จักรยานเพื่อเด็กยากจนและขาดแคลน

จักรยานเพื่อเด็กยากจนและขาดแคลน

      สมาคมสงเคราะห์ชุมชนอุดรธานี นำโดยนายโพธิสิทธ ธนะดลไพศาล นายกสมาคมฯ ทำพิธีมอบจักรยานให้นักเรียนที่ยากจนและขาดแคลน จำนวน 55 คัน คิดเป็นเงินมูลค่า 125,400 บาท โดยมี นายวีระศักดิ์  บุญญะรัง รอง ผอ.สพป.อด.3 และคณะเป็นตัวแทนรับมอบเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2554 ณ สมาคมสงเคราะห์ชุมชนอุดรธานี

 

จักรยานที่ทางสมาคมสงเคราะห์ชุมชนอุดรธานี เตรียมมอบให้กับนักเรียนที่ยากจนและขาดแคลน

นายโพธิสิทธิ ธนะดลไพศาล นายกสมาคมสงเคราะห์ชุมชนอุดรธานี รับมอบของที่ระลึกผลิตภัณฑ์นักเรียนจากนายวีระศักดิ์  บุญญะรัง รองผอ.สพป.อด.3 และคณะ

 

นายโพธิสิทธ ธนะดลไพศาล และคณะมอบจักรยานให้กับนักเรียนที่ยากจนและขาดแคลนของ สพป.อด.3

 

ครูน้อง(นิภารัตน์  วงษ์วิชา) กับนักเรียนที่ยากจนและขาดแคลน

 

ความอิ่มเอิบใจและความสุขจากการทำงานเพื่อเด็ก ๆ ที่ยากจนและขาดแคลน

· เลขที่บันทึก: 448678
· สร้าง: 12 กรกฎาคม 2554 11:03 · แก้ไข: 21 พฤษภาคม 2555 13:59
· อ่าน: 1,265 · ดอกไม้: 0 · ความเห็น: 0 · สร้าง: 11 เดือน ที่แล้ว
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
ดอกไม้
เข้าระบบ
Facebook
Twitter
Google

ความเห็น

ไม่มีความเห็น
ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้
ชื่อ:
อีเมล:
เจ็ดบวกแปดเท่ากับ: อ่านภาษาไทยได้ไหม?

