สมาชิก
แลกเปลี่ยน

การจัดการทุนมนุษย์..กับการเรียนปริญญาเอกที่สวนสุนันทา

 การเรียนรู้เรื่องทรัพยากรมนุษย์จะต้องเรียนรู้จาก Macro ไปสู่ Micro 

 19 สิงหาคม 2550

ถึงลูกศิษย์ปริญญาเอกที่รักทุกท่านและชาว Blog

 

เนื่องจาก Blog เดิมนี้ มีข้อมูลมากอาจจะทำให้ระบบขัดข้อง ผมจึงขอเปิด Blog ใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทุกท่านครับ โปรดร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ www.gotoknow.org/blog/chiraacademy

                                                            จีระ  หงส์ลดารมภ์

...................................................................................

 สวัสดีครับลูกศิษย์ปริญญาเอกที่สวนสุนันทา และชาว Blog           

ผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งสำหรับการเริ่มต้นห้องเรียนปริญญาเอก วิชาการจัดการทุนมนุษย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาในวันพรุ่งนี้ คงมีหลายเรื่องที่ผมและลูกศิษย์จะได้ร่วมแลกเปลี่ยนกัน และผมก็เช่นเคยครับ ผมขอใช้ Blog นี้เป็นคลังความรู้ของพวกเราครับ                                                                 

                                                        จีระ  หงส์ลดารมภ์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

· คำสำคัญ: phd. สวนสุนันทา 
· หมายเลขบันทึก: 103745 · เขียน:  
· ความเห็น:
207
 · อ่าน: แสดง 
· สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น อ่านทั้งหมด   อ่าน
นางสาวญาณัญฎา ศิรภัทร์ธาดา
IP: xxx.91.172.249
เขียนเมื่อ Tue Jun 19 2007 10:29:38 GMT+0700 (ICT)

 

การจัดการทุนมนุษย์ให้สามารถอยู่รอดได้ในยุคโลกาภิวัตน์
ความสามารถในการแข่งขันที่ก่อให้เกิดวิถีแห่งความสำเร็จนั่นก็คือส่วนหนึ่งของการสร้างนวัตกรรม  เราต้องมีคำว่า นวัตกรรม ซึ่งการนำเอาวิธีเก่าๆ ของเก่าๆ โดยการทำเหมือนกัน กติกาบอกว่า ผู้ชนะคือผู้คิดเกมใหม่ใครเล่นตามคนอื่นก็แค่เสมอตัว ส่วนใหญ่แล้วแพ้ การจะคิดเกมใหม่ได้ต้องสร้างนวัตกรรมอยู่เรื่อยๆ นวัตกรรมจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในการพัฒนาชาติบ้านเมืองนั้น ระบบการบริหารสมัยใหม่ต้องการความรวดเร็วในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ (Economy of Speed) ไม่ใช่ใช้แต่เพียง การแข่งขันเชิงปริมาณ (Economy of Scale) เหมือนอย่างในอดีตที่ผ่านมา  ต่อไปนี้ต้องแข่งขันในเชิงของคุณภาพและ แข่งขันในวิธีทางการตลาดมากกว่า เช่นเรื่องของช่องทางการตลาดต่างๆที่ประเทศของเรายังไม่ได้พัฒนา ความสามารถในการสร้างผลผลิต ซึ่งเกิดจากการที่ประเทศใช้ประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรธรรมชาติในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อนำไปสู่ความมั่งคั่ง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Add) ในสินค้าและบริการโดยตอบสนองต่อตลาดการค้าต่างประเทศ ภายใต้การค้าเสรีที่เป็นธรรม ในขณะที่ยังสามารถรักษาระดับและขยายฐานรายได้ที่แท้จริงของประชากรด้วยความยั่งยืน และความรุ่งเรืองไว้ได้ในระยะยาว
การที่โลกของเราเป็นโลกไร้พรมแดนขึ้นมาในโลกยุคใหม่ที่เรียกว่า Borderless World ทำให้จินตนาการเห็นได้เลยว่าเกิดการที่เขาเรียกว่า Free Flow คือการไหลเวียนของสินค้า เงิน คน มีความคล่องตัวมากขึ้น ในอนาคตข้างหน้ามองไม่เห็นเลยว่ากรมศุลกากรจะเก็บภาษีได้จากทางไหน แทบเก็บไม่ได้เลย เพราะมันจะเป็น Free Trade แต่ละประเทศก็เก็บภาษีของตนเองในประเทศไป เช่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีสรรพากร ภาษีรายได้ส่วนบุคคล เราจะได้ยินคำว่า Market Force หรือการใช้กลไกตลาดเป็นตัวขับดันให้โลกไร้พรมแดนมีความหมายมากยิ่งขึ้น มีความเร็ว มีความเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้น คือเรื่อง IT technology และคอมพิวเตอร์กับการสื่อสาร หรือ ICT เรื่องของ Fast Capital Flow เพราะผลจากการที่ประเทศต่างๆเริ่มเปิดเสรีมากขึ้นนั่นเอง แต่ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็วอาจทำให้ประเทศไทยปรับตัวไม่ทัน ก็จะเจอปัญหาต่อไปอีก เราไม่พร้อมก็ต้องรับสภาพเพราะเราไม่ได้มองล่วงหน้าไปในอนาคต การที่จะเข้าไปอยู่ในพหุภาคี เช่น WTO หรือ APEC เกิดการตกลงร่วมกันว่าทุกประเทศต้องปรับตัวเอง แต่มันมีความแตกต่างกันในด้านสถานะทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ทำให้ประเทศใหญ่ๆพยายามที่จะอุ้มประเทศเล็กๆอย่างเรา อีกทั้งมีกติกาทั้งหลายมากมายที่ถูกลบทิ้ง ทำให้โลกทั้งโลกเสียเปรียบก็เกิดขึ้นมาแล้ว ทำให้เราต้องมามองถึงเรื่อง Human Capacity Building (การสร้างศักยภาพของมนุษย์) หรือ HCB สำหรับประเทศไทยคงต้องสร้างเรื่องของ Culturenomic หรือวัฒนธรรมทางเศรษฐกิจเสียใหม่เพื่อ ความหวังในการพลิกฟื้นประเทศไทย
     เกิดช่องว่างของวัย ช่องว่างของวัฒนธรรมมากขึ้น การรับรู้ของเด็กรุ่นใหม่ไม่เหมือนรุ่นก่อนๆ เราจึงต้องตั้งรับด้วยการพัฒนาความรู้ความสามารถของมนุษย์ให้มากขึ้น ทำให้คนมีความรู้ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเป็น ตัดสินใจบนข้อมูลที่มีอยู่หลังจากนั่งวิเคราะห์ เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคของ Knowledge Base Economy หากินโดยใช้สมอง เมื่อก่อนความสำเร็จอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ แต่ปัจจุบันอยู่ที่สมองของผู้บริหาร ที่จะคิด ที่จะปรับตัว โลกยุคใหม่ทำให้เราต้องเปลี่ยนจาก Standardized เป็น Mass Customization คือต้องไปถามลูกค้าว่าอยากได้สินค้าแบบไหน แล้วเราจึงไปผลิตมาขายให้  การกระจายสินค้าก็ต้องปรับให้เป็นแบบ Networking alliance (พันธมิตรเครือข่าย) เพื่อความรวดเร็วในการกระจายสินค้า  เน้นในเรื่องของการส่งออก Export และ การทำความเข้าใจกับต่างชาติให้มากๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ต่างชาติมาลงทุนในประเทศไทยคือการสร้าง Multi National Communication หากเกิดกรณีอย่างที่กระทรวงการคลังออกมาตรการกันสำรอง 30% ก็อาจส่งผลกระทบให้ต่างชาติเกิดความสับสนและยังไม่ตัดสินใจลงทุนในประเทศไทยอย่างที่ผ่านมา และกระทบไปยังดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทำให้หุ้นตกไปหลายจุดอย่างน่าใจหาย  หากประเทศไทยมีการขนส่งที่หลากหลายระดับเป็น Multi level transportation ตลอดจนการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพด้าน  Logistics ก็จะเป็นผลดีต่อการค้าและเศรษฐกิจยิ่งขึ้น แต่การที่เรามีแรงงานไร้ฝีมือ Unskill labors อยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้การแข่งขันประสบความสำเร็จได้ยากขึ้นเพราะเราเสียเปรียบ ต่างชาติอาจย้ายฐานการผลิตจากเราไปเวียดนาม หรือ จีน ก็เป็นไปได้ รัฐบาลจึงควรให้ความสำคัญและระมัดระวังในเรื่องของการออกนโยบาย ทางการเงินและการคลัง  Fiscal & monetary policy ด้วยตลอดจน  FTA Contact การที่รัฐบาลไทยส่งทีมไปเจรจาตกลงเรื่องการทำการค้าเสรีนั้นที่ไม่มีความสามารถพอจึงเสียเปรียบ การค้าเสรีนั้นไทยควรศึกษาตัวอย่างที่ดีของประเทศออสเตรเลียให้มาก อีกทั้งเรื่องของ interest rate ที่บ้านเราเป็นเรื่องที่แปลกเพราะว่า อัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมน่าจะสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อประมาณ 2 % เช่น หากเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% ดอกเบี้ยฝากควรเป็น 4-5% และปล่อยกู้ที่ 6-7% จึงจะเหมาะสมอย่างเช่นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์   กลยุทธ์การรวมกลุ่มแบบ cluster และการสนับสนุนเรื่องของสาธารณูปโภคด้านต่างๆเช่น Basic infrastructure Technological infrastructure   Scientific infrastructure ความมั่งคั่งของประเทศ Prosperity  เช่น มาเลย์เซีย สิงคโปร์  ที่สิงคโปร์มีสวัสดิการการดูแลด้านการรักษาพยาบาลคนของเขาได้ดีมาก หากเจ็บป่วยสามารถใช้บริการโรงพยาบาลที่ดีได้เลยเพราะประเทศเขามีความมั่งคั่งนำภาษีมาดูแลคนในประเทศได้อย่างดี  ตลอดจนการเป็น Medical hub ส่วนเรื่องของภาคผู้ประกอบการ Enterpreneurs  ประเทศไทยต้องเสริมสร้างอาวุธทางปัญญาให้กับผู้ประกอบการไทยเพื่อไปแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างงดงาม ด้วยการมีสินค้าที่ได้มาตรฐาน Standardization  เป็นที่ยอมรับของเวทีโลก ในโลกยุคใหม่นี้การปรับตัวต้องเร็วเหมือนที่ Jack Welch พูดว่า Change before we are forced to change. ต้องเปลี่ยนก่อนถูกบังคับให้เปลี่ยน การจำนนต้องเปลี่ยนมันอันตรายกว่า มันไม่มีความสุข เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีความรอบรู้เพื่อเป็นทุนมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพ เป็นทรัพยากรอันมีค่าของประเทศต่อไป
อาจาร์ค่ะการบ้านที่มอบหมายได้จัดทำไว้เป็น แผนภาพด้วยแต่ไม่สามารถส่งทาง Blog ได้จึงขอส่งทาง e-mail ด้วยนะคะ..
ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
เขียนเมื่อ Tue Jun 19 2007 11:19:39 GMT+0700 (ICT)
สวัสดีนักศึกษาปริญญาเอกสวนสุนันทาและชาว Blog ทุกท่าน                    
             ผมได้เปิด Blog ของ ปริญญาเอกสวนสุนันทาเรียบร้อยแล้ว หลังจากสอนไป 1 ครั้ง เมื่อวันเสาร์ที่ 16 ที่ผ่านมา มีความรู้สึกว่าคนเรียนปริญญาเอกที่นี่ ก็มีความสนใจในการ Share ความรู้กันเป็นอย่างมาก            
          เสาร์นี้ผมได้รับเชิญจาก มหาวิทยาลัยศิลปากร จึงได้ให้อาจารย์ประกาย ชลหาญ มาแทน ท่านเคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของ GE มาก่อนมีประสบการณ์สูง จะเน้นเรื่อง Micro เน้นระดับองค์กรมากหน่อย แต่ผมอยากให้นักศึกษามาปรับใช้ระดับ Macro ระดับประเทศ หรือโลกาภิวัตน์ได้            
             การบ้านที่ผมจะขอให้ส่งทาง Blog คือ ท่านมีความเห็นว่าการบริหารการเปลี่ยนแปลงในภาครัฐและเอกชนเป็นอย่างไร                                    
               จีระ  หงส์ลดารมภ์
กฤษฎา สังขมณี
IP: xxx.91.172.249
เขียนเมื่อ Tue Jun 19 2007 13:44:55 GMT+0700 (ICT)
โลกาภิวัตน์  ทำให้เกิดผลกระทบต่อโครงสร้างการจัดการทุนมนุษย์อย่างไร ? เมื่อโลกปัจจุบันเป็นสังคมไร้พรมแดน  เกิดการไหลบ่าอย่างรวดเร็วของข้อมูลข่าวสาร  สินค้า  บริการ  เงินทุน  นวัตกรรมทางความคิด  และด้านอื่นๆมากมาย  สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  ทุกคนถือเสมือนเป็นพลโลก  (global citizen)  ผลกระทบโดยตรงต่อคน  ต่อองค์กร  และต่อประเทศมีดังนี้ ด้าน  supply sideประเทศเกษตรกรรมมีการพัฒนาขึ้นเป็นประเทศอุตสาหกรรมการเกษตร  และมีการทำอุตสาหกรรมหนักมากขึ้น  มีการทำงานในภาคบริการมากยิ่งขึ้นในเวลาต่อมา  บางส่วนทำงานในภาครัฐบาล  และมีผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ  คือเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดปานกลาง    สังคมมีการเปลี่ยนรูปแบบ  มีการอพยพเคลื่อนย้ายจากชนบทสู่เมืองใหญ่  รวมทั้งการอพยพเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ทั้งแรงงานที่ถูกกฎหมายและแรงงานเถื่อน  ก่อให้เกิดเกิดปัญหาทางสังคมมากมายทั้งชุมชนแออัด  อาชญากรรม  คนเร่ร่อน  โสเภณีเด็ก  การศึกษาต่ำกว่ามาตรฐาน  การคมนาคมขนส่ง  การสาธารณสุข  เป็นต้น  และต้องตระหนักถึงการอพยพเคลื่อนย้ายของผู้มีความรู้  ความสามารถ  มีโอกาสในสังคม  โดยเฉพาะวิชาชีพพิเศษเช่น  แพทย์  พยาบาล  วิศวกร  นักวิทยาศาสตร์  ผู้ประกอบการต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องเพียงพอในการวางแผนกำลังคน อาทิเช่นต้องการคนจากภายในประเทศ  หรือจากต่างประเทศ  ช่วงอายุ  เพศ  ระดับการศึกษา  จากสถาบันการศึกษาใด  สุขภาพ  บุคลิกภาพ  พื้นฐานทางครอบครัว  ความสามารถในเชิงเทคนิคและเทคโนโลยี    และการทดแทนของแรงงานในอนาคตด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัย  ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมขององค์กรเป็นอย่างมาก  โดยมีการสื่อสารกับคนที่ประสงค์จะเข้าทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  เข้าสู่กระบวนการสรรหาบุคลากร  เพื่อพร้อมเป็นคนขององค์กรต่อไป  ซึ่งจะต้องคำนึงถึงว่าเมื่อใดที่จะต้องการคน  จำนวนคน  และค่าใช้จ่ายที่จะลงทุน  (invest)  กับ  คนเก่งเหล่านั้น  ประเด็นที่ต้องพิจารณาพร้อมไปด้วยก็คือการแย่งชิงแรงงานคนที่เราต้องการจากคู่แข่งในธุรกิจเดียวกันหรือใกล้เคียง ด้าน  demand side เมื่อ  คนเก่ง  เข้าสู่กระบวนการทำงาน  องค์กรก็ต้องมีวิธีการที่จะทำให้เขาเหล่านั้นเป็น  คนดี  ด้วยการทำให้เขามีความรับผิดชอบ  มีความภักดี ปฏิบัติตามกฏระเบียบ มีความสามารถเพิ่มพูนขึ้น  มีเส้นทางความก้าวหน้าเติบโตในสายงานอาชีพ  มีการจ้างงานระยะยาว  มีค่าจ้าง  เงินเดือน  สวัสดิการที่ดีสำหรับเขาและครอบครัว  มีการจูงใจให้ทำงานได้อย่างมีความสุข  มีการอบรมให้ความรู้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ  อาจเป็นภายในหรือภายนอกองค์กร  มีการทำให้บรรยากาศในการทำงานเหมะสม  และทำให้พวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในองค์กรในทุกระดับและทุกโอกาส  สิ่งที่ควรตระหนักก็คือการถูกคู่แข่งขันชิงตัว  คนดี  เหล่านี้ออกไป  ทั้ง คนเก่ง  และ  คนดี  เหล่านี้จะนำพาให้องค์กรบรรลุจุดหมายอันได้แก่  การแข่งขันได้  อยู่รอดอย่างยั่งยืน  มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ  มีความรับผิดชอบต่อทุกภาคส่วนในสังคม  มีความเป็นผู้นำในธุรกิจในด้านการบริหารจัดการ  ซึ่งจุดมุ่งหมายขององค์กรก็มีการปรับเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมของสังคมโลกาภิวัตน์  คนขององค์กรจึงต้องตื่นตัว  ปรับตัว  ทำตัวให้พร้อม  และต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้า จากข้อมูลที่มีในปัจจุบัน เมื่อวันที่  คน  ได้ทำงานให้กับองค์กรมาจนบั้นปลายของการทำงาน  ถึงวัยที่ได้พักผ่อน  องค์กรต้องมีระบบที่ทำให้คนเหล่านี้มีชีวิตในวัยเกษียณอายุได้อย่างมีความสุข  เช่นเดียวกับในสมัยที่ทำงานอยู่ด้วยกัน  และถ้าเป็นคนที่มีคุณค่ายิ่งต้องเชิญเป็นที่ปรึกษา  เพราะล้วนเป็นปูมความรู้ที่มีชีวิต  จิตวิญญาณ  อย่าให้กลายเป็นสิ่งที่องค์กรไม่เห็นคุณค่า  แต่คู่แข่งกลับเห็นว่าเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่ายิ่ง  อันตรายมาก   สรุป  โลกาภิวัตน์  ทำให้เกิดผลกระทบต่อโครงสร้างการจัดการทุนมนุษย์ทั้งด้าน  demand side  และด้าน  supply side  ทั้งต่อองค์กรและต่อปัจเจกบุคคล  เพราะสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์ต่างๆเป็นพลวัตร  (dynamic)  คนและองค์กรตั้งอยู่บนสังคมแห่งความรู้และปัญญา  การปรับตัวจึงต้องทำตลอดเวลา  ต้องทำในในทุกๆมิติ  การทำให้คู่แข่งขันเปลี่ยนสภาพมาเป็น  พันธมิตร  (alliance)  หรือเป็น  เครือข่าย  (network)  จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งคน  ต่อทั้งองค์กร  ซึ่งจะเป็นคุณูปการยิ่งต่อประเทศอันเป็นที่รักของคนทุกคน                                                                               กฤษฎา  สังขมณีMr. Krisada  Sungkhamanee หมายเหตุ  ท่านอาจารย์ครับ ผมได้พยายามเต็มที่แล้วในการส่งแผนภาพ  แต่ไม่สามารถส่งได้  ต้องกราบขอประทานโทษเป็นอย่างสูง  และขออนุญาตส่งในลักษณะที่เป็นข้อความ  ส่วนแผนภาพขอส่งในวันที่ท่านอาจารย์มาสอนพวกเราที่สวนสุนันทาครับ
นางสาวดวงสมร ฟักสังข์
IP: xxx.155.54.247
เขียนเมื่อ Wed Jun 20 2007 10:46:17 GMT+0700 (ICT)

HR Architecture 

   สำหรับแรงผลักของแรงงานนอกจากปัจจัยด้านการศึกษา สุขภาพ โภชนาการ ครอบครัว และสื่อต่างๆ แล้ว ข้าพเจ้าคิดว่ายังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นแรงผลักคือ เพศ (Gender Issue): ส่งผลต่อการตัดสินใจ,อายุ (Age) : ส่งผลต่อความกล้าได้กล้าเสีย, ทักษะ (Skill) : สิ่งที่แต่ละบุคคลทำได้ดีและสามารถฝึกฝนให้เกิดความชำนาญได้, ความรู้ (Knowledge) : ความรู้เฉพาะด้านของบุคคล, ทัศนคติ (Attitude) : มีทัศนคติในแง่บวก,ความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของตนเอง (Self-concept) : เป็นสิ่งที่บุคคลเชื่อว่าตนเองเป็นอย่างนั้น เช่น คนที่มีความเชื่อมั่นสูงจะเชื่อว่าตนสามารถแก้ไขปัญหาได้, ภาวะผู้นำ และความน่าเชื่อถือ (Leadership & Credibility) : จะสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรได้, แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (Achievement Motivation) : เป็นความตั้งใจของบุคคลที่จะกระทำให้สำเร็จตามที่มุ่งหวัง, จริยธรรม และซื่อสัตย์ (Integrity & Honesty) : ทำให้เกิดการจงรักภักดีในองค์กร, การสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ (Expertise), มนุษยสัมพันธ์และการติดต่อประสานงาน (Human Relationship &

Communication-Coordination) : ต้องมีเทคนิคในการ    สื่อสารกับคนในองค์กร องค์กรจึงเป็นองค์กรการเรียนรู้

                 สำหรับองค์กรนอกจากพิจารณาแง่ของความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่าควรพิจารณาด้านความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่ไปด้วยองค์กรจึงจะยั่งยืน ซึ่งจากการพิจาณาสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมานี้ องค์กรจำเป็นต้องมีปัจจัยเหล่านี้ประกอบ คือ สมรรถนะขององค์กร (Competencies)  คือสิ่งที่องค์กรทำได้ดีที่สุดเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายทางยุทธศาสตร์, ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) คือมีความสอดคล้องเชิงยุทธศาสตร์ขององค์กร การวิจัยและพัฒนา คุณภาพของสินค้า ยี่ห้อ ต้นทุน กำไร ส่วนแบ่งทางการตลาด จังหวะเวลาในการออกนวัตกรรม  เทคโนโลยี การจัดการองค์ความรู้  (Knowledge Management) การสร้างทีม (Teamwork)  และการใส่ใจในธุรกิจ (Business Mind) , การพัฒนาความก้าวหน้าของอาชีพ (Develop Career Path) ,ระบบค่าตอบแทนและรางวัล, ความสัมพันธ์ของอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการประหยัดต้นทุน อาจมีการรวมกลุ่มในรูปคลัสเตอร์, การลงโทษ (Punishment)  เป็นระบบในการควบคุมคน, คุณภาพชีวิต (Quality of Work Life)  ทำบรรยากาศการทำงานให้มีความสุข, และระบบการประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Evaluation) เป็นกระบวนการในการปรับปรุงพัฒนาทั้งแง่ของบุคคลและทีม           ในแง่ของภาคการผลิตก็ได้รับผลกระทบอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และเทคโนโลยี ฯลฯ ในขณะที่       คู่แข่งขันก็มีผลต่อการดำเนินกิจกรรมขององค์กร

                เมื่อบุคคลได้สั่งสมความรู้ ความชำนาญ อันเกิดจากการที่องค์กรได้ให้ความสำคัญกับบุคคลในฐานะเป็นหุ้นส่วนขององค์กรแล้ว บุคคลนั้นก็จะกลายเป็นทุนมนุษย์ที่สำคัญของระบบต่อไปในรูปของที่ปรึกษาทางธุรกิจภายหลังจากเกษียณอายุ

การจัดการทุนมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์           กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อ HR ทั้ง Supply Side และ Demand Side โดยแรงงานในปัจจุบันมิใช่ใช้แต่แรงเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากปัจจุบันเป็นยุคของฐานความรู้เป็นโลกที่ไร้พรมแดน โดยจะทำให้เกิดความแตกต่าง1.  ด้านประชากรศาสตร์ องค์กรในยุคนี้จำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และศึกษาบุคคลที่จะเข้าไปทำงานในองค์กรก่อน อีกทั้งยังต้องมีการพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมและวัฒนธรรมในต่างประเทศ และมีการวางแผนการจ่ายค่าตอบแทนในกรณีที่ส่งพนักงานไปต่างประเทศ2.  ด้านวัฒนธรรม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อทัศนคติที่มีต่องาน ความสมดุลในเรื่องของงานและครอบครัว เป็นต้น 3. แรงงานในภาคอุตสาหกรรมจะมีอัตราการขยายตัวที่ต่ำ เมื่อเทียบกับแรงงานภาคบริการ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาแรงงานภาคบริการให้เพิ่มขึ้น4. ด้านกฎหมาย และการดำเนินธุรกิจ ทำให้ได้คู่ค้าทางธุรกิจใหม่ องค์กรสามารถทำธุรกิจได้ทุกที่ ทุกเวลา ในรูป E-Commerce นอกจากนี้ยังส่งผลดีทำให้ลดการกีดกันทางด้านการค้าและกำแพงภาษี ก่อให้เกิดความร่วมมือในรูปแบบต่างๆ อาทิ NAFTA, EU, WTO 5. การสร้างความได้เปรียบให้กับองค์กร (Competitiveness) - มีการก้าวสู่ความเป็นโลกาภิวัตน์ (Globalization) การขยายการผลิตออกสู่ตลาดในต่างประเทศ หรือการลงทุนในต่างประเทศ- มีการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Management Change) องค์กรจะต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ทันเวลา โดยมีความพยายามในการคิดใหม่ การจัดรูปแบบการทำงานใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผลการปฏิบัติงานดีขึ้น- มีการลงทุนเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital) เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในตัวบุคคล เน้นการมองคนว่าเพิ่มคุณค่าให้องค์กรได้  คือการผลักดันให้บุคคลมีความรู้ ทักษะ ความสามารถ ความชำนาญมากขึ้น อันจะทำให้บุคคลนั้นเกิดความชำนาญเฉพาะทาง ทำให้ได้ประสบการณ์ในระยะยาว และสามารถขยายการพัฒนาออกไปได้ในอนาคต ดังนั้นคนในยุคใหม่จึงเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ หรือหุ้นส่วนความรู้ขององค์กร- มีการรวมเทคโนโลยีใหม่ๆ (Technology) การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ในรูปของ Knowledge Management เพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติตามที่ได้รับมอบหมาย รวมถึงนำไปใช้ในการวางแผน การตัดสินใจ และการแก้ปัญหา อีกทั้งยังนำเทคโนโลยีไปใช้ในรูปของ E-Commerce ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการได้ตลอดเวลา- มีการแสดงความรับผิดชอบต่อกลุ่มตลาด (Market Responsiveness) องค์กรจะต้องเข้าใจถึงความต้องการและความจำเป็นของลูกค้า มีการตอบสนองที่ตรงจุดและทันเวลา พร้อมทั้งสามารถแข่งขันกับคู่แข่งขันในตลาด และมีการออกนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับตลาด - มีการจำกัดต้นทุน (Cost Containment) ทำได้โดยการปรับลดขนาดองค์กร(Downsizing) หรือการใช้บริการจากหน่วยงานภายนอก (Outsourcing)

 

นางสาวชารวี บุตรบำรุง
IP: xxx.91.172.248
เขียนเมื่อ Wed Jun 20 2007 14:12:01 GMT+0700 (ICT)
 
โลกาภิวัตน์ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการจัดการทุนมนุษย์อย่างไร
HR  Architecture  (นางสาวชารวี  บุตรบำรุง)
 
     ณ ปัจจุบันสังคมโลกเรา เป็นยุคของโลกาภิวัตน์ (Globalization) เป็นศัพท์ที่เกิดขึ้นในโลกยุคที่ 3 ซึ่งโลกยุคแรกเป็นโลกสังคมการเกษตร ยุคที่ 2 เป็นโลกอุตสาหกรรม และโลกยุคที่ 3 โลกาภิวัตน์ มีการแพร่กระจายไปทั่วโลก ไม่ว่าจะอยู่ จุดใด ประชาคมโลกสามารถรับรู้ สัมพันธ์ หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว้างขวาง ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม มีการถ่ายโอนหรือถ่ายทอดไปยังอีกซีกโลกได้ ด้วยความรวดเร็วโดยอาศัยเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการสื่อสาร การขนส่ง คมนาคม การเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัจเจกบุคคล สังคม ธุรกิจและการเมือง ทั่วโลก
     โลกาภิวัตน์ยังเกี่ยวข้องกับบรรษัทข้ามชาติ รวมทั้งสถาบันระหว่างประเทศที่มีอิทธิพลด้านเศรษฐกิจและการเงินการธนาคาร อีกด้วย ดังนั้น เรา ทุกคน จำเป็นต้องเรียนรู้และปรับตัว เพื่อทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพราะโลกาภิวัตน์ส่งผลกระทบทั้งทางบวกและลบ ทางลบจะเห็นได้จากการค้ายาเสพติด อาชญากรข้ามชาติ โรคระบาด การอพยพย้ายถิ่นที่ผิดกฎหมาย ทางบวกเป็นการเปลี่ยนแปลงแบ่งปันเทคโนโลยี ความรู้ เงินลงทุน ทรัพยากร คุณค่าทางจริยธรรม ค่านิยม สิ่งที่เห็นชัดคือ การไหลเวียนของเงินลงทุน การค้า ฯลฯ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางบวก หรือทางลบก็ตาม ย่อมเกี่ยวข้องสัมพันธ์โดยตรงกับคนในสังคม ประเทศชาติ ดังนั้นเราจะบริหารจัดการ โครงสร้างทุนมนุษย์อย่างไร ในด้านSupply side และ Demand side จากเดิมประเทศไทยเราเป็นประเทศเกษตรกรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่บนพื้นฐานความเรียบง่าย ต่อมาพัฒนาเป็นประเทศอุตสาหกรรมและโลกาภิวัตน์ ส่งผลให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป จากสังคมชนบทสู่ความเป็นสังคมเมือง มีการแข่งขันด้านต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้องทั้ง การศึกษา ทักษะ เพศ อายุ สุขอนามัย กลายมาเป็นดัชนีชี้วัดการทำงาน ความสำเร็จมากขึ้น มีการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน แรงงาน จากชนบทสู่เมือง จากต่างชาติ เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี วัฒนธรรม มีการติดต่อสื่อสาร มีการลงทุนการค้าระหว่างประเทศ เหล่านี้คือผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ทั้งสิ้น
     ดังนั้นทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ต้องมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับคนซึ่งเป็นทุนมนุษย์ เพราะถือเป็นทรัพยากรที่มีค่าสูงสุด ในการขับเคลื่อนขององค์กรและประเทศชาติ โดยเริ่มตั้งแต่การสรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามาเป็นทรัพยากร มีการพัฒนาองค์ความรู้ สร้างนวัตกรรม(Innovation)อยู่เสมอ ฝึกอบรม สร้างแรงจูงใจ ปลูปฝังความรักความซื่อสัตย์ต่อองค์กร รวมทั้งหาพันธมิตรหรือ Networking Alliance เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง และสิ่งสำคัญอีกประการ คือ ความเป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม  บนพื้นฐานของวัฒนรรมไทย ยึดแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อนำพาประเทศไทยของเราให้มีความเจริญรุ่งเรืองต่อไปอย่างยั่งยืน
     ฉะนั้น เมื่อโลกาภิวัตน์ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการจัดการทุนมนุษย์ เราควรรับและเรียนรู้ได้ โดยรู้ให้มากในหลายๆศาสตร์และรู้ให้จริง นำมาปรับใช้ ให้สอดคล้องแต่ต้องไม่ลืมอารยธรรมความเป็นไทย
(อาจารย์ค่ะ  เนื่องจาก HR Architecture ไม่สามารถส่งได้ ดังนั้นจึงขอส่งเป็นE-Mailนะคะ) ขอบคุณค่ะ 
     
นายสิทธิชัย ธรรมเสน่ห์
IP: xxx.91.172.249
เขียนเมื่อ Wed Jun 20 2007 17:49:23 GMT+0700 (ICT)
สวัสดีครับ  ท่าน ศ.ดร.จิระ  หงส์ลดารมภ์                    จากคำถาม......เราจะจัดการทุนมนุษย์อย่างไร    ให้สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ในยุคโลกาภิวัฒน์ ?                   เป็นที่ประจักษ์กันดีอยู่แล้วว่าปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัฒน์ หรือที่เรียกว่าโลกไร้พรมแดน(Globalization)  นั่นคือทุกองค์กรไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐ  หรือภาคเอกชน  ย่อมตระหนักถึงความสำคัญด้านการแข่งขันด้านทรัพยากร  โดยเฉพาทรัพยากรที่เป็นบุคคล ที่เรียนว่า ทุนมนุษย์ (Human Capital) เป็นอันดับแรก และจากคำกล่าวที่ว่า  ถ้าเราหยุดนิ่งอยู่กับที่  ในขณะที่คู่แข่งขันก้าวไปหนึ่งก้าว   เปรียบเสมือนว่าเราได้ก้าวถอยหลังไปแล้วก้าวหนึ่งเช่นกัน  เป็นผลให้การแข่งขันด้านทุนมนุษย์ ยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น                   ในเบื้องต้นการจัดการทุนมนุษย์ ถ้าองค์กรได้บุคลากรที่มีทุนขั้นพื้นฐานดี (Cost of Basic) ซึ่งคงต้องเริ่มต้นตั้งแต่ครอบครัว (Family) มาสู่ระบบการเรียนการสอนที่ดี (Education) เข้าสู่สังคมหรืองค์กร  ก็จะเป็นการต่อยอดทุนมนุษย์   สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value add) ให้กับตนเอง  สังคม  องค์กร และประเทศชาติได้เป็นอย่างดี    สำคัญแต่........เมื่อองค์กร หรือสังคมได้บุคลากรที่ดีตามที่องค์กรต้องการแล้ว  จะต้องมีการบริหารจัดการ และพัฒนาให้ทุนมนุษย์ดังกล่าวเปี่ยมไปด้วยความเก่งและความดีให้ได้ในเวลาเดียวกัน  ทั้งนี้เพราะโลกยุคโลกาภิวัฒน์นี้ มีหลายอย่างที่สวนกระแส  โดยเฉพาะอย่างในประเทศไทยแล้ว   มีผลกระทบมากทีเดียว   อาทิเช่น                     1. ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม  แต่ในภาพรวมรัฐสนับสนุนด้านอุตสาหกรรมมากกว่า  ทำให้มีการอพยพย้ายถิ่นฐานจากชนบท เข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่กันมากขึ้น  สิ่งที่ตามมา และกระทบกับทุนมนุษย์นั่นคือ อารยธรรม (Civilization) ที่จะค่อย ๆ เลือนหายไป   พร้อมกับมีวัฒนธรรมแปลก ๆ ใหม่ ๆ  ที่จะเข้ามาแทนที่                     2. การอพยพของแรงงานต่างด้าว (Foreign Labor) ที่เข้ามาค้าแรงงานในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก   ด้วยค่าแรงที่ต่ำว่าแรงงานขั้นต่ำของคนไทย ทำให้ผู้ใช้แรงงานของไทยบางส่วนตกงาน สิ่งที่ตามมาและกระทบต่อทุนมนุษย์ก็คือ ภาวะวิกฤตเกี่ยวกับค่าครองชีพ  เกิดเป็นปัญหาของสังคม มากมาย  เช่น  ปัญหาอาชญากรรม  ปัญหาการค้าประเวณี  เป็นต้น                      3. ความพยายามและการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวทันอารยประเทศในด้านต่าง ๆ ทำให้มีผลกระทบต่อทุนมนุษย์ นั่นคือความฟุ้งเฟ้อ  ทะเยอทะยาน  เห่อของนอก   รวมทั้งการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้อง  มากกว่าประโยชน์ส่วนรวมขององค์กร สังคม และประเทศชาติ                       จากกรณีผลกระทบดังกล่าวข้างต้น  เราจึงควรจัดการกับทุนมนุษย์ในยุคโลกาภิวัฒน์  เพื่อให้สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้  ด้วยแนวคิดดังต่อไปนี้                      1. เสริมคุณค่าทุนมนุษย์ด้วยหลักคุณธรรม  จริยธรรม (Ethics)                     2. ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) ในการดำเนินชีวิต  เพื่อความสุขที่แท้จริง                      3. ศึกษาโครงสร้างประชากรไทย และให้ความสำคัญกับทุนมนุษย์ที่มีอยู่  โดยใช้หลักแนวคิดที่ว่าสนับสนุนคนเก่ง  รักษาคนดีให้คงอยู่ในองค์กร  โดยยึดหลักธรรมาภิบาล (Good governance)                   ทั้งนี้  การจัดการทุนมนุษย์ต้องเน้นที่การพัฒนา  เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง  ต้องคิดนอกกรอบ  ต้องคิดในเชิงสร้างสรรค์  เพื่อก่อให้เกิดเป็น องค์ความรู้ $$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$ สำหรับภาพจะนำมาส่งในวันเสาร์  เนื่องจากไม่สามารถส่งผ่านระบบนี้ได้ครับ                                                        นายสิทธิชัย    ธรรมเสน่ห์                                                        Mr.Sittichai   Thammasane
IP: xxx.120.65.191
เขียนเมื่อ Wed Jun 20 2007 22:00:52 GMT+0700 (ICT)
HR Architecture1. จุดอ่อนของภาพ  HR Architecture / สิ่งที่ประสงค์จะเพิ่มเติม                Population         นโยบายทางสังคม

                                              คุณภาพชีวิต

                                             (อายุขัยเฉลี่ย

                                              ความปลอดภัยในชีวิต)

                                                             Education   Health  

                                                             Nutrition   Family   Media

Labor force       วัฒนธรรม ค่านิยม ทัศนคติ

                             การร่วมมือ/ การแบ่งปันAgri  / Ind                                          วิถีชุมชน การพึ่งพาตนเอง                ..............................................................................................................................................Ser / Gov

                                Productive          นโยบายทางเศรษฐกิจ  

                                                              (Otop  SME  Productivity 

                                                               Intellectual)

                                Sector                  นโยบายต่างประเทศ

                                                              (ข้อตกลงทางการค้า)                                                               นโยบายการค้า การลงทุน                                                                นโยบายการเงินการคลัง

                      Competitiveness           Competency  

                                                               Competitiveness  

                                                               Occupation

                                    &                       Wage    Ind. Relation   & 

                                                              CollaborationSustainability      Knowledge Management

                                                              Network  เครือข่าย

                                                             พันธมิตร

                                                             Innovation (value added  

                                                             value creation  brandname)                                                             Ethic                                                             Standard                                Life after            WealthRetirement         Social Paticipation                              สวัสดิการ1.1  จุดอ่อนด้าน  Supply Side   จุดอ่อนด้านนี้คือ  การศึกษา  และการสาธารณสุข  ซึ่งมักมีความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาคในสังคม โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการจากภาครัฐและเนื่องจากประเด็นของ  Education   Health   Nutrition   Family   Media  ยังไม่เพียงพอต่อการดูแลพัฒนา HR ดังนั้นจึงขอเพิ่มประเด็น ดังนี้ :-                - นโยบายทางสังคม  ซึ่งจะสามารถบริหารจัดการด้าน HR ครอบคลุมได้ดียิ่งขึ้นทั้งในด้านคุณภาพชีวิต อายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากร  ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สุขภาพอนามัย อาชญากรรม  ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงในระดับนโยบายกับด้านการศึกษา และสาธารณสุขที่เป็นจุกอ่อนได้ดียิ่งขึ้น                - วัฒนธรรม  และวิถีชุมชน    ซึ่งจะทำให้การดูแลประชาชนได้ตามความสอดคล้องและกลมกลืนกับวัฒนธรรมและวิถีชุมชน อันจะทำให้ได้รับความร่วมมือจากประชากรและสังคมได้ในระดับหนึ่ง1.2  จุดอ่อนด้าน Demand Side   ได้แก่   Competitiveness   Wage    และ Ind. Relation   โดยภาคอุตสาหกรรมมีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนค่าจ้างแรงงานที่ไม่ได้จ่ายโดยยึดหลักความสามารถ ตลอดจนการขาดความร่วมมือในระหว่างมวลหมู่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงขอเพิ่มประเด็น ดังนี้ :-                -  นโยบายทางเศรษฐกิจ (Otop  SME  Productivity  Intellectual)  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านแรงงาน กระบวนการผลิต และการจัดการภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้เนื่องจากการเพิ่มผลิตภาพที่ผ่านมามักเป็นการขยายในเรื่อง Capital และการขยายจำนวนการจ้างงานเป็นหลัก                - นโยบายการค้า การลงทุน  ที่ต้องอยู่บนพื้นฐานและศักยภาพความสามารถของประเทศ                - Network  เครือข่ายพันธมิตร  เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจและความอยู่รอด (หาพวก)                - Innovation (value added   value creation  brandname)  เพื่อผลิตสินค้า บริการ ที่ตรงกับความต้องการของตลาด- Knowledge Management  เพื่อเพิ่มปัญญาให้กับแรงงานและภาคการผลิต 2. โลกาภิวัตน์กระทบต่อ  HR Architecture  อย่างไร2.1  โลกาภิวัตน์กระทบต่อด้าน Supply Side                  - ผลกระทบต่อประชากรและสังคม :-   ทางด้านการศึกษา  ที่ต้องปรับเปลี่ยนระบบการเรียนการสอนให้เป็นสากล ภาษา (language) และเทคโนโลยี (Technology)   เข้ามามีส่วนสำคัญที่สังคมต้องปรับเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างปัญญาและความอยู่รอด  ทางด้านวัฒนธรรม  เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ค่านิยม และพฤติกรรมทั้งที่เป็นทางบวกและทางลบสร้างปัญหาให้กับสังคม  ทางด้านวิถีชุมชน   เปลี่ยนแปลงจากสังคมชนบทที่มีการร่วมมือ แบ่งปัน มาเป็นสังคมเมืองที่ยึดวัตถุนิยม                - ผลกระทบต่อแรงงาน :-   ทางด้านโครงสร้างแรงงาน จากภาคเกษตรมาเป็นแรงงงานภาคอุตสาหกรรมเกิดการละทิ้งถิ่นฐานเพื่อขายแรงงาน ตลอดจนการเกิดแรงงานไร้ฝีมือเพิ่มมากขึ้น  ด้านการเคลื่อนย้ายแรงงาน  เกิดการหลั่งไหลแรงงานไร้ฝีมือจากประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งผลกระทบต่อแรงงานในประเทศไทย2.2   โลกาภิวัตน์กระทบต่อด้าน Demand Side                  - ผลกระทบต่อ Production Sector  :-  ด้านการค้าการลงทุน เกิดข้อตกลงทางการค้าในระดับต่าง ๆ จนทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการค้า และการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่าง ๆ  ด้านการเงินการคลัง เกิดการเคลื่อนย้ายทุน การเก็งกำไรการซื้อขายล่วงหน้าที่เกิดผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของเกษตรกรและผู้ผลิต                  - ผลกระทบต่อ Competency และ Sustainability :-  ทางด้านการเรียนรู้  ภาษา และเทคโนโลยี กลายเป็นทั้งสิ่งที่เอื้อและสิ่งที่เป็นอุปสรรค ต่อการแสวงหาความรู้  ทางด้านรูปแบบการดำเนินธุรกิจ จำเป็นที่ทุกคนจะต้องเร่งหาพันธมิตร และเกิดบรรษัทข้ามชาติที่เข้ามาแข่งขันกับภาคการผลิตของคนไทย   ทางด้าน Innovation  เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในวงจรผลิตภัณฑ์อย่างรวดเร็วผู้ผลิตจำเป็นต้องเร่งรัดพัฒนาให้เกิดนวัตกรรม หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มหรือการสร้างคุณค่าให้กับบริการและสินค้า                ดังนั้น การจัดการทุนมนุษย์เพื่อให้อยู่รอดและแข่งขันได้  ทุกภาคส่วนตั้งแต่ปัจเจกบุคคล องค์การ และสังคม จะต้องยอมรับที่จะปรับเปลี่ยน และเปลี่ยนแปลง โดยอาศัยแนวทางต่าง ๆ ตามที่เสนอมาข้างต้น
นางสาวนพมาศ ช่วยนุกูล
IP: xxx.120.65.191
เขียนเมื่อ Wed Jun 20 2007 22:08:45 GMT+0700 (ICT)
HR Architecture1. จุดอ่อนของภาพ  HR Architecture / สิ่งที่ประสงค์จะเพิ่มเติม       1.1  จุดอ่อนด้าน  Supply Side   จุดอ่อนด้านนี้คือ  การศึกษา  และการสาธารณสุข  ซึ่งมักมีความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาคในสังคม โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการจากภาครัฐและเนื่องจากประเด็นของ  Education   Health   Nutrition   Family   Media  ยังไม่เพียงพอต่อการดูแลพัฒนา HR ดังนั้นจึงขอเพิ่มประเด็น ดังนี้ :-                - นโยบายทางสังคม  ซึ่งจะสามารถบริหารจัดการด้าน HR ครอบคลุมได้ดียิ่งขึ้นทั้งในด้านคุณภาพชีวิต อายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากร  ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สุขภาพอนามัย อาชญากรรม  ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงในระดับนโยบายกับด้านการศึกษา และสาธารณสุขที่เป็นจุกอ่อนได้ดียิ่งขึ้น                - วัฒนธรรม  และวิถีชุมชน    ซึ่งจะทำให้การดูแลประชาชนได้ตามความสอดคล้องและกลมกลืนกับวัฒนธรรมและวิถีชุมชน อันจะทำให้ได้รับความร่วมมือจากประชากรและสังคมได้ในระดับหนึ่ง1.2  จุดอ่อนด้าน Demand Side   ได้แก่   Competitiveness   Wage    และ Ind. Relation   โดยภาคอุตสาหกรรมมีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนค่าจ้างแรงงานที่ไม่ได้จ่ายโดยยึดหลักความสามารถ ตลอดจนการขาดความร่วมมือในระหว่างมวลหมู่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงขอเพิ่มประเด็น ดังนี้ :-                -  นโยบายทางเศรษฐกิจ (Otop  SME  Productivity  Intellectual)  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านแรงงาน กระบวนการผลิต และการจัดการภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้เนื่องจากการเพิ่มผลิตภาพที่ผ่านมามักเป็นการขยายในเรื่อง Capital และการขยายจำนวนการจ้างงานเป็นหลัก                - นโยบายการค้า การลงทุน  ที่ต้องอยู่บนพื้นฐานและศักยภาพความสามารถของประเทศ                - Network  เครือข่ายพันธมิตร  เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจและความอยู่รอด (หาพวก)                - Innovation (value added   value creation  brandname)  เพื่อผลิตสินค้า บริการ ที่ตรงกับความต้องการของตลาด- Knowledge Management  เพื่อเพิ่มปัญญาให้กับแรงงานและภาคการผลิต 2. โลกาภิวัตน์กระทบต่อ  HR Architecture  อย่างไร2.1  โลกาภิวัตน์กระทบต่อด้าน Supply Side                  - ผลกระทบต่อประชากรและสังคม :-   ทางด้านการศึกษา  ที่ต้องปรับเปลี่ยนระบบการเรียนการสอนให้เป็นสากล ภาษา (language) และเทคโนโลยี (Technology)   เข้ามามีส่วนสำคัญที่สังคมต้องปรับเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างปัญญาและความอยู่รอด  ทางด้านวัฒนธรรม  เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ค่านิยม และพฤติกรรมทั้งที่เป็นทางบวกและทางลบสร้างปัญหาให้กับสังคม  ทางด้านวิถีชุมชน   เปลี่ยนแปลงจากสังคมชนบทที่มีการร่วมมือ แบ่งปัน มาเป็นสังคมเมืองที่ยึดวัตถุนิยม                - ผลกระทบต่อแรงงาน :-   ทางด้านโครงสร้างแรงงาน จากภาคเกษตรมาเป็นแรงงงานภาคอุตสาหกรรมเกิดการละทิ้งถิ่นฐานเพื่อขายแรงงาน ตลอดจนการเกิดแรงงานไร้ฝีมือเพิ่มมากขึ้น  ด้านการเคลื่อนย้ายแรงงาน  เกิดการหลั่งไหลแรงงานไร้ฝีมือจากประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งผลกระทบต่อแรงงานในประเทศไทย2.2   โลกาภิวัตน์กระทบต่อด้าน Demand Side                  - ผลกระทบต่อ Production Sector  :-  ด้านการค้าการลงทุน เกิดข้อตกลงทางการค้าในระดับต่าง ๆ จนทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการค้า และการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่าง ๆ  ด้านการเงินการคลัง เกิดการเคลื่อนย้ายทุน การเก็งกำไรการซื้อขายล่วงหน้าที่เกิดผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของเกษตรกรและผู้ผลิต                  - ผลกระทบต่อ Competency และ Sustainability :-  ทางด้านการเรียนรู้  ภาษา และเทคโนโลยี กลายเป็นทั้งสิ่งที่เอื้อและสิ่งที่เป็นอุปสรรค ต่อการแสวงหาความรู้  ทางด้านรูปแบบการดำเนินธุรกิจ จำเป็นที่ทุกคนจะต้องเร่งหาพันธมิตร และเกิดบรรษัทข้ามชาติที่เข้ามาแข่งขันกับภาคการผลิตของคนไทย   ทางด้าน Innovation  เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในวงจรผลิตภัณฑ์อย่างรวดเร็วผู้ผลิตจำเป็นต้องเร่งรัดพัฒนาให้เกิดนวัตกรรม หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มหรือการสร้างคุณค่าให้กับบริการและสินค้า                ดังนั้น การจัดการทุนมนุษย์เพื่อให้อยู่รอดและแข่งขันได้  ทุกภาคส่วนตั้งแต่ปัจเจกบุคคล องค์การ และสังคม จะต้องยอมรับที่จะปรับเปลี่ยน และเปลี่ยนแปลง โดยอาศัยแนวทางต่าง ๆ ตามที่เสนอมาข้างต้น      
นายปลื้มใจ สินอากร
IP: xxx.155.54.248
เขียนเมื่อ Thu Jun 21 2007 10:35:47 GMT+0700 (ICT)
 

