ทุกท่านคงรู้จักรางจืด ซึ่งมีชื่อพื้นเมือง เช่น กำลังช้างเผือก ขอบชะนาง เครือเทาเขียว ยาเขียว รางจืดมีสรรพคุณทางยา ใช้ปรุงเป็นยาเขียวถอนพิษไข้ แก้เบื่อเมา แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ประจำเดือนไม่ปกติ แก้ปวดหู แก้อักเสบปวดบวม ใช้รักษาผู้ป่วยที่ถูกวางยาพิษต่างๆ และยาสั่ง ผู้ป่วยเนื่องจากพิษสุรา ผู้ที่รับประทานเห็ดเมาและพิษเนื่องจากเกิดอาการแพ้หรือรับประทานสัตว์ที่มีพิษ วิธีใช้ในครัวเรือนก็ง่ายๆ นำรากหรือใบรางจืดมาโขลกให้แหลกผสมนำซาวข้าวคั้นเอาแต่น้ำ ใช้ดื่ม หรือเอาใบรางจืดมาพึ่งลมให้แห้งแล้วเก็บใบชงกับน้ำร้อนดื่มต่างน้ำก็ได้นะค่ะ
เมื่อเห็นความสำคัญของพืชดังกล่าวนักศึกษาเคมี คือนางสาวสุรีย์พร บุญชื่นและดิฉันจึงได้ทำวิจัยเพื่อศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของใบรางจืดและเถารางจืดเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน BHA โดยศึกษาชนิดของตัวทำละลาย 2 ชนิด คือน้ำและเอทานอล และศึกษาเวลาที่ใช้ในการแช่ในตัวทำละลายแต่ละชนิดที่ 8 ชั่วโมง 16 ชั่วโมง และ 24 ชั่วโมง รวมทั้งศึกษาผลของอุณหภูมิและความเป็นกรดด่างด้วยว่ามีผลต่อการสูญเสียต่อฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระหรือไม่ ผลการวิจัยพบว่า1) ส่วนของใบรางจืดที่สกัดด้วยเอทานอลที่เวลา 8 ชั่วโมงให้ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากที่สุด ( 85.266% ) ส่วนของเถาเมื่อสกัดด้วยน้ำที่เวลา 16 ชั่วโมง ให้ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากที่สุด ( 70.530% )
2)และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างส่วนของใบและเถารางจืด จะเห็นว่าส่วนของใบจะให้ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากกว่าส่วนของเถา และเมื่อเทียบกับสารมาตรฐาน 3 – tert – Butyl – 4 –hydroxylanisole ( BHA ) พบว่า สารมาตรฐาน BHA ในเอทานอลมีเปอร์เซ็นต์การกำจัดสารอนุมูลอิสระ 97.067% และสารมาตรฐาน BHA ในน้ำมีเปอร์เซ็นต์การกำจัดสารอนุมูลอิสระ 96.245 % ผลปรากฏว่า ส่วนสกัดของใบรางจืด มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระใกล้เคียงกับสารมาตรฐาน BHA มากกว่าส่วนสกัดของเถารางจืด
3) ผลของอุณหภูมิว่า อุณหภูมิมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเพียงเล็กน้อย
4) ผลของความเป็นกรด-ด่างต่อฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระค่าความเป็นกรด-ด่าง มีผลต่อฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในสารสกัดจากใบและเถาของรางจืด เมื่อเพิ่มค่า pH สูงขึ้น เปอร์เซ็นต์การต้านอนุมูลอิสระก็ลดลงมาก