กรุณาคำนวนตัวเลขแล้วใส่ผลลัพธ์เป็นภาษาไทยเพื่อแสดงว่าคุณไม่ใช่สแปม

ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ เขียนแบบ Markdown ได้
แนบไฟล์:
ชื่อไฟล์ต้องใช้ตัวอักษร a-z, A-Z, 0-9 สัญลักษณ์ขีดกลาง (-) หรือขีดล่าง (_) และห้ามเว้นวรรค
ส่งอีเมลแจ้งด้วยเมื่อรายการนี้มีความเห็นเพิ่มเติม New!
การจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management= KM) บทบรรยายพิเศษ เมื่อครั้งได้รับเกียรติเป็นวิทยากรรับเชิญของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3 ในการประชุมสัมมนา เรื่องการสร้างความเข้มแข็งในการทำงาน ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรทางการศึกษา ในระหว่างวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2551 ณ โรงแรมอุดรแอร์พอร์ท จังหวัดอุดรธานี ในหัวข้อ KM เรื่องเล่า เร้าพลัง คิดนอกกรอบ กราบขอบพระคุณ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3 ท่านรองประเวศ รัตนวงศ์ และท่านรองฯ.วีระ ทะคะทิน ที่มองเห็นศักยภาพในการทำงานของดิฉัน เมื่อสองวันก่อน (14 พฤษภาคม 2551) ดิฉันได้รับการติดต่อจากท่านรองฯ วีระ ทะคะทิน ให้ไปบรรยายพิเศษในโครงการ (Knowledge Management=KM) ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3 ซึ่งการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เรื่องเล่า เร้าพลัง” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาในครั้งนี้ ซึ่งมีทั้งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3 และเจ้าหน้าที่ นักการภารโรง รวมทั้งสิ้น 87 คน ฟังเกี่ยวกับวิธีคิด วิธีการทำงานที่ประสบผลสำเร็จ ดิฉันงงและไม่เข้าใจว่าทำไมถึงถูกเลือกให้เป็นผู้บรรยายพิเศษในครั้งนี้ เพราะดิฉันเป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อยคนหนึ่งในสำนักงานเท่านั้นและเมื่อปีงบประมาณที่แล้วดิฉันก็ถูกประเมินผลงานอยู่ในกลุ่มต่ำด้วย จะมีผลงานเด่นที่จะเล่าให้คนอื่นฟังได้อย่างไร แต่เมื่อดิฉันได้รับเกียรติจากผู้บริหาร ระดับสำนักงานเขตพื้นที่ฯ ในครั้งนี้ดิฉันก็ยินดีที่จะรับเชิญ แต่ก็อดที่จะถามผู้บริหารว่า “ท่านแน่ใจเหรอค่ะว่าสิ่งที่ดิฉันทำ คนอื่นจะยอมรับ เพราะในระหว่างที่ดิฉันทำงานชิ้นนี้นั้น ดิฉันพบปัญหา และอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะคนที่ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของดิฉัน ดิฉันถูกต่อต้าน และขัดขวางตลอดเวลา” คำตอบที่ได้คือ “ผมมั่นใจว่าสิ่งที่ผมเห็นจากงานที่คุณทำสำเร็จนั้น เป็น KM แน่นอน” ฉะนั้น คนที่ฟัง คนที่อ่านเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสินได้ว่าสิ่งที่ดิฉันคิด สิ่งที่ดิฉันทำ จากการบรรยายพิเศษครั้งนี้เป็น KM หรือไม่ ก่อนอื่นดิฉันขอแนะนำตัวเองก่อนน่ะค่ะเพื่อจะได้รู้ที่ไปที่มาว่าทำไมดิฉันจึงมีความคิดหรือการกระทำเช่นนี้ ปัจจุบันดิฉันดำรงตำแหน่ง นักวิชาการศึกษา 7 ว. กลุ่มงานส่งเสริมการจัดการศึกษา สำนักงานการเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3 รับผิดชอบงานด้านทุนการศึกษา มีนักเรียนในสังกัด 56,212 คน โรงเรียนในสังกัด 228 โรงเรียน ดิฉันจบปริญญาตรี สาขาการบัญชี จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และสาขาคอมพิวเตอร์ศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี กำลังศึกษาระดับปริญญาโท สาขาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดิฉันขอเล่าขั้นตอนและกระบวนการทำงานของดิฉันเลยน่ะค่ะ ประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา ได้มีแขกมาพบที่สำนักงานเขต ชื่อ คุณสมเกียรติ ดีปา เป็นตัวแทนมูลนิธิประเสริฐ-ทัศนีย์ พุ่งกุมาร แจ้งว่ามาติดต่อขอข้อมูลเพื่อจะเป็นแนวทางในการมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่ยากจน ขาดแคลนทุนทรัพย์ ในเขตพื้นที่ ภาคอีสาน งบประมาณตั้งไว้ที่ 70-80 ทุน ๆ ละ 7,000 บาท โดยคาดว่าจะมีเขตพื้นที่การศึกษาได้รับทุนประมาณ เขตละ 20 ทุน จากการที่ดิฉันได้พูดคุยกับคุณสมเกียรติ ทำให้ทราบว่าคุณสมเกียรติ ได้เดินทางไปในหลาย ๆ เขตพื้นที่การศึกษา ทั้งในและนอกรอบจังหวัดอุดรธานี ประมาณ 7-8 เขตพื้นที่ รวมทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3 โดยคุณสมเกียรติจะนำข้อมูลเบื้องต้นที่ได้ทั้งหมดไปวิเคราะห์และนำเสนอต่อที่ประชุมของคณะกรรมการมูลนิธิประเสริญ-ทัศนีย์ พุ่งกุมาร เพื่อพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป เมื่อได้ฟังคำพูดของคุณสมเกียรติจบ แว็บแรกในหัวสมองของดิฉันเกิดความ “คิดนอกกรอบ” ขึ้นมาทันที เพราะดิฉันถือสุภาษิตที่ว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยหน” ดิฉันเริ่มสอบถามและหาข้อมูลจากเขตพื้นที่การศึกษาอื่นที่คุณสมเกียรติได้แจ้งไว้ก่อนหน้านี้ทันที และคำตอบที่ได้รับจากทุกเขตพื้นที่การศึกษาอื่น ได้มาตรงกันทั้งหมดคือ ได้รับการติดต่อจากตัวแทน มูลนิธิประเสริฐ-ทัศนีย์ พุ่งกุมาร เหมือนกันน่ะ แต่เห็นเงียบไป ไม่เห็นติดต่อมาอีก กำลังรออยู่เหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะติดต่อกลับมา ดิฉันมองออกทันทีว่า นี่คือ ”จุดอ่อน” ของการทำงานตามระบบราชการ คือการทำงานแบบตั้งรับ รอรับการสั่งการและรอรับการประสานงานอย่างเดียว เปรียบเสมือนกับที่เราเป็นแม่ค้าขายเงาะที่ตลาด เราจะได้ขายเฉพาะกับคนที่มาตลาดเพื่อจะซื้อเงาะเท่านั้น พอตลาดวาย(ภาษาอีสาน หมายถึง ตลาดเลิกประมาณ 10.00 น.) ก็ไม่มีคนมาตลาด แล้วเราต้องนั่งเฝ้าเงาะที่ แผงตลาด เงาะก็เน่าคาแผง(เน่าค้างบนแผงตลาด) ทุนหายกำไรหด ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาในใจตนเองว่าเราจะทนนั่งดูให้เงาะเราเน่าคาแผงตลาดเหรอ? (ซึ่งดิฉันเปรียบเทียบกับเด็กนักเรียนทั้ง 56,212 คน ที่ยากจน และขาดแคลน) ทำไมเราไม่เอาเงาะใส่รถเข็น ไปเร่ขายตามบ้านคน เหนื่อยเพิ่มขึ้นอีกนิด แต่เงาะเราขายหมดเร็วขึ้น กำไรก็ได้เพิ่มขึ้น ดิฉันวางแผนทันทีว่าจะต้องเอา “จุดอ่อน” ของการทำงานตามระบบราชการมาเป็น“โอกาส” ในการหาทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนพื้นที่การศึกษาอุดรธานีเขต 3 ทันที ดิฉันเริ่มยุทธศาสตร์ “การทำงานเชิงรุก” ทันที โดยนำหลักการเร่ขายเงาะตามบ้าน มาใช้ ดิฉันเริ่มโทรศัพท์ติดต่อประสานงานกับคุณสมเกียรติ หากจะใช้ภาษาที่ฟังให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ดิฉัน”ตื้อ” คุณสมเกียรติมาก ตื้อเสียจนเกรงใจคุณสมเกียรติ กลัวว่าท่านจะไม่เป็นอันทำงานอย่างอื่น มัวแต่รับโทรศัพท์จากดิฉัน แต่วิธีการตื้อของดิฉันคือ “ตื้อด้วยข้อมูล” ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจำนวนนักเรียน รายละเอียดแต่ละรายโรงเรียน ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ แม้กระทั่งรายชื่อผู้บริหารโรงเรียนและเจ้าหน้าที่ในเขต ดิฉันก็ยังส่งให้คุณสมเกียรติและวิธีการติดต่อประสานงานกับ คุณสมเกียรติ ดิฉันได้แจ้งให้คุณสมเกียรติทราบว่า ไม่จำเป็นที่ท่านต้องเดินทางมาพบดิฉันทุกครั้ง ที่ต้องการข้อมูล เราสองคนสามารถติดต่อข้อมูลผ่านทางระบบ INTERNET ที่ใช้ระบบ E-mail และ Messenger เป็นช่องทางการติดต่องานที่สะดวก รวดเร็ว และแทบจะไม่มีค่าใช้จ่ายเลย และดิฉัน พบหน้าคุณสมเกียรติเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และแล้ววันหนึ่งประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ดิฉันได้รับโทรศัพท์จาก คุณสมเกียรติ แจ้งข่าวดีว่า คณะกรรมการมูลนิธิประเสริฐ-ทัศนีย์ พุ่งกุมาร ได้ตัดสินใจพิจารณานักเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3 แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะให้เท่าไหร่ คงจะเป็น 70 ทุน ดิฉันและคุณสมเกียรติได้มีการหารือกันในประเด็นต่าง ๆ ทั้งนี้ประเด็นหนึ่งที่สำคัญที่คุณสมเกียรติ ย้ำตลอดเวลา คือทางคณะกรรมการมูลนิธิฯ จะขอเข้าประเมินและตรวจเยี่ยมนักเรียนด้วยตนเอง ถึงที่บ้านและโรงเรียน เพื่อดูสภาพความเป็นอยู่และข้อเท็จจริงของนักเรียนทุกคนที่ยื่นใบสมัคร ซึ่งมีทั้งหมด 161 ราย ดิฉันได้นำเรื่องนี้ปรึกษาหารือกันภายในเขตพื้นที่ ซึ่งความคิดนี้มีทั้งผู้เห็นด้วย และคัดค้าน โดยเสียงคัดค้านจากเจ้าหน้าที่เขตบางท่าน ที่ดิฉันได้ยินคือ “จะให้ใครก็ให้ไปเลยสิ กะอีแค่เงิน 5,000 บาท ทำไมต้องทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก” แต่ดิฉันไม่คิดอย่างเขา เพราะดิฉันคิดว่า ทำอย่างไรให้เจ้าของเงิน เขามีความพึงพอใจและเต็มใจที่จะให้ ตรงกับเจตนารมณ์ของ มูลนิธิประเสริฐ-ทัศนีย์ พุ่งกุมาร มากที่สุด และความคิดที่เหนือกว่านั้นคือ “คิดต่อยอด” อะไรที่ดิฉันบอกว่าคิดต่อยอด นั่นก็คือ 1. การไปตรวจเยี่ยมบ้านเด็กทั้ง 161 รายที่ยื่นใบสมัครมานั้นเป็นไปได้ยากมาก เพราะต้องใช้คนจำนวนมาก และงบประมาณที่สูงมาก ในเมื่อมีองค์กรเอกชนเข้ามา ทำงานร่วมกับเรา ซึ่งเขามีศักยภาพในตรงนี้สูง ทำไมเราไม่ดึงเอาศักยภาพของเขา มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับทางราชการ 2. ดิฉันต้องการเก็บข้อมูลดิบจากครอบครัวนักเรียนโดยตรง หากลำพังหน่วยงานราชการจะดำเนินการเองเป็นไปไม่ได้แน่ เพราะไม่เคยมีงบประมาณมารองรับ ดิฉันจึงดึงเอามูลนิธิเป็นพันธมิตรและเครือข่ายของดิฉันทันที 3. ดิฉันวางแผน “คิดต่อยอด” โดยการจัดเก็บภาพถ่ายสภาพความเป็นอยู่ของนักเรียน ในรูปแบบสื่ออิเลกทรอนิคส์คือ CD แล้วเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังทีหลังว่าดิฉันเอาไปต่อยอดอย่างไร จากความร่วมมือและประสานงานอย่างต่อเนื่องกับทางทีมงานของมูลนิธิฯ ผ่านทาง คุณสมเกียรติ ผลปรากฏว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานีเขต 3 มีนักเรียนได้รับทุนการศึกษาพร้อมด้วยเครื่องอุปโภค จากมูลนิธิประเสริฐ-ทัศนีย์ พุ่งกุมาร จำนวนถึง 143 ราย เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 756,000 บาท ซึ่งเกินความคาดหมายมากที่เขาตั้งใจจะให้เราแค่ 