     Home work # 1June, 16, 07 Human Resource ManagementHuman Resource Architecture  Pleumjai SinarkornSubmit toProf. Dr. Chira Hongladarom                    1.เพิ่มเติม Human Capital Architecture (Supply-Demand) Supply          Population- Education & Awareness;

รัฐจะต้องจัดให้มีการศึกษา การฝึกอบรมแก่ประชาชนให้มีความรู้และภูมิปัญญาทั้งวิชาสามัญและวิชาชีพ  มีภูมิปัญญาทั้ง EQ,IQ และ MQ เพื่อให้ประชาชนนั้นสามารถที่จะประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับของสังคม

- Health &Welfare;

รัฐจะต้องการเรื่องของสุขภาพและสวัสดิการให้แก่ประชาชนให้มีสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจที่ดี  ตลอดจนสวัสดิการที่อยู่อาศัย  เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค  และการป้องกันดูแลการระบาดของโรค

- Infrastructure in Communities;

รัฐจะต้องจัดให้บริการสาธารณูปโภคให้แก่ชุมชน การขนส่ง ถนนหนทาง ยานพาหนะ  ไฟฟ้า น้ำประปา การขจัดขยะมูลฝอย  การสื่อสารโทรคมนาคมทั้งภายนอกและภายในชุมชนรวมถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ

- Nutrition;

ประชาชนจะต้องได้รับอาหารที่ดีมีคุณค่าทางโภชนาการ  สะอาดและเพียงพอแก่การบริโภค

- Family;

ประชาชนมีครอบครัวที่มีความสุขและความอบอุ่น

- Media & Social;

ประชาชนเป็นสังคมสื่อสาร  ไดัรับความรู้จากสังคมและสื่อ

 

Labor Force

- Age, Sex, Race, Hispanic origin, Marital status, Family Relationship, Veteran status;การจัดเตรียมบุคคลเข้าสู่ตลาดแรงงานจะต้องคำนึงถึง อายุ เพศ ที่เหมาะสมกับงาน   เชื้อชาติ ภาษาวัฒนธรรมดั่งเดิม สภาพการสมรส ครอบครัว ญาติพี่น้อง รวมถึงผู้ที่ผ่านประสบการณ์- Occupation, Industry, Class of work, Hour of work, full or part-time status;

ต้องคำนึงถึงลักษณะงาน ประเภทของงาน ชั่วโมงการทำงาน การทำงานล่วงเวลาอาจทำให้ประสิทธิการทำงานลดลง

Work  experience, Occupatiional  mobility, Job security,Education  Level & enrollment  of  works;

ความชำนาญการ การเปลี่ยนงานบ่อย ความมั่นคงของงาน ระดับการศึกษา สภาพแวดล้อมของงานจะต้องนึกถึง 

 

-----------------------------------------------------------------

 Demand

Productive Sector

- Labor Competencies / Knowledge / Training Technology;

แรงงานต้องมีความเชี่ยวชาญความรู้ และเทคโนโลยี

- Wages, Insurance Benefits;

แรงงานจะต้องได้รายได้ที่พอเหมาะกับความรู้ความเชี่ยวชาญตามความสามารถ มีการประกันรายได้หรือสวัสดิการ

- Natural Resources, Environmental Factors;

แรงงานจะต้องได้รับ และเข้าถึงธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่ดีรวมถึงบรรยากาศในสถานที่ทำงาน

- Disability, sickness, pregnancy for women, vacations, tacking care of family members;

แรงงานจะต้องได้สวัสดิการ และชดเชยในการได้รับบาดเจ็บทุพลภาพ, สำหรับหญิงที่มีครรภ์ หรือการพักผ่อน และดูแลครอบครัว

 Competitiveness - Business Environment, Physically / knowledge Infrastructure;

การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความรู้ในเรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐาน

- Business Performance, Labor Supply, and Social & Political situation;

นโยบายของรัฐในเรื่องของการจัดหาแรงงาน สังคม จะต้องชัดเจน

 Sustainability          - Environmental Sustainability;

มีสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

            - Economic Sustainability / stable;

เศรษฐกิจที่ยั่งยืน / เสถียรภาพ

            - Political;

การเมืองควรมีเสถียรภาพ และมีความยั่งยืน

 Life After Retirement            - Activities;

ให้ผู้เกษียณอยู่อย่างมีชีวิตชีวา

            - Health & Leisure;

มีสุขภาพที่ดี และมีความสุข

            - “Life after retirement is a social heritage not a social burden”;

คนที่ชีวิตหลังเกษียณเป็นมรดกทางสังคมไม่ใช่ปัญหาของสังคม

 Impact of the Human Capital to globalization

            ในโลกโลกาภิวัฒน์มีผลกระทบต่อการจัดการทุนมนุษย์ทั้ง Supply and Demand

 Supply          - Population;

ใน globalization โลกที่ไร้พรมแดนมีการเคลื่อนย้ายคน และแรงงานรวมถึงทรัพยากร

ปัญหา

- ด้านทรัพยากรธรรมชาติมีการใช้จ่ายทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย

- มีการก่อให้เกิดมลภาวะ

- มีการระบาดของโรค สุขภาพ อนามัย

- การใช้ภาษาที่แตกต่างกันเป็นปัญหาในการสื่อสาร

- ศิลปวัฒนธรรม มีการทำลายศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น

- การจัดเตรียมการศึกษาเพื่อรองรับโลกาภิวัตน์ยังไม่เพียงพอ

           

            - Labor force;

ปัญหา

- มีการเคลื่อนย้ายแรงงาน มีการค้าแรงงาน และใช้แรงงานในวัยที่ไม่เหมาะสม

- มีการจ้างงานในราคาที่ต่ำ

- แรงงานไม่ได้รับสวัสดิการที่เพียงพอ

- รัฐไม่ได้เตรียมแนวทางในการผลิตกำลังคนให้สนองตอบต่อความต้องการของตลาดแรงงาน เช่น ทางด้านวิทยาศาสตร์

 Demand- มีการใช้แรงงานที่ไร้ฝีมือต่างชาติ (แรงงานไร้ฝีมือ, แรงงานอพยพ) ทำให้คุณภาพของการผลิตต่ำ นอกจากนี้ยังมีการเร่งรัดคนให้คนเข้าทำงานที่ต่ำกว่าวัย เช่น แรงงานเด็ก

- ต้องจัดให้มีสวัสดิการสำหรับคนงานต่างชาติ

- ต้องมีการรักษาพยาบาลคนต่างชาติ

- รัฐควรมีมาตรการความปลอดภัยของประเทศชาติในการใช้แรงงานต่างชาติ

- ควรมีการนำเทคโนโลยีต่างชาติเข้ามาใช้อย่างมากมายทั้งที่มีประโยชน์ และซื้อมาโดยใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่าเงินที่จัดหามา  
นายพนม ปียืเจริญ
IP: xxx.121.140.159
เขียนเมื่อ Thu Jun 21 2007 15:56:20 GMT+0700 (ICT)
Human Capital Architecture ( Demand – Supply)          ในโลกแห่งการแข่งขัน   มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน   โดยเฉพาะโลกของการแข่งขันในปัจจุบันด้วยแล้ว  การแข่งขันได้ทวีความรุนแรงดุเดือดมากขึ้นทุกขณะ  อันสืบเนื่องมาจากโลกในปัจจุบันเป็นโลกของ                                -  Globalization                        -  New Economic                        -  Technology Revolutionซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลทำให้เกิด                        -  มีความไม่แน่นอนมากขึ้น                        -  แข่งขันทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น                        -  ความซับซ้อนในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น                        -  มีทางเลือกหลากหลายมากยิ่งขึ้น            สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้จึงมีผลกระทบโดยตรงกับทรัพยากรมนุษย์  เป็นเหตุให้ต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และพัฒนาให้สอดคล้องกับสภาวะการแข่งขันในโลกปัจจุบันตลอดจนถึงโลกในอนาคต  ที่ทรัพยากรมนุษย์มีการเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว  เพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน ( Competitive  Advantage )            ด้วยเหตุผลเพราะคู่แข่งในปัจจุบันไม่เหมือนคู่แข่งในอดีต  ที่เป็นคนในพื้นที่เดียวกัน  ความรู้ความสามารถ  เทคนิค เงินทุน ฝีไม้ลายมือ ก็พอๆกัน  การแข่งขันจึงไม่ถึงกับเอาเป็นเอาตายกันไปข้างหนึ่ง   ตรงกันข้ามกับปัจจุบันที่คู่แข่งยังมีความสามารถต่างชั้นกันมากในหลายๆด้าน             มองคู่แข่งอ่อนแอกว่า  เพราะมีทรัพยากรมากกว่าทั้งด้านเงินทุน  ความรู้ความสามารถ  เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและทันสมัย  ทำให้มีความเสี่ยงน้อย  มีกำไรมาก  ที่สำคัญคือ ไม่สนใจคู่แข่งว่าจะเสียหาย  จะตาย  หรือตกอยู่ในสภาพเช่นไร              เมื่อเป็นเช่นนี้   จึงต้องมาพิจารณาว่าเราจะบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่เรามีอยู่อย่างไรให้สอดคล้องและทันกับสภาวการณ์ดังกล่าว  เพราะสิ่งต่างๆเหล่านี้ย่อมมีผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมกับโครงสร้างงาน  กระบวนการผลิต  แรงงานในระดับต่างๆ  วัฒนธรรม  และกฎหมายที่จะต้องนำมาบังคับใช้เป็นต้น 

รัฐจึงมีความจำเป็นต้องมีการพิจารณาสนับสนุนในด้านต่างๆดังนี้

Supply Side            ประชากร ( Population )            รัฐต้องเพิ่มโอกาสในการศึกษาเรียนรู้ให้กับประชากร   โดยเฉพาะการทำให้ประชากรมีความรู้พื้นฐานให้สูงขึ้น  และต้องสนับสนุนให้คนของเราได้รู้ลึก  รู้จริงในสิ่งที่ทำ  ที่สำคัญต้องสนับสนุนให้ สามารถปรับปรุงพัฒนาสิ่งที่รู้ให้ทันกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  เพื่อให้คนของเรารอบรู้อย่างเฉลียวฉลาดทันกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน   ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  โดยเฉพาะการเพิ่มช่องทางการเรียนรู้และการสนับสนุน  ส่งเสริมให้ได้เรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ  เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง  และเรียนรู้ตลอดชีวิต  อย่าให้ช่องทางการเรียนรู้ถูกปิดกั้นด้วยความยากจน  ทั้งความรู้นอกห้องเรียน  และความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น  อันมีคุณค่าที่เราสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ   ซึ่งนับว่าเป็นความได้เปรียบของเรา  ต้องรู้จักนำมาส่งเสริม พัฒนาให้คนของเราได้สืบทอด   และพัฒนาไปสู่จุดแข็งในการแข่งขัน          นอกจากนั้นรัฐต้องดูแลในด้านสวัสดิการ  และสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชากร  เพื่อเพิ่มความพร้อมให้กับประชาชน  โดยเฉพาะความต้องการด้านปัจจัยสี่   ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐาน คือ  มีที่พักอาศัยในระดับที่เหมาะสม  มีโรงพยาบาลหรือสาธารณสุขที่พอเหมาะกับชุมชนหรือท้องถิ่นนั้นๆ   มีสิ่งแวดล้อมที่ดีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงาน  และการดำรงชีวิตอยู่ของประชากร          สาธารณูปโภคต่างๆ   เช่น  ถนน ไฟฟ้า  น้ำประปา  โทรศัพท์  และสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่เหมาะสมโดยเฉพาะความเขียวขจีของต้นไม้  อันจะนำมาซึ่งความพร้อมในคุณภาพและประสิทธิภาพของคนที่มีสิ่งแวดล้อมดี  จากสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน  ซึ่งก็หมายรวมถึงมลภาวะต่างๆที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆว่าต้องมีสภาพที่เหมาะสมจากการจัดการที่ดีของรัฐด้วย          อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นปัญหามายาวนาน  และมีผลต่อคุณภาพของคนคือ          ด้าน   Nutrition    รัฐต้องให้ความรู้ด้านโภชนาการ ที่ถูกต้องกับประชากรชนิด   เข้าใจ  เข้าถึง ประชากรทุกระดับ  เพื่อให้เรามีทรัพยากรมนุษย์ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์   เพราะวัฒนธรรมการกินที่ผิดๆจากความเชื่อของคนในท้องถิ่น  นำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บหรือการได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน  ทำให้ต้องเสียโอกาสต่างๆหลายอย่างอันเนื่องมาจากคุณภาพคนของเราต่ำกว่ามาตรฐาน    เพราะขาดความรู้ทางด้านโภชนาการที่ดี               ด้านครอบครัว และสังคมข้อมูลข่าวสาร   ลักษณะครอบครัวในอดีตของเราไม่ค่อยได้มีการพูดคุยกัน  วัฒนธรรมภายในครอบครัวไม่ค่อยมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน   โดยเฉพาะสังคม

บ้านเมืองเราเป็นสังคมอาวุโส  คือ  ผู้น้อยต้องฟังและทำตามผู้ใหญ่   จึงเป็นลักษณะการสื่อสารทางเดียวมากกว่าสองทาง   เมื่อมาถึงปัจจุบันสังคมมีการแข่งขันที่เข้มข้น  เศรษฐกิจรัดตัวมากยิ่งขึ้น  เป็นสังคมปากกัดตีนถีบ  หัวยัน  แขนดึง  หลังพิงฝา..  เวลา  ที่คนในครอบครัวจะมีให้กันก็น้อยลง  ทำให้สังคมภายในครอบครัวยิ่งขาดความอบอุ่นและการหล่อหลอมที่มีคุณภาพ

          ในด้านสังคมข้อมูลข่าวสาร  มีทั้งในส่วนที่เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร   และการไม่พยายามที่จะเข้าให้ถึงแม้ว่าจะเป็นข้อมูลที่ดีและมีประโยชน์  ปล่อยสิ่งที่ดีๆเหล่านั้นให้ตายไปกับคนคนนั้นไปเสีย   เพราะธรรมชาติสังคมบ้านเราจะยอมเปิดรับรู้เฉพาะข้อมูลที่ตัวเองชอบ  และสนใจเท่านั้น    เคล็ดลับข้อมูลต่างๆที่ดีมีคุณค่า  จึงไม่ได้เอามาต่อยอดและในที่สุดก็สูญหายไปอย่างน่าเสียดาย                         ปัญหาด้านแรงงาน  ในด้านแรงงานคุณภาพ   เพราะบางคนเรียนไปทำงานไป   ทำให้เรียนก็เรียนได้ไม่ค่อยดีทำงานก็ทำงานไม่ค่อยเต็มที่เต็มความสามารถ   หรือบางคนก็มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ไม่ดีพอ   เนื่องมาจากการเปลี่ยนงานบ่อย   เรียนรู้งานยังไม่ลึกซึ้งแน่ชัดก็เปลี่ยนงานใหม่เสียอีกแล้ว   เลยทำให้ไม่รู้อะไรจริงจังสักเรื่อง    บางคนก็มีประสบการณ์น้อยเกินไป  เป็นแรงงานที่สดจริงๆ  คือเรียนมาตลอดชีวิตจบแล้วก็ทำงานเลย   จึงไม่มีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับผู้อื่น  ไม่มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาจริงๆ ที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน   อีกทั้งไม่รู้วิธีเผชิญและรับมือกับปัญหาและสภาวะแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นรอบด้าน   จึงขาดความพร้อมเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำ  ในการต่อสู้เชิงกลยุทธ์และความได้เปรียบในการแข่งขันDemand Side       ภาคการผลิต  ( Product Sectors )          แรงงาน (Labor) นับว่า เป็นหัวใจในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ  เพราะต้องใช้แรงงานคุณภาพเช่นเดียวกัน   เราจึงต้องพยายามสร้างคนให้มี Competency สูงด้วยการ Training และ Education  ซึ่งผลพวงจากการทำเช่นนี้จะทำให้ทรัพยากรบุคคลของเรามีคุณลักษณะ   ที่เป็น  Unique Asset  ทำให้เกิดความเชื่อร่วมกัน  ที่เรียกว่าวัฒนธรรมองค์กรซึ่งเป็นสิ่งที่ลอกเลียนได้ยาก   ซึ่งแตกต่างจากสินทรัพย์ประเภทสินค้าทั่วไป ( Generic Asset )  ที่สามารถใช้เทคโนโลยีทันสมัยลอกเลียนแบบได้ไม่ยาก    ซึ่ง Individual Competency นี้ เมื่อผนวกกับ Core Competency, Managerial Competency และ Functional Competency แล้ว   ก็จะทำให้เกิดเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง (Height Performance Organization)  อันเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้องค์กรมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ( Competitive Advantage)             และเพื่อให้เขาทำงานได้อย่างมีความมั่นใจ  ในการที่จะทุ่มเทอย่างเต็มที่  ต้องให้เขาทำงานด้วยความไม่รู้สึกโดดเดี่ยว  สิ้นหวัง และไร้อนาคต  สิ่งใดที่จะช่วยสร้างแรงจูงใจได้ต้องพึงกระทำ  ทั้งในส่วนของ  การทำประกันชีวิต  และอุบัติเหตุทุพพลภาพ   การสร้างวัฒนธรรมการออมทรัพย์ที่มีองค์กรเป็นแกนหลัก  การสร้างแรงจูงใจและล่อใจด้วยผลประโยชน์ตอบแทนที่น่าสนใจทั้งในส่วนโบนัส , การให้เป็นผู้ถือหุ้น , ผลตอบแทนในรูปแบบต่างๆ  ตลอดจนการประเมินผลอย่างเป็นธรรม  เพื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้น       สิ่งแวดล้อมและบรรยากาศที่ดีในการทำงาน   โดยเฉพาะสถานที่ทำงานต้องเอื้อต่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องแสงสว่างเหมาะสม  อากาศถ่ายเทดี  มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย  สะอาดถูกสุขลักษณะ  ร่มรื่น  และมีความปลอดภัยในการทำงาน   และเมื่อเกิดภัยจากการทำงาน  จนทำให้ถึงขั้นทุพลภาพ  เขาเหล่านั้นก็ต้องมั่นใจได้ว่าจะได้รับการปกป้องดูแลจากองค์กรของรัฐอย่างเอาใจใส่อย่างแท้จริง

          และด้วยสังคมของเราเป็นสังคมแบบครอบครัวที่มีความผูกพันกันมายาวนานแต่บรรพบุรุษ  ทำให้มีวัฒนธรรม  ประเพณีที่เกื้อหนุนให้สังคมแบบครอบครัวของเราได้มี   โอกาสปฏิสัมพันธ์กันในรูปแบบของวัฒนธรรมประเพณีต่างๆมายาวนาน  อาทิ   ประเพณีสงกรานต์  ลอยกระทง ปีใหม่ ฯลฯ  เขาเหล่านั้นจึงต้องการวันหยุดในเทศกาลดังกล่าวเพื่อรักษาขนบธรรมเนียมนี้ไว้ตลอกไป

ความสามารถในการแข่งขัน ( Competitiveness )          -  ต้องพิจารณาจากสภาพธุรกิจของตนเองว่ามีความสามารถ  และมีความพร้อมมากน้อยเพียงใดในการแข่งขัน  รวมทั้งต้องพิจารณาคู่แข่งขันด้วยว่า  มีความต่างชั้นกันมากหรือน้อยเท่าไร  ทั้งในด้านเทคโนโลยี  ความรู้ความสามารถ  การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร  เงินทุน  ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งอำนาจทางการเมืองที่จะทำให้มีความได้เปรียบในการแข่งขัน            เมื่อพิจารณาจนรู้แน่ชัดแล้ว  ว่าธุรกิจของเราอ่อนด้อยในเรื่องใด  ต้องเร่งรีบจัดการพัฒนาให้มีความพร้อมเสียก่อน  ก่อนที่จะไปแข่งขันกับคนอื่น  เรียกว่าต้องรู้เราให้แน่ชัด  และรู้เขาให้แน่ใจ จะได้ไม่เพลี่ยงพล้ำในการแข่งขัน            -  การเตรียมความพร้อมเรื่องทรัพยากรบุคคล  จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำก่อนสิ่งอื่นใด  เราต้องมีมีคนซึ่งมีความพร้อมทั้งในด้าน                        >  ความรู้ความสามารถ                        >  สุขภาพแข็งแรง                        >  มีคุณลักษณะเหมาะกับงาน                        >  มีภูมิต้านทานแรงเสียดทานได้ดี

                        >  ต้องการมีส่วนร่วมในการแข่งขัน และชัย ชนะ เป็นต้น

              -  เราจึงต้องมีคนที่มีคุณภาพมาให้คัดเลือกอย่างพอเพียง ( Labor Supply)

            -  ภาครัฐเองก็ต้องมีนโยบาย  และทิศทางที่ชัดเจน  เพื่อจะช่วยเหลือเป็นเข็มทิศให้กับภาคเอกชน  ว่าควรจะลงทุนในด้านใด  เพื่อให้สอดคล้องกับการสนับสนุนของภาครัฐ

ความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน ( Sustainability )            -  ด้วยมนุษย์เป็นสัตว์สังคม  ต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน  เราต้องทำให้สังคมของเราเป็นสังคมที่ยั่งยืน  ด้วยการสร้างสังคมระบบตัวแทน   ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข   ตัวแทนที่เราคัดเลือกมาจึงต้องผ่านกระบวนการเลือกตั้งอย่างโปร่งใส  ตรวจสอบได้  และเป็นตัวแทนที่มีความรู้ความสามารถ  มีคุณธรรม  จริยธรรม   ซึ่งจะส่งผลทำให้มีภาคการเมืองที่ยั่งยืน ( Political Sustainability)            -  มีสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน  ( Environmental Sustainability) เพื่อจะทำให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ด้วยการพึ่งพาอาศัยสิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพ ทั้งป่าไม้ แหล่งน้ำ สภาพภูมิอากาศ ตลอดจนวัฒนธรรมท้องถิ่นอันมีค่าที่เป็นมรดกตกทอดมาแต่ดั้งเดิม            -  มีเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ( Economic Sustainability) โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ                        >  การรู้จักประมาณตน                        >  ความมีเหตุผล                        >  การสร้างภูมิคุ้มกัน            -  มีสังคมที่ยั่งยืน มั่นคง  ( Social Sustainability) เป็นสังคมที่เราต้องการคือ                        >  สังคมคุณภาพ คนมีงานทำ ประชากรมีรายได้ มีความเป็นอยู่ดี                        >  สังคมความรู้และภูมิปัญญา                        >  สังคมสมานฉันท์ และเอื้ออาทรต่อกันซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ดีของสังคมไทย เรามายาวนานกล่าวคือ  เป็นสังคมที่คนหนึ่งยอมรับผิด  และอีกคนหนึ่งยอมให้    อันทำให้สังคมเราอยู่กัน อย่างร่มเย็นเป็นสุขอย่างยั่งยืนยาวนานมาจนถึงปัจจุบันชีวิตหลังเกษียณ ( Life After Retirement )เราต้องพยายามสร้างให้ผู้มีชีวิตหลังเกษียณ  เป็นชีวิตที่มีคุณค่า  เป็นประโยชน์ต่อสังคม   เฉกเช่นตำรวจระดับสัญญาบัตรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ  อาทิ                        -  มีความรู้ความสามารถในด้านการสืบสวนสอบสวน                        -  มีความรู้ความสามารถในการจู่โจมจับกุม                        -  มีความรู้ความสามารถด้านนิติวิทยาศาสตร์                        -  มีความรู้ความสามารถในด้านกฎหมาย  ฯลฯ               สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เชิญผู้มีความรู้ความสารถเหล่านี้  มาเป็นที่ปรึกษา  ให้คำแนะนำแก่ตำรวจรุ่นหลัง  หลังจากที่เขาเหล่านั้นปลดเกษียณไปแล้ว   โดยจัดที่ทำงาน  ห้องประชุม  และงบประมาณสนับสนุนไว้ให้  เพื่อไม่ให้ความรู้ความสามารถที่เป็นเลิศ  ความสามารถในด้านเทคนิคต่างๆอันล้ำค่า ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อสังคม ต้องสูญเสียไปพร้อมกับการปลดเกษียณอายุราชการของนายตำรวจเหล่านั้น   ทำให้นายตำรวจเหล่านี้รู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่าต่อสังคม   มิใช่ปัญหาของสังคมอย่างที่เคยปฏิบัติกันมาในอดีต                เพราะฉะนั้นเราต้องยกย่อง  ต่อยอด  และรักษาทรัพยากรบุคคลอันทรงคุณค่านี้ไว้  ให้เขามีชีวิตที่มีความสุข  เป็นมรดกทางความรู้  และภูมิปัญญา  มาก กว่าทิ้งไว้ให้เป็นปัญหาของสังคม                โลกาภิวัตน์มีผลต่อการพัฒนาทุนมนุษย์      เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบันมาจาก                                    >  Globalization                                    >  New Economic                                    >  Technology Revolution      ทำให้มีการแข่งขันที่สูง  เมื่อการแข่งขันสูงขึ้นก็ทำให้เกิด                                    >  More Uncertainly                                    >  More Complexity                                    >  More Competitive                                    >  More Choice                ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาทุนมนุษย์  เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง               -  ด้านโครงสร้างงาน                แต่เดิมเคยทำงานอยู่กับที่ใช้แรงงานเป็นหลัก  ปัจจุบันคนเริ่มทำงานเป็น Job มากขึ้น จึงต้องใช้ความรู้  ความสามารถและทักษะมากขึ้น               -  ด้านการผลิต               จากเดิมที่ทำการผลิตอยู่ภายในประเทศนั้นๆ   ปัจจุบันมีการขยายฐานการผลิตไปในหลายประเทศ  ในขณะเดียวกันแรงงานบางส่วนก็ทำงานเป็นลักษณะ  Work at home ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงานทั้งที่บ้านและที่ทำงาน  ดังนั้นจึงทำให้เกิดแนวคิดในการพัฒนาทุนมนุษย์ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันมากยิ่งขึ้นด้วยการ                                    >  Training                                    >  Education                                    >  Development  และเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน คือการพัฒนาไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ ( Learning Organization) เพื่อเป็นการสร้างและปลูกฝังให้คนของเรามีการเรียนรู้ตลอดเวลาและต่อเนื่อง  ซึ่งในต่างประเทศเขาให้ความสนใจในการพัฒนาส่งเสริมในเรื่องของทุนมนุษย์เป็นอย่างมาก  ด้วยการส่งคนของเขาไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆในที่ต่างๆ   นับว่าเป็นการลงทุนสร้างประชากรของเขาให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า  สอดคล้องกับภาวการณ์แข่งขัน  เป็นการปรับกลยุทธ์ตามกระแสโลกาภิวัตน์   ซึ่งยังคงมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งตลอดเวลา               อย่างไรก็ตามโลกาภิวัตน์เป็นโลกที่ช่วยเพิ่มโอกาส และความได้เปรียบให้กับคนที่มีความรู้ความสามารถ   ตลอดจนความพร้อมในทุกด้าน  ให้ได้เปรียบในการแข่งขัน  เมื่อเป็นเช่นนี้การเพิ่มศักยภาพให้กับทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  หลายองค์กรจึงมุ่งเน้นในการลงทุน  เพิ่มศักยภาพคนด้วยการให้ความรู้และทักษะ  ยิ่งมีการแข่งขันมากขึ้นเท่าไร  การติดอาวุธทางปัญญาก็ยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น                  โลกโลกาภิวัตน์จึงเป็นส่วนผลักดันอันสำคัญที่ทำให้คนแข่งขันกันในทุกวิถีทาง  เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ  จึงทำให้เกิดภาพที่ไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรมในสังคมของเราอยู่เนืองๆ  จริยธรรม คุณธรรม ความมีน้ำใจที่ดีของสังคมไทย  ที่ถูกปลูกฝังหล่อหลอมมายาวนาน  กำลังถูกทำลายลงไปทุกขณะ  สิ่งที่เราต้องหันกลับมามองก็คือ  บาดแผล รอยบอบช้ำจากการแข่งขันแบบทุนนิยมที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา  หรือการเหยียบผู้อื่นเพื่อตนจะได้ขึ้นที่สูงกว่า  การที่จะดึงเอาศีลธรรมความดีงาม  คุณธรรม จริยธรรม ให้กลับมาอยู่ในใจของคนไทยอีกครั้งหนึ่งจึงต้องทำไปพร้อมๆกับการพัฒนาคนให้ก้าวไปข้างหน้าในการแข่งขันที่เป็นธรรม  และโปร่งใส อย่างมีคุณธรรม และจริยธรรม และมีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม.นายพนม ปีย์เจริญ ( Mr. Panom Peecharoen) 
 
   
ชัยธนัตถ์กร ภวิศพิริยะกฤติ
IP: xxx.155.54.248
เขียนเมื่อ Thu Jun 21 2007 19:01:17 GMT+0700 (ICT)

            ผมขอเสนอความคิดเห็นจาก Model ของท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงศ์ลดารมภ์ ในโครงการปริญญาเอก วิชาการจัดการทุนมนุษย์ : นายชัยธนัตถ์กร    

ภวิศพิริยะกฤติ                        ถ้าผมเป็นผู้จัดการสร้างสรรค์ทรัพยากรมนุษย์ แล้วจะเห็นด้วยกับรูปแบบของอาจารย์ ยิ่งด้วยมีทั้งระบบความต้องการคนของคนในระบบโดยรวม และความต้องการคนในส่วนของการทำงานในองค์การในภาพรวมแล้วไม่ว่าเป็นความต้องการในมุมของซัพพลายไซด์ที่ต้องการคนที่มีคุณภาพ คนเก่ง คนดี ผลิตออกสู่สังคมด้วยระบบกลไกทางสังคมต่าง ๆ มากมาย ก็จะเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือสังคมที่จะคิดสร้างคนที่เข้ากับสภาพของงาน ระบบและวัฒนธรรมได้ดี จึงเป็นไปได้เสมอว่าสังคมจะผลิตคนที่มีคุณภาพที่หลากหลายเต็มไปหมด แต่ก็จะมีคนในสังคมกลุ่มหนึ่งที่จะสอดคล้องกับตลาดที่ตรงกับความต้องการ และมีหลายส่วนที่จะเป็นส่วนเกินในตลาด และเป็นคนด้อยคุณภาพที่จะบริโภคทรัพยากรของโลกโดยมีผลผลิตที่ต่ำกว่าเกณฑ์            สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้โดยภาพรวมแล้วทุกสังคมก็จะพยายามสร้างทุนมนุษย์ให้มีศักยภาพสูงสุด เพื่อจะได้เป็นทุนในสังคมให้ได้พัฒนา เติบโต ก้าวหน้า สร้างความเจริญรุ่งเรืองในสังคมนั้น ๆ ต่อไป จึงเห็นได้เสมอว่าประเทศที่เจริญ สังคมที่เจริญล้วนแล้วแต่มีทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ ชั่วโมงการทำงานต่อวันน้อยมีผลผลิตสูง มีความสุขในการดำรงชีวิตในสังคม และคิดสร้างสรรค์ คนจะฉลาด ดูดี มีความสุข ซึ่งก็เป็นที่คาดหวังของวิศวกรทางสังคมที่จะไปให้ถึงจุดนี้ให้ได้            แต่ด้วยระบบของแต่ละสังคมมีความแตกต่างทั้งชาติพันธุ์ ระบบการศึกษา วัฒนธรรม ประเพณี เทคโนโลยี ความมั่งคั่งในทรัพยากร ฯลฯ ทำให้วิศวกรเหล่านี้ไม่อาจผลิตทุนมนุษย์ที่มีคุณค่าได้ตามต้องการ ซึ่งทำให้มีการเคลื่อนย้ายของโลกาภิวัตน์เกิดขึ้น ที่ใดเจริญ ที่ใดมีระบบ ที่ใดมีคุณภาพ ที่ใดเศรษฐกิจดี องค์ประกอบเหล่านี้ก็จะเคลื่อนย้ายคนไปเพื่อแสวงหาโอกาสและสิ่งที่ดีในที่ต่าง ๆ ทั้งโลก ทุนมนุษย์ซึ่งมีความสำคัญ ประเทศใด ภูมิภาคได้มีทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพก็จะมีโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งได้อย่างแน่นอน  เพราะทุนมนุษย์มีคุณภาพจะส่งผลถึงประชากรในแต่ละทุกระดับอายุ มีการศึกษาดี เมื่อเข้าสู่ระบบการทำงานก็จะเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ สร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ ต้นทุนต่ำ ทำให้สามารถแข่งขันได้และพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องยั่งยืนมีความสุข เมื่อต้องออกจากวงจรของแรงงานก็จะมีการสะสมทุนระหว่างงานไว้เลี้ยงชีพในปั้นปลาย ทำให้แรงงานคุณภาพเหล่านี้สามารถจะวางแผนอาชีพ หน้าที่การงาน และอนาคตได้อย่างเหมาะสม            เมื่อเป็นวิศวกรสร้างทุนมนุษย์ผมเห็นว่าพื้นฐานที่สำคัญที่สุดก็ได้แก่ระบบการศึกษา ตราบได้ที่นโยบายของผู้มีอำนาจระบุไว้แต่ในหนังสือตอนแถลงนโยบายว่าจะเน้นทุนมนุษย์ สร้างคนที่มีคุณภาพ   คนดี คนเก่งในซัพพลายไซด์ในทางกลับกันไม่มีรูปแบบใดที่เป็นรูปธรรมในการสร้างทุนมนุษย์ให้สอดคล้องได้ตั้งแต่ครูผู้สอนก็มีความรู้ที่ล้าหลัง มีทัศนคติแบบเดิม มีวิถีปฏิบัติแบบป้อนอาหารเด็กอ่อน มีหลักสูตรที่ไม่ทันสมัยและสอดคล้องกับโลกที่เป็นจริง แหล่งภูมิปัญญา ห้องสมุด สื่อการสอน ฐานข้อมูลก็เก่าล้าสมัย รวมถึงการบริหารจัดการสถานศึกษาเสมือนทำธุรกิจที่ลงทุนน้อยแต่เน้นกำไรมาก นอกเหนือจากนี้ยังมีกระบวนการผลิตทุนมนุษย์ที่คิด ตัดสินใจไม่เป็น ได้แต่เพียงท่องจำ เลียนแบบไปเรื่อย ๆ จึงส่งผลให้ทุนมนุษย์ที่ผลิตขึ้นมาในระบบนี้ขาดคุณภาพแต่มากด้วยปริมาณ จึงพบเห็นได้เสมอในดีมานไซด์จะขาดแคลนเสมอ ต้องสั่งเข้าผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ จากต่างประเทศมาใช้งานเพื่อสนองตอบดีมานไซด์ที่ขาดแคลน            ทุนมนุษย์ที่ผลิตได้ในระบบนี้จึงเป็นทุนมนุษย์ที่มีความเก่งต่ำกว่าเกณฑ์ ความกล้าคิด กล้าทำน้อย คิดสร้างสรรค์ไม่ค่อยเป็น ซึ่งเห็นได้ในสังคมเต็มไปหมดโดยเฉพาะประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนา ซึ่งสมควรต้องมาคิดระบบการผลิตทุนมนุษย์กันใหม่ทั้งระบบเสียทีจะได้ทุนมนุษย์ที่เป็นคนเก่ง คนดี คนมีคุณภาพ
ศุภรา เจริญภูมิ
IP: xxx.24.10.108
เขียนเมื่อ Thu Jun 21 2007 19:04:44 GMT+0700 (ICT)
วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาวิชา การจัดการทุนมนุษย์ ( Human Capital Management )เสนอ :  ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ข้อ1  จุดอ่อนที่ต้องการเพิ่มเติมใน HR Achitecture                    จากโครงสร้างทุนมนุษย์เดิม มีประเด็นของหัวข้อที่ต้องการเพิ่มเติม  ดังนี้Supply  Side                      ด้านประชากร            (Population)  นอกเหนือจากการให้การศึกษา(Education)  แก่ประชากรแล้ว                          ควรเพิ่มเติมในเรื่องของการให้ความรอบรู้  ความเฉลียวฉลาด(Awareness)แก่ประชากรซึ่งความรอบรู้นี้ คือทรัพย์สินทางปัญญา ที่เป็นทุนมนุษย์ในการบริหารจัดการองค์กรสมัยใหม่ที่ต้องวางรากฐานในการส่งเสริมนอกเหนือจากการให้การศึกษา(Education)-  สุขภาพ (Health)  นอกจากการให้บริการด้านสุขภาพ  ควรเพิ่มเติมในเรื่องของความปลอดภัยและความผาสุก (Safty& Welfare) ประชากรควรได้รับความปลอดภัยและความผาสุก จากรัฐสวัสดิการ (Welfare State)  ตัวอย่างเช่นในกรณีที่เกิดโรคระบาดไข้หวัดนกและมีนกบินมาตายในบ้านทำให้คนในบ้านติดโรคไข้หวัดนก  ประชากรควรได้รับสวัสดิการการรักษาพยาบาลฟรี รวมถึงการได้รับเงินชดเชยค่าเสียหายและค่าตอบแทนต่างๆ  หรือในกรณีที่รัฐจ่ายค่าชดเชยค่าเสียหายในเรื่องของเวลา ที่รถไฟไม่สามารถให้บริการประชาชนที่จะเดินทางไปยังภาคใต้ได้เนื่องจากมีขบวนรถไฟตกรางหรือเกิดอุบัติเหตุ   สาธารณูปโภคของชุมชน (Infrastructure in communities)  รัฐควรมีหน้าที่จัดสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้แก่ชุมชนทุกชุมชน โดยไม่ต้องให้ประชาชนเป็นฝ่ายเรียกร้องหรือร้องขอ-  โภชนาการ (Nutrition)  ประชากรทั่วประเทศต้องได้รับความรู้และบริการด้านโภชนาการที่ถูกสุขลักษณะอนามัยตามหลักโภชนาการโดยเสมอภาคกัน-  สื่อ (Media)  นอกจากการให้บริการด้านสื่อแล้ว จะต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม (Social) ด้วยด้านแรงงาน ( Labor Force) อายุ (Age) เพศ (Sex) เชื้อชาติ (Race) คนต่างด้าว (Hispanic Origin) มีผลกระทบต่อแรงงานทั้งสิ้น  เช่นชาวพม่า ที่เข้ามาขายแรงงานใน

ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้มีผลกระทบต่ออาชีพและแรงงานของคนไทย

สถานภาพการสมรส (Marital  Status) เช่นหญิงมีครรภ์ ซึ่งไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ความสัมพันธ์และการให้ความสำคัญของคนในครอบครัว(Family Relationship) บางครอบครัวต้องการให้ผู้หญิงอยู่บ้านมากกว่าที่จะออกไปทำงาน  การเกณฑ์ทหาร (Veteran Status) นับว่ามีผลกระทบต่อแรงงานที่ลดลง ระดับของแรงงาน (Class of worker) เช่นคนมีความรู้ความสามารถแต่อาจไม่มีโอกาสได้งานที่ดีหรือการได้รับค่าตอบแทนที่แตกต่างจากความสามารถ การทำงานเป็นกะ (Full orpart-time status) แรงงานไม่สามารถถูกนำมาใช้ได้เต็มที่ หรืออาจทำให้ความสามารถในการนำแรงงานมาใช้น้อยลงส่งผลกระทบต่อทุนมนุษย์  การเปลี่ยนงานบ่อย(Occupational Mobility) รวมถึงการขาดความมั่นคงของงาน (Job security) เช่นการขาดแรงจูงใจในเรื่องสวัสดิการ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อแรงงานซึ่งรัฐควรเอาใจใส่และนำมาวางแผนกลยุทธ์ต่อไปDemand Side                       ด้านผลผลิต (Productive Sectors)   ปัจจุบัน ประชาชนคาดหวังในเรื่องของแรงงาน (Labor) และประสิทธิภาพ(Competencies) จากรัฐ  สังคมทุกวันนี้ต้องเป็นสังคมของการเรียนรู้แสวงหาความรู้(Knowledge) มีภาวะผู้นำ (Leadership)  มีโลกทัศน์และความคิดเชิงนวัตกรรม (Positive Thinking) มีการให้ความรู้และฝึกอบรม (Training) มีงานรองรับ(Trends in the nature of work)  มีการประกันสุขภาพ(Insurance Benefits) มีสิ่งแวดล้อมที่ดีในการทำงาน (Environmental Factors) และมีทรัพยากรรองรับ(Natural Resources) เช่นการรื้อแฟลตดินแดง ควรมีนโยบายและแผนรองรับที่ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนไม่ได้รับความเดือดร้อน                        ด้านการแข่งขัน (Competitiveness)  ต้องการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ทันโลก(Business Environment)ต้องการมีสภาพสังคม และสถานภาพทางการเมือง (Social&Political situation) ที่มั่นคง เช่นมีนโยบายที่ชัดเจนและต้องการให้มีการจัดการด้านธุรกิจที่ดี (BusinessPerformance) เช่นต้องการทราบสถานภาพขององค์กรว่าอยู่ในลำดับใด                        ด้านความยั่งยืน (Sustainability) ต้องการความมั่นคงยั่งยืนในด้านเศรษฐกิจ (EconomicSustainability) เช่น สภาวะของการปรับอัตราค่าเงินสกุลต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท  ต้องการความมั่นคงยั่งยืนในด้านสังคม ศาสนาและวัฒนธรรม (Social Religion & Culture Sustainability) สังคมและวัฒนธรรมในปัจจุบันมุ่งสู่สังคมและวัฒนธรรมในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น (Industrial Culture) การสืบทอดวัฒนธรรมและทรัพย์สินทางปัญญาที่เอื้อต่อวัฒนธรรมที่มั่นคงยั่งยืนจึงเป็นสิ่งคาดหวังของประชาชนที่พึงมีต่อรัฐ   และต้องการความมั่นคงยั่งยืนในด้านการเมือง (Political Sustainability)                         ชีวิตหลังเกษียณ (Life After Retirement) ต้องการสุขภาพที่ดี (Healthy) มีเวลาว่างสบายๆ (Leisure) และคืนกำไรให้กับสังคมบ้างตามวัยและกำลังที่สามารถทำได้ด้วยความสุขและความเพลิดเพลินข้อ2   ผลกระทบของโลกาภิวัตน์ (Globalization)ที่มีต่อ HR Architecture Supply Side            ประชากร (Population)                             -   ขาดความฉลาดเฉลียว (Awareness)เนื่องจากโลกาภิวัตน์เป็นโลกของการสื่อสารที่ไร้พรมแดน ทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารความรู้ได้รวดเร็วและและกว้างขวาง แต่ขาดการนำมาวิเคราะห์กลั่นกรองและเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของตนเอง  จึงทำให้คนขาดความฉลาดเฉลียว (Awareness) เช่นคน(มนุษย์เงินเดือน) จำนวนมากลาออกจากงาน เพื่อต้องการทำธุรกิจของตนเองโดยมิได้ตระหนักถึงภูมิปัญญา สภาพคล่องทางการเงินและประสบการณ์ที่ยังมีไม่เพียงพอ จึงทำให้ไม่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตหน้าที่การงานและส่งผลกระทบถึงครอบครัว-  ขาดโภชนาการ (Nutrition) ที่ดีด้วยชีวิตประจำวัน เป็นชีวิตที่ต้องเร่งรีบและมีการแข่งขันสูง จึงทำให้การบริโภคอาหารต้องปรับ

