บทบาทพระสงฆ์ไทย

 โอ.....ธรรมแห่งองค์พุทธศาสดา มีด้วยเหรอให้ทำการ "บูชาพลีชีพ" เช่นนี้ ถือว่า กลุ่มพระสงฆ์เหล่านี้มี "โมหะจริต" หรือไม่ ??? 

          วันนี้ 18 มิ.ย. 2550 ตื่นขึ้นมา หยิบหนังสือพิมพ์มาอ่าน พบ ข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ที่ยังคงรวมตัวประท้วงและเสนอให้บรรจุ "ศาสนาพุทธ" เป็นศาสนาประจำชาติ

          แรก ๆ ไม่ค่อยสนใจสักเท่าไหร่เรื่องการเคลื่อนไหวของพระสงฆ์องค์เจ้า แต่ก็อดไม่ไหวเมื่ออ่านเนื้อข่าวพบว่า จะทำการประท้วงต่อปและกำหนดวิธีการที่ว่ากันว่าเป็นแบบอหิงสา (ไม่ใช้ความรุนแรงและสงบ - ซึ่งเท่าที่ดูตอนนี้ก็ไม่ได้สงบสักเท่าไหร่)

          พระสงฆ์ออกเจตจำนงค์ว่าจะอดข้าวอดน้ำกดดันต่อไป และเริ่มมีการ "ปฏิบัติธรรมแบบแปลก ๆ" โดยการนอนในโลงศพ สุดท้ายถ้าหากไม่สามารถบรรลุผลตามประสงค์ละก็

"จะยอมพลีกายถวายชีวา เพื่อเป็นพุทธบูชา"

          โอ.....ธรรมแห่งองค์พุทธศาสดา มีด้วยเหรอให้ทำการ "บูชาพลีชีพ" เช่นนี้ ถือว่า กลุ่มพระสงฆ์เหล่านี้มี "โมหะจริต" หรือไม่ ???

          พระสงฆ์ เป็น บุคคลทางโลกธรรม แต่ที่กำลังกระทำอยู่นี้ เป็นเรื่องของโลกียธรรม มันเป็นหนทางที่เรียกว่า dysfunction

          อีกประการหนึ่ง ในสมัยพุทธกาล พุทธองค์ก็เคยใช้วิธีทรมารร่างกายด้วยการอดน้ำอดข้าว เพื่อใช้เป็นหนทางวิธีหาทางดับทุกข์ แต่ ในที่สุด พุทธองค์ ทรงค้นพบว่า "นั่น ไม่ใข่ทางออก และไม่ใช่คำตอบ" แต่เหตุไฉน สาวกแห่งพุทธองค์ กลับใช้กลวิธีนี้ เพื่อเป็นการต่อรอง ซึ่ง ก็ควรจะรู้ว่า "ทุกขกิริยา" เป็นแนวทางที่ผิด และไม่ควรนำมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในฐานะที่ "บุคคล" ดังกล่าวอ้างว่าเป็น "พระสงฆ์" ด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ จึงไม่ควรที่จะเกิดขึ้นและเป็นเช่นนี้

          หรือว่า ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ ที่ร่ำเรียนกันมาเริ่มสั่นคลอน เพราะบทบาทพระสงฆ์แล้วในอดีตถูกกำหนดไว้ให้ห่างจากโลกียโลก ให้แยกตัวอยู่จากโลก และความเป็นโลก โดยมี กำแพงแก้ว กฏี วิหาร และ จีวร ให้แยกออกไป ให้เป็นผู้มุ่งหาทางหลุดพ้นจากลาภ ยศ สรรเสริญ

                      บทบาทเดิม ๆ ก็ได้แปลเปลี่ยนไป สถานบันพระสงฆ์ไทยเลยกลายมาเป็น ยูนิต หนึ่งของกระบวนการทางสังคม และพยายามจะเข้าไปมีบทบาททางด้านการเมืองให้มากขึ้นเสียด้วย กลายเป็น "พระการเมือง"

                   

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 104310
 เขียน:  
 ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า

ความเห็น

น๊อต
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ Mon Aug 27 2007 04:45:19 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ

อืมม เดิมทีแล้ว พระสงฆ์เอง ก็เป็นส่วนนึงของสังคมมาตั้งแต่ในสมัยพุทธกาลแล้วนะครับ เพราะว่าสถาบันสงฆ์นั้นอยู่ในสังคม เป็นหน่วยๆนึงในสังคม ทั้งสงฆ์และสังคม ต่างก็ต้องอาศัยการพึ่งพิงซึ่งกันและกัน ญาติโยมเวลามีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ก็วิ่งเข้าพบหลวงพ่อหลวงพี่แสวงหาที่พึ่งทางใจกัน ในขณะเดียวกัน พระสงฆ์เองก้ต้องพึ่งข้าวปลาอาหารจากญาติโยมที่มาทำบุญตักบาตร เพราะว่าพระวินัยระบุว่าห้ามพระสงฆ์ทำมาหาชีพ เรียกได้ว่าสงฆ์กับสังคมต่างมีบทบาทและอิทธิพลซึ่งกันและกัน ที่มาของศีลบางข้อของพระสงฆ์ ก็เกิดมาจากความต้องการประพฤติปฏิบัติบางอย่างให้ถูกใจญาติโยมในสังคม เพื่อเรียกและรักษาความศรัทธานั่นเอง และพุทธสถาบันเอง ก็ได้มีอิทธิพลและบทบาทต่อสถาบันอื่นๆของสังคมไทยอย่างมากมาย แล้วแต่ว่าจะเป็นอิทธิพลแบบชัดแจ้งหรือซ่อนเร้น(เดาะศัพท์อังกฤษซักหน่อย latent) สงฆ์เป็นส่วนนึงของสังคมไทยมาตลอด เราจึงได้เห็นพระสงฆ์นักพัฒนา พระสงฆ์นักปลูกป่า ฯลฯ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบทบาทในทางที่ดีงามทั้งสิ้น

 กำแพงแก้ว กุฏิ จีวร ไม่ได้แบ่งแยกพระสงฆ์ให้ออกไปอย่างชัดเจนเด็ดขาดจากสังคมไทยแต่อย่างใดเลย เพราะพระสงฆ์ยังมีบทบาทอยู่ในสังคมอยู่อย่างสม่ำเสมอ

แต่ที่ไม่เห็นด้วยคือ พระบางรูปไม่ค่อยจะรู้จักบทบาท และสถานภาพของตนเองเสียเท่าไหร่ เหตุการณ์จึงออกมาในรูปแบบนี้

 

แสดงความคิดเห็นมายืดยาวเพื่อที่จะบอกว่ารูปที่เอามาลงใหม่แทนรูปเก่านี่เท่ห์ดีนะ หล่อดี ชอบ

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์