ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝนตกหนักทั่วประเทศ หลายจังหวัดจึงเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ในขณะที่เมืองไทยก็มี "รัฐบาลรักษาการ" ฉับพลันเช่นกัน ผมไม่แน่ใจว่าจะมีฝ่ายใดสนใจบรรเทาทุกข์เข็ญของผู้ประสบภัยในช่วงนี้รึเปล่า เพราะเรามัวแต่สนใจ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับ "นักการเมือง" , "อดีตนักการเมือง" และ "นักเคลื่อนไหวทางการเมือง" ผมอยากให้มีรัฐบาลใหม่ไวๆ จะเป็นใครก็ได้ แต่ขอให้มี "หู" ที่รู้จักฟัง ไม่ใช่เอาแต่พูดและสร้างศัตรู เพราะรู้สึกว่าเมืองไทยจะกลายเป็น "รัฐอัมพาต" หนักขึ้นทุกวัน จนถึงขั้น ผู้นำประเทศเพื่อนบ้านต้องเอาเราไปเหน็บแนม อาการหยุดชะงักมันเริ่มลามมาจากเรื่องการเมือง เข้ามาทำลายเศรษฐกิจ และตอนนี้ก็กล้ำกรายเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของเราเองอย่างปฏิเสธไม่ได้ คนทำมาหากินทั้งหลายรู้ซึ้งถึงพิษความวุ่นวายทางการเมืองครั้งนี้ดี
การเมืองไทยปัจจุบัน (พ.ศ.2551) อาจทำให้เรามองเห็นความแตกต่างระหว่าง กลุ่มการเมืองต่างๆ ได้ง่ายกว่า การพิจารณาความเหมือนกัน อาจเป็นเพราะ "มายาคติ" บางอย่าง ทำให้เราแบ่งแยกสิ่งต่างๆออกเป็น 2 ขั้วตรงข้ามกันแบบสุดโต่ง (Binary Opposition ดู เชิงอรรถ1 เพิ่มเติม) แล้วปล่อยให้มันกลายเป็น "อคติ" ที่ห่อคลุมความคิดและเหตุผลเอาไว้ บ่อยครั้งที่อคติแบบนี้ แสดงออกมาในรูปแบบของ "อารมณ์ร่วม" จนในที่สุดเราก็ใช้ "มายาคติ" , "อคติ" และ "อารมณ์ร่วม" ในนามของ "เหตุผล" ที่ตนเอง(หรือกลุ่มตน)คิดว่าถูกต้องที่สุด จนไม่สามารถยอมรับ "มายาคติ" , "อคติ" และ "อารมณ์ร่วม" ของฝ่ายอื่นๆได้ (Egocentrism ดู เชิงอรรถ2 เพิ่มเติม)
การสร้าง ขั้วตรงข้าม ขึ้นมาในใจของเราเอง ที่ใกล้ตัวมากๆ จนเราหลงคิดไปว่ามันเป็นธรรมชาติไปแล้ว ก็อย่างเช่น ดี - เลว , ขาว - ดำ , กลางวัน - กลางคืน หรือแม้แต่ ชาย - หญิง แต่ผมเชื่อว่าเมื่อเราตั้งสติแล้วมองมันใหม่ เราจะเห็นความหลากหลายที่ซ่อนอยู่ระหว่างขั้วตรงข้ามเหล่านั้น เพราะ ระหว่าง สีขาวกับสีดำ ก็ยังมี สีเทาอีกนับร้อยนับพันเฉด ระหว่าง ดีกับเลว ก็ยังมี ดีบ้าง , เลวบ้าง , เกือบดี , เกือบเลว , ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน (ตามสุภาษิต) ฯลฯ หรือแม้แต่ เพศที่อยู่ระหว่าง ชายกับหญิง ปัจจุบันเราก็ยอมรับกันมากขึ้น ทั้งทางกายภาพและจิตใจ ว่ามนุษย์ไม่ได้มีแค่ 2 เพศ และทุกคนสามารถมองเห็นความหลากหลายเหล่านี้ได้ เมื่อเราเปิดใจให้กว้าง และไม่ยึดติดว่า เหตุผลของเราเท่านั้นที่ถูกต้องเสมอไป