เปลี่ยนรูปแบบของการประหยัดเวลา หรืออาหารบางประเภทรับประทานตามกระแสนิยม จึงทำให้

ขาดหลักโภชนาการ อันส่งผลเสียต่อสุขภาพ (Health)

-  สื่อ (Media) และสังคม (Social)จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้คนสามารถรับข้อมูลสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว จึงขาดการพิจารณากลั่นกรองในการรับ-ส่งข้อมูล และสื่อยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายเพื่อนมนุษย์และคุกคามสิทธิส่วนบุคคล เช่น การถ่ายคลิปวีดีโอและนำออกเผยแพร่โดยไม่ได้มีการขออนุญาตจากเจ้าของภาพ หรือต้องการสร้างความเสื่อมเสียให้แก่บุคคลและสังคม  เป็นต้นด้านแรงงาน  (Labor Force)  โลกาภิวัตน์ส่งผลกระทบต่ออัตราการว่างงาน ในขณะที่คนก็เลือกงานมากขึ้น เนื่องจากขาดความฉลาดเฉลียว (Awareness) จึงทำให้มีการเปลี่ยนงานบ่อย(Occupational Mobility) Demand Side   ด้านผลผลิต (Productive Sectors)                             เศรษฐกิจสังคมและการเมืองในยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอันเนื่องมาจากอิทธิพลความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้คนไทยให้ความสนใจต่ออาชีพเกษตรกรน้อยลง (จากข้อมูล GDP. ของประเทศไทยมีมูลค่า 6 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นต้นทุนของภาคเกษตรประมาณร้อยละ 10 ของGDP.) และมุ่งสู่อาชีพอุตสาหกรรมมากขึ้น  จนกลายเป็นเหตุผลและความจำเป็นที่องค์กรต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนต้องมีการปรับโครงสร้าง ทิศทางการดำเนินงานเพื่อความอยู่รอดโดยไม่ค่อยคำนึงถึงความรับผิดชอบที่ควรมีต่อสังคม (Social)  โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้แทนคน   ทั้งนี้เพื่อลดต้นทุนและปัญหาในเรื่องของกฎหมายแรงงาน อันส่งผลกระทบให้เกิดอัตราการว่างงานมากขึ้น  จากการประมาณการตัวเลขต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมโดยธนาคารโลกสรุปรวมไว้ว่า   หากบริษัทสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ร้อยละ1 จะสามารถทำให้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 และหากประเทศใดสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ถึงร้อยละ 10 จะสามารถเพิ่มการค้ารวมได้ถึงร้อยละ 20 จึงเป็นเหตุผลของการสนับสนุนให้มีการลดต้นทุนโดยการนำเทคโนโลยีมาใช้แทนคนมากขึ้นด้านความยั่งยืน  (Sustainability) คนในยุคโลกาภิวัตน์ได้รับผลกระทบทำให้ขาดความมั่นคงยั่งยืนในด้านต่างๆ ดังนี้ 1.   ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment Sustainability) เช่น คนต่างจังหวัดพากันอพยพเข้ากรุงเทพฯเพื่อมาทำงานในโรงงาน ทำให้ผู้คนต้องมาแออัดกันในกรุงเทพฯ ส่งผลกระทบถึงการจราจรที่ติดขัด สร้างมลพิษ  ในขณะที่บางคนขายที่ทำสวน ทำไร่เพื่อเปลี่ยนเป็นบ้านจัดสรรพร้อมอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ  เช่นจังหวัดนนทบุรีเดิมเคยเป็นสวนทุเรียน แต่ปัจจุบันกลายเป็นบ้านจัดสรรไปเกือบหมดแล้ว2. ด้านเศรษฐกิจ (Economic Sustainability) ทุกประเทศต้องปรับกลยุทธ์เพื่อให้เป็นไปตามกระแสของเศรษฐกิจยุคโลกาภิวัตน์ เนื่องจากแนวโน้มการบริโภคของประชากรมีการเปลี่ยนแปลงตามค่านิยมในยุคโลกาภิวัตน์สูงขึ้นเรื่อยๆ เช่น ค่านิยมของคนที่ชอบเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ ตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า 3.  ด้านสังคม (Social Sustainability)  เริ่มเป็นสังคมที่อ่อนแอ ขาดความมั่นคงยั่งยืน  คนสามารถฆ่าผู้อื่นตายได้เพียงเพื่อต้องการโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียว  สมาชิกในครอบครัวมีเวลาให้กันน้อยลงเนื่องจากต้องแบ่งเวลาไปกับการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์  คุยกันผ่านอินเตอร์เน็ต ฯลฯ                                             4. ด้านการเมือง (Political Sustainability) จากสังคมที่อ่อนแอ ส่งผลกระทบถึงสถานภาพ

                                    ทางการเมืองในยุคโลกาภิวัตน์ที่ขาดความมั่นคง ผู้นำคำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนเป็นหลักมากกว่า

                                    คำนึงถึงประเทศชาติ เนื่องจากคนเน้นวัตถุนิยมมากกว่าจิตใจ ทำให้ขาดคุณธรรม จริยธรรม(Ethics)                                           ชีวิตหลังเกษียณ  (Life After Retirement)                               ผลกระทบของโลกาภิวัตน์มีผลต่อแนวคิดที่ว่าชีวิตหลังเกษียณคือมรดกสังคมไม่ใช่ปัญหาของสังคม                   ศุภรา   เจริญภูมิ     21  มิ.ย. 50
นางเครือวัลย์ สมณะ
IP: xxx.8.170.112
เขียนเมื่อ Thu Jun 21 2007 20:35:24 GMT+0700 (ICT)
Human Capital Architecture ( Demand – Supply) การจัดการทุนมนุษย์ (Human Capital) ยุคโลกาภิวัฒน์ (Globalization) คือ ยุคที่โลกไร้พรมแดน เป็นความสามารถของมันสมองมนุษย์ที่ได้พัฒนาระบบสื่อสารที่ให้มวลมนุษยชาติสามารถทราบข้อมูลข่าวสารทั่วทุกมุมโลกได้เพียงไม่กี่วินาที  ด้วยระบบสารสนเทศ (Information Communication and Technology : ICT) ซึ่งให้คุณอนันต์ หากนำมาใช้ถูกต้องจะเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างมหาศาล  หากคนในสังคมใดไม่มีความพร้อมที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็วได้นั้น จะเป็นผู้เสียเปรียบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ  ความรอบรู้ของเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมต่างๆ เรื่องสังคม  การศึกษา  และคุณภาพชีวิตก็จะด้อยกว่าสังคมที่มีการตื่นตัว และมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต   การจัดการทุนมนุษย์ (Human Capital)  จึงมีบทบาทอันสำคัญยิ่งในการพัฒนาสังคม หรือพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน  การลงทุนมหภาค (Macro) จึงควรเป็นความรับผิดชอบของผู้บริหารประเทศและองค์กรใหญ่ๆ ส่วนระดับจุลภาค (Micro) เป็นการลงทุนของผู้นำหน่วยงานนั้นๆ  ซึ่งการจะพัฒนาทุนมนุษย์ต้องให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมได้นั้น  ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรของประเทศ Population  ปัจจัยที่จะให้ได้ทุนมนุษย์ที่ดีมีคุณภาพนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม เช่น-          การศึกษา  เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งทางรัฐได้จัดให้เด็กไทยทุกคนเรียนฟรี 12 ปี สำหรับขั้นพื้นฐาน แต่ยังไม่เพียงพอที่จะผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพ มีความสามารถทำงานได้อย่างมืออาชีพ  จึงจำเป็นต้องสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต  อีกทางเลือกหนึ่งคือ การใช้ระบบ ICT คนไทยทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นสาธารณะได้เท่าเทียมกัน  รัฐจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่เป็นศูนย์กลางรวบรวมบูรณาการข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม  ซึ่งเกี่ยวกับชีวิตประจำวันและสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ คือ            e-Education, e-Commerce, e-Government, e-Industry และ e-Society และอื่นๆ อีกมากไว้บริการประชาชน  สร้างให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (Knowledge Base Society) เพื่อจะได้มีโอกาสศึกษาพัฒนาตนเอง ศาสนาพุทธถือว่าเมื่อใดคนมีความต้องการที่เรียกว่า  ฉันทะ  สังคมนั้นย่อมรุ่งเรืองมีอารยธรรม (Civilization) เพราะคนในสังคมจะมี วิริยะ คือความเพียร  ตามด้วย  จิตตะ  คือ พยายามขวนขวายใฝ่รู้ ใฝ่เรียน ใฝ่สร้างสรรค์ เพื่อให้เกิด  วิมังสา คือ การสร้างงานที่จะเกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ-          Health ทรัพยากรมนุษย์จะมีประสิทธิภาพเมื่อปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ  มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ทั้งมีสุขภาพจิตดี จะสามารถนำองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่มีอยู่ไปสร้างผลผลิตอันจะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม-          Nutrition  เรื่องอาหารเป็นปัจจัยหลักสำคัญยิ่ง  มนุษย์จะมีชีวิตอยู่รอดและสุขภาพดี ต้องรับประทานอาหารครบหมวดหมู่ ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ปัจจุบันคนในสังคมส่วนใหญ่ต้องการใช้ชีวิตคืนสู่ธรรมชาติ  โดยเฉพาะอาหารไทยมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายเพราะใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ พืช ผัก ผลไม้สด บวกกับศิลปะของคนไทยสามารถปรุงแต่งอาหารได้อร่อยหลากหลายรสชาติ ครบถ้วนทางโภชนาการจนเป็นที่ยอมรับ  ถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้นๆ ของสากล  ประเทศไทยจึงนับว่าเป็นแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงชาวโลก หรือ เป็น ครัวของโลก ซึ่งกำลังจะถูกต่างชาติทำลายภาพพจน์ด้วยการอ้างชื่อเป็นร้านอาหารไทย แต่วัตถุดิบและรสชาติของอาหารไม่ใช่เป็นอาหารไทย คนปรุงอาหารไทยขาดความรู้  หน่วยงานที่รับผิดชอบควรเร่งแก้ไข หรือมีมาตรการป้องกัน-          Labor Forceข้อมูลจากสำนักสถิติพยากรณ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ1.  กำลังแรงงานปัจจุบัน                                 36,741,600  คน     1.1  ผู้มีงานทำ                                            36,267,300  คน            ทำงาน                                                 35,723,000  คน            ไม่ทำงานแต่มีงานประจำ                         634,300  คน     1.2  ผู้ว่างงาน                                                  484,300  คน            หางานทำ                                                    83,100  คน            ไม่หางานทำ / พร้อมที่จะทำงาน              401,000  คน           แรงงานไทย 36 ล้านคน  ยังไม่สามารถสร้างอุตสาหกรรมที่มีนวัตกรรม (Innovation)ใหม่ของตนเอง  หรือที่มีวิทยาการสูงและมีวิทยาการใหม่ๆ ทางด้านเทคโนโลยีมากเท่าที่ควร  ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้แรงงานไร้ฝีมือมากที่สุด  ซึ่งไม่สามารถสร้างผลิตผลที่มีมูลค่าเพิ่มได้  บัณฑิตจบใหม่บางสาขาไม่สามารถนำองค์ความรู้มาใช้ทำงานแบบมืออาชีพได้ครบวงจร คอยแต่จะพึ่งพาผู้อื่น ขาดการรับผิดชอบในหน้าที่ และไม่ขยันขวนขวายหาความรู้หรือพัฒนาตนเองให้เป็นแรงงานที่มีทักษะและศักยภาพ   การศึกษา  การฝึกอบรมจึงเป็นปัจจัยหลักสำคัญ  รัฐและองค์กรใหญ่จะต้องมีมาตรการส่งเสริม  เปิดโอกาสแรงงานมีสถานศึกษา ฝึกอบรมทั้งทางภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติในสายงานที่เป็นจุดแข็งของคนไทย  เช่น  อุตสาหกรรมทางด้านบริการ  การแพทย์  การเกษตร  การสร้างงานศิลปะ  อาหารสำเร็จรูป  เป็นจุดแข็งที่มีต้นทุนมนุษย์สูง สามารถเพิ่มมูลค่าได้ทันที-          Productive Sectorประเทศไทยมีต้นทุนมนุษย์ดังกล่าวข้างต้น  แต่ยังขาดการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อต่อยอดทางด้านเทคโนโลยีในการผลิตเป็นอุตสาหกรรมโดยมีต้นทุนทางวัตถุดิบภายในประเทศ เช่น บริการท่องเที่ยวมีทรัพยากรธรรมชาติสวยงามหลายแห่ง  คนไทยมีจิตใจงามและเอื้ออาทรต่อกัน  มีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนชาติอื่นมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ  ชำนาญการเฉพาะด้านในการดูแลรักษาผู้ป่วยจนเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศ และต่างประเทศ  อุตสาหกรรมสิ่งทอ  ผลิตอะไหล่รถต่างๆ และการประกอบรถยนต์  ซอฟต์แวร์สมองกลฝังใน (Embedded Software) ใช้กับอุปกรณ์เครื่องไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน  และการผลิตอาหารสำเร็จรูป  ควรลงทุนให้ทรัพยากรเหล่านี้มีสถาบันเรียนรู้ และฝึกอบรมแรงงานให้มีศักยภาพ  มีความเป็นเลิศของแต่ละอุตสาหกรรมที่กล่าวเป็นตัวอย่าง  เมื่อใดมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพ  ได้รับการถ่ายทอด Technology Tranfer พอเพียงต่ออุตสาหกรรมในสาขาเป็นเลิศ  มีประสบการณ์มีความคิดสร้างสรรค์ Creative ในนวัตกรรมใหม่ Innovation  ผู้ประกอบการจะเป็นผู้ลงทุนทั้งคนไทยและต่างชาติจะหลั่งไหลเข้ามาร่วมลงทุน Join Venture ในฐานะเท่าเทียมกัน-          Competitivenessยุคโลกาภิวัฒน์ ทำให้มนุษย์สามารถหาข้อมูลข่าวสารและการศึกษาหาความรู้ในตลาดโลกเพื่อมาวิเคราะห์เปรียบเทียบได้ง่ายกว่าในอดีตมาก โอกาสแข่งขันมากขึ้น  การแข่งขันเป็นเรื่องธรรมดาต้องมีแพ้และชนะ  แต่เป็นเวทีที่ได้แสดงความสามารถและหาประสบการณ์  เพื่อให้ทุนมนุษย์เข้มแข็งยิ่งขึ้น  ยิ่งมีความรู้ มีประสบการณ์สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ (Product Thai Brand Name) ของคนไทยเองได้ไม่ด้อยกว่าชาติอื่น  จะนำไปสู่ความสมดุลเพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืน (Sustainability) ต่อไป-          Life After Retirementคนหลังเกษียณ จะเป็นกลุ่มทุนที่มีคุณค่าสูง  มีประสบการณ์มาก  มีความซาบซึ้งถึงปัญหาต่างๆ แก้ปัญหาได้ตรงประเด็น ควรจะได้นำทรัพยากรเหล่านี้มาช่วยพัฒนาองค์กร หรือพัฒนาประเทศตามสายงานที่เชี่ยวชาญชำนาญการได้อย่างครบวงจร  ทุนไม่สูญเปล่าและยังหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้  อย่างเห็นผล เกิดผลประโยชน์ต่อส่วนรวมมหาศาล  ไม่ต้องลงทุนสร้างใหม่ ลดเวลาฝึก เพิ่มโอกาสให้อุตสาหกรรมสามารถผลิตทุนมนุษย์รุ่นใหม่ให้มีศักยภาพได้โดยเร็ว ความอยู่รอดและสามารถแข่งขันได้ในยุคโลกาภิวัฒน์ยุคโลกาภิวัฒน์  มนุษย์ในสังคมปัจจุบันคงหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธไม่ได้  โดยเฉพาะเรื่องของสารสนเทศ (ICT) เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวันของเกือบทุกครัวเรือน ประเทศไทยอยู่ในภาวะพหุวัฒนธรรม (Multicalturalism)  การศึกษาของประเทศไทยได้ปรับตัวตามไปโดยไม่ได้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรที่มีอยู่  การศึกษามิได้สนับสนุนในสิ่งที่เรามีต้นทุนพร้อมอยู่แล้วให้พัฒนาสู่ระดับเป็นเลิศในสาขาที่พร้อม  นโยบายและยุทธศาสตร์ของชาติไม่ชัดเจน สถาบันการศึกษาเป็นแหล่งบ่มเพาะ ทรัพยากรมนุษย์เน้นแต่ปริมาณ  ไม่เน้นคุณภาพ  ควรจะปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม เปิดโอกาสให้คนที่มีความสามารถศึกษาต่ออย่างเสรี  ตามสาขาที่ตนเองถนัด รัก ชอบ จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น  จึงจะสานผลประโยชน์และกระจายทรัพยากรของชาติระหว่างบุคคลและสังคมได้อย่างเป็นธรรม  การจัดการทุนมนุษย์ขั้นพื้นฐาน  จึงเป็นหน้าที่ของผู้บริหารระดับชาติที่ต้องลงทุนโดยผ่านสถาบันการศึกษา และมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีภูมิปัญญา  มีความรู้คู่คุณธรรม  มีจริยธรรม และมีจิตสำนึกที่ดีต่อสาธารณะ  มีทักษะและศักยภาพเพียงพอในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ  นำความเจริญรุ่งเรืองและความสุขมาสู่องค์กรและสังคม  เพื่อให้เป็นสังคมที่เข้มแข็ง พร้อมที่จะแข่งขันกับนานาอารยประเทศอย่างมั่นใจ และนำไปสู่ความสมดุลและความยั่งยืน ((Sustainable) และความอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรีได้ดีในยุคโลกาภิวัฒน์
นาย ปรีติ ปิติอลงกรณ์
เขียนเมื่อ Thu Jun 21 2007 20:48:07 GMT+0700 (ICT)
Human Capital Management Homework. โดยนายปรีติ ปิติอลงกรณ์ เสนอ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมย์ 1.       ใน HR Architecture มีอะไรที่ควรเพิ่มเติม (จุดอ่อน)1.1.     ในแรงผลักดันด้าน Supply Side นอกจาก Education, Health, Nutrition, Family, และ Media แล้วผมยังเห็นว่าควรมีแรงผลักดันเพิ่มเติมดังต่อไปนี้1.1.1.  วัฒนธรรม (Culture) เนื่องจากวัฒนธรรม, ความเชื่อ และวิถีชีวิต เป็นสิ่งที่หยั่งรากลึกอยู่ในการดำเนินชีวิตและเป็นตัวกำหนดกรอบความคิดของบุคคลที่อยู่ในวัฒนธรรมนั้น ๆ ในส่วนต่างๆ ของโลกมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เช่นวัฒนธรรมตะวันตก วัฒนธรรมจีน วัฒนธรรมญี่ปุ่น วัฒนธรรมฮินดู วัฒนธรรมอิสลาม วัฒนธรรมตะวันออก วัฒนธรรมคริตส์ตะวันออก วัฒนธรรมละตินอเมริกา เป็นต้นซึ่งเป็นทั้งตัวเสริมและตัวสร้างอุปสรรคในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่นในตะวันออกกลางวัฒนธรรมอิสลาม สตรีมักจะไม่ได้รับการศึกษาทำให้สตรีส่วนใหญ่ในตะวันออกกลางเป็นแรงงานไร้ฝีมือ หรือวัฒนธรรมญี่ปุ่น วิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นที่มักดูแลสุขภาพตนเอง และมีบุตรน้อยทำให้มีผู้สูงอายุจำนวนมากส่วนคนวัยทำงานน้อยลง เป็นต้น1.1.2.  สภาพทางภูมิศาสตร์ (Geography) เช่น สภาพภูมิอากาศ หรือ ภูมิประเทศ เช่นหากมีสภาพภูมิประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นในปีหนึ่งๆ ทำงานหรือทำเกษตรกรรมได้เพียงไม่กี่เดือน ทำให้ต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว รวมทั้งรู้จักการวางแผน หรือหากอยู่ในภูมิประเทศที่เหมาะแก่การเพาะปลูกสามารถทำเกษตรกรรมและปศุสัตว์ได้ ก็จะมีอาหารเก็บไว้กินตลอดไม่ต้องไปล่าสัตว์ ทำให้มีเวลาฝึกฝนตนเองคิดค้นความรู้ใหม่ และพัฒนาสิ่งประดิษฐ์เพื่อสร้างความเจริญได้ 1.2.     ในแรงผลักดันด้าน Demand Side ในส่วน Macro นอกจาก Agriculture, Industry, Service, และ Government แล้วผมยังเห็นว่าควรมีแรงผลักดันเพิ่มเติมดังต่อไปนี้1.2.1.  Technology เนื่องจากยุคนี้เป็นยุคที่ 3 คือยุคข้อมูลข่าวสาร (Information Age) ซึ่งถัดมาจากยุคเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นยุคที่มีการให้ความสำคัญกับทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตน (Intangible Asset ) แทนที่จะนับเอาแต่ทรัพย์สินที่มีตัวตนเพียงอย่างเดียว และดูเหมือนเวลาจะเดินเร็วกว่ายุคเดิม ๆ อย่างมาก ในปัจจุบันเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนและเร่งความเร็วในการทำสิ่งต่าง ๆได้อย่างมาก ดังนั้น Technology จึงเป็นแรงผลักดันที่มองข้ามไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่นประเทศที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวผลักดันการพัฒนาคน หรือพัฒนาสิ่งต่างๆ จะทิ้งห่างประเทศอื่นๆ แบบไม่เห็นฝุ่น ทำให้เกิดช่องว่างที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ เช่น คนจนจะจนลงเรื่อย ๆ ในขณะที่คนรวยยิ่งรวยขึ้น ๆ ซึ่งใน HR Architecture นี้ Technology จะทำให้เกิดช่องว่างของทุนมนุษย์ (Human Capital Gap) ขึ้นได้เช่นกัน คือ มีความแตกต่างกันในเรื่องความสามารถของคนในการทำสิ่งที่ซับซ้อนอย่างมาก แรงงานที่ใช้เทคโนโลยี จะได้ค่าตอบแทนสูงกว่าแรงงานไร้ฝีมือหลายเท่าตัว โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการจัดการความรู้ (Knowledge Management) ที่สำคัญมาก เนื่องจากความรู้เป็นทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ที่ไม่เหมือนปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่ใช้แล้วหมดไป แต่ความรู้ใช้เท่าไรก็ไม่หมด1.2.2.  Innovation นวัตกรรม มักสามารถพลิกสถานการณ์ (Turn Around) สิ่งต่าง ๆ ได้อยู่เสมอและมีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์มนุษยชาติตลอดเวลา เช่น การคิดค้นเครื่องจักรไอน้ำทำให้โลกเปลี่ยนจากยุคเกษตรกรรมเป็นยุคอุตสาหกรรม และการคิดค้น คอมพิวเตอร์ทำให้โลกเปลี่ยนไปสู่ยุคข้อมูลข่าวสาร การปฏิวัติสู่ยุคต่างๆ ดังกล่าวล้วนส่งผลต่อโครงสร้างทุนมนุษย์ และพฤติกรรมของแรงงานอย่างยิ่งยวด เช่นการพลิกสถานการณ์ทางด้านแรงงาน ในประเทศอินเดียโดยแรงงานทางด้านสารสนเทศได้รับความรู้และค่าตอบแทนที่ดีขึ้นมากเนื่องจากการจ้างงานจากต่างประเทศโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศติดต่อสื่อสารกัน เช่น บริการระบบ Call Center และการรับแก้ปัญหา Y2K ให้กับประเทศที่มีค่าจ้างแพงกว่าในคุณภาพงานที่เท่ากันแต่ค่าจ้างถูกกว่าเป็นต้น นับเป็นนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีป็นเครื่องมือที่ทำให้อินเดียอาจขึ้นสู่ผู้นำในเอเชียได้ 2.       ผลกระทบของ Globalization ต่อ HR Architecture ทั้งใน Demand Side และ Supply Side ในความคิดของผมสามารถสรุปผลกระทบของ Globalization ต่อ HR Architecture ได้ดังต่อไปนี้2.1.     เกิดการเคลื่อนย้ายถ่ายเทปัจจัยและแรงผลักดันทุนมนุษย์ ในด้านต่างๆ เช่น แรงงาน ความรู้ เทคโนโลยี เงินตรา วัฒนธรรม สื่อ ฯลฯ ทำให้โครงสร้างของทุนมนุษย์ถูกปรับเปลี่ยนไปตามสิ่งที่ถูกถ่ายเทไป-มา เหมือนกับการผสมสี ขึ้นอยู่กับสีใดเข้มข้นกว่าการถ่ายเทก็จะไปสู่สิ่งที่มีแรงผลักที่แข็งแรงกว่า2.2.     ดูเหมือนว่าโลกราบเรียบและหมุนเร็วขึ้น โลกาภิวัฒน์จะทำให้การติดต่อสื่อสารและการรับรู้ข่าสารมีความต่อเนื่องไม่สะดุด สภาพทางภูมิศาสตร์ไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไปทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในการรับรู้ความรู้ด้านต่างๆ มีการพัฒนาสิ่งต่างๆ อย่างรวดเร็ว2.3.     เกิดช่องว่างระหว่างทุนมนุษย์มากขึ้น ระหว่างทุนมนุษย์ที่สามารถตามกระแสการเปลี่ยนแปลงและไม่สามารถตามกระแสการเปลี่ยนแปลง เช่นคนจน จนลงๆ คนรวยจะรวยขึ้นๆ 2.4.     เกิดการแข่งขันกันอย่างรุนแรงของผู้ที่ตามกระแสทัน (คนส่วนน้อย)โดยทิ้งผู้ที่ตามกระแสไม่ทัน(คนส่วนใหญ่) อยู่เบื้องหลัง แต่ในการแข่งขันนี้ทุกคนจะได้รับผลกระทบหมดไม่ว่าจะตามกระแสทั้นหรือไม่  ซึ่งการแข่งขันนี้อาจนำมาซึ่งการล่มสลายในหลายๆ ด้าน จากความคิดเห็นข้างต้นดูเหมือนว่า ทุนมนุษย์ที่พัฒนาแล้วก็พัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ในอัตราเร่งที่เร็วขึ้น ส่วนที่ยังล้าหลังก็ไม่ค่อยพัฒนา และดูเหมือนว่าจะมีช่องว่างห่างกันขึ้นเรื่อย ๆ เราต้องกลับมานิยามคำว่าทุนมนุษย์ใหม่ ว่าทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพต้องหมายความรวมถึง คุณธรรมและจริยธรรม ที่ดีด้วยหรือไม่เพื่อป้องกันความล่มสลาย ทุนมนุษย์ที่ล้าหลังอาจมีคุณธรรมและจริยธรรมสูงแต่การศึกษาและรายได้ต่ำ เพียงแต่เขามี ความพอเพียง เท่านั้นเอง ส่วนทุนมนุษย์ที่พัฒนาแล้วแต่ขาดคุณธรรมและจริยธรรมก็เหมือนกับยื่นอาวุธให้ผู้ก่อการร้าย ดังนั้นเราต้องพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมรวมทั้งรู้จักแบ่งปันผู้ที่ยังอยู่ในวังวนความล้าหลังเนื่องจากขาดปัจจัยหรือแรงผลักดัน ดังที่ปรากฎใน HR Architecture หากมีผู้ที่ฉุดเขาขึ้นมาจากวังวนนั้นได้ โลกก็จะพัฒนาได้อย่างเท่าเทียมเพราะสังคมอยู่ได้ เราทุกคนอยู่ได้ สังคมล่มสลายเราก็ล่มสลายไปด้วยไม่ว่าจะพัฒนาไปมากเท่าใดก็ตาม
อรพินท์ มณีรัตน์
IP: xxx.136.69.187
เขียนเมื่อ Thu Jun 21 2007 20:56:26 GMT+0700 (ICT)

ตอบคำถามข้อที่ 1

โลกาภิวัฒน์มีผลกระทบต่อการจัดการทุนมนุษย์ ผลกระทบจาการเปลี่ยนแปลที่เกิดขึ้นในยุคโลกาภิวัฒน์ ที่มีต่อ HR Architecture มีมากมาย ในฐานะที่เป็นพยาบาลจะขอยกประเด็นที่ใกล้ตัวที่สุดคือการบริหารจัดการของโรงพยาบาลทุกแห่งทั้งภาครัฐและเอกชนต่างตื่นตัวในการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลเพื่อต้องการยกระดับโรงพยาบาลโดยการนำมาตรฐานโรงพยาบาลคุณภาพ (HA) มาใช้ในการบริหารงาน โรงพยาบาลทุกแห่งต่างก็กำหนด วิสัยทัศน์ พันธกิจ ไว้อย่างเลิศหรู แล้วก็กำหนดเข็มมุ่งเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อหวังว่าจะได้ไปถึงเส้นชัย นั่นคือได้รับการประเมินและผ่านการรับรองว่าได้เป็นโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐาน แต่เนื่องจากผู้บริหารทั้งหลายไม่ใส่ใจหรือไม่สนใจว่าสิ่งที่กำหนดให้ผู้ร่วมงานซึ่งเป็นนักปฏิบัติมืออาชีพอย่างพวกเราต้องหมดเรี่ยวแรง และหมดความอดทนในการที่ต้องฝืนใจทำงานในสิ่งที่ตนเองไม่มีความรู้ ต้องเบียดบังเวลาทั้งส่วนตัวและครอบครัว  ต้องควักกระเป๋าตัวเองทั้ง ๆที่รายได้ก็น้อยเงินเดือนก็ตันชนิดที่ชนเพดานประมาณ 50% และในช่วงเวลา3-5 ปีนี้ จำนวนการลาออกของพยาบาลสูงมาก ซึ่งไม่เคยปรากฏเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน เป็นเพราะไม่มีการเตรียมความพร้อมให้แก่บุคลากรก่อนการปรับเปลี่ยนแม้จะเขียนกลยุทธ์ไว้อย่างสวยงามแต่ไม่พัฒนาศักยภาพของคนองค์กรก็มีแต่ความมืดมน  แต่ผู้บริหารกลับไม่เห็นคุณค่าแห่งการเสียสละเหล่านี้  อาจจะมีบ้างคำหวานหูล้วนแต่เป็นภาพลวงตาทั้งสิ้น ก็ต้องเรียกว่าทำงานไปตามที่ผู้บริหารให้ทำเช่นการเก็บตัวชี้วัดต่าง ๆ ขนาดผ่านการรับรองและการ Re-accredit แล้วก็ตามถ้าลองเดินไปชนเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลระดับนี้ (ได้ HA)แล้ว และถามเรื่องตัวชี้วัดว่าเก็บไปทำอะไรรับรองเป็นบทพิสูจน์ได้เลย....สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าองค์ความรู้เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความต้องการขั้นพื้นฐาน ในทางกลับกัน การเพิ่มศักยภาพของบุคลากรให้ครอบคลุมในทุกมิติที่ทันต่อเหตุการณ์และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจะส่งผลให้องค์กรประสบความสำเร็จ บุคลากรต่างมีความภาคภูมิใจเกิดการจงรักภักดีกับองค์กร พร้อมที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มใจในความเป็นจริงมนุษย์ทุกคนต่างมีความต้องการพื้นฐานหลักที่สำคัญอยู่แล้วเมื่อใดที่มีการเติมเต็มในเรื่องนี้สิ่งดี ๆก็จะตามมา เพราะเชื่อในความต้องการขั้นพื้นฐาน (Basic need) ของคนเป็นสิ่งสำคัญต้องมีความมั่นคง (Firmness) ก่อนจึงจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาของคนซึ่งเป็นรากฐานการForm ในเรื่องของทุนมนุษย์ (Human Capital) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้ความรู้โดยการเปิดโอกาส ให้โอกาสและส่งเสริมสนับสนุนบุคลากรในการศึกษาหาความรู้ มีสวัสดิการและค่าตอบแทนที่เหมาะสม มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน สามัคคี ปรองดองร่วมแรงร่วมใจในการทำงาน ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุขในการทำงาน เกิดขวัญและกำลังใจแต่การมีความรู้ต้องมีศีลธรรม มีคุณธรรม จริยธรรมด้วยเพื่อมิให้ความคิดมันฟุ้งซ่านแตกกระจายออกไป ทำให้คิดเป็นระบบ มีความสุข พอใจ ไม่โลภ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ถือตนและจะเป็นผู้มีประโยชน์ต่อสังคมโลกและที่สำคัญคือให้เป็นคนดีเพราะถ้าเป็นคนดีแล้วจะเก่งได้เอง แต่คนเก่งจะมุ่งแต่จะเอาความรู้อย่างเดียว ขาดคุณธรรม จริยธรรม ทำให้เห็นแก่ตัว วัฒนธรรมองค์กรในการช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็ไม่เกิดสังคมโลกอันแคบในปัจจุบันนี้คนที่ดี มีคุณภาพตรงต่อเวลา รับผิดชอบ ก็จะเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ตั้งแต่ระดับหน่วยงาน องค์กร ประเทศและระดับโลก ส่งผลทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ยกตัวอย่างในเชิงบวกยุคโลกาภิวัฒน์ ถ้าในทางวิทยาศาสตร์เปรียบเสมือนตัวเร่งในปฏิกิริยาทางเคมีในการพัฒนาการของมนุษย์ในเรื่องการศึกษา โดยอาศัยข้อมูลที่เป็นจริงซึ่งปัจจุบันมีความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล และดูแนวโน้มทางด้าน Demand แม้แต่ทางด้านสุขภาพก็มีการเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น มีสิทธิและมีอิสระในการเลือกผู้ที่จะทำการรักษาหรือปฏิเสธการรักษา แต่ถ้ามองในเชิงลบในมุมเดียวกันก็อาจทำให้ตามไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่ารวดเร็วเกิดความเครียดในการทำงาน มีปัญหาทางสุขภาพจิต ไม่มีความสุข อัตราการลาออกโอนย้ายสูง ภาครัฐอาจขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางเนื่องจากได้รับค่าตอบแทนต่ำกว่าภาคเอกชน เกิดมลภาวะทางธรรมชาติทั้งหมดนี้เป็นเพียงเสี้ยวหรือจุดหนึ่งหนึ่งของการจัดการทุนมนุษย์ที่นับวันยิ่งดูเหมือนว่าจะไม่สมดุลระหว่าง Demand &Supply ที่เห็นได้ชัดเจนในอาชีพที่ต้องใช้Tacit knowledge เพราะกว่าจะได้มาต้องใช้เวลาในการสั่งสม ความรอบรู้ความชำนาญและเมื่อมีความสามารถเต็มที่ก็ถึงเวลาต้องเกษียณ.....ช่างน่าเสียดาย........ที่สังคมเปิดโอกาสให้ผู้เกษียณน้อยไป เพราะความจริงแล้วผู้เกษียณนั้นเปรียบเสมือนมรดกที่สำคัญ           

อรพินท์   มณีรัตน์

Aurapin_m@yahoo.com 
          

ตอบคำถามข้อที่ 1

HR Architecture
กล่องข้อความ: Supply side
Family NutritionWelfare /InfrastructureHealthEnvironmentEducation Media & social    
Population & migration
          

Status family Relationship

Class of workerSocial ability work ExperienceOccupational mobility      
                                                 

Labor force

                                                                                                  

Agriculture

Industry

  

Service

Government

                                                  

Competencies

Competitiveness

Occupational

Wage Natural ResourcesCulture /PublicTechnologyEnvironmentDisability 
กล่องข้อความ: Demand side                                               
Productive sectors  
                                           

                                           

     Competitiveness

&
       Sustainability
Life after retirement
อรพินท์   มณีรัตน์Aurapin_m@yahoo.com 
 
หรรษา คล้ายจันทร์พงษ์
IP: xxx.246.101.122
เขียนเมื่อ Thu Jun 21 2007 21:16:33 GMT+0700 (ICT)
  
HR Architecture
-         Education-         Health-         Nutrition-         Family-         Media-         Achievement-         Attitude-          
     

 

                                        Population  

 

                                        Labor force

-   Valuable

-   Rarity-   Imitable-   Organization
 

 

                                   Productive Sectors      

 

                             Human Resource Capital              Human Resource  Practices -         Knowledge                         - Training-         Skill                 -         Ability    

 

                                            Sustainable                                           Competitive                                            Advent age                                                   In

Globalization

 

 

โลกาภิวัฒน์กระทบกับรูปนี้คือ ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเราจะทำอย่างไรให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงหรือสารถดำรงค์อยู่ได้ในโลกนี้ การจัดทรัพยากรมนุษย์นับว่ามีส่วนสำคัญอย่ายิ่งไม่ว่าจะเป็น ประชากรก็จะสัมพันธ์กับ การศึกษา สุขภาพ ครอบครัว ทัศนคติ สมอง และความทะเยอทะยานความมุ่งมั่นต่างก็เป็นส่วนประกอบที้งสิ้น แรงงาน ก็มีแรงงานภาคเกษตร อุตสาหกรรม บริการและอาชีพอิสระ ทุนมนุษย์มี องค์ความรู้ ความชำนาญ ความสามารถ ระบบการบริหารการจัดการ มีการฝึกอบรม การสร้างทักษะต่างๆ สิ่งต่างเหล่านี้มันก็จะทำให้เกิดองค์ที่ยั่งยืน สามารถต่อสู้กับคู่แข่งขันได้และจะมีผลในทางบวกมากขึ้นแล้วจึงนำไปสู่ระดับชาติได้   ดังนั้นจากรูปภาพของอาจารย์จึงถือว่ามีผลกระทบต่อโลกาภิวัฒน์และอาจนำไปสู่ นวัตกรรมที่ดีที่จะเกิดขึ้นในโลกนี้

    


เรียน ท่าน ศ.ดร.จีระ

      เนื่องหนูได้ส่งการบ้านเป็น flow chart มาให้ท่านอาจารย์แต่ปรากฎว่าส่งไม่ได้ดังนั้นหนูขอส่งเป็นเอกสารที่พิมพ์ให้อาจารย์ในวันเสาร์ที่ 23 มิ.ย.นี้นะคะ

                          ขอขอบพระคุณอย่างสูง                  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

IP: xxx.121.213.161
เขียนเมื่อ Thu Jun 21 2007 21:27:20 GMT+0700 (ICT)
Homework 1. จุดอ่อนที่มองเห็นจาก Diagram และให้เพิ่มเติมข้อที่ยังเห็นว่าขาดเข้าไปใน Diagram

ประชากร (Population)
||   ครอบครัว (Family)
||   การเลี้ยงดู (Nutrition)
||   สุขภาพ (Health)
||   การศึกษา (Education)
||   การได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ(Media)
||
||
สังคมและสิ่งแวดล้อม (Socialability and Environment)  <== ข้อสิ่งที่ผมเพิ่มเข้าไป
||
||
แรงงาน  (Labor Force)
||
||
ภาคการผลิต (Productive Sectors)
||  ภาคเกษตร (Agriculture)
||  ภาคอุตสาหกรรม (Industrial)
||  ภาคการบริการ (Services)
||  ภาครัฐ (Government)
||
||
ความสามารถในการแข่งและอยู่รอด (Competitiveness and Sustainability)
||  จุดขายหลัก (Competencies)
||  แข่งขันได้ (Competitiveness)
||  อาชีพ (Occupation)
||  รายได้ (Wage)
||  อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง(Industrial Relation)
||
||
ระดับคุณภาพชีวิตที่ดี  (Human Security)
||  รายได้มั่นคง
||  เงินออม
||  เวลาพักผ่อน / ท่องเที่ยว
||
||
คืนกำไรให้สังคม



จุดอ่อนใน HR Architecture ; Supply Side
สังคมและสิ่งแวดล้อม  (Socialability and Environment)
เนื่องจากมนุษย์หรือคนเป็น สัตว์สังคม อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน คนเราเกิดมาต้องมีสังคม,
ต้องมีชีวิตและอยู่ร่วมกันในสังคม ก่อนที่จะกลายเป็นแรงงานในภาคเกษตร, อุตสาหกรรม,
บริการ หรือ ภาครัฐ   สังคมและสิ่งแวดล้อม ที่เขาร่วมนั้นล้วนเข้ามามีบทบาท ไม่น้อยไปกว่าครอบครัว,
ฐานะความเป็นอยู่, การเลี้ยงดู, สุขภาพ, การศึกษา และสามารถในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร


จุดอ่อนใน HR Architecture ; Demand Side
ระดับคุณภาพชีวิตที่ดี  (Human Security)
ระดับคุณภาพชีวิตที่ดี ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา เมื่อประชากรในประเทศมีระดับคุณภาพชีวิตที่ดี
ก็จะส่งผลให้เกิด Innovation ใหม่ๆ คืนกำไรให้สังคมใน Diagram ที่ผมเพิ่มเติมลงไป
เปลี่ยนจาก ชีวิตหลังเกษียณ (Life After Retirement) หากต้องการให้เกิด Innovation อย่างยั่งยืน
ขอชี้ชัดลงไปว่าต้องเป็น การคืนกำไรให้สังคม เนื่องจากเราทุกคนใช้ชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกันช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
เมื่อเรามีระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สบายขึ้น จำเป็นที่จะต้องนำความรู้ความสามารถต่างๆ ช่วยการพัฒนาสังคม
ช่วยเหลือสังคม ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมที่เราอยู่   ต้อง Value Chain กับ สังคมและสิ่งแวดล้อม
การช่วยกันคืนกำไรให้สังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นการต่ออายุแก่โลกใบนี้  ให้ลูกหลานพวกเราได้อยู่กันต่อไป


Homework 2. ผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ที่มีต่อ HR Architecture
Supply Side
ประชากร (Population)
- IQ ถูกทำลายด้วยความยากจน (Difficult) เนื่องไม่รับอาหารตามหลักโภชนาการ, ชีวิตประจำวันที่เร่งรีบต้องแข่งขัน
- ไร้ที่อยู่อาศัย เนื่องจากปัญหาการย้ายถิ่นฐาน เข้ามาอยู่อย่างแออัดในเมืองใหญ่
- ปัญหาการศึกษา ไม่ทั่วถึง หรือ ไม่มีคุณภาพ
- ปัญหาครอบครัว เนื่องจากเศรษฐกิจรัดตัว สมาชิกในครอบครับไม่มีเวลาให้กัน และสั่งสอนดูแลบุตร.

สังคมและสิ่งแวดล้อม (Socialability and Environment)
- อาชญากรรมต่อชีวิตและทรัพย์  ไม่เพียงเท่านั้นการถาโถมเข้ามาของกระแสโลกาภิวัฒน์
อาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกซ์  ความเป็นส่วนตัวน้อยลงเหมือนมีใครบางคนเฝ้ามองเราอยู่ตลอดเวลา.
- ปัญหาการเสื่อมถอยทางวัฒนธรรมเนื่องจาก Internet เป็นหนึ่งในกระแสโลกาภิวัฒน์
ที่ทำให้เกิดการติดต่อสื่อสารอย่างไร้พรหมแดน ตัวอย่างการเสื่อมถอยทางวัฒนธรรม
เช่น การแพร่กระจายของสื่อลามก , ภาพโป๊ , Clip VDO และเกิดการเรียนแบบอย่างเป็นวงกว้าง.
- ปัญหาสิ่งแวดล้อม ผลจากความเจริญด้านเทคโนโลยีของโลกาภิวัตน์ทำให้เกิดปัญหาดังนี้ เช่น ปัญหาโลกร้อน,
ปรากฏการณ์เอลนินโย, Tsunami.
- ปัญหาขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องจากความเจริญของกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้เราใช้ทรัพยากธรรมชาติอย่างขาดการยั้งคิด.

แรงงาน (Labor Force)
- เกิดอัตราการว่างงาน  เนื่องจากการเข้ามาแทนที่ของเครื่องจักรอุตสาหกรรม มาแทนแรงงานคน.
- แรงงานต่างด้าวค่าแรงถูก ที่อพยบเข้ามากแย้งงานคนในประเทศ.