เมื่อเห็นผลการวิจัยแล้วคิดว่าทุกท่านคงจะหันมาดื่มชารางจืดกันบ้างนะค่ะ ครั้งต่อไปจะนำเสนอการวิจัยการใช้ประโยชน์จากจางจืดในการเป็นสารกันหืน แล้วพบกันใหม่นะค่ะ
อาจารย์ขจิตค่ะ ที่หายไปนานเพราะงานเยอะมากๆ แต่ก็คิดถึงเพื่อนร่วมชุมชนเสมอนะคะ ชาวบ้านมาขอรางจืดแล้วให้ไปนะดีแล้วค่ะอาจารย์ ช่วยกันส่งเสริมสุขภาพ
ยินดีค่ะคุณสามสัก โอกาสต่อไปจะนำเสนอผลการวิจัยการใช้สารสกัดจากรางจืดเพื่อใช้เป็นสารกันหืนในข้าวเกรียบฟักทอง อย่าลืมติดตามด้วยนะค่ะ
|
|
อาจารครับ พอดีผมรับประทานสารสกัดจากผลไม้ที่มีโมเลกุลเล็ก ที่ดูดซึมเข้าสู่เซลส์ได้ 100 % และมีค่า ORAC ที่สามารถทำลายอนุมูลอิสระได้จริงๆ ซึ่งสามารถลดการทำลายเซลส์ของเราได้วันละ 6 - 30 ล้านเซลส์ นั่นหมายถึงการชลอความแก่ และซ่อมแซมสุขภาพในทุกระบบ ผมก็อยากพิสูขจน์ครับอาจารย์ ว่าสารสกัด exfuze 7 plus ตัวเดียวทำไมสามารถจำหน่ายได้อันดับ 2 ของโลก แซงบริษัท ที่มีสินค้ามากเป็น 100 เป็น 1000 ชนิดได้ยังไง ดูได้ที่ http://www.businessforhome.org/mlm-500-companies-revenue/mlm-500-momentum-ranks/ ส่วนบริษัทคือ http://www.exfuze.com/ ก็อยากแลกเปลี่ยนครับ
เรียนคุณสว
ORAC [Oxygen Radical Absorbance Capacity]แปลว่า ปริมาณการดูดจับอนุมูลออกซิเจน ซึ่งเป็นอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งค่ะ
แต่อนุมูลชนิดที่เป็นไนโตรเจนก็มีนะค่ะ
ORAC คือ วิธีการวัดศักยภาพของสารต้านอนุมูลอิสระที่จะทำให้อนุมูลอิสระกลายเป็นกลาง (neutralize)ค่ะ
ส่วนการทำให้สารต้านอนุมูลอิสระจากที่เกาะกันเป็นโช่หรือกิ่งซึ่งเป็นโมเลกุลใหญ่กลายเป็นสารโมเลกุลเล็กๆโดยไม่เสียโครงสร้างของสารต้านอนุมูลอิสระนั้นต้องใช้เทคโนโลยีสูง..แต่ก็มีข้อดีอย่างว่าคือทำให้ดูดซึมได้ดี..ราคาคงแพงน่าดูเลยใช่ไหมค่ะ
การทานผักผลไม้ก็ช่วยได้เหมือนกันนอกจากจะได้สารต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังได้ไฟเบอร์ วิตามินอื่นๆด้วยค่ะ
เรียน อาจารย์ราชภัฏ
ที่บ้านมีอยู่ครับ แต่เขาใช้กินเพื่อให้สร่างเมาครับ ไม่ทราบว่าเป็นอันเดียวกันหรือเปล่า
ใช่แล้วค่ะอาจารย์พรชัย
สรรพคุณที่สำคัญในทางสมุนไพรที่รู้จักกันดีคือดูดซับพวกสารพิษต่างๆ
รวมทั้งดูดซับแอลกอฮอล์ด้วย..จึงทำให้สร่างเมาเร็วขึ้นนะค่ะ
|
|
เรียน อาจารย์ราชภัฏ
ไม่ทราบว่าอาจารย์พอทราบไหม ว่ารางจืดสามารดูดซับโละหะหนักอะไรได้ดีบ้างค่ะ
พอดีต้องทำโครงงานเรื่องการดูดซับ ก็เลยคิดว่าจะใช้รางจืดเป็นตัวดูดซับ
เพราะเรื่องนี้ก็ search หาแล้วแต่เหมือนยังไม่ค่อยมีคนทำเลยค่ะ
ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
เรียนคุณครูใฝ่รู้
ขอโทษนะค่ะที่ตอบช้า เพราะพึ่งกลับจากการไปราชการ
