ยเอาล่ะสิ จะทำอย่างไรดี เจอลูกรุกแบบนี้ ผมเลยตอบไปว่าพ่อสัญญาว่า เมื่อลูกโตขึ้นกว่านี้อีกนิด พ่อจะเล่าให้ลูกฟังอีกที แต่ตอนนี้ดึกมากแล้ว ลูกน่าจะนอนก่อนนะคะว่าแล้วเธอก็หลับยังกับปิดสวิทซ์

            คืนนั้น ผมมีความสุขมากครับ รอมาตั้ง 1 ปี กว่าที่เธอจะถาม

            นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนเพศศึกษาที่ดีที่สุด เรียนรู้จากธรรมชาติ เรียนเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวคนเรา การที่ผมตอบลูกไปอย่างนั้น ย่อมทำให้เธอทราบและเข้าใจว่า พ่อตอบคำถามเธอแล้วส่วนหนึ่ง ไม่ได้ปล่อยให้เธอถามแล้วไม่มีคำตอบใดๆ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 113516
 เขียน:  
 ดอกไม้:  ความเห็น: 74  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

แผ่นดิน
เขียนเมื่อ Sun Jul 22 2007 15:10:34 GMT+0700 (ICT)
  • น่ารักมากครับ .. ความช่างสงสัยของเด็ก และอาจจะหมายถึงความฉลาดของเด็กด้วยเช่นกัน
  • คุณพ่อเองก็ชั้นยอดที่งัดกลยุทธมาอธิบายและนำไปสู่การเรียนรู้ได้อย่างไม่ติดขัด
  • ตอนนี้, ลูก ๆ  ก็ถามบ้างแล้วว่า  
  • ตอนพ่อกับแม่แต่งงาน - พวกเขาอยู่ที่ไหน ... ทำไมไม่เจอในรูป
  • ผมเองก็บอกแต่เพียงว่า   "ลูกยังไม่เกิด..  ลูกยังอยู่บนฟ้า..."
ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Sun Jul 22 2007 17:15:30 GMT+0700 (ICT)

ลูกอยู่บนฟ้านี่ผมเองได้ยินมาตั้งแต่เด็กเลยครับ

ลูกสาวคนโตก็รับรู้อย่างนั้น แต่รู้ไหมครับ เธอยังถามต่อได้อีกว่า แล้วคนที่อยู่บนฟ้าเกิดได้ยังไง อยู่บนฟ้าแล้วมาอยู่ในท้องแม่ได้อย่างไร ในที่สุดก็ค่อยๆเข้าใจ ว่านั่นเป็นเพียงคำเปรียบเปรย

ช่วงหนึ่งเธอเคยโวยวายว่า ทำไมตอนพ่อกับแม่แต่งงานกัน ไม่พาน้องแป้งไปงานด้วย เอาเข้าไปท่าน

ผมย้ำกับเขาเสมอว่า ลูกเป็นคนพิเศษที่พ่อกับแม่รอ และตั้งใจอย่างมากที่จะให้มาอยู่ในท้องของแม่

ผมตั้งใจไว้ว่า วันหลังจะเล่าเรื่องการสอนเพศศึกษาให้ลูก ให้ฟังครับ

 

เมตตา
เขียนเมื่อ Sun Jul 22 2007 17:27:35 GMT+0700 (ICT)
ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Sun Jul 22 2007 17:40:49 GMT+0700 (ICT)

สวัสสดีครับคุณ P 

ผมไม่สามารถเข้าไปได้เลยครับ ไม่ทราบว่าเหตุใด เดี๋ยวจะลองแกะรอยคุณไปนะครับ ได้ความว่าอย่างไร จะมาเล่าให้ฟังครับ

โอ๋-อโณ
เขียนเมื่อ Mon Jul 23 2007 08:21:38 GMT+0700 (ICT)

เรื่องนี้ละเอียดอ่อนและต้องการความเป็นธรรมชาติมากๆเลยล่ะค่ะ ต้องเริ่มที่ตัวเราเองกับทัศนคติที่ดีต่อเรื่องนี้ เราถึงจะถ่ายทอดให้ลูกรับรู้ได้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอายที่พูดถึงไม่ได้ เป็นเรื่องธรรมชาติจริงๆ แต่เป็นธรรมชาติที่เป็นส่วนตัวของคน 2 คนเท่านั้นเอง

เด็กๆเมืองฝรั่งจะโชคดีเพราะเขาเปิดเผยเรื่องนี้กันมากกว่าบ้านเรา เขาจะรับรู้เรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ลำบากลำบนเท่าเด็กไทย

มีเรื่องขำๆเกี่ยวกับคำด่าที่เด็กๆในโรงเรียน (โดยเฉพาะรร.ชายล้วน) ใช้กัน มาเล่าค่ะ เจ้าสามหนุ่มตอนที่กลับมาจากต่างประเทศใหม่ๆ เพื่อนๆใช้คำที่ทำให้สงสัยหลายๆคำ และเขาจะเก็บมาถามความหมาย หนึ่งในนั้นคือคำว่า เ-ดแม่ ก็ต้องอธิบายกับแบบตรงไปตรงมา แต่เราก็สงสัยกันเล็กน้อยนะคะว่า ฝรั่งเค้าก็มีคำเทียบเท่าแต่เค้าไม่ยักกะเติมคำว่า"แม่"นะคะ เค้าแค่ f-ck you เสียมากกว่า (เรท R ไปหรือเปล่าคะนี่ เล่าแลกเปลี่ยนความรู้นะคะ...ท่านผู้อ่านทั้งหลาย...แฮ่ะ แฮ่ะ...) 

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Mon Jul 23 2007 22:58:11 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับพี่โอ๋

เห็นด้วยครับที่เป็นเรื่องของคนสองคน แต่ผมยังอาบน้ำอาบกับลูกทุกครั้ง ทั้ง 2 สาวนั่นแหละ เราอาบน้ำมาด้วยกันตั้งแต่จำความได้

เธอสงสัยเหมือนกันว่า ทำไมจิ๋มของเขาไม่เหมือนของพ่อ นั่นก็เลยได้โอกาสสอนว่า เพศต่างกันอย่างไร ครั้นเมื่อเธอไปโรงเรียนตอน 2 ขวบ เธอสามารถแยกเพศได้แล้ว

เธอถามว่าทำไมเธอเป็นผู้หญิง แต่นมไม่เหมือนของแม่ ก็เลยได้โอกาสสอนเรื่องวัยสาว ว่าเป็นอย่างไร

โดยที่ไม่เคยลืมที่จะบอกว่า เราสามารถทำอย่างนี้ได้เฉพาะในห้องน้ำ ในบ้านเราเท่านั้น สามเหลี่ยมต้องห้ามที่ลากตั้งแต่ราวนมมาจรดอวัยวะเพศต้องเป็นของสงวน ให้ดู ใครจับไม่ได้ ถึงตอนนี้เวลาเห็นคนนุ่งน้อย เธอจะบอกพ่อว่า โป๊นะพ่อนะ ใช่ลูก (ขอบคุณที่บอก พ่อชอบดู จุ๊ๆๆ)

จนวันหนึ่ง มีเพื่อนมาที่บ้าน ลูกสาวเขาขึ้นไปอาบน้ำกับลูกสาวผมบนบ้าน ปรากฏว่าพี่แป้ง (ขณะนั้นอายุ 5 ขวบ) ก็ปิดประตู ไม่ยอมให้คุณลุงเห็นเข้าโป๊

เรื่องนี้เคยเถียงกับหมอชาวสิงคโปร์เมื่อ 6 ปีก่อน เขากลัวว่าลูกสาวเห็นของพ่อแล้วอาจจะมีความทรงจำจนถึงวัยสาว ผมก็โต้กลับไปว่า นี่เป็นธรรมชาติ เขาเห็น เขารู้จัก เมื่อรู้จัก ความอยากเห็นก็จะลดลงครับ

โอ๋-อโณ
เขียนเมื่อ Tue Jul 24 2007 00:57:40 GMT+0700 (ICT)

คิดว่าเป็นอีกทฤษฎีที่น่าสนใจนะคะ แต่คงจะดูแปลกๆสำหรับสังคมไทยส่วนใหญ่ จะว่าไปหลายๆชาติเขาก็ไม่ได้สนใจกับการปกปิดสรีระมากมายอะไรในเวลาอาบน้ำนะคะ แต่ส่วนมากจะต้องเป็นเพศเดียวกัน ยังไงๆเราๆคนไทยก็ไม่ชินนะคะ

จำได้ว่าครั้งแรกที่เห็นคุณแม่(ฝรั่ง) คนหนึ่งถกเสื้อออกจากหัว ถอดกางเกงขาสั้นที่ใส่อยู่ เพื่อจะลงไปเล่นน้ำที่ริมแม่น้ำสวอนกับลูกเขาต่อหน้าต่อตา อ้าปากค้างอยู่ตั้งนานแน่ะค่ะ กว่าจะรู้ตัวว่าเราตื่นเต้นอยู่คนเดียว คนอื่นเค้าไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกอะไร เมืองที่มีแม่น้ำ ทะเล ชายหาดเนี่ย เห็นโน่นเห็นนี่ที่ไม่น่าจะได้เห็นบ่อยมากๆค่ะ เพราะท่านๆเธอๆทั้งหลายท่านเตรียมตัวถอดกันอยู่ตลอดเวลา เด็กๆบ้านเมืองเค้าเลยไม่ต้องแอบสงสัยอะไรเลยล่ะค่ะ   

เมตตา
เขียนเมื่อ Tue Jul 24 2007 05:02:01 GMT+0700 (ICT)

สงสัยตอน link เอามาไม่ครบค่ะต้องขออภัยแต่ตามไปแล้วพบคุณธนพันธ์แกะรอยไปเรียบร้อยแล้ว...ขอบคุณค่ะ...ดิฉั้นคนหนึ่งหล่ะที่ไม่หลีกเลี่ยงการอธิบายให้ลูกฟังเรื่องเพศ...ที่แกสังเกตเห็นแล้วถามประสาซื่อ..ก็พูดคุยกันไป..อย่างน้อยแกก็จะเรียนรู้ว่าเราไม่ถือว่าการพูดเรื่องนี้น่าอาย...แม้อธิบายยาก..แต่แม่ก็พยายาม...สุดท้ายเล่าอะไรต่อไม่ได้ก็บอกว่าแม่ขอคิดก่อนนะคะ...คิดออกแล้วจะคุยต่อ...ส่วนใหญ่แกจะลืมไปเลยเป็นความสนใจแบบสะดุดคิดขึ้นมานะคะ..ถ้าได้รับการตอบสนองสักสามสี่คำ...ก็โอเค...แต่ถ้าไม่ตอบเลยแกจะวิ่งไปถามพ่อ...หรือถามคนอื่น...ต่อไป

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Tue Jul 24 2007 19:26:05 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับคุณ P

หลายครั้งทีเดียวที่ผมไม่สมารถตอบคำถามลูกได้ ก็บอกไปตามตรงครับว่า พ่อไม่รู้ แล้วก็จะแกล้งถามกลับไปว่าทำไมลูกจึงถามคำถามนี้ ลูกคิดว่าเป็นอย่างไรล่ะ เราไปหาอ่านใน net ดีมั้ย อยากดูรูปของมันมั้ย พ่อจะเปิดให้ดู

ทำสำคัญที่สุดคือ ไม่มั่วครับ ฮ่า ฮ๋า

ตอนนี้คุณตัวเล็กคนที่ ๒ ก็เริ่มออกลายแล้วครับ ถามทุกอย่างเหมือนกัน เชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆ

อัญชลี
IP: xxx.27.128.6
เขียนเมื่อ Fri Jul 27 2007 16:05:18 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีคะ

 แวะเข้ามาอ่านเจอคะ  อยากสอบถามเกี่ยวกับโรงเรียนนกฮูกคะ  มีรายละเอียดเกี่ยวกับที่ตั้งโรงเรียน และวิธีการสอนอย่างไรคะ มีคนพูดต่อกันมาหลายคนแล้วคะ  รบกวนด้วยนะคะ  ขอบคุณคะ 

จันทวรรณ
เขียนเมื่อ Fri Jul 27 2007 17:50:16 GMT+0700 (ICT)

น่าจะมีคนทำเรื่องเพศศึกษาให้เป็นการ์ตูนสำหรับแต่ละวัยนะค่ะ

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Tue Jul 31 2007 15:17:26 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับคุณอัญชลี ขอโทษที่ตอบช้ามาก

โรงเรียนนกฮูกมีชื่อจริงว่า บ้านโรงเรียนนกฮูก มีชื่อเล่นว่า โรงเรียนอนุบาลพัฒนาเยาวชน ฮ่า ฮ่า

อยู่ทางไปแม็กโคร  ตรงข้ามกับวิทยาลัยการอาชีพหลวงประธานฯ เป็นที่ตั้งเดิมของร้านอาหารจายเบียร์เก่าครับ เวลามีคนถามว่าลูกอยู่โรงเรียนอะไร เมื่อตอบว่านกฮูก ต้องเตรียมตอบคำถามที่ 2 เสมอว่า อยู่ที่ไหนครับ

โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนเล็กๆ ย้ำว่าเล็กๆมากครับ บางชั้นมีเด็กไม่ถึง 10 คน ค่าเล่าเรียนค่อนข้างแพงไปนิด