Demand Side
การผลิต
- ผลิตสินค้าได้มากขึ้นเนื่องจากกระแสโลกาภิวัฒน์นำมาซึ่งความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีเครื่องจักรที่ทันสมัย

ความสามารถในการแข่งและอยู่รอด  (Competitiveness and Sustainability)
-ผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย (Stackholder) คนขาดจริยธรรมในการทำงาน ประกอบธุรกิจ ทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอดและให้แข่งขันได้
โดยไม่สนใจว่าใครจะได้รับผลกระทบอย่างไร
-การไหลเข้ามาของกระแสโลกาภิวัฒน เช่นการทำเขตการค้าเสรี (FTA : Free Trade Area), FTA จีนกับอินเดีย,
FTA  ซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ซึ่งไทยเสียผลประโยชนเนองจากการทะลักเข้ามาของผักผลไม้จากจีนที่ราคาถูกว่า
ผลผลิตการเกษตรในประเทศไทย

ระดับคุณภาพชีวิตที่ดี  (Human Security)
- คุณภาพชีวิตความเป็นแย่ลง.
- ไม่มีเวลาพักผ่อน, ท่องเที่ยว

คืนกำไรให้สังคม
- ไม่มีการคืนกำไรสู่สังคม, เพราะคิดแต่ตัวเองมากขึ้น
- กระโลกาภิวัตน์ นำมาซึ่งความเจริญทางด้านวัตถุเป็นหลัก, แต่มิได้นำมาซึ่งความเจริญทางด้านจิตใจ
Mr. Surachet Suchaiya
เขียนเมื่อ Thu Jun 21 2007 21:57:49 GMT+0700 (ICT)
อุษา เทียนทอง
IP: xxx.121.213.161
เขียนเมื่อ Thu Jun 21 2007 22:21:05 GMT+0700 (ICT)

จากรูปแบบ HR Architecture

1.      มีอะไรเพิ่มเติม หรือ มีอะไร หรือมีอะไรเป็นจุดอ่อนบ้าง

2.      โลกาภิวัฒน์มีอะไรกระทบต่อรูปแบบนี้บ้าง

 จากรูปแบบ HR Architecture ไม่มีจุดอ่อนแต่ขอเพิ่มเติมตามความคิดเห็นว่า ในเรื่องทุนมนุษย์นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเสริมสร้างให้เป็นทุนที่มีคุณค่า เพื่อไปทำให้ประเทศเกิดผลผลิตที่เป็นผลผลิตที่มีทั้งคุณค่าและมูลค่า ทั้งในสังคมชุมชนท้องถิ่น ชุมชนเมือง ให้อยู่รอดพึ่งตนเอองได้ แข่งขันได้อย่างมีคุณธรรม จริยธรรม ดังนั้นเป้าหมายของเสริมสร้างทุนมนุษย์ คือ

1.      ให้มนุษย์เป็นทุนของการพัฒนาประเทศให้เข้มแข็ง พึ่งตนเองได้

2.      ให้มีทุนมนุษย์ที่ทำให้ท้องถิ่นเป็นชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเองได้

3.      ให้มีคนในครอบครัวที่ทำให้ครอบครัวอบอุ่น พึ่งตนเองได้

ซึ่งความหมายของคำว่า เข้มแข็ง นั้น คือ เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นในสังคม คือ

1.      เศรษฐกิจของครอบครัวและชุมชนดี พอกินพอใจเป็นพื้นฐานเป็นบันไดไปสู่ความร่ำรวย

2.      คนในสังคมมีจิตใจเมตตา เสียสละ

3.      ครอบครัวมีความรักความเข้าใจความมีเหตุผล สนใจ ใฝ่เรียนรู้ อยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น

4.      ชุมชนทำงานร่วมกัน ทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม

5.      คนมีสุขภาพแข็งแรง ทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ

6.      สิ่งแวดล้อมดี

7.      มีวัฒนธรรม วิถีชีวิตที่ร้อยรัดให้คนอยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัยกัน มีความรัก ความสามัคคี มีความเข้าใจกัน

ชุมชนเข้มแข็ง เป็นชุมชนที่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมไม่แยกส่วน เป็นรากฐานของการเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ที่เป็นความต้องการของคนไทย ในขณะนี้ ที่เรียกร้องคืนประชาธิปไตยให้คนในประเทศไม่มีใครคืนสิ่งเหล่านี้ให้ นอกจากคนในสังคมจะช่วยกันสร้างขึ้นมาจากทุนมนุษย์

การเสริมสร้างทุนมนุษย์นำไปสู่เป้าหมาย

ในด้านการศึกษานั้น ในลักษณะของการให้การศึกษาแก่คนในสังคมไทยต้องปรับเปลี่ยนการให้การศึกษาเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติจนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ผู้ให้การศึกษาปรับบทบาทเป็นผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน ซึ่งในระบบนอกโรงเรียนนั้นเป็นการสร้างทุนมนุษย์ที่สำคัญ เพราะเป็นจำนวนประชากรที่มากกว่าอยู่ในระบบโรงเรียนและเป็นคนที่อยู่ในภาคเกษตร อุตสาหกรรม  หน่วยงานองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ต้องมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต และที่สำคัญคือ คนที่อยู่ในชนบท ภาคเกษตร คนในภาคแรงงานอุตสาหกรรม ชุมชนเมือง ที่สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นคนที่มีความรู้เพื่อให้ตนเองรอดก่อนสังคมไปรอด เป็นบันไดขั้นแรก สร้างฐานให้แข็งแรงต่อยอดให้แข็งแรงและไม่ล้ม การจัดกระวนการเรียนรู้ โดยการแยกกลุ่มเป้าหมาย เพราะจุดประสงค์ของการให้การเรียนรู้ของแต่ละกลุ่มจะแตกต่างกัน แต่ไปสู่เป้าหมายเดียวกัน หากเริ่มต้นที่การให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ ทุกเรื่องที่เป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างทุนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพอนามัย การดูแลครอบครัว การมีระดับการศึกษาที่สูงขึ้นอย่างมีคุณค่า การมีอาชีพที่สร้างรายได้อย่างพอเพียงกับชีวิต เพื่อไปทำให้เกิดปัจจัย 4 ที่พอเพียงกับการดำเนินชีวิต ก็จะเกิดขึ้นและการดำเนินชีวิตตามแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพึ่งตนเอง

ในส่วนของความต้องการผลผลิต สังคมโลกวันนี้มีความต้องการเรื่องการเกษตรแน่นอน เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องการบริโภค และเป็นความต้องการที่ไม่วันจะหมดความสำคัญ นอกจากจะเกี่ยวกับเรื่องอาหารแล้วยังเกี่ยวข้องไปถึงอุตสาหกรรมที่ต้องใช้การเกษตรเป็นวัตถุดิบ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร หากภาคเกษตรเป็นคนที่มีการเรียนรู้ ใฝ่รู้ นำความรู้ เทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อยอดูมิปัญญาจะเกิดนวัตกรรมใหม่ๆที่หลากหลาย ประเทศไทยจะหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่เราไม่สามารถสู้ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ แต่เราสามารถนำความหลากหลายทางภูมิปัญญาคนไทยมาเพิ่มมูลค่าได้ เป็นการแข่งขันที่อยู่บนฐานความสมดุล  ความพอประมาณ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น การเสริมให้เกิดการนำทุนทางปัญญา เป็นจุดของการสร้างฐานการแข่งขันเช่นนี้ทำให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพ ที่หลากหลาย เพราะไม่ใช่จำมาทำเลียนแบบแต่เกิดจากการเสริมสร้างกระบวนการคิดเชิงศิลปวัฒธรรม ความเป็นเอกลักษณ์  ความเป็นวิถีชีวิตเข้าไปด้วย อุตสาหกรรมของประเทศไทยจะมาจากฐานความหลากหลายของแต่ละชุมชนท้องถิ่นที่แตกต่างกัน อาจจะเริ่มต้นจากวิสาหกิจชุมชน ขยับขึ้นเป็นธุรกิจชุมชน เริ่มจากอุตสาหกรรมครัวเรือนเป็นอุตสาหกรรมระดับชุมชน  ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องมีการสร้างเครือข่าย ที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงความหลากหลายให้เป็นหนึ่งตามลักษณะของธรรมชาติ ที่หมายถึงความหลากหลาย(ในป่ามาใช่มีแต่ต้นไม้) เมื่อส่วนการผลิตสอดคล้องกับความต้องการ ทุนมนุษย์มีที่ปัญญาที่สามารถพึ่งตนเองได้  ที่เกิดจากการสร้างการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ความยั่งยืนก็เกิดขึ้น ส่งผลให้ชีวิตของผู้คนมีความสุขสังคมไม่ทอทิ้งกัน มีการดูแลช่วยเหลือกันมีการจัดตั้งเป็นสวัสดิการของชุมชน เพื่อดูแลช่วยเหลือกันตั้งแต่เกิดจนตาย นี่คือการเสริมสร้างให้ชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ ชีวิตทุกวัยไม่เฉพาะวัยหลังเกษียนเท่านั้นที่จะมีอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่า มีความหมาย

แต่อย่างไรก็ตาม โลกของเราเป็นโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ที่ฟ้าบ่กั้น ให้คนรู้เท่าทันกันหมด(แต่อาจรู้ได้ไม่เท่ากัน) แต่เพียงการรู้ แต่ขาดภูมิคุ้มกันที่ดี ก็จะนำความรู้นั้นมาใช้ในทางที่เป็นผลเสียหายได้ วันนี้ประเทศไทยมีผลกระทบจากความเป็นโลกาภิวัฒน์อยู่มาก ทั้งด้านบวกและด้านลบ ด้านบวกนั้น คือ การมีเทคโนโลยี การมีเครื่องมือ เครื่องทุนแรง ที่ทันสมัย สร้างความสะดวกสบายให้ผู้คน ทำให้การทำงานสะดวกขึ้น รวดเร็วขึ้น ทำงานได้มากขึ้น มีการสื่อสารรวดเร็ว รู้ทันเหตุการณ์บ้านเมืองอย่างรวดเร็ว การเปิดตลาดเสรีทางการค้ามีสินค้าราคาถูกเข้ามาให้เราได้บริโภคกันมากขึ้น แต่มีด้านบวกก็มีด้านลบ แม้กระทั่งในด้านบวกเองก็มีด้านลบด้วย แต่ดูเหมือนว่าวันนี้ประเทศไทยจะพบกับผลกระทบด้านลบของยุคโลกาภิวัตน์เสียมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น

การเป็นวังคมบริโภคนิยม ขาดภูมิคุ้มกัน การคิดตัดสินใจใช้จ่ายอย่างมีความพอประมาณ เพราะโลกาภิวัตน์ทำให้เกิดการสื่อสารสะดวกรวดเร็ว การขาดการปลูกฝังเรื่องการคิด อย่างมีข้อมูล วิเคราะห์ให้เป็น สังเคราะห์ความรู้ให้ได้ให้กับคนในสังคมมาตั้งแต่เล็ก เมื่อมีสื่อโฆษณาที่ทำซ้ำๆ ทุกวัน คนในสังคมก็ถูกสื่อบังคับให้ตัดสินใจคล้อยตาม ซื้อเพราะความอยากมากกว่าความจำเป็น ยิ่งวิทยาศาสตร์พัฒนาไปมาก สินค้าจากภาคอุตสาหกรรมก็มีมากขึ้น เมื่อตัวผลิตภัณฑ์มีมากก็ต้องการจำหน่ายให้มาก ธุรกิจการโฆษณาประชาสัมพันธ์มีมากขึ้น คนไทยก็จนลงมากขึ้นเงินไหลออกนอกประเทศมากขึ้น ยิ่งพัฒนาคนรวยกับคนจนยิ่งมีช่องว่างมากขึ้นหรือมีภาพเป็นรวยกระจุก จนกระจาย

ตัวอย่างที่เห็นชัดอีกตัวอย่างของด้านลบโลกาภิวัฒน์ คือ สภาพการใช้ชีวิตในสังคมของกลุ่มที่มีช่วงอายุระหว่างเรียนระดับมัธยมศึกษาถึงอุดมศึกษา(หมายถึงวัยของช่วงที่เรียนในระดับโรงเรียน) กระแสโลกาภิวัฒน์ที่ฟ้าบ่กั้นนี้เอง วัฒนธรรมตางประเทศ(คือไม่เฉพาะวัฒนธรรมตะวันตกเท่านั้นเดี๋ยวนี้มีวัฒนธรรมเกาหลี ญี่ปุ่น)ได้เข้ามาเป็นกระแสความนิยมของวัยรุ่นวัยดังกล่าว  การขาดภูมิคุ้มกันนี้เองที่สะท้อนออกมาเป็นการแต่กายที่ไม่รู้จักกาลเทศะ การใช้สินค้าฟุ่มเฟือยตามกระแสโฆษณาบ้าเลือด การบ้าดาราอย่างขาดความละอาย ความอ่อนโยนทางจิตใจซึ่งเป็นนิสัยของคนไทยมาแต่บรรพบุรุษ ขณะนี้ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นไม่เห็นใจผู้อื่นไม่เคารพผู้อาวุโสกว่า เห็นแก่ตนเองแข่งขันเพื่อเอาชนะ โดยจะทำร้ายจิตใจใครหรือเบียดเบียนใครไม่สนใจขอให้ตัวเองได้ผลประโยชน์ สภาพเหล่านี้มีให้เห็นมากขึ้นมนสังคมไทย ทั้งนี้เพราะในการศึกษาขาดการสร้างกระบวนการให้เกิดการเรียนรู้ที่ใช้ข้อมูลที่มีผลต่อชีวิตมาวิเคราะห์ สังเคราะห์  ให้รู้จักตัวเองรู้จักสังคม อย่างมีปัญญา

แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้กระแสโลกาภิวัฒน์จะทำให้เกิดผลเสียในหลายประการ แต่ก็มีสิ่งที่เป็นจุดแข็ง เป็นโอกาสให้กับสังคมไทยได้ไม่น้อย เหรียญมีสองด้านเสทอ จะใช้ด้านใดอยู่ที่คนจะใช้ วันนี้โลกเห็นวิกฤตที่เกิดขึ้นกับธรรมชาติ โลกร้อนขึ้น คนเป็นโรคที่มาจากการกินอาหารไม่ถูกต้องมากขึ้นคนหันมามองเรื่องชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติ กินอาหารที่ปลอดภัย การออกกำลังกาย การมีแพทย์ทางเลือก การใช้สมุนไพร กันมากขึ้น สังคมโลกมีแนวโน้มจะพูดเรื่องGDH มากกว่า GDP กันมากขึ้น นี่เป็นโอกาสของประเทศไทยเพราะไทยยังมีธรรมชาติที่สวยงาม คนไทยอยู่ในภาคเกษตรมากที่สุด และยังมีโอกาสที่จะทำให้เกษตรที่เป็นเกษตรเชิงเดี่ยวหันมาเป็นเกษตรที่หลากหลายกันมากขึ้น เปลี่ยนวิธีการผลิตที่มุ่งเชิงปริมาณมาเป็นเชิงคุณภาพ ประเทศไทยประกาศตัวเป็นครัวของโลก หากได้มีการสร้างพื้นฐานสังคมให้เข้มแข็ง มีการเสริมสร้างทุนมนุษย์ให้เป็นนักคิดนักสร้างนวัตกรรมจากการประกาศว่าเป็นครัวของโลก จะเกิดอาชีพหลากหลาย สร้างงานสร้างอาชีพ ที่ทำให้เกิดเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ใช้กระแสโลกาภิวัฒน์มาเป็นโอกาสสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนให้ประเทศได้ ขอแต่เพียงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะมีการปรับกระบวนทัศน์และลงมือปฏิบัติให้เป็นไปเพื่อความยั่งยืนและการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงวัยหลังเกษียณร่วมกันได้เพียงใด

 อุษา  เทียนทอง

กฤตพงษ์ พัชรภิญโญพงศ์
IP: xxx.121.213.161
เขียนเมื่อ Thu Jun 21 2007 22:56:04 GMT+0700 (ICT)

1.สิ่งที่ต้องการเพิ่มใน diagram.

ประชากร => มีงานทำ => สินค้า,บริการ,ผลิต => อยู่รอดและแข่งขันได้ => รายได้มั่นคง => ชีวิตหลังเกษียณ

 

 

2.ผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ที่มีต่อ HR Architecture.

Supply Side

- IQ ถูกทำลาย เนื่องจากไม่ได้คุณค่าทางโภชนา

- EQถูกทำลาย จากการเลี้ยงดูที่ไม่ดี

- การศึกษาต่ำ เนื่องจากยากจน

- ครอบครัวไม่มีเวลาให้กัน

 

Demand Side

- คุณภาพชีวิตแย่ลง

- ผู้คนไร้จริยธรรม

- การประกอบอาชีพแข่งขันการมากขึ้น

- หลังเกษียณไม่มีเงินเก็บ

  

                                                                                                                                                                กฤตพงษ์   พัชรภิญโญพงศ์

ทรงศรี ด่านพัฒนาภูมิ
IP: xxx.121.213.161
เขียนเมื่อ Thu Jun 21 2007 23:06:56 GMT+0700 (ICT)

1.สิ่งที่ต้องการเพิ่มใน diagram.

- ประชากร

- มีงานทำ

- ภาคการผลิต

- อยู่รอดและแข่งขันได้

- คุณภาพชีวิตดีขึ้น

- ความปลอดภัยในชีวิต

- ชีวิตหลังเกษียณ

 

2.ผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ที่มีต่อ HR Architecture.

Supply Side

- IQ ต่ำ ไม่ได้รับอาหารครบ 5 หมู่

- ครอบครัวหย่าร้าง

- การศึกษาไม่มีคุณภาพ ไม่มีความรู้เท่าวุฒิที่ได้รับ

- ปัญหาเชื้อชาติ

 

Demand Side

- มีการแข่งกันมากขึ้น

- การว่างงานสูง

- แบ่งแยกสีผิว

- แบ่งแยกชนชั้น

- แบ่งแยกชุมชุน ที่อยู่อาศัย

- ครอบครัวแตกแยก เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจรัดตัว

- ความเสรีด้านเพศ (Free Sex)

- ความเสรีด้านความคิด

- ความเสรีในการแสดงความคิดเห็น

- คุณภาพชีวิตแย่ลง

- ผู้คนไร้จริยธรรม

- หลังเกษียณมีเงินเก็บน้อยลง

 

                                                                                                                ทรงศรี   ด่านพัฒนาภูมิ

นายรักษ์เกชา แฉ่ฉาย
IP: xxx.9.192.105
เขียนเมื่อ Thu Jun 21 2007 23:17:54 GMT+0700 (ICT)

สถาปัตยกรรมทรัพยากรมนุษย์ (HR Architecture) ซึ่งเชื่อมโยงทั้งทางด้าน Supply Side  และ Demand Side นั้น ปริมาณและคุณภาพของประชากรเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระดับปริมาณและคุณภาพของแรงงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 ปัญหาทางด้านSupply Side นั้น การพัฒนาประชากรของไทย ยังเกิดความไม่เท่าเทียมกันในหลายมิติ คุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ ยังไม่ดีพอ ถึงแม้ว่าจะมีพัฒนาการไปมากก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษา สาธารณสุข โภชนาการ ซึ่งได้มีการกล่าวถึงแล้วใน HR Architicture ที่อาจารย์นำเสนอ

รายงานการพัฒนาคนของประเทศไทย ปี 2550 ซึ่งจัดทำโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) พบว่า ในภาพรวมคนไทยมีสุขภาพดี แต่ก็ยังมีปัญหาสำคัญ 3 ประการ ประการแรก ประชากรบางกลุ่มกลายเป็นกลุ่มด้อยโอกาสเพราะอ่อนไหวเปราะบางเนื่องด้วยสาเหตุความยากจนหรือปัญหาพิเศษ เช่น สูงอายุ หรือพิการ ประการที่สอง คนไทยถูกคุกคามจากปัญหาสุขภาพทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและโลกาภิวัตน์ อาทิ ไข้หวัดนก โรคเอดส์ โรคจากการดื่มแอลกอฮอล์ (ซึ่งเหตุนี้เองจึงนำไปสู่วัฎจักรแห่งความจน (vicious cycle) ดังเช่นที่เห็นในโฆษณาทีวีว่า "จน เครียด กินเหล้า" พอกินเหล้าแล้วก็จะจนต่อ เป็นต้น -ผู้เขียน) ประการที่สาม สังคมไทยยังขาดความเสมอภาคด้านบริการสุขภาพ

ปัญหาทุโภชนาการ รวมทั้งปัญหาสุขภาพของแม่และเด็กยังคงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ พบว่าร้อยละ 8 ของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ประสบปัญหาทุโภชนาการ และในจำนวนเด็กที่เกิดพันคน 24 คนตายก่อนมีอายุครบ 1 ปี และอีก 28 คน เสียชีวิตก่อนอายุ 5 ปี อัตราการตายของมารดา คือ 13.7 ต่อการเกิดช่วงแสนคนในปี 2543

ในรายงานดังกล่าวยังได้กล่าวถึงเรื่องการศึกษาว่า ถึงแม้จะมีโอกาสมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอ และยังมีคำถามเกี่ยวกับโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพการศึกษา ระดับการศึกษาของแรงงานไทย ความไม่สอดคล้องกันระหว่างการศึกษากับตลาดแรงงาน ซึ่งพบว่า ในปี 2548 แรงงานที่มีการศึกษาสูงกว่าระดับประถมศึกษาคิดเป็นร้อยละ 36.4 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของชาติ คือร้อยละ 50   การที่แรงงานมีทักษะและประสิทธิภาพต่ำทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อความพยายามที่จะยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สิ่งต่างๆ ที่กล่าวถึงเหล่านี้ ล้วนเป็นปัญหาที่จะต่อเนื่องไปสู่ปริมาณและคุณภาพของแรงงาน (Labour Force) ที่จะเข้าสู่ภาคการผลิต เพราะทำให้เกิดการเสียเปรียบในการแข่งขัน ท้ายที่สุดก็อาจจะถูกโดดเดี่ยว ซึ่งแน่นอนว่าจะขาดความยั่งยืนและการมีชีวิตหลังเกษียณที่ดี

นอกจากปัญหาของตนเองแล้ว ในส่วนของ Supply Side ที่ประเทศไทยยังต้องประสบกับปัญหาแรงงาน แต่ยังไม่ได้มีการระบุถึงใน HR Architecture ข้างต้นก็คือการอพยพเคลื่อนย้าย (Migration)ของแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาสู่ประเทศไทย ซึ่งจากสถิติข้อมูลในเอกสารรายงานการพัฒนาคนของประเทศไทย พบว่า ในปี 2547 กระทรวงมหาดไทยได้จดทะเบียนแรงงานต่างด้าว จำนวน 1,280,920 คน จากประเทศลาว กัมพูชา และพม่า ในปี 2549 แรงงานต่างด้าว 700,098 คน ได้ลงทะเบียนเพื่อขอรับใบอนุญาตทำงานจากกระทรวงแรงงาน โดยเสียค่าธรรมเนียม 3,800 บาทต่อคนรวมค่าประกันสุขภาพ แต่อย่างไรก็ตามประมาณการว่ามีแรงงานต่างด้าวอีก 1.5 ล้านคนที่ไม่ได้จดทะเบียนกับทางราชการและไม่ปรากฎในสถิติใดๆ ของทางราชการ

การเคลื่อนย้ายแรงงานด้งกล่าว นอกจากจะแย่งงานหรืออาชีพบางอย่างของคนไทยแล้ว ก็อาจจะสร้างผลกระทบและภาระในเรื่องของความเป็นอยู่ สุขภาพอนามัย โรคระบาดชนิดต่างๆ ด้วย ซึ่งเป็นปัญหาที่ท้าทายการบริหารจัดการของบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่ง

คำถามก็คือ......เราจะจัดการทุนมนุษย์อย่างไรให้สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ในยุคโลกาภิวัตน์

กระแสโลกาภิวัตน์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในทางตรงข้ามเราต้องอยู่กับมัน เป็นเป็นปัญหาท้าทายว่าเราจะทำอย่างไรให้ "อยู่รอด" และ "แข่งขันได้"

ในการที่จะอยู่รอดนั้น เราต้องรู้จักตนเองก่อนคือรู้จักประมาณตนว่าเรามีข้อดีข้อเสียทางด้านไหน เช่น ประเทศไทยมีโครงสร้างทางการเกษตรที่ใหญ่และเป็นภาคการผลิตหลัก รวมทั้งมีวัฒนธรรมที่ดีงามที่ถือเป็เอกลักษณ์ ดังนั้น เราจึงต้องเน้นในเรื่องนี้ โดยพัฒนาทุนมนุษย์ในภาคเกษตร และภาควัฒนธรรมให้แข็งแกร่ง เพื่อเป็นฐานสำหรับการแข่งขันในอนาคตต่อไป สินค้าวัฒนธรรมที่อยากยกตัวอย่าง ก็คือสินค้าที่เกี่ยวกับการต้อนรับขับสู้ทั้งหลาย (Hospitality) เพราะคนไทยมีมิตรไมตรีและนิสัยใจคอที่ดี เราไม่ควรมุ่งสู่ความเป็นสากลในเรื่องใด ๆ ก็ตามในขณะที่เราไม่พร้อม จริงอยู่ที่กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ๆ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ประโยชน์อย่างเดียว ต้องมีการแลกเปลี่ยน เราต้องตระหนักว่า การค้าเสรีในขณะที่คู่ค้ามีกำลังไม่เท่ากันนั้น ย่อมไม่เกิดความเป็นธรรม ประสบการณ์ของไทยในเรื่องการเปิดเสรีทางด้านการเงินก่อนเกิดวิกฤตในปี 2540 เป็นตัวอย่างของความหายนะที่ควรจดจำและจะต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก นั่นคือเราจะต้องสร้างภูมิคุ้มกัน และหาทางเตรียมพร้อมว่าจะรองรับอย่างไรเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ซึ่งสิ่งที่กล่าวมานี้ก็คือแนวทางตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงของเรานั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ความมีเหตุผล ความพอประมาณและการมีภูมิคุ้มกันตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงนั้นจะต้องมีเงื่อนไขของความรู้และคุณธรรมประกอบด้วย  ซึ่งในการจัดการทุนมนุษย์ก็จะต้องเน้นในเรื่องการพัฒนาศึกษาและให้ความรู้ เพื่อให้เกิดการใช้สติปัญญาและการคิดวิเคราะห์ในทางที่ถูกที่ควร การพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องโดยการวิจัยจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือการสร้างทุนทางจริยธรรมให้เกิดขึ้นหรือประทับอยู่ในตัวทุนมนุษย์ เพื่อให้เป็นคนเก่งดีที่ไม่โกงไม่ใช่ดีแต่โกง

ในความเห็นของผู้เขียนแล้ว การจัดการทุนมนุษย์มีลักษณะเป็นพลวัตร (dynamic) ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงพัฒนาให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์อยู่เสมอ ทั้งทางด้าน supply side และ  demand side ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงกรอบการวิเคราะห์ที่น่าจะเป็นพื้นฐานหรือหลักการที่เป็นเงื่อนไขที่จำเป็น (necessary condition) แต่ไม่ใช่เงื่อนไขที่เพียงพอ (sufficient condition) แต่ก็เชื่อว่าหากปฏิบัติตามแนวทางข้างต้นแล้วน่าจะช่วยสร้างความสมดุลย์ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน และมีคุณูปการต่อชีวิตหลังเกษียณของทุนมนุษย์ในลักษณะที่อยู่รอดและแข่งขันได้

ทวีป พรหมอยู่
IP: xxx.118.124.146
เขียนเมื่อ Thu Jun 21 2007 23:24:17 GMT+0700 (ICT)

จุดอ่อนที่ใน HR Architecture

Supply Side

    1. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(Natural Resources and Environment)
    2. การเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ย่อมส่งผลต่อ HR เช่น การใช้และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของมนุษย์อย่างไม่ระมัดระวัง

      2. สังคม ศาสนา และวัฒนธรรม(Society Religion and Culture)

      สังคม สภาพทางสังคมที่เต็มไปด้วยภัยต่าง ๆ เช่น ภัยก่อการร้าย โจรภัย หรือสังคมที่เอารัดเอาเปรียบ ขาดน้ำใจ ตัวใครตัวมัน

      ศาสนา คำสั่งสอนและความเชื่อทางศาสนาในบางเรื่องของบางศาสนา เช่น ในเรื่องการออม ความประหยัด พออยู่พอเพียง

      วัฒนธรรม เช่นวัฒนธรรมองค์กรในเรื่องการให้อิสระทางความคิดและอิสระในการทำงาน หรือการทำงานแบบตัวใครตัวมัน วัฒนธรรม

      สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อ HR ทั้งสิ้น

Demand Side

ชีวิตหลังเกษียณ คือ ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ เช่น พักผ่อน / ท่องเที่ยว (Vacation/ Travel)

ช่วยเหลือสังคม (Dividend) หรือ แสวงบุญ เป็นต้น

โลกาภิวัตน์ ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการจัดการทุนมนุษย์อย่างไร

อิทธิพลของโลกาภิวัตน์ ส่งผลกระทบต่อ HR ในหลาย ๆ เรื่อง ดังตัวอย่างต่อไปนี้

    1. การถ่ายโอนทรัพยากรมนุษย์จากองค์กรหนึ่งไปอีกองค์กรหนึ่งเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ที่ใดให้ผลตอบแทนดีกว่าลูกจ้างที่ไม่จงรักภักดี(Loyalty) ย่อมเลือกที่นั่น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงขององค์กรอย่างมาก
    2. เกิดการแย่งงานจากคนต่างด่าว เช่นครูสอนภาษาต่างประเทศ แรงงานชาวพม่า ลาว และเขมร ในประเทศไทย

3. การรับรู้ข้อมูลข่าวสารมีความสะดวกและรวดเร็ว ส่งผลให้การพัฒนาในด้านความรู้และทักษะต่าง ๆ

เกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เป็นต้น

Sorranit Pumpruk
IP: xxx.108.211.231
เขียนเมื่อ Thu Jun 21 2007 23:30:26 GMT+0700 (ICT)

การจัดการทุนมนุษย์ในยุคโลกาภิวัฒน์

อธิบายสาเหตุในการเพิ่มเติมข้อมูลในแผนภูมิ

ด้านSupply Side

กระบวนการขัดเกลาทางสังคม  มนุษย์มีวิถีชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นสังคม  ชุมชน  และมีความหลากหลายทางด้านการภาพ  หากแต่ความหลากหลายนี้เองทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ของบุคคลก่อนที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้  การศึกษา  จารีตประเพณี  กฎหมาย  วัฒนธรรม  เรียนรู้บทบาทหน้าที่ของตนเองก่อนเข้าสู่ระบบแรงงาน

เทคโนโลยี  การวิวัฒนาการของสังคมก่อให้เกิดเทคโนโลยีขึ้นอย่างมากมาย  ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป  ส่งผลต่อกิจกรรมการดำเนินชีวิต  และก่อให้เกิดนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ

ด้านDemand Side

การบริหารพัฒนาและการถ่ายทอดความรู้  มีการพัฒนาศักยภาพจากความรู้  ประสบการณ์  เรียนรู้สิ่งถูกผิดเพื่อปรับปรุงการทำงานให้มีความชำนาญและเชี่ยวชาญในศาสตร์ของตนและความสำเร็จอีกขั้นคือการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น

คุณภาพชีวิต/ความสุข/ความภาคภูมิใจ  ถ้าบุคคลในชาติบ้านเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีก้จะส่งผลโดยภาพรวมในการพัฒนาประเทศให้เป็นสังคมที่มีความสุขเป็นตัวนำ

การครองสื่อ  ในสภาพสังคมปัจจุบันภาครัฐและเอกชน  ผู้ครอบครองสื่ออาทิหนังสือพิมพ์  วิทยุ  โทรทัศน์ย่อมมีอำนาจการต่อรองทางยุทธศาสตร์ได้เหนือกว่า

ผลกระทบของโลการภิวัฒน์ด้าน Supply Side

ประชากร 

-ให้ความสนใจในด้านวัตถุมากกว่าทางด้านจิตใจ

-มีปัญหาขัดแย้งในสังคมโดยยึดประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง  ผลมาจากความเจริญทางด้านวัตถุมากจนเกินไป

-บริโภคสื่อเกินความจำเป็น

กระบวนการขัดเกลาทางสังคม

-แปรเปลี่ยนจากการเรียนรู้จากบุคคลสู่บุคคลเป็นเรียนรู้จากสื่อแห้ง เช่น เด็กเรียนรู้จากTV เกมคอมพิวเตอร์  สั่งสมให้เกิดการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง

-บิดามารดาเดิมเคยเลี้ยงดูบุตรด้วยตนเอง  ปัจจุบันต้องมีภาระด้านอาชีพ  วิถีชีวิตแปรเปลี่ยน  ทำให้ครอบครัวขาดความอบอุ่น

เทคโนโลยี ก่อให้เกิดการเปลี่ยนเเปลงทางด้านนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ทำให้กระบวนการผลิตเปลี่ยนไป คนเริ่มลดบทบาทลงและมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่  ก่อให้เกิดปัญหาการว่างงาน

แรงงาน

-คนตกงานมากขึ้นเนื่องจากถูกแทนที่ด้วยความสามารถทางด้านเทคโนโลยี

-เกิดการไหลบ่าเข้าสู่ประเทศของแรงงานต่างด้าว  ส่งผลกระทบต่อความมมั่นคง

ผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ด้านDemand Side

-การครอบครองสื่อ  ผู้ใดมีอำนาจในการครอบครองสื่อมากกว่า  ผู้นั้นมีอำนาจเหนือคู่แข่งขัน

-ความสามารถในการแข่งขันเป็นไปด้วยความยากลำบาก  เนื่องจากเทคโนโลยีชั้นยอดทำให้อุตสาหกรรมที่ปรับตัวไม่ทันต้องปิดตัวลง

-ธุรกิจขนาดย่อมไม่สามารถเติบโตได้เนื่องจากผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ปิดช่องทางทางการค้าโดยใช้กลยุทธ์ทางด้านราคา

-คุณภาพชีวิตบุคคลต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากจนเกินไป  ทำให้หลงว่าเทคโนโลยีคือคุณภาพชีวิต  แต่ในทางกลับกันเทคโนโลยีก็เป็นตัวบั่นทอนชีวิตเช่นกัน

กีรติ ยศยิ่งยง
IP: xxx.24.14.117
เขียนเมื่อ Thu Jun 21 2007 23:58:16 GMT+0700 (ICT)

ในสถานการณ์ของโลกที่แคบลงด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง และขยายวงกว้างมากขึ้น ที่หลายท่านรู้จักดีว่า โลกาภิวัตน์ (Globalization)  ส่งผลต่อองค์ในทุกมิติของสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้                         ดังเห็นได้จากสถาปัตยกรรมทางทรัพยากรมนุษย์ พบว่า

1.       ประชากรของประเทศ (Population)

1.1   ประชากรในชนบท ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทำให้เกิดการย้ายแหล่งหาที่ทำกิน โดยทิ้งสังคมเกษตรกรรม เข้าสู่สังคมเมือง เพื่อหาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม         หวังว่าจะทำให้ชีวิตของครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่บางรายกลับมาสร้างปัญหาสังคม

1.2   ประชากรในสังคมเมือง ต่างก็หาเลี้ยงชีพ โดยไม่ได้สนใจสังคมรอบบ้านด้าน ทำให้ความสัมพันธ์ทั้งคนภายในบ้าน และในหมู่บ้านขาดหายไป กลายเป็นสังคมต่าง ๆ ต่างสนใจตัวเองเป็นหลัก

2.       ด้านกลุ่มแรงงาน (Labor Force)

แรงงานคนมีความสำคัญน้อยลงเมื่อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมีการพัฒนามากขึ้น แรงงานไร้ฝีมือ                             ก็จะมีความต้องการที่ลดลง และใช้เทคโนโลยีมาแทนที่ ในขณะที่แรงงานฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ           โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แรงงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จะเป็นที่ต้องการ และค่าตอบแทนที่สูง

3.       กลุ่มผลผลิตต่าง ๆ  (Productive Sectors)

กลุ่มองค์การทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างมีการปรับแนวทางการบริหารจัดการแนวใหม่ ทำงานเพื่อมุ่งเน้นผลลัพธ์ (result based management)  ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประสิทธิผล คุณภาพการบริการ ประสิทธิภาพ และการพัฒนาองค์การ โดยเน้นสมรรถนะของทรัพยากรคนมากขึ้น โดยพยายามหาสิ่งจูงใจ เพื่อให้ทรัพยากรคนทำงานเต็มความสามารถ ขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายขององค์การ

4.       การแข่งขัน และความยั่งยืน (Competitiveness and sustainability)

ในยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้เกิดการค้าเสรี ที่เกิดการหลังไหลเงินทุนของกลุ่มนายทุน เพื่อแสวงหาผลประโยชน์  ดังนั้น เมื่อกลุ่มทุน หรือนักธุรกิจต่างจ้องแสวงหาผลประโยชน์ในบางธุรกิจที่มีมูลค่าสูง ย่อมเกิดการแข่งขันเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์นั้น ไม่ว่าจะต้องใช้กลยุทธ์ใดเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์นั้น  ซึ่งสภาพการแข่งขันที่รุนแรงในยุคโลกาภิวัตน์นี้ ทำให้เกิดการกีดกันทางการค้าในหลายรูปแบบ เช่น การเรียกร้องมาตรฐาน     การรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ดังนั้น องค์การต่าง ๆจึงพยายามสร้างขีดความสามารถขององค์การอย่างยั่งยืน โดยใช้ทรัพยากรคนที่มีคุณภาพขององค์การเป็นทรัพย์สินเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างนวัตกรรมทางสินค้า และนวัตกรรมองค์การ

5.       ชีวิตหลังเกษียณอายุ (Life After Retirement)

เมื่อโลกาภิวัตน์มีการสร้างเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมากขึ้น ทำให้ช่วงชีวิตของคนยืนยาวขึ้น ทำให้พบว่า สังคมในอนาคตจะเป็นสังคมแห่งผู้สูงอายุมากขึ้น เนื่องจากอัตราการเกิดน้อยลง และอัตราการตายก็น้อยลงด้วย ในทางตรงข้ามรัฐบาลกลับไม่ได้มีการเตรียมการรองรับกับกลุ่มผู้สูงอายุกลุ่มนี้เท่าที่ควร
กฤษณา ปลั่งเจริญศรี
IP: xxx.64.42.206
เขียนเมื่อ Fri Jun 22 2007 00:01:51 GMT+0700 (ICT)

การที่โลกของเราเป็นโลกที่ไร้พรมแดน การใช้กลไกตลาดเป็นตัวแทนในการผลักดันโลกไร้พรมแดนให้มีความหมาย มีความเร็ว มีความเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้น คือ เรื่องของ IT

                เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้ประเทศไทยปรับตัวไม่ทัน แต่มีความแตกต่างในด้านเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศใหญ่อุ้มประเทศเล็กๆอย่างเราไว้

                เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ (HR) ให้สอดคล้องและทันเหตุการณ์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

Supply Side

ผลกระทบทางด้าน

  • การศึกษา
  • บรรยากาศ
  • โอกาส
  • การรวมกลุ่ม หรือ การสร้างชุมชน

การศึกษา มีองค์การเรียนรู้ที่ต้องรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะของกลุ่มชนทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยอาศัยการสื่อสารแบบพวงองุ่น รับฟังความคิดเห็นจากผู้ร่วมงาน

                อันดับต่อมา ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เป็นผู้ใฝ่หาความรู้ โดยนำข้อมูลปัญหาที่ได้รับ มาศึกษาหาข้อคิดเห็น

บรรยากาศ ในการศึกษาต้องมีการสร้างบรรยากาศทั้งผู้เรียนและผู้สอน โดยที่ผู้สอนต้องเตรียมความพร้อมหลายๆด้านในการเข้าห้องดำเนินการสอน ส่วนผู้เรียนก็ต้องเตรียมความพร้อม โดยการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลมาล่วงหน้า เพื่อที่จะได้สื่อสารในการเรียนการสอนได้ดียิ่งขึ้น และสร้างบรรยากาศภายในห้องเรียน ให้สนุกสนาน และประทับใจในการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น

โอกาส การศึกษาใฝ่หาความรู้ เริ่มต้นมาจากแต่ละครอบครัวมีการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน เช่น ครอบครัวที่มาจากสลัมพวกเขาเหล่านั้นส่วนใหญ่จะด้อยการศึกษา ขาดโอกาสด้วยประการทั้งปวง เริ่มตั้งแต่ครอบครัวไม่มีความอบอุ่น ขาดความอบอุ่น มีพ่อแต่ไม่มีแม่ มีแม่แต่ไม่มีพ่อ ไม่มีงานจะทำ ขาดอาหารที่จะไปบำรุงการเจริญเติบโต ทั้งทางด้านสมอง IQ,EQ

                การเจริญเติบโตทางร่างกาย ผอมแห้งแรงน้อย รูปร่างเล็ก แคระแกน อ่อนแอ ขี้โรค ร่างกายของพวกเขาเหล่านั้นจะไม่แข็งแรงเหมือนกับครอบครัวที่อยู่อย่างสมบูรณ์ อบอุ่น

การรวมกลุ่ม หรือ การสร้างชุมชน ทำให้ประชาชน หรือประชากร มีการศึกษามีรายได้เกื้อหนุนครอบครัว เช่น การศึกษานอกโรงเรียน, การอบรมวิชาชีพ ให้ความรู้ทางด้านสุขภาพ, การอยู่อาศัย ทำให้มีรายได้ และครอบครัวอบอุ่น อยู่กินอย่างมีความสุข มีร่างกายสมบูรณ์ สุขภาพแข็งแรง ผู้น้อยรับฟังและทำตามคำสั่งของผู้ใหญ่ที่ได้รับมอบหมายเอาไว้

                ทางด้านสังคมและข่าวสาร มีทั้งเข้าถึงข่าวสารและเข้าไม่ถึงข่าวสาร และไม่ยอมเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ดี และมีประโยชน์

                Demand Side

แรงงานมนุษย์ เกี่ยวกับอดีตที่ผ่านมา แรงงานที่ไปทำงานตามโรงงานอุตสาหกรรม ไม่มีความสามารถ เริ่มมาจาดศูนย์ เพราะไม่มีการอบรมมาก่อน หรือการเตรียมความพร้อมที่จะเข้าไปทำงาน เพื่อให้เกิดงานที่มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ พร้อมที่จะนำไปเปิดตัวขายในตลาดต่อไป และพนักงานต้องมาสมัครด้วยตนเองที่โรงงานเท่านั้น แต่สมัยปัจจุบัน พนักงานต้องสมัครกับบริษัทที่จัดหางานโดยเฉพาะ และ บริษัทจัดหางานจะเป็นผู้จัดส่งพนักงานไปตามโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีความต้องการพนักงาน โดยพนักงานที่ถูกส่งตัวไปทำงานยังโรงงานอุตสาหกรรมนั้นจะถูกตัดหัวคิวจากบริษัทจัดหางาน หรือเรียกง่ายๆว่า หากินบนหลังคน เมื่อเกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน โรงงานอุตสาหกรรมก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นแรงงานที่มาจากบริษัทจัดหางาน โดยการจ้างคนงานจะคิดเป็นรายวัน หรือรายสัปดาห์ เนื่องจากเศรษฐกิจปัจจุบันไม่คล่องตัว โรงงานบางแห่งไม่มีค่าแรงจ่าย, บางแห่งจ่ายค่าจ้างเพียงครึ่งเดือน พนักงานผู้ใดสนใจที่จะทำต่อก็ทำต่อไป ส่วนพนักงานผู้ใดที่ไม่ต้องการรับค่าจ้างเพียงน้อยนิด ก็ขอเชิญลาออกไปจากบริษัท โดยที่ทางบริษัทไม่คำนึงถึงพนักงานเหล่านั้นว่า พวกเขาเหล่านั้นก็ต้องการเงินที่มาจะจุนเจือครอบครัว เพราะทางบริษัทคิดว่าเขามีคนมามาสมัครงานมากมาย ไม่จำเป็นต้องง้อ ต้องยอมใดๆทั้งสิ้น

สิ่งแวดล้อม และบรรยากาศในการทำงาน โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆต้องก่อสร้างโรงงาน โดยมีการวางแผนโรงงานอุตสาหกรรม มีกฎหมายอุตสาหกรรม ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พระราชบัญญัติการก่อสร้างอาคาร พระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อม พระราชบัญญัติสาธารณสุข กฎหมายแรงงาน สวัสดิการ และสังคม

                ปัจจุบันมีกฎกติกา ที่โรงงานอุตสาหกรรมต้องทำตาม ถ้าไม่ปฏิบัติตามคงจะลำบากในการก่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรม เพราะมี ก.น.อ. การนิคมอุตสาหกรรม มีไว้เพื่อให้โรงงานอุตสาหกรรมเข้าไปก่อสร้างในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น นิคมอุตสาหกรรมบางปู, นิคมอุตสาหกรรมอมตะ, นิคมอุตสาหกรรมเวลโกล์, นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นต้น

บรรยากาศในการทำงาน ปัจจุบันจากการที่ได้พานักศึกษาไปเยี่ยมชมตามโรงงานอุตสาหกรรมหลายๆแห่ง เช่น

โรงงานน้ำตาลไทยที่จังหวัดนครสวรรค์ บรรยากาศในการทำงาน ไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร เนื่องมาจาก มีฝุ่นในการบดต้นอ้อยมาก ทำให้เกิดการระเคืองตามร่างกาย, ระบบทางเดินหายใจเดินไม่สะดวก ขัดข้อง และเคืองลูกนัยน์ตา

โรงงานผลิต คริสตัลส่งออกของนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดระยอง ความปลอดภัยก็มีน้อย อันเนื่องมาจาก พนักงานผู้ที่ทำการเป่าแก้วด้วยไฟ ไม่สวมใส่แว่นเพื่อป้องกันแสงไฟ ที่อาจจะเข้าตาได้

ข้อดีของพนักงานในโรงงาน คือ จัดให้มีการแข่งขันกีฬา เพื่อสร้างมนุษย์สัมพันธ์ และความสามัคคี เป็นการแข่งขันกันระหว่างผู้บริหาร และพนักงานระดับล่างลงมา มีการเปลี่ยนการทำงาน คือการ Rotate การทำงานตามการสื่อสารองค์การโดย ทั่วๆไป