คำวิงวอน : กรุณาวางมือที่ "ถือหาง" ข้างใดข้างหนึ่งลงก่อนที่จะอ่านต่อ และหากคุณต้องการแสดงความคิดเห็น กรุณาอ่านให้จบครบทุกตัวอักษร เพื่อให้มีเวลาตั้งสติ ก่อนที่จะทิ้งความคิดเห็นใดๆไว้ เพราะบันทึกนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของเด็กเมื่อวานซืน ที่ไม่เคย "เล่นการเมือง" และไม่เคย "ร่วมชุมนุม" กับฝ่ายใด
ตอนนี้ ขั้วตรงข้ามทางการเมือง ที่เราคนไทยหลายคน สมมติ ขึ้นมาในใจ ก็คือ กลุ่มพันธมิตรฯ กับ พรรคพลังประชาชน ก่อนหน้านี้ เราก็เคยสมมติขั้วตรงข้ามอื่นๆมาแล้ว เช่น ทักษิณ กับ พันธมิตรฯ , สมัคร กับ พันธมิตรฯ , ทักษิณ กับ สนธิ (ลิ้มฯ) , ทักษิณ กับ สนธิ (บัง) , ไทยรักไทย กับ ประชาธิปัตย์ , จำลอง กับ สุจินดา , เผด็จการทหาร กับ ขบวนการนักศึกษา ฯร้อยแปดพันเก้า เล่าทั้งชาติก็ไม่จบฯ
เท่านั้นยังไม่พอ เรายังเอาขั้วตรงข้ามสมมติอื่นๆมาพ่วงกับมันอีก เช่น กู้ชาติ VS ทำลายชาติ ผมเดาว่าในสายตาของกลุ่มพันธมิตรฯ กู้ชาติ = พันธมิตรฯ และ ขายชาติ = พลังประชาชน(หรือทักษิณ) ส่วนในสายตาของคนที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชน(หรือทักษิณ) ก็จะจับคู่และจัดขั้วอีกแบบหนึ่ง ส่วนคนที่ไม่มีความสามารถในการจับคู่และจัดขั้วได้ ก็เลยไม่รู้จะเอาความคิดเห็นของตัวเองไปซุกไว้ตรงไหน พูดไปก็คงไม่มีฝ่ายไหนฟัง กลายเป็นความอึดอัด เพราะฟังฝ่ายไหน เขาก็อ้างว่าทำเพื่อชาติกันหมด แต่กลับไม่ยอมมานั่งคุยกันดีๆ เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ ถ้าแต่ละฝ่ายยัง "ทำเพื่อชาติ" กันแบบนี้ต่อไป และมองอีกฝ่ายเป็นศัตรูตลอด ก็คงได้ "ทำเพื่อชาติ...หน้า" แน่ๆครับ เพราะชาตินี้ประเทศไทยคงล่มจม
ทางออกง่ายๆตามประสาเด็กเมื่อวานซืนอย่างผม ก็คือ ถ้ามีนายกฯคนใหม่และรัฐบาลใหม่ ก็ให้ทั้งสองฝ่ายมานั่งคุยกัน พูดกันซึ่งๆหน้านั่นแหละ ไม่ต้องพล่ามผ่านสื่อ จะได้มองเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ไม่ใช่มองแต่ "หัวโขน" ที่ต่างคนต่างสวมอยู่ (ไม่ว่าจะเป็น แกนนำรัฐบาล หรือ แกนนำพันธมิตรฯ ก็ตาม)
ผมจำได้ว่า ตอนเด็กๆมีเพื่อนสองคนชกต่อยกัน คุณครูจึงหานวมมาให้ไอ้สองคนนั้นใส่ชกกันแบบมีกติกา แล้วเปิดเวทีให้นักเรียนทั้งโรงเรียนดูฟรี! หลังจากปล่อยให้ซัดกันซะน่วมแล้ว คุณครูก็จับเด็กสองคนมาคุยกัน เพื่อเคลียร์ข้อข้องใจของแต่ละคน สรุปว่ามันเป็น "ปัญหาขี้หมา" มาก! แค่มองหน้ากันแล้วไม่ถูกชะตา เลยอยากจะตะบันหน้าอีกฝ่าย