ระบบการเรียนตรงสเป็คผมมาก นั่นก็คือ child - centered เด็กสนุก ไม่มีความเครียด เล่นไปเรียนไป

ผมเป็นคนที่เรื่องมากกับการเรียนของลูกมากครับ กว่าจะพบที่นี่ เลือกอยู่นาน ประเภทที่ว่า โรงเรียนไหนชอบมายุ่งกับทรงผม(ต้องตัดจนถึงหู..มันน่าจะให้โกนไปเลย รู้แล้วรู้รอด) ยุ่งกับการแต่งตัว ครูชอบวางตัวเหนือพ่อแม่ มีการบ้านทุกวัน นิยมสนับสนุนการเรียนพิเศษแล้วล่ะก็ อย่าหวังว่าผมจะพาลูกไปโรงเรียน

เมื่อ 4 ปีก่อน ผมเคยบอกกับครูว่า ผมไม่สนใจว่าลูกผมจะอ่านหนังสือเร็วแค่ไหน แต่ผมต้องการให้ลูกคิดอย่างเป็นระบบ กล้าที่จะคิด รักการไปโรงเรียน

เมื่อกลับจากโรงเรียนแต่ละครั้ง ผมจะถามลูกดูว่า เรียนเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งส่วนมากจะเป็นการเล่นเสียมากกว่า แต่เชื่อไหมครับว่า เธอสามารถอ่านและเขียนหนังสือได้เร็วมาก จบอนุบาล 3 มานี่ ผมกล้าที่จะบอกได้เลยว่าเธอน่าจะอ่านได้ดีกว่าเด็ก ป. 1 บางคนเสียอีก เธอเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ได้อย่างสนุกสนาน บวกเลขเก่งครับ (แต่อย่าหวังพึ่งโรงเรียนอย่างเดียวนะครับ ผมกับภรรยาก็สอนลูกเองบ้างเหมือนกัน ยังอ่านหนังสือให้เธอฟังเกือบทุกคืนครับ)

ผมคิดว่าคุณควรไปดู ไปดูการเรียนของเขา ไปดูว่าเด็กๆอยู่ยังไง ไปคุยกับคุณครูก่อนครับ

หากตัดสินใจให้ลูกเรียนที่นี่แล้วล่ะก็ ต้องใจแข็งครับ เพราะเราจะเจอกับเพื่อนผู้หวังดี ประสงค์ร้ายมาถามเราเสมอว่า จะดีเหรอ การบ้านก็ไม่มีให้ลูกทำเลย เรียนอะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นเป็นเรื่องเป็นราว ไม่สนใจเรื่องระเบียบวินัย ผมเจอมามากครับ แต่ก็ยังยินดีปรีดาที่จะพาลูกไปเรียน แนะนำเพื่อนฝูงให้พาลูกเขาไปเรียน

ตอนนี้เธอไปอยู่โรงเรียนธำรงค์วัฒนาพัฒนาเยาวชน (นกฮูกใหญ่) แล้วครับ

 

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Tue Jul 31 2007 15:26:19 GMT+0700 (ICT)

อาจารย์ P ครับ

มีคนพยายามทำมามาก แต่อย่างว่าครับ ผู้ใหญ่บ้านเมืองเราหลายคน อีกทั้งกระทรวงศึกษาเองก็โบราณเสียเหลือเกิน ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล มีคนพยายามทำก็หาว่า ชี้โพรงให้กระรอก ไม่เคยอ่านเอกสารงานวิจัยบ้างเลยครับ เอาแต่วิจารณ์อย่างเดียว ที่อื่นเขาสอนกันเป็นเรื่องเป็นราวทั้งนั้น

อีกประมาณ 1 ชาติครับ กว่าการศึกษาบ้านเราจะไปทันคนอื่น หรือรอให้มีการผลัดใบใหม่ก่อน เราจึงจะก้าวหน้า

ยกตัวอย่างเรื่อง คู่มือวัยใส ที่สอนเรื่องเพศให้ดูง่าย เช่น การชักว่าว (เขาอธิบายได้ถึงแก่นเชียวครับ) สนุกมาก เด็กรู้จักกันทั้งนั้น แต่หนังสือนี้ถูก ban เรียบร้อย เป็นไงครับ บ้านเรา

อัญชลี
IP: xxx.27.128.153
เขียนเมื่อ Wed Aug 01 2007 09:13:27 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีคะ

      ขอบคุณคะสำหรับรายละเอียดโรงเรียนนกฮูกคะ  คนโตเข้าโรงเรียนแล้วอยู่อ.3 แล้วคะ เรียนอยู่สุวรรณวงศ์คะ  กว่าจะรู้ว่ามีโรงเรียนนกฮูกก็เพิ่งจะปีนี้เองคะ กำลังคิดว่าจะดูไว้ให้ลูกคนเล็กนะคะ(กำลังจะ 2 ขวบ)  คิดว่าจะเตรียมข้อมูลไว้ก่อน ถ้าว่างช่วยคุยแนวคิดในการเลี้ยงลูกให้ฟังหน่อยนะคะ  แล้วทำอย่างไรเกี่ยวกับการเรียนภาษาของลูกคะ   จะแวะมาอ่านนะคะ

                                                            อัญชลี                                                                

โอ๋-อโณ
เขียนเมื่อ Wed Aug 01 2007 12:59:55 GMT+0700 (ICT)

ฟังเรื่องโรงเรียนนกฮูกแล้วก็ประทับใจค่ะ คิดถึงคุณวนิษา เรซขึ้นมาเลยค่ะ ดีใจที่ 2 สาวของอ.หมอแป๊ะมีทางเลือกดีๆที่คุณพ่อคุณแม่ถูกใจ

สำหรับคุณอัญชลี ขออนุญาตเสริมนิดนึงค่ะว่า จากประสบการณ์ตรงที่พบเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว 2 หนุ่มของพี่ก็เริ่มต้นที่โรงเรียนสุวรรณวงศ์อยู่จนถึงประถม 2-3 ก่อนที่จะไปเรียนที่ออสเตรเลียอีก 6 ปี พบว่าที่นั่นก็สอนเด็กแบบค่อนข้างสนุกสนานนะคะ มีวิชาการแต่คุณครูเข้าใจทำให้เป็นเรื่องสนุก ไม่เคร่งเครียด และไม่เร่งรัดเด็กเหมือนกันทุกคน ทำให้ 2 หนุ่มของพี่รักการเรียนรู้และไม่เครียดค่ะ ไปอยู่กับเด็กฝรั่งใหม่ๆก็เก่งเลข เก่งสะกด (spelling) กว่าเพื่อนวัยเดียวกัน ทำให้เขาไม่มีปมด้อย และพื้นฐานภาษาไทยที่เขามีก็คงอยู่กับตัวเขาเสมอมา กลับมาเรียนเมืองไทยได้เป็นอย่างดีมีความสุขค่ะ เชื่อว่ามีพื้นฐานมาจากตรงนั้นมากทีเดียวค่ะ

พี่เห็นว่าการเลือกโรงเรียนให้ลูกน่าจะดูจากธรรมชาติของลูกด้วยค่ะ มีเด็กหลายๆคนที่เค้ามีความพิเศษในตัวซึ่งไม่เหมาะกับระบบโรงเรียนทั่วๆไปของบ้านเรา และถ้าจับเขาไปเข้าระบบแบบนั้นเขาจะไม่มีความสุขแน่นอน แต่โดยทั่วไปแล้ว เราพ่อแม่ควรจะสื่อถึงความรู้สึกของลูกได้ดีกว่าใครๆ เชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง และอย่าเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนไหนๆเลยค่ะ เด็กแต่ละคนต่างก็มีดีที่ไม่เหมือนใคร เราพ่อแม่นี่แหละที่จะช่วยมองเขาให้เห็นสิ่งที่เขาเป็น ไม่ใช่ปั้นเขาอย่างเดียว อย่าเอาสิ่งที่เราอยากเป็นไปจัดการชีวิตลูก (เห็นพ่อแม่หลายๆคนที่เข็นลูกให้ทำโน่นทำนี่ ด้วยการบังคับจนลูกเครียดแล้ว สงสารเด็กๆค่ะ)

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Wed Aug 01 2007 20:31:00 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณครับพี่โอ๋ที่ช่วยเติมเต็ม ผมเองก็เคยอ่านเรื่องราวของคุณวนิษาเหมือนกัน รู้สึกทึ่ง แต่ก็อย่างว่านะครับ เราควรเชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง ไม่มีใครรู้จักลูกเราเท่าเรา (ถ้าเราได้อยู่เลี้ยงดูเขานะครับ ไม่ใช่ทำแต่งานจนลืมลูกไป) โรงเรียนไม่มีทางที่จะสอนลูกเราได้ทั้งหมด ผมสอนลูกมากกว่าครูครับ

เราเที่ยวด้วยกันบ่อยมาก มีคนเคยบอกผมว่า ทำตัวไม่เหมือนหมอเลย เที่ยวลูกเดียว ผมก็ตอบว่า ลูกจะอยู่กัยเราไม่กี่ปีหรอก อายุ 15 เขาก็มีเพื่อนเป็นสรณะแล้ว ไม่เที่ยว ไม่เลี้ยง ไม่สอนกันตอนนี้ แล้วจะสอนเขาตอนไหน

การอ่านหนังสือ ผมกับแม่เขาก็เป็นคนแรกที่สอน สอนด้วยการอ่านให้ฟัง แทรกเรื่องราวชีวิตประจำวันใส่ลงไปบ้าง

อย่าลืมว่า ลูกเราคือลูกเราครับ ไม่ใช่ลูกครู

โอ๋-อโณ
เขียนเมื่อ Wed Aug 01 2007 22:58:56 GMT+0700 (ICT)

เห็นด้วยอย่างยิ่งกับอ.หมอแป๊ะค่ะ และขอยืนยันอีกทีว่าเป็นความจริงที่สุดเลยค่ะว่า ช่วงเวลาก่อนที่ลูกจะอายุ 10 ขวบ นี่แหละค่ะคือเวลาที่เราควรทุ่มเทให้ลูกมากที่สุด พี่เห็นผลกับสามหนุ่มที่มีว่า เราคือคนที่รู้จักลูกดีที่สุด (ยิ่งกว่าตัวลูกเองเสียอีก) เพราะเราเห็นเขามานานกว่าอายุของเขาเสียอีก แต่ละคนเขา unique มาตั้งแต่ปฏิสนธิ และยิ่งโตเขาก็ยิ่งต้องการเราน้อยลง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราใช้เวลาร่วมกับเขาเป็นความทรงจำที่ดีของลูกและเรา ถึงตอนนี้ที่ 2 คนโตเขาอายุ 15,14 แล้ว ก็เห็นผลแล้วล่ะค่ะว่า น่าดีใจขนาดไหนที่เราให้เวลาเขาตอนที่เขาต้องการเรา ตอนนี้เขาจะไปไหน ทำอะไรพี่ไม่ต้องตามดูเลย เพราะรู้ว่าลูกเป็นอย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราส่งไปถึงเขากลับมาหาเราหมดเลยค่ะ มั่นใจได้เลยว่าเราทำหน้าที่พ่อแม่ (ไม่ใช่คนส่งเสียลูกให้ถูกเลี้ยงให้โต) ได้ถูกต้องตามเวลาที่สมควรแล้วละก้อ เราจะสร้างพลเมืองดีที่มีความสุขให้สังคมได้อย่างแน่นอนค่ะ 

คุยไปคุยมา เราหลุดจากหัวข้อไปไหนแล้วก็ไม่ทราบนะคะ แต่ที่แน่ๆรู้สึกเราจะมีแนวทางที่คล้ายๆกันนะคะ

อัญชลี
IP: xxx.27.128.46
เขียนเมื่อ Thu Aug 02 2007 11:06:34 GMT+0700 (ICT)

คราวนี้ต้องขอบคุณมากๆทั้งคุณหมอและพี่โอ๋นะคะ  ที่เข้ามาช่วยกันแบ่งปันประสบการณ์ให้คะ  ถ้าไม่เป็นการรบกวนทั้งคุณหมอและพี่โอ๋ช่วยเล่าเทคนิคการสอนภาษาให้ลูกแบบไม่ทำให้เขาเครียดอย่างไรดีคะ 

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Thu Aug 02 2007 20:47:25 GMT+0700 (ICT)

เรื่องภาษาอังกฤษต้องยกไปให้พี่โอ๋เลยครับ เพราะตัวผมเองนั้นภาษาอังกฤษอ่อนเหลือเกิน ไม่สามารถสอนลูกได้ด้วย เดี๋ยวจะกลายเป็น ดี๊ด อี๊ด อะ บุ๊ก เสียเปล่าๆปลี้ๆ

พยายามเปิดหนังภาษาอังกฤษให้ดู หากมากไปก็กลัวเธอติดทีวี

ยังคิดไม่ออกคร๊าบ

 

โอ๋-อโณ
เขียนเมื่อ Fri Aug 03 2007 01:03:24 GMT+0700 (ICT)

ต้องชวนอ.หมอแป๊ะเปิดบล็อกคุยเรื่องลูกๆบ้างสิคะ จะได้ไปเข้ากลุ่มกับบล็อกเรื่องลูกๆของพี่ แล้วก็ชวนคุณอัญชลีไปอ่าน เราจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการจากกันและกัน

สำหรับภาษาอังกฤษ พี่ก็ไม่มีเทคนิคอะไรพิเศษหรอกค่ะ เอาความสนุกและชอบเป็นที่ตั้ง ถ้าเราชอบลูกก็ชอบไปเอง แต่ถ้าเราเองยังทำใจให้ชอบไม่ได้ ลูกเขาก็สื่อรู้แหละค่ะ ถ้าเขาไม่เห็นประโยชน์เองหรือไม่มีครูสอนสนุกๆชักชวนก็คงยากที่จะไปได้ดี วันก่อนดูรายการชีพจรโลก พูดถึงเรื่องการเรียนภาษาอังกฤษของเด็กไทยที่ตอนนี้ล้าหลังกว่าชาติเอเชียอื่นๆ คุณครูดังๆทั้งหลายที่มาในรายการ ต่างก็พูดคล้ายๆกันนั่นแหละค่ะว่า พ่อแม่ก็ต้องเรียนไปกับลูกด้วย พ่อแม่เรียนรู้ที่จะใช้จะพูด อย่าไปหลีกเลี่ยงกันได้เมื่อไหร่ ลูกๆก็จะเห็นเป็นของธรรมดาน่าลองไปเองน่ะค่ะ

อัญชลี
IP: xxx.27.128.192
เขียนเมื่อ Fri Aug 03 2007 10:35:41 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณคะที่ยังไม่เบื่อที่จะเล่าเรื่องลูกแบ่งปันกันคะ  พอดีเรื่องภาษาเป็นปมด้อยของแม่เลยคะ พ่อเขาค่อนแคะบ่อยๆคะว่าปมด้อยของแม่เลยไปตั้งเป้าที่ลูก  ด้วยความที่เรารู้ว่าเราสอนไม่ได้เราก็เลยพยายามหาที่เรียนให้เขาคะ  หาที่เขาสอนโดยเจ้าของภาษาแล้วก็เอาแค่ว่าให้เขาชินกับสำเนียง ยังไม่ต้องเขียนได้ก็ไม่เป็นไร  แต่เรียนมาสักพักก็มีปัญหาว่าครูฝรั่งไม่ต่อเนื่องคะเดี๋ยวออกอยู่เรื่อยๆเคยเจอครูสอนดีอยู่ได้แป๊บเดียว  ตอนนั้นเวลาให้ท่อง abc ให้ฟังสำเนียงดีเลยคะ พอคนนั้นออกคนหลังๆเขาคงไม่ถนัดสอนเด็ก  เด็กไม่คุยด้วยก็ไม่ค่อยกระตุ้นคะ  สอนตามหน้าที่ไปเรื่อยๆ  สอนตามหนังสือนะคะ ตอนนี้เลยเล็งหาที่ใหม่ให้คะเจออยู่ที่หนึ่งคะ เขาใช้ครูผู้หญิงซึ่งจะพูดกับเด็กเป็นภาษาอังกฤษตลอด  ตอนเด็กรอเรียนเขาก็จะคุยและดูแลเด็กซึ่งระหว่างนั้นเด็กก็ซึมซับคะ  กล้าพูดกับคุณครูพูดผิดครูก็ช่วยแก้ไขให้ไม่อายที่จะพูดคะ แต่ปัญหาที่นี่อยู่ที่ว่าครูเป็นชาวมาเลเซียคะ  สำเนียงไม่ต้องพูดถึงคะ  ตอนนี้ยังไม่ได้สมัครที่ใหม่ที่เล่ามานะคะกำลังตัดสินใจ  เลือกอย่างเสียอย่างทำไงดีคะ  เลยลองถามดูถ้ามาที่ดีๆแนะนำบอกนะคะ (แบบได้ทั้งสองอย่างนะคะ)  เพราะเรื่องภาษานี้นะคะ  ต้องไปเรียนกับลูกด้วยคะสอนเขาไม่ได้จริงๆ  มีเรื่องตลกร้ายเล่าให้ฟังคะว่า ลูกสาวคนโตถ้าบอกว่าท่อง abc แบบครูทอมมี่ แกก็จะออกสำเนียงได้ดีเลยคะแต่นั้นถือเป็นเวอร์ชั่นพิเศษที่คุณแม่ขอร้องนะคะ เพราะถ้าท่องศัพท์ของโรงเรียนที่เขาเรียนอนุบาลอยู่ ก็มาแบบไทยๆเลยคะ ยังคิดไม่ตกอยู่เลยคะว่าทำไงดี  แวะเข้าบล๊อกพี่โอ๋แล้วคะ  แต่ยังอ่านได้ไม่เท่าไรคะ เดี๋ยวว่างจะแวะเข้าไปอีกนะคะ  ถ้าทำเฉพาะเรื่องลูกเมื่อไหร่บอกนะคะ  จะเข้าไปบ่อยๆ  ขอบคุณคะที่ทำเป็นลิงค์ให้ด้วยคะเพราะความสามารถในการเล่นเน็ตน่าจะประมาณอนุบาล 3 นะคะ  คลิ้กอย่างด้วย   ไปละคะ  พรุ่งนี้ค่อยแวะมาใหม่คะ 

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Fri Aug 03 2007 21:18:13 GMT+0700 (ICT)

คุณอัญชลีครับ

ผมไม่เคยเบื่อเรื่องคุยเลยครับ ไม่ต้องเกรงใจ

เรื่องภาษาก็เป็นจุดด้อยของผมครับ แต่ก็ยังไม่เคยพยายามพาลูกไปเรียนเพิ่มเติมที่ไหน เพราะกลัวว่าเดี๋ยวเธอจะคิดว่าภาษาอังกฤษต้องเรียน ผมนี่ ถ้าได้ยินคำว่าต้องแล้วล่ะก็ แย้งก่อนเลย(นิสัยทางพันธุกรรม ติดมาทางพ่ออีกทีครับ) ผมคิดว่า เชื้อไม่ทิ้งแถวครับ เลยพยายามทำให้เป็นธรรมชาติที่สุด

ตอนนี้ไอเดียยังไม่เกิด ไม่มีโอกาสพาลูกไปเรียนที่เมืองนอกแบบพี่โอ๋ แต่ผมเชื่อว่า พี่โอ๋ก็เรียนที่เมืองไทยนี่แหละ ยังเก่งได้เลย คาดว่าในอนาคต จะพยายามหาหนังสือภาษาอังกฤษง่ายๆให้เธออ่าน (จริงๆตอนนี้ก็เริ่มแล้วครับ ทำมาเรื่อยๆไม่ให้ไก่ตื่น)

เมื่อตอนลูกสาวเรียนชั้นอนุบาล 1 ตอนนั้นเธอเรียนวิชาภาษาอังกฤษกับ uncle Malcom ที่ รร.นกฮูก วันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นมาไม่ทราบ เธอไม่ยอมเข้าห้องเรียนวิชานี้อีกเลย ครูบอกว่า uncle แกล้งทำเป็นแย่งกระติกน้ำของเธอ เธอจึงโกรธ ไม่ยอมเข้าเรียน 2 เดือน คุณครูก็ดีใจหาย เมื่อแป้งไม่เรียนวิชาภาษาอังกฤษ ครูก็ไม่ว่า ไม่พูดกระทบ ไม่ดุ จึงพาไปเล่นกับน้องๆ แทน

อยู่มาวันหนึ่ง จู่เธอก็เดินเข้าไปนั่งเรียนเอง และชอบเรียนกับ uncle ตั้งแต่นั้นมา จนถึงวันนี้แหละครับ

เรื่องนี้สอนให้ผมรู้ว่า ความพร้อม (ด้วยตัวเอง) เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะทำให้เกิดความรักเรียนอย่างถาวร

ดังนั้น ใจเย็นๆครับ

โอ๋-อโณ
เขียนเมื่อ Fri Aug 03 2007 23:20:46 GMT+0700 (ICT)

ยืนยันค่ะว่า พี่ก็เรียนเมืองไทยนี่แหละ แต่เรียนเพราะชอบเองไม่ได้เคยเรียนพิเศษอะไรที่ไหนเลยค่ะ ถ้าต้องสอบก็ทำคะแนนได้ดีเพราะอ่านมาก ฟังมาก เสียมากกว่าและเป็นการอ่าน การฟังในสิ่งที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวันนี่แหละค่ะ ไม่ใช่ตำราอะไรที่ไหน ส่วนการพูดก็ไม่ได้ดีเหมือนเจ้าของภาษา แต่พูดถูกต้องและพยายามเรียนรู้ที่จะออกเสียงคำบางคำที่ควรทำเท่านั้นเอง จุดที่คิดว่าควรจะเตือนกันก็พยายามเก็บมาเขียนบอกในบล็อกภาษาอังกฤษอยู่แล้ว และจากที่ผ่านมา 6 ปีที่ไปเรียนเมืองฝรั่งมา ก็เรียกว่าทำได้ดีมีคำชมมาเสมอว่า ใช้ภาษาได้ดีถูกต้อง และอยากจะเป็นตัวอย่างให้คุณพ่อคุณแม่ที่คิดว่าต้องส่งลูกไปเรียนเมืองนอก เพื่อให้ได้ภาษาว่า ไม่จำเป็นเลยค่ะ

สิ่งที่ควรทำก็คือ อย่างที่อ.หมอแป๊ะทำนี่แหละค่ะ คือทำให้ลูกรักที่เรียนรู้เอง โดยที่เราต้องไม่แสดงหรือสื่อให้ลูกรู้ว่าเราเองก็ไม่ชอบ เพราะลูกมีแนวโน้มที่จะเลียนแบบเรานี่แหละค่ะ ไม่ว่าเขาจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม   

อัญชลี
IP: xxx.147.117.160
เขียนเมื่อ Sun Aug 05 2007 07:25:50 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีคะ  อ่านแล้วรู้สึกว่าบางทีเราต้องใจเย็นลง ลูกเราก็ตัวแค่นี้เอง แต่ทุกครั้งที่พาเขาไปเรียนจะถามเขาก่อนคะอันไหนไม่ชอบก็ไม่บังคับคะ  แล้วบางครั้งก็รู้สึกว่าเขาเก่งกว่าที่เราคิดคะ  แต่พออยู่กับเราเจะอ้อนๆนะคะ พ่อเขาบอกว่าแม่ดุคะ เขาก็เลยอยู่กับเราอีกแบบหนึ่ง  ดีใจคะที่ได้พูดคุยกับคุณหมอและพี่โอ๋ แล้วจะเข้าไปดูลิงค์ต่างๆที่พี่โอ๋คอยแนะนำนะคะ  เพราะยังมีเจ้าตัวเล็กอีกคนที่ต้องใช้ประสบการณ์จากคนโตคะ  ตอนนี้ เกือบ 20 เดือนแล้วเรียกพ่อกับแม่เท่านั้นคะ  เขารู้ว่าเรียกแค่นี้ก็เอาอะไรได้ทุกอย่างแล้วมั่ง  ปู่กับย่าบอกว่าต้องไปหาหมอแล้วคะ  กลุ้มใจคะไม่ใช่ว่าจะพาลูกไปหาหมอนะคะแต่ว่าจะทำอย่างไรที่จะพูดให้ปู่กับย่าเข้าใจดีคะ เพราะตั้งแต่มีลูกนะคะ เข้าใจพ่อกับแม่มากๆจนไม่อยากทำอะไรให้เขาไม่สบายใจเลย  ทั้งคำพูดและการกระทำคะ  เอาไว้มาคุยใหม่นะคะ

โอ๋-อโณ
เขียนเมื่อ Sun Aug 05 2007 12:37:48 GMT+0700 (ICT)
ตามมาบอกคุณอัญชลีอีกทีถึงประสบการณ์ตรงจากลูกชายทั้ง 3 ของพี่ ทุกคนพูดช้ามากค่ะ อายุ 2 ขวบขึ้นไปทั้งหมดเลย ตอนคนโตพี่ก็จะเป็นห่วงมากว่าลูกเราเป็นอะไรหรือเปล่า เพราะเขาทำเสียงอื้อ อ้า แต่ว่าไม่มีพูดเป็นคำๆเลย ลูกเพื่อนๆวัยเดียวกันเขาพูดกันเป็นเรื่องเป็นราวแล้วทั้งนั้น แต่สังเกตดูว่าเขารู้เรื่องที่เราพูดเราบอกเขาแน่ๆ ก็พยายามพูดกับเขาเหมือนเขารู้เรื่องตลอดค่ะ พี่จะคุยกับลูกตั้งแต่เขาเล็กมากๆไม่ว่าจะทำอะไรให้เขา ก็จะคุยกับเขา เช่น บอกให้รอ ให้นับ 1 ถึง 20 เดี๋ยวแม่ดูให้ อะไรแบบนี้ แล้วก็นับเองดังๆ พอเขาเริ่มพูดได้ ทั้ง 3 คนก็พูดปร๋อจนเราหายห่วงเลยค่ะ เพราะฉะนั้นเชื่อว่าคงเป็นธรรมชาติที่ไม่เหมือนกันของเด็กแต่ละคน ถ้าเราทดสอบแล้วว่าลูกไม่ได้มีปัญหาการสื่อสาร การได้ยิน ก็ไม่น่าห่วงมากค่ะ ถึงเวลาเขาก็พูดได้เอง
ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Sun Aug 05 2007 18:28:07 GMT+0700 (ICT)

ครับ บางครั้งปัญหาการเลี้ยงลูกก็เกิดจากคนรอบข้างนี่แหละ บางคนชอบเอาลูกไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