  • แสงสว่าง
  • ห้องน้ำ, ห้องสุขา
  • ห้องพยาบาล
  • โรงอาหาร
 
ธนภน วัฒนกุล(Thanapon vattanakul)
IP: xxx.8.136.58
เขียนเมื่อ Fri Jun 22 2007 00:05:49 GMT+0700 (ICT)
สถาปัตยกรรมทุนมนุษย์HUMAN RESOURCE ARCHITECTURE  ทุกสรรพสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง   เป็นวลีที่เป็นอมตะ ตั้งแต่ครั้งพุทธกาล มาจนถึงปัจจุบัน                สังคมไทยเป็นสังคมที่เกิดขึ้นจากชุมชนเล็กๆ แคว้นเล็กๆ เป็นเมืองเล็กๆ และขยับขยายเป็นเมืองใหญ่ พัฒนาสู่การเป็นประเทศ มีการปกครองแบบครอบครัว  พ่อปกครองลูก   สู่การเป็นรัฐ และรัฐชาติ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมทางการปกครองล้วนเกิดจากคนในท้องถิ่นดั้งเดิมสู่การเป็นราษฎร ประชาชน และพลเมืองของประเทศ จากคนที่มีอยู่จำนวนน้อยในอดีตได้ขยายครอบครัวเป็นพลเมืองจำนวนมาก เกิดจากการเปลี่ยนทั้งภายในและภายนอก  ภายในเกิดจากวัฒนธรรมดั้งเดิม ประเพณีดั้งเดิม สู่การเปลี่ยนแปลงจากภายนอก ด้วยการขับเคลื่อนทางวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศแถบตะวันตก  เมื่อครั้งยุคการล่าอาณานิคมเพื่อการครอบครองทรัพยากรธรรมชาติ สู่การล่าทรัพยากรข้ามชาติข้ามเผ่าพันธุ์ เหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อโครงสร้างของสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีการแข่งขันอย่างเข้มข้น เมื่อโลกตะวันออก ตะวันตก ยุโรปและแทบทุกภาคส่วนของโลกได้แข่งขัน ในการช่วงชิงทรัพยากรทางธรรมชาติ ตลอดจนทรัพยากรทางวัฒนธรรม  โดยมีคนของแต่ละชนชาติ เป็นผู้ขับเคลื่อน ในแต่ละภูมิภาค  สังคมไทยได้เริ่มตระหนักและเห็นความสำคัญของคน ซึ่งถือเป็นทรัพยากรสำคัญของชาติ เพราะคนเป็นต้นทุนที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ เป็นการปรับตัวสู่การดำรงความเป็นรัฐชาติที่มั่นคง ด้วยการส่งเสริมให้พลเมืองของรัฐได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ (Globalization)  ยุคเศรษฐกิจใหม่ (New Economic) และยุคการใช้เทคโนโลยี (Technology Revolution)  โดยรัฐต้องคำนึงถึงการรักษา  และพัฒนาประยุกต์ใช้ทรัพยากรทางวัฒนธรรมของชาติให้ดำรงอยู่คู่ไปกับการพัฒนาและส่งเสริม  พลเมืองสู่การเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ และพร้อมรับการแข่งขันกับโลกภายนอกได้ดังนี้รัฐต้องให้การสนับสนุน (Supply Side) ในด้าน :-    1. ประชากร (Population) รัฐต้องให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว (Family) เพราะสถาบันครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของสังคม การเลี้ยงดูของประชากรในครอบครัวที่ขาดความอบอุ่น และขาดปัจจัยพื้นฐานในการดำรงอยู่ของชีวิต ย่อมสร้างบุคคลากรที่เป็นผู้ติดยาเสพติด ขาดความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม นำมาซึ่งรายจ่ายของรัฐในการป้องกันและปราบปรามรัฐต้องให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดู(Nutrition)ให้ประชากรของประเทศได้รับการบริการเชิงรัฐสวัสดิการเพื่อเพิ่มคุณภาพด้านกาย สติปัญญา โดยการบริโภคที่ถูกหลักโภชนาการตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยเรียน วัยรุ่น จนกระทั่งถึงวัยชราให้ได้รับปัจจัยขั้นพื้นฐานอย่างเพียงพอรัฐต้องให้ความสำคัญด้านการศึกษา(Education)การศึกษาเป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่รัฐต้องลงทุนด้วยความจริงจัง ต้องให้ทุนมนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดด้วยการให้ได้รับการศึกษาทุกระดับชั้นอย่างเสรี ทั้งคนที่อยู่ในวัยเด็ก วัยเรียน วัยหนุ่มสาวตลอดจนวัยทำงาน ต้องให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาทุกระบบ รัฐต้องลงทุนตลอดเวลา ต้องสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ต้องให้เป็นสังคมแห่งภูมิปัญญา ด้วยการศึกษารัฐต้องให้ความสำคัญด้านสุขภาพ (Health)เพราะปัญหาด้านสุขภาพถือเป็นรายรับรายจ่ายที่มีผลต่อการพัฒนาของประเทศ นับวันรัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายกับการรักษาประชากรของประเทศเป็นจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะการนำเข้าทางด้านการแพทย์จากยาและอุปกรณ์การแพทย์ ตลอดจนเทคโนโลยี รัฐควรส่งเสริมสุขภาพของประชากรตั้งแต่วัยเยาว์ถึงวัยชรา ต้องคิดและลงทุนด้านการป้องกันมากกว่าด้านการรักษา ต้องสนับสนุนให้มีการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นในเรื่องแพทย์แผนโบราณ แพทย์ทางเลือกให้มากกว่าในปัจจุบัน เมื่อประชากรของชาติมีสุขภาพแข็งแรง รัฐก็จะมีรายจ่ายด้านการรักษาลดลง ทำให้รายได้ของประเทศเพิ่มขึ้นอีกทั้งยังส่งผลให้แรงงานที่มีอยู่มีคุณภาพตามมา รัฐต้องให้ความสำคัญด้านวัฒนธรรมชุมชน (Culture community)เพราะวัฒนธรรมชุมชนเป็นรากฐานของความเป็นชนชาติ เป็นแก่น เป็นโครงสร้างที่จะรักษาไม่ให้วัฒนธรรมต่างชาติดเข้ามามีบทบาทได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันสังคมไทยเป็นสังคมบริโภควัตถุ เพราะรัฐขาดการรักษาและพัฒนาวัฒนธรรมของชุมชนเช่น การที่รัฐให้ธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศเข้ามาตั้งอยู่ในชุมชน ทำให้ร้านค้าระดับโชห่วยหายไปจากชุมชน สิ่งที่ตามคือชุมชนขาดการสื่อสารแบบธรรมชาติ ขาดความรักใครกลมเกลียวในระบบธรรมชาติ ขาดการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นการทำลายสังคมอย่างสิ้นเชิงรัฐต้องให้ความสำคัญในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (Media)เพราะข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งสำคัญในปัจจุบันของโลกที่มีการแข่งขัน การที่รัฐไม่เปิดเผยข้อมุลและให้ประชาชนได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลย่อมทำให้เกิดการเสียเปรียบโดยเฉพาะกับคู่แข่งต่างชาติ การที่ประชากรไทยรู้ข้อมูลข่าวสารช้ากว่าย่อมเสียเปรียบในการสร้างต้นทุนที่สูง รัฐต้องสร้างให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมข่าวสาร เป็นสังคมที่ประชาชนพร้อมเข้าถึงทุกๆด้านของการสื่อสาร เพื่อลดต้นทุนและทันต่อเหตุการณ์ของการเปลี่ยนแปลง 2.สังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม(Social ability, Culture & Environment) รัฐต้องสร้างสังคมให้เป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ทั้งวัฒนธรรมในเชิงวิถีชีวิต วัฒนธรรมของการมีวินัย วัฒนธรรมของการบริโภค ต้องรู้จักบริโภคทรัพยากรของท้องถิ่นเพื่อรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติดให้สืบต่อไป ทั้งยังเป็นการลดต้นทุนของสังคมรัฐต้องรักษาวัฒนธรรมทางศีลธรรม จริยธรรมให้กับพลเมืองของชาติ เพราะหากพลเมืองขาดศีลธรรม จริยธรรมก็จะก่อให้เกิดผลเสียตามมา เป็นการไม่นับถือผู้อาวุโส เมื่อเกิดปัญหาการขัดแย้งขึ้นก็จะใช้อำนาจทางกำลังเข้าแก้ไข หากระบบอาวุโสแข็งแรงก็จะลดปัญหาเหล่านี้ลงได้ และการขาดขริยธรรมก็จะนำมาซี่งการฉ่อราษฏร์บังหลวงโดยไม่รู้ว่าเกิดผลเสียต่อส่วนรวมของประเทศ3.แรงงาน(Labor Force)จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น หากรัฐขาดการสนับสนุนตั้งแต่สถาบันครอบครัว(Family) การเลี้ยงดู(Nutrition) การศึกษา(Education) การดูแลสุขภาพ(Health) การรักษาวัฒนธรรมชุมชน(Social ability, Culture & Environment) และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร(Media) ย่อมทำให้ประชากรของประเทศเป็นทรัพยากรด้านแรงงานที่ต่ำ สร้างรายได้จากแรงงานล้วนๆ เป็นแรงงานที่ขาดความรู้ ความสามารถ ย่อมทำให้ไม่สามารถรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติและทรัพยากรทางวัฒนธรรมไว้ได้ และในที่สุดก็จะนำมาซึ่งการเสียเปรียบทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง จะเห็นได้จากการที่ ผู้ประกอบการของไทยที่ลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ด้วยทุนจำนวนมากกับเทคโนโลยีและอุปกรณ์จากต่างประเทศ โดยใช้แรงงานจากแรงงานขั้นต่ำภายในประเทศ กล่าวได้ว่ารายได้ที่เข้ารัฐมีเพียงรายได้ที่ได้จากแรงงาน นอกเหนือจากนั้นก็คือต้องเสียให้แก่ต่างชาติ โดยถือเป็นค่ามันสมองที่เขามีความคิด และสติปัญญาเหนือคนในชาติของเรา    จากการแข่งขันกับโลกภายนอกและการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของสังคม ทำให้สังคมและทรัพยากรมนุษย์มีความต้องการ(Demand size) 1.ภาคการผลิต(Productive Sectors)การผลิตมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศเพราะเป็นการสร้างรายได้ให้รัฐและกับประชาชนในประเทศ การผลิตที่มีดุลภาพนำมาซึ่งรายได้ที่สูง ดังนั้นประชากรที่เป็นทรัพยากรของประเทศต้องมีการให้การอบรม(Training) การศึกษา (Education) อยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นการสร้างขีดความสามารถ (Competency) เพื่อการแข่งขันได้ (Competitiveness) ทั้งนี้เพื่อให้แต่ละอาชีพ (Occupation) มีความหลากหลายและเป็นการสร้างความถนัดของแต่ละบุคคลให้ดำรงอยู่ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างรายได้ (wage) ให้กับรัฐและประชากรของประเทศผู้ใช้แรงงานยังต้องการสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงานด้วย (Environment mental Factors) เพราะสิ่งแวดล้อมที่ดีจะช่วยลดการเจ็บป่วย (Disability) เป็นการลดค่าใช้จ่ายของตนเองและภาครัฐ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง (Industrial Relation) ย่อมมีส่วนในการเสริมสร้างรายได้ของบุคคลและชุมชนจึงตองอาศัยการพัฒนาบุคคลากรตลอดเวลา 2.ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness)                เพื่อเป็นการสร้างความสามารถการในการแข่งขัน สภาพแวดล้อมที่ดี และการเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถอย่างสม่ำเสมอ เป็นการสร้างการบริหารจัดการที่ดีตามมา เพราะมีทรัพยากรที่มีคุณภาพเป็นพื้นฐาน                รัฐตองมีการสนับสนุนอย่างชัดเจน และมีจูงใจเพื่อการพัฒนาร่วมกันทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการและผู้ใช้แรงงาน 3.ความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน(Sustainability)                การที่บุคลากรของประเทศมีความพร้อมขั้นพื้นฐานทั้งพื้นฐานครอบครัวที่ดี สู่การศึกษาที่ดีและศึกษาได้ตลอดเวลา มีสุขภาพแข็งแรง มีรัฐเชิงสวัสดิการคอยให้การสนับสนุน อีกทั้งรัฐยังช่วยรักษาวัฒนธรรมของท้องถิ่น ของชาติ ให้ดำรงอยู่ ก็จะก่อให้ประชากรของประเทศมีความสุขในการทำงาน เป็นการสร้างรายได้ที่มั่นคง โดยเฉพาะการสร้างงานของบุคคลากรกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติดและทางวัฒนธรรมเป็นการสร้างความสุขที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับการสร้างผลผลิคให้รัฐ                แต่รัฐยังจะต้องสร้างสภาวะแวดล้อมและสร้างสำนึกให้ผู้ประกอบการตลอดจนประชากรของรัฐให้เป็นผลเมืองที่ดำเนินวิถีชีวิตแบบรู้จักประมาณตน(ดำเนินชีวิตแบบพอเพียง) รู้จักออม รู้จักหา รู้จักใช้ สร้างให้เป็นสังคมสมานฉันท์ เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง 4.คุณภาพชีวิต (Human Security)การสร้างให้ประชากรรู้จักการดำเนินวิถีชีวิตแบบพอเพียง แบบรักษาทุนทางธรรมชาติเพื่อสร้างคุณภาพทุนมนุษย์ของสังคม ย่อมทำให้ทุนมนุษย์ของชาติมีคุณภาพชีวิตตามมาในที่สุด 5.ตอบแทนสังคม                การที่ประชากรของประเทศดำเนินวิถีชีวิตมาอย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่รัฐให้สิทธิขั้นพื้นฐานแห่งรัฐ ตลอดจนช่วยสนับสนุนให้บุคลากรของประเทศมีคุณภาพนั้น ย่อมหมายถึงการเป็นทรัพยากรด้านแรงงานของประเทศทั้งทางร่างกายและสมอง เมื่อเครียดจากการทำงาน(Life After Retirement) มีความสุขตลอดจนคนที่อยู่ในวัยทำงาน เมื่อทำงานอย่างมีความสุข รัฐต้องสร้างบรรยากาศ และสร้างสำนึกให้คนในชาติร่วมกันตอบแทนคุณสังคม แต่รัฐจะทำให้ง่ายลงเพราะเมื่อบุคลากรที่เป็นทุนมนุษย์ของสังคมทำงานอย่างมีความสุข มีรายได้ที่มั่นคง ก็ย่อมต้องการมีส่วนมรการคืนทุนทางรายได้ให้กับการพัฒนาประเทศเพื่อตนเองและลูกหลายจะได้อยู่ในสังคมที่มีความสุข ความมีเสถียรภาพ ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง 
ธนภน วัฒนกุล(Thanapon vattanakul)
IP: xxx.8.136.58
เขียนเมื่อ Fri Jun 22 2007 00:22:17 GMT+0700 (ICT)

สถาปัตยกรรมทุนมนุษย์

HUMAN RESOURCE ARCHITECTURE

 

 

 

 

 

ทุกสรรพสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง   เป็นวลีที่เป็นอมตะ ตั้งแต่ครั้งพุทธกาล มาจนถึงปัจจุบัน

 

สังคมไทยเป็นสังคมที่เกิดขึ้นจากชุมชนเล็กๆ แคว้นเล็กๆ เป็นเมืองเล็กๆ และขยับขยายเป็นเมืองใหญ่ พัฒนาสู่การเป็นประเทศ มีการปกครองแบบครอบครัว  พ่อปกครองลูก   สู่การเป็นรัฐ และรัฐชาติ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมทางการปกครองล้วนเกิดจากคนในท้องถิ่นดั้งเดิมสู่การเป็นราษฎร ประชาชน และพลเมืองของประเทศ

 

จากคนที่มีอยู่จำนวนน้อยในอดีตได้ขยายครอบครัวเป็นพลเมืองจำนวนมาก เกิดจากการเปลี่ยนทั้งภายในและภายนอก  ภายในเกิดจากวัฒนธรรมดั้งเดิม ประเพณีดั้งเดิม สู่การเปลี่ยนแปลงจากภายนอก ด้วยการขับเคลื่อนทางวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศแถบตะวันตก  เมื่อครั้งยุคการล่าอาณานิคมเพื่อการครอบครองทรัพยากรธรรมชาติ สู่การล่าทรัพยากรข้ามชาติข้ามเผ่าพันธุ์

 

เหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อโครงสร้างของสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีการแข่งขันอย่างเข้มข้น เมื่อโลกตะวันออก ตะวันตก ยุโรปและแทบทุกภาคส่วนของโลกได้แข่งขัน ในการช่วงชิงทรัพยากรทางธรรมชาติ ตลอดจนทรัพยากรทางวัฒนธรรม  โดยมีคนของแต่ละชนชาติ เป็นผู้ขับเคลื่อน ในแต่ละภูมิภาค  สังคมไทยได้เริ่มตระหนักและเห็นความสำคัญของคน ซึ่งถือเป็นทรัพยากรสำคัญของชาติ เพราะคนเป็นต้นทุนที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ เป็นการปรับตัวสู่การดำรงความเป็นรัฐชาติที่มั่นคง ด้วยการส่งเสริมให้พลเมืองของรัฐได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ (Globalization)  ยุคเศรษฐกิจใหม่ (New Economic) และยุคการใช้เทคโนโลยี (Technology Revolution)  โดยรัฐต้องคำนึงถึงการรักษา  และพัฒนาประยุกต์ใช้ทรัพยากรทางวัฒนธรรมของชาติให้ดำรงอยู่คู่ไปกับการพัฒนาและส่งเสริม

 

 

 

 

พลเมืองสู่การเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ และพร้อมรับการแข่งขันกับโลกภายนอกได้ดังนี้

รัฐต้องให้การสนับสนุน (Supply Side) ในด้าน :

 

 

1. ประชากร (Population)

รัฐต้องให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว (Family) เพราะสถาบันครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของสังคม การเลี้ยงดูของประชากรในครอบครัวที่ขาดความอบอุ่น และขาดปัจจัยพื้นฐานในการดำรงอยู่ของชีวิต ย่อมสร้างบุคคลากรที่เป็นผู้ติดยาเสพติด ขาดความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม นำมาซึ่งรายจ่ายของรัฐในการป้องกันและปราบปราม

รัฐต้องให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดู(Nutrition)

ให้ประชากรของประเทศได้รับการบริการเชิงรัฐสวัสดิการเพื่อเพิ่มคุณภาพด้านกาย สติปัญญา โดยการบริโภคที่ถูกหลักโภชนาการตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยเรียน วัยรุ่น จนกระทั่งถึงวัยชราให้ได้รับปัจจัยขั้นพื้นฐานอย่างเพียงพอ

รัฐต้องให้ความสำคัญด้านการศึกษา(Education)

การศึกษาเป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่รัฐต้องลงทุนด้วยความจริงจัง ต้องให้ทุนมนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดด้วยการให้ได้รับการศึกษาทุกระดับชั้นอย่างเสรี ทั้งคนที่อยู่ในวัยเด็ก วัยเรียน วัยหนุ่มสาวตลอดจนวัยทำงาน ต้องให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาทุกระบบ รัฐต้องลงทุนตลอดเวลา ต้องสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ต้องให้เป็นสังคมแห่งภูมิปัญญา ด้วยการศึกษา

รัฐต้องให้ความสำคัญด้านสุขภาพ (Health)

เพราะปัญหาด้านสุขภาพถือเป็นรายรับรายจ่ายที่มีผลต่อการพัฒนาของประเทศ นับวันรัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายกับการรักษาประชากรของประเทศเป็นจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะการนำเข้าทางด้านการแพทย์จากยาและอุปกรณ์การแพทย์ ตลอดจนเทคโนโลยี รัฐควรส่งเสริมสุขภาพของประชากรตั้งแต่วัยเยาว์ถึงวัยชรา ต้องคิดและลงทุนด้านการป้องกันมากกว่าด้านการรักษา ต้องสนับสนุนให้มีการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นในเรื่องแพทย์แผนโบราณ แพทย์ทางเลือกให้มากกว่าในปัจจุบัน เมื่อประชากรของชาติมีสุขภาพแข็งแรง รัฐก็จะมีรายจ่ายด้านการรักษาลดลง ทำให้รายได้ของประเทศเพิ่มขึ้นอีกทั้งยังส่งผลให้แรงงานที่มีอยู่มีคุณภาพตามมา

รัฐต้องให้ความสำคัญด้านวัฒนธรรมชุมชน (Culture community)

เพราะวัฒนธรรมชุมชนเป็นรากฐานของความเป็นชนชาติ เป็นแก่น เป็นโครงสร้างที่จะรักษาไม่ให้วัฒนธรรมต่างชาติดเข้ามามีบทบาทได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันสังคมไทยเป็นสังคมบริโภควัตถุ เพราะรัฐขาดการรักษาและพัฒนาวัฒนธรรมของชุมชนเช่น การที่รัฐให้ธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศเข้ามาตั้งอยู่ในชุมชน ทำให้ร้านค้าระดับโชห่วยหายไปจากชุมชน สิ่งที่ตามคือชุมชนขาดการสื่อสารแบบธรรมชาติ ขาดความรักใครกลมเกลียวในระบบธรรมชาติ ขาดการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นการทำลายสังคมอย่างสิ้นเชิง

รัฐต้องให้ความสำคัญในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (Media)

เพราะข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งสำคัญในปัจจุบันของโลกที่มีการแข่งขัน การที่รัฐไม่เปิดเผยข้อมุลและให้ประชาชนได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลย่อมทำให้เกิดการเสียเปรียบโดยเฉพาะกับคู่แข่งต่างชาติ การที่ประชากรไทยรู้ข้อมูลข่าวสารช้ากว่าย่อมเสียเปรียบในการสร้างต้นทุนที่สูง รัฐต้องสร้างให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมข่าวสาร เป็นสังคมที่ประชาชนพร้อมเข้าถึงทุกๆด้านของการสื่อสาร เพื่อลดต้นทุนและทันต่อเหตุการณ์ของการเปลี่ยนแปลง

 

2.สังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม(Social ability, Culture & Environment)

รัฐต้องสร้างสังคมให้เป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ทั้งวัฒนธรรมในเชิงวิถีชีวิต วัฒนธรรมของการมีวินัย วัฒนธรรมของการบริโภค ต้องรู้จักบริโภคทรัพยากรของท้องถิ่นเพื่อรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติดให้สืบต่อไป ทั้งยังเป็นการลดต้นทุนของสังคม

รัฐต้องรักษาวัฒนธรรมทางศีลธรรม จริยธรรมให้กับพลเมืองของชาติ เพราะหากพลเมืองขาดศีลธรรม จริยธรรมก็จะก่อให้เกิดผลเสียตามมา เป็นการไม่นับถือผู้อาวุโส เมื่อเกิดปัญหาการขัดแย้งขึ้นก็จะใช้อำนาจทางกำลังเข้าแก้ไข หากระบบอาวุโสแข็งแรงก็จะลดปัญหาเหล่านี้ลงได้ และการขาดขริยธรรมก็จะนำมาซี่งการฉ่อราษฏร์บังหลวงโดยไม่รู้ว่าเกิดผลเสียต่อส่วนรวมของประเทศ

 

3.แรงงาน(Labor Force)

จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น หากรัฐขาดการสนับสนุนตั้งแต่สถาบันครอบครัว(Family) การเลี้ยงดู(Nutrition) การศึกษา(Education) การดูแลสุขภาพ(Health) การรักษาวัฒนธรรมชุมชน(Social ability, Culture & Environment) และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร(Media) ย่อมทำให้ประชากรของประเทศเป็นทรัพยากรด้านแรงงานที่ต่ำ สร้างรายได้จากแรงงานล้วนๆ เป็นแรงงานที่ขาดความรู้ ความสามารถ ย่อมทำให้ไม่สามารถรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติและทรัพยากรทางวัฒนธรรมไว้ได้ และในที่สุดก็จะนำมาซึ่งการเสียเปรียบทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง จะเห็นได้จากการที่ ผู้ประกอบการของไทยที่ลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ด้วยทุนจำนวนมากกับเทคโนโลยีและอุปกรณ์จากต่างประเทศ โดยใช้แรงงานจากแรงงานขั้นต่ำภายในประเทศ กล่าวได้ว่ารายได้ที่เข้ารัฐมีเพียงรายได้ที่ได้จากแรงงาน นอกเหนือจากนั้นก็คือต้องเสียให้แก่ต่างชาติ โดยถือเป็นค่ามันสมองที่เขามีความคิด และสติปัญญาเหนือคนในชาติของเรา

 

 

 

 

จากการแข่งขันกับโลกภายนอกและการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของสังคม ทำให้สังคมและทรัพยากรมนุษย์มีความต้องการ(Demand size)

 

1.ภาคการผลิต(Productive Sectors)

การผลิตมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศเพราะเป็นการสร้างรายได้ให้รัฐและกับประชาชนในประเทศ การผลิตที่มีดุลภาพนำมาซึ่งรายได้ที่สูง ดังนั้นประชากรที่เป็นทรัพยากรของประเทศต้องมีการให้การอบรม(Training) การศึกษา (Education) อยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นการสร้างขีดความสามารถ (Competency) เพื่อการแข่งขันได้ (Competitiveness) ทั้งนี้เพื่อให้แต่ละอาชีพ (Occupation) มีความหลากหลายและเป็นการสร้างความถนัดของแต่ละบุคคลให้ดำรงอยู่ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างรายได้ (wage) ให้กับรัฐและประชากรของประเทศ

ผู้ใช้แรงงานยังต้องการสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงานด้วย (Environment mental Factors) เพราะสิ่งแวดล้อมที่ดีจะช่วยลดการเจ็บป่วย (Disability) เป็นการลดค่าใช้จ่ายของตนเองและภาครัฐ

อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง (Industrial Relation) ย่อมมีส่วนในการเสริมสร้างรายได้ของบุคคลและชุมชนจึงตองอาศัยการพัฒนาบุคคลากรตลอดเวลา

2.ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness)

เพื่อเป็นการสร้างความสามารถการในการแข่งขัน สภาพแวดล้อมที่ดี และการเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถอย่างสม่ำเสมอ เป็นการสร้างการบริหารจัดการที่ดีตามมา เพราะมีทรัพยากรที่มีคุณภาพเป็นพื้นฐาน

 

รัฐต้องมีการสนับสนุนอย่างชัดเจน และมีจูงใจเพื่อการพัฒนาร่วมกันทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการและผู้ใช้แรงงาน

 

3.ความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน(Sustainability)

การที่บุคลากรของประเทศมีความพร้อมขั้นพื้นฐานทั้งพื้นฐานครอบครัวที่ดี สู่การศึกษาที่ดีและศึกษาได้ตลอดเวลา มีสุขภาพแข็งแรง มีรัฐเชิงสวัสดิการคอยให้การสนับสนุน อีกทั้งรัฐยังช่วยรักษาวัฒนธรรมของท้องถิ่น ของชาติ ให้ดำรงอยู่ ก็จะก่อให้ประชากรของประเทศมีความสุขในการทำงาน เป็นการสร้างรายได้ที่มั่นคง โดยเฉพาะการสร้างงานของบุคคลากรกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติดและทางวัฒนธรรมเป็นการสร้างความสุขที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับการสร้างผลผลิคให้รัฐ

 

แต่รัฐยังจะต้องสร้างสภาวะแวดล้อมและสร้างสำนึกให้ผู้ประกอบการตลอดจนประชากรของรัฐให้เป็นผลเมืองที่ดำเนินวิถีชีวิตแบบรู้จักประมาณตน(ดำเนินชีวิตแบบพอเพียง) รู้จักออม รู้จักหา รู้จักใช้ สร้างให้เป็นสังคมสมานฉันท์ เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง

 

4.คุณภาพชีวิต (Human Security)

การสร้างให้ประชากรรู้จักการดำเนินวิถีชีวิตแบบพอเพียง แบบรักษาทุนทางธรรมชาติเพื่อสร้างคุณภาพทุนมนุษย์ของสังคม ย่อมทำให้ทุนมนุษย์ของชาติมีคุณภาพชีวิตตามมาในที่สุด

 

5.ตอบแทนสังคม

การที่ประชากรของประเทศดำเนินวิถีชีวิตมาอย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่รัฐให้สิทธิขั้นพื้นฐานแห่งรัฐ ตลอดจนช่วยสนับสนุนให้บุคลากรของประเทศมีคุณภาพนั้น ย่อมหมายถึงการเป็นทรัพยากรด้านแรงงานของประเทศทั้งทางร่างกายและสมอง เมื่อเครียดจากการทำงาน(Life After Retirement) มีความสุขตลอดจนคนที่อยู่ในวัยทำงาน เมื่อทำงานอย่างมีความสุข รัฐต้องสร้างบรรยากาศ และสร้างสำนึกให้คนในชาติร่วมกันตอบแทนคุณสังคม แต่รัฐจะทำให้ง่ายลงเพราะเมื่อบุคลากรที่เป็นทุนมนุษย์ของสังคมทำงานอย่างมีความสุข มีรายได้ที่มั่นคง ก็ย่อมต้องการมีส่วนมรการคืนทุนทางรายได้ให้กับการพัฒนาประเทศเพื่อตนเองและลูกหลายจะได้อยู่ในสังคมที่มีความสุข ความมีเสถียรภาพ ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

 

Siriporn (NaPombhejara) Allapach
IP: xxx.144.204.161
เขียนเมื่อ Fri Jun 22 2007 15:00:57 GMT+0700 (ICT)

Dear Prof. Chira,

I am re-sending my homework as discussed.

Thank you very much.

Best regards,

Sarah

SSRU/DM Student

Human Capital Architecture(Demand – Supply)  Supply         Population                                      Education & Awareness;       Quality in providing education to all different levels of population is part of the essential infrastructure in the communities. Create awareness of importance of education, learning from all mass media, newspaper, news etc. also part of “quality of life”.  Both IQ and EQ are also important for people to live in the communities.  Moral & Ethical are key points of awareness in living together in the society.              Health & Welfare (Housing etc.);     Looking after people in providing standard healthcare with welfare which are of direct benefit to people in all communities. To provide health care & dental care programs to communities.              Infrastructure in communities;          Including water, ecology, electricity/power, roads, public park, awareness of decent environment in all communities. Government’s role in providing the basic infrastructure and to also maintain the level of services to all villages, and communities.                                                                                                                                 Nutrition;                                            Educate & create awareness to people with healthy nutrition to all ages. Government must has the policy in educating people in all communities of how to live a healthy life.             Family;                                                Good family is a strong infrastructure to community. Value and quality of life in individual person is basically an impact from family background.             Media & Social;                                 It’s necessary for government to create awareness in obtaining & providing information/news from  mass media. Healthy social among each communities is a good beginning in enlarging to other communities.                                                                                                                Labor Force-                        Age, Sex, Race, Hispanic origin, Marital status, Family relationship, & Veteran status;                                                                                    These are important factors in creating a strong team for labor force. Different industry required different type of workers. Family obligation also part of lack of support in career aspect.              Occupation, industry, class of worker, hours of work, full- or part-time status;                                                                                                     Different type of industry, market require the wide diversity of workers. There are different requirements which has both direct and indirect impact to type of industry/market.             Work experience, occupational mobility, job security, Educational Level, & school enrollment of workers.                                                                        These are also important factors in building up a strong team in the market.   ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ Demand            Productive Sectors-                                 Labor;              Each market requires labor at different level & type and different competencies. Knowledge and training increase the skill in career. Other factors which has direct & indirect impact to labor market are also including of -:                                        Technology;                                    Wages, Insurance Benefits, including Accident Insurance;                                     Natural Resources;                                    Environmental Factors;                                     Disability, sickness, pregnancy for women, vacations, taking care of family members and;                                    Culture.              Competitiveness-                                                                                We must know the “Business Environment”. Able to know your competitive in the same market can increase the focus in fulfill the need for your own market.  Other factors which have direct & indirect impact are also including of -:                                    Physically/Knowledge Infrastructure;                                    Business Performance;  Self assessment is a must in all type of business. Learning the                                         strength & weaknesses in your business organization can verify the status of where you are                                 stand in the market.                                    Labor Supply; and                                     Social & Politic situation.             Sustainability –                                     Factors which have impact to the sustainability in all market type of  business world including the local & international aspect, namely:-                                    Environmental Sustainability;                                    Economic Sustainability;                                    Social Sustainability;                                     Political Sustainability                                     Industrial Culture; and                                    Intellectual Property                                                Life After Retirement -                                                                      “Life after retirement is a social heritage not a social burden”. In our Asian culture are should have innovative thinking on the retirement people. The retirement people can also maintain the activities to the social for their individual benefit and also to the society.                                    Activities with the family members, friends, communities which suitable to their age; and                                    Health, Leisure & Happiness are main factors for retirement life.                                                  Impact of the Human Capital to Globalization                                           In the globalization aspect, innovation thinking is essential in particularly “Human Capital” topic.  Human Capital has direct impact to -:                                     Global Economy, i.e. Switzerland, Finland, and Sweden are world most competitive economics. Their governments have strong & maintain with persistent activities in doing the investment of their people. The country has become success in the global & worldwide aspect.  Other innovation strategies on Human Capital can also involved -:                                     Need of Global Society.  Awareness of the economic world situation;                                      International Relations;                                     Politic Situation;                                    Global Economic Reform; and                                     Create the conditions for rapid and sustained productivity growth. Comparing and learning from the local market within the country can cause the lack of efficiency. It’s government role in encourage and establish the international linkage. The growth & productivity can be enlarged and extended to other countries.  The globalization is also has the impact to the society crisis. There are more competitive in the market which causing people has lack of responsible in terms of moral and ethic in the local society.   Siriporn (Na Pombhejara) AllapachSubmission Date 20 June, 2007                                     

 

ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
เขียนเมื่อ Fri Jun 22 2007 17:06:42 GMT+0700 (ICT)
ถึง  นักศึกษาปริญญาเอกสวนสุนันทาทุกท่าน      
        ขณะที่ผมเขียน Blog อยู่นี้ เป็นเวลา 5 โมงเย็น ช่วงนี้ ผมได้ตรวจสอบข้อมูลที่นักศึกษาส่งมาแล้ว ขอชื่นชมการบ้านของทุกคนที่ส่งมาก ทำได้ดี แม้ว่าค่อนข้างยาก โดยเฉพาะเรื่อง HR Architecture ซี่งทุกคนทำได้ดีอย่างเช่นการวิเคราะห์จุดอ่อนและจุดแข็ง  การมองภาพ Macro ก็ดีครับ มีประโยชน์      
          ส่วนเรื่องที่สองที่ผมอยากชื่นชมคือ นักศึกษารุ่นนี้มี ทุนที่เรียกว่า Digital Capital ดี ส่งมาเกือบทุกคนแล้ว      
          ส่วนเรื่องที่สาม ถ้าใครอยากจะส่งภาษาต่างประเทศ ผมก็มีความยินดี เพราะว่านักศึกษาจะได้ฝึกภาษาไปด้วย      
          สิ่งสำคัญที่ผมอยากฝากไว้คืออยากให้นักศึกษา Link ระหว่าง Macro และ Micro ให้ได้  ซึ่งการมีทุนมนุษย์นั้นไม่ได้เกิดจากการเรียนหรืออยู่ในองค์กรเท่านั้น แต่ เกิดจากวัยเด็ก ประกอบกับประสบการณ์ ซึ่งวิธีการเรียนรู้ของสังคมปัจจุบัน จะเห็นว่าการศึกษานั้นอ่อนแอมาก ไม่มีทุนทางปัญญา ผมจึงอยากให้นักศึกษาทุกคนคิดให้เป็นนอกจากที่จะเรียนเอาปริญญาอย่างเดียว       
        สุดท้าย ผมขอขอบคุณที่ทุกท่านส่งการบ้านมาที่ Blog ผมครับ                       
                จีระ  หงส์ลดารมภ์
นางสาวญาณัญฎา ศิรภัทร์ธาดา
IP: xxx.91.172.250
เขียนเมื่อ Tue Jun 26 2007 12:12:20 GMT+0700 (ICT)

การบ้านวิชาทุนมนุษย์ ครั้งที่ 2 (อ.ประกาย ชลหาญ)

 

HR Strategy &Management Overview
 
ความสามารถในการบริหารงานนั้นต้องเก่งเรื่อง บริหารคนกับเรื่องบริหารการเงิน  Jack Welch  ผู้บริหาร GE บอกว่าคนที่เก่งนั้นจะต้องมี 4 E’s คือ Energy พลังในการทำงาน, Energize ต้องกระตุ้นให้คนอื่นมีพลังด้วย,  Edge ต้องเหนือกว่าคนอื่น, Execute ต้องทำงานให้ประสบควาสำเร็จและ Ethic คุณธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากเกี่ยวกับ Corporate governance และ Corporate value ซึ่งคนต่างประเทศ จะมีสูงและถูกปลูกฝังให้อยู่ในสายเลือด Ethic is in the blood.และมี Self discipline สูง
              Human Performance Framework  ทั้งหลายทั้งปวงทีอธิบายเกี่ยวกับด้าน Organization  ด้าน Strategy และด้าน Environment ในที่สุดแล้วก็เป็นการเน้นไปที่การบริหารคนที่ต้องให้เกิดปัจจัย 2 ตัวคือ Ability และ Motivation เพื่อนำไปสู่ Performance ในการบริหารทุนมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพ
              ในชีวิตจริงเราก็ต้องให้ความสำคัญกับจุดแข็งขององค์กร นั่นคือการConcentrate on Strength หมายความว่าเราต้องทุ่มเททรัพยากรให้กับคนเก่งแต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทอดทิ้งคนในองค์กรที่อ่อนแอกว่า
 
เกี่ยวกับเรื่อง HR Strategy & Management สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับมหภาคในการบริหารงานบุคคลดังนี้ หากการบริหารงานบุคคลไม่ดีพอจะมีปัญหาด้านของ คุณภาพและประสิทธิภาพของ Human capital ซึ่งก็จะส่งผลด้านลบไปยังภาคการผลิต ทำให้มี แรงงานไร้ฝีมือ (Unskill labor) คุณภาพของพนักงานต่ำ ไม่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) การผลิตไม่มี Productivity ไม่มีมูลค่าเพิ่ม (Value add) กรณีศึกษาที่เห็นได้ชัดและกระทบไปยังมหภาค คือ Free Trade Area Contact การที่รัฐบาลไทยส่งทีมไปเจรจาตกลงเรื่องการทำการค้าเสรีนั้นทีมเจรจาไม่มีความสามารถเพียงพอจึงทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ การค้าเสรีนั้นไทยควรศึกษาตัวอย่างที่ดีของประเทศออสเตรเลียให้มาก
ข้าพเจ้าไม่ได้หมายความว่า กรอบการทำเขตการค้าเสรี (Free Trade Area) เป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจ ไม่ควรทำ เพราะไม่มีประโยชน์ เปล่าเลยแต่เรื่องนี้อยู่ที่ทีมเจรจาเป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการไปเจรจา
 
เกี่ยวกับเรื่อง HR Strategy & Management สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับจุลภาคในการบริหารงานบุคคลได้โดย มุ่งเน้นไปที่ตัวของผู้นำองค์กรเป็นอันดับแรก Peter Drucker  ได้เขียนไว้ในไดอารี่ส่วนตัวเป็นดังบทความที่จะขอนำเสนอ ได้สรุปจากหนังสือเรื่อง The Daily Drucker แต่งโดย Peter Drucker ปรมาจารย์ทางด้านการบริหารจัดการระดับโลกว่าด้วยเรื่องความเป็นผู้นำ มีใจความสำคัญ ดังนี้
การคัดเลือกบุคคลากรเพื่อมาดำรงตำแหน่งผู้นำหรือผู้บริหาร มี         
หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
1.    บุคคลนั้นจะต้องมีผลงานที่โดดเด่น เช่น สามารถสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้แก่
       องค์กร ช่วยตอกย้ำวัฒนธรรมขององค์กรในกลุ่มลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน รู้จัก 
       ทำงานเป็นทีม และสามารถสร้างแรงดลบันดาลใจให้บุคคลรอบข้างได้
2.    มีจุดแข็งหรือจุดเด่นที่สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร
3.    เป็นคนดีคุณธรรมมากเพียงพอ ในระดับที่เราสามารถไว้วางใจให้ลูกหลานของเรา  
       ร่วมงานด้วยได้
4.    เป็นบุคคลที่ทุกคนอยากทำงานด้วย
 ผู้นำที่มีบุญญาบารมีควรมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
1)    สามารถนำเอาศักยภาพของเพื่อนร่วมงานและลูกน้องมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อทำให้เป้าหมายขององค์กรประสบความสำเร็จ และสามารถสร้างแรงดลบันดาลใจแก่คนรอบข้าง
 
เพื่อให้เขาเหล่านั้นเกิดกำลังใจ สามารถทำในสิ่งที่เขาเคยคิดว่า เขาไม่สามารถทำได้ นอกจากนั้น ผู้นำที่มีบุญญาบารมีจะต้องมองแต่จุดแข็งของลูกน้องและพยายามส่งเสริมจุดแข็งเหล่านั้นให้มีความโดดเด่น สามารถนำไปสร้างประโยชน์ให้แก่องค์กได้
2)    มีหลักการในการทำงานที่ชัดเจน เช่น สามารถบอกได้ว่า สิ่งที่เราคาดหวังจากลูกน้องมีอะไรบ้าง เป็นต้น มีมาตรฐานสูงในการวัดความสามารถของทุกคนรวมทั้งของตนเอง มีความยุติธรรมในการปูนบำเหน็จรางวัล และมีบทลงโทษที่ชัดเจนและเที่ยงธรรม
3)    เป็นผู้ฟังและนักสื่อความที่ดี การเป็นผู้ฟังที่ดีทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างชัดเจน และการเป็นนักสื่อความที่ดี ในที่นี้หมายถึง ความสามารถในการบอกลูกน้องได้อย่างชัดเจนและตรงประเด็นว่า เป้าหมายขององค์กรคืออะไร และสิ่งที่ฝ่ายบริหารต้องการจากลูกน้องคืออะไร เป็นต้น ซึ่งขอแนะนำว่า ควรเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรมากกว่าบอกกล่าวด้วยคำพูด
4)    เน้นผลงานเป็นหลัก
5)    สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่า องค์กรจะเกิดวิกฤตเมื่อไร เพราะเหตุใด สินค้าของเราจะอยู่ในตลาดได้อีกนานแค่ไหน หรือสินค้าตัวใดควรรักษาไว้ สินค้าตัวใดควรตัดทิ้ง เป็นต้น
 
ผู้นำที่ ไม่มี  คุณธรรมและจริยธรรม มีลักษณะดังนี้
1.    สนใจจุดอ่อนของผู้อื่นมากกว่าจุดแข็ง
2.    ชอบจับผิด และคอยชี้ถูกชี้ผิดอยู่ตลอดเวลา โดยไม่สนใจว่า เรื่องเหล่านั้น   
      จะมีแก่นสารสาระหรือไม่
3.    เน้นเรื่องสติปัญญา ความเฉลียวฉลาด และผลกำไรมากกว่าคุณธรรม
4.    กลัวว่าลูกน้องจะเก่งกว่า
5.    ตั้งมาตรฐานของตนเองให้ต่ำไว้ก่อน เพื่อป้องกันการครหานินทา
      ส่วนเรื่องการคัดเลือกบุคลากรนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ฝ่ายบริหารต้องพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุดก่อนการตัดสินใจ เพราะถ้าเลือกคนผิดจะทำให้องค์กรเกิดความระส่ำระสาย อีกทั้งยังสร้างปัญหามากมายทำให้เสียเวลาในการแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ให้กลับมาดีดังเดิม อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเราจะพิจารณาแล้ว แต่ยังคงเลือกคนผิด สิ่งที่ฝ่ายบริหารจะต้องทำให้เร็วที่สุดคือ รีบปลดบุคคลนั้นออก จากตำแหน่งโดยทันที ในจุดนี้เชื่อว่า การที่เราปลดบุคคลที่เราไม่ต้องการออกไปนั้น ไม่ได้หมายความว่า คน ๆ นั้นจะเป็นคนที่ไร้ความสามารถ แต่หากเกิดจากการขาดวิจารญาณที่ดีของฝ่ายจัดการที่ไม่สามารถมอบหมายงานให้ตรงกับความสามารถของลูกน้องได้
 
Case study micro
     Dollar General Company เป็นบริษัทค้าขายของปลีก มีสาขามากมายในสหรัฐอเมริกา สามารถทำกำไรได้ถึง ห้าพันล้านเหรียญต่อปี เรามาดูกันว่าบริษัทนี้มีลักษณะที่ดีตามคุณสมบัติที่กล่าวไว้ในหนังสือ What’s really works อย่างไร
           1. Culture พนักงานทุกคนต้องทำงานหนัก มีความภูมิใจในหน้าที่ของตนเอง มีความเคารพลูกค้า มีการทำให้เป็นที่ยอมรับในชุมชน โดยมีศูนย์การเรียนรู้ของชุนชน สอนการพูด อ่าน เขียน ทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า
          2. Structure ทำให้องค์กรมีขนาดเล็ก บริหารงานและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้โดยง่ายตลอดเวลาซึ่งจะมีผลทำให้ต้นทุนลด
          3. Talent ให้ผลประโยชน์ตอบแทนทางการเงินแก่พนักงานทีเก่ง มีสวัสดิการที่ดีมีการฝึกอบรมและมีระบบส่งเสริมการเรียนรู้ในองค์กร
          4. Leadership เปลี่ยนผู้บริหารที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ออกเป็นจำนวนมาก เป็นต้น
 
ในกรณีที่เราสามารถคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมได้แล้ว ในช่วงแรก ฝ่ายบริหารไม่ควรมอบหมายงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างนวัตกรรมใหม่ให้แก่บุคคลเหล่านั้น เพราะจะเป็นที่เพ่งเล็งของพนักงานหน้าเก่าที่คอยจะลองภูมิผู้บริหารมือใหม่อยู่ตลอดเวลา  ทำให้งานที่ออกมาอาจจะล่าช้าหรือมีคุณภาพไม่ค่อยดีนัก ฉะนั้น งานที่ฝ่ายบริหารควรมอบหมายคือ งานทั่ว ๆ ไป ที่มีมาตรฐานในการประเมินคุณภาพที่ชัดเจน เพื่อใช้เป็นตัวพิสูจน์ความสามารถของพนักงานที่เราคัดเลือกมาดำรงตำแหน่งดังกล่าว
ขอฝากข้อคิดเป็นกลอนสัมผัสให้ผู้นำที่ไร้ภาวะผู้นำ ไว้ว่า......
         เคร่งครัดเจ้าระเบียบหาเปรียบยาก
              อยู่ลำบากน้อยผู้คนจะทนไหว
                   คนแช่งชักหักกระดูกทุกวันไป
                         ไม่มีใครอยากอยู่ด้วยช่วยทำงาน ..........
Siriporn (NaPombhejara) Allapach
IP: xxx.144.204.161
เขียนเมื่อ Wed Jun 27 2007 08:01:02 GMT+0700 (ICT)

Dear Prof. Chira,

Please find my 2nd assignment on "HR Strategy & Management Overview". The instructor was AJ. Prakai Cholahan.