ผมไม่ได้หมายความว่าปัญหาของประเทศชาติจะแก้ได้ง่ายๆ เหมือนปัญหาเด็กทะเลาะกันนะครับ แต่ในเมื่อเราสอนให้เด็กเคารพกติกาได้ แล้วทำไมผู้ใหญ่จะคุยกันแบบมีกติกาไม่ได้ล่ะ? ก็นัดคุยกันซัก 3-4 ยก ถกกันให้มันรู้ดำรู้แดงไปเลยสิ ต้องการอะไรก็บอกอีกฝ่ายไปเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาปิดถนนยึดทำเนียบ แม้ดูเผินๆเหมือนจะหาทางออกร่วมกันไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่าอย่างน้อย มันน่าจะช่วยให้แต่ละฝ่ายลดความเป็นศัตรูกันลงมาได้บ้าง คุยกันแบบมีเหตุผลให้เด็กมันดูเป็นตัวอย่างหน่อยสิครับ ไม่ใช่ต่างคนต่างพูดอยู่ในรังของตัวเอง ผมว่าแบบนี้มันไม่แน่จริงเอาซะเลย
หลายเดือนที่ผ่านมา อดีตนายกฯสมัครใช้สถานีโทรทัศน์ NBT ด่าคนนั้นคนนี้ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามให้ประชาชนฟังทุกวันอาทิตย์ ผมดูรายการนั้นบ้าง เพื่อความบันเทิงเหมือนดูทอล์คโชว์หรือรายการตลก เพราะไม่ได้ใส่ใจเนื้อหาสาระ ในขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ ASTV ก็นำเสนอแต่ข่าวด้านเดียวเพื่อประณามรัฐบาลสมัคร(หรือทักษิณ) ผมก็ดู ASTV บ้าง เหมือนดูหนังบู้ เวลาที่อยากรู้คำศัพท์ใหม่ๆที่เขาขุดมาด่านักการเมือง
แต่น่าขำที่ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ สถานีโทรทัศน์ทั้งสองแห่งเคยใกล้ชิดกันมาก ถึงขั้นแลกเปลี่ยนสัญญาณถ่ายทอดบางรายการด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะในยุคทักษิณตอนต้น ( ผมเคยทำงานที่ สถานี 11 News1 ในเครือบริษัทผู้จัดการ ก่อนที่จะกลายมาเป็น ASTV ตอนนั้นช่อง 11 News1 นำเสนอข่าวด้านเดียวเช่นเดียวกับ ASTV ในปัจจุบัน ทั้งๆที่ผู้บริหารเป็นคนกลุ่มเดิม แต่ข่าวด้านเดียวของอดีต ASTV ตอนนั้น คือ ต้องสนับสนุนรัฐบาลทักษิณเท่านั้น! ) ผมไม่เห็นด้วยกับการใช้สื่อเพื่อนำเสนอข้อมูลด้านเดียว ไม่ว่าจะเป็นสื่อของรัฐหรือของเอกชนก็ตาม โดยเฉพาะการใช้สื่อเพื่อปลุกระดมผู้คนหรือแสดงความคิดเห็นที่ไม่เป็นกลาง เพราะผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ยังคงบริโภคข้อมูลข่าวสาร เหมือนมันเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆ แต่ในฐานะที่ผมเคยทำงานผลิตสื่อ ผมยืนยันได้ว่า ไม่มีสื่อใดที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง อย่างน้อยๆ ข่าวต่างๆก็ต้องรายงานผ่านความคิดเห็นของ ผู้สื่อข่าว/ช่างภาพ/ช่างตัดต่อ/บรรณาธิการ หรือร้ายแรงกว่านั้น คือ ปั้นข่าวเป็นตัว!