อ.ขวัญดาวไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการดูดซับโลหะนะค่ะ ทราบเพียงว่าดูดซับสารพิษพวกสตริกนิน และสารหนู และยาฆ่าแมลงได้ค่ะ
แต่สิ่งที่คุณครูถามน่าที่จะทำวิจัย หรือทำโครงงานมากเลยนะคะ เช่นการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดูดซับโลหะชนิดต่างๆในนำ้เสีย ซึ่งอาจจะเป็นนำ้เสียสังเคราะห์ หรือน้ำจากแหล่งจริงก็ได้ ตามที่คุณครูอยากรู้ โดยใช้สภาวะการทดลองเดียวกัน (เช่น Cd Pb Fe Zn ฯลฯ) ตัวแปรก็คือชนิดของโลหะ ผลก็คือประสิทธิภาพการดูดซับ(รู้ว่ารางจืดดูดซับโลหะชนิดใดได้ดีที่สุด) หรืออาจจะวางแผนการทดลองที่ศึกษาตัวแปรอื่นๆ เช่น ประสิทธิภาพการดูดซับโลหะของรางจืดสด แห้ง รางจืดที่เผาเป็นถ่าน/ถ่านกัมมันต์ที่อุณหภูมิต่างๆ หรือศึกษา pH ของการดูดซับก็ได้ค่ะ ลองวางแผนดูนะค่ะ ถ้าหากมีเรื่องจะหารือก็ยินดีนะค่ะ คุณครูเมล์เข้าที่เบอร์อีเมล์ของอ.ขวัญดาวได้เลยนะค่ะ และยินดีที่ได้รู้จักนะค่ะ
|
|
คือตอนนี้กำลังหนูกำลังศึกษาประสิทธิผลของการใช้สมุนไพรรางจืดในการแก้อาการเมาค้าง ด้วยที่หนูเองไม่มีใบประกอบโรคศิลปนะค่ะ แต่จะใช้เป็นการทดสอบจากแบบสอบถามอ่ะค่ะ อยากทราบว่างานวิจัยของหนูที่จะทำจะไปคล้ายคลึงกับของอาจารย์มั้ยค่ะและหนูจะต่อยอดยังงัยให้เกิดผลดีต่อสุขภาพในเรื่องการล้างพิษแอลกอลฮอล์ให้ได้มากที่สุดด้วยค่ะ ช่วยแน่ะนำด้วยค่ะ
ไม่เหมือนที่ครูศึกษาค่ะ(ขออนุญาตแทนตัวเองว่าครูนะคะ)..ว่าแต่หนูเป็นนักศึกษาสาขาเคมีหรือเปล่า ..ถ้าใช่ การใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเป็นการใช้ความคิดเห็นวัด ข้อมูลที่ได้อาจไม่น่าเชื่อถือเท่าที่ควร ดังนั้นจึงควรศึกษาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การวัดปริมาณแอลกอฮอล์ก่อนและหลังการดูดซับด้วยรางจืด ซึ่งทำในห้องแลบ..ไม่ต้องใช้คนเป็นกลุ่มตัวอย่างและใช้เครื่องมือที่ไม่ยุ่งยากเช่นVinometerหรือRefracto meter หรือลองค้นคว้าวิธีอื่นๆดูนะค่ะ และการใช้แบบสอบถามก้อใช้เก็บข้อมูลได้ส่วนหนึ่งค่ะ แต่ถ้าเป็นสายสังคมศาสตร์ก้อใช้แบบสอบถามก้อโอเคค่ะ แต่ประชากรและกลุ่มตัวอย่างต้องเลือกให้เหมาะสมนะค่ะ
|
|
เรียนอาจารย์ขวัญดาว
หนูอยากได้ Paper เรื่องนี้ของอาจารย์ค่ะ
ไม่ทราบว่าหนูจะหาได้จากที่ไหนค่ะ
คือหนูกำลังจะเริ่มทำโครงงานแล้วน่ะค่ะ
รบกวนอาจารย์ด้วยนะค่ะ
ขอบคุณอย่างสูงค่ะ
หมายถึงเล่มวิจัยใช่ไหมค่ะ
บอกอีเมล์มาได้จ๊ะ เดี๋ยวครูส่งไปให้เลย
บอกมาทางอีเมล์ของครู ดูได้ที่ประวัติได้เลยค่ะ
|
|
เรียนอาจารย์ อยากทราบว่าในรางจืดสามารถนำมากินสด ๆ จิ้มกับน้ำพริกได้หรือเปล่าคะ และมีคนบอกมาว่าเวลาดื่มน้ำใบรางจืดต้องนำไปผึ่งลมก่อนแล้วค่อยมาชงเป็นชา แต่ถ้านำใบสดมาต้มเลยจะอันตรายจริงหรือเปล่าคะ