Best regards,

Sarah (NaPombhejara) Allapach

SSRU/DM

HR Strategy & Management Overview2nd Assignment  Saturday 23 June, 2007 as our 2nd week on "Human Capital" class, we had an opportunity to meet with AJ. Prakai Cholahan, Director of ACAP Advisory PCL. AJ Prakai is a man with high experiences. He shared his knowledge and experiences with class particularly on "HR Strategy & Management Overview".  I felt that 3 hours of class were not sufficient to cover the essentials which he has to share with us. He started class with the introduction of Jack Welch, the CEO of Century. I learnt that HR Strategy has 2 key factors which are-:             - Employee; and            - Financial AJ Prakai referred to Jack Welch's book that the way of thinking in the HR matter is all about "individual person".  There are 4 E in Mr. Welch's theory, there are-:             1. Energy                      Ability to act or work with strength and eagerness;             2. Energize                    Giving full energy & enthusiasm;            3. Edge                         Able to perform better than others; and            4. Executed                   Perform & carry out to reach the goal. However, the class had a chance to share on the "Ethics" which they felt that it should be added into this category. AJ Prakai explained that Jack Welch described the “Ethics” issue in the "Corporate Value".   I learnt that the 3 parts in the organization must involve leader, follower, and environment.  The Reality is the linkage in between these 3 main parts.  One of the most interesting part which I learnt was the leaders have most important task to contribute to their organization. The leader's role must develop the ability and motivation to all employees.  Joseph M. Juran, father of quality has stated on his HR model which focus on “ability improvement” that leaders in the organization responsible for building awareness of the need and opportunity for improvement, set goals for improvement and organize to reach them, carry out projects to solve problems, report progress, provide training, give recognition, communicate results maintain momentum by making improvement part of the regular systems and processes of the company. Abraham Moslow’s  Theory of Human Motivation has described from his studied and observations of humans' natural curiosity. Moslow’s theory contended that as human/employee meet 'basic needs', they seek to satisfy successively. Motivation is a must for all as a human. Other factors in making ability & motivation to individual employee which includes the followings -: ·                Structure          Organization Chart is needed to verify roles, responsible, duties of all employees. Each position must know their job description, authority, their team & tasks of what they have to do to reach the organization's goal.  This is also road map of how to set for individual/department's compensation, wages, including benefit package, insurance etc. ·                Resourcing      Manage in putting the right man into the right job. Numbers of each department is relevant to the tasks, not too much staff or under staff. Over staff or under staff cause problem within the team, department and as a whole organization. ·                Performance Management      Evaluation/self assessment is a must for all organizations.  The leader, management level including manager level are responsible for informing the staff of the evaluation, objectives, what are the KQI, what type of job assignment etc. The performance review is a tool in verifying the competencies of staff. The diligence & outstanding staffs can be recognized and also revert to the opposite performance.  Evaluation is recommended to do on a regular basis throughout the year. It's not a one time job. Development, training and discipline will be verified from this task. ·                Train/Know Support    This also apply to technical/hard skill, management skill and soft skill. Technology support is also a must with all type of organization.  At this point, I learnt that there are 3 ways of management support. Management Up, Management Down and Side Way support.  Management Up is how to have the right interaction with your supervisor. How to get support from supervisors etc. Side way is how to manage the teamwork. Management Down is how to have the interaction with your subordinates in the proper, constructive ways. ·                Performance Support  Providing of working facilities, improving of working environment, activities among the team or as the whole organization. This can also reply to benefit packages to staff. ·                Leadership                  Leader must be a “Role Model” to all employees. Leader has 4 main roles, namely -                                    1.         Pathfinder          Create a clear vision, direction to all employee;            2.         Aligning All employee must be on the same road and in the same team, direction. Leader's must be able to communicate to  their employees in making sure that everyone is on the same direction;            3.         Empower           Good leader must support their subordinates, encourage staff under their supervisor to be able to take risk at the affordable level, decision making, able to assist supervisor in all aspect;            4.         Role Model        Set out the good sample, become the good leader and fully respect & acceptable to all employee.              Leadership is a must for all organizations. Leader is also a corporate brand. Leader should also create & encourage not only technical skill but they should also create the activities in the soft skill areas, i.e., CSR Activities etc. Leader can make different to their organization. Leader has to "do the right things". Manager has to "do the things right". ·                Communication           Each organization requires good communication system, including setting up a good manual, process handbook. Informing the information to the right person, right timing is essential.  "Information is Power".  Communication can benefit and damage to the organization. It is very important for the leader/management level to set the sufficient planning in communicating with all employees. Regular meeting, post the announcement(s), internal newsletter etc.   ·                Culture                         Corporate Value can become a success with a good culture in the organization. All employees must know and understand the corporate culture. Loyalty, sense of belonging will also happen and together is a success of "Corporate Value". The culture can also help the employees to be on the same direction.As the class discussion went along, AJ Prakai pointed out the key factors of the innovation way in running the business. One of the key factor is the leader’s role. The importance of having a good leader or role model must start from small society, i.e. family, work place etc. Family is a strong infrastructure to individual person.  If they have a good sample at home, they will extend their well behavior to the small society at school, work place and to larger society. I’m currently holding a position of Marketing & Communications Manager at Baker & McKenzie, Bangkok office. My organization has worldwide network. Leaders of the organization in both global & regional offices are standing at leaders with innovative thinking. There are several rewards we have awarded with under the lead of our Managing Partner. For example -:“Our firm in New York, March 28, 2006 – For the second consecutive year, Baker & McKenzie was nominated “Law Firm of the Year” by Institutional Investor’s Securitization News.  The nomination honors the Firm’s global securitization team for “a number of significant and innovative transactions” in 2005, including its key role as special New York counsel on behalf of Marvel Enterprises, Inc. in connection with its film slate financing, which is also nominated for New Asset Class Deal of the Year.  Award winners were announced in New York City on Thursday, April 27, 2006; andWashington, D.C., October 17, 2005 – Baker & McKenzie LLP is pleased to announce that it was named Pro Bono Law Firm of the Year by the Capital Area Immigrants’ Rights (CAIR) Coalition, a prominent immigrants’ rights group in Washington, D.C.  The award acknowledges the Firm’s pro bono work and charitable contributions to advance the recognition of rights for immigrants to the United States”.Nominations for each category were based on feedback from leading industry professionals. Based upon their recommendations and the publication’s survey of rating agencies, bankers, financial firms and others in the field, the editorial staff reviews each nomination for a final determination of the winners.These are two honor rewards which the firm has received as an outstanding law firm. With the vision of our innovative way of thinking and management. Our top leaders have made the firm’s position to be at the top ranking with the teamwork under same vision, mission and receiving the goal in the global aspect.  Looking at our achievement in different offices, our leadership approaches are based on many factors beyond country culture, including personality, role, competitive in the same area of industry, and individual company values. B&M leaders or management level are working together with managers level to define and ability to develop a vision or direction for the firm.  They are also together with employees to implement the vision in organizational terms and ensure that things happen according to the plan.  These are our management’s focus.Henry Mintzberg’s Theory stated clearly on the “Leader Roles” that leader is the heart of the manager-subordinate relationship and managerial power and persistent where subordinates are involved even where perhaps the relationship is not directly interpersonal. The leader or manager must - :·         defines the structures and environments within which sub-ordinates work and are motivated. ·         oversees and questions activities to keep them alert. ·         selects, encourages, promotes and disciplines. Leaders and manager must able to maintain balance between subordinate and organizational needs for efficient operations.On the country level, I feel strongly that leader has influence to all aspects. The Nature of Leadership looks at the universal qualities of great contemporary leaders as well as those historical figures such as Abraham Lincoln, George Washington, and Dr. Martin Luther King, Jr. whose leadership still continuing in this modern society. In civilized societies, the quality and competency of leadership are a pre-requisite to economic, social and political development, as those activities will largely depend on the decision -making of the leadership. Generally speaking, good leadership should have the following qualifications: 1.       Should possess a clear and constructive vision both for short and long terms for the interests and benefits of the people and the country as a whole;2.       Should be able to establish specific poling measurers to be implemented appropriately;3.       Should be a decent person with good personality; must be able to establish and maintain strong relationship with other sectors of societies, so that the majority of the people will give full support to him;4.       Must have a strong determination to suppress all activities which are against the interests of the Nation and its people, such as corruption and other political wrong doing and;5.       Must maintain a high standard of morality integrity, and ethics at all time. As we can see, Thailand is still lacking a good leadership in its efforts to develop the country.  As a result, there has been political turbulent from time to time.  This has a far-reaching impact upon the growth of the economy.  At present, some Asian countries are having better leaderships than Thailand.  And as a result, their economies are going much a head of us.   To solve this problem, seeking a good leadership should be declared a national agenda.  Efforts must be made to educate people to understand the importance of having good leaderships based on the above-mentioned qualifications, so that Thailand would have an opportunity to stand proudly in the world. Vietnam can be one of the good example for rapid growth of the country under the efficiency of their leaders. Prime Minister of Vietnam expressed that “As a Vietnamese saying goes: "As fire tests gold, hardship tests will" we have every reason to believe that ASEAN will be able to address those challenges and soon tide over, continue to develop in a sustainable and equitable manner. Drawing up lessons of experience on the crisis, we need to strengthen the fundamentals for sustainable economic development in harmony with social and cultural development, making use of the human factor, improving the ecological environment, eradicating social evils, especially the drug issue and the HIV/AIDS threat which are growing at an alarming rate in some countries of our region”. (Keynote Address by H.E. Mr. Phan Van Khai, Prime Minister of Vietnam, United Nation Summit Conference 15 December, 1989. Hanoi).  Vietnam’s leaders are not only focus on economic growth but together with social equity and stability as well as to improve ecological environment and achieve sustainable development. Agriculture including forestry and fishery, plays an important role in almost all regional countries. They also believe that together within the region, Asian countries can help meet the nutrition needs which are becoming urgent in the world. They have also able to set up the mechanism measurements in warning, preventing and handling with the corruption issue. The country is also strongly exchange of experience in macroeconomic management.                            Siriporn (Na Pombhejara) Allapach 