20 ทุน หรือเพียง 100 ทุนในภาพรวมทั้งจังหวัด และเขตพื้นที่การศึกษาเราลงทุนไปเพียง 1,132 บาท เป็นค่าถ่ายเอกสารข้อมูลแจกให้คณะกรรมการทั้งสองฝ่ายในวันที่มีการประชุมร่วมกันเท่านั้น ท่านยังจำคำของดิฉันได้หรือไม่ค่ะที่บอกว่า “คิดต่อยอด” เดี๋ยวเรามาฟังกันน่ะค่ะว่าดิฉันเอาไปต่อยอดอย่างไร วันนึง ดิฉันขับรถผ่านโรงเรียนบ้านหมากแข้ง (โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี) เห็นคนกำลังเดินข้ามถนนมา ดิฉันจำได้ว่าเป็นคนที่อยู่อำเภอหนองหาน ดิฉันจึงจอดรถและชวนเขาไปด้วยกันเพราะดิฉันกำลังจะเดินทางไปทำงานที่หนองหานเหมือนกัน (อำเภอหนองหานเป็นที่ตั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานีเขต 3 ห่างจากตัวจังหวัดอุดรธานี 35 กิโลเมตร) ดิฉันไม่เคยคุยกับเขามาก่อน แต่จำได้ว่าเคยเห็นเขาอยู่หนองหาน เราสองคนคุยกันไปเรื่อยเปื่อย ในขณะที่ดิฉันก็ขับรถไปด้วย ดิฉันได้เล่าให้เขาฟังถึงเรื่องที่ดิฉันภาคภูมิใจที่สามารถขอทุนการศึกษาจากมูลนิธิให้กับนักเรียนได้ เขาชื่นชมในความตั้งใจจริงของดิฉัน และเขาก็ได้เอ่ยคำหนึ่งขึ้นมา “แล้วผมจะช่วยคุณอีกแรง” โอ้โฮ้โอกาสเป็นขององค์กรดิฉันอีกแล้วค่ะ ดิฉันมองเห็น “โอกาส” อีกแล้วค่ะ ดิฉันลืมเล่าให้ฟังว่า “ดิฉันเป็นคนที่สามารถทำงานราชการได้ทุกสถานที่ ทุกวเลาและทุกโอกาส“ ขนาดดิฉันขับรถและคุยกับเขานั้น ดิฉันยังสามาถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ โดยมองเห็นโอกาสที่เขาหยิบยื่นให้ ความเป็น “นักขายมืออาชีพ” ในตัวดิฉันเริ่มขึ้นทันที ดิฉันหยิบเอา CD ที่ดิฉันไปเก็บข้อมูลร่วมกับมูลนิธิ มอบให้ คุณชัยวัฒน์ พิบูลย์ศิริกุล ทันที พร้อมกับเบอร์โทรศัพท์ดิฉัน ประมาณหนึ่งสัปดาห์ดิฉันได้รับโทรศัพท์จากชาวต่างประเทศ แจ้งว่า ประทับใจในการทำงานเสียสละของดิฉัน เขาจะโอนเงินให้ดิฉัน 1,000 $ USA. หรือประมาณ 29,000 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ให้ดิฉันไปมอบให้นักเรียน ดิฉันปฏิเสธเงินดังกล่าว เพราะดิฉันไม่ต้องการจะให้เงินของผู้ใจบุญทั้งหลายผ่านมือคนกลาง ดิฉันต้องการให้เกิดความโปร่งใส และให้เงินถืงมือนักเรียนโดยตรง และที่เหนือกว่านั้นคือความคิดของดิฉันที่มั่นใจว่า หากเขาไปเห็นสภาพที่แท้จริงของโรงเรียนและนักเรียน เราน่าจะได้อะไรมากกว่านั้น เขาจึงให้ดิฉันเสนอชื่อนักเรียนให้เขาไปหนึ่งคน อีกสองสัปดาห์ให้หลัง ดิฉันได้รับโทรศัพท์จากชาวต่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง เขาแจ้งว่า ผมได้นำเงินไปมอบให้ เด็กหญิงอาภัสรา สันทอง นักเรียนชั้น ป.4 นักเรียนโรงเรียนสยามกลการ 3 อำเภอไชยวาน ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ต้องเข้าคีโม เดือนละ 2 ครั้งทุกเดือน หากได้รับการรักษาต่อเนื่อง ประมาณ 10 ปี เธอจะหายขาดจากโรคนี้ ซึ่งชาวต่างประเทศที่ชื่อ Mr. Paul ชาวสหรัฐอเมริกา ได้มอบเงินสดให้เด็กหญิงอาภัสรา จำนวน 31,200 บาท และยังได้มอบเงินเป็นทุนอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนสยามกลการ 3 อีก 15,000 บาท จากที่ Mr.Paul ซึ่งเป็นตัวแทนของMr.Fred และคณะได้เดินทางไปมอบทุนดังกล่าวโดยตรง เขาได้เห็นสภาพโรงเรียน เขายังจะหาทางช่วยเหลือในด้านอาคารเรียนอีกด้วย โดยเขาจะไปเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังและรวบรวมเงินมาช่วยในภายหลัง