รางจืดกินสด ๆ และแห้งก็ได้ค่ะ
คือ เอาใบสด 4-5 ใบ ใส่ครกตำผสมน้ำ ถ้าได้น้ำซาวข้าวยิ่งดี แล้วคั้นเอาน้ำดื่ม หรือจะใช้ส่วนที่เป็นราก และเถารางจืดสดตำคั้นก็ได้ ส่วนวิธีแห้ง ซึ่งเป็นที่นิยมในเวลานี้คือ การนำใบแห้งมาตากทำเป็นชาชงกับน้ำดื่ม
ส่วนการกินสดสดนั้นไม่แน่ใจนะค่ะ เพราะการคั้นในน้ำดื่มก็จะมีสารบางตัวที่ละลายในน้ำปนออกมา ซึ่งสารเหล่านี้ก็เป็นสารที่มีสรรพคุณถอนพิษต่างๆ และอาจมาสารบางตัวที่ไม่ละลายในน้ำยังอยู่ในส่วนกาก ดังนั้นการกินสดสดจึงอาจทำให้เราได้รับสารหลายชนิด ซึ่งไม่รู้ว่ามีโทษหรือเปล่า จึงควรค้นคว้าข้อมูลให้ดีก่อนนะค่ะ และขอบอกว่ามีรสข๊มขม..
|
|
รางจืดช่วยปรับลดกรดในกระเพาะได้ไหมคะ เริ่มดื่มมา 2 วันแล้ว ในท้องมีลมมาก ๆเลย
เรียนคุณพรรณพร
เท่าที่ทราบรางจืดคงจะไม่ช่วยบรรเทาได้ค่ะ
จากการสืบค้นพบว่า " ยาหอม " และสมุนไพรไทยหลายชนิด ที่จะช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ได้ผลดี เช่น ขิง น้ำขิง ขมิ้นชัน กานพลู ชะพลู พริกไทย กะเพรา ดีปลี กระเทียม เปล้าน้อย ลูกกระวาน เกล็ดสะระแหน่ เป็นต้น ค่ะ...ลองทานดูนะค่ะ
|
|
เรียนท่านอาจารย์ที่เคารพ
ตอนนี้ผมมีใคร่ขอคำแนนะนำจากอาจารยื คือผมกำลังจะทำวิจัย ในเรื่องการนำเอาสารสกัดจากรางจือมาผสมกับวุ้นในเครือหมาน้อยในการดูดซับตะกั่ว ผมจึงอยากเรียนถามว่าพอจะมีวิธีที่ทำให้สารละลายตะกั่วเกิดสี เพื่อที่จะใช้วัดในสเปกโตรไหมครับ เพราะปกติจะใช้AAs ผมจึงอยากหาวิธีอื่นบ้างที่ไม่ยุ่งยากเพราะอยากทำแล้วให้ชาวบ้านเอาไปใช้ได้ และผมใคร่ขอข้อมูลเกี่ยวกับสารประกอบที่พบในรางจืดครับ ไม่ทราบว่าท่านอาจารยืจะพอมีไหมครับ ถ้ามี รบกวบช่วยบอกผมหรือส่งให้ผมด้วยครับ อ้อลืมบอกไปผมเรียนสาขาการแพทยืแผนไทยครับ หากท่านใดสงสัยเกี่ยวกับสมุนไพรหรือยาสมุนไพรตัวใด ถ้าผมรุ้ยินดีที่จะบอกได้ครับ
ขอบคุณมากๆๆครับ
คุณ trapizious
การทำให้สารละลายตะกั่วมีสี ใช้วิธีการไดไธโซน (Dithizone method)
โดยขออ้างอิงงานวิจัยของคุณวิรัช เรืองศรีตระกูล คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นนะคะ
หลักการการคือสารละลายผสมระหว่างสารละลายไดไธโซน สารละลายโซเดียมโดดีซิลซัลเฟตและสารละลายกรดซัลฟูริก เมื่อทำ
ปฏิกิริยากับสารละลายตะกั่ว จะให้สารละลายสีน้ำเงินซึ่งดูดกลืนคลื่นแสงที่ความยาวคลื่นที่ 500 นาโนเมตร
ตัวทำละลายของสารละลายไดไธโซนที่เหมาะสมคือ สารละลาย 75 % เอทธานอล อัตราส่วนที่เหมาะสมของสารละลายผสม Dithizone: SDS: H2SO4 คือ 1: 5: 3 และความเข้มข้นที่เหมาะสมของสารละลายทั้ง 3 ชนิด คือ 0.0025 % (w/v), 0.8 และ