ถ้าเรียกแล้วหัน สามารถเรียกพ่อแม่ได้ เพียงเพราะรู้ว่าทั้ง ๒ คนตอบสนองความต้องการเขาได้ นั่นคือ ไม่โง่ครับ

อ่านหนังสือให้ลูกฟังมากๆ งดเปิดทีวีสัก 2-3 เดือน ลองดูนะครับ

อย่าลืมว่า คนไม่ใช่รถเก๋งครับ ที่จะผลิตออกมาตามสเป็คทุกอย่าง

ถ้ามาดูการเลี้ยงลูกของผมแล้วจะปลงครับ ทั้งสกปรก ทั้งสนุก กินก็ไม่กิน ตัวยังกะจิ้งจกทั้งคู่ ยังโตได้เลยครับ

อัญชลี
IP: xxx.27.130.214
เขียนเมื่อ Mon Aug 06 2007 13:27:19 GMT+0700 (ICT)
เมื่อวานแวะไปดูโรงเรียนนกฮูกมาคะ  ดูแต่ข้างนอกนะคะ  เห็นโรงเรียนแล้วก็ต้องบอกว่าต้องใช้ความหนักแน่นมากพอสอควรถ้าจะเอาลูกมาเรียนที่นี่  มีปัจจัยอีกหลายอย่างคะที่ต้องคำนึงถึง  แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจนะคะ  คิดว่าจะต้องไปตอนโรงเรียนเปิดสักครั้งก่อนนะคะ  ถึงจะตัดสินใจได้ แล้วจะแวะมาบอก ส่วนเจ้าตัวเล็ก ไม่ยอมให้อ่านหนังสือให้ฟังคะ  จะชอบดูเอง  เวลาอ่านให้ฟังจะพลิกไปอีกหน้าอื่น(ไม่ใช่ว่ามีตัวหนังสือเยอะนะคะ  หน้าหนึ่งไม่เกิน 2 บรรทัด แต่ไม่ยอมให้เราอ่านให้จบ  ถ้าอ่านเร็วก็น่าจะทันแต่พยายามเอานิ้วชี้ตามตัวหนังสือที่อ่านก็เลยอ่านไม่เร็วนะคะ เขาจะชอบดูรูปรถ เครื่องบิน เวลาเห็นจะชี้ให้ดู  ดีใจ ขนาดว่าเป็นแบล็คกราวน์ของรูปอื่นนะคะ  เห็นอยู่เล็กนิดเดียวก็จะชี้บอกให้ดูคะ  วันนั้นเห็นเราปัดแมลงวันที่จานข้าว  ก็ช่วยปัดด้วยออกจะล้นๆนะคะ  แบบว่าที่สอนไม่ทำแต่จะเลียนแบบ  แต่พอเลี้ยงคนที่สองจะเลี้ยงแบบสบายๆคะ  ไม่ค่อยเกร็งแบบคนแรกคะ  อ๋อ!ถามคุณหมอนิดหนึ่งคะในฐานะที่คนมีลูกสาว พอดีลูกสาวชอบใส่กระโปรงนะคะ  แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเขาชอบนั่งโป๊หรืออ้าขาทำนองนั้น  พูดโน้มน้าวอะไรก็แล้ว  ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง ขู่ว่าจะไม่ซื้อกระโปรงให้ใส่ก็แล้ว  มีคำแนะนำมั้ยคะ  จะให้ใส่กางเกงก็ไม่ยอมคะ  ถ้าคุณหมอมีคำแนะนำดีๆช่วยแนะหน่อยนะคะ  พี่โอ๋คะเข้าไปอ่านที่พี่โอ๋แนะนำแล้วคะแต่ยังอ่านไม่จบคะ  พอดีไม่ได้ใช้เน็ตตอนกลางคืนนะคะ  ตอนนี้กำลังอ่านอัจฉริยะสร้างได้ของคุณ วริษานะคะ  เขียนหนังสือสนุกดีคะ  อ่านแล้วเพลินคะ  เคยฟังตอนมาออกทีวีหลายครั้งแล้วคะ  รู้สึกว่าเธอน่ารักดีคะ  พูดได้น่าฟัง  เรื่องความสุขของคนนะคะ  เหมือนหลักธรรมเลยคะที่เขาว่าไม่ว่าทุกหรือสุขก็เท่านั้น  หวังน้อยก็ผิดหวังน้อย  หวังมากก็ผิดหวังมาก  อยู่ที่ใจจริงๆคะ  ไปแล้วคะ
ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Mon Aug 06 2007 17:46:06 GMT+0700 (ICT)

คุณอัญชลีครับ

ท้ายที่สุดเรื่องการแต่งตัวของลูกก็เป็นปัญหาของแม่มากกว่าลูกนะครับ

ในช่วงอายุ 2-3 ขวบปี เด็กจะมีภาวะที่เรียกว่า terrible twoes ทำไมต้อง twoes นั่นก็เพราะว่า เด็กเกือบทั้งโลกนี้ในช่วง 2 ขวบมีปัญหา terrible เหมือนๆกันหมด

มันคืออะไรเหรอครับ

มันคือการพัฒนาที่จะทำให้รู้สึกว่าตัวเองสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ครับ เด็กกำลังพัฒนาความเป็นตัวตนของเขา สร้างความมั่นใจขึ้นมาให้ตัวเอง

พ่อแม่หลายคนหัวเสียมากกับการไม่ยอมทำตามคำแนะนำ (คำสั่ง) ของเขา ผมพูดถูกไหมครับ

ไปอาบน้ำ.. ไม่

กินข้าว.. ไม่

นั่งเรียบร้อยหน่อย.. ไม่

อย่าทำ.. ทำ

ลูกใครๆก็เป็นครับ ลูกผมก็เป็น ตอนนี้ตัวเล็กอายุยังไม่ถึง 2 ขวบด้วยซ้ำ เธอเลือกเสื้อผ้าเองแล้วครับ เรายุ่งเธอไม่ได้เลย

ผมมีวิธีหลอกครับ เช่น แข่งกัน เธอชอบมาก เช่น ไม่ยอมอาบน้ำ ผมก็เล่นแข่งกันถอดเสื้อผ้า แข่งอาบน้ำ รับรอง แป๊บเดียวก็เรียบร้อย

เราต้องหาวิธีที่ทำให้เธอทำในสิ่งที่เราต้องการโดยที่เธอไม่รู้ตัวครับ ลองหาวิธีดูครับ แต่ละคนไม่เหมือนกันเลย(ทุกวันนี้ผมก็ยัง terrible thirty ครับ ใครสั่งมา ผมต้านก่อนเลย อันนี้เป็นสันดานครับ...ฮา)

เด็กนั่งโป๊ จริงๆแล้วเป็นความวิตกของพ่อแม่มากกว่าเด็กครับ คราวนี้ยิ่งแม่อารมณ์เสีย ยิ่งเข้าทาง เพราะเธอสามารถควบคุมอารมณ์แม่ได้แล้ว งานนี้แม่แพ้ครับ

ผมไม่เคยหลอกลูกเรื่องอวัยวะเพศเลยนะครับ เธอจับจิ๋ม เล่นจิ๋มก็เล่นไป วัย 3-4 ขวบเริ่มเข้าสู่ภาวะ Phalic phase แล้ว นั่นคือการมีความสุขกับการสำรวจร่างกายเขาเอง สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ดูอย่าให้เขาเอาของใส่เข้าไป เรื่องนี้ผมดุ และเด็ดขาด

เช่น ลูกจะเอานิ้วแหย่ปลั๊กไฟ อันนี้ดุลั่นบ้าน เพื่อให้เธอรู้ว่า ห้ามอย่างเด็ดขาด ร้องไห้ก็ร้องไป

 

เรื่องโรงเรียนนกฮูก หลายคนก็รู้สึกอย่างคุณอัญชลีนั่นแหละครับ แต่นั่นกลับทำให้ผมชอบ เพราะมันดูไม่เหมือนโรงเรียน อย่าลืมว่านี่คือชั้นอนุบาลนะครับ เขาควรอยู่บ้านมากกว่าโรงเรียน นั่นจึงเป็นสาเหตุที่โรงเรียนเขามีชื่อว่า บ้านโรงเรียนนกฮูก

นานาจิตตังนะครับ ดูให้มาก คิดให้ดี แล้วตัดสินใจเลือกในสิ่งที่เราคิดว่าดีต่อลูกครับ

อย่างที่เคยบอกไปแล้วก็คือ ผมต่อต้านระบบการเรียนแบบโบราณอย่างมาก ระบบที่ครูข่มเด็ก ข่มพ่อแม่ สอนให้เด็กจำมากกว่าคิด ยุ่งกับทรงผมของเด็กจนลืมเรื่องสิทธิเสรีภาพ ฯลฯ เราเป็นพ่อแม่ อย่าฝากชีวิตลูกไว้กับครูอย่างเดียว การสอนเรื่องการใช้ชีวิตเป็นเรื่องของเราครับ เน้นว่า เป็นเรื่องของเรา  

อัญชลี
IP: xxx.27.129.97
เขียนเมื่อ Tue Aug 07 2007 14:41:14 GMT+0700 (ICT)
สวัสดีคะ คงจะลองหาวิธีดูนะคะ  เพราะปกติให้เขาแต่งตัวเองเหมือนกันคะ เพียงแต่ว่ามีเรื่องนี้ที่เขาชอบยุ่งตรงนั้นคะที่ทำให้เรากังวล  ว่าจะเหมือนพวกที่ชอบกัดเล็บหรือเปล่านะคะ  แต่ก่อนเขาชอบดูดนิ้วคะ กว่าจะแก้ไขกันได้ก็นิ้วแบนไปนิดหนึ่งแล้วคะ ก็เลยไม่ค่อยอยากให้ประวัติศาตร์ซ้ำรอยนะคะ  เมื่อวานคุยกันเรื่องเรือเดินสมุทร  เขาถามว่ามีเรือหนังสือมั้ย  เราก็งงอยู่ตั้งนาน จนเขาต้องอธิบายว่าแบบว่ามีเรือเดินหนังสือมั้ย  เราก็หัวเราะกันไปพักใหญ่คะ  เขาก็หัวเราะด้วย  จริงๆไม่ควรหัวเราะเด็กใช่มั้ยคะ หรือว่าไม่เป็นไรเขาควรยอมรับได้ว่าหลุดแล้วก็ขำได้ไม่เห็นน่าอายอะไร    ในฐานะที่คุณหมอชอบขวางคลอง(หรือเปล่า)  มีความเห็นกับเรื่องดังกล่าวอย่างไรคะ  ส่วนเรื่องโรงเรียนถ้าดูเรื่องสถานที่แล้วห่วงเรื่องฝุ่นนะคะ  น้องเขาแพ้ง่ายนะคะ(เกี่ยวกันมั้ยคะ หรือแม่วิตกจริตไปเอง) จะได้ตัดปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปก่อนที่จะตัดสินใจนะคะ  ยังพอมีเวลาคิดระยะหนึ่งคะ 
ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Tue Aug 07 2007 19:55:35 GMT+0700 (ICT)

คุณอัญชลีครับ

พื้นฐานผมเป็นหมอสูติครับ ไม่ใช่จิตแพทย์ เลี้ยงลูกอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด เลี้ยงเขาอย่างที่พ่อแม่ตัวเองเคยเลี้ยงมา ไม่ได้อ่านตำราหรอกครับ มีบ้างเมื่อไม่รู้ว่าจะอ่านอะไร หรือว่าอ่านหนังสือที่เขียนแหวกแนวไป เช่น กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว ของสำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน

พ่อแม่ผมไม่รวย ผมโตมาแบบเด็กบ้านนอก สกปรก มอมแมม เล่นน้ำฝน ยังโตมาได้จนป่านนี้เลยครับ

ลูกผมก็เป็นเด็กปกติ สกปรกมอมแมม กินบ้างไม่กินบ้าง ผอมหยองกรอด ยังโตได้เลยครับ ที่สำคัญคือสุขภาพจิตดีจะตาย

การที่ลูกถามแปลกๆนั้น หลายๆครั้งผมก็หัวเราะ แต่ส่วนมากเราหัวเราะด้วยกัน เพราะผมอาจจะตอบตามจินตนาการของเธอไปก่อน แล้วค่อยๆเล่าความจริงให้ฟัง

ลูกผมพูดจาชัดเจน เพราะเราพูดกับเขาชัดเจน ไม่ได้พูดสำเนียงเด็กๆให้เขาฟัง

ลูกผมฟังเพลงคลาสสิกได้ เพราะเราเปิดให้ฟังตั้งแต่เขายังไม่มีโอกาสเลือก (อันนี้พิเศษหน่อิยครับ เพราะดูไม่บ้านนอกเท่าพ่อมัน)

ลูกผมชอบอ่านหนังสือ เพราะอ่านให้ฟังตั้งแต่อ้อนแต่ออก คนเล็กสมาธิยังไม่ดี เพราะว่าเธอยังเล็กนัก แต่เมื่อโตขึ้นผมก็เห็นว่า เธอนอนฟังได้นานมากขึ้น ดังที่ผมเล่าเสมอๆใน ชีวิต Fellow ที่สิงคโปร์

ลูกผมเล่นจิ๋มก็เล่นไป ไม่ได้ไปเล่นของคนอื่นที่ไหน เราเพียงแต่บอกเขาว่าให้ระวังเจ็บก็แค่นั้น แถมเวลาเธอเล่น ผมก็ถือโอกาสสอนเธอไปด้วยว่าของเธอต่างจากของพ่อยังไง