พูดแบบหยาบๆ คือ พรรคพลังประชาชนต้องการเปลี่ยนกติกา โดยการแก้รัฐธรรมนูญ 2550 (บางมาตรา) เพื่อให้พรรคของตนดำรงอยู่ต่อไปได้ ส่วนกลุ่มพันธมิตรฯ เท่าที่ผมจับความได้ตอนนี้ คือ ต้องการเปลี่ยนกติกาซึ่งซับซ้อนกว่านั้น คือ เปลี่ยนกติกาอันเป็นที่มาของผู้แทนฯที่จะเข้ามาเพื่อเปลี่ยนกติกาเดิมอีกที แล้วสร้างรัฐบาลใหม่ในแบบที่พันธมิตรฯต้องการ (งงไหมครับ? สารภาพตามตรงว่า ผมก็ยังไม่เข้าใจว่า พันธมิตรฯ ต้องการอะไร นอกจากมีจุดยืนกระต่ายขาเดียว ที่จะกำจัด "เชื้อไวรัสทักษิณ" ให้สิ้นซาก!) สรุปว่า ทั้งสองฝ่ายไม่ยอมรับกติกาที่มีอยู่!
ผมจำไม่ได้ว่า เราเปลี่ยนรัฐธรรมนูญกันมากี่รอบแล้ว เพราะเรามักจะโยนความผิดให้กฎหมาย แต่ปัญหามันน่าจะอยู่ที่คนใช้และคนปฏิบัติตามกฎหมายมากกว่าตัวหนังสือนะครับ ต่อให้เทวดาประทาน "รัฐธรรมนูญฉบับสรวงสวรรค์" มาให้ ถ้ามันทำให้คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเสียประโยชน์ เขาก็็ต้องหาทางแก้ไขมันอยู่ดี หรือไม่ก็ให้นักกฎหมายตะแบงไปให้ตนเองพ้นความผิด ในสายตาของผม วัฒนธรรมการเมืองของไทยนั้น ขาดจริยธรรมมากๆ โดยเฉพาะระบบพรรคการเมืองที่ไม่ทำหน้าที่เป็นสถาบันที่ประชาชนหวังพี่งได้ แต่ทำหน้าที่เหมือนเป็น "นายบ่อน" ที่ให้นักเลือกต้ังเข้ามาเล่นการพนันบนผลประโยชน์ของส่วนรวม รัฐสภาไทยจึงกลายเป็นบ่อนที่ใช้ต่อรองและเสี่ยงโชค ระบบรัฐสภาจึงไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ใดๆในสายตาชาวบ้านทั่วไป โดยเฉพาะในสายตาของพันธมิตรฯแล้ว พรรคพลังประชาชนก็คือลิ่วล้อของนายบ่อนทักษิณนั่นเอง
แต่ใช่ว่าการไม่ยอมรับกฎหมายและอำนาจรัฐบาล ของ(แกนนำ)พันธมิตรฯ จะทำให้อยู่เหนือกฎหมายได้นะครับ คนในสังคมจะอยู่ร่วมกันได้เมื่อเรายอมรับว่าต้องมีกฎระเบียบ และคำว่า "อารยะขัดขืน" ที่ผู้มีอารยะยกย่องกันนั้น มันหมายถึง การกระทำที่จงใจจะไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย(บางฉบับ) ที่เราในฐานะพลเมืองเห็นว่าไม่เป็นธรรม แต่พลเมืองผู้นั้นต้องพร้อมที่จะยอมรับความผิดที่ระบุไว้ในกฎหมายฉบับนั้นด้วย แล้วเข้าไปต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม จนคนในสังคมตั้งคำถามร่วมกันว่า กฎหมายฉบับนั้นไม่ยุติธรรมจริงๆหรือไม่ (ดู เชิงอรรถ3 เพิ่มเติม)
พูดง่ายๆคือ ผมขอเรียกร้อง ให้แกนนำพันธมิตรฯเข้ามอบตัวเพื่อต่อสู้คดีข้อหากบฏ เพื่อคงความศักดิ์สิทธิ์ของ นิติรัฐ และ ความสงบสุขของสังคม เอาไว้ ไม่อย่างนั้น ถ้าคนกลุ่มอื่นทำผิดกฎหมายบ้างแล้วไม่ยอมมอบตัว แถมอ้างว่าเป็น "อารยะขัดขืน" สังคมเราคงไม่มีทาง "อารยะ" แน่ๆ ถ้าทุกคนทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย ข้อนี้สำคัญมากนะครับ เพราะข้อหากบฏที่แกนนำพันธมิตรฯถูกออกหมายจับนั้น เป็นเพราะต้องการล้มล้างรัฐบาลหรืออำนาจฝ่ายบริหารที่ตนเห็นว่าขาดความชอบธรรม (ในความคิดของผม มันเป็นข้อหาที่ฟังดูเท่มาก!) แต่การไม่ยอมมอบตัวต่อสู้คดีนั้น โจรกระจอกๆที่ไหนก็ทำได้ เพื่อหนีคดี! อย่าสร้างบรรทัดฐานผิดๆให้คนรุ่นหลังจดจำเลยครับ เพราะนักการเมืองในสภาเขาทำเรี่ยราดไว้ จนเราเอือมระอากันมาพอแล้ว