เห็นไหมค่ะ ดิฉันได้ Mr.Paul เป็นพันธมิตรและเครือข่ายในการทำงานราชการของดิฉันอีกแล้ว แต่ทราบหรือไม่ค่ะว่าจนป่านนี้ดิฉันยังไม่เคยพบหน้าเขาเลยสักครั้ง รู้ไหมค่ะว่าดิฉันลงทุนไปเท่าไหร่ แค่ 7 บาท สำหรับค่า CD เท่านั้น ดิฉันมองว่า การทำงานครั้งต่อไป ต้นทุนจะต้องต่ำลง เพื่อให้เกิดกำลังสูงสุดและตอนนี้ดิฉันให้ญาติเด็กหญิงอาภัสรา เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารร่วมกับผู้อำนวยการโรงเรียนเพื่อควบคุมการใช้จ่ายและรายงานให้ Mr.Paul ทราบเป็นระยะ เชื่อหรือไม่ค่ะว่า ดิฉันใช้เวลา 3 เดือน เท่านั้น ในการทำงาน 2 ชิ้นนี้ ใช้งบประมาณทางราชการ 1,139 บาท เป็นค่าถ่ายเอกสารและค่า CD แต่ดิฉันสามารถหาเงินทุนการศึกษาให้เด็กได้ถึง 144 ราย กับอีก 1 โรงเรียน รวมมูลค่าถึง 802,200 บาท ม่เคยมีในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่ตั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่หน่วยงานจะแสวงหาทุนจากองค์กรภายนอก นี่ไม่ใช่โชคช่วย นี่ไม่ใช่เรื่องฟลุ๊ก แต่เป็นเรื่องของการ “แสวงหาโอกาส” โดยแท้จริง เป็นอย่างไรบ้างค่ะจากที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ท่านคิดว่าใช่ (Knowledge Managemen=KM) หรือไม่ แล้วทำไมจึงคิดว่าใช่ KM และทำไมจึงคิดว่าไม่ใช่ KM สุดท้ายนี้ ดิฉันในฐานะครูคนหนึ่งที่อยากจะเห็นลูก ๆ ของดิฉันทั้ง 56,212 คน ได้มีโอกาสทางการศึกษาทัดเทียมกับคนอื่น กราบขอบพระคุณท่านประเสริฐ และคุณทัศนีย์ พุ่งกุมาร ที่ได้สละทุนทรัพย์ส่วนตัวให้กับนักเรียน ที่ดิฉันถือเสมือนลูกคนหนึ่งของดิฉัน กราบขอบพระคุณ คุณสมเกียรติ ดีปา ที่เข้าใจในเจตนารมณ์ของดิฉันและทำให้ความตั้งใจที่ดิฉันจะกระทำเพื่อเด็ก ๆ ได้ประสบผลสำเร็จ กราบขอบพระคุณ คุณชัยวัฒน์ พิบูลย์ศิริกุล เจ้าของร้าน พิบูลย์ศิริโอสถ ที่อาสาเป็นเครือข่ายและช่วยดิฉันหาทุนการศึกษา ขอบใจน้องแต๋น น้องหมวย พี่หน่อย พี่ไพรินทร์ พี่ประพัฒน์ และเจ้าหน้าที่ในเขตพื้นที่การศึกษาที่ช่วยดิฉันทำงานชิ้นนี้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนเลย และกราบขอบพระคุณท่านรองฯสุกันฑ์ ส่างช้าง ที่ให้คำแนะนำและคำปรึกษาแก่ดิฉันตลอดเวลา ขอบพระคุณ คุณสุพจน์ ดวงเนตร และ Mr.Finnbogi Samuelsen ที่คอยให้กำลังใจ และชี้แนะแนวทางในการทำงานของดิฉัน ยังมีเด็กนักเรียนอีกจำนวนมากที่ขาดแคลนโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะเด็ก ตัวน้อย ๆในเขตพื้นที่ภาคอีสาน หากท่านใดได้ฟังหรือได้อ่านบทความนี้ของดิฉัน มีความประสงค์ จะช่วยดิฉันทำงานอีกแรง ขอได้โปรดเผยแพร่บทความของดิฉันให้เพื่อน ๆ ของท่านได้รับทราบ หรือท่านใดที่มีความประสงค์จะช่วยเหลือเด็กนักเรียนของดิฉันให้มีโอกาสทางการศึกษาทัดเทียมผู้อื่น ขอได้โปรดติดต่อดิฉันได้ที่ [email protected] หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ (66) 081 717 6078 ดิฉันทำงานด้วย "จิตวิญญาณของความเป็นครู” และ “รับราชการเพื่อเป็นเกียรติประวัติของวงศ์ตระกูล” นิภารัตน์ วงษ์วิชา นักวิชาการศึกษาชำนาญการ กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา สำนักงานงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3 E-mail : [email protected]