ลูกผมไม่กินก็ช่างมัน (กว่าจะช่างมันได้นี่ ทำใจอยู่นานครับ) เพราะถือว่า คงไม่มีใครในโลกนี้เกิดมาเพื่ออดตายครับ ท้ายที่สุดเธอก็โต

ลูกกัดเล็บ ผมก็อาจจะหาอะไรให้เธอเล่น เช่นหัดระบายสี ปั้นแป้งทำขนม สนุกจะตายไป

ลองดูนะครับ อย่าลืมว่า ถ้าเราเครียด ลูกก็เครียดครับ

ลองถามตัวเองสิครับว่า ทำไมเหล่าบรรดากรรมกร หาเช้ากินค่ำ เขายังเลี้ยงลูกได้ ทำไมเขาพาลูกไปกล่อมให้หลับในเขตก่อสร้างได้ เด็กก็หลับสบาย ในขณะที่ลูกเรา เวลาหลับต้องย่องกันแทบตาย เพราะกลัวมันตื่น

โอ๋-อโณ
เขียนเมื่อ Tue Aug 07 2007 22:46:52 GMT+0700 (ICT)

แหม นี่เราคุยกันอยู่ 3 คนเลยนะคะนี่ แต่อ่านทีไรก็อยากแลกเปลี่ยนบอกเล่าด้วยทุกทีเลย คิดและทำเหมือนอ.หมอแป๊ะหลายๆอย่าง เช่นเห็นด้วยว่า สำหรับลูกแล้ว อย่าว่าแต่ตอน terrible two เลยค่ะ ตอนไหนๆก็ต้องใช้ความไม่เครียด และยุทธวิธีในการทำให้เขาทำสิ่งที่เราต้องการโดยไม่รู้ตัว

กรณีคุณอัญชลี ถ้าเป็นพี่โอ๋ในกรณีลูกนั่งโป๊ จะลองเล่นเกมอะไรก็ได้ที่ทำให้เขาต้องเอาขาลง เช่นเอาขาแตะพื้นทั้งสองข้างให้นิ้วติดกัน (คิดไปได้เรื่อยๆค่ะ เอาแบบที่ลูกเราชอบ อะไรก็ได้) ดูซิว่าลูกทำได้เร็วขนาดไหน แม่นับ 1 2 3 แล้วก็ทำให้เห็นเป็นสนุก อย่าไปบอกเขาว่าเราไม่ชอบให้นั่งโป๊ อาจจะเอาไว้สอนตอนอื่นที่ดูว่าเขาจะสนใจฟังเราสอน อะไรทำนองนี้แหละค่ะ นี่เป็นวิธีที่พี่ใช้เสมอๆในการปรับสิ่งที่ลูกทำแล้วเราไม่ชอบ การบอกตรงๆนั้นต้องบอกตอนที่เขากำลังรับฟังและพูดให้น้อยครั้งที่สุด การพูดซ้ำๆในเรื่องที่เราไม่ชอบ มักจะทำให้ลูกทำมากขึ้น เคยอ่านหนังสือจิตวิทยาการเลี้ยงเด็กด้วยว่า ให้พูดกับลูกในสิ่งที่เราอยากให้เขาทำบ่อยๆ แต่พูดถึงสิ่งที่ไม่อยากให้ทำน้อยๆ เพราะลูกจะทำสิ่งที่เราพูด (แต่ไม่ได้ยิน คำว่า "อย่า" "ไม่" "ห้าม") เช่น "นั่งสวยๆนะคะ" กับ"อย่านั่งโป๊สิลูก" เนี่ยค่ะ

น้องฟุง ลูกคนเล็กสุดของพี่ก็เป็นเด็กที่มักจะทำอะไรแบบของเขาเอง (ที่ต่างจากที่เราบอกหรือสอน) เราก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีในการปรับนิสัยเขาตามธรรมชาติของเขานะคะ

ลูกชายพี่โอ๋ทั้ง 3 คนก็ไม่ชอบให้อ่านหนังสือให้ฟังค่ะ เขาไม่ทนรอฟังจะเปิดผ่านๆไปข้างหน้าเลยเหมือนกัน เราจะใช้วิธีฟังนิทานจากเทป (เราอ่านเองหรือจากวิทยุ) แต่เขาจะเห็นว่าการอ่านคือกิจวัตรของเรา แล้วพอเขาโตๆขึ้นเขาก็ชอบไปเอง เพียงแต่เราต้องอำนวยความสะดวก หาหนังสือให้เขา

แต่เรื่องกินนี่ พี่โอ๋จะตรงข้ามกับอ.หมอแป๊ะมากๆ เพราะพี่บังคับลูกตั้งแต่สมัยเล็กมากๆให้เขากินอยู่กับที่ ตั้งแต่ตอนที่เราป้อนให้ มียุทธวิธีบ้างในการทำให้กิน แต่ทุกครั้งที่กินต้องกินจนหมด (ตอนที่เขาไม่ค่อยอยากกินก็จะใส่ให้เขาน้อยๆ - ต้องเก็งไว้ก่อน) และไม่ให้อะไรที่เป็นของไร้ประโยชน์แต่อิ่มนอกเวลาอาหาร ถ้าถึงเวลากินแล้วไม่กินก็คืออดไปเลย ทำมาทั้ง 3 คนจนเขาอายุสัก 4-5 ขวบ เขาก็ติดมาจนตลอดค่ะ คือไม่เลือกกิน กินทุกอย่าง ถ้าชอบกินมาก ไม่ชอบกินน้อย (แต่ก็กิน) ตักอะไรมาในจานต้องกินให้หมด ถ้าไม่แน่ใจว่าจะกินได้แค่ไหน ให้ตักน้อยๆไว้ก่อน ลูกทุกคนไม่อ้วน ไม่ผอม และรู้จักเลือกกิน ของที่ไม่มีประโยชน์ เช่นน้ำใส่น้ำตาลใส่สีใส่กรด (น้ำอัดลม) เขาก็ชอบกัน แต่เราจะกินน้อยครั้งมากในครอบครัว เราจะไม่ซื้อ และบอกตรงๆว่าเราก็ชอบ กินแล้วอร่อยแต่ให้ดูส่วนผสมว่ามีอะไรบ้าง ทำไมเราถึงบอกว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพ และเราเองก็พยายามไม่กิน ตอนนี้ก็ได้เห็นผลว่า เขาคิดถึงการกินอยู่อย่างมีเหตุผล ของที่ไม่มีประโยชน์ก็กินบ้าง แต่พยายามไม่กินถ้าทำได้ 

เรื่องกินนี่ คุยได้อีกเยอะค่ะ พี่ว่าต้องหัดตั้งแต่ยังเล็กมากๆและใจแข็งสุดๆ แต่ผลที่ได้คุ้มค่ามากๆค่ะ เห็นได้จาก 3 หนุ่มนี่แหละค่ะ แต่ถ้าพ้นวัย 2 ขวบมาแล้วบังคับเรื่องกินยากมากค่ะ  

อัญชลี
IP: xxx.27.130.143
เขียนเมื่อ Wed Aug 08 2007 10:48:14 GMT+0700 (ICT)
สวัสดีคะ  อ่านความเห็นคุณหมอกับพีโอ๋แล้ว  รู้สึกอย่างหนึ่งคะ คือคุณหมอคิดเหมือนพ่อเขาคะ  พ่อเขาพูดเหมือนกันว่าเขาโตมาได้ในสวน  กว่าจะพูดไทยได้ก็เกือบ 7 ขวบ เขาก็ยังโอเค  พ่อเขาก็เลยเลี้ยงลูกแบบสบายๆคะ  ส่วนเรื่องอาหารการกินนี่เป็นเรื่องของแม่คะ  คิดแบบพี่โอ๋คะ คืออะไรไม่ให้กินจะไม่เอาเข้าบ้านคะ  พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้เขาคะ  แต่ก็มีให้ทานบ้างกลัวเขาลงแดงคะ บางอย่างก็ทำยากมากคะเพราะเขามีเพื่อนข้างบ้าน  เราไม่สามารถไปยุ่งกับชีวิตเขาได้นะคะ  เห็นแล้วบางทีก็สงสารลูกเราคะ  ไปดูเขากินอยากกินก็อยากแต่ก็รู้ว่าไม่มีประโยชน์  ถ้าเราไม่อยู่ก็เห็นกินกับเขาเหมือนกันแต่ด้วยความเคยชินเขาจะกินได้ไม่เยอะคะเพราะเขาไม่ชิน ชิ้นสองชิ้นก็ไม่อยากกินแล้ว  ก็เลยรู้สึกว่าการเลี้ยงลูกนี้ความเป็นผู้ชายกับเป็นผู้หญิงจะทำให้เลี้ยงลูกต่างกัน  ไม่รู้ว่าแตกต่างอย่างมีสาระสำคัญมั้ยนะคะ  แต่อย่างน้อยก็ดูจากคนที่รู้จักน่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ 
ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Wed Aug 08 2007 21:03:00 GMT+0700 (ICT)

พี่โอ๋ครับ

เรื่องกินเป็นปัญหาประจำตระกูลภรรยาผมครับ กินยากและกินน้อย แต่อายุยืนมากครับ ปีนี้ยายอายุ 100 ปีแล้วครับ

โอ๋-อโณ
เขียนเมื่อ Thu Aug 09 2007 13:25:48 GMT+0700 (ICT)

ต้องร้องโอ้โฮ..เลยค่ะ และเห็นด้วยมากๆว่าคนสูงอายุที่เราเห็นว่าแข็งแรงๆนั้นมักจะเป็นคนที่ผอมๆนะคะ กินยากดีกว่ากินง่ายเกินไปจริงๆแหละค่ะ :-)

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Thu Aug 09 2007 22:06:19 GMT+0700 (ICT)
คร๊าบผม
พูนชัย
IP: xxx.7.166.106
เขียนเมื่อ Mon Mar 10 2008 15:35:16 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับคุณพ่อน้องแป้ง

เพิ่งเจอ blog ของคุณพ่อน้องแป้งวันนี้เพราะลองsearch คำว่าโรงเรียนธำรงค์วัฒนาดู สนุกและมีความรู้มากครับที่ได้อ่านcomment ต่างๆในblog นี้ ตอนนี้กำลังปวดหัวเรื่องเรียนต่อของน้องนนท์ เพราะปีนี้ก็จะจบ ป 4 แล้ว แม่เค้ายิ่งเครียดใหญ่ ด้วยความที่เราไม่อยากให้ลูกเข้าไปสู่ระบบวังวนเดิมๆ ที่เราพยายามหลีกเลียงมาตลอดชั้นประถม ถ้ารวมของน้องหนุนก็ต้องบวกอนุบาลเข้าไปอีก ตอนนี้ก็เลยต้องนั่งหาข้อมูลจาก internet ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก เพราะดูๆแล้วก็มีอยู่ไม่กี่ที่ ในจังวัดสงขลา คุณพ่อน้องแป้งมีโรงเรียนระดับมัธยมในดวงใจไว้มั๊งยังครับ ถ้ามีช่วยแนะนำด้วย วันก่อนแม่น้องนนท์/หนุนไปดูติวเตอร์ ถอยออกมาแทบไม่ทัน

ตอนนี้น้องนนท์ พี่ของหนุนกำลังมีปัญหาเรื่องอ่านหนังสือ เค้าชอบคุยและถาม แต่ไม่ยอมค้นคว้าหาอ่านเอง อยากให้เค้าอ่านหนังสือเยอะๆเพราะว่าเค้าจะได้ค้นเจอในสิ่งที่เค้าต้องเป็นในอนาคต แนะนำหน่อยครับ

หนึ่ง (พ่อของน้องนนท์/หนุน)

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Mon Mar 10 2008 18:28:10 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับคุณหนึ่ง

ใจเย็นๆครับ ลูกไม่อยากอ่านหนังสือ ก็พาไปหาที่เขาชอบ การ์ตูนก็ไม่ขี้เหร่หรอกครับ ตอนนี้แป้งก็อ่านการ์ตูน แต่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ มีมากมายเลยครับ

ลูกถามดีกว่าไม่ถามครับ ตอบไปเถอะ เขาไม่อ่าน ก็ไม่ใช่ว่ามันจะอ่านไม่ออก นนท์ไม่น่ามีปัญหานะครับ อ่านที่เขาเขียนเรียงความเรื่องไปเที่ยวบ้าน uncle เมื่อตอนอยู่ป.๑นั้น ผมยังประทับใจไม่รู้ลืมเลยครับ

เรื่องติวเตอร์ต้องใจแข็งครับ อย่าไปสนใจ ผมนี่เกลียดสุดๆเลยครับ

โรงเรียนมัธยม ผมคิดว่าจะให้เข้า มอว.ครับ แต่นั่นมันอนาคตครับ มันอาจจะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

หนึ่ง
IP: xxx.7.166.106
เขียนเมื่อ Tue Mar 11 2008 17:03:08 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณครับคุณพ่อน้องแป้ง