0.75 โมลต่อลิตร ตามลำดับ ลำดับในการผสม คือ Dithizone, H2SO4 และ Sodium Dodecyl
Sulfate ตามลำดับค่ะ
สารสำคัญที่พบส่วนมากเป็น ฟลาโวนอยด์ เช่น cosmosiin,delphinidine-3,5-di-o-β-D-glucoside และกรดอะมิโน เช่น methionine,glycine,serine รวมทั้ง steroids และ carotenoid ค่ะ
ลองค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมดูนะคะ
คงต้องมีสิ่งรบกวนคุณในอนาคตแน่นอน..เพราะชอบเกี่ยวกับสมุนไพรด้วย..ถ้าจะรบกวนขออีเมล์ด้วยจะได้ไหมค่ะ
ขอบคุณเช่นกันค่ะ
|
|
ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์มากเลยครับ ข้อมูลนี้ทำให้ผลทำงานได้ง่ายมากขึ้นมากๆๆ ขอบคุณมากจริงๆครับ ส่วนเรื่องสมุนไพรก็ยินดีปรึกษาครับ หวังว่าคงจะพอช่วยอาจารย์ได้บ้างไม่มากก้อน้อย เพราะผมก้อยังมีความรู้ไม่มากเท่าไหร เพราะยังเปนนักศึกษาปีสามเองครับ แต่คิดว่าคงจะช่วยได้ครับ อีเมล์ [email protected]ครับ
ขอขอบพระคุณ ด้วยความเคารพครับ
ข้อมูลที่ได้อ่านจากบล๊อกของอาจารย์เกิดความรู้ในด้านรางจืดแล้วก็การดูดซับสารพิษด้วย
อีกทั้งยังได้ความรู้จากการแสดงความคิดเห็นของผู้รู้แต่ละท่านอีกด้วยรู้สึกดีม๊ากๆ ที่เข้ามาศึกษาในบล๊อกนี้
ขอบคุณอาจารย์มากนะคะสำหรับข้อมูลที่มีประโยชน์
|
|
เรียนท่านอาจารย์ที่เคารพ
สวัสดีครับอาจารย์ ผมชื่อ ปิยะพงษ์ ปานแก้ว เป็นนักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาฟิสิกส์ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีครับ ผมทำวิจัยเกี่ยวกับสารประกอบแคลเซียมฟอสเฟต เพื่อทำเป็นโครงสร้างเลี้ยงเซลล์สำหรับปลูกเนื้อเยื้อทางการแพทย์ และตอนนี้กำลังทำวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรตีนการเส้นใยไหมซึ่งมีประโยชน์ในการต้านอนุมูลอิสระ เช่นเดียวกับ รางจืด และสารอื่นๆ ผมเลยอยากทดสอบว่าสารสกัดแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระแตกต่างกันอย่างไร เลยอย่างเรียนถามอาจารย์ว่า พอจะสามารถทำงานร่วมกับอาจารย์ได้ไหม อย่างไงช่วยเสนอความคิดเห็นหน่อยนะครับ
ขอบคุณครับ
ปิยะพงษ์ ปานแก้ว
|
|
เรียนท่านอาจารย์ที่เคารพ
สวัสดีครับอาจารย์ ผมชื่อ ปิยะพงษ์ ปานแก้ว เป็นนักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาฟิสิกส์ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีครับ ผมทำวิจัยเกี่ยวกับสารประกอบแคลเซียมฟอสเฟต เพื่อทำเป็นโครงสร้างเลี้ยงเซลล์สำหรับปลูกเนื้อเยื้อทางการแพทย์ และตอนนี้กำลังทำวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรตีนการเส้นใยไหมซึ่งมีประโยชน์ในการต้านอนุมูลอิสระ เช่นเดียวกับ รางจืด และสารอื่นๆ ผมเลยอยากทดสอบว่าสารสกัดแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระแตกต่างกันอย่างไร เลยอย่างเรียนถามอาจารย์ว่า พอจะสามารถทำงานร่วมกับอาจารย์ได้ไหม อย่างไงช่วยเสนอความคิดเห็นหน่อยนะครับ