ถ้าชาติหน้ามีจริง แล้วผมเกิดมาเป็น เผด็จการในเมืองไทย สิ่งแรกที่ผมจะทำคือ ยุบพรรคการเมืองทิ้งให้หมด! แล้วสร้างสภาแห่งชาติขึ้นมาใหม่ เอาให้โอฬารตระการตาใหญ่คับฟ้าไปเลย ที่สำคัญคือ ต้องมีเก้าอี้ผู้แทนเท่าจำนวนพลเมือง สภาของผมจะต้องมีเก้าอี้อย่างน้อย 63 ล้านตัว! (แล้วเมืองไทยก็จะไม่มีการเมืองในสภาหรือนอกสภาอีกต่อไป เพราะทุกคนเป็นสมาชิกสภากันหมด เย้!)
ในความคิดเห็นของผม การเลือกตั้งผู้แทนฯนั้นไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับ ประชาธิปไตยในแง่อุดมการณ์เลยครับ การเลือกตั้งเป็นแค่การแก้ปัญหาทางเทคนิค เพราะเราไม่สามารถสร้างที่ประชุมที่จะบรรจุคน 63 ล้านคน ให้มานั่งถกปัญหาของบ้านเมืองในคราวเดียวกันได้ เราก็เลยต้องเลือก "คนที่จะเข้าไปถกแทนเรา" ก็เท่านั้นเอง แต่ปัญหาก็คือ คนที่มาเป็นผู้แทนฯดันไม่ทำหน้าที่ถกปัญหาแทนพวกเรา แต่กลับรักษาผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเป็นหลัก คนที่เขาทั้งเลือกและไม่ได้เลือก "หมอนั่น" หรือ "ยัยนั่น" เข้าไป เขาก็ไม่พอใจน่ะสิ แต่ "หมอนั่น" หรือ "ยัยนั่น" ก็ยังอ้างอยู่ได้ว่า ตัวเองมาจาก "เสียงของประชาชนส่วนใหญ่" ผมอยากรู้จริงๆว่า ถ้าเรากำหนดให้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งใหญ่เขตเดียว แล้วทุกคนสามารถเลือกผู้แทนได้ 500 เบอร์ จะมี "หมอนั่น" หรือ "ยัยนั่น" ซักกี่คนที่มีสิทธิเข้ามาเสนอหน้าว่า ตัวเองมาจาก "เสียงของประชาชนส่วนใหญ่"
ด้านพันธมิตรฯยิ่งพิสูจน์ "ความเป็นเสียงส่วนใหญ่" ได้ยากกว่านักเลือกตั้งซะอีก เพราะไม่รู้ว่าจะเอาตัวเลขอะไรมาพิสูจน์ ผมไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเลขผู้สนับสนุนนะครับ แต่หมายถึง "ปริมาณอารมณ์ร่วม" ของคนในสังคม ซึ่งคงเอาปรอทวัดไข้ไปวัดไม่ได้ ดังนั้นถ้ายืนยันจะชุมนุมต่อไป กรุณาหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า "ชุมนุมเพื่อคนส่วนใหญ่" มันมีแต่จะสร้างศัตรู เพราะคนที่เขาไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมก็คงคิดว่าตัวเองเป็น "เสียงส่วนใหญ่" ได้เหมือนกัน
ทำไมเราจึงยกย่องคุณสมจิต จงจอหอ (และนักกีฬาคนอื่นๆ) ว่าเป็นฮีโร่ ทั้งๆที่คุณสมจิตได้รับชัยชนะมาจากกีฬาที่ต้องทำร้ายร่างกายคนอื่น? ทำไมเราจึงเรียก กลุ่มคนที่ถือไม้ถือมีดมาตีกันว่า "อันธพาล" ทั้งๆที่คนพวกนั้นก็ทำร้ายร่างกายคนอื่นเหมือนกัน?