26 June, 2007

กฤษฎา สังขมณี
IP: xxx.155.54.248
เขียนเมื่อ Wed Jun 27 2007 11:49:37 GMT+0700 (ICT)
การบ้านครั้งที่  2เรียนวันเสาร์ที่  23  มิถุนายน  2550  กับท่านอาจารย์  ประกาย  ชลหาญ องค์ความรู้ที่ได้รับประกอบด้วย แนวความคิดในการบริหารทรัพยากรมนุษย์แต่เดิมมีความสำคัญน้อยมาก  มักเรียกว่าstaff  services  department  ที่ทำหน้าที่ทั่วๆไปเท่านั้น  พัฒนาการในช่วงเวลาต่อมาจึงมีความสำคัญมากขึ้น  จนในที่สุดทุกองค์กรเชื่อกันว่า  คนคือทรัพยากรหรือสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุดแนวคิดของ  Jack Welch  ซึ่งเป็น  Chief Executive Officer  ของบริษัท  General Electric  เชื่อว่าผู้บริหารที่เก่งและประสบความสำเร็จ  จะต้องเก่งใน  2  ด้านคือ  เก่งในการบริหารคน  และเก่งในการบริหารเงิน  ซึ่งจะนำพาให้องค์กรประสบความสำเร็จและอยู่รอดในระยะยาวได้  Jack Welch  มีปรัชญาความเชื่อใน  4 E’s ได้แก่1.             Energy  อันหมายถึงพลังที่คนทุ่มเทให้กับองค์กร  มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่  2.             Energize  อันหมายถึงมีการอัดฉีด  เติมพลัง  เพื่อให้คนแสดงความสามารถให้สูงขึ้น  ทั้งนี้โดยที่ผู้บริหารองค์กรต้องมีความสนใจและเอาใจใส่ในสิ่งต่างๆทั้งปัจจัยที่เป็นตัวเงินและสวัสดิการอื่นๆ  ซึ่งอาจรวมถึงการมีบรรยากาศที่ดีในสถานที่ทำงานด้วย3.             Edge  อันหมายถึงการทำให้คนหรือพนักงานมีสมรรถนะ  ความสามารถที่เหนือกว่าคนอื่นด้วยกระบวนการพัฒนาคนที่องค์กรได้จัดเตรียมไว้ให้อย่างเหมาะสม4.             Execution  อันหมายถึงการทำให้งานที่มอบหมายให้ปฏิบัติ  ทำได้อย่างประสบความสำเร็จหรือบรรลุประสิทธิผล  และมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานนั้นนอกจาก  4 E’s   ผมยังคิดว่าน่าจะมี  E  ตัวที่  5  คือ  Ethics  อันหมายถึงจะต้องมีจริยธรรมในการทำงานและในองค์กรในทุกระดับ  ซึ่งต้องเริ่มจากระดับบนเพื่อเป็น  Role  Model  องค์กรต้องมีและให้ความสำคัญในเรื่อง  Integrity,  Honesty  เป็นอย่างยิ่งเพื่อให้คนมีคุณธรรม  จริยธรรม  และองค์กรมีการดำเนินงานที่เรียกว่าบรรษัทภิบาล  (Good Corporate Governance)  มีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกภาคส่วน  (Corporate Social Responsibility : C.S.R.)  การที่จะมี  E     ตัวที่  5  นี้เราเชื่อว่าต้องใส่ให้กับคนตั้งแต่เด็ก  โดยทำผ่านสถาบันครอบครัว  สถาบันการศึกษา  สถานที่ทำงาน  และต้องมุ่งมั่นที่จะทำอย่างจริงจังและต่อเนื่องอีกประเด็นที่ควรต้องพิจารณา  Jack Welch  ได้กล่าวว่าในทุกองค์กรจะมีเสมือนวงกลม  3  วง  ซึ่งได้แก่  ส่วนของ  Leader  ส่วนของ  Follower  และส่วนของ  Environment  ที่  Reality  จึงเป็นหน้าที่ที่ผู้บริหารจะต้องทำให้ส่วนที่ซ้อนทับกันนั้น  ร่วมกันผลักดันให้องค์กรมุ่งสู่เป้าหมายที่ต้องการให้ได้ต่อไป Human Performance Frameworkในระดับ  Organization  หน้าที่หลักของผู้นำคือ  ต้องทำให้คนมี  Ability  ทั้งความรู้  ความสามารถ  ทักษะ  ประสบการณ์  โดยผ่านกระบวนการ  Motivation ทั้งการกระตุ้น  ปลุกเร้า  จูงใจ  และเสริมแรง  ในรูปแบบที่เหมาะสม  ดังนี้1. Structure  องค์กรต้องมีโครงสร้างที่ดีมีความเหมาะสม  มีโครงสร้างองค์กรและสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน  กระชับ  กำหนดคุณลักษณะผู้ทำงานในตำแหน่งนั้นๆ  มี  job description  ที่ละเอียด  ชัดเจน  มีการกำหนดบทบาทหน้าที่  ความรับผิดชอบ  ในทุกตำแหน่งว่ามีเพียงใด  ซึ่งที่สุดแล้วก็จะผูกพันไปถึง  การจ่ายค่าตอบแทนให้แต่ละตำแหน่งนั่นเองตัวอย่างในระดับชาติก็คือ  อำนาจฝ่ายบริหาร  กำหนดให้มี  20  กระทรวง  แต่ละกระทรวงมีงานที่รับผิดชอบในระดับกรม  กอง  แผนก  ฝ่าย  ก็ต้องมีผู้ทำหน้าที่ในแต่ละระดับซึ่งมีคุณสมบัติที่ระบุไว้ชัดเจนว่าต้องมีความรู้  ความสามรถ  ประสบการณ์  การฝึกอบรมใดมาบ้างครองตำแหน่งมาไม่น้อยกว่าเท่าใด  และต้องทำสิ่งใดบ้าง  บังคับบัญชาใครบ้างเป็นต้น  ในระดับองค์กร  เช่นสาขาของธนาคารก็ต้องมีโครงสร้างการทำงานที่แบ่งชัดเจนว่า  แบ่งเป็น  5  ฝ่าย  ประกอบด้วยฝ่ายเงินฝาก  ฝ่ายสินเชื่อ  ฝ่ายบัญชีธุรการ  ฝ่ายต่างประเทศ  ฝ่ายนิติกรรมสัญญาและเร่งรัดหนี้สิน  มีผู้จัดการที่มีความรู้ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป  มีความสามารถ  มีประสบการณ์ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการมาแล้วไม่น้อยกว่า  3  ปี  และผ่านการอบรมหลักสูตรผู้จัดการสาขา  10  วันมาแล้วทำหน้าที่บริหารงานสาขา  มีผู้ช่วยผู้จัดการ  1  คน  ก็ต้องมีการกำหนดคุณสมบัติที่ละเอียด  และชัดเจนเช่นเดียวกัน  เป็นต้น2. Resourcing  ต้องมีระบบการบริหารคนให้ดี  มีความเหมาะสม  มีการวางแผนอัตรากำลังให้พอดีในแต่ละช่วงเวลา  ให้เกิดความสมดุลของปริมาณคนกับปริมาณงาน  จัดคนให้เหมาะสมกับงาน  (put the right man into the right job)  เช่นกระทรวงสาธารณสุขขาดแคลนแพทย์  และ  พยาบาล  ก็ต้องให้มหาวิทยาลัยซึ่งมีโรงเรียนแพทย์  ทำการผลิตบัณฑิตให้มีคุณสมบัติที่ต้องการ  ปริมาณที่เหมาะสม  ในช่วงเวลาที่เหมาะสม  เป็นต้น  ในขณะเดียวกันก็จัดให้มีโครงการร่วมใจจากของข้าราชการกระทรวงกลาโหม  ตามนโยบายลดกำลังพล  เพราะมีนายพลล้นกองทัพ3.  Performance  Management  ต้องมีระบบการประเมินที่ดี  เป้าหมายสำคัญก็คือเพื่อการพัฒนาคนนั่นเอง  จึงต้องมีระบบและเครื่องมือวัดที่ยุติธรรม  ต้องวัดในสิ่งที่มอบหมายให้ปฏิบัติ  ต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มมอบงานให้  อาจเริ่มตั้งแต่ต้นปีงบประมาณว่ามีเกณฑ์ในการวัดอย่างไรบ้าง  มีการประเมินเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเช่นทุกๆ  3  เดือน  และทุกครั้งที่ประเมินจะต้องแจ้งผลให้ทราบพร้อมเสนอแนวทางปรับปรุงแก้ไข  รับทราบปัญหาอุปสรรคไปในเวลาเดียวกัน4.  Culture  องค์กรต้องมีวัฒนธรรมองค์กร  และค่านิยมร่วมกันที่ชัดเจน  คนต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมปฏิบัติงานกัน  พึ่งพาอาศัยกัน  ช่วยกันผลักดันให้องค์กรบรรลุเป้าหมายให้สำเร็จตามที่ได้ร่วมกันกำหนดไว้  เช่นกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งเป็นกระทรวงตั้งใหม่เมื่อปี  พ.ศ. 2545  มีหลายหน่วยงานที่มาจากกระทรวงศึกษาธิการ  เช่น  กรมการศาสนา  กรมศิลปากร  สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ  สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย  ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร  ก็ต้องสร้างให้มีค่านิยมร่วมกัน  หรือบริษัท  ไอทีวี  ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี  พ.ศ.  2535  ก็มีค่านิยมร่วมกันในการเป็นสื่อที่ทำหน้าที่เสนอข่าวสารที่เจาะลึกอย่างเสรี  ซึ่งค่านิยมร่วมนี้จะมีการแสดงออกเห็นได้ชัดเจนมากในช่วงที่จะถูกปิดสถานี  องค์กรขนาดใหญ่เช่นบริษัทข้ามชาติที่มีคนมาจากหลากหลายเชื้อชาติ  วัฒนธรรม  ค่านิยมร่วมเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก5.  Training / Knowledge support  องค์กรต้องมีการฝึกอบรม  ให้ความรู้ที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่องกับพนักงานในทุกระดับ  ทั้งด้าน  technical,  ด้าน  management &  leadership,  ด้าน  soft skills  ซึ่งทำได้หลายรูปแบบเช่น  การศึกษาดูงาน  การสนับสนุนการศึกษาต่อ  การทำ  on the job training  เป็นต้น  เช่นการฝึกภาคสนามของกองทัพไทยกับหลายประเทศในรหัส  Cobra gold  6.  Performance  support  เป็นการจัดการที่เอื้อให้คนในองค์กรเกิดความสะดวก  บรรยากาศเหมาะสมในการปฏิบัติงาน  มีเครื่องมือที่ทันสมัยและเหมาะสม  ปราศจากการรบกวนของแสง  เสียง  อุณหภูมิ  ระยะทางระหว่างพนักงาน  ที่จะทำให้งานไม่ราบรื่น  รวมถึงการดูแลในเรื่องห้องสุขา  สถานที่จอดรถ  ระบบบำบัดของเสีย7.  Leadership  องค์กรต้องมีผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำ  ซึ่งจะขับเคลื่อนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำหน้าที่ให้บรรลุเป้าหมายขององค์กรรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ดังที่กล่าวกันว่า  “Do the right things”  ผู้นำจึงต้องมีลักษณะและความสามารถที่ทำให้ผู้อื่นมีความเชื่อมั่น  ศรัทธา  เลื่อมใส  อาทิเช่น  สมเด็จพระนเรศวรมหาราช  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  สมเด็จพระปิยะมหาราช  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน  ถ้าในระดับองค์กรเช่น  คุณ พารณ  อิศรเสนา    อยุธยา  ของ  บมจ .ปูนซิเมนต์ไทย    คุณประเสริฐ  บุญสัมพันธ์  ของบมจ.  ปตท.  และ  คุณ  กิตติรัตน์    ระนอง  อดีตกรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  เป็นต้น8.  Communication  ในองค์กรต้องมีระบบการสื่อสารภายในองค์กรที่ดี  อย่าให้เกิดความเข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อนไปจากสิ่งที่ต้องการสื่อออกไป  หัวใจของการสื่อสารก็คือ  ต้องให้พนักงานรู้ในสิ่งที่จำเป็น  รู้ในเวลาที่เหมาะสม  และให้รู้เฉพาะคนที่ควรรู้  องค์กรสามารถทำได้โดยการติดป้ายประกาศ  ออกประกาศเสียงตามสาย  จัดให้มีวารสารภายในทุกเดือน  การจัดประชุมอย่างสม่ำเสมอทุกเช้าวันจันทร์  เป็นต้น    ในระดับ  Operations  องค์กรต้องมี  1.  Process  กระบวนการทำงานที่เหมาะสม  โดยที่คำนึงถึง  ลักษณะของงาน  สถานที่ทำงาน  ผู้ปฏิบัติงานหลักและผู้ปฏิบัติงานร่วม  เครื่องมืออุปกรณ์ที่เหมาะ  เวลาที่เกิดประสิทธิภาพ  ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ2.  Technology  ในการปฏิบัติงานต้องสอดคล้องและเหมาะสมกับผู้ปฏิบัติงาน  มีการรับรู้  เรียนรู้  และเข้าถึง  อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ  เช่นโรงพยาบาลศิริราชจัดให้แพทย์มีการเรียนรู้  ฝึกปฏิบัติ  และใช้เครื่องมือสมัยใหม่ในการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ  ขณะที่โรงงานขนาดเล็กที่ตั้งในเขตที่  3  ในการรับการส่งเสริมการลงทุนก็จัดให้พนักงานเรียนรู้และใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมทันสมัย  อาทิเช่นใช้รถ  Fork lift  หรือ  Conveyer belt  แทนการใช้แรงงานคนในการเคลื่อนย้ายสิ่งของซึ่งเป็นวัตถุดิบ  หรือสินค้าสำเร็จรูป3.  Physical Setting  ก็ต้องจัดให้สอดคล้องกับ  Process  ผู้ปฏิบัติก็จะทำงานได้โดยราบรื่น  สะดวก  ลดระยะเวลา  ประหยัดต้นทุน  เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น  ตัวอย่างเช่นการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีสาขาอยู่ในจังหวัดศูนย์กลางในแต่ละภาค  ทำให้การติดตามภาวะเศรษฐกิจและการเงิน  เช่นภาวะเงินเฟ้อ  อัตราดอกเบี้ย  แม้กระทั่งการแก้ปัญหาธนบัตรปลอมทำได้ดีขึ้น ในระดับ  Srategy    องค์กรต้องจัดให้มี1.  Corporate Vision  เช่นในสมัย  พล.อ. ชาติชาย  ชุณหวัณ  เป็นนายกรัฐมนตรี  มีความต้องการให้ไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงติดอันดับ  1  ใน  5  ของเอเชีย  สำหรับบมจ.  ปตท.กำหนดว่า เป็นบริษัทพลังงานของไทย ที่ประกอบธุรกิจก๊าซธรรมชาติและน้ำมันครบวงจร และธุรกิจปิโตรเคมีที่เน้นการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก รวมทั้งธุรกิจต่อเนื่อง มุ่งไปสู่องค์กรแห่งความเป็นเลิศ (High Performance Organization) และเป็นผู้นำในภูมิภาค ด้วยความรับผิดชอบ เป็นธรรม และให้ผลประโยชน์ตอบแทนที่เหมาะสมต่อผู้มีส่วนได้เสีย2.  Corporate  Strategy  พล.อ. ชาติชาย  ก็ดำเนินนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า  หรือตลาดการค้าในเวลาต่อมา    สำหรับบมจ.  ปตท.กำหนดว่า  การบริหารคุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม มีความสำคัญและจำเป็นต่อธุรกิจ โดยมุ่งมั่นส่งเสริมให้ทุกหน่วยงานในองค์กรดำเนินงานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการพัฒนาองค์กรเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ 3.  Corporate Values  บมจ.  ปตท.  จะดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์ ให้มีการเจริญเติบโตและมีกำไรอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดี  จะสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า โดยผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์และ บริการที่มีคุณภาพสูงในระดับมาตรฐานสากล ด้วยราคายุติธรรม  จะสนับสนุนการพัฒนาความสามารถการทำงานระดับมืออาชีพอย่างต่อเนื่อง ให้ความมั่นใจในคุณภาพชีวิตการทำงานของพนักงานทัดเทียมบริษัทชั้นนำ  จะรับผิดชอบและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีแก่สังคมชุมชน  จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อเอื้อประโยชน์ร่วมกันต่อคู่ค้าในระดับ  Environment  องค์กรต้องมีการพิจารณาถึง1. Economic  ทั้งภาวะการเงิน  ภาวะการคลัง  อัตราดอกเบี้ย  อัตราแลกเปลี่ยน  ราคาน้ำมันในตลาดโลก  ราคาทองคำ  ค่าแรงงาน  ค่าสาธารณูปโภค  2.  Regulatory  ในแง่กฎ  ระเบียบ  ระดับนานาชาติ  ระดับภูมิภาค  ระดับประเทศ  โดยเฉพาะธุรกิจผูกขาด  ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง  ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยาสูบและแอลกอฮอล์3.  Physical  ในแง่ภูมิศาสตร์  ภูมิอากาศ  ภูมิประเทศ  เพื่อความสะดวกและลดต้นทุนว่าควรตั้งอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ  ใกล้ตลาด  ใกล้ศูนย์กลางการกระจายสินค้า  ใกล้สถานที่เก็บสินค้า  เช่น  การที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาในอดีตยุคสงครามเวียดนาม  มีการตั้งฐานทัพในหลายประเทศในเอเชีย  การที่กลุ่มบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ไปลงทุนในหลายมณฑลของจีน  เวียดนาม  และอีกหลายประเทศ4.  Social  ในแง่สังคมที่องค์กรขนาดใหญ่เช่นประเทศ  จะมีหลายเผ่าพันธุ์  เชื้อชาติ  ศาสนา  วัฒนธรรม  ซึ่งมีความแตกต่างกันในการรับรู้และการดำรงชีวิต  ระดับบริษัทก็ไม่ต่างกันที่มีคนหลากหลายกลุ่ม  การบริหารต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้อันเนื่องจากเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน  มิเช่นนั้นอาจเกิดปัญหาดังเช่น  3  จังหวัดภาคใต้  5.  Technological  ในแง่ความทันสมัย  ความรู้ความเข้าใจในการใช้งาน  การซ่อมแซมบำรุงรักษา  เช่นการมีและใช้งานเครื่อง  CTX  ของสนามบินสุวรรณภูมิ  การเลี้ยงสัตว์ปีกโดยระบบฟาร์มปิด  การใช้พลังงานจากพืชธรรมชาติ  ทั้งสบู่ดำ  มันสำปะหลัง  น้ำมันพืชใช้แล้ว  เป็นต้น    นอกจากนี้เมื่อไปศึกษาเอกสารเพิ่มเติม  ก็พบว่ามีทฤษฎีองค์กรอันเกี่ยวกับวงจรการบริหารคนที่กล่าวว่า  เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากสิ่งต่างๆ  เช่น  การแข่งขัน  โลกาภิวัตน์  กฎระเบียบ  ผู้บริหารองค์กรต้องมีข้อมูลเพื่อการวางแผนกำลังคนเพื่อให้เขาเข้ามาทำงานให้องค์กรประสบความสำเร็จ  มีระบบการคัดเลือกคนที่ดี  มีการออกแบบงานและโครงสร้างองค์กรที่เหมาะสม  เพื่อให้คนทำงานแล้วมีความก้าวหน้า  มีการให้การศึกษาอบรมความรู้ที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง  มีการทบทวนและประเมินผลงานเป็นระยะๆ  มีการติดตามดูแลให้คำปรึกษา  ซึ่งก็จะทำให้บริหารคนได้อย่างเหมาะสมกับความสามารถของเขา  การจ่ายผลตอบแทน  การตระหนักในความสำคัญ  และการให้รางวัลก็จะเป็นไปอย่างยุติธรรม  คนทำงานก็จะเกิดความสุข  มีเวลาที่ให้กับงานอย่างเต็มที่ในขณะเดียวกันก็มีชีวิตส่วนตัวที่ดีด้วย อาจสรุปเป็นวลีได้ว่า   “right structure  right process  right people  right information  right decisions  right reward”  สำหรับ  Performance Management Architecture : Mixed Models  กล่าวถึง  จะต้องผสมผสานในการบริหารคนระหว่างการพิจารณาว่า  เขาได้ทำงานที่มอบหมายให้ทำ  แล้วเสร็จเป็นจำนวนกี่ชิ้น  ในช่วงเวลาที่กำหนด  ถ้าทำได้สำเร็จก็มีการปูนบำเหน็จรางวัล  กับการพิจารณาว่าเขาทำงานที่มอบหมายได้อย่างไร  แล้วทำได้ตรงตามคุณภาพที่ต้องการ  ซึ่งต้องใช้ช่วงเวลาที่นานกว่าวิธีแรก  เป็นการมุ่งที่พัฒนาการของคนเป็นสำคัญ  ผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำต้องคำนึงทั้ง  2  แนวทางไปพร้อมๆกัน   เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในอดีต  จะใช้ความรู้สึกพึงพอใจในตัวพนักงานในการทำงานร่วมกัน  ซึ่งอาจมีการรับเด็กฝากโดยมิได้พิจารณาที่ความรู้ความสามารถ  ผู้บริหารจะเน้นการควบคุม  สั่งการตามสายการบังคับบัญชาตามอำนาจทางการบริหาร (do the things right)  การเติบโตก้าวหน้าเป็นไปตามขั้นตอน  เน้นระบบอาวุโส  รวมถึงการให้ผลตอบแทนเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ  มิได้เน้นที่ผลหรือคุณภาพของงานในปัจจุบัน  องค์กรสมัยใหม่ที่ดีจะมีกระบวนการคัดเลือกคนหรือพนักงานโดยเน้นที่ความรู้สามารถเป็นสำคัญ  ผู้บริหารจะใช้การกระจายอำนาจมากขึ้น  โครงสร้างองค์กรจะแบนราบ  สายการบังคับบัญชาสั้นลง  มุ่งที่ความเป็นผู้นำ  (do the right things)  กรณีที่มีผลงานดีเด่นก็พร้อมที่จะสนับสนุนให้ก้าวหน้าได้  ระบบอาวุโสยังคงมีแต่มิใช่เป็นปัจจัยหลักอันเนื่องจากเน้นที่ความสามารถ  ดังนั้นการให้ผลตอบแทนก็จะเป็นไปตามความสามารถของพนักงานกล่าวได้ว่าองค์กรสมัยใหม่มีความเห็นว่า การลงทุนในตัวพนักงานล้วนเป็นสิ่งที่ต้องกระทำอย่างจริงจัง  เพราะจะทำให้เขามีขีดความสามารถ  หรือสมรรถนะที่สูงขึ้น    ซึ่งจะส่งผลให้ความสามารถขององค์กรสูงขึ้นด้วยอันเนื่องจากพนักงานสามารถนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติได้สำเร็จ  เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านวัฒนธรรมองค์กรให้เหมาะสม  เกิดการทำงานอย่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  ก้าวทันความเป็นสากลของโลกาภิวัตน์  รวมถึงการมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคมด้วยนั่นเอง     สรุปได้ว่า  มุมมองของผู้บริหารต่อพนักงานในอดีตจะพิจารณาที่หน้าที่ที่มอบหมายให้หลัก  จ่ายผลตอบแทนตามระดับของตำแหน่ง  พนักงานจะทำงานแบบต่างคนต่างทำ  จึงมักมีทักษะเพียงด้านเดียว  ไม่มีความคล่องตัว  มีแนวคิดของการเป็นผู้ตาม  ชอบทำงานตามสั่ง  หลีกเลี่ยงการเผชิญกับปัญหา  ส่วนมุมมองของผู้บริหารในปัจจุบันต่อพนักงานก็คือ  จะพิจารณาที่ลักษณะของงานที่มีผลต่อธุรกิจองค์รวม  การจ่ายค่าตอบแทนพิจารณาจากความสามารถ  มุ่งให้ร่วมมือกันทำงาน  สร้างให้พนักงานมีทักษะที่หลากหลาย  มีความคล่องตัว  ปฏิบัติหน้าที่ได้หลายด้าน  สร้างให้เขามีความคิดริเริ่มในการทำงาน  และกล้าที่จะเผชิญปัญหาได้อย่างมั่นใจ สำหรับความท้าทายในการทำธุรกิจ  ในมุมมองของนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ ปี  2007  ก็คือ  องค์กรต้องเน้นที่ลูกค้าเป็นหัวใจในการทำงาน  คนต้อ
กฤษฎา สังขมณีk
IP: xxx.91.172.247
เขียนเมื่อ Wed Jun 27 2007 11:53:14 GMT+0700 (ICT)
สรุปได้ว่า  มุมมองของผู้บริหารต่อพนักงานในอดีตจะพิจารณาที่หน้าที่ที่มอบหมายให้หลัก  จ่ายผลตอบแทนตามระดับของตำแหน่ง  พนักงานจะทำงานแบบต่างคนต่างทำ  จึงมักมีทักษะเพียงด้านเดียว  ไม่มีความคล่องตัว  มีแนวคิดของการเป็นผู้ตาม  ชอบทำงานตามสั่ง  หลีกเลี่ยงการเผชิญกับปัญหา  ส่วนมุมมองของผู้บริหารในปัจจุบันต่อพนักงานก็คือ  จะพิจารณาที่ลักษณะของงานที่มีผลต่อธุรกิจองค์รวม  การจ่ายค่าตอบแทนพิจารณาจากความสามารถ  มุ่งให้ร่วมมือกันทำงาน  สร้างให้พนักงานมีทักษะที่หลากหลาย  มีความคล่องตัว  ปฏิบัติหน้าที่ได้หลายด้าน  สร้างให้เขามีความคิดริเริ่มในการทำงาน  และกล้าที่จะเผชิญปัญหาได้อย่างมั่นใจ สำหรับความท้าทายในการทำธุรกิจ  ในมุมมองของนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ ปี  2007  ก็คือ  องค์กรต้องเน้นที่ลูกค้าเป็นหัวใจในการทำงาน  คนต้องมีความคิดแบบโลกาภิวัตน์และนำมาปฏิบัติได้ในระดับส่วนย่อย  (think global act local)  องค์กรจะอยู่อย่างมีกำไรได้ต้องมีการเติบโตของรายได้และต้องสามารถควบคุมต้นทุนได้  มีความทันสมัยก้าวทันเทคโนโลยี  สามารถค้นหา  เอาชนะ  เพิ่มพูน  และธำรงรักษาความสามารถพิเศษเอาไว้ในองค์กรให้ได้  รวมทั้งทำให้ธุรกิจของเรามีความแตกต่างจากในอดีตและต่างจากคู่แข่งไปพร้อมๆกัน คือการสร้างนวัตกรรม นั่นเอง ประเด็นสุดท้ายในการศึกษาเพิ่มเติมก็คือ  ความคาดหวังต่อผู้ทำหน้าที่ผู้บริหารระดับสูง  ก็คือ  1.       ทำในสิ่งที่สมควรทำได้อย่างเหมาะสมเมื่ออยู่ในยามคับขัน2.       มุ่งเน้นการบริหารงาน  บริหารคน  อย่างมีจริยธรรม3.       ทำให้เกิดบรรยากาศในการทำงานที่ต้องมีความซื่อสัตย์เป็นบรรทัดฐาน  4.       ให้ความสนใจและก้าวทันกับสิ่งที่เกิดขึ้นในองค์กร5.        พยายามสร้างนวัตกรรมใหม่ให้องค์กร6.       จัดลำดับความสำคัญของงานได้เป็นอย่างดี7.       ให้ความสนใจในการแก้ปัญหาไปพร้อมกับการรับรู้ว่ามีปัญหา8.       สามารถทำงานร่วมกับผู้บริหารอื่นได้เป็นอย่างดี                                                                                                                         กฤษฎา  สังขมณี                                                                                                         Mr. Krisada  Sungkhamanee
นางสาวนพมาศ ช่วยนุกูล
IP: xxx.120.65.133
เขียนเมื่อ Wed Jun 27 2007 23:03:42 GMT+0700 (ICT)
( ปรด.นวัตกรรมการจัดการ รภ.สวนสุนันทา/น.ส. นพมาศ ช่วยนุกล ส่งการบ้านครั้งที่ 2 การจัดการทุนมนุษย์)  1. ได้อะไรจากการเรียนวันนี้ (23 มิถุนายน พ.ศ. 2550)        การเรียนวันนี้ทำให้ได้รับความรู้ในหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทุนมนุษย์ โดยขอนำเสนอความรู้เป็นหัวข้อย่อย ๆ ดังนี้ 1.1  จากคำกล่าวของ Jack Welch (ผู้ซึ่งได้รับการ vote ให้เป็น CEO of the Century) ที่ว่า คนเท่านั้นที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด  และอีกคำพูดหนึ่งของคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ที่ว่า คนเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดขอองค์การ และจากการค้นคว้าเอกสารเพิ่มเติมพบว่ามีนักวิชาการหลายท่าน อาทิ ดร. ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ ได้ให้ความสำคัญกับ HR ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและปัจจุบัน งาน HR เป็นKey Function  ที่นำองค์การไปสู่ทิศทางตามเป้าหมาย    1.2  ผู้บริหารที่เก่งและประสบความสำเร็จ  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเก่งในเรื่องคนและเรื่องเงิน เพื่อนำพาองค์การไปสู่เป้าหมายตามที่กล่าวข้างต้น โดยผู้บริหารจะต้องมีเวลาให้กับลูกน้องของตนและต้องพัฒนา/สอนให้ลูกน้องเก่ง เพื่อให้เขาสามารถทำงานให้องค์กรได้อย่างมีคุณภาพ กล่าวคือผู้บริหารมีหน้าที่ในการพัฒนาคน สร้างคน 1.3  คุณลักษณะของผู้ที่ประสบความสำเร็จ ต้องประกอบด้วย 4E + 1E  คือ เป็นผู้ที่มีพลัง (Energy)  สามารถกระตุ้นผู้อื่นได้ (Energizer) มีความเหนือกว่าคนอื่น (Edge) สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ (Execute) และจริยธรรม (Ethic) หรืออาจกล่าวว่าผู้นำต้องพัฒนาให้คนเก่งโดยใช้ระบบคุณธรรม 1.4 การบริหารจัดการคนจะต้องใช้หลักผสมผสานที่อยู่บนพื้นฐานของความจริงและความตรงประเด็น (Reality & Relevancy) และจากการค้นคว้าเพิ่มเติมพบว่า งาน HR มีผลกระทบใน 2 ระดับ คือ ผลที่เกิดกับองค์การ และผลที่เกิดกับบุคลากรขององค์การ  1.5 ภาวะผู้นำ มีองค์ประกอบ 3 ส่วนได้แก่ ผู้นำ (Leader)  ผู้ตาม (Follower) และสภาพแวดล้อม (Environment) ซึ่งสัดส่วนขององค์ประกอบทั้ง 3 ประการนี้จะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละองค์การ และการพิจารณาควรยึดการมองแบบครบกระบวนการ (Holistic)  1.6 Human Performance Framework   งาน HR ต้องทำหน้าที่อะไรบ้าง? เป้าหมายของงานด้านนี้คือ ทำให้คนมีผลการปฏิบัติงานตามเป้าหมายขององค์การ ซึ่งการทำให้คนเกิดผลการปฏิบัติงานตรงนี้ได้จะต้องทำให้คนมีความรู้ และมีแรงจูงใจ ควบคู่กันไป กล่าวคือฝ่าย HR จะต้อง Support ในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้  1) โครงสร้าง/ลักษณะองค์การ (Structure) กล่าวคือองค์การจะต้องมีความชัดเจนในเรื่องอำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และบทบาทของส่วนต่าง ๆ เพื่อให้บุคลากรได้ทราบว่าตนเองต้องทำอะไร   2) การจัดการคน (Resourcing) คือต้องมีการพิจารณางานและคนให้เกิดความเหมาะสม พอดี เพื่อมิให้งานล้น คนเกิน เพราะทุกอย่างคือการลงทุน  3) การประเมินผลงาน (Perform Management)  คือต้องมีระบบการประเมินผลที่ดีเพื่อนำไปสู่การให้รางวัลคนทำดี มีระบบลงโทษที่เหมาะสม และนำไปสู่การพัฒนาบุคลากร โดยที่หลักการประเมินผลนั้นเราต้องทำการประเมินผลในสิ่งที่มอบหมายให้เขาทำ และต้องบอกผู้ถูกประเมินให้ทราบล่วงหน้าว่าเราจะประเมินเขาด้วยงานอะไร  และการประเมินผลต้องทำเป็นระยะ ๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ  รวมทั้งสามารถบอกบอกจุดอ่อน จุดแข็งเพื่อให้เขาพัฒนาปรับปรุงตนเองได้  ประเด็นสำคัญของการทำการประเมินคือ การนำผลไปใช้ในการพัฒนาคน   4) การอบรมและพัฒนา (Training/Knowledge Support)  เพื่อให้คนสามารถปฏิบัติงานได้ ซึ่งควรพัฒนาทั้งทางสายงาน (Technical / Hard skill) การจัดการรวมทั้งการพัฒนาทาง Soft skill (5) การสนับสนุน (Performance Support) ทั้งนี้เพื่อให้เอื้อต่อการทำงานเช่น เรื่องการสร้างบรรยากาศในการทำงาน  6) ภาวะผู้นำ (Leadership) เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดภาวะผู้นำในทุก ๆ ระดับ  7) การสื่อสาร (Communication) ซึ่งควรมีการสร้างระบบการสื่อสารที่ดีในองค์การ เพื่อสื่อให้ทุกคนได้รู้ในสิ่งที่เขาควรรู้ โดยยึดหลักการรู้ในสิ่งที่จำเป็น ในเวลาที่เหมาะสม กับคนที่เหมาะสม  และ 8) วัฒนธรรม (Culture) การสร้างและทำให้คนเข้าใจวัฒนธรรมองค์การจะทำให้คนคิดไปในทิศทางเดียวกัน และมีความผูกพันกับองค์การ        อย่างไรก็ตาม เนื่องจากองค์กรต้องอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อม ที่ประกอบด้วยมิติต่าง ๆ อย่างหลากหลายได้แก่ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม ทางกายภาพ ความเจริญทางเทคโนโลยี และกฎระเบียบต่าง ๆ  ดังนั้น การพัฒนาคนนอกจากการมองถึงปัจจัยสำคัญ 8 ประการที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ยังต้องนำสภาพแวดล้อมในมิติต่าง ๆ มาประกอบให้เกิดความเหมาะสมกันด้วย  ทั้งนี้เพื่อให้คนเกิดความรู้ความสามารถและมีแรงจูงใจ ในการปฏิบัติงานได้ตามเป้าหมาย และองค์การก็สมารถขับเคลื่อนต่อไปได้ตามที่มุ่งหวัง 2. การนำไปประยุกต์ใช้ในระดับ Macro และ  Micro (สรุปประเด็น  ยกตัวอย่าง  Case Study) 2.1  การนำไปประยุกต์ใช้ในระดับ Macro               นับจากประเทศต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ ปี 2540 ทำให้เห็นพลังทุนทางสังคมที่เป็นตาข่ายรองรับคนและสังคม การมีระบบเครือญาติและความเข้มแข็งชุมชนและพื้นฐานวัฒนธรรมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ทันทางสังคมเหล่านี้ได้แสดงพลังช่วยชาติรอดพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายและลดทอนผลกระทบจากวิกฤตต่ำกว่าที่คาดหมายไว้ ทุนทางสังคมจึงเป็นทุนที่สำคัญในการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน  จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้แผนฯ ฉบับที่ 10 (2545-2549) บรรจุกรอบแนวคิดทุนทางสังคมที่เหมาะสมกันสังคมไทยรวมทั้งมีการต่อยอดความคิดและพัฒนาทุนทางสังคมไว้ในแผนฯ ฉบับที่ 10  (2550-2554) ด้วย  ทุนทางสังคมเกิดจากการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำบนฐานความไว้วางใจและวัฒนธรรมอันดีงาม ผ่านระบบความสัมพันธ์ในองค์ประกอบหลัก ได้แก่ คน สถาบัน วัฒนธรรม และองค์ความรู้  ส่วนการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนานั้นได้มุ่งเน้นให้รู้จักการนำทุนทางสังคมที่มีอยู่มาพัฒนาต่อยอดเพิ่มพูนมูลค่า และคุณค่า ทางเศรษฐกิจและสังคม ให้ความสำคัญกับการจัดการองค์ความรู้ทั้งในระดับท้องถิ่น และรพดับประเทศ โดยองค์ความรู้นี้ครอบคลุมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นและความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่ โดยอาศัยแผนที่ทุนทางสังคมเป็นเครื่องมือในการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ  การเชื่อมโยงฐานข้อมูลทุนทางสังคมอย่างทุกระดับจะสามารถนำไปกำหนดและบริหารจัดการยุทธศาสตร์และนโยบายการพัฒนาของหน่วยงานต่าง ๆ ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ซึ่งการจัดทำเครื่องมือดังกล่าวยึดหลักการพื้นฐาน 3 ประการคือ การมีส่วนร่วม การเชื่อมโยงเครือข่ายร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางและเป็นระบบ   ซึ่งแผนที่ดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพข้อเท็จจริงจึงต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง  ความสำเร็จในการพัฒนาประเทศต้องเกิดขึ้นจากความสมดุลในทุกมิติของการดำรงชีพที่เชื่อมโยงกัน ทั้งการมีสุขภาพอนามัยที่ดี  การมีงานทำอย่างทั่วถึง มีรายได้พอเพียงต่อการดำรงชีพ มีครอบครัวที่อบอุ่น มีสภาพแวดล้อมที่ดี และอยู่ภายใต้การบริหารจัดการที่ดีทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพัฒนาและบริหารจัดการสังคมไทย ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพของคนให้มีคุณภาพ  คุณภาพของคนจึงเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตามการพัฒนาคนซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ จะไม่สามารถพัฒนาไปได้โดยลำพังและปราศจากความสอดคล้องของบริบท  ทั้งนี้ เนื่องจากบริบทและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าเป็นผลมาจาก  กระแสโลกาภิวัตน์  การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของโลก  การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มใหม่  ปัญหาด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม  ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงกฏระเบียบเพื่อปกป้องผลประโยชน์ ซึ่งแต่ละด้านมีตัวบ่งชี้และทิศทางการปรับตัว ดังนี้  กระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization)   มีตัวบ่งชี้คือ การบูรณาการเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (Economic Integration)  การเชื่อมโยงเครือข่ายทางสังคม (Social Networking)  การติดต่อสื่อสารผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Connectivity)  และการบูรณาการทางการเมือง (Political Integration) ส่วนการปรับตัวของประเทศต่าง ๆ คือ  1)  จะต้องรักษาเอกลักษณ์ความเป็นท้องถิ่นวัฒนธรรมประเพณี พึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจให้มากขึ้นและเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจ การเงิน สังคม การเมืองระดับมหภาคของโลกภายนอก  2) ข้อตกลงทางการค้าและการประนีประนอมระหว่งคู่สัญญา (Bilateral  Half-measure) เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และต้องให้ความสนใจในเรื่อง NTB และการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันตลอดจนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา  3) สังคมเศรษฐกิจ (Homo Economics)  โยประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีความได้เปรียบในเรื่องเศรษฐกิจและการค้า มีการขยายการจ้างงาน การผลิตไปยังประเทศโลกที่สามเพื่อสร้างความได้เปรียบในเรื่องแรงงานและทรัพยากร การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรโลก (Demographics) จะเห็นได้ว่าอัตราการเกิดของประชากรในประเทศพัฒนามีแนวโน้มลดลงในขณะที่อายุขัยโดยเฉลี่ยยาวนามขึ้น ซึ่งในอนาคตประเทศเหล่านี้จะมีประชากรที่มีอายุสูงในจำนวนมาก ดังนั้นจำเป็นต้องหาหนทางการเพิ่มผลผลิต (Productivity) โดยประชาชนที่อยู่ในวัยทำงานจะต้องมีความสามารถในการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งตัวบ่งชี้ที่สำคัญ ได้แก่  ช่วงอายุและขนาดการเติบโตของประชากร การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตจากภาคเกษตรมาเป็นภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น ความเจริญทางเทคโนโลยีและการแพทย์ ประชากรวัยทำงานลดลงมีคนสูงวัยมากขึ้น  และการอพยพของแรงงาน การปรับตัว 1) กลุ่มคนจะมีภาระหนักขึ้น (Restless masses) ประชาชนในประเทศพัฒนาจะเหนื่อยมากขึ้นเพื่อสร้างรายได้ให้เพียงพอต่อค่าครองชีพ แรงงงานทักษะอพยพไปแสวงหางานในประเทศที่มีรายได้สูงกว่า  2) การอพยพแรงงาน (Immigration queue) ประเทศพัฒนาแล้วต้องการแรงงานเข้ามาทดแทนแรงงานในประเทศของตน เช่น สหรัฐ แต่มักจะจำกัดเฉพาะแรงงานที่มีทักษะสูงและการศึกษาสูง  ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ (The New Consumer)  การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของการบริโภคในลักษณะของกลุ่มผู้บริโภค และมีการบริโภคตามกระแสโลกาภิวัตน์โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่นจีน อินเดีย จนกลายเป็นประเทศที่มีอำนาจซื้อมากขึ้นและเข้ามาทดแทนประเทศในแถบอเมริกาและญี่ปุ่น ตัวบ่งชี้ ได้แก่ วิวัฒนาการของระบบตลาด กลุ่มประเทศที่มีอำนาจซื้อสินค้าบริโภค อายุของกลุ่มบริโภคและกลุ่มผู้บริโภควัยทำงาน การคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ และบรรทัดฐานทางสังคมโลกเปลี่ยน   การปรับตัว 1) สินค้ามีคุณภาพและราคาถูก (Rice& Beans) หากอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกค่อย ๆ ลดลงกลุ่มผู้บริโภคในระดับกลาง (วัยทำงาน) มีมากขึ้น ธุรกิจจึงควรเตรียมพร้อมที่จะหาสินค้าที่มีคุณภาพแต่ราคาไม่สูงมากนักเพื่อตอบสนองตลาด รวมทั้งแสวงหาตลาดในต่างประเทศโดยอาศัยวิธีการขยายหรือพัฒนาตราสินค้า หรือร่วมทุนกับบริษัทที่มีตราสินค้าในภูมิภาค  2) ตลาดการค้าขยายตัวทั่วโลกหากเศรษฐกิจโลกยังเติบโตมั่นคงความต้องการของผู้บริโภคก็มีโอกาสขยายวงกว้าง บริษัทที่มีการแบ่งกลุ่มลูกค้าเฉพาะก็จะมีความได้เปรียบ ส่วนบริษัทใหม่ที่ต้องการขยายตลาดต้องกำหนดกลยุทธ์หาผลิตภัณฑ์ที่มีราคาถูกมานำเสนอ และการใช้เทคโนโลยีจะมีความสำคัญ เช่นการค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ท  ปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Natural Resources & The Environment) ตัวบ่งชี้ที่สำคัญได้แก่ การขาดแคลนน้ำในการผลิต อุปโภค บริโภค และมลพิษทางน้ำ  การใช้พลังงานมีสูงขึ้น และการใช้พลังงานหมุนเวียนยังมีน้อย  และเกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิขิงโลก การปรับตัว 1) พลังงานมีจำกัด (Constrained Energy) ประเทศที่มีพลังงานเป็นทรัพยากรก็จะสงวนไว้ ในขณะที่ผู้บริโภคพลังงานสูงก็จะพยายามหาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ รวมทั้งการใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดมลภาวะ 2) นวัตกรรมที่มีความจำเป็น (Necessary Innovation)  การพัฒนาระบบใหม่ ๆ เพื่อค้นหาพลังงานและอาจมีระเบียบในการควบคุมการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด 3) พลังงานเพื่อการพัฒนา (Fuel for Growth)  การวางระเบียบกฎเกณฑ์ และการเรียกร้องเพื่อปกป้องผลประโยชน์  (Regulation & Activism) ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การกระจายอำนาจ การขาดผู้นำหรือผู้กำหนดนโยบายที่มีวิสัยทัศน์ การเกิดความร่วมมือในระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น  การปรับตัว 1) ภาครัฐจะมีการลดบทบาท โดยจะเป็นผู้กำกับควบคุมนโยบายเพื่อปกป้องไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ 2) การควบคุมเพียงบางส่วน โดยอาจเปิดโอกาสให้เอชนดำเนินธุรกิจอย่างเสรีมากขึ้น  3) ภาคเอกชนและประชาสังคมเข้มแข็งละมีบทบาทมากขึ้น ธุรกิจจะดึงกลุ่มประชาสังคมเข้ามาเป็นพันธมิตรและร่วมมือกันมากขึ้น  สรุปประเด็น  บริบทและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอันเนื่องมาจากปัจจัยสำคัญ 5 ประการที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะต้องนำมาประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายการพัฒนาประเทศ หรืออาจสรุปได้ว่า การพัฒนาในระดับมหภาค นอกจากจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน (เพื่อให้คนมีความรู้ ความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้บรรลุผลสัมฤทธ์ตามเป้าหมาย) แล้ว  ยังต้องพัฒนามิติทางเศรษฐกิจ สังคม กฏระเบียบ อย่างสอดคล้องควบคู่กันไปด้วย  มิฉะนั้นแล้ว การกำหนดทิศทางการพัฒนาหรือนโยบายที่ออกมาก็จะไม่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง และไม่สอดคล้องกับความจริงของสังคมโลก เป็นนโยบายที่ไม่พึงปรารถนาและอาจไม่บรรลุผลสำเร็จเมื่อนำไปปฏิบัติ 2.2 การนำไปประยุกต์ใช้ในระดับ Micro เมื่อกล่าวถึงองค์การ (Organization)  อาจบ่งบอกความชัดเจนได้ถึงหน้าที่ ความรับผิดชอบ และเป้าหมาย หรือบางครั้งเรียกว่า Vision Mission Objective Goal และการที่องค์การเป็นระบบสังคม (Social System) กิจกรรมขององค์การจึงถูกกำหนดด้วยกฏเกณฑ์และระเบียบสังคม ดังนั้นการศึกษาคนในองค์การจึงต้องทำความเข้าใจกับระบบสังคมในองค์การนั้น ๆ นอกจากองค์การจะเป็นระบบสังคมแล้ว ยังเป็นแหล่งผลประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ คนต้องการองค์การ และองค์การต้องการคน ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะพึ่งพาซึ่งกันและกัน ตราบใดที่ 2 ส่วนนี้ประสานผลประโยชน์กันได้ องค์การก็สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ แต่หากเกิดการขัดผลประโยชน์องค์การอาจประสบปัญหาและล้มเหลวได้ในที่สุด  ดังนั้น องค์การจึงต้องพัฒนาคน เพื่อให้คนมีผลการปฏิบัติงานในทิศทางที่องค์การต้องการ ซึ่งการพัฒนาคนให้มี Perform ตรงนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาให้คนเกิดความรู้ (Ability) และ แรงจูงใจ (Motivation) ซึ่งการวางแผนในด้าน HR  เพื่อให้คนมีความรู้และแรงจูงใจ จำเป็นต้องพิจารณาถึงปัจจัย  ต่าง ๆ 8 ประการคือ 1) โครงสร้าง/ลักษณะองค์การ (Structure)   2) การจัดการคน (Resourcing) 3) การประเมินผลงาน (Perform Management)  4) การอบรมและพัฒนา (Training/Knowledge Support)  5) การสนับสนุน (Performance Support)   6) ภาวะผู้นำ (Leadership)   7) การสื่อสาร (Communication)  และ 8) วัฒนธรรม (Culture)  ซึ่งรายละเอียดแต่ละปัจจัยปรากฏตามข้อ 1  สรุปประเด็น การนำปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้มาใช้ประโยชน์ มาสนับสนุน เป็นแนวทาง ในการจัดทำแผน HR  ขององค์การ  ก็จะทำให้เชื่อได้ว่าคนขององค์การจะมีศักยภาพในการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายขององค์การได้  และอาจสรุปได้ว่า  การวางแผนพัฒนา HR และการปฏิบัติตามแผนโดยยึดความครอบคลุม สอดคล้องของปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้น จะเป็นการเตรียมความพร้อมของคนและองค์การให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม         ความรู้ในเรื่อง HR สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในระดับ Macro และ Micro โดยในระดับ Macro   นำไปประยุกต์ใช้ในการกำหนด/ ปรับ นโยบายการพัฒนาในภาพรวม เช่น นโยบายหรือยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ รวมทั้งการชี้แนะ กำกับ การพัฒนา HR (เป็นส่วนผสมระหว่าง คน และสภาพแวดล้อมในมิติ  ต่าง ๆ ) สำหรับในระดับ Micro นำไปประยุกต์ใช้ในการพิจารณาเพื่อวางแผน HR ในระดับองค์การ เช่น วางแผนพัฒนา HR ในภาคอุตสาหกรรม (เป็นส่วนผสมระหว่าง คน และองค์การ) ยกตัวอย่าง/ Case Study ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม 1. ความเป็นมา  รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเนื่องจากประเทศประสบปัญหาทางเศรษฐกิจระยะสั้นและปัญหาโครงสร้าง เช่น ความสามารถในการส่งออกลดลง พึ่งพาวัตถุดิบโดยเฉพาะน้ำมัน และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่มีการเพิ่มมูลค่าน้อย จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกประกอบด้วยการเชื่อมโยงเศรษฐกิจและการเงินโลก การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี สังคมยุคคนชรา ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลง  ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 ครม. เห็นชอบกรอบการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม (2548-2551) และวันที่ 12 เมษายน 2548 มอบหมายให้ สศช. และกระทรวงอุตสาหกรรม จัดทำแนวทางการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม   2. แนวคิดและเครื่องมือในการวิเคราะห์การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม    2.1 แนวคิด  วิวัฒนาการองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีสารสนเทศนอกจากจะทำให้เกิดระบบเครือข่ายเศรษฐกิจระบบพาณิชย์-อิเล็กทรอนิกส์ แล้วยังทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุ และนาโนเทคโนโลยี ได้รวดเร็วขึ้นจนทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ใช้องค์ความรู้ชั้นสูง เกิดการแข่งขันในรูปแบบใหม่ ๆ  ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมสู่ฐานความรู้ ซึ่งในปัจจุบันประเทศต้องเผชิญปัญหาเกี่ยวกับการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าอุตสาหกรรมบนฐานปัจจัยการผลิตเป็นหลักได้อีกแล้ว   นอกจากนั้นไทยยังมีความอ่อนแอในด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม อีกทั้ง เป็นการใช้แรงงานที่มีมีทักษะและเป็นฐานการผลิตให้กับต่างชาติที่ปราศจากการพัฒนาแบบพึ่งพาตนเอง จึงส่งผลให้ขีดความสามารถในภาพรวมของไทยลดน้อยลง    2.2 เครื่องมือในการวิเคราะห์และศึกษา  เครื่องมือกลุ่มที่ 1 การพัฒนา Thailand Competitiveness Matrix (TCM) ขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการจัดกลุ่มอุตสาหกรรม  ซึ่งผลการจัดกลุ่มแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือกลุ่มที่มีศักยภาพสูง (Potential Industry)  กลุ่มที่ต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มศักยภาพ (Improving Industry)  กลุ่มที่ต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอด (Survival Industry)  และกลุ่มเพื่ออนาคต (New Wave Industry)   เครื่องมือกลุ่มที่ 2 เป็นการใช้เครื่องมือกรอง (Screening Tools) ในการวิเคราะห์ซึ่งประกอบด้วย (1) ความสมดุลและความผสมผสานระหว่างฐานการผลิตทางกายภาพ (Physical based production) และการผลิตฐานภูมิปัญญาและความรู้ (Wisdom based production) เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ของประเทศและการสร้างมูลค่า  (2)  ความสมดุลของการพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศและเศรษฐกิจต่างประเทศรวมถึงรูปแบบการค้า (Trade & Investment Pattern) เพื่อวิเคราะห์กระบวนการผลิตและตลาด รวมทั้งลดการพึ่งพาเทคโนโลยี/ วัตถุดิบจากต่างประเทศ  (3) การกระจายความมั่นคง เท่าเทียมและความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากร รวมทั้งการสร้างความเชื่อมโยงภาคเกษตร อุตสาหกรรมและบริการเพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจในประเทศโดยพิจารณาสมรรถนะหลักของไทยคือสินค้าเกษตรและการสร้างมูลค่าเพิ่ม  (4) การวิเคราะห์ภาพอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ตลาดและผลิตภัณฑ์ ซึ่งไทยยังขาดการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบทำให้เป็นจุกอ่อนต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  (5) การวิเคราะห์ปัจจัยสนับสนุน (Enabling factors) ที่เป็นปัจจัยแวดล้อมสำคัญต่อกระบวนการผลิตซึ่งนำไปสู่การกำหนดบาบาทของภาครัฐและเอกชนได้อย่างชัดเจน  (6) การวิเคราะห์เชื่อมโยงระหว่างมหภาค สาขา และหน่วยธุรกิจ รวมทั้งความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (Cooperate) เพื่อศึกษาสถานภาพของสมรรถนะหลักเพื่อหาความต้องการในส่วนที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง (Incremental Change) หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Radical change)  (7) นวัตกรรมและสมรรถนะหลัก (Innovation & Core Competency) ที่ต้องทำความเข้าใจสมรรถนะหลักในทุก ๆ ห่วงโซ่มูลค่าในแต่ละสาขา รวมทั้งบทบาทของมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย เพื่อสร้างเครือข่ายวิจัยและพัฒนารวมทั้งการใช้ประโยชน์จากสิทธิบัตรเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 2.3 ข้อเสนอ กลยุทธ์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและอุตสาหกรรมเพื่ออนาคต  การกำหนดกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม โดยคำนึงถึงความเชื่อมโยง Macro-Sector-Cooperate พร้อมทั้งเวลา ซึ่งนำไปสู่เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนของผู้ประกอบการ ดังนี้ 2.3.1  กลยุทธ์ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมในระดับมหภาค ประเด็นการพัฒนา การสร้างองค์ความรู้และพัฒนานวัตกรรม  ในระยะสั้น กำหนดดังนี้ 1) การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (1)  พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาและการสร้างผู้ประกอบการให้มีความรู้ความสามารถและทักษะระดับสากล (2) พัฒนาบุคลากรโดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมให้มีความพร้อมต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ ๆ (3) สร้างผู้ประกอบการใหม่ด้านพลังงานชีวภาพ วัสดุศาสตร์  2) การวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม (4) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น อุทยานวิทยาศาสตร์ (5)  ส่งเสริมการต่อยอดภูมิปัญญาและความเป็นไปที่สอดคล้องกับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ระยะกลางและระยะยาว กำหนดดังนี้ (1) พัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีโดยเฉพาะอุตสาหกรรมชีวภาพรวมทั้งการบริหารจัดการนวัตกรรม (2) เพิ่มเติมและพัฒนาหลักสูตรในระดับอาชีวศึกษา อุดมศึกษาให้มีวิชาการบริหารจัดการนวัตกรรม เพื่อปลูกฝังแนวคิดและวิธีคิดในการนำผลการศึกษาวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ (3) ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบเพื่อจูงใจให้เกิดการวิจัยพัฒนาผสมผสานความรู้ระหว่างวัสดุ- ไบโอเทค-นาโนเทคโนโลยี 2.3.2 กลยุทธ์ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมในระดับสาขา       ประเด็นการพัฒนา การสร้างองค์ความรู้และพัฒนานวัตกรรม  ในระยะสั้น กำหนดดังนี้ 1) การวิจัยและพัฒนาการคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการออกแบบ (1) ส่งเสริมการสร้างตราสินค้าและตลาดรองรับ (2) ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่มีเทคโนโลยีความรู้สูงกว่าเพื่อสร้างความต่อเนื่องในการถ่ายทอดเทคโนโลยี (3) ส่งเสริมการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีตลอดห่วงโซ่อุปทาน  ระยะกลางและระยะยาว (1) พัฒนาเครื่องจักรอุปกรณ์ในการผลิตที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (2) วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ และวัตถุดิบใหม่ ๆ โดยคำนึงถึงความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่น  (3) วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศและให้มีมูลค่าเพิ่มสูงและส่งเสริมเป็น Product Champion  2.3.3 กลยุทธ์ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมในระดับผู้ประกอบการ       ประเด็นการพัฒนา การสร้างองค์ความรู้และพัฒนานวัตกรรม  ในระยะสั้น กำหนดดังนี้ 1) พัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (1) สนับสนุนการสร้างเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพของพนักงาน (2) พัฒนาและฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะแรงงานด้านมาตรฐานการผลิต การเจรจาต่อรองเพื่อเข้าถึงนวัตกรรมขององค์การที่มีศักยภาพทางเทคโนโลยี (3) ส่งเสริมพนักงานให้มีวิสัยทัศน์ให้เข้าใจในการบริหารจัดการนวัตกรรม คัสเตอร์และลอจิสติกส์ 2) การวิจัยและพัฒนาการคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการออกแบบ (4) สร้างปัจจัยแวดล้อมให้เกิดบรรยากาศในการทำงานเป็นทีม (5) พัฒนาระบบมาตรฐานการผลิต ระยะกลางและระยะยาว (1) สร้างกระบวนการเรียนรู้ภายในองค์การและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้จากบุคคลสู่ความรู้ขององค์การ (2) พัฒนาความสามารถของบุคลากรให้มีขีดความสามารถในการดูดซับ และพัฒนาต่อยอดความรู้เพื่อสร้างความแตกต่างที่ตรงกับความต้องการของตลาด (3) สร้างกลไกและบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาบุคลากรให้เป็นนวัตกรรม
นางสาวนพมาศ ช่วยนุกูล
IP: xxx.120.65.133
เขียนเมื่อ Wed Jun 27 2007 23:04:39 GMT+0700 (ICT)
( ปรด.นวัตกรรมการจัดการ รภ.สวนสุนันทา/น.ส. นพมาศ ช่วยนุกล ส่งการบ้านครั้งที่ 2 การจัดการทุนมนุษย์)  1. ได้อะไรจากการเรียนวันนี้ (23 มิถุนายน พ.ศ. 2550)        การเรียนวันนี้ทำให้ได้รับความรู้ในหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทุนมนุษย์ โดยขอนำเสนอความรู้เป็นหัวข้อย่อย ๆ ดังนี้ 1.1  จากคำกล่าวของ Jack Welch (ผู้ซึ่งได้รับการ vote ให้เป็น CEO of the Century) ที่ว่า คนเท่านั้นที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด  และอีกคำพูดหนึ่งของคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ที่ว่า คนเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดขอองค์การ และจากการค้นคว้าเอกสารเพิ่มเติมพบว่ามีนักวิชาการหลายท่าน อาทิ ดร. ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ ได้ให้ความสำคัญกับ HR ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและปัจจุบัน งาน HR เป็นKey Function  ที่นำองค์การไปสู่ทิศทางตามเป้าหมาย    1.2  ผู้บริหารที่เก่งและประสบความสำเร็จ  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเก่งในเรื่องคนและเรื่องเงิน เพื่อนำพาองค์การไปสู่เป้าหมายตามที่กล่าวข้างต้น โดยผู้บริหารจะต้องมีเวลาให้กับลูกน้องของตนและต้องพัฒนา/สอนให้ลูกน้องเก่ง เพื่อให้เขาสามารถทำงานให้องค์กรได้อย่างมีคุณภาพ กล่าวคือผู้บริหารมีหน้าที่ในการพัฒนาคน สร้างคน 1.3  คุณลักษณะของผู้ที่ประสบความสำเร็จ ต้องประกอบด้วย 4E + 1E  คือ เป็นผู้ที่มีพลัง (Energy)  สามารถกระตุ้นผู้อื่นได้ (Energizer) มีความเหนือกว่าคนอื่น (Edge) สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ (Execute) และจริยธรรม (Ethic) หรืออาจกล่าวว่าผู้นำต้องพัฒนาให้คนเก่งโดยใช้ระบบคุณธรรม 1.4 การบริหารจัดการคนจะต้องใช้หลักผสมผสานที่อยู่บนพื้นฐานของความจริงและความตรงประเด็น (Reality & Relevancy) และจากการค้นคว้าเพิ่มเติมพบว่า งาน HR มีผลกระทบใน 2 ระดับ คือ ผลที่เกิดกับองค์การ และผลที่เกิดกับบุคลากรขององค์การ  1.5 ภาวะผู้นำ มีองค์ประกอบ 3 ส่วนได้แก่ ผู้นำ (Leader)  ผู้ตาม (Follower) และสภาพแวดล้อม (Environment) ซึ่งสัดส่วนขององค์ประกอบทั้ง 3 ประการนี้จะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละองค์การ และการพิจารณาควรยึดการมองแบบครบกระบวนการ (Holistic)  1.6 Human Performance Framework   งาน HR ต้องทำหน้าที่อะไรบ้าง? เป้าหมายของงานด้านนี้คือ ทำให้คนมีผลการปฏิบัติงานตามเป้าหมายขององค์การ ซึ่งการทำให้คนเกิดผลการปฏิบัติงานตรงนี้ได้จะต้องทำให้คนมีความรู้ และมีแรงจูงใจ ควบคู่กันไป กล่าวคือฝ่าย HR จะต้อง Support ในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้  1) โครงสร้าง/ลักษณะองค์การ (Structure) กล่าวคือองค์การจะต้องมีความชัดเจนในเรื่องอำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และบทบาทของส่วนต่าง ๆ เพื่อให้บุคลากรได้ทราบว่าตนเองต้องทำอะไร   2) การจัดการคน (Resourcing) คือต้องมีการพิจารณางานและคนให้เกิดความเหมาะสม พอดี เพื่อมิให้งานล้น คนเกิน เพราะทุกอย่างคือการลงทุน  3) การประเมินผลงาน (Perform Management)  คือต้องมีระบบการประเมินผลที่ดีเพื่อนำไปสู่การให้รางวัลคนทำดี มีระบบลงโทษที่เหมาะสม และนำไปสู่การพัฒนาบุคลากร โดยที่หลักการประเมินผลนั้นเราต้องทำการประเมินผลในสิ่งที่มอบหมายให้เขาทำ และต้องบอกผู้ถูกประเมินให้ทราบล่วงหน้าว่าเราจะประเมินเขาด้วยงานอะไร  และการประเมินผลต้องทำเป็นระยะ ๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ  รวมทั้งสามารถบอกบอกจุดอ่อน จุดแข็งเพื่อให้เขาพัฒนาปรับปรุงตนเองได้  ประเด็นสำคัญของการทำการประเมินคือ การนำผลไปใช้ในการพัฒนาคน   4) การอบรมและพัฒนา (Training/Knowledge Support)  เพื่อให้คนสามารถปฏิบัติงานได้ ซึ่งควรพัฒนาทั้งทางสายงาน (Technical / Hard skill) การจัดการรวมทั้งการพัฒนาทาง Soft skill (5) การสนับสนุน (Performance Support) ทั้งนี้เพื่อให้เอื้อต่อการทำงานเช่น เรื่องการสร้างบรรยากาศในการทำงาน  6) ภาวะผู้นำ (Leadership) เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดภาวะผู้นำในทุก ๆ ระดับ  7) การสื่อสาร (Communication) ซึ่งควรมีการสร้างระบบการสื่อสารที่ดีในองค์การ เพื่อสื่อให้ทุกคนได้รู้ในสิ่งที่เขาควรรู้ โดยยึดหลักการรู้ในสิ่งที่จำเป็น ในเวลาที่เหมาะสม กับคนที่เหมาะสม  และ 8) วัฒนธรรม (Culture) การสร้างและทำให้คนเข้าใจวัฒนธรรมองค์การจะทำให้คนคิดไปในทิศทางเดียวกัน และมีความผูกพันกับองค์การ        อย่างไรก็ตาม เนื่องจากองค์กรต้องอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อม ที่ประกอบด้วยมิติต่าง ๆ อย่างหลากหลายได้แก่ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม ทางกายภาพ ความเจริญทางเทคโนโลยี และกฎระเบียบต่าง ๆ  ดังนั้น การพัฒนาคนนอกจากการมองถึงปัจจัยสำคัญ 8 ประการที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ยังต้องนำสภาพแวดล้อมในมิติต่าง ๆ มาประกอบให้เกิดความเหมาะสมกันด้วย  ทั้งนี้เพื่อให้คนเกิดความรู้ความสามารถและมีแรงจูงใจ ในการปฏิบัติงานได้ตามเป้าหมาย และองค์การก็สมารถขับเคลื่อนต่อไปได้ตามที่มุ่งหวัง 2. การนำไปประยุกต์ใช้ในระดับ Macro และ  Micro (สรุปประเด็น  ยกตัวอย่าง  Case Study) 2.1  การนำไปประยุกต์ใช้ในระดับ Macro               นับจากประเทศต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ ปี 2540 ทำให้เห็นพลังทุนทางสังคมที่เป็นตาข่ายรองรับคนและสังคม การมีระบบเครือญาติและความเข้มแข็งชุมชนและพื้นฐานวัฒนธรรมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ทันทางสังคมเหล่านี้ได้แสดงพลังช่วยชาติรอดพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายและลดทอนผลกระทบจากวิกฤตต่ำกว่าที่คาดหมายไว้ ทุนทางสังคมจึงเป็นทุนที่สำคัญในการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน  จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้แผนฯ ฉบับที่ 10 (2545-2549) บรรจุกรอบแนวคิดทุนทางสังคมที่เหมาะสมกันสังคมไทยรวมทั้งมีการต่อยอดความคิดและพัฒนาทุนทางสังคมไว้ในแผนฯ ฉบับที่ 10  (2550-2554) ด้วย  ทุนทางสังคมเกิดจากการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำบนฐานความไว้วางใจและวัฒนธรรมอันดีงาม ผ่านระบบความสัมพันธ์ในองค์ประกอบหลัก ได้แก่ คน สถาบัน วัฒนธรรม และองค์ความรู้  ส่วนการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนานั้นได้มุ่งเน้นให้รู้จักการนำทุนทางสังคมที่มีอยู่มาพัฒนาต่อยอดเพิ่มพูนมูลค่า และคุณค่า ทางเศรษฐกิจและสังคม ให้ความสำคัญกับการจัดการองค์ความรู้ทั้งในระดับท้องถิ่น และรพดับประเทศ โดยองค์ความรู้นี้ครอบคลุมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นและความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่ โดยอาศัยแผนที่ทุนทางสังคมเป็นเครื่องมือในการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ  การเชื่อมโยงฐานข้อมูลทุนทางสังคมอย่างทุกระดับจะสามารถนำไปกำหนดและบริหารจัดการยุทธศาสตร์และนโยบายการพัฒนาของหน่วยงานต่าง ๆ ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ซึ่งการจัดทำเครื่องมือดังกล่าวยึดหลักการพื้นฐาน 3 ประการคือ การมีส่วนร่วม การเชื่อมโยงเครือข่ายร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางและเป็นระบบ   ซึ่งแผนที่ดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพข้อเท็จจริงจึงต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง  ความสำเร็จในการพัฒนาประเทศต้องเกิดขึ้นจากความสมดุลในทุกมิติของการดำรงชีพที่เชื่อมโยงกัน ทั้งการมีสุขภาพอนามัยที่ดี  การมีงานทำอย่างทั่วถึง มีรายได้พอเพียงต่อการดำรงชีพ มีครอบครัวที่อบอุ่น มีสภาพแวดล้อมที่ดี และอยู่ภายใต้การบริหารจัดการที่ดีทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพัฒนาและบริหารจัดการสังคมไทย ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพของคนให้มีคุณภาพ  คุณภาพของคนจึงเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตามการพัฒนาคนซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ จะไม่สามารถพัฒนาไปได้โดยลำพังและปราศจากความสอดคล้องของบริบท  ทั้งนี้ เนื่องจากบริบทและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าเป็นผลมาจาก  กระแสโลกาภิวัตน์  การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของโลก  การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มใหม่  ปัญหาด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม  ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงกฏระเบียบเพื่อปกป้องผลประโยชน์ ซึ่งแต่ละด้านมีตัวบ่งชี้และทิศทางการปรับตัว ดังนี้  กระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization)   มีตัวบ่งชี้คือ การบูรณาการเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (Economic Integration)  การเชื่อมโยงเครือข่ายทางสังคม (Social Networking)  การติดต่อสื่อสารผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Connectivity)  และการบูรณาการทางการเมือง (Political Integration) ส่วนการปรับตัวของประเทศต่าง ๆ คือ  1)  จะต้องรักษาเอกลักษณ์ความเป็นท้องถิ่นวัฒนธรรมประเพณี พึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจให้มากขึ้นและเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจ การเงิน สังคม การเมืองระดับมหภาคของโลกภายนอก  2) ข้อตกลงทางการค้าและการประนีประนอมระหว่งคู่สัญญา (Bilateral  Half-measure) เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และต้องให้ความสนใจในเรื่อง NTB และการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันตลอดจนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา  3) สังคมเศรษฐกิจ (Homo Economics)  โยประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีความได้เปรียบในเรื่องเศรษฐกิจและการค้า มีการขยายการจ้างงาน การผลิตไปยังประเทศโลกที่สามเพื่อสร้างความได้เปรียบในเรื่องแรงงานและทรัพยากร การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรโลก (Demographics) จะเห็นได้ว่าอัตราการเกิดของประชากรในประเทศพัฒนามีแนวโน้มลดลงในขณะที่อายุขัยโดยเฉลี่ยยาวนามขึ้น ซึ่งในอนาคตประเทศเหล่านี้จะมีประชากรที่มีอายุสูงในจำนวนมาก ดังนั้นจำเป็นต้องหาหนทางการเพิ่มผลผลิต (Productivity) โดยประชาชนที่อยู่ในวัยทำงานจะต้องมีความสามารถในการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งตัวบ่งชี้ที่สำคัญ ได้แก่  ช่วงอายุและขนาดการเติบโตของประชากร การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตจากภาคเกษตรมาเป็นภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น ความเจริญทางเทคโนโลยีและการแพทย์ ประชากรวัยทำงานลดลงมีคนสูงวัยมากขึ้น  และการอพยพของแรงงาน การปรับตัว 1) กลุ่มคนจะมีภาระหนักขึ้น (Restless masses) ประชาชนในประเทศพัฒนาจะเหนื่อยมากขึ้นเพื่อสร้างรายได้ให้เพียงพอต่อค่าครองชีพ แรงงงานทักษะอพยพไปแสวงหางานในประเทศที่มีรายได้สูงกว่า  2) การอพยพแรงงาน (Immigration queue) ประเทศพัฒนาแล้วต้องการแรงงานเข้ามาทดแทนแรงงานในประเทศของตน เช่น สหรัฐ แต่มักจะจำกัดเฉพาะแรงงานที่มีทักษะสูงและการศึกษาสูง  ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ (The New Consumer)  การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของการบริโภคในลักษณะของกลุ่มผู้บริโภค และมีการบริโภคตามกระแสโลกาภิวัตน์โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่นจีน อินเดีย จนกลายเป็นประเทศที่มีอำนาจซื้อมากขึ้นและเข้ามาทดแทนประเทศในแถบอเมริกาและญี่ปุ่น ตัวบ่งชี้ ได้แก่ วิวัฒนาการของระบบตลาด กลุ่มประเทศที่มีอำนาจซื้อสินค้าบริโภค อายุของกลุ่มบริโภคและกลุ่มผู้บริโภควัยทำงาน การคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ และบรรทัดฐานทางสังคมโลกเปลี่ยน   การปรับตัว 1) สินค้ามีคุณภาพและราคาถูก (Rice& Beans) หากอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกค่อย ๆ ลดลงกลุ่มผู้บริโภคในระดับกลาง (วัยทำงาน) มีมากขึ้น ธุรกิจจึงควรเตรียมพร้อมที่จะหาสินค้าที่มีคุณภาพแต่ราคาไม่สูงมากนักเพื่อตอบสนองตลาด รวมทั้งแสวงหาตลาดในต่างประเทศโดยอาศัยวิธีการขยายหรือพัฒนาตราสินค้า หรือร่วมทุนกับบริษัทที่มีตราสินค้าในภูมิภาค  2) ตลาดการค้าขยายตัวทั่วโลกหากเศรษฐกิจโลกยังเติบโตมั่นคงความต้องการของผู้บริโภคก็มีโอกาสขยายวงกว้าง บริษัทที่มีการแบ่งกลุ่มลูกค้าเฉพาะก็จะมีความได้เปรียบ ส่วนบริษัทใหม่ที่ต้องการขยายตลาดต้องกำหนดกลยุทธ์หาผลิตภัณฑ์ที่มีราคาถูกมานำเสนอ และการใช้เทคโนโลยีจะมีความสำคัญ เช่นการค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ท  ปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Natural Resources & The Environment) ตัวบ่งชี้ที่สำคัญได้แก่ การขาดแคลนน้ำในการผลิต อุปโภค บริโภค และมลพิษทางน้ำ  การใช้พลังงานมีสูงขึ้น และการใช้พลังงานหมุนเวียนยังมีน้อย  และเกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิขิงโลก การปรับตัว 1) พลังงานมีจำกัด (Constrained Energy) ประเทศที่มีพลังงานเป็นทรัพยากรก็จะสงวนไว้ ในขณะที่ผู้บริโภคพลังงานสูงก็จะพยายามหาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ รวมทั้งการใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดมลภาวะ 2) นวัตกรรมที่มีความจำเป็น (Necessary Innovation)  การพัฒนาระบบใหม่ ๆ เพื่อค้นหาพลังงานและอาจมีระเบียบในการควบคุมการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด 3) พลังงานเพื่อการพัฒนา (Fuel for Growth)  การวางระเบียบกฎเกณฑ์ และการเรียกร้องเพื่อปกป้องผลประโยชน์  (Regulation & Activism) ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การกระจายอำนาจ การขาดผู้นำหรือผู้กำหนดนโยบายที่มีวิสัยทัศน์ การเกิดความร่วมมือในระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น  การปรับตัว 1) ภาครัฐจะมีการลดบทบาท โดยจะเป็นผู้กำกับควบคุมนโยบายเพื่อปกป้องไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ 2) การควบคุมเพียงบางส่วน โดยอาจเปิดโอกาสให้เอชนดำเนินธุรกิจอย่างเสรีมากขึ้น  3) ภาคเอกชนและประชาสังคมเข้มแข็งละมีบทบาทมากขึ้น ธุรกิจจะดึงกลุ่มประชาสังคมเข้ามาเป็นพันธมิตรและร่วมมือกันมากขึ้น  สรุปประเด็น  บริบทและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอันเนื่องมาจากปัจจัยสำคัญ 5 ประการที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะต้องนำมาประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายการพัฒนาประเทศ หรืออาจสรุปได้ว่า การพัฒนาในระดับมหภาค นอกจากจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน (เพื่อให้คนมีความรู้ ความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้บรรลุผลสัมฤทธ์ตามเป้าหมาย) แล้ว  ยังต้องพัฒนามิติทางเศรษฐกิจ สังคม กฏระเบียบ อย่างสอดคล้องควบคู่กันไปด้วย  มิฉะนั้นแล้ว การกำหนดทิศทางการพัฒนาหรือนโยบายที่ออกมาก็จะไม่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง และไม่สอดคล้องกับความจริงของสังคมโลก เป็นนโยบายที่ไม่พึงปรารถนาและอาจไม่บรรลุผลสำเร็จเมื่อนำไปปฏิบัติ 2.2 การนำไปประยุกต์ใช้ในระดับ Micro เมื่อกล่าวถึงองค์การ (Organization)  อาจบ่งบอกความชัดเจนได้ถึงหน้าที่ ความรับผิดชอบ และเป้าหมาย หรือบางครั้งเรียกว่า Vision Mission Objective Goal และการที่องค์การเป็นระบบสังคม (Social System) กิจกรรมขององค์การจึงถูกกำหนดด้วยกฏเกณฑ์และระเบียบสังคม ดังนั้นการศึกษาคนในองค์การจึงต้องทำความเข้าใจกับระบบสังคมในองค์การนั้น ๆ นอกจากองค์การจะเป็นระบบสังคมแล้ว ยังเป็นแหล่งผลประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ คนต้องการองค์การ และองค์การต้องการคน ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะพึ่งพาซึ่งกันและกัน ตราบใดที่ 2 ส่วนนี้ประสานผลประโยชน์กันได้ องค์การก็สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ แต่หากเกิดการขัดผลประโยชน์องค์การอาจประสบปัญหาและล้มเหลวได้ในที่สุด  ดังนั้น องค์การจึงต้องพัฒนาคน เพื่อให้คนมีผลการปฏิบัติงานในทิศทางที่องค์การต้องการ ซึ่งการพัฒนาคนให้มี Perform ตรงนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาให้คนเกิดความรู้ (Ability) และ แรงจูงใจ (Motivation) ซึ่งการวางแผนในด้าน HR  เพื่อให้คนมีความรู้และแรงจูงใจ จำเป็นต้องพิจารณาถึงปัจจัย  ต่าง ๆ 8 ประการคือ 1) โครงสร้าง/ลักษณะองค์การ (Structure)   2) การจัดการคน (Resourcing) 3) การประเมินผลงาน (Perform Management)  4) การอบรมและพัฒนา (Training/Knowledge Support)  5) การสนับสนุน (Performance Support)   6) ภาวะผู้นำ (Leadership)   7) การสื่อสาร (Communication)  และ 8) วัฒนธรรม (Culture)  ซึ่งรายละเอียดแต่ละปัจจัยปรากฏตามข้อ 1  สรุปประเด็น การนำปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้มาใช้ประโยชน์ มาสนับสนุน เป็นแนวทาง ในการจัดทำแผน HR  ขององค์การ  ก็จะทำให้เชื่อได้ว่าคนขององค์การจะมีศักยภาพในการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายขององค์การได้  และอาจสรุปได้ว่า  การวางแผนพัฒนา HR และการปฏิบัติตามแผนโดยยึดความครอบคลุม สอดคล้องของปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้น จะเป็นการเตรียมความพร้อมของคนและองค์การให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม         ความรู้ในเรื่อง HR สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในระดับ Macro และ Micro โดยในระดับ Macro   นำไปประยุกต์ใช้ในการกำหนด/ ปรับ นโยบายการพัฒนาในภาพรวม เช่น นโยบายหรือยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ รวมทั้งการชี้แนะ กำกับ การพัฒนา HR (เป็นส่วนผสมระหว่าง คน และสภาพแวดล้อมในมิติ  ต่าง ๆ ) สำหรับในระดับ Micro นำไปประยุกต์ใช้ในการพิจารณาเพื่อวางแผน HR ในระดับองค์การ เช่น วางแผนพัฒนา HR ในภาคอุตสาหกรรม (เป็นส่วนผสมระหว่าง คน และองค์การ) ยกตัวอย่าง/ Case Study ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม 1. ความเป็นมา  รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเนื่องจากประเทศประสบปัญหาทางเศรษฐกิจระยะสั้นและปัญหาโครงสร้าง เช่น ความสามารถในการส่งออกลดลง พึ่งพาวัตถุดิบโดยเฉพาะน้ำมัน และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่มีการเพิ่มมูลค่าน้อย จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกประกอบด้วยการเชื่อมโยงเศรษฐกิจและการเงินโลก การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี สังคมยุคคนชรา ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลง  ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 ครม. เห็นชอบกรอบการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม (2548-2551) และวันที่ 12 เมษายน 2548 มอบหมายให้ สศช. และกระทรวงอุตสาหกรรม จัดทำแนวทางการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม   2. แนวคิดและเครื่องมือในการวิเคราะห์การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม    2.1 แนวคิด  วิวัฒนาการองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีสารสนเทศนอกจากจะทำให้เกิดระบบเครือข่ายเศรษฐกิจระบบพาณิชย์-อิเล็กทรอนิกส์ แล้วยังทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุ และนาโนเทคโนโลยี ได้รวดเร็วขึ้นจนทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ใช้องค์ความรู้ชั้นสูง เกิดการแข่งขันในรูปแบบใหม่ ๆ  ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมสู่ฐานความรู้ ซึ่งในปัจจุบันประเทศต้องเผชิญปัญหาเกี่ยวกับการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าอุตสาหกรรมบนฐานปัจจัยการผลิตเป็นหลักได้อีกแล้ว   นอกจากนั้นไทยยังมีความอ่อนแอในด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม อีกทั้ง เป็นการใช้แรงงานที่มีมีทักษะและเป็นฐานการผลิตให้กับต่างชาติที่ปราศจากการพัฒนาแบบพึ่งพาตนเอง จึงส่งผลให้ขีดความสามารถในภาพรวมของไทยลดน้อยลง    2.2 เครื่องมือในการวิเคราะห์และศึกษา  เครื่องมือกลุ่มที่ 1 การพัฒนา Thailand Competitiveness Matrix (TCM) ขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการจัดกลุ่มอุตสาหกรรม  ซึ่งผลการจัดกลุ่มแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือกลุ่มที่มีศักยภาพสูง (Potential Industry)  กลุ่มที่ต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มศักยภาพ (Improving Industry)  กลุ่มที่ต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอด (Survival Industry)  และกลุ่มเพื่ออนาคต (New Wave Industry)   เครื่องมือกลุ่มที่ 2 เป็นการใช้เครื่องมือกรอง (Screening Tools) ในการวิเคราะห์ซึ่งประกอบด้วย (1) ความสมดุลและความผสมผสานระหว่างฐานการผลิตทางกายภาพ (Physical based production) และการผลิตฐานภูมิปัญญาและความรู้ (Wisdom based production) เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ของประเทศและการสร้างมูลค่า  (2)  ความสมดุลของการพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศและเศรษฐกิจต่างประเทศรวมถึงรูปแบบการค้า (Trade & Investment Pattern) เพื่อวิเคราะห์กระบวนการผลิตและตลาด รวมทั้งลดการพึ่งพาเทคโนโลยี/ วัตถุดิบจากต่างประเทศ  (3) การกระจายความมั่นคง เท่าเทียมและความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากร รวมทั้งการสร้างความเชื่อมโยงภาคเกษตร อุตสาหกรรมและบริการเพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจในประเทศโดยพิจารณาสมรรถนะหลักของไทยคือสินค้าเกษตรและการสร้างมูลค่าเพิ่ม  (4) การวิเคราะห์ภาพอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ตลาดและผลิตภัณฑ์ ซึ่งไทยยังขาดการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบทำให้เป็นจุกอ่อนต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  (5) การวิเคราะห์ปัจจัยสนับสนุน (Enabling factors) ที่เป็นปัจจัยแวดล้อมสำคัญต่อกระบวนการผลิตซึ่งนำไปสู่การกำหนดบาบาทของภาครัฐและเอกชนได้อย่างชัดเจน  (6) การวิเคราะห์เชื่อมโยงระหว่างมหภาค สาขา และหน่วยธุรกิจ รวมทั้งความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (Cooperate) เพื่อศึกษาสถานภาพของสมรรถนะหลักเพื่อหาความต้องการในส่วนที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง (Incremental Change) หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Radical change)  (7) นวัตกรรมและสมรรถนะหลัก (Innovation & Core Competency) ที่ต้องทำความเข้าใจสมรรถนะหลักในทุก ๆ ห่วงโซ่มูลค่าในแต่ละสาขา รวมทั้งบทบาทของมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย เพื่อสร้างเครือข่ายวิจัยและพัฒนารวมทั้งการใช้ประโยชน์จากสิทธิบัตรเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 2.3 ข้อเสนอ กลยุทธ์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและอุตสาหกรรมเพื่ออนาคต  การกำหนดกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม โดยคำนึงถึงความเชื่อมโยง Macro-Sector-Cooperate พร้อมทั้งเวลา ซึ่งนำไปสู่เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนของผู้ประกอบการ ดังนี้ 2.3.1  กลยุทธ์ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมในระดับมหภาค ประเด็นการพัฒนา การสร้างองค์ความรู้และพัฒนานวัตกรรม  ในระยะสั้น กำหนดดังนี้ 1) การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (1)  พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาและการสร้างผู้ประกอบการให้มีความรู้ความสามารถและทักษะระดับสากล (2) พัฒนาบุคลากรโดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมให้มีความพร้อมต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ ๆ (3) สร้างผู้ประกอบการใหม่ด้านพลังงานชีวภาพ วัสดุศาสตร์  2) การวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม (4) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น อุทยานวิทยาศาสตร์ (5)  ส่งเสริมการต่อยอดภูมิปัญญาและความเป็นไปที่สอดคล้องกับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ระยะกลางและระยะยาว กำหนดดังนี้ (1) พัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีโดยเฉพาะอุตสาหกรรมชีวภาพรวมทั้งการบริหารจัดการนวัตกรรม (2) เพิ่มเติมและพัฒนาหลักสูตรในระดับอาชีวศึกษา อุดมศึกษาให้มีวิชาการบริหารจัดการนวัตกรรม เพื่อปลูกฝังแนวคิดและวิธีคิดในการนำผลการศึกษาวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ (3) ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบเพื่อจูงใจให้เกิดการวิจัยพัฒนาผสมผสานความรู้ระหว่างวัสดุ- ไบโอเทค-นาโนเทคโนโลยี 2.3.2 กลยุทธ์ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมในระดับสาขา       ประเด็นการพัฒนา การสร้างองค์ความรู้และพัฒนานวัตกรรม  ในระยะสั้น กำหนดดังนี้ 1) การวิจัยและพัฒนาการคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการออกแบบ (1) ส่งเสริมการสร้างตราสินค้าและตลาดรองรับ (2) ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่มีเทคโนโลยีความรู้สูงกว่าเพื่อสร้างความต่อเนื่องในการถ่ายทอดเทคโนโลยี (3) ส่งเสริมการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีตลอดห่วงโซ่อุปทาน  ระยะกลางและระยะยาว (1) พัฒนาเครื่องจักรอุปกรณ์ในการผลิตที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (2) วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ และวัตถุดิบใหม่ ๆ โดยคำนึงถึงความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่น  (3) วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศและให้มีมูลค่าเพิ่มสูงและส่งเสริมเป็น Product Champion  2.3.3 กลยุทธ์ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมในระดับผู้ประกอบการ       ประเด็นการพัฒนา การสร้างองค์ความรู้และพัฒนานวัตกรรม  ในระยะสั้น กำหนดดังนี้ 1) พัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (1) สนับสนุนการสร้างเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพของพนักงาน (2) พัฒนาและฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะแรงงานด้านมาตรฐานการผลิต การเจรจาต่อรองเพื่อเข้าถึงนวัตกรรมขององค์การที่มีศักยภาพทางเทคโนโลยี (3) ส่งเสริมพนักงานให้มีวิสัยทัศน์ให้เข้าใจในการบริหารจัดการนวัตกรรม คัสเตอร์และลอจิสติกส์ 2) การวิจัยและพัฒนาการคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการออกแบบ (4) สร้างปัจจัยแวดล้อมให้เกิดบรรยากาศในการทำงานเป็นทีม (5) พัฒนาระบบมาตรฐานการผลิต ระยะกลางและระยะยาว (1) สร้างกระบวนการเรียนรู้ภายในองค์การและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้จากบุคคลสู่ความรู้ขององค์การ (2) พัฒนาความสามารถของบุคลากรให้มีขีดความสามารถในการดูดซับ และพัฒนาต่อยอดความรู้เพื่อสร้างความแตกต่างที่ตรงกับความต้องการของตลาด (3) สร้างกลไกและบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาบุคลากรให้เป็นนวัตกรรม
นางสาวนพมาศ ช่วยนุกูล
IP: xxx.120.65.133
เขียนเมื่อ Wed Jun 27 2007 23:11:19 GMT+0700 (ICT)
( ปรด.นวัตกรรมการจัดการ รภ.สวนสุนันทา/น.ส. นพมาศ ช่วยนุกล ส่งการบ้านครั้งที่ 2 การจัดการทุนมนุษย์)  1. ได้อะไรจากการเรียนวันนี้ (23 มิถุนายน พ.ศ. 2550)        การเรียนวันนี้ทำให้ได้รับความรู้ในหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทุนมนุษย์ โดยขอนำเสนอความรู้เป็นหัวข้อย่อย ๆ ดังนี้ 1.1  จากคำกล่าวของ Jack Welch (ผู้ซึ่งได้รับการ vote ให้เป็น CEO of the Century) ที่ว่า คนเท่านั้นที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด  และอีกคำพูดหนึ่งของคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ที่ว่า คนเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดขอองค์การ และจากการค้นคว้าเอกสารเพิ่มเติมพบว่ามีนักวิชาการหลายท่าน อาทิ ดร. ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ ได้ให้ความสำคัญกับ HR ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและปัจจุบัน งาน HR เป็นKey Function  ที่นำองค์การไปสู่ทิศทางตามเป้าหมาย    1.2  ผู้บริหารที่เก่งและประสบความสำเร็จ  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเก่งในเรื่องคนและเรื่องเงิน เพื่อนำพาองค์การไปสู่เป้าหมายตามที่กล่าวข้างต้น โดยผู้บริหารจะต้องมีเวลาให้กับลูกน้องของตนและต้องพัฒนา/สอนให้ลูกน้องเก่ง เพื่อให้เขาสามารถทำงานให้องค์กรได้อย่างมีคุณภาพ กล่าวคือผู้บริหารมีหน้าที่ในการพัฒนาคน สร้างคน 1.3  คุณลักษณะของผู้ที่ประสบความสำเร็จ ต้องประกอบด้วย 4E + 1E  คือ เป็นผู้ที่มีพลัง (Energy)  สามารถกระตุ้นผู้อื่นได้ (Energizer) มีความเหนือกว่าคนอื่น (Edge) สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ (Execute) และจริยธรรม (Ethic) หรืออาจกล่าวว่าผู้นำต้องพัฒนาให้คนเก่งโดยใช้ระบบคุณธรรม 1.4 การบริหารจัดการคนจะต้องใช้หลักผสมผสานที่อยู่บนพื้นฐานของความจริงและความตรงประเด็น (Reality & Relevancy) และจากการค้นคว้าเพิ่มเติมพบว่า งาน HR มีผลกระทบใน 2 ระดับ คือ ผลที่เกิดกับองค์การ และผลที่เกิดกับบุคลากรขององค์การ  1.5 ภาวะผู้นำ มีองค์ประกอบ 3 ส่วนได้แก่ ผู้นำ (Leader)  ผู้ตาม (Follower) และสภาพแวดล้อม (Environment) ซึ่งสัดส่วนขององค์ประกอบทั้ง 3 ประการนี้จะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละองค์การ และการพิจารณาควรยึดการมองแบบครบกระบวนการ (Holistic)  1.6 Human Performance Framework   งาน HR ต้องทำหน้าที่อะไรบ้าง? เป้าหมายของงานด้านนี้คือ ทำให้คนมีผลการปฏิบัติงานตามเป้าหมายขององค์การ ซึ่งการทำให้คนเกิดผลการปฏิบัติงานตรงนี้ได้จะต้องทำให้คนมีความรู้ และมีแรงจูงใจ ควบคู่กันไป กล่าวคือฝ่าย HR จะต้อง Support ในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้  1) โครงสร้าง/ลักษณะองค์การ (Structure) กล่าวคือองค์การจะต้องมีความชัดเจนในเรื่องอำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และบทบาทของส่วนต่าง ๆ เพื่อให้บุคลากรได้ทราบว่าตนเองต้องทำอะไร   2) การจัดการคน (Resourcing) คือต้องมีการพิจารณางานและคนให้เกิดความเหมาะสม พอดี เพื่อมิให้งานล้น คนเกิน เพราะทุกอย่างคือการลงทุน  3) การประเมินผลงาน (Perform Management)  คือต้องมีระบบการประเมินผลที่ดีเพื่อนำไปสู่การให้รางวัลคนทำดี มีระบบลงโทษที่เหมาะสม และนำไปสู่การพัฒนาบุคลากร โดยที่หลักการประเมินผลนั้นเราต้องทำการประเมินผลในสิ่งที่มอบหมายให้เขาทำ และต้องบอกผู้ถูกประเมินให้ทราบล่วงหน้าว่าเราจะประเมินเขาด้วยงานอะไร  และการประเมินผลต้องทำเป็นระยะ ๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ  รวมทั้งสามารถบอกบอกจุดอ่อน จุดแข็งเพื่อให้เขาพัฒนาปรับปรุงตนเองได้  ประเด็นสำคัญของการทำการประเมินคือ การนำผลไปใช้ในการพัฒนาคน   4) การอบรมและพัฒนา (Training/Knowledge Support)  เพื่อให้คนสามารถปฏิบัติงานได้ ซึ่งควรพัฒนาทั้งทางสายงาน (Technical / Hard skill) การจัดการรวมทั้งการพัฒนาทาง Soft skill (5) การสนับสนุน (Performance Support) ทั้งนี้เพื่อให้เอื้อต่อการทำงานเช่น เรื่องการสร้างบรรยากาศในการทำงาน  6) ภาวะผู้นำ (Leadership) เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดภาวะผู้นำในทุก ๆ ระดับ  7) การสื่อสาร (Communication) ซึ่งควรมีการสร้างระบบการสื่อสารที่ดีในองค์การ เพื่อสื่อให้ทุกคนได้รู้ในสิ่งที่เขาควรรู้ โดยยึดหลักการรู้ในสิ่งที่จำเป็น ในเวลาที่เหมาะสม กับคนที่เหมาะสม  และ 8) วัฒนธรรม (Culture) การสร้างและทำให้คนเข้าใจวัฒนธรรมองค์การจะทำให้คนคิดไปในทิศทางเดียวกัน และมีความผูกพันกับองค์การ        อย่างไรก็ตาม เนื่องจากองค์กรต้องอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อม ที่ประกอบด้วยมิติต่าง ๆ อย่างหลากหลายได้แก่ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม ทางกายภาพ ความเจริญทางเทคโนโลยี และกฎระเบียบต่าง ๆ  ดังนั้น การพัฒนาคนนอกจากการมองถึงปัจจัยสำคัญ 8 ประการที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ยังต้องนำสภาพแวดล้อมในมิติต่าง ๆ มาประกอบให้เกิดความเหมาะสมกันด้วย  ทั้งนี้เพื่อให้คนเกิดความรู้ความสามารถและมีแรงจูงใจ ในการปฏิบัติงานได้ตามเป้าหมาย และองค์การก็สมารถขับเคลื่อนต่อไปได้ตามที่มุ่งหวัง 2. การนำไปประยุกต์ใช้ในระดับ Macro และ  Micro (สรุปประเด็น  ยกตัวอย่าง  Case Study) 2.1  การนำไปประยุกต์ใช้ในระดับ Macro               นับจากประเทศต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ ปี 2540 ทำให้เห็นพลังทุนทางสังคมที่เป็นตาข่ายรองรับคนและสังคม การมีระบบเครือญาติและความเข้มแข็งชุมชนและพื้นฐานวัฒนธรรมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ทันทางสังคมเหล่านี้ได้แสดงพลังช่วยชาติรอดพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายและลดทอนผลกระทบจากวิกฤตต่ำกว่าที่คาดหมายไว้ ทุนทางสังคมจึงเป็นทุนที่สำคัญในการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน  จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้แผนฯ ฉบับที่ 10 (2545-2549) บรรจุกรอบแนวคิดทุนทางสังคมที่เหมาะสมกันสังคมไทยรวมทั้งมีการต่อยอดความคิดและพัฒนาทุนทางสังคมไว้ในแผนฯ ฉบับที่ 10  (2550-2554) ด้วย  ทุนทางสังคมเกิดจากการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำบนฐานความไว้วางใจและวัฒนธรรมอันดีงาม ผ่านระบบความสัมพันธ์ในองค์ประกอบหลัก ได้แก่ คน สถาบัน วัฒนธรรม และองค์ความรู้  ส่วนการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนานั้นได้มุ่งเน้นให้รู้จักการนำทุนทางสังคมที่มีอยู่มาพัฒนาต่อยอดเพิ่มพูนมูลค่า และคุณค่า ทางเศรษฐกิจและสังคม ให้ความสำคัญกับการจัดการองค์ความรู้ทั้งในระดับท้องถิ่น และรพดับประเทศ โดยองค์ความรู้นี้ครอบคลุมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นและความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่ โดยอาศัยแผนที่ทุนทางสังคมเป็นเครื่องมือในการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ  การเชื่อมโยงฐานข้อมูลทุนทางสังคมอย่างทุกระดับจะสามารถนำไปกำหนดและบริหารจัดการยุทธศาสตร์และนโยบายการพัฒนาของหน่วยงานต่าง ๆ ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ซึ่งการจัดทำเครื่องมือดังกล่าวยึดหลักการพื้นฐาน 3 ประการคือ การมีส่วนร่วม การเชื่อมโยงเครือข่ายร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางและเป็นระบบ   ซึ่งแผนที่ดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพข้อเท็จจริงจึงต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง  ความสำเร็จในการพัฒนาประเทศต้องเกิดขึ้นจากความสมดุลในทุกมิติของการดำรงชีพที่เชื่อมโยงกัน ทั้งการมีสุขภาพอนามัยที่ดี  การมีงานทำอย่างทั่วถึง มีรายได้พอเพียงต่อการดำรงชีพ มีครอบครัวที่อบอุ่น มีสภาพแวดล้อมที่ดี และอยู่ภายใต้การบริหารจัดการที่ดีทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพัฒนาและบริหารจัดการสังคมไทย ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพของคนให้มีคุณภาพ  คุณภาพของคนจึงเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตามการพัฒนาคนซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ จะไม่สามารถพัฒนาไปได้โดยลำพังและปราศจากความสอดคล้องของบริบท  ทั้งนี้ เนื่องจากบริบทและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าเป็นผลมาจาก  กระแสโลกาภิวัตน์  การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของโลก  การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มใหม่  ปัญหาด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม  ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงกฏระเบียบเพื่อปกป้องผลประโยชน์ ซึ่งแต่ละด้านมีตัวบ่งชี้และทิศทางการปรับตัว ดังนี้  กระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization)   มีตัวบ่งชี้คือ การบูรณาการเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (Economic Integration)  การเชื่อมโยงเครือข่ายทางสังคม (Social Networking)  การติดต่อสื่อสารผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Connectivity)  และการบูรณาการทางการเมือง (Political Integration) ส่วนการปรับตัวของประเทศต่าง ๆ คือ  1)  จะต้องรักษาเอกลักษณ์ความเป็นท้องถิ่นวัฒนธรรมประเพณี พึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจให้มากขึ้นและเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจ การเงิน สังคม การเมืองระดับมหภาคของโลกภายนอก  2) ข้อตกลงทางการค้าและการประนีประนอมระหว่งคู่สัญญา (Bilateral  Half-measure) เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และต้องให้ความสนใจในเรื่อง NTB และการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันตลอดจนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา  3) สังคมเศรษฐกิจ (Homo Economics)  โยประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีความได้เปรียบในเรื่องเศรษฐกิจและการค้า มีการขยายการจ้างงาน การผลิตไปยังประเทศโลกที่สามเพื่อสร้างความได้เปรียบในเรื่องแรงงานและทรัพยากร การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรโลก (Demographics) จะเห็นได้ว่าอัตราการเกิดของประชากรในประเทศพัฒนามีแนวโน้มลดลงในขณะที่อายุขัยโดยเฉลี่ยยาวนามขึ้น ซึ่งในอนาคตประเทศเหล่านี้จะมีประชากรที่มีอายุสูงในจำนวนมาก ดังนั้นจำเป็นต้องหาหนทางการเพิ่มผลผลิต (Productivity) โดยประชาชนที่อยู่ในวัยทำงานจะต้องมีความสามารถในการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งตัวบ่งชี้ที่สำคัญ ได้แก่  ช่วงอายุและขนาดการเติบโตของประชากร การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตจากภาคเกษตรมาเป็นภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น ความเจริญทางเทคโนโลยีและการแพทย์ ประชากรวัยทำงานลดลงมีคนสูงวัยมากขึ้น  และการอพยพของแรงงาน การปรับตัว 1) กลุ่มคนจะมีภาระหนักขึ้น (Restless masses) ประชาชนในประเทศพัฒนาจะเหนื่อยมากขึ้นเพื่อสร้างรายได้ให้เพียงพอต่อค่าครองชีพ แรงงงานทักษะอพยพไปแสวงหางานในประเทศที่มีรายได้สูงกว่า  2) การอพยพแรงงาน (Immigration queue) ประเทศพัฒนาแล้วต้องการแรงงานเข้ามาทดแทนแรงงานในประเทศของตน เช่น สหรัฐ แต่มักจะจำกัดเฉพาะแรงงานที่มีทักษะสูงและการศึกษาสูง  ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ (The New Consumer)  การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของการบริโภคในลักษณะของกลุ่มผู้บริโภค และมีการบริโภคตามกระแสโลกาภิวัตน์โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่นจีน อินเดีย จนกลายเป็นประเทศที่มีอำนาจซื้อมากขึ้นและเข้ามาทดแทนประเทศในแถบอเมริกาและญี่ปุ่น ตัวบ่งชี้ ได้แก่ วิวัฒนาการของระบบตลาด กลุ่มประเทศที่มีอำนาจซื้อสินค้าบริโภค อายุของกลุ่มบริโภคและกลุ่มผู้บริโภควัยทำงาน การคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ และบรรทัดฐานทางสังคมโลกเปลี่ยน   การปรับตัว 1) สินค้ามีคุณภาพและราคาถูก (Rice& Beans) หากอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกค่อย ๆ ลดลงกลุ่มผู้บริโภคในระดับกลาง (วัยทำงาน) มีมากขึ้น ธุรกิจจึงควรเตรียมพร้อมที่จะหาสินค้าที่มีคุณภาพแต่ราคาไม่สูงมากนักเพื่อตอบสนองตลาด รวมทั้งแสวงหาตลาดในต่างประเทศโดยอาศัยวิธีการขยายหรือพัฒนาตราสินค้า หรือร่วมทุนกับบริษัทที่มีตราสินค้าในภูมิภาค  2) ตลาดการค้าขยายตัวทั่วโลกหากเศรษฐกิจโลกยังเติบโตมั่นคงความต้องการของผู้บริโภคก็มีโอกาสขยายวงกว้าง บริษัทที่มีการแบ่งกลุ่มลูกค้าเฉพาะก็จะมีความได้เปรียบ ส่วนบริษัทใหม่ที่ต้องการขยายตลาดต้องกำหนดกลยุทธ์หาผลิตภัณฑ์ที่มีราคาถูกมานำเสนอ และการใช้เทคโนโลยีจะมีความสำคัญ เช่นการค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ท  ปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Natural Resources & The Environment) ตัวบ่งชี้ที่สำคัญได้แก่ การขาดแคลนน้ำในการผลิต อุปโภค บริโภค และมลพิษทางน้ำ  การใช้พลังงานมีสูงขึ้น และการใช้พลังงานหมุนเวียนยังมีน้อย  และเกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิขิงโลก การปรับตัว 1) พลังงานมีจำกัด (Constrained Energy) ประเทศที่มีพลังงานเป็นทรัพยากรก็จะสงวนไว้ ในขณะที่ผู้บริโภคพลังงานสูงก็จะพยายามหาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ รวมทั้งการใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดมลภาวะ 2) นวัตกรรมที่มีความจำเป็น (Necessary Innovation)  การพัฒนาระบบใหม่ ๆ เพื่อค้นหาพลังงานและอาจมีระเบียบในการควบคุมการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด 3) พลังงานเพื่อการพัฒนา (Fuel for Growth)  การวางระเบียบกฎเกณฑ์ และการเรียกร้องเพื่อปกป้องผลประโยชน์  (Regulation & Activism) ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การกระจายอำนาจ การขาดผู้นำหรือผู้กำหนดนโยบายที่มีวิสัยทัศน์ การเกิดความร่วมมือในระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น  การปรับตัว 1) ภาครัฐจะมีการลดบทบาท โดยจะเป็นผู้กำกับควบคุมนโยบายเพื่อปกป้องไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ 2) การควบคุมเพียงบางส่วน โดยอาจเปิดโอกาสให้เอชนดำเนินธุรกิจอย่างเสรีมากขึ้น  3) ภาคเอกชนและประชาสังคมเข้มแข็งละมีบทบาทมากขึ้น ธุรกิจจะดึงกลุ่มประชาสังคมเข้ามาเป็นพันธมิตรและร่วมมือกันมากขึ้น  สรุปประเด็น  บริบทและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอันเนื่องมาจากปัจจัยสำคัญ 5 ประการที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะต้องนำมาประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายการพัฒนาประเทศ หรืออาจสรุปได้ว่า การพัฒนาในระดับมหภาค นอกจากจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน (เพื่อให้คนมีความรู้ ความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้บรรลุผลสัมฤทธ์ตามเป้าหมาย) แล้ว  ยังต้องพัฒนามิติทางเศรษฐกิจ สังคม กฏระเบียบ อย่างสอดคล้องควบคู่กันไปด้วย  มิฉะนั้นแล้ว การกำหนดทิศทางการพัฒนาหรือนโยบายที่ออกมาก็จะไม่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง และไม่สอดคล้องกับความจริงของสังคมโลก เป็นนโยบายที่ไม่พึงปรารถนาและอาจไม่บรรลุผลสำเร็จเมื่อนำไปปฏิบัติ 2.2 การนำไปประยุกต์ใช้ในระดับ Micro เมื่อกล่าวถึงองค์การ (Organization)  อาจบ่งบอกความชัดเจนได้ถึงหน้าที่ ความรับผิดชอบ และเป้าหมาย หรือบางครั้งเรียกว่า Vision Mission Objective Goal และการที่องค์การเป็นระบบสังคม (Social System) กิจกรรมขององค์การจึงถูกกำหนดด้วยกฏเกณฑ์และระเบียบสังคม ดังนั้นการศึกษาคนในองค์การจึงต้องทำความเข้าใจกับระบบสังคมในองค์การนั้น ๆ นอกจากองค์การจะเป็นระบบสังคมแล้ว ยังเป็นแหล่งผลประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ คนต้องการองค์การ และองค์การต้องการคน ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะพึ่งพาซึ่งกันและกัน ตราบใดที่ 2 ส่วนนี้ประสานผลประโยชน์กันได้ องค์การก็สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ แต่หากเกิดการขัดผลประโยชน์องค์การอาจประสบปัญหาและล้มเหลวได้ในที่สุด  ดังนั้น องค์การจึงต้องพัฒนาคน เพื่อให้คนมีผลการปฏิบัติงานในทิศทางที่องค์การต้องการ ซึ่งการพัฒนาคนให้มี Perform ตรงนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาให้คนเกิดความรู้ (Ability) และ แรงจูงใจ (Motivation) ซึ่งการวางแผนในด้าน HR  เพื่อให้คนมีความรู้และแรงจูงใจ จำเป็นต้องพิจารณาถึงปัจจัย  ต่าง ๆ 8 ประการคือ 1) โครงสร้าง/ลักษณะองค์การ (Structure)   2) การจัดการคน (Resourcing) 3) การประเมินผลงาน (Perform Management)  4) การอบรมและพัฒนา (Training/Knowledge Support)  5) การสนับสนุน (Performance Support)   6) ภาวะผู้นำ (Leadership)   7) การสื่อสาร (Communication)  และ 8) วัฒนธรรม (Culture)  ซึ่งรายละเอียดแต่ละปัจจัยปรากฏตามข้อ 1  สรุปประเด็น การนำปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้มาใช้ประโยชน์ มาสนับสนุน เป็นแนวทาง ในการจัดทำแผน HR  ขององค์การ  ก็จะทำให้เชื่อได้ว่าคนขององค์การจะมีศักยภาพในการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายขององค์การได้  และอาจสรุปได้ว่า  การวางแผนพัฒนา HR และการปฏิบัติตามแผนโดยยึดความครอบคลุม สอดคล้องของปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้น จะเป็นการเตรียมความพร้อมของคนและองค์การให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม         ความรู้ในเรื่อง HR สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในระดับ Macro และ Micro โดยในระดับ Macro   นำไปประยุกต์ใช้ในการกำหนด/ ปรับ นโยบายการพัฒนาในภาพรวม เช่น นโยบายหรือยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ รวมทั้งการชี้แนะ กำกับ การพัฒนา HR (เป็นส่วนผสมระหว่าง คน และสภาพแวดล้อมในมิติ  ต่าง ๆ ) สำหรับในระดับ Micro นำไปประยุกต์ใช้ในการพิจารณาเพื่อวางแผน HR ในระดับองค์การ เช่น วางแผนพัฒนา HR ในภาคอุตสาหกรรม (เป็นส่วนผสมระหว่าง คน และองค์การ) ยกตัวอย่าง/ Case Study ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม 1. ความเป็นมา  รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเนื่องจากประเทศประสบปัญหาทางเศรษฐกิจระยะสั้นและปัญหาโครงสร้าง เช่น ความสามารถในการส่งออกลดลง พึ่งพาวัตถุดิบโดยเฉพาะน้ำมัน และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่มีการเพิ่มมูลค่าน้อย จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกประกอบด้วยการเชื่อมโยงเศรษฐกิจและการเงินโลก การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี สังคมยุคคนชรา ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลง  ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 ครม. เห็นชอบกรอบการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม (2548-2551) และวันที่ 12 เมษายน 2548 มอบหมายให้ สศช. และกระทรวงอุตสาหกรรม จัดทำแนวทางการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม   2. แนวคิดและเครื่องมือในการวิเคราะห์การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม    2.1 แนวคิด  วิวัฒนาการองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีสารสนเทศนอกจากจะทำให้เกิดระบบเครือข่ายเศรษฐกิจระบบพาณิชย์-อิเล็กทรอนิกส์ แล้วยังทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุ และนาโนเทคโนโลยี ได้รวดเร็วขึ้นจนทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ใช้องค์ความรู้ชั้นสูง เกิดการแข่งขันในรูปแบบใหม่ ๆ  ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมสู่ฐานความรู้ ซึ่งในปัจจุบันประเทศต้องเผชิญปัญหาเกี่ยวกับการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าอุตสาหกรรมบนฐานปัจจัยการผลิตเป็นหลักได้อีกแล้ว   นอกจากนั้นไทยยังมีความอ่อนแอในด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม อีกทั้ง เป็นการใช้แรงงานที่มีมีทักษะและเป็นฐานการผลิตให้กับต่างชาติที่ปราศจากการพัฒนาแบบพึ่งพาตนเอง จึงส่งผลให้ขีดความสามารถในภาพรวมของไทยลดน้อยลง    2.2 เครื่องมือในการวิเคราะห์และศึกษา  เครื่องมือกลุ่มที่ 1 การพัฒนา Thailand Competitiveness Matrix (TCM) ขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการจัดกลุ่มอุตสาหกรรม  ซึ่งผลการจัดกลุ่มแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือกลุ่มที่มีศักยภาพสูง (Potential Industry)  กลุ่มที่ต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มศักยภาพ (Improving Industry)  กลุ่มที่ต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอด (Survival Industry)  และกลุ่มเพื่ออนาคต (New Wave Industry)   เครื่องมือกลุ่มที่ 2 เป็นการใช้เครื่องมือกรอง (Screening Tools) ในการวิเคราะห์ซึ่งประกอบด้วย (1) ความสมดุลและความผสมผสานระหว่างฐานการผลิตทางกายภาพ (Physical based production) และการผลิตฐานภูมิปัญญาและความรู้ (Wisdom based production) เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ของประเทศและการสร้างมูลค่า  (2)  ความสมดุลของการพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศและเศรษฐกิจต่างประเทศรวมถึงรูปแบบการค้า (Trade & Investment Pattern) เพื่อวิเคราะห์กระบวนการผลิตและตลาด รวมทั้งลดการพึ่งพาเทคโนโลยี/ วัตถุดิบจากต่างประเทศ  (3) การกระจายความมั่นคง เท่าเทียมและความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากร รวมทั้งการสร้างความเชื่อมโยงภาคเกษตร อุตสาหกรรมและบริการเพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจในประเทศโดยพิจารณาสมรรถนะหลักของไทยคือสินค้าเกษตรและการสร้างมูลค่าเพิ่ม  (4) การวิเคราะห์ภาพอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ตลาดและผลิตภัณฑ์ ซึ่งไทยยังขาดการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบทำให้เป็นจุกอ่อนต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  (5) การวิเคราะห์ปัจจัยสนับสนุน (Enabling factors) ที่เป็นปัจจัยแวดล้อมสำคัญต่อกระบวนการผลิตซึ่งนำไปสู่การกำหนดบาบาทของภาครัฐและเอกชนได้อย่างชัดเจน  (6) การวิเคราะห์เชื่อมโยงระหว่างมหภาค สาขา และหน่วยธุรกิจ รวมทั้งความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (Cooperate) เพื่อศึกษาสถานภาพของสมรรถนะหลักเพื่อหาความต้องการในส่วนที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง (Incremental Change) หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Radical change)  (7) นวัตกรรมและสมรรถนะหลัก (Innovation & Core Competency) ที่ต้องทำความเข้าใจสมรรถนะหลักในทุก ๆ ห่วงโซ่มูลค่าในแต่ละสาขา รวมทั้งบทบาทของมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย เพื่อสร้างเครือข่ายวิจัยและพัฒนารวมทั้งการใช้ประโยชน์จากสิทธิบัตรเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 2.3 ข้อเสนอ กลยุทธ์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและอุตสาหกรรมเพื่ออนาคต  การกำหนดกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม โดยคำนึงถึงความเชื่อมโยง Macro-Sector-Cooperate พร้อมทั้งเวลา ซึ่งนำไปสู่เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนของผู้ประกอบการ ดังนี้ 2.3.1  กลยุทธ์ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมในระดับมหภาค ประเด็นการพัฒนา การสร้างองค์ความรู้และพัฒนานวัตกรรม  ในระยะสั้น กำหนดดังนี้ 1) การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (1)  พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาและการสร้างผู้ประกอบการให้มีความรู้ความสามารถและทักษะระดับสากล (2) พัฒนาบุคลากรโดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมให้มีความพร้อมต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ ๆ (3) สร้างผู้ประกอบการใหม่ด้านพลังงานชีวภาพ วัสดุศาสตร์  2) การวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม (4) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น อุทยานวิทยาศาสตร์ (5)  ส่งเสริมการต่อยอดภูมิปัญญาและความเป็นไปที่สอดคล้องกับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ระยะกลางและระยะยาว กำหนดดังนี้ (1) พัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีโดยเฉพาะอุตสาหกรรมชีวภาพรวมทั้งการบริหารจัดการนวัตกรรม (2) เพิ่มเติมและพัฒนาหลักสูตรในระดับอาชีวศึกษา อุดมศึกษาให้มีวิชาการบริหารจัดการนวัตกรรม เพื่อปลูกฝังแนวคิดและวิธีคิดในการนำผลการศึกษาวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ (3) ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบเพื่อจูงใจให้เกิดการวิจัยพัฒนาผสมผสานความรู้ระหว่างวัสดุ- ไบโอเทค-นาโนเทคโนโลยี 2.3.2 กลยุทธ์ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมในระดับสาขา       ประเด็นการพัฒนา การสร้างองค์ความรู้และพัฒนานวัตกรรม  ในระยะสั้น กำหนดดังนี้ 1) การวิจัยและพัฒนาการคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการออกแบบ (1) ส่งเสริมการสร้างตราสินค้าและตลาดรองรับ (2) ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่มีเทคโนโลยีความรู้สูงกว่าเพื่อสร้างความต่อเนื่องในการถ่ายทอดเทคโนโลยี (3) ส่งเสริมการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีตลอดห่วงโซ่อุปทาน  ระยะกลางและระยะยาว (1) พัฒนาเครื่องจักรอุปกรณ์ในการผลิตที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (2) วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ และวัตถุดิบใหม่ ๆ โดยคำนึงถึงความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่น  (3) วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศและให้มีมูลค่าเพิ่มสูงและส่งเสริมเป็น Product Champion  2.3.3 กลยุทธ์ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมในระดับผู้ประกอบการ       ประเด็นการพัฒนา การสร้างองค์ความรู้และพัฒนานวัตกรรม  ในระยะสั้น กำหนดดังนี้ 1) พัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (1) สนับสนุนการสร้างเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพของพนักงาน (2) พัฒนาและฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะแรงงานด้านมาตรฐานการผลิต การเจรจาต่อรองเพื่อเข้าถึงนวัตกรรมขององค์การที่มีศักยภาพทางเทคโนโลยี (3) ส่งเสริมพนักงานให้มีวิสัยทัศน์ให้เข้าใจในการบริหารจัดการนวัตกรรม คัสเตอร์และลอจิสติกส์ 2) การวิจัยและพัฒนาการคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการออกแบบ (4) สร้างปัจจัยแวดล้อมให้เกิดบรรยากาศในการทำงานเป็นทีม (5) พัฒนาระบบมาตรฐานการผลิต ระยะกลางและระยะยาว (1) สร้างกระบวนการเรียนรู้ภายในองค์การและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้จากบุคคลสู่ความรู้ขององค์การ (2) พัฒนาความสามารถของบุคลากรให้มีขีดความสามารถในการดูดซับ และพัฒนาต่อยอดความรู้เพื่อสร้างความแตกต่างที่ตรงกับความต้องการของตลาด (3) สร้างกลไกและบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาบุคลากรให้เป็นนวัตกรรม
นางสาวนพมาศ ช่วยนุกูล
IP: xxx.120.65.133
เขียนเมื่อ Wed Jun 27 2007 23:13:26 GMT+0700 (ICT)
เอกสารอ้างอิง       1. วารสารเศรษฐกิจและสังคม ปีที่ 43 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2549 2. วารสารเศรษฐกิจและสังคม ปีที่ 43 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2549 3. การพัฒนาองค์กรเพื่อการเปลี่ยนแปลง  2549  ประเวศน์  มหารัตน์สกุล 4. การบริหาราชการแนวใหม่ บริบทและเทคนิควิธี 2549 ทศพร ศิริสัมพันธ์
นายพนม ปีย์เจริญ
IP: xxx.121.136.3
เขียนเมื่อ Thu Jun 28 2007 02:24:42 GMT+0700 (ICT)