โดยส่วนตัวจริงๆแล้วก็งใจไว้แล้วว่าจะไม่ส่งลูกไปเรียนติวเตอร์เนื่องจากไม่คิดว่ามันจะได้ประโยชน์มิหนำซ้ำยังไปใส่ pressure ให้กับลูกอีก แต่สังคมการศึกษาปัจจุบันนี้ไม่รู้จะแข่งขันอะไรกันนักหนา ปิดเทอม ป1 ก็เรียนซัมเมอร์ของ ป2 แม้แต่ข้อสอบปลายภาคของ ป1ก็มีเนื้อหาหรือข้อสอบของป2 ปนมาด้วย (อันนี้เป็นเพื่อนของแม่นอ้งนนท์/หนุน ซึ่งลูกเค้าอยู่ธิดา บอกมา) ที่เราเป็นกังวลคือเวลาไปสอบเข้าเราจะเจอเนื้อหาของระดับชั้นที่สูงกว่าความเป็นจริงเช่น สอบเข้าม1 ดันเจอข้อสอบเข้าที่มีเนื้อหาของ   ม1 ทั้งที่เค้ายังไม่ได้เรียนแต่สำหรับเด็กที่ผ่านระบบติวเตอร์ก็จะได้รับมาแล้ว ส่วนตัวก็เลย งงๆ ว่าจะเอายังไงดี มอว.ก็ดีแต่ไม่รู้ว่าจะเน้นไปทางสายวิทย์มากเกินไปหรือเปล่า

 

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Tue Mar 11 2008 17:26:28 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับคุณหนึ่ง

อย่างนั้นต้องอนุโมทนาสาธุกับโรงเรียนเหล่านั้นครับ เอ๊ะ ต้องกรวดน้ำส่งไปให้ด้วยรึปล่าวครับเนี่ย

ผมไม่สนเลยครับ ใครจะเรียนอย่างไรก็ช่างหัวมัน ผมสนอย่างเดียวก็คือ ลูกผมมีความสุขกับการเรียนหรือไม่ก็แค่นั้น

ประเทศไทยไม่พัฒนาก็แบบนี้แหละครับ ให้เด็กเรียนจนลืมคิด เรียนจนลืมความสร้างสรรค์ อีกนานครับกว่าระบบมันจะเปลี่ยน รุ่นลูกเราจะได้เจอรึปล่าวก็ไม่รู้ (หมายความว่า เราตายไปแล้ว ลูกเรามีลูกแล้ว ก็ยังเรียนกันแบบนี้)

มอว. เป็นอย่างไรผมก็ไม่ทราบมากครับ แน่ๆก็คือเรียนเน้นไปทางวิทย์ฯ กิจกรรมเยอะ เรียนสนุก ขึ้นอยู่กับว่าลูกเราชอบแบบไหนด้วย ส่วนตัวผมนั้น น่าจะเลือกอีกทีคือ ม.4 ครับ เพราะหากอยากเรียนทางวิทย์ฯก็มีโรงเรียนให้เรียน อยากเรียนโรงเรียนศิลป์ก็อาจจะต้องส่งไปกรุงเทพ ใจเย็นๆครับ พื้นฐานที่สำคัญของการศึกษาคือ ป.1-ม.3 ครับ ให้เขาชอบเรียน คิดเก่งๆ แค่นี้ก็ดีสุดๆแล้วครับ

 

หนึ่ง
IP: xxx.19.67.222
เขียนเมื่อ Tue Mar 11 2008 21:37:33 GMT+0700 (ICT)

คุยกับคุณพ่อน้องแป้งสนุกดีครับ

มิหน่าน้องหนุนถึงชอบเล่นกับน้องแป้งและทั้งสองคนก็สนิทกันดีด้วย

โอ๋-อโณ
เขียนเมื่อ Tue Mar 11 2008 22:56:26 GMT+0700 (ICT)

มาช่วยให้กำลังใจคุณหนึ่งด้วยคนว่า ความคิดและความเชื่อมั่นของเราสำคัญที่สุดค่ะ อย่าไปยึดติดและรู้รายละเอียดของสิ่งต่างๆที่ลูกเรียนมากจนเกินไป พี่โอ๋หมายถึงอย่าไปวิ่งตามอะไรๆที่เขาสอนๆกันมากไปน่ะค่ะ ให้ลูกเรียนในห้องเรียนให้รู้เรื่อง ถ้าจะดูอาจจะดูเล่มที่โรงเรียนให้ที่บอกว่าเทอมนี้เรียนอะไร แล้วก็คุยๆถามๆในเรื่องนั้นๆในแบบสนุกสนานจะดีกว่าไปสอนให้จำๆท่องๆเนื้อหาในข้อสอบ (เราเองยังไม่สนุกเลยค่ะ ความรู้ในเรื่องนั้นๆอาจจะสนุก แต่รูปแบบการท่องจำแบบนั้น เราเองยังไม่ชอบเลย สงสารเด็กๆ)

ลูกชายพี่ 3 คน เรียนแบบรู้เข้าใจเรื่องที่เรียน ก็ผ่านกันมาได้ไม่ลำบากอะไรค่ะ แต่เขายังมีความสุขกันดีและไม่เรียนพิเศษ (ถ้าไม่ใช่ที่โรงเรียนบังคับ กำหนดให้เรียนจริงๆ) คนโตจบป.2 ไปเรียนออสเตรเลียมา 6 ปีกลับมาเรียนภาษาไทยได้ 3-4 เดือนหลัง ก็สอบเข้ามอว.ได้ค่ะ เขาอ่านภาษาไทยยังเข้าใจไม่หมดเท่าไหร่ แต่เขาคิดเก่งค่ะ (และรู้สึกจะสอบผ่านเพราะไหวพริบมากกว่าความจำ) ส่วนเจ้าตัวเล็กสุดไม่เคยเรียนภาษาไทยในโรงเรียนเลย ไปเมืองนอกตอน 2 ขวบ กลับมา 8 ขวบเริ่มเรียน ป.1 ใหม่ตอนนี้อยู่ ป 4. ชอบอ่านหนังสือเอง สอบได้ดี เขาชอบคิดมากกว่าชอบจำ เรียนแบบไม่เครียด ไม่แข่งอะไรกับใคร ไม่เรียนพิเศษที่โรงเรียนเสนอให้ ก็ผ่านมาได้ด้วยดี

ที่สำคัญคือ เราเองนี่แหละค่ะ ว่าจะทำใจได้ไหมที่จะช่วยให้ความมั่นใจกับลูกว่า เรียนเท่าที่ลูกชอบให้มากที่สุด ไม่ต้องสนใจว่าใครเขาจะเรียนพิเศษท่องจำอะไรกันขนาดไหน ขอให้เรียนให้มีความสุขก็พอ อาจจะไม่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ใช่สอบไม่ผ่าน ให้เขาหาความสุขในการเรียนรู้สิ่งที่ต้องเรียนดีที่สุดค่ะ แล้วรับรองว่าลูกจะไม่เครียดและสอบอะไรก็ได้ค่ะ

หนึ่ง
IP: xxx.7.166.7
เขียนเมื่อ Wed Mar 12 2008 11:58:56 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากครับพี่โอ๋ ถึงตอนนี้ผมคงดำเนินการตามแนวความคิดเดิมของเราที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น คือไม่ต้องไปเข้าติวเตอร์อะไรซึ่งจะไปทำให้ตัวเด็กเกิดpressure มากเกินไป ให้เค้าเน้นและมีสมาธิต่อวิชาเรียนและทบทวนบทเรียนที่ได้เรียนมาจากที่โรงเรียน และที่สำคัญก็คือให้เค้าชอบและสนุกกับการเรียนของเค้าให้มากที่สุด

ไอ้ความชอบและสนุกกับการเรียนรู้นี้ผมว่ามันสำคัญจริงๆ นี้มาจากประสบการณ์ส่วนตัวเองเลย ผมไม่ได้จบเกษตรแต่ด้วยความที่เราคลุกคลีกับแวดวงเกษตร(เนื่องจากผมเป็นผู้ส่งออกและนำเข้าผลไม้สด) ดังนั้นทำให้ผมต้องตกกระไดพลอยโจนให้ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการผลิตผลไม้ เราเลยต้องค้นหาข้อมูลต่างๆด้วยตัวเองทั้งจากนิตยสาร internet และ จากการซักถาม และทดลองด้วยตัวเอง จนมันเกินเลยเป็นความชอบและสนุกที่จะทำ

หรืออย่างหนังซีรีย์ญี่ปุ่นเรื่อง Nodame เกี่ยวกับแวดวงดนตรีคลาสสิคของญี่ปุ่น คุณครูอากิโกะ ก๊อปมาให้ดู ชอบมากเลยครับ ดูกันทั้งครอบครัว นอกจากรู้สึกรักในดนตรีคลาสสิคเพิ่มขึ้นแล้ว ยังได้เห็นว่าทำอะไรด้วยความรักและสนุกเป็นตัวตนของตัวเอง เป็นสิ่งที่ดีสุด ไม่มีใครรู้จักตัวเรามากกว่าตัวเรา เพียงแต่บางครั้งตัวเราเองต่างหากที่หลงทางไปกับสิ่งแวดล้อม ผมว่าซีรีย์ญี่ปุ่นเรื่องนี้เป็นซีรีย์ที่ MUST SEE จริงๆ

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Wed Mar 12 2008 13:35:19 GMT+0700 (ICT)

คุณหนึ่ง

ยืมด้วย ยืมด้วยครับ เคยอ่านวิจารณ์มาก่อนแล้ว น่าดูมาก เขาว่ากันว่า หนังเรื่องนี้ ทำเอาหลายคนอยากไปเรียนเป็น conductor เพราะว่าพระเอกหล่อ ฮ่า ฮ่า

พี่โอ๋ P นอนดึกดีจังเลยนะครับ

ขอบคุณที่เข้ามาเม้นท์จะครับ (ศัพท์ผมทันสมัยสุดๆ แต่ผมไม่ค่อยชอบแฮะ)

สัปดาห์ที่ผ่านมามีคนพูดกับผมเรื่องการเรียนของ มอว. 2-3 คนครับ ส่วนหนึ่งวิจารณ์ว่าเรียนเน้นไปทางวิทย์มากไปหน่อย ผมไม่รู้สึกเท่าไหร่ เพราะว่ายังเหลือเวลาอีกนาน

มานั่งนึกๆไป ระบบการศึกษาเรานี่มันแย่จริงๆนะครับพี่ พยายามให้เด็กเรียนจนเกินความจำเป็นขั้นพื้นฐาน ผมว่า มันน่าจะเป็นเพราะว่าเขาอยากสอนพิเศษเด็กมังฮะ (ผมนี่คิดเลวจริงๆ) ยิ่งทำให้ดูว่า สอนมาก เด็กและผู้ปกครองก็ยิ่งอยากให้เรียน (นี่เป็น conspiracy theory ของผมเองนะพี่) เวลาเรียนก็ไม่ต้องสอน ให้เด็กเรียนเอง นี่เป็น child centered แบบศรีธนนชัยไงครับพี่

หนึ่ง
IP: xxx.7.166.7
เขียนเมื่อ Wed Mar 12 2008 14:43:18 GMT+0700 (ICT)

ผมจะฝากแผ่นไปกับน้องแป้งครับ ผมดูแล้วก็อยากให้น้องหนุนเป็น Doname อยากให้นนท์เป็น จิอากิ ซึ่งเป็นคอนดักเตอร์ แต่ที่แน่ๆ ผมอยากให้เค้าเรียนรู้จักตัวเองให้เยอะๆ

หนึ่ง
IP: xxx.7.166.7
เขียนเมื่อ Wed Mar 12 2008 15:11:39 GMT+0700 (ICT)

เกี่ยวกับเรื่องเรียนรู้ด้วยตัวเองมีประสบการณ์อยากจะบอกเล่าสู่กันฟัง คือว่าตอนที่ผมเรียนอยู่อังกฤษก่อนจะกลับบ้าน(เมืองไทย) เพราะทนเรียนไม่ไหวแล้ว แบบว่าไม่ชอบเรียนหนังสือในห้องเรียนเลย ได้ไปลงเรียนถ่ายรูปซึ่งเค้าจะสอนตั้งแต่ถ่ายรูปจนถึงอัดรูป (สมัยนั้นยังไม่มีดิจิตอลครับ) มีอยู่ครั้งหนึ่งผมถามครูว่าช่วยสอนเกี่ยวกับการจัดแสงถ่ายรูปในสตูดิโอให้หน่อย คำตอบคือไม่สอนให้ครับ เหตุผลคือถ้าสอนให้ผมก็จะทำได้แค่เท่าครูเท่านั้นเอง (แบบว่าเลียนแบบไง) ว่าแล้วครูก็ไปเอาอุปกรณ์ต่างๆมาให้แล้วให้ผมจัดการทำเอาเอง ให้เรียนรู้เอาเองเพื่อที่เราจะได้มีสไตล์ของเราเอง จุดนี้เป็นจุดหนึ่งที่การศึกษาบ้านเราน่าจะนำมาใช้ครับ คุณครูจะต้องเปิดกว้างและยอมรับไอเดียของเด็กด้วย

มอว.เน้น วิทย์มากเลย ผมเกรงว่าลูกผมจะเสียเวลาไปกับการเรียนหนักในสายวิทย์แต่สุดท้ายเค้าไปเลือกสายศิลป์ แต่นั้นคืออนาคตไม่มีใครรู้ได้

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Wed Mar 12 2008 15:32:17 GMT+0700 (ICT)

ครูบ้านเราคิดเรื่องนี้ไมค่อยออกหรอกครับคุณหนึ่ง

วันๆนึงก็มัวแต่มารอดักเด็กเข้าโรงเรียนสาย คอยตัดผมเด็กผมยาว ทำราวกับว่าผมสั้นทำให้สมองดีอย่างนั้น