แม้ผมจะเห็นว่าการชกมวยเป็นกีฬาที่แสดงออกถึงความรุนแรงในจิตใจมนุษย์ แต่ผมก็ชื่นชมคุณสมจิตเพราะเขาเป็นนักกีฬาที่มีความมุมานะสูง ที่สำคัญคือ เขาต่อสู้ภายใต้กติกาจนได้รับชัยชนะ ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องคุณธรรมหรอกนะครับ เพราะในความคิดของผม นักมวยกับอันธพาลก็ทำบาปเหมือนกัน แต่ผมกำลังพูดถึงการยอมรับกติการ่วมกัน แม้บางคนจะเห็นว่ากติกาที่มีอยู่นั้นไม่ยุติธรรม แต่การมีกติกาอย่างน้อยๆก็ทำให้ผู้คนในสังคมอุ่นใจ ว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย (ได้นานเกินไป) และนี่คงเป็นเหตุผลให้ ทักษิณ ชินวัตร หรือ วัฒนา อัศวเหม ต้องหนีคดี!
การเมืองไทยแม้จะดูวุ่นวายในช่วงนี้ แต่ความจริงมันคือพัฒนาการของการมีส่วนร่วมทางการเมืองนะครับ พวกเราตื่นตัวทางการเมืองยิ่งกว่าเมื่อหลายปีก่อนมาก เพราะทุกฝ่ายอยากมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่ใช่แค่ปล่อยให้นักการเมืองปู้ยี่ปู้ยำชาติ เพียงแต่เราต้องแสดงการมีส่วนร่วม ในวิถีทางที่สร้างสรรค์ และกระทบต่อความสงบสุขโดยรวมของสังคมให้น้อยที่สุดด้วย การกดดันรัฐบาลไม่จำเป็นต้อง บุกสถานีโทรทัศน์ , ยึดทำเนียบ , ปิดถนน หรือ ปิดสนามบิน การกระทำแบบนี้ไม่กระทบกระเทือนรัฐบาลหน้าหนาหรอกครับ คนที่เดือดร้อนคือชาวบ้านตาดำและคนทำมาหากินอย่างเราๆนี่แหละ ลองหาวิธีอื่นที่มันเท่และสร้างสรรค์กว่านี้ดูหน่อยนะครับ ผมอยากเห็นการต่อสู้ทางอุดมการณ์ ที่มันจะส่งผลดีต่ออุดมคติของคนในสังคมในระยะยาว มากกว่าการประณามกันไปมาอย่างที่เป็นอยู่ (อย่าลืมว่า นายกฯสมัคร ตกเก้าอี้ เพราะ "ชิมไปบ่นไป" นะครับ ไม่ใช่เพราะการแสดงพลังของพันธมิตรฯ)
โลกจารึกการต่อสู้ของ มหาตมา คานธี , มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ หรือ ออง ซาน ซูจี ไม่ใช่เพราะว่าคนเหล่านี้เป็นนักปลุกระดมมวลชน แต่เป็นเพราะการต่อสู้ทางอุดมการณ์แบบสันติวิธีที่ต้องใช้ความพยายามและเวลานับสิบๆปี เพื่อซื้อใจประชาชนและประชาคมโลก
สิ่งที่เหมือนกัน

โห... มีแฟนรอติดตามด้วยแฮะ
ขอโทษครับพี่มนัญญา ช่วงนี้ผมติดภาระกิจกู้ชาติ (ทำมาหากินน่ะ ไม่ได้ไปนอนที่ทำเนียบหรอก) แต่พอรู้ตัวว่า ผมไม่ได้เป็น รมต. ในคณะสมชาย1 เอาไว้ท้องผมอิ่มแล้วจะกลับมาเขียน(บ่น)บล็อกต่อนะครับ
ขอบคุณที่กดดัน แต่ไม่ต้องบุกยึดบล็อกนี้นะครับ ฮา...
17 กันยายน 2551 06:18
#830088
สวัสดียามเช้าค่ะ
เขียนอีกนะ ชอบชอบ ขอบคุณ