ขอบคุณครับ
ปิยะพงษ์ ปานแก้ว
เรียนคุณปิยะพงษ์ ปานแก้ว
ขอบคุณคุณปิยะพงษ์ นะคะที่สนใจและเข้ามาในบล็อกของพี่ ส่วนที่คุณจะร่วมงานหมายถึงการศึกษาประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระใช่ไหมค่ะ ซึ่งวิธีการวิเคราะห์นั้นไม่ได้ยุ่งยากอะไร แต่เนื่องจากพี่มีภาระงานเยอะมากอีกทั้งก็ทำวิจัยของตนเองด้วย คือพี่ก็กำลังทำชุดโครงการวิจัยเกี่ยวกับพืชผักพื้นบ้านซึ่งส่วนหนึ่งมีการศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดสารต้านอนุมูลอิสระด้วย และปี 55 ได้รับงบประมาณทำวิจัยเกี่นวกับข้าวเสริมสารต้านอนุมูลอิสระ พี่จึงขออนุญาตเป็นผู้ให้ข้อคิดเห็น ให้คำปรึกษาได้ แต่ถ้าจะให้พี่วิเคราะห์ให้คงไม่สะดวก เพราะภาระงานค่ะอาจทำให้งานของคุณติดขัดได้ พี่ยินดีหากจะหารือข้อมูล วิธีการต่างๆค่ะ
|
|
dithizone มีสีอะไรคะ
|
|
สวัสดีค่ะ นู๋ชื่อบิวค่ะ ตอนนี้นู่กำลังศึกษาเกี่ยวกับการสกัดสารต้านอนุมูลอิสระในรางจืดน่ะค่ะ นู๋รบกวนถามอาจารย์เกี่ยวกับวิธีการสกัดได้มั้ยคะ คือตอนนี้นู่กำลังทำโปรเจคอยู่น่ะค่ะ แต่นู๋ไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าไร นู๋รบกวนอาจารย์หน่อยนะคะ ขอบคุณค่ะ
นู๋บิว
วิธีการสกัดในงานวิจัยของครูมีดังนี้ ค่ะ
1.การเตรียมพืชตัวอย่าง
นำรางจืดทั้งเถาและใบตัดมาทั้งต้น แยกเถาและใบออกเป็นส่วน แล้วนำไปล้างทำความสะอาดและผึ่งลมให้แห้ง หลังจากนั้นนำแต่ละส่วนมาอบแห้งที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียสจนได้น้ำหนังคงที่ แล้วเก็บในเดซิเคเตอร์ เพื่อทำการวิเคราะห์ต่อไป
2. วิธีการสกัด
1) หลังจากล้างทำความสะอาดและผึ่งลมให้แห้งเรียบร้อยแล้วบดให้ละเอียดด้วยครกบด หลังจากนั้นชั่งส่วนของใบ จำนวน 3 ตัวอย่าง ตัวอย่างละ 5 กรัม ใส่ในบีกเกอร์
2) จากนั้นเติมน้ำกลั่นปริมาตร 75 มิลลิลิตร ในแต่ละบีกเกอร์ คนให้เข้ากันแล้วปิดด้วยอลูมิเนียมฟอยด์
3) ตัวอย่างที่ 1 ตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา 8 ชั่วโมง ตัวอย่างที่ 2 ตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา 16 ชั่วโมง และ ตัวอย่างที่ 3 ตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา 24 ชั่วโมง
4) เมื่อครบระยะเวลาที่กำหนดไว้ก็นำไปกรองผ่านกระดาษกรอง ขนาดเบอร์ 1
5) แล้วเก็บใส่ภาชนะที่แห้งปิดสนิทและป้องกันแสงได้ แล้วเก็บในตู้เย็น ( 4 ๐C) สำหรับทำการทดลองต่อไป
6) เปลี่ยนตัวทำละลายจากน้ำกลั่นเป็น 99 % เอทานอล ทำการสกัดเช่นเดียวกับ ข้อ 1) - 5)
7) เปลี่ยนส่วนของรางจืดเป็นเถา แล้วทำการทดลองเช่นเดียวกับข้อ 1) – 6)
แล้วจึงนำสารสกัดที่ได้ไปเตรียมเพื่อศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระค่ะ
|
|
ขอบคุณมมากนะคะ ตอนแรกนู๋นึกว่าอาจารย์จะไม่ว่างมาตอบนู๋ซะแล้ว อาจารย์มมีเนื้อหาเปนรูปเล่มบ้างมั้ยคะ คือว่านู๋จะเอาไว้ใช้อ้างอิงน่ะค่ะ เพราะว่าเนื้อหาเรื่องนี้ เท่าที่หาดูมีไม่มากเท่าไหร่ ตอนแรกนู่ต้องไปนั่งแปลงานวิจัยที่เป็นภาษาอังกิดเลยอ่ะค่ะ แต่แปลมาก้อไม่ค่อยเข้าใจ ก้อเลยอยากได้เอกสารที่อ่านง่ายๆน่ะค่ะ แต่ส่วนใหญ่เท่าที่ดูก้อไม่ค่อยจะมีที่ระบุรายละเอียดซีกเท่าไหร่เลย ยังไงนู๋ต้องขอรบกวนอาจารย์บ่อยหน่อยนะคะ หวังว่าอาจารย์คงไม่รำคาญนะคะ ขอบคุณค่ะ
|
|
ได้ค่ะ [email protected] ขอบคุณมากนะคะ
|
|
หนูสนใจคะครู ทำไงหนูถึงจะมีตัวอย่างดู ขอความกรุณาครูช่วยส่งรูปเล่มมาให้หนูได้ไหมคะ
|
|
สวัสดีค่ะอาจารย์ พอดีว่าแจนเป็นนักศึกษาปริญญาโทสาขาผู้ประกอบการและนวัตกรรม อยู่นะค่ะตอนนี้กำลังทำ IS ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพรรางจืดพอดีแล้วมาเจอ บล็อกของอ.พอดีมีประโยชน์และช่วยในการทำ โปรเจคได้มากเลยค่ะ แต่อยากจะรบกวนถามข้อมูลอาจารย์หน่อยได้ม่ะค่ะว่า ถ้าในทางอุตสาหกรรมแล้วถ้าเราใช้วิธีการสกัดอะค่ะต้นทุนมันจะสูงกว่ารึป่าวและ ไม่ทราบว่าถ้าใช้วิะีการ สเปไดร์ แล้ว คุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระและอื่นๆของรางจืดจะลดลงรึป่าวค่ะ เพราะในทางอุสาหกรรมคิดการใช้การสกัดค่อยข้างมีต้นทุนสูงและหาโรงงานที่ทำน้อยอ่ะค่ะ รบกวนอาจารย์นะค่ะถ้าอาจารย์มีข้อมูล
ขอบคุณค่ะ
น้องแจน
เท่าที่พี่ทราบการทำ Spray dryer ต้องใช้อุณหภูมิสูงมากว่า 100 องศาเซลเซียสมากใช่ไหมค่ะ เช่นถ้าอบสมุนไพรต้องใช้ลมร้อนประมาณ 350 องศาเซลเซียส ซึ่งจากผลการวิจัยของพี่นั้นได้ศึกษาเฉพาะที่อุณหภูมิไม่เกิน 100 องศาเซลเซียส และพบว่าอุณหภูมิในช่วงนี้ไม่มีผลต่อฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และมีบางวิจัยที่ใช้อุณหภูมิสูงถึง 140 แต่ถ้าใช้อุณหภูมิในการทำให้แห้งสูงกว่านี้ ก็ต้องลองศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดูว่าลดหรือเปล่า ตรงนี้พี่ไม่มีข้อมูลจริงๆค่ะ ถ้าSpray dryer สามารถควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในช่วงนี้ก็น่าจะโอเคค่ะ ต้องขออภัยที่พี่ให้ข้อมูลได้เพียงเท่านี้
|
|
อยากทราบว่าอาจารย์มีข้อมูลการตรวจสอบความสามารถในการต้านออกซิเดชันโดยวิธี ORAC รึป่าวค่ะ
16 กันยายน 2552 16:34
#1555217
โอโห อาจารย์ไปนานมากๆๆ เรียนเป็นอย่างไรบ้างครับ ที่บ้านมีรางจืดครับ ชาวบ้านมาขอไปบ่อยๆๆ อาจารย์สบายดีนะครับ...