เรื่องวิทยาศาสตร์ ถ้าเขาสอนเรื่องราวที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตก็ดีครับ ไม่เสียเวลาหรอก แต่ถ้าม.1-3 มาสอนเรื่องควอนตัม ก็สาธุ

ไม่เสียเวลาครับ

ผมเองยังภาวนาลึกๆเลยว่า ให้ลูกอยากเรียนดนตรี หรือไม่ก็ไปสายเศรษฐศาสตร์ เลยนู่น

ส่งไปเรียนที่นิวซีแลนด์หรือออสเตรเลียเลยดีมั้ย ฮา ไม่มีตังค์ครับ ขี้เกลียดเปิดคลินิก ฮาอีกรอบ

ครูอ้อย แซ่เฮ
เขียนเมื่อ Wed Mar 12 2008 15:41:42 GMT+0700 (ICT)

อะแฮ่ม  ครูอ้อยมาแล้วค่ะ..สวัสดีค่ะคุณหมอแป๊ะ

  • อิอิ  ครูอ้อยเคยบอกนักเรียนว่า..หากอยากสวย  ไว้ผมยาว ก็ต้องรักษา  และก็...ให้คุณพ่อ...ถักผมเปียมาทุกวันนะคะ
  • มาดูนี่ค่ะ..ครูอ้อยสอน...เพศศึกษากับนักเรียนประถม ..ด้วยล่ะค่ะ
Little Jazz
เขียนเมื่อ Wed Mar 12 2008 16:00:59 GMT+0700 (ICT)

หมอแป๊ะ แนะนำการ์ตูนเรื่องนิทานชีวิต ชุดจักรกลของร่างกายค่ะ (Once upon a time life) ลองสั่งซื้อทางเน็ตได้ เป็นการ์ตูนของฝรั่งเศสทำเคยฉายทางช่อง 7 เมื่อสักยี่สิบปีที่แล้ว ดีมากนะคะ มีคนไทยก็อปมาขายด้วย ส่วนใหญ่เป็น DVD 2 แผ่น ทำให้เด็กเข้าใจถึงต้นกำเนิดชีวิต ระบบในร่างกาย อธิบายวิทยาศาสตร์ด้วยการ์ตูนให้ดูง่ายจนไม่น่าเชื่อ หลานชายชอบมาก วันก่อนปวดแขนเนื่องมาจากเล่นกีฬา เขาบอกว่าปวดไบเซ็ป 555 เอากับเขาสิ เด็กเขาจำจากในการ์ตูนมา

โอ๋-อโณ
เขียนเมื่อ Wed Mar 12 2008 22:10:37 GMT+0700 (ICT)

คุยเรื่องเรียนของเด็กๆนี่คุยได้นานค่ะ พี่โอ๋เห็นด้วยกับอ.แป๊ะว่าครูบ้านเราส่วนใหญ่ไปให้ความสำคัญกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง จริงๆอาจจะมีเหตุผลที่ดีว่าทำไมต้องผมสั้น ทำไมต้องแต่งชุดเครื่องแบบ ฯลฯ แต่ครูเองก็ลืมคิดไปเหมือนกันมังคะ มัวแต่คิดว่าทำไงจะทำโทษเด็กที่ไม่ทำตาม แหม แค่บอกเด็กว่า ผมแบบนี้ทำความสะอาดง่าย หัวก็ไม่เหม็นเพราะเหงื่อแห้งเร็ว แถมเหาก็ไม่ชอบด้วย ใส่เครื่องแบบก็ดีที่ไม่ต้องซื้อเสื้อผ้ามาก โอ๊ย...สารพัดเหตุผลจูงใจนะคะ ถ้ารู้จักคิด อะไรๆที่เราสั่ง เราตั้งกฎทั้งหลายมันก็มีเหตุมีผลของมัน ที่บอกกันได้ คนเห็นด้วยไม่เห็นด้วยก็ได้คุยกัน พบกันครึ่งทางบ้างก็ยังดีเลย ไม่ต้องมานั่งโกรธกัน แยกผู้ใหญ่แยกเด็ก เพราะความไม่เข้าใจความคิดกัน

ส่วนเรื่องโรงเรียนมอ.ว. ขอบอกในฐานะที่ลูกชายคนโตอยู่มา 2 ปีแล้วและกำลังจะขึ้นม.6 ค่ะว่า เท่าที่ผ่านมาเห็นว่าโรงเรียนยังไม่ค่อยชัดเจนในแนวดำเนินการของโรงเรียนเท่าไหร่ คงต้องรอจนกว่าจะมีผู้บริหารเต็มเวลา ที่แน่ๆก็คือสิ่งแวดล้อมดีแน่ค่ะ เพราะเด็กโดนคัดกันมาทั้งนั้น แต่เรื่องเน้นวิทย์ก็คงไม่เรียกว่ามากหรอกนะคะ คนที่เก่งทางศิลปะก็ได้มีโอกาสทำสิ่งที่ชอบและได้รับการสนับสนุนใช้ได้ทีเดียว แต่ที่จะขาดแน่ๆน่าจะเป็นทางด้านศิลป์ภาษาค่ะ แต่ถ้าในแนวศิลป์อื่นๆน่าจะโอเค 

สำหรับตัวเองคิดว่าสิ่งที่สำคัญในการเลือกโรงเรียนส่วนหนึ่งน่าจะเป็นการเลือกสิ่งแวดล้อมให้ลูกน่ะค่ะ ยิ่งวัยรุ่นมากเท่าไหร่ การมีเพื่อนดีก็ช่วยลูกไปได้เยอะเลย โดยเฉพาะพ่อแม่ที่ไม่มีเวลาให้ลูกมากๆทั้งหลาย ไม่ได้พูดคุยกับลูกมาตั้งแต่เขาเล็กๆ พ่อแม่ที่ลูกไม่ค่อยเล่าเรื่องอะไรให้ฟัง ยิ่งต้องจัดหาสิ่งแวดล้อมดีๆให้ลูกเอาไว้ค่ะ แต่ใครที่ลูกยังเล็กๆไม่เกิน 10 ขวบ ก็บอกได้ว่า เรานี่แหละค่ะคือคนสำคัญที่สุด เข้าใจลูกให้มากๆ ให้เวลากับเขาให้มากๆ ทำความรู้จักกับลูกให้มากๆ ทำให้ลูกรู้ว่าเราคือคนที่พร้อมจะรักและเข้าใจเขาเสมอ อยากให้ลูกเป็นยังไง เราต้องเป็นแบบอย่างให้เขา ถ้าเขาเห็นว่าดี เขาก็จะทำตามเราเองแหละค่ะ อะไรที่เราว่าไม่ดีแต่เรายังทำ ก็อย่าไปหวังว่าลูกจะเชื่อเราเลยค่ะ เขาเชื่อสิ่งที่เขาเห็นมากกว่าคำสอน คำพูดที่เขาได้ยินค่ะ พี่โอ๋ยืนยัน นั่งยันเรื่องนี้ได้อย่างมั่นคงเลยแหละ  

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Fri Mar 14 2008 06:43:46 GMT+0700 (ICT)

ได้รับของแล้วครับคุณหนึ่ง ขอบคุณครับ เสาร์และอาทิตย์นี้จะดูให้ตาแฉะไปเลย (ปล.ไปนครศรีฯกันครับ)

ครูอ้อยครับ P คิดถึงจังเลยครับ ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมเลย (ของตัวเองก็ไม่ค่อยได้เยี่ยมครับ) เดี๋ยวจะแว๊บเข้าไปตามคำแนะนำ เรื่องเรียนเพศสอนเพศนี่ ชอบนัก ตอนนี้ผมเดินทางบ่อยมากครับ นี่สัปดาห์หน้าจะไปชะอำอีกแล้ว ปลายเดือนขึ้นขอนแก่นครับ

คุณแจ๊ซน้อย P ผมเคยดูเมื่อตอนเรียนม.ปลายครับ สนุกและประทับใจไม่รู้ลืม จำได้ว่าเคยทะเลาะกับน้องสาวด้วยเรื่องแย่งกันดูนี่แหละ ผมอยากดูเรื่องนี้ น้องอยากดูอะไรก็ไม่รู้ โกรธกับแบบว่าตัดพี่ตัดน้องกันเลย ฮ่า ฮ่า (ได้ 3 ชั่วโมง)

 

พี่โอ๋ครับ P ขอบคุณเรื่อง มอว.นะครับ ผมยังคงหายใจได้อีกระยะนะเนี่ย เรื่องสิ่งแวดล้อมนี่เห็นด้วยครับพี่

ผมเป็นอย่างนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะเพื่อนดีครับ ไม่เคยชวนไปทำเรื่องเสียหายเลย

ครูอ้อย แซ่เฮ
เขียนเมื่อ Fri Mar 14 2008 06:50:30 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ น้องหมอแป๊ะ...

  • ครูอ้อยก็คิดถึงน้องหมอแป๊ะ เหมือนกันค่ะ
  • เมื่อไรนะ เราจะได้พบกัน
  • คิดถึงเจ้าหญิงน้อย ของครูอ้อยด้วย...ฝากกอดด้วยค่ะ
หนึ่ง
IP: xxx.7.166.23
เขียนเมื่อ Sat Mar 15 2008 10:36:57 GMT+0700 (ICT)

ดูหนังแล้วยังครับ ระวังจะติดหนะครับ น้องผมนั่งดูถึงตี 3 เดียวจะตรวจคนไข้ไม่ไหวครับ

เห็นด้วยครับกับพี่โอ๋ สิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาตัวเอง แต่เพื่อนผมกับมีความคิดว่าถ้าภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดีมากๆ เด็กๆจะไม่สามารถเรียนรู้ที่จะปรับตัวภายใต้โลกแห่งความจริงที่แสนโหดร้ายได้ ก็ว่ากันไป นานาจิตตัง

โอ๋-อโณ
เขียนเมื่อ Sat Mar 15 2008 22:33:34 GMT+0700 (ICT)

คุณหนึ่งคะ พี่โอ๋เห็นด้วยเหมือนกันค่ะว่าการที่เราอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดีมากๆ ทำให้ไม่ได้เรียนรู้การปรับตัวในโลกแห่งความจริง พบเจอกับตัวเองตรงๆเลยค่ะ ที่จะค่อนข้างอ่อนไหวกับสิ่งที่พบเจอมากๆเวลาที่เราผิดหวังในคนที่เราคาดหมายว่าเขาดี เราได้พบกับความโหดร้ายที่เราไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ แต่พี่โอ๋ก็ยังคงคิดว่าเรื่องแบบนี้ เราสอนเราบอกเขาได้จากสิ่งที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็เหลือจะพอแล้วล่ะค่ะ ถ้าเราทุกคนพร้อมจะเป็นผู้ป้องกันตัวเอง หวาดระแวงคิดหาทางเอาเปรียบคนอื่น กลัวเสียเปรียบ ไม่ยอมเป็นฝ่ายเสียบ้าง หาทางแต่จะไม่ให้ด้อยกว่าคนอื่นกันไปหมด เพราะเรียนรู้การอยู่รอดในสังคมแบบนั้น พี่โอ๋ก็เลือกที่เป็นส่วนน้อยบ้างดีกว่าค่ะ และก็ได้แต่หวังว่าลูกๆจะเอาอย่างเราบ้าง เพราะถึงยังไงเราก็มีโอกาสดีกว่าคนตั้งมากมายอยู่แล้ว

เป็นอีกแง่มุมนึงน่ะค่ะ ยังไงๆพี่โอ๋ก็เชื่อว่า สิ่งที่ดีจะดึงดูดสิ่งดีๆ มากกว่าการเรียนรู้สิ่งร้ายๆเพื่อที่จะเอาชนะมันนะคะ เหมือนการสอนเด็กๆที่นักจิตวิทยาเขาก็ยืนยันแล้วว่า เราควรสอนให้เขา "ทำอะไร" มากกว่าสอนหรือบอกเขาว่า "อย่าทำอะไร"

นี่ต้องมาอาศัยคุยกันในบล็อกอ.แป๊ะเสียแล้ว คุณหนึ่งเปิดบล็อกบ้างสิคะ จะได้ไปอ่านเรื่องน้องหนุน น้องนนท์บ้าง

พูนชัย
IP: xxx.7.166.119
เขียนเมื่อ Sun Mar 16 2008 11:12:15 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากครับพี่โอ๋ คงต้องอาศัยblog ของอ.แป๊ะไปพลางๆก่อน เพราะยังเป็นมือใหม่มากๆเกี่ยวกับblog คงต้องขอเวลาศึกษาสักพัก และโดยส่วนตัวแล้วเป็นคนเขียนและคุยอะไรไม่ค่อยเก่ง อาศัยอ่านมากกว่า

และ อ.แป๊ะก็เขียนสนุกดี ทุกๆคนที่เข้ามา comment ก็เขียนสนุกดีมีความรู้แลกเปลี่ยนกัน ผมชอบมากครับ

ส่วนเรื่องน้องนนท์และน้องหนุน นั้นทั้งสองคนเรียนอยู่โรงเรียนธำรงค์วัฒนา โรงเรียนเดียวกันกับน้องแป้ง นนท์เป็นพี่ชาย น้องหนุนเป็นน้องสาวสนิทกันกับน้องแป้ง ผมก็ได้น้องแป้งนี้แหละเป็นคุณครูสอนเรื่องเพศศึกษาให้น้องหนุนครับ อันนี้ต้องยกเครดิตให้อ.แป๊ะ เลยครับ

 

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Sun Mar 16 2008 22:21:57 GMT+0700 (ICT)

ครูอ้อยครับ P 

ผมกอดลูกสาวทุกคืน ไม่ต้องฝากก็กอดอยู่แล้วครับ

พี่แป้งย้ายไปนอนคนเดียวอีกห้องหนึ่งแล้ว คราวนี้แม่ของเธอไม่ร้องไห้แฮะ

พี่โอ๋ P คุณหนึ่ง

เราหาเรื่องไปกินข้าวเย็นกันดีกว่า ใกล้ๆบ้านคุณหนึ่งเขาว่ามีอาหารร้านอร่อย ชื่อโกยง ผมไม่แน่ใจว่าเขียนถูกมั้ย เขาว่าอร่อยจริงๆ

พุธถึงศุกร์นี้ ครอบครัวผมไปชะอำ แล้วเลยไปกรุงเทพ กลับมาก็อาทิตย์ สัปดาห์หน้านู้นผมไปขอนแก่น 3 วัน

ต้นเดือนเมษายน เรามานัดกัน F2F ดีไหมครับ เด็กๆจะได้เจอกัน ผมยังเจอลูกพี่โอ๋ได้ไม่ครบเลยนะ

จะได้พาไปเจอนนท์และหนุน น่ารักทั้งคู่เช่นเดียวกัน

ตกลงไหม จะได้คุยกันให้หนำใจ

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Sun Mar 16 2008 22:26:31 GMT+0700 (ICT)

คุณหนึ่ง

ยังไม่ได้เริ่มดูเลยครับ เพราะวันนี้เพิ่งกลับจากนครศรีฯ

กะว่าจะพาไปดูที่ชะอำและกรุงเทพฯ น้องสาวผมที่อยู่กรุงเทพฯ เธอคลั่งหนังเกาหลีมาก คงได้อดนอนด้วยกัน

เรื่องแป้งสอนหนุนเรื่องเพศนั้น เธอไม่เคยเล่าให้ผมฟังเลยแฮะ

เรื่องสอนเพื่อนนี้ผมบอกแป้งเสมอว่า เราจะเก่งได้ ต้องสอนเพื่อนๆด้วยนะลูก เธอก็ปฏิบัติอยู่นะครับ คุณครูโบบอกผมว่า เมื่อเธอทำงานเสร็จก็จะไปช่วยสอนเพื่อนๆ ระยะหลังๆนี้ เธอไปจับคู่กับพีร์ ช่วยสอนพีร์อยู่ครับ

พูนชัย
IP: xxx.7.166.191
เขียนเมื่อ Mon Mar 17 2008 11:47:56 GMT+0700 (ICT)

ได้เลยครับ อ.แป๊ะ ส่วนเรื่องเวลาเอาเป็นว่า อ.แป๊ะนัดมาแล้วกันครับ เพราะผมไม่ได้ไปต่างจังหวัดในช่วงนี้ครับ

ส่วนสถานที่ ร้านโกยงค์ แถวบ้านผมนั้นจะค่อนข้างเล็กไม่รู้ว่าจะสะดวกหรือเปล่า ไม่ทราบว่าพี่โอ๋มีลูกกี่คนครับ

 

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Mon Mar 17 2008 15:57:21 GMT+0700 (ICT)

3 คนครับ โตหมดแล้ว

พูนชัย
IP: xxx.19.67.170
เขียนเมื่อ Mon Mar 17 2008 22:40:19 GMT+0700 (ICT)

ดีใจกับพี่โอ๋ด้วยครับที่ลูกๆโตหมดแล้ว และได้เรียนในโรงเรียนดีๆ ทั้งหมดเลย ก็จะนับถอยหลังวันที่เราจะได้นัดเจอกินข้าวกันครับ จะได้คุยเรื่องลูกๆ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆนาๆกัน

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Tue Mar 18 2008 12:52:09 GMT+0700 (ICT)

กลับมาจากชะอำ ค่อยติดต่อกันครับ

โอ๋-อโณ
เขียนเมื่อ Tue Mar 18 2008 22:36:52 GMT+0700 (ICT)

ตกลงรอคนประสานงานนะคะ คุณหนึ่ง ต้องขอบคุณอ.แป๊ะมากๆ เป็นคนมีพรสวรรค์หลายด้านนะคะ น่าชื่นชมจริงๆ

แต่สงสัยอ.แป๊ะจะได้เจอลูกชายพี่ทีละคนค่ะ เพราะกิจกรรมเขาเยอะเหลือเกิน หาเวลาไปไหนพร้อมกันยากมาก (ยกเว้นเวลาเที่ยวตจว.กันทั้งครอบครัว)

ลูกๆพี่โอ๋ยังไม่ถึงกับโตมากหรอกค่ะ คนโตก็อายุ 16 คนที่สอง 15 และคนเล็ก 10 ขวบ เรียกว่ากำลังวัยรุ่นๆมากกว่า แต่น่าดีใจที่จะได้รับคำชมจากใครๆว่าลูกชายทั้ง 3 เป็นเด็กสนุกสนาน ร่าเริงและนิสัยดี แค่นี้พ่อแม่ก็ดีใจแล้วค่ะ เพราะเลี้ยงเขามาแบบของเราที่จะไม่ค่อยเหมือนใคร คือมีระเบียบวินัยตั้งแต่เขาเล็กๆ เอามาเล่าตอนนี้เราเองยังประทับใจลูกเลยค่ะ พี่วั้นพี่เหน่นตอนอยู่อนุบาล 1-2 ที่บ้านเรา เขาตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวรอเราได้เลยน่ะค่ะ มีระเบียบวินัยแต่ก็สนุกสนานร่าเริง พอยิ่งโตเราถึงยิ่งปล่อยลูกมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันเขาจะรู้หน้าที่ของตัวเอง ไม่ต้องบังคับเคี่ยวเข็ญอะไรเท่าที่มักจะได้ฟังคนอื่นบ่นลูกๆ ก็เลยอยากถ่ายทอดเรื่องราววิธีการถ้าใครอยากรู้น่ะค่ะ ตอนนี้เราก็เหมือนเป็นเพื่อนลูก แต่เราก็ยังคงมีอำนาจสั่งการนะคะ เขาต้องรู้ว่าสิทธิและหน้าที่บทบาทของใครคืออะไร

แต่ก็เชื่อว่าคนที่จะรู้จักลูกดีที่สุดก็คือพ่อแม่ของลูกนั่นแหละค่ะ อย่าเชื่อคนอื่นมาก เรานี่แหละรู้วิธีการสอนและช่วยลูกได้ดีที่สุดค่ะ โอ๊ย พูดเรื่องนี้คุยกันได้นานนะคะ  

พูนชัย
IP: xxx.7.166.81
เขียนเมื่อ Wed Mar 19 2008 13:44:17 GMT+0700 (ICT)

คงต้องรอ อ.แป๊ะ กลับมาจากชะอำ (เที่ยวนี้คงไม่เจอฝนแบบตอนไปหัวหิน)เป็นผู้ประสานงานดีกว่า เพราะคุณหมอมักจะต้องมีเคสต่างๆ และมีประชุมอีก ผมทำงานส่วนตัว ยังไงก็คงโดดงานได้

รู้สึกยินดีกับพี่โอ๋ด้วยครับที่เด็กๆมีวินัยในตัวเอง ส่วนตัวแล้วก็กำลังฝึกลูกๆให้มีวินัยซึ่ง

ผมมองว่ามีความสำคัญกว่าระเบียบ การที่เค้ามีวินัยหมายถึงเค้าเข้าใจและรู้จักตัวเค้าเองมากๆครับ แต่เค้าก็สามารถมีอิสระทางด้านความคิดและการใช้ชีวิตที่เป็นของตัวเองได้ ไม่เหมือนกับระเบียบซึ่งจะดูเหมือนเป็นเรื่อง ยุ่มยิ่ม เกินไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะพูดกันว่า มีระเบียบวินัย

เมื่อเจอกันคงได้คุยเรื่องพวกนี้กันเต็มที่จะได้ขอคำแนะนำด้วยครับ

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Fri Mar 21 2008 14:45:34 GMT+0700 (ICT)

พี่โอ๋ คุณหนึ่ง

ตอนนี้ออกจากชะอำไปอยู่ที่กรุงเทพแล้ว

สัปดาห์หน้าผมต้องไปขอนแก่นครับ

เราน่าจะได้กินข้าวด้วยกัน วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม นะครับ

พูนชัย
IP: xxx.7.166.17
เขียนเมื่อ Wed Mar 26 2008 17:12:03 GMT+0700 (ICT)

น้องหนุนเริ่มนับถอยหลังแล้วครับ

โอ๋-อโณ
เขียนเมื่อ Wed Mar 26 2008 22:53:41 GMT+0700 (ICT)

เสียดายจังค่ะ อ.แป๊ะและคุณหนึ่ง เสาร์อาทิตย์นี้พี่โอ๋ต้องไปสัมมนาหลักสูตรคณะเทคนิคการแพทย์ของม.อ.เราที่สงขลาค่ะ แล้วค่อยนัดกันอีกทีนะคะ ป้าโอ๋ก็อยากเห็นน้องนนท์และน้องหนุนจังค่ะ  

พูนชัย
IP: xxx.7.167.127
เขียนเมื่อ Fri Mar 28 2008 16:24:10 GMT+0700 (ICT)

อ้าว ไงเป็นงั้นไป ผมก็อยากเจอพี่โอ๋เหมือนกัน เอายังไงดี อ.แป๊ะ หรือจะเลื่อนเป็นอาทิตย์ถัดไป อาทิตย์ที่ 7 เมษา ????

วันนี้เด็กๆไปรับสมุดพกมา น้องแป้งเป็นยังไงบ้างครับ น่าจะ 4 หมดทุกตัวแน่นอน จากข้อมูลของน้องหนุน เค้าจะเล่าให้ฟังทุกครั้งที่คุยกันเรื่องเพื่อนๆ เค้าจะบอกตลอดว่าน้องแป้งเก่งสุดๆ (พูดแบบว่าภูมิใจในเพื่อนคนนี้มากเลย)น้องหนุนได้เกรด4เกือบทุกตัวยกเว้นภาษาอังกฤษที่ได้ 2.5 นี้เค้าก็ถามผมว่าไม่รู้แป้งได้เกรดเท่าไร ผมก็เลยอาสาส่ง message ใน blog นี้ให้

ปิดเทอมนี้น้องหนุนไปลงเรียนว่ายน้ำที่สปอร์ตคลับตอนเช้า เพื่อที่จะได้ออกกำลังกายด้วยเลยไม่ได้ไปเรียนพิเศษที่ธำรงค์ ทั้งนนท์และหนุนชอบเล่นน้ำ ทั้งสองคนชอบไปทะเลมากๆ วันก่อนไปเกาะนางยวนช่วงตรุษจีน ทั้งสองคนลงไปเล่นทะเลตั้งแต่ 11 โมงกว่าจะขึ้นมาก็ 4-5 โมงเย็น น้องนนท์หลังไหม้ไปเลย นี้วางแผนจะส่งนนท์ไปเรียนดำน้ำช่วงปิดเทอมด้วยครับ

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Sun Mar 30 2008 11:50:16 GMT+0700 (ICT)

ตกลงว่าไม่เป็นไรครับ เจอกันเหมือนเดิม 5 โมงเย็นวันนี้

พี่โอ๋ค่อยมาพบกันวันหลังก็ได้

เห็นคุณหนุนเธอนับถอยหลังรอกัน เลยต้องขอคงไว้ซึ่งวันนัดครับ เดี๋ยวจะเสียความตั้งใจ

ปฐมธิดา
IP: xxx.8.154.162
เขียนเมื่อ Sat Dec 19 2009 22:06:49 GMT+0700 (ICT)

มาอ่านแล้วค่ะคุณหมอ

และคงตอบเจ้าตัวเล็กไปตามความจริงเท่าที่จะตอบได้แล้วไม่ติดเรทXอ่ะค่ะ

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Sun Dec 20 2009 20:44:07 GMT+0700 (ICT)

คุณจอยกรุณายกตัวอย่างคำตอบด้วยก็น่าจะดีนะครับ

ตอนนี้ลูกสาวคนเล็กก็เริ่มถามแบบพี่มันแล้วเหมือนกัน

บัว เพื่อนสนิทเก่าพี่แป้งจ้า
IP: xxx.53.15.75
เขียนเมื่อ Thu Jan 27 2011 21:00:22 GMT+0700 (ICT)

น้าแป็ะขาน้องจ้าถามเหรอคะ

ธนพันธ์ ชูบุญ
เขียนเมื่อ Thu Jan 27 2011 23:53:14 GMT+0700 (ICT)

บัว

น้องจ้าถามน้าแป๊ะว่า

"พ่อจ๋า คนๆแรกเกิดมาได้ยังไง" ถามเหมือนแป้งเป๊ะ

ney
IP: xxx.25.182.120
เขียนเมื่อ Thu Jul 21 2011 17:28:36 GMT+0700 (ICT)

สนุกดี

โสภณ เปียสนิท
เขียนเมื่อ Thu Jul 21 2011 17:47:36 GMT+0700 (ICT)
 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า