การบ้านครั้งที่ 2 / Human Capital / Aj. Prakai Cholahan

HR Strategy & Management Overview

จากการได้เข้าเรียนเมื่อวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 2550 เป็นการเรียนครั้งที่ 2 ของเรื่อง “ Human Capital กับอาจารย์ประกาย ชลหาญ

การได้เรียนกับท่านอาจารย์ประกาย ชลหาญ นับว่าเป็นความโชคดีของนักศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะท่านอาจารย์เป็นผู้มีความสามารถรอบด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดการทุนมนุษย์ นอกจากนั้นท่านอาจารย์ยังได้เปิดกว้างให้ทุกคนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนแนวคิดต่างๆเกี่ยวกับ Human Capital

   อาจารย์ประกายได้เปิดฉากในการสนทนาด้วยการนำแนวคิดของ JACK WELCH ที่กล่าวว่า “ Business is about people In fact life is only people ,family ,friend ,colleagues ,bosses ,teachers , coaches , neighbors , At the end of the day , It s only people that matter

และได้กล่าวถึงแนวคิดอีกแนวหนึ่งที่เกี่ยวกับ Human Capital ของคุณภารณ อิศรเสนา “ Human Capital is the most valuable asset in any Organization

  อาจารย์ประกายบอกว่า ถ้าเราต้องการเติบโตในองค์กร เราต้องเรียนรู้ สองเรื่องหลักซึ่งถือว่าเป็นหัวใจในการทำงานคือ เรื่องการจัดการคน และเรื่องการเงิน คือรู้ทั้งเรื่องการบริหารทางการเงิน และการจัดการทางการเงิน ต่อจากนั้นอาจารย์ได้กล่าวถึงแนวคิดของ JACK WELCH ที่พูดถึงเรื่องของผู้นำว่า ผู้นำที่ดีต้องมี 4 E คือ

1. มี Energy = มีความกระตือรือร้น

2. มี Energize = มีพลังเหนือคนอื่น

3. มี Edge = มีความเหนือชั้นกว่าคนอื่น

4. มี Executed = ต้องทำให้สำเร็จที่เหนือกว่าคนอื่น

นักศึกษาในห้องได้แลกเปลี่ยนทัศนะในห้องว่า น่าจะมีอีกหนึ่ง E คือ E ที่ 5 ในเรื่องของ

“ Ethics ” คือเรื่องของจริยธรรม คุณธรรม ของผู้นำ แต่อาจารย์ก็ให้แนวคิดว่า JACK WELCH ใส่เรื่อง Ethics ไว้ใน “ Corporate Value ” แล้ว

นอกจากแนวคิดนี้ พวกเรายังได้เรียนรู้เรื่อง สามสิ่งที่เกี่ยวข้องกันในองค์กร กล่าวคือ ในองค์กรจะต้องมี

- ผู้นำ Leader

- ผู้ตาม Follower

- สิ่งแวดล้อม Environment

 ซึ่งเป็นลักษณะของ วงกลม 3 วง ที่เกี่ยวข้องกัน และจุดที่วงกลมทั้งสามตัดกันนั้นเป็นความจริงขององค์กร ต่อจากนั้นพวกเราได้เรียนรู้ถึงภาระที่ผู้นำจะต้องให้ความสำคัญ ในการสร้างคนให้มีความรู้ ความสามารถ และมีประสิทธิภาพ โดยที่ผู้นำจะต้องสร้างให้เกิดแรงจูงใจ Motivation และ Ability หรือ Competency ให้เกิดขึ้นกับคนในองค์กรของตนให้จงได้ ซึ่งก็ต้องอาศัยองค์ประกอบต่างๆ ที่จะทำให้เกิด Ability และ Motivation ในองค์กรดังต่อไปนี้

1. Structure

โครงสร้างขององค์กรที่ดีจะต้อง ถูกออกแบบมาอย่างมีประสิทธิภาพ และมี Job Description ที่ชัดเจน เพราะจะทำให้สามารถกำหนดภาระหน้าที่ของแต่ละคนได้ว่า ใครมีหน้าที่อะไร รับผิดชอบเกี่ยวกับสิ่งใดบ้าง แต่ละคนต้องรู้ภาระหน้าที่ของตนเอง และต้องรู้ระดับความยากง่ายของงานที่ตนเองรับผิดชอบด้วย เพราะความยากง่าย และความซับซ้อนของงานที่ทำนั้นจะไปสอดคล้องกับค่าตอบแทนต่างๆ ( Compensation ) ด้วย ค่าตอบแทนที่สอดคล้องกับงานที่รับผิดชอบ จะช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำงาน ในการเรียนรู้งาน และการพัฒนาตนเอง ในการสร้างผลงานที่จะตามมาด้วย

เพราะฉะนั้นการให้ผลตอบแทนที่ดีควรยึดหลักเกณฑ์การจ่าย 7 ประการดังนี้

1. ความพอเพียง

2. ความเป็นธรรม

3. ความสมดุล

4. ความมั่นคง

5. มีประสิทธิภาพ

6. สามารถสร้างแรงจูงใจได้

7. เป็นที่ยอมรับของผู้รับ

           2. Resourcing

เป็นการจัดคนให้เหมาะกับหน้าที่ และจัดคนให้พอดีกับงาน อย่าให้คนมากเกินไปหรือน้อยไปกว่างานที่มี เพราะจะทำให้เกิดปัญหามากมายตามมาภายหลัง ถ้าคนมากกว่างาน ค่าใช้จ่ายก็จะสูงเกินเหตุ แต่ถ้าคนน้อยกว่างานความเครียดก็จะเกิดกับคนทำงาน เพราะคนต้องแบกภาระการทำงานที่หนักขึ้น และรู้สึกว่าองค์กรกำลังเอาปรียบอยู่

   3. Performance Management

ต้องมีระบบการประเมินผลที่ดี โดยไม่ใช่ระบบการให้ผลประโยชน์เท่าๆกัน ซึ่งจะให้ผลเสียมากกว่าให้ผลดี ต้องมีกระบวนการในการพิจารณา กำหนด และประเมินว่า งานแต่ละงานมีคุณค่าและความสำคัญอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับงานอื่นๆ ในองค์กรเดียวกัน โดยไม่คำนึงถึงตัวบุคคลผู้ปฏิบัติงาน เพื่อประโยชน์ในการจ่ายค่าตอบแทน ( Compensation )

การประเมินผล Job Evaluation จะต้องประกอบด้วย

- การวิเคราะห์งาน ( Job Analysis )

- กำหนดปัจจัยที่เป็นค่าของงาน ( Compensable Factors )

- กำหนดวิธีการที่เหมาะสม ในการประเมินคุณค่า และความสำคัญของงาน

- แยกประเภทและลำดับที่ของงาน

ทำให้เกิดผลดีจากการประเมินคือ

* ทำให้ทราบว่า งานตำแหน่งใด ควรใช้คนคุณสมบัติอย่างไร

* ผู้ใดทำงานได้ผลตามความมุ่งหมาย

* ผู้ใดมีคุณสมบัติสูงขึ้น ควรเลื่อนขั้นให้ตรงกับความเป็นจริง

* จัดเงินเดือนหรือค่าตอบแทนให้สอดคล้องความเป็นจริง

* มีประโยชน์ในการคัดเลือก บรรจุแต่งตั้ง โยกย้าย ฝึกอบรม ประเมินความดีความชอบ เลื่อนขั้น หรือให้ค่าตอบแทน* ผู้ใดต้องการพัฒนาความรู้เพิ่มเติม เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น

   เพราะฉะนั้น ผู้บริหารต้องรู้ว่า หลังการประเมินผลแล้ว จะเอาผลจากการประเมินไปใช้ทำประโยชน์อะไรได้บ้าง ซึ่งจากการประเมินผลที่ดีนั้นต้องทำดังนี้

1. ต้องวัดจากสิ่งที่เรามอบหมายให้เขาทำ เราจึงควรบอกเขาตั้งแต่ต้นว่า เราจะประเมินหรือวัดเขาจากอะไร

2. ต้องมีการประเมินหรือวัดเป็นระยะๆ หลังจากการประเมินควรบอกเขาด้วยว่า เขามีจุดอ่อนจุดแข็งอะไร

3. ต้องใช้การประเมินผลไปในทางที่พัฒนาคน และควรให้ความใส่ไจผลการประเมินที่จุดแข็ง เพื่อจะได้ส่งเสริมสนับสนุนเขาให้ดียิ่งขึ้นไป ทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ งบประมาณ ทรัพยากร แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ไม่ควรมองข้ามจุดอ่อน ซึ่งเราต้องนำมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขด้วย

      4. Training / Knowledge Support

เราต้องมีระบบในการสนับสนุนทางด้าน Training และทางด้านเทคนิคต่างๆ เช่น เทคนิคการทำงานเป็นทีม การอยู่ร่วมกัน การบริหารจัดการในทุกระดับ เพราะฉะนั้นเราต้องพัฒนาคนทั้ง 2 ด้าน คือด้าน

IQ ( Intelligence Quotient )

EQ ( Emotion Quotient ) หรือ

EI ( Emotion Intelligence ) คือความฉลาดรู้ทางอารมณ์

เพราะผู้บริหารจำเป็นต้องพัฒนาทักษะทางด้านความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence ) เพื่อนำไปสู่การพัฒนาองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ และ บรรลุผลสำเร็จให้มากที่สุด

 GOLE MAN ( 1995 ) ได้ชี้ให้เห็นถึงแนวความคิดพื้นฐานของความฉลาดทางอารมณ์ของแต่ละบุคคล ที่ผู้บริหารต้องทราบไว้ดังนี้

1. ความสามารถในการรู้เท่าทันตนเอง ( Self Awareness )

2. ความสามารถในการควบคุมตนเอง ( Self Control )

3. ความสามารถในการสร้างแรงจูงใจให้แก่ตนเอง ( self Motivation )

ดังนั้นการพิจารณาทักษะทางอารมณ์ของผู้บริหารจึงต้องพึงปฏิบัติให้ได้ทั้ง 5 ด้าน

1. ผู้บริหารต้องรู้อารมณ์ตนเอง

2. ผู้บริหารต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง

3. ผู้บริหารจำเป็นต้องรู้จักเรียนรู้การจูงใจอารมณ์ตนเอง

4. ผู้บริหารต้องฝึกฝนให้เข้าใจความรู้สึกของเพื่อนร่วมงาน และผู้ใต้บังคับบัญชา

5. ผู้บริหารต้องรู้จักตอบสนองต่อสัมพันธภาพที่บุคคลอื่นมอบให้ตนอย่างเหมาะสม

และต้องเรียนรู้เรื่อง Management Skill ทั้ง 3 ด้านคือ

1. Management Up

2. Management Down

